บุญทรง เตริยาภิรมย์ พูดถึงการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการดำเนินการเตรียมการและกำหนดกรอบเจรจาที่กว้างและยืดหยุ่น เพื่อให้การเจรจาได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องอนุญาโตตุลาการและความสำคัญของการกำหนดกรอบเจรจา และเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการตามยุทธศาสตร์ในการควบคุมการนำเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ก่อนอื่นในฐานะตัวแทนของรัฐบาล ที่เสนอร่างกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปในวันนี้ก็ต้อง ขอขอบพระคุณท่านสมาชิกทุกท่านที่ได้อภิปรายแสดงความคิดเห็นแล้วก็ข้อห่วงใยในเรื่องที่ ทางรัฐบาลได้เสนออย่างกว้างขวางแล้วก็มีรายละเอียดที่ครอบคลุม แล้วหลายท่านก็ต้อง ขออนุญาตชมเชยว่าท่านมีข้อมูลค่อนข้างจะมากแล้วก็ค่อนข้างจะลึก ด้วยเนื่องจากว่า ท่านเคยทำงานในด้านนี้มาก่อน ก็ต้องขอขอบพระคุณทุกท่านเป็นอย่างสูง ท่านประธาน ที่เคารพ อันที่จริงแล้วเรื่องเอฟทีเอนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย เรามีเอฟทีเอกับ ประเทศอื่น ๆ มากมาย แล้วผมมั่นใจว่าในรัฐบาลที่ผ่าน ๆ มานั้นก็มีหน่วยงานของรัฐบาล ได้ไปดำเนินการเจรจาความตกลงทางการค้าในหลายรูปแบบกับประเทศต่าง ๆ ที่เป็นคู่ค้า ของประเทศไทยทั่วโลก ประเทศไทยอยู่ในระบบการค้าเสรี ดังนั้นการเคลื่อนย้ายของทุน การเคลื่อนย้ายของการอุตสาหกรรม การบริการของคน จึงถูกกระทบจากระบบการค้าเสรี ที่เกิดขึ้นโดยทั่วโลก ดังนั้นหากประเทศไทยไม่ไปอยู่ในวงจรหรือในสังคมการค้าของโลก ก็เท่ากับว่าเราจะถูกกีดกันแล้วก็จะถอยหลัง แล้วการค้าระหว่างประเทศของไทยก็คงจะมี อุปสรรคมากมาย ในขณะนี้ประเทศไทยเป็นสมาชิกของอาเซียน หมายความว่าประเทศไทย ก็มีเอฟทีเอกับสมาชิกของกลุ่มอาเซียนทั้ง ๙ ประเทศ แล้วประเทศในกลุ่มอาเซียนก็มี เอฟทีเอกับคู่ค้าอื่น ๆ อีก ๖ ประเทศ คือ ประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลี ประเทศออสเตรเลีย ประเทศนิวซีแลนด์ และประเทศอินเดีย ซึ่งประเทศเหล่านี้ก็อยู่ใน สังคมเศรษฐกิจระบบเสรีระบบเปิดเช่นเดียวกัน ที่ผมกราบเรียนเกริ่นอย่างนี้ก็เพราะว่า มันเป็นความจำเป็นที่ประเทศไทยนั้นจะต้องอยู่ในวงการการค้าลักษณะอย่างนี้ต่อไป ผมมั่นใจว่าท่านทั้งหลายคงไม่ปฏิเสธ แล้วเมื่อสักครู่นี้ท่านสมาชิกท่านลุกขึ้นมาท่านก็บอกว่า ก็คงไม่มีใครปฏิเสธว่ามันต้องดำเนินการอย่างนี้ต่อไป เพียงแต่หลายท่านแสดงความกังวล หลายท่านแสดงความเป็นห่วงว่าประเด็นต่าง ๆ ได้มีการปรึกษาหารือได้มีการรับฟัง ความคิดเห็นจากภาคประชาชน จากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องครบถ้วนสมบูรณ์แล้วหรือยัง ผมกราบเรียนครับท่านประธาน เรื่องนี้ไม่ได้เริ่มต้นเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา แต่เป็น การเริ่มต้นจากจุดแรกเมื่อประมาณปี ๒๕๕๐ ซึ่งขณะนั้นในกลุ่มอาเซียนจะเริ่มต้นเจรจา เอฟทีเอกับอียู