เจตน์ ศิรธรานนท์ หารือเรื่องการเจรจาไทย-อียู โดยมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับผลประโยชน์ของประเทศชาติ และการคาดการณ์ผลกระทบต่อเกษตรกร
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ก็ฟังเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปครึ่งค่อนวัน กรอบการเจรจาระหว่าง ประเทศไทยกับอียูตรงนี้มันมีอยู่ถึง ๑๗ ประเด็น ประเด็นที่ ๑๗ คือประเด็นอื่น ๆ คงไม่ต้อง มานั่งพรรณนากันว่า ๑๗ ประเด็นนั้นมันมีอะไรบ้าง แต่ว่าในกรอบการเจรจาที่มันมีมากมาย ครอบคลุมทุกภาคส่วนมันก็จะมีรายละเอียดอยู่มาก เมื่อมีรายละเอียดอยู่มากปัญหาก็แยะ เพื่อนสมาชิกท้วงติงว่าเนื่องจากมันมีประเด็นมากมายก็สมควรตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกัน ของทั้ง ๒ สภาเพื่อพิจารณาให้รอบคอบ อันนี้ผมก็อยากให้มันเกิดขึ้นนะครับ แต่ว่าก็คงจะฝันไป เพราะว่าโดยระบบของรัฐสภาแห่งนี้แล้วมันคงเป็นไปได้ยาก ก็คิดว่าคงจะเป็นสิ่งที่ทางรัฐบาล ก็ต้องการความรวดเร็วก็คงจะอาศัยเสียงข้างมากทำให้การลงมติในวันนี้ผ่านพ้นไป ด้วยระบบที่เป็นอยู่ แต่ก็เสียดายเพราะว่าจริง ๆ แล้วถ้าหากว่าเรามีความรอบคอบ เราได้มี การตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันแล้วนี่ ประเด็นต่าง ๆ ที่เพื่อนสมาชิกได้พูดกันมามากมาย น่าจะไปขยายแล้วก็ลงในรายละเอียด แล้วก็ส่งผู้ที่จะไปเจรจาตามกรอบการเจรจานี้ นำไปใช้ประโยชน์เพื่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อประเทศชาติ ผมเองแม้โดยภาพรวมผมจะเห็นด้วย กับกรอบการเจรจานี้ เพราะว่าเมื่อเรารวม ๒๗ ประเทศเข้าด้วยกันในกลุ่มอียูแล้ว เป็นตลาดส่งออก ลำดับ ๒ ของประเทศไทย และนำเข้าอันดับ ๔ นะครับ เพราะฉะนั้นจะเห็นว่ามูลค่าของการค้าระหว่างประเทศไทยกับอียูจึงมีมูลค่ามหาศาล เวลาที่เราคิด เราไม่ได้คิดเพียงประเทศใดประเทศหนึ่ง เราไม่ได้คิดเพียงประเทศเยอรมนี ประเทศฝรั่งเศส หรือประเทศอังกฤษ แต่เราคิดอียูทั้งหมด เพราะฉะนั้นยอดมูลค่าของการค้าไม่ว่าจะเป็น การส่งออกหรือนำเข้าจึงสูง ท่านประธานครับ ผมก็ดูไปที่อดีตประสบการณ์ในการทำ เอฟทีเอที่อียูทำกับกลุ่มแอนเดียน (ANDEAN) แอนเดียนนี่ก็คือกลุ่มของประเทศโบลิเวีย ประเทศโคลัมเบีย ประเทศเอกวาดอร์ ประเทศเปรู ประเทศเวเนซุเอลา มันก็จะคล้าย ๆ กับ สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับประเทศไทยกับอียู เพราะว่าแต่เดิมเขาจะทำทวิภาคีระหว่างกลุ่มกับกลุ่ม เขาจะทำระหว่างกลุ่มแอนเดียนกับกลุ่มอียู เช่นเดียวกับประเทศไทย ปัญหาของเราก็คือว่า เมื่อเรามีการเจรจาระหว่างอาเซียนกับอียูหลังการประชุมครั้งที่ ๗ เมื่อวันที่ ๔-๕ มีนาคม ปี ๒๕๕๒ ที่ประเทศมาเลเซีย ก็หยุดพักการเจรจาไปเพราะว่าใช้เวลานานมากเกินนอกเหนือจาก การใช้เวลาเจรจาที่ช้ามากแล้วก็ยังมีปัญหาการเมืองในอียูด้วยกัน ทั้ง ๆ ที่ว่าในขณะนั้นอียู ก็ยังไม่ได้ตกต่ำมากมายเหมือนกับในขณะนี้ แล้วข้อสำคัญก็คือมีปัญหากับประเทศพม่า อียูเขาบอกว่าถ้ามีประเทศพม่าเขาจะไม่เจรจาด้วย ฉะนั้นก็เป็นสิ่งที่เป็นปัญหาว่าเราไม่สามารถ เจรจาระหว่างอียูกับอาเซียนได้ ซึ่งตรงนี้เป็นข้อที่ผมเห็นว่าเป็นข้อที่เราเสียเปรียบ ประเทศเรา เป็นประเทศเล็ก เมื่อเราตัวเล็ก ๆ แต่เราไปเจรจากับอียูซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ซึ่งอาจจะใหญ่ที่สุด ในโลกด้วยซ้ำ ตรงนี้จึงเป็นปัญหาว่าพลังการต่อรองของเราเมื่อเราไปคุยหรือเจรจากับอียูแล้ว