อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เสนอข้อเสนอแก้ไขข้อตกลงเอฟทีเอระหว่างไทยและอียู โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของสิทธิบัตรยาที่จะหมดอายุใน 20 ปี หากเอฟทีเอฉบับนี้ถูกเซ็น จะทำให้สิทธิบัตรยาลดอายุลง ทำให้ยาที่มีราคาแพงจะถูกลง ทำให้คนไทยไม่สามารถรับบริโภคยาที่ถูกต้อง
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จริง ๆ แล้วผมเองได้พยายาม ติดต่อไปที่ท่านรัฐมนตรีบุญทรงเป็นการส่วนตัว แต่ทราบข่าวว่าท่านติดภารกิจก็เลยไม่ได้มี การพูดคุยกันก่อนหน้าที่จะอภิปราย เพราะจริง ๆ แล้วในข้อตกลงเอฟทีเอ อียู-ไทย อยากจะคุยกับท่านในมุมลึก ๆ หลายเรื่องครับ แต่ก็ไม่ได้มีโอกาสได้คุยทางโทรศัพท์ ก็เลยขออนุญาตพูดให้ท่านฟังในรายละเอียดในที่ประชุมแห่งนี้เลยก็แล้วกันนะครับ คือผมนี่ก่อนอื่นวัตถุประสงค์ต้องบอกว่ากรอบการเจรจานี่แน่นอนตามมาตรา ๑๙๐ ต้องคุยกรอบก่อน วันนี้รัฐสภาเขาจะอนุญาตกรอบ แล้วจากนั้นท่านรัฐบาลเองก็จะไปเจรจา กับอียูเขา พอจะลงนามกันจริง ๆ จะเข้าสภาอีกรอบหนึ่ง เพราะฉะนั้นวันนี้เป็นการคุยกัน เรื่องกรอบเท่านั้น ทีนี้ผมมีความกังวลใจว่าในกรอบนี้ยังไม่สมบูรณ์ แล้วถ้าเป็นไปได้ผมจั่วหัว ตอนต้นก่อนว่ามีความเป็นไปได้ไหมครับท่านรัฐมนตรีที่เราจะได้มีการดึงกรอบนี้ออกมาตั้ง คณะกรรมาธิการร่วมกันก่อนระหว่างรัฐสภาของเรา โดยมีท่านวุฒิสมาชิก ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล หรือฝ่ายนิติบัญญัติทั้งหมด ได้ช่วยกันดูร่วมกันอีกครั้ง เพราะมันมีข้อที่ผมคิดว่า มีปัญหาดังต่อไปนี้ ขออนุญาตสรุปง่าย ๆ เลยครับว่าที่ต้องทำเอฟทีเอนี่เพราะมันมีเรื่องที่ ไปผูกคอเราก็คือจีเอสพี จีเอสพีคือสิทธิทางการค้า หมายถึงว่าประเทศ ผมขอใช้ศัพท์ ชาวบ้านนะครับ คือประเทศที่ไม่รวยนักอย่างประเทศไทยก็จะได้รับสิทธิพิเศษทางการค้า ที่เรียกว่าจีเอสพี สินค้าส่งออกบางตัวได้รับการช่วยเหลือเรื่องเกี่ยวกับภาษีนำเข้า ฉะนั้นก็แปลว่าสินค้าของไทยหลากหลายตัวเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วนยานยนต์ สับปะรดกระป๋อง ถุงมือยาง ยางรถยนต์ เครื่องปรับอากาศ พวกนี้เวลาไปขายในสหภาพยุโรป ทางสหภาพยุโรปเขาช่วยจีเอสพีคือลดเรื่องของภาษีนำเข้า ก็แปลว่าราคาจะถูกไปสามารถแข่งขัน กับคนอื่นเขาได้ในตลาดสหภาพยุโรป ปรากฏเขาบอกว่าอย่างนี้ครับ ประเทศไทยรวยแล้ว ผมขออนุญาตพูดภาษาชาวบ้านเดี๋ยวมันจะลงลึกไปนะครับ ประเทศไทยรวยแล้วครับ เขาจะตัดสิทธิจีเอสพีเราคือความได้เปรียบตรงนี้ในปี ๒๕๕๗ ซึ่งเหลือเวลาอีก ๒ ปี นี่คือ สาระสำคัญของเรื่อง เราก็เลยบอกว่าถ้าอย่างนั้นเมื่อเขาไม่ให้จีเอสพีเราคือสิทธิประโยชน์ ทางการค้า อย่างนั้นก็มาเซ็นเอฟทีเอกันสิ เอฟทีเอคือข้อตกลงทางการค้าระหว่าง ๒ ประเทศครับ ระหว่างอียูกับประเทศไทยนะครับ อียูก็แน่นอนกลุ่มยุโรปเรารู้จักกันอยู่แล้ว ไม่ต้องพูดซ้ำครับ เอฟทีเอก็บอกว่าถ้าเกิดว่าพูดง่าย ๆ เป็นข้อตกลงในการที่จะลดเรื่องภาษี ระหว่างกัน หรือยกเว้นภาษีระหว่างกันเหลืออัตรา ๐ อะไรแบบนี้ครับ ทำให้ประหนึ่งว่า ถึงแม้ว่าเขาจะตัดจีเอสพีเราไปก็มีเอฟทีเอมาแทนที่ เราก็ยังสู้ได้ในตลาดสหภาพยุโรป นี่คือหัวใจสำคัญว่าประเทศไทยเดือดร้อนต้องเร่งเครื่องเพื่อเซ็นเอฟทีเอเพราะกำลังจะเสีย สิทธิจีเอสพีเพราะประเทศเราเริ่มรวยขึ้นแล้วสหภาพยุโรปเขาไม่ให้ นี่คือสาระสำคัญครับ ดูว่าดี ดูว่าถูกต้อง แต่พอมาดูไส้ในของมันครับ มันติดปัญหาอย่างนี้ครับ แล้วสหภาพยุโรป เขาจะแลกอะไรกับเรา เขาแลกเรื่องสำคัญ ๑ เรื่องครับ ซึ่งท่านรัฐมนตรีต้องฟังให้ดีนะครับ เรื่องเกี่ยวกับยาครับ สิทธิบัตรยาครับ ไปเกี่ยวอะไรกับสิทธิบัตรยา ท่านสมาชิกตามผมมา สักนิดนะครับ คือเวลาการจะขายยาจะต้องมีการไปลงทะเบียนสิทธิบัตรไว้ก่อน สิทธิบัตรนี่ ลงแบบเป็นเคมีนะครับ คือเคมีตัวนี้จดทะเบียนไว้มีอายุ ๒๐ ปี พูดง่าย ๆ คือยา ๑ ตัว จดสิทธิบัตรก่อนมีอายุ ๒๐ ปี และระหว่างนั้นพอท่านจดทะเบียนเสร็จปั๊บในประเทศไทย ท่านต้องไปขึ้นทะเบียนตำรับยาที่ อย. จะขึ้นตำรับยาได้ต้องทำอย่างไรครับ ก็เอาสูตร ที่จดทะเบียนสิทธิบัตรบวกกับข้อมูลที่ทดสอบในตัวคน ในตัวสัตว์ต่าง ๆ กว่าจะใช้การวิจัย ประมาณสัก ๗-๘ ปี พูดง่าย ๆ คือพอจดได้เคมีเรียบร้อย ไปจดสิทธิบัตรทดลองในสัตว์ อีกประมาณ ๘ ปีแล้วถึงอนุญาตให้มาขึ้นตำรับยาที่ อย. ได้ อย. ใช้เวลาในการดูเอกสารประมาณปีกว่า ๆ เกือบ ๒ ปีถึงจะอนุญาตให้ยาตัวนั้นขาย ในประเทศได้ เพราะฉะนั้นแปลว่าอะไรครับ แปลว่าพอได้จดสิทธิบัตรต้องรอไปทดสอบอีก ๘ ปี แล้วก็ต่อด้วยอีก ๒ ปี ขั้นตอนของ อย. ๑๐ ปีถึงได้ยาขายในประเทศ ตามผมทันนะ ครับ ประเด็นปัญหาคืออย่างนี้ครับ ยานี่ถ้ามันหมดสิทธิบัตรเมื่อไร ๒๐ ปี มันจะถูกลง แบบเหลือเชื่อเลยครับ ถูกลงอย่างเหลือเชื่อนะครับ ผมขีดเส้นใต้ ๕๐๐ ครั้งครับ ท่านประธานลองดูตัวอย่างอย่างนี้นะครับ ยารักษามะเร็งตับนะครับ โดส (Dose) หนึ่ง ๒๐๐,๐๐๐ บาท จะเหลือแค่ ๘,๐๐๐ บาทเท่านั้นถ้าสิทธิบัตรยาหมดอายุลง คือหมดอายุ ภายใน ๒๐ ปีที่ผมบอกเมื่อสักครู่ และเอฟทีเอฉบับนี้จะเป็นการต่อขยายระยะเวลานี้ออกไป ซึ่งขยายอย่างน้อย ๆ ดูแล้วต้องมี ๗-๘ ปีแน่นอนแปลว่าอะไรครับ แทนที่คนไทยจะได้รับ บริโภคยาที่ถูกลงจะต้องบริโภคยาแพงเท่าเดิม เช่น ยารักษามะเร็งโดสละ ๒๐๐,๐๐๐ บาท จะเหลือแค่ ๘,๐๐๐ บาท ถ้าสิทธิบัตรยาหมด ยาละลายลิ่มเลือด ยาละลายลิ่มเลือดผู้สูงอายุ ใช้เยอะต้องละลายไขมันนะครับ ยาละลายลิ่มเลือดก็จะถูกลง โรงพยาบาลรัฐขายอยู่เม็ดละ ๙๐ บาท เอกชนขายอยู่เม็ดละ ๑๔๐ บาท ถ้าสิทธิบัตรหมดอายุเดากันสิครับว่าเหลือเท่าไร เหลือ ๒ บาทครับ จาก ๑๔๐ บาทโรงพยาบาลเอกชนเหลือ ๒ บาททันทีสำหรับยาละลาย ลิ่มเลือด อันนี้อีกครับ ยาลดไขมันในเส้นเลือดคนแก่ใช้ ขอโทษทีนะครับ ๔๔.