แต่จะด้วยเหตุใดก็แล้วแต่การเจรจาไม่มีความคืบหน้าแล้วก็ต้องหยุดลงไป ในช่วงปี ๒๕๕๒ แต่ทั้งนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ยังมีการปรึกษาหารือ มีการประชุม มีการทำประชาพิจารณ์ กับองค์กรประชาชนภาคสังคมที่เกี่ยวข้องอย่างที่ได้กราบเรียน ผ่านเอกสารนะครับว่าประมาณ ๖๐ ครั้ง ซึ่งในการดำเนินการทั้งหมดคณะอนุกรรมการ ก็ได้มีการมาชี้แจงให้กับคณะกรรมาธิการต่าง ๆ ในรัฐสภา ๕ ครั้งด้วยกัน ปรากฏตาม รายละเอียดที่อยู่ในเอกสาร ท่านประธานที่เคารพครับ จะเห็นได้ว่าเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินการเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง ได้เชิญคนที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล แล้วข้อมูลที่ได้รับมาก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย บางส่วนที่เห็นว่าหากไม่มีการเจรจาแล้วอาจจะ ทำให้ประเทศไทยเสียโอกาส เสียความสามารถในการแข่งขันทางการค้าในโลก หากมีประเทศอื่น ในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนได้ดำเนินการในเรื่องนี้แล้วเสร็จไปก่อนหน้า โอกาสของ ประเทศเหล่านั้นย่อมจะดีกว่าประเทศไทยในแง่ของการค้าระหว่างอียูกับประเทศนั้น ๆ โอกาสในการที่ประเทศไทยจะมีความน่าสนใจในการลงทุนจากต่างประเทศก็จะลดน้อย ถอยลงแล้วจะสู้กับประเทศสมาชิกอื่นที่ไปทำเอฟทีเอกับอียูไปก่อนหน้าไม่ได้ ด้วยเหตุฉะนี้ ในระดับเจ้าหน้าที่ทั้งในกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศของกระทรวงพาณิชย์ก็ดี ทั้งในส่วนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้กระทรวงการต่างประเทศก็ดี จึงมีการดำเนินการ เรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่องแล้วก็มีการสรุปเอาประเด็นต่าง ๆ ทั้งข้อดีข้อเสียมา ท่านประธานครับ การนำความเห็นเหล่านั้นมาจะนำไปสู่การกำหนดท่าทีในการเจรจาต่อไป หากท่านสมาชิก รัฐสภาแห่งนี้ในวันนี้ได้กรุณาให้ความเห็นชอบ ซึ่งรัฐบาลก็จะนำร่างกรอบการเจรจาอันนี้ พร้อมทั้งความคิดเห็นทั้งหลายที่ท่านสมาชิกได้แสดงถึงความกังวลต่าง ๆ ประกอบกัน เป็นบทสรุปเพื่อจะนำไปมอบให้กับหัวหน้าคณะผู้เจรจา ซึ่งขณะนี้คณะรัฐมนตรีได้มีมติ มอบหมายให้กับประธานทีทีอาร์ (TTR) คือผู้แทนการค้าของประเทศไทยเป็นหัวหน้าคณะเจรจา ซึ่งผมก็มั่นใจว่าในฐานะที่ท่านเป็นประธานทีทีอาร์นั้นข้อมูลที่มีอยู่เดิมก็สามารถที่จะนำไปใช้ ประกอบในการดำเนินการกำหนดท่าที แล้วก็จะทำให้เกิดผลประโยชน์กับประเทศชาติ ของเราให้มากที่สุด ท่านประธานที่เคารพ ผมเรียนยืนยันต่อท่านสมาชิกกับท่านประธานนะครับว่า รัฐบาลมีเจตนาแน่วแน่ที่จะปกป้องผลประโยชน์ของคนในชาติ แล้วก็จะทำทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ให้เสียเปรียบในการเจรจา ทั้งนี้หลังจากเจรจาแล้วก็ยังจะต้องนำผลของการเจรจานั้น มาเสนอต่อรัฐสภาอีกครั้งหนึ่งเสียก่อนที่จะนำไปลงนามกันต่อไป ดังนั้นผมจึงยืนยันว่า การเสนอร่างกรอบการเจรจาในวันนี้ไม่ใช่เป็นการเสนอแบลงค์ เช็ค (Blank