วิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ หารือเรื่องการเจรจาความร่วมมือระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย อาหาร พลังงาน สิ่งแวดล้อม แรงงาน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสังคมของประเทศไทย และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงการเปิดตลาดสินค้าเกษตร อุตสาหกรรม และประมง เพื่อการพัฒนาศักยภาพและความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ในเรื่องของกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรี ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป เพื่อไม่ให้ซ้ำกับประเด็นที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้วนะครับ ผมขอเจาะในส่วนของเรื่องการเปิดตลาดสินค้าเกษตร อุตสาหกรรม และประมง คือในกรอบการเจรจานี้จากเอกสารได้ระบุว่าได้ตั้งเป้าหมายเจรจาไว้ ๒ ประเด็นด้วยกัน
ประเด็นแรก คือเจรจาให้ได้ประโยชน์ในภาพรวมสูงสุดกับประเทศ และนำมา ซึ่งการพัฒนาศักยภาพและความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว
ประเด็น ๒ ก็คือว่าให้ได้รับความร่วมมือในสาขาที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนา ประเทศและส่งเสริมเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ พร้อมทั้งยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย อาหาร พลังงาน สิ่งแวดล้อม แรงงาน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสังคมของประเทศไทย ท่านประธานครับ คือถ้าดูทั้ง ๑๗ ประเด็นที่จะมีการเจรจา และสิ่งที่กังวลมากที่สุดก็คือว่า ในเรื่องของสินค้าเกษตรหรือรวมทั้งการลงทุนในภาคเกษตรด้วย ท่านประธานก็คงทราบว่า ประเทศเราเป็นประเทศที่มีประชากรผูกพันหรือเชื่อมโยงกับการเกษตรมากที่สุดประเทศหนึ่ง เมื่อเทียบกับสหภาพยุโรปแล้วจำนวนคนที่เกี่ยวข้องก็คือของประเทศไทยเราก็น่าจะไม่น้อยกว่า คนในสหภาพยุโรป แต่มีปัญหาที่สำคัญก็คือความแตกต่างครับท่านประธาน ความแตกต่าง อันดับแรกก็คือเรื่องของการอุดหนุนสินค้าเกษตรทั้งหลายที่ประเทศในสหภาพยุโรปถือว่า เป็นประเทศหนึ่งที่มีการอุดหนุนค่อนข้างสูงแล้วก็ยังอุดหนุนอยู่ แล้วก็มาตรการต่าง ๆ ในการเจรจาทางการค้ากับประเทศต่าง ๆ ของสหภาพยุโรปก็คือว่าพยายามที่จะไม่เข้าไปแตะต้อง ในเรื่องของประเด็นการอุดหนุนก็จะมองในเรื่องของภาษีแล้วก็มีมาตรการทางภาษี ไม่ว่าจะเป็น ภาษีทางตรง ภาษีทางอ้อม รวมทั้งเรื่องมาตรการกีดกันทางการค้าต่าง ๆ ประเด็นที่กังวล ก็คือว่าในเมื่อตั้งกรอบการเจรจาบอกให้ได้ประโยชน์ภาพรวมสูงสุดกับประเทศ แล้วในเรื่องของ การเปิดตลาดนี่นะครับ ความหวังของประเทศไทยก็คือว่าให้มีความสมดุลระหว่างสินค้าเกษตร และสินค้าอุตสาหกรรม ท่านประธานครับ ทั้ง ๒ สินค้านี้มันไม่มีทางสมดุลกันได้เลยครับ เพราะถ้าเราเอาอะไรมาเทียบในความสมดุลตรงนั้นระหว่างมูลค่าหรือปริมาณ หรือว่า คนที่เกี่ยวข้อง ประเด็นก็คือถ้าจะบอกว่าให้เกิดความสมดุลนั่นหมายความว่าเราต้องใช้ข้าว กี่ร้อยตันถึงจะได้ไปแลกกับสินค้าอุตสาหกรรม สินค้าที่เป็นเทคโนโลยีต่าง ๆ แล้วในการที่จะ เปิดตลาดเปิดช่องทางตรงนี้เข้าไปก็ไปติดกำแพงในเรื่องของการกีดกันทางการค้า แล้วก็ติด ในเรื่องของโควตา วันนี้เรามีมาตรการ เวลาส่งสินค้าไปสู่ตลาดในสหภาพยุโรปไม่ต้องเอามาก เอาแค่ ๒ ตัวคือไก่กับกุ้งซึ่งเป็นสินค้าเกษตรที่มีปริมาณมูลค่าสูง ทุกวันนี้เราส่งเข้าไป เราก็ต้องไปเจอกำแพงที่จะต้องให้ผู้นำเข้ามาตรวจโรงงานของเราก่อน ผมถามว่าวันนี้ในหลักเกณฑ์ หลักการเดียวกันมีเจ้าหน้าที่เราต้องไปตรวจโรงงานสินค้าเกษตรในสหภาพยุโรปหรือไม่ มีมาตรการมีเงื่อนไขหรือไม่บนความเท่าเทียมกันตรงนั้น ประเด็นก็คือไม่มีนะครับ วันนี้ เขาส่งเข้ามาหาเราส่งได้อย่างเสรี แต่กลับกันคือเราส่งไปหาเขาเราต้องไปขอให้เขามาตรวจโรงงาน มาตรวจการผลิตของเรา ฉะนั้นสิ่งเหล่านี้กับการที่จะมองว่าเราเจรจาให้ได้ผลประโยชน์ ภาพรวมสูงสุดนี่นะครับ ดูจากการที่ท่านชี้แจงท่านก็เอาตัวเลขมาเป็นตัวตั้งแล้วก็พยายามมองว่า ตัวเลขอะไรเอามารวม ๆ กันแล้วก็ได้ประโยชน์สูงสุดนั่นก็คือสิ่งที่เพียงพอแล้ว แต่ท่านไม่ได้มองว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็คือเกษตรกรเรามีปัญหา ที่สำคัญบอกว่าเราพร้อมจะยกระดับมาตรฐาน ความปลอดภัย อาหาร พลังงาน สิ่งแวดล้อม แรงงาน วิทยาศาสตร์ คือเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ มันเป็นการขุดหลุมพรางของสหภาพยุโรปทั้งสิ้น เพราะท่านประธานก็รู้นะครับว่ามาตรฐาน ในทุกเรื่องที่กล่าวมานี้สหภาพยุโรปมีมาตรฐานที่สูงกว่าเราในทุกเรื่อง ฉะนั้นบอกว่าถ้าเอามาตรฐานบนความเท่าเทียมกันนะครับ ประเด็นก็คือว่าเราจะต้องปีนกำแพง จะต้องปรับมาตรฐานของเราอย่างมหาศาลเพื่อจะไปอยู่ในมาตรฐานเดียวกัน ฉะนั้นการเจรจา ที่เราบอกว่าเจรจาบนความเท่าเทียมในเรื่องของฟรีเทรด (Free trade) นี่นะครับ ประเด็นปัญหา ก็คือว่าวันนี้ผมเคยเรียกร้องในที่ประชุมแห่งนี้ว่ามันควรจะเป็นเรื่องของแฟร์เทรด (Fair trade) หรือการค้าที่เท่าเทียม มากกว่าเป็นการค้าที่เสรีนะครับ บนพื้นฐานของความเป็นธรรมมากกว่า บนพื้นฐานของความเสรี เพราะว่า ๒ กลุ่มประเทศที่เจรจากันนั้นมันมีพื้นฐานที่ไม่เท่าเทียมกันอยู่ ถ้าเราบอกว่าไปเจรจาบนพื้นฐานเดียวกันมันไม่มีทางที่เราจะปรับตัวได้นะครับ แล้วจะได้ประโยชน์ จากเอฟทีเอครั้งนี้โดยรวมอย่างมาก นอกจากนี้แล้วประเด็นปัญหาอันหนึ่งซึ่งผมได้อภิปราย ในที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้มาตลอดระยะเวลา ๓ ปีกว่าก็คือในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับมาตรา ๑๙๐ ท่านประธานครับ ถ้าท่านอ่านรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ในวรรคห้า ได้มีการเขียนไว้ชัดเจนนะครับว่า ในเรื่องของผลกระทบ ซึ่งรัฐบาลจะต้องดูแลก็คือว่าการแก้ไขเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากปฏิบัติ ตามสัญญาดังกล่าว ประเด็นปัญหาก็คือว่าในเรื่องของเกษตรกรนะครับ ทุกวันนี้ประเทศไทย มีกองทุนอยู่ ๓ กองทุนที่ดูแล กองทุนหนึ่งดูแลเรื่องอุตสาหกรรม กองทุนหนึ่งดูแลเรื่องของการค้า การบริการต่าง ๆ ที่กระทรวงพาณิชย์ และสุดท้ายก็คือที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่ปัญหา ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็คือว่าเขาจะใช้ชื่ออย่างนี้ ท่านประธานครับ กองทุนปรับโครงสร้าง การผลิตเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศออกมาเมื่อปี ๒๕๔๘ ปรากฏว่า ไปดูข้อวัตถุประสงค์ที่มีอยู่ทั้งหมด ๗ ข้อ ไม่มีข้อใดที่ระบุเลยครับว่าสามารถไปเยียวยา เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบได้เลย ฉะนั้นประเด็นอันนี้อยากจะฝากท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีได้กรุณาพิจารณาแก้ไขในเรื่องของวัตถุประสงค์ เงื่อนไขในกองทุนที่จะให้ดูแล ได้ครอบคลุมถึงมาตรา ๑๙๐ ก็คือดูแลเรื่องผลกระทบ ดูแลเรื่องการเยียวยาเกษตรกรด้วย ถ้าท่านไม่แก้ตรงนี้ผมคิดว่าประเด็นนี้จะเป็นปัญหาต่อเกษตรกรในอนาคตครับ ขอบคุณ ท่านประธานครับ