รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๙ มกราคม ๒๕๕๖

รสนา โตสิตระกูล หารือเรื่องการเจรจาการค้าระหว่างประเทศกับสหภาพยุโรป โดยเรียกร้องการเปิดเผยข้อมูลการเจรจา และไม่รวมเรื่องเหล้าและบุหรี่ในการเจรจา พร้อมหารือเรื่องการลงทุนและการใช้อนุญาโตตุลาการด้วย

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะคะ คือดิฉันเองหลังจากเห็นกรอบการเจรจาทวิภาคีไทย-ยุโรปแล้ว ดิฉันก็มีความเป็นห่วงนะคะ เพราะเกรงว่าการร่างกรอบเจรจาที่หลวม ๆ เช่นนี้จะทำให้ ประเทศชาติเราเสียประโยชน์มากกว่าที่จะได้รับประโยชน์นะคะ แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดิฉันก็เกรงว่าการประชุมในสภาแห่งนี้ถึงแม้ว่าจะมีการอภิปรายกันมากมายหลากหลายแล้ว แต่ในที่สุดแล้วเรื่องต่าง ๆ ที่อยู่ในสภานั้นมันก็เหมือนอยู่บนสายพาน สายพานซึ่งจะพาเรา ไปที่ไหนก็ไม่ทราบ จะพาเราไปสู่ดินแดนที่อุดมสมบูรณ์หรือไปสู่แดนประหาร เพราะดิฉันเอง คิดว่าถึงเราจะพูดกันอย่างไรก็ตามแต่ถ้าหากว่าไปที่สุดแล้วลงมติ เสียงลงมติจะเห็นชอบกับ การที่จะเอาร่างกรอบเจรจาอันนี้ก็มีโอกาสเป็นไปได้มาก โดยที่อาจจะไม่ได้มีการพูดถึงว่า ประโยชน์หรือสิ่งที่ประเทศชาติจะเสียประโยชน์นั้นมีอันไหนมากกว่ากัน อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ ดิฉันเป็นห่วง แล้วก็อยากจะขอสนับสนุนนะคะว่าถ้าหากทางท่านรัฐมนตรีจะกรุณาพิจารณา ข้อเสนอของทางฝั่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่บอกว่าขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกัน ๒ สภาขึ้นมาเพื่อพิจารณาศึกษากรอบการเจรจาอันนี้ก่อนเพื่อให้มีความรอบคอบรัดกุม ดิฉันคิดว่าจะเป็นประโยชน์ เพราะว่ากรอบเจรจานั้นมีความสำคัญนะคะ มันเป็นหลังอิงให้กับ ผู้แทนไทยที่จะไปเจรจากับสหภาพยุโรป ซึ่งในจุดนี้ดิฉันเองก็อยากสนับสนุนนะคะ แต่ถ้าหากว่าจะอย่างไรก็ตามดิฉันก็ไม่แน่ใจว่าทางท่านรัฐมนตรี ทางรัฐบาลจะเห็นเป็นอย่างไร กับเรื่องนี้ จะรับฟังความเห็นของพวกเราหรือไม่ ดิฉันก็อยากจะขอเสนอสักนิดหนึ่งนะคะ ว่าสิ่งที่ท่านคาดหวังว่ากรอบการเจรจาทวิภาคีไทยกับสหภาพยุโรปนั้นจะช่วยในเรื่องของ จีเอสพีกับไทย ดิฉันเองคิดว่าสิ่งที่ท่านรัฐมนตรีได้พูดมาก่อนหน้านี้ โดยยกการศึกษาของ ทีดีอาร์ไอ ดิฉันคิดว่าการอ้างทีดีอาร์ไอนั้นจะยังไม่สมบูรณ์ เนื่องจากว่าทีดีอาร์ไอไม่ได้เอาเรื่อง วิกฤติยูโรโซนเข้ามาศึกษาร่วมด้วย ดิฉันมีตัวอย่างนะคะ ประเทศเกาหลีเองนั้นเคยประมาณการว่าเมื่อทำเอฟทีเอระหว่าง ประเทศเกาหลีกับสหภาพยุโรปแล้วนี่จะสามารถที่จะมีการค้าที่เพิ่มขึ้น ๓๖ เปอร์เซ็นต์ แต่ปรากฏว่าเมื่อปฏิบัติจริงนอกจากไม่ได้เพิ่มแล้วลดลง ๘.๕ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้น ดิฉันคิดว่าในสิ่งนี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลเองจะต้องชี้แจงให้ชัดเจนว่าเราจะได้ประโยชน์จริงจังแค่ไหน จะไปอ้างแต่เฉพาะแค่สิ่งที่ทีดีอาร์ไอศึกษาไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งหลายปีมาแล้วก่อนวิกฤติยูโรโซนนั้น ก็อาจจะยังไม่เพียงพอนะคะ ดิฉันคิดว่าสิ่งที่ทางดิฉันเองอยากจะขอเสนอผ่านท่านประธาน ไปยังท่านรัฐมนตรีอย่างน้อย ๓ ประเด็นนะคะ ในร่างกรอบเจรจานี้ก็คือในเรื่องของสิทธิบัตร ในข้อ ๕.๑๑ ดิฉันเองเห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิกว่าน่าจะขอให้แก้ไขคำว่า สอดคล้อง เป็น ไม่เกินจากข้อตกลงทริปส์ที่เราเคยตกลงไปแล้วนะคะ เพราะไม่เช่นนั้นแล้วมันจะนำไปสู่ สิ่งที่เราเรียกว่าข้อตกลงที่เกินกว่าทริปส์ หรือเรียกว่าทริปส์ พลัส (TRIPS Plus) ซึ่งรวมไปถึง ในเรื่องการขยายสิทธิบัตรยา รวมไปถึงในเรื่องของการที่เราเรียกว่าการผูกขาดข้อมูลด้านยา ที่เรียกว่าดาต้า เอ็กคลูซิวิตี (Data Exclusivity) ซึ่งถ้าหากว่ามีส่วนเหล่านี้เข้ามาร่วมด้วย แล้วจะทำให้ยาสามัญที่เรียกว่ายาเจเนริก เนม (Generic name) ทั้งหลายนั้นจะออกมา ล่าช้าไปอีก ๕ ปี มีการประเมินไว้ถ้าหากว่าเราปล่อยให้มีการขยายสิทธิบัตรยาเพิ่มขึ้น ๕-๑๐ ปี ดาต้า เอ็กคลูซิวิตีขึ้นมาอีก รวมไปถึงการทำให้ยาสามัญนั้นออกมาช้าไปอีก ๕ ปี ประชาชนจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในอีก ๔ ปีข้างหน้าคือปี ๒๕๖๐ ถึง ๒๖๒,๑๙๑.๘ ล้านบาท และในอีก ๒๔ ปี คือในปี ๒๕๘๐ นั้นตัวเลขกลม ๆ ก็แล้วกันประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะทวีคูณไปเรื่อย ๆ ดิฉันคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราน่าจะเสียประโยชน์ มากกว่าที่จะได้จากจีเอสพี ซึ่งอยู่ที่ประมาณ ๗๐,๐๐๐-๘๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็คิดว่า เมื่อเกิดวิกฤติยูโรโซนแล้วนั้นสหภาพยุโรปจะมีความเคร่งครัดในการใช้จ่ายเงินนี้มากขึ้น เราคงจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์จากจีเอสพีอย่างที่เราคาดหวังเอาไว้นะคะ