cheque) เป็นการเสนอในลักษณะที่มีเอกสารประกอบ แล้วก็มีข้อมูลที่เพียงพอในการที่จะอภิปราย ท่านประธานครับ ในประเด็นที่ท่านสมาชิกได้มีการอภิปรายมาตั้งแต่ตอนกลางวัน มีหลายประเด็นมากผมก็พยายามที่จะให้เจ้าหน้าที่ได้จดแล้วก็บันทึกเอาไว้ หากว่าการชี้แจง ของผมจะไม่ครอบคลุมก็ต้องขออภัย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นยืนยันว่าประเด็นทั้งหมดจะถูกนำไป ส่งต่อให้กับหัวหน้าคณะผู้เจรจานะครับ
ในกรณีเรื่องของอนุญาโตตุลาการ ในเอกสารได้มีการเขียนเอาไว้ว่า เป็นหนทางหนึ่ง เป็นทางเลือกหนึ่งในข้อที่ ๕.๓.๕ เปิดโอกาสให้สามารถใช้กระบวนการนี้ อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศเป็นทางเลือกหนึ่งในการระงับข้อพิพาท ในประเด็นนี้ครับ ท่านประธาน เรื่องของอนุญาโตตุลาการนั้นปรากฏอยู่ในเอกสารความตกลงเอฟทีเอเกือบจะ ทุกฉบับที่ประเทศไทยทำมาในอดีต แล้วคล้าย ๆ กับว่าเป็นมาตรฐานที่ทุกประเทศเขาก็จะมี การยอมรับกัน การให้กำหนดเป็นทางเลือกหนึ่งในการระงับข้อพิพาทนั้นนักลงทุนของ คู่เจรจาสามารถฟ้องโดยไปศาลก็ได้ไม่จำเป็นที่จะต้องเลือกอนุญาโตตุลาการ แต่ทั้งนี้เรื่องนี้ ในเรื่องของเออีซี (AEC) ก็มีเรื่องของอนุญาโตตุลาการ เป็นการให้ความคุ้มครองแก่นักลงทุน ของคู่เจรจาที่เข้ามาลงทุนในบ้านเรา และในขณะเดียวกันก็จะกำหนดกรอบการคุ้มครอง ของนักลงทุนเราที่ไปลงทุนในประเทศคู่เจรจา เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็กราบเรียนว่า มันเป็นมาตรฐานในการดำเนินการแล้วก็สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้กับเอกสาร เอฟทีเอในหลาย ๆ ฉบับก่อนหน้านี้ ท่านประธานครับ เรื่องของการกำหนดกรอบเจรจา ๑๗ หัวข้อนั้นอย่างที่ผมได้กราบเรียนเกริ่นไว้ ในเบื้องต้นตอนนำเสนอตั้งแต่แรกว่าเราจะเปิดกรอบไว้ให้มีความยืดหยุ่นแล้วก็ให้กว้างหน่อย การจะไปกำหนดกรอบใด ๆ เอาไว้ล่วงหน้านั้นเท่ากับว่าเราก็จะปิดโอกาสในการเจรจา ของเราไปด้วยในตัว เพราะฉะนั้นเราจึงกำหนดกรอบโดยกว้างเพื่อให้ยืดหยุ่น แล้วในระหว่าง การเจรจาสามารถเพิ่มเติมได้นะครับ
ท่านประธานครับ ในประเด็นเรื่องของพีซีเอ พาร์ทเนอร์ชิพ แอนด์ โคออพเพอเรชัน อะกรีเมนท์ (Partnership and Co-operation Agreement) ซึ่งเป็นความตกลง เพื่อจะเปิดโอกาสในการสร้างความร่วมมือในด้านต่าง ๆ รวมถึงด้านความมั่นคงเศรษฐกิจ และสังคม ซึ่งกลุ่มประเทศอียูกำหนดให้ประเทศที่จะทำเอฟทีเอกับอียูจะต้องทำเรื่องพีซีเอ แล้วก็ไทยเริ่มเจรจาพีซีเอกับอียูมาตั้งแต่เดือนกันยายน ปี ๒๕๕๐ พร้อม ๆ กับการเจรจาอาเซียน อียู เอฟทีเอ เช่นเดียวกับประเทศสมาชิกอื่น ๆ การเจรจาพีซีเอและเอฟทีเอสามารถเจรจา ในลักษณะคู่ขนานกันไปก็ได้ ฉบับไหนจะเสร็จก่อนก็ได้นะครับ ปัจจุบันนี้กระทรวงการต่างประเทศ ยังดำเนินการเจรจาในเรื่องนี้อยู่ ส่วนประเด็นการค้า การลงทุนก็จะมูฟ (Move) ไปอยู่ใน กรอบการเจรจาของเอฟทีเอต่อไปนะครับ
