รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๙ มกราคม ๒๕๕๖

เจิมมาศ จึงเลิศศิริ หารือเรื่องสิทธิพิเศษทางการค้าไทยที่จะหมดสิทธิในอีก ๒ ปีข้างหน้า และเตือนภัยถึงผลเสียที่อาจเกิดขึ้น เช่น การเสียเปรียบในเรื่องสิทธิบัตรยา การถูกจำกัดอำนาจในการออกนโยบาย และผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน รวมถึงผลกระทบต่อยุทธศาสตร์ของประเทศ ปัญหาการหนีแรงงานและคุณภาพแรงงานขาดแคลน

นางเจิมมาศ จึงเลิศศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน เจิมมาศ จึงเลิศศิริ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ ท่านประธานคะ จีเอสพีนั้นก็คือสิทธิพิเศษทางการค้าซึ่งประเทศไทยเราจะหมดสิทธิในอีก ๒ ปีข้างหน้าก็คือปลายปี ๒๕๕๗ แล้วรัฐบาลเองก็บอกว่าเราจะต้องทำเอฟทีเอก็คือ กรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศไทยกับสหภาพยุโรป แต่รัฐบาล คงไม่ลืมว่าเรามียุทธศาสตร์ของประเทศ ๘ ข้อ ข้อตกลงเหล่านั้นจะสวนทางกับยุทธศาสตร์ ทั้ง ๘ ข้อของประเทศหรือเปล่า ไม่ว่าจะเป็นมิติทางมาตรฐานแรงงาน มิติทางมาตรฐาน สิ่งแวดล้อม หรือว่าไทย-อาเซียนนั้นเราจะมีปริมาณการค้ากับประเทศจีนมากกว่าทวีปยุโรป ทำไมจะต้องรีบเร่งที่จะทำเอฟทีเอกับอียูด้วยนะคะ

อีกข้อหนึ่งก็คือทุนนอกระบบจะหนีประเทศไทย ไม่ใช่เฉพาะเรื่องภาษี แต่เป็นปัญหาด้านคุณภาพแรงงานขาดแคลน การจ่ายเงินใต้โต๊ะแล้วก็การสับสนกับนโยบาย ของภาครัฐ

อีกข้อหนึ่ง ในอาเซียนนั้นนอกจากประเทศอินโดนีเซียแล้วประเทศไทย มีประชากรที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจมากกว่าทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพด้วย ไม่ว่าจะเป็น ศักยภาพทางภูมิศาสตร์ ทางโลจิสติกส์ (Logistics) เพราะฉะนั้นรัฐบาลไม่ต้องกลัวหรอกว่า เราจะตกขบวนรถไฟเที่ยวสุดท้าย ไม่ต้องรีบร้อนอยากจะให้รอบคอบในการจะไปเจรจา กรอบอียูอันนี้ด้วย แล้วรัฐบาลเองจะเร่งเจรจาส่งเสริมทางการค้ากับอียู การค้าของกลุ่มไหนคะ ที่ได้ประโยชน์ กลุ่มทุนที่เป็นพวกของรัฐเอง อย่างเช่น อสังหาริมทรัพย์ โทรคมนาคม ท่านละทิ้ง กลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยหรือว่าเอสเอ็มอี (SME) แล้วหรือคะ เกษตรกรจะขายยางพาราได้ไหม จะขายข้าวได้ไหม เรามีมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีรัฐบาลก็ยังแก้ไม่ตกเลยเรื่องนี้ รัฐบาลยังปิดปากเงียบอยู่นะคะ แล้วก็ในอีกหลาย ๆ ประเด็นที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปราย ในประเด็นที่เราคิดว่าน่าจะมีผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นการคุ้มครองการลงทุนที่เปิดโอกาสให้กระบวนการอนุญาโตตุลาการ ระหว่างประเทศในการระงับข้อพิพาท เปิดโอกาสให้นักลงทุนข้ามชาติสามารถที่จะฟ้อง เรียกค่าเสียหายกับภาครัฐได้ ซึ่งหลายประเทศเขาก็ได้ยกเลิกข้ออนุญาโตตุลาการนี้ไปแล้วนะคะ หรือว่าประเด็นทรัพย์สินทางปัญญาเรื่องสิทธิบัตรยา ซึ่งทำให้ประเทศไทยเรานั้นเสียเปรียบ หลายท่านได้อภิปรายในรายละเอียดแล้ว ดิฉันจะไม่ลงรายละเอียดลึกนะคะ คนไทยต้องซื้อยาแพงค่ะ ซื้อยาแพงต่อเนื่องระยะยาวด้วย หรือว่าเป็นประเด็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาสูบ ซึ่งราคาถูกลงทำให้เป็นสินค้าที่ประชาชนสามารถจะบริโภคได้มากขึ้นแต่ว่าเป็นอันตราย ต่อสุขภาพนะคะ ภาครัฐเองก็ถูกจำกัดอำนาจในการออกนโยบาย ในการออกมาตรการควบคุม นี่คือข้อเสียเปรียบที่เราจะต้องเสียเปรียบให้กับการเจรจาในครั้งนี้ ดิฉันยกตัวอย่างง่าย ๆ ให้เห็นภาพชัดเกี่ยวกับประเด็นของสิทธิทางปัญญาแล้วก็เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาสูบนะคะ เหล้าและบุหรี่ถูกลง แต่ว่ายาแพงขึ้น เมื่อเหล้าและบุหรี่ถูกลงคนบริโภคมากขึ้น คนไทย ก็ป่วยมากขึ้น เป็นมะเร็งมากขึ้น แต่ยาที่จะรักษามะเร็งนั้นแพงขึ้น นี่คือผลกระทบระยะยาว ที่รัฐบาลไม่ได้คิดถึงนะคะ แล้วก็แม้แต่ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือ ๓๐ บาท ของรัฐบาลเอง ถ้ายาตัวนี้แพงขึ้น หรือยาในระบบคือยาที่มีเกี่ยวกับสิทธิบัตรยาแพงขึ้น ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าก็ไม่สามารถซื้อยาตัวนี้มารักษาได้ระบบก็จะเจ๊งได้นะคะ เอกสารของรัฐบาลในข้อ ๕.๑๕ ก็คือการค้าและการพัฒนาที่ยั่งยืนนี้ท่านได้บอกไว้ว่า ให้ใช้ระเบียบข้อบังคับหรือกฎหมายภายในประเทศที่มีอยู่ แล้วก็มีรายละเอียดมา หลาย ๆ ข้อด้วยกัน แต่ดิฉันอ่านแล้วในรายละเอียดนี้ไม่ได้บอกว่าการเจรจานี้จะยกระดับ มาตรฐานแรงงานหรือสิ่งแวดล้อม หรือเกษตรอินทรีย์อย่างไร บอกเพียงแต่ว่าให้ใช้ระเบียบ ข้อบังคับ หรือกฎหมายภายในประเทศที่มีอยู่เท่านั้น ซึ่งมันจะต้องเกิดปัญหาแน่นอนค่ะ ในการเจรจากับอียูนั้นเราต้องมีทั้งมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม แล้วก็สิ่งแวดล้อม อย่างเช่น การยกระดับมาตรฐานแรงงานเราก็ต้องรับผิดชอบด้านแรงงานมากขึ้นนะคะ ค่าแรง การกดขี่แรงงาน การใช้แรงงานเด็ก การใช้แรงงานพม่า การพัฒนาคุณภาพฝีมือแรงงาน เหล่านี้เป็นต้น ดิฉันขอยกตัวอย่างการยกระดับมาตรฐานแรงงาน