อีกประการหนึ่ง ดิฉันได้ทราบมาว่าอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ได้ไปหารือขอบเขตการเจรจาที่เรียกว่า สโคปปิง เอ็กเซอร์ไซส์ (Scoping exercise) ที่สหภาพยุโรปเมื่อวันที่ ๒๔-๒๕ กรกฎาคม ปี ๒๕๕๕ ซึ่งอันนี้ดิฉันคิดว่ามันสุ่มเสี่ยงกับ การขัดต่อรัฐธรรมนูญนะคะ เพราะเป็นการไปเจรจาล่วงหน้าโดยที่ยังไม่ทราบเลยว่า สิ่งที่ไปเจรจานั้นมีผลต่อการกำหนดกรอบเจรจาฉบับนี้หรือไม่ ซึ่งดิฉันเองก็อยากให้ ท่านรัฐมนตรีเอาสิ่งที่มีการไปเจรจาในวันที่ ๒๔-๒๕ กรกฎาคมที่ผ่านมาเอามาเปิดเผย อย่างน้อยต่อสภา เพราะไม่เช่นนั้นแล้วดิฉันคิดว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยงต่อการขัดต่อ รัฐธรรมนูญนะคะ เมื่อสักครู่พูดถึงในเรื่องข้อ ๕.๑๑ เรื่องว่าอยากขอให้แก้ในประเด็น เรื่องสิทธิบัตร ข้อต่อมาอีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของข้อ ๕.๑ เรื่องการค้าสินค้า ดิฉันคิดว่า ในนี้ไม่ได้มีการกำหนดว่าไม่รวมเรื่องเหล้าและบุหรี่ ดิฉันคิดว่าอยากจะขอให้มีการเพิ่มว่า สินค้าที่มีความอ่อนไหว แล้วก็มีผลกระทบในทางสังคมอย่างมาก เรื่องเหล้าและบุหรี่นั้น จะต้องกำหนดขึ้นมาว่าเรื่องนี้จะต้องไม่รวมอยู่ในกรอบการเจรจาครั้งนี้ด้วย แล้วก็ดิฉันคิดว่า เครือข่ายองค์กรต่าง ๆ ที่ต่อสู้เรื่องเหล้า เรื่องบุหรี่นั้น เราต้องการป้องกันที่จะไม่ให้มี ผู้สูบบุหรี่หน้าใหม่ ผู้ดื่มแอลกอฮอล์หน้าใหม่ แต่ถ้าหากว่าเราไม่เขียนกำกับตรงนี้เอาไว้นั้น ก็จะทำให้เกิดปัญหาต่อไปในอนาคต แล้วปัญหามันจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นเมื่อผนวก กับข้อ ๕.๙ ว่าด้วยเรื่องการลงทุน โดยเฉพาะใน ๕.๙.๕ นั้นให้มีการใช้อนุญาโตตุลาการ ดิฉันเองไม่เห็นด้วย ดิฉันคิดว่าในหลายประเทศเวลานี้เขาเลิกแล้วนะคะ การใช้อนุญาโตตุลาการ เพราะว่าเท่ากับ ดิฉันขออนุญาตเพิ่มเติมนิดหนึ่งนะคะท่านประธาน ดิฉันคิดว่าการใช้ระบบ อนุญาโตตุลาการนั้นจะเป็นการเปิดโอกาสให้เอกชนมาฟ้องรัฐได้ แล้วก็เรื่องนี้ถ้าหากว่า รวมไปถึงในเรื่องของสินค้าอย่างเหล้า บุหรี่แล้ว มันเคยมีปรากฏการณ์การฟ้อง อย่างของ บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ที่มีการฟ้องประเทศที่มีการทำให้เขาบอกว่าเขาขาดทุนอะไร จากการที่ไปทำเรื่องลดการที่เขาจะประกอบการที่จะได้กำไรนะคะ หรืออีกกรณีหนึ่ง ซึ่งประเทศไทยมีประสบการณ์เอง ก็คือกรณีบริษัท วอลเตอร์ บาว สัญชาติ