ท่านประธานครับ ต่อประเด็นเรื่องความกังวลเกี่ยวกับเรื่องแอลกอฮอล์ ผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าในปัจจุบันนี้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่นำเข้ามาจากอียูนั้น มูลค่าเท่ากับร้อยละ ๑.๘ ของการบริโภคในประเทศไทยทั้งหมด ฉะนั้นผลต่อการนำเข้า แล้วก็จะมีผลกระทบต่อสังคมจึงน้อยมากนะครับ แต่สิ่งที่รัฐบาลจะดำเนินการเพื่อให้เป็นไป ตามยุทธศาสตร์ ก็คือรัฐบาลโดยกระทรวงการคลังก็จะนำเงื่อนไขแล้วก็ข้อกำหนด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของภาษีสรรพสามิตมาเป็นตัวในการดำเนินการเรื่องนี้ ก็คิดว่า คงไม่น่าจะมีผลอะไรมาก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็กราบเรียนว่าเรื่องนี้ไม่ได้เป็นข้อสรุปยุติสุดท้าย การเจรจายังคงต้องดำเนินการต่อไป ก็อาจจะมีการเอาเข้าหรือเอาออกอย่างไรก็แล้วแต่ ในอนาคต ก็ต้องขอกราบเรียนว่ากรอบจะต้องเปิดกว้างเพื่อให้เจรจาได้โดยที่เราจะไม่มี การกำหนดเงื่อนไขไว้ล่วงหน้า ถ้าไม่เช่นนั้นทางคู่เจรจาก็อาจจะสร้างเงื่อนไขมาเป็นกำแพง ทำให้การเจรจาไม่สามารถจะเริ่มต้นได้ ก็ขอกราบเรียนยืนยันว่าท่านโปรดได้กรุณา อย่ากังวลนะครับ แล้วก็เรื่องนี้เราจะให้ทางกระทรวงสาธารณสุขได้เข้ามามีส่วนในการช่วย ดูแลในเรื่องรายละเอียดต่อไปนะครับ
ท่านประธานครับ ในประเด็นเรื่องที่ใช้ข้อความที่ว่า สอดคล้องในเรื่องของ ทรัพย์สินทางปัญญา ผมกราบเรียนยืนยันต่อท่านสมาชิกที่อภิปรายแล้วก็ที่แสดงความกังวลว่า ในเรื่องของตัวเวิร์ดดิง (Wording) เราล้อมาจากกรอบการเจรจาก่อนหน้าโน้นในเอฟทีเอ อาเซียน อียู ซึ่งในขณะนั้นรัฐสภาก็ได้ให้ความเห็นชอบไปนะครับ แต่ทั้งนี้ผมกราบเรียนว่า ในเรื่องท่าทีต่อกรณีนี้จะเป็นการกำหนดท่าทีที่เข้มงวดมากขึ้น เพราะฉะนั้นขอได้โปรด ท่านอย่าได้กังวลว่าเราจะไปเสียเปรียบหรืออะไร ยืนยันว่ารัฐบาลจะไม่ดำเนินการใด ๆ ทำให้ เสียเปรียบมากเกินไปกว่าที่ดับเบิลยูทีโอได้มีการดำเนินการเอาไว้ เพราะฉะนั้นกรอบของ การดำเนินการเราก็จะพยายามให้อยู่ในกรอบที่ท่านได้ให้ข้อสังเกตไว้ และผมก็ยืนยัน อีกครั้งหนึ่งว่าข้อสังเกตของท่านก็จะนำไปส่งมอบให้กับคณะผู้เจรจานะครับ
ท่านประธานครับ ผมคิดว่าคงใช้เวลาพอสมควร ในประเด็นอื่น ๆ ที่เป็น รายละเอียดผมจะขอความกรุณาอย่างนี้ครับว่าผมจะนำเรื่องนี้ส่งไปให้เจ้าหน้าที่แล้วก็ ทำลิสต์ (List) ทั้งหมด แล้วก็จะส่งให้กับทางคณะผู้เจรจาเพื่อนำไปดำเนินการ แล้วถ้าจะ เป็นไปได้ทางท่านประธานอาจจะให้ทำเป็นหนังสือจากรัฐสภาแสดงข้อสรุปความคิดเห็น ทั้งหมดประกอบไปให้กับทางคณะผู้ดำเนินการเจรจานำไปสู่ภาคปฏิบัติต่อไปนะครับ ผมต้อง ขอกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกทุกท่านที่ได้กรุณาให้ข้อคิดเห็น แล้วก็การอภิปรายที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง รัฐบาลจะน้อมรับความคิดเห็นเหล่านั้นไป ประกอบกับการทำงานในช่วงระยะนี้เป็นต้นไป เมื่อได้ผลเป็นประการใดจะนำมาเสนอ ต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป ขอบคุณครับ