อย่างเช่นกุ้งที่เราส่งออก ไปประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อก่อนเราเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ แต่เดี๋ยวนี้เราถูกขึ้นบัญชีดำ จากประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ว เนื่องจากว่าเราใช้แรงงานเด็กและพม่า เพราะว่าเราไม่ได้ให้ความสนใจ กับการยกระดับมาตรฐานแรงงานก็เลยทำให้เกิดปัญหา แล้วสิ่งเหล่านี้ก็จะเป็นปัญหาต่อไปในอนาคต มาตรการแรงงาน ๓๐๐ บาทของรัฐบาลนะคะ ที่ท่านบังคับให้ผู้ประกอบการขึ้นค่าแรง ๓๐๐ บาท แบบก้าวกระโดด ทำให้ผู้ประกอบการนั้นเขาจะต้องหาทางออกให้กับตัวเองที่จะอยู่รอด ในธุรกิจของเขา เขาก็ต้องลดสวัสดิการที่ให้กับแรงงานของเขาเอง ไม่ว่าจะเป็นอาหารราคาถูก ชุดพนักงานฟรี รถบริการรับส่งฟรี การรักษาพยาบาลฟรี เหล่านี้เป็นสวัสดิการที่ผู้ประกอบการ ต้องตัดออกเพื่อชดเชยกับค่าแรง ๓๐๐ บาทที่ถูกบังคับให้ขึ้น ทำให้มาตรฐานแรงงาน ของเรานั้นต่ำลง ดิฉันเองไม่อยากให้รัฐบาลรีบเร่งที่จะผ่านกรอบเจรจาประเทศไทย-อียูนี้ไปนะคะ อยากให้มีความพร้อมมากกว่านี้ แล้วก็ไม่อยากให้ผ่านด้วยความหละหลวมเช่นนี้ค่ะ การเจรจาย่อมมีผู้ได้เปรียบและเสียเปรียบ แต่ถ้าเราเจรจาแล้วเราเสียเปรียบมากกว่าได้เปรียบ ดิฉันคิดว่าเราอย่าเพิ่งรีบเร่งดีกว่าค่ะ เราถอยออกมาตั้งหลักก่อนดีกว่าคะ ดิฉันขอเสนอให้รัฐบาลนั้นถอนกรอบเจรจานี้ออกมา พิจารณาใหม่ หรือว่าจะเป็นการตั้งคณะกรรมาธิการร่วม ๒ สภาแห่งนี้เพื่อรับฟังความคิดเห็น จากหลาย ๆ ภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นคำอภิปรายของเพื่อนสมาชิกในที่นี้หรือรัฐบาลเองก็บอกว่า รัฐบาลได้เตรียมวางแผนในการที่จะรับฟังความคิดเห็น มีการเสวนา มีการออกไปทั่วประเทศ ประมาณ ๖๐ ครั้งด้วยกัน แล้วก็มีผู้มาร่วมเสวนาประมาณ ๕,๐๐๐ กว่าท่านด้วยกัน แต่ว่าดิฉันได้พูดคุยกับหลาย ๆ กลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นมูลนิธิหรือชมรมต่าง ๆ หลาย ๆ ท่านบอกว่า เวลาเข้าไปเสวนาหรือเข้าไปสัมมนาด้วยหลาย ๆ คำถามที่ถามไปกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ไม่สามารถตอบได้ค่ะ เพราะฉะนั้นดิฉันเห็นว่ารัฐบาลควรจะถอนกรอบนี้ออกไปพิจารณาใหม่ หรือหาวิธีทางอื่นอย่างเช่นการตั้งคณะกรรมาธิการร่วม ๒ สภานะคะ อย่าให้กรอบการเจรจานี้ เกิดปัญหากระทบในภายหลังเหมือนกับนโยบายหลาย ๆ นโยบายที่ผ่านมาของรัฐบาล เกิดผลกระทบในขณะนี้แล้วไม่ว่าจะเป็นค่าแรง ๓๐๐ บาท เงินเดือน ๑๕,๐๐๐ บาท จำนำข้าว ผลกระทบเกิดขึ้นแล้ว