เป็นสิ่งที่เราจะได้ในสิ่งที่เราต้องการได้ยาก จะเป็นสิ่งที่เราจะเสียมากกว่าที่จะได้ ดังนั้น ผมจึงฝากประเด็นนี้ผ่านทางท่านประธานถึงทางรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องว่าในเรื่องของการเจรจา ตรงนี้นอกเหนือจากกรอบการเจรจาแล้วท่านต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ เป็นหลัก ทีนี้พอเราไปดูผลประโยชน์ของประเทศชาติ แน่นอนมันจะมีกลุ่มที่ได้ประโยชน์ กับกลุ่มที่เสียประโยชน์ หนีไม่พ้น แล้วกระทรวงพาณิชย์หรือรัฐบาลก็ต้องคิดถึงภาพรวม ทั้งหมดว่าเมื่อรวมแล้วเราได้ประโยชน์เท่าไร แล้วเราเสียประโยชน์เท่าไร เท่าที่ผมสอบถาม จากเพื่อนที่อยู่กระทรวงพาณิชย์ว่าเขาใช้หลักอะไรในการพิจารณา หลักอะไรในการที่จะยอม เสียประโยชน์ หลักเพื่อแลกกับอะไรที่ได้ประโยชน์ เขาบอกว่าเขาใช้มูลค่าของสินค้า หรือมูลค่าของกลุ่มสินค้า เพราะฉะนั้นสินค้าหรือกลุ่มของสินค้าที่มีมูลค่าสูงรัฐบาล ก็ต้องพยายามปกป้อง แต่ก็ต้องสูญเสียกลุ่มสินค้าซึ่งเป็นกลุ่มเล็กซึ่งก็จะได้แก่เกษตรกรของประเทศ ตรงนี้ละที่เป็นปัญหา เมื่อเป็นปัญหาซึ่งก็มีการทำเอฟทีเอไม่ว่าจะทำกับใครก็ตามก็จะมีปัญหา เรื่องนี้มาโดยตลอดนะครับท่านประธาน ซึ่งผมก็อยากจะฝากทางรัฐมนตรีว่าในหลักการ มีอยู่แล้วว่าท่านต้องเยียวยากลุ่มที่เสียประโยชน์แล้วก็นำสิ่งที่เป็นรายได้ของกลุ่มที่ได้ประโยชน์ มาชดเชย แต่ว่าเท่าที่ผ่านมามันมีแต่ทฤษฎีว่าเราจะมีกองทุน เราจะมีการเยียวยา กลุ่มที่เสียประโยชน์ แต่มันไม่เกิดขึ้นเพราะว่าไม่สามารถปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ก็ไม่สามารถที่จะชดเชยให้กับกลุ่มอาชีพที่เขาเสียประโยชน์ไป ตรงนี้ผมคิดว่าแน่นอน ในการเจรจาต่อรองเราอาจจะต้องสูญเสียบางอย่างเพื่อแลกกับเป้าหมายที่เราต้องการ แต่เราก็ต้องมาดูว่ากลุ่มสินค้านั้นมีความสำคัญอย่างไร ผมขออีกนิดเดียวครับท่านประธานไหน ๆ ก็จะพูดเป็นคนสุดท้ายแล้วพยายามจะรักษาเวลา ประเทศไทยกำลังจะเข้าร่วมกับประเทศสหรัฐอเมริกาคือทีพีพี (TPP) ทรานส์แปซิฟิก พาร์ทเนอร์ชิพ (Trans Pacific Partnership) มันก็เป็นเรื่องที่เราก็จะต้องเจรจากับประเทศสหรัฐอเมริกา ยักษ์ใหญ่แล้วก็อาจจะใหญ่กว่าอียูด้วย ตรงนี้อาจจะเป็นบทเรียนที่เราจะต้องนำไปใช้ เพราะว่าเมื่อเราทำเอฟทีเอกับกลุ่มหนึ่งมันจะต้องนำไปใช้กับกลุ่มหนึ่ง แล้วคราวนี้ เป็นคราวที่เรารีบเร่งเพราะเรากลัวว่าจะตกรถไฟ มันเป็นสิ่งที่เราต้องการเวลาเพราะเรากลัวว่า เราจะช้ากว่าประเทศเวียดนาม ประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ ในขณะที่ทีพีพีแล้วก็มี ประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ ประเทศบรูไน ประเทศเวียดนามอีก ซึ่งตรงนี้มันก็จะเป็น บทเรียนว่าถ้าหากว่าเราเจรจาทวิภาคีกับกลุ่มหนึ่งเราก็จะต้องนำไปใช้กับอีกกลุ่มหนึ่ง มันคงหนีไม่พ้น มันอาจจะมีอะไรผิดแผกแตกต่างกันไปบ้างก็ตาม แต่ว่าในเรื่องนี้แล้วเราก็ จะนำสิ่งที่เราเจรจาตรงนี้ไปใช้ประโยชน์ต่อไป ตรงนี้ละครับเป็นสิ่งที่ต้องระวัง เพราะว่า ในการเจรจาผมฝากรัฐบาลว่าอย่าไปรีบเร่งถึงแม้ว่าท่านจะลงมติโหวตผ่านวันนี้ไปแล้วก็ตาม ในกรอบการเจรจาท่านยึดถึงหลักผลประโยชน์ของประเทศชาติเอาไว้จะเสียเวลานาน มากน้อยแค่ไหนก็ตาม แต่ผมคิดว่าการเสียเวลาที่ทำให้เกิดความรอบคอบ การเสียเวลา ที่แลกมาด้วยผลประโยชน์ของประเทศชาติ แลกมาด้วยผลประโยชน์ที่เป็นมูลค่า