๕๐ บาท จะเหลือ ๑๔.๕๐ บาท มียาบางอย่างที่หมดอายุกันไปแล้วถ้าใครเคยกินก็จะคุ้น ๆ นะครับ อย่างเช่นทากาเมทเป็นยาลดกรดชนิดหนึ่ง เมื่อก่อนขายอยู่ ๗๐ บาทต่อเม็ด ตอนนี้เหลือแค่ เม็ดละ ๕๐ สตางค์ เมื่อก่อนใครกินทากาเมทลดกรดนี่ไฮโซนะครับ เม็ดละ ๗๐ บาท เดี๋ยวนี้ เม็ดละ ๕๐ สตางค์ เพราะหมดสิทธิบัตรยาไปเรียบร้อยแล้ว นี่ท่านประธานดูสิครับยาต่าง ๆ แบบนี้ อีกอันหนึ่ง อันนี้เขาเดือดร้อนกันมากไวรัสเอดส์ คนเป็นเอดส์นี่นะครับโดสหนึ่ง ยาต่อเดือนของเขาอยู่ประมาณ ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ บาท เมื่อยานั้นหมดสิทธิบัตรลงไปจะเหลือ ๖๐๐ บาท จาก ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ บาท เหลือ ๖๐๐ บาททันทีครับ นี่คือส่วนที่ไม่มีค่าสิทธิบัตร ท่านประธานดูสิครับ มีอีกเยอะ มีอีกหลายตัวถ้าผมพูดไปคงไม่หมด ผมขอเวลาท่านประธาน ต่อสักนิดหนึ่งเรื่องนี้ ขออนุญาตท่านประธานนะครับ มันเลยเป็นสาระสำคัญครับ ท่านรัฐมนตรี เพราะว่าอียูเขาต้องการอะไร สิทธิบัตรยาเขาจะหมดภายใน ๒๐ ปี เขาบอกว่าขอขยายระยะเวลาออกไปนับถึงวันที่ อย. เซ็นรับรองให้เขาขายยาได้ในประเทศ แปลว่าการขยายคือกี่ปีครับ การขยายอย่างน้อย ๆ ต้องมี ๗-๘ ปีเป็นอย่างน้อย ๆ ในคราวนี้ นี่ครับผมพยายามอธิบายให้ง่าย ๆ จะได้เข้าใจว่าเที่ยวนี้เราจะเสียเปรียบมากในกรณียา ที่จะหมดสิทธิบัตรลงในการเซ็นกรอบการเจรจาความตกลงกับอียูในลักษณะแบบนี้ครับ
ประเด็นต่อมานะครับ มีการเข้าใจผิดในบางเรื่องถึงข้อมูลที่ท่านรัฐมนตรีได้รับ ท่านรัฐมนตรีบอกว่าจีเอสพีคือสิทธิประโยชน์ที่จะต้องถูกตัดลงเพื่อแลกกับเอฟทีเอ คราวนี้ มีมูลค่าสูงถึง ๒.๙๗ แสนล้านบาท เพราะมีสินค้าสำคัญอยู่ในเล่มนี้ ได้แก่ รถยนต์ขนส่ง เครื่องปรับอากาศ อาหารทะเลสดแช่แข็ง สัปปะรดกระป๋อง ถุงมือยาง ยางรถยนต์ ๒.๙๗ แสนล้านบาท อันนี้เป็นมูลค่าการส่งออกทั้งหมด รายการเมื่อสักครู่ทุกอันส่งไปที่อียู แต่จริง ๆ แล้วความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากการที่เราไม่มีจีเอสพีนั้นอยู่แค่ ๗๙,๔๒๒ ล้านบาท ๗๙,๐๐๐ กว่าล้านบาทละครับ ตัวเลขผมเอามาจากไหนครับ ตัวเลขผมเอามาจากศูนย์วิจัย เศรษฐกิจและธุรกิจธนาคารไทยพาณิชย์ครับ คือท่านรัฐมนตรีพยายามจะบอกตัวเลข ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทคือการส่งของออกไปทั้งหมด แต่ความจริงแล้วเราเสียเปรียบ เรื่องเดียวก็คือความสามารถในการแข่งขัน ๗๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทครับ นี่เป็นข้อมูล ที่ท่านต้องเอามาดูใหม่อีกทีครับ ทีนี้ผมต่อนะครับ ถามว่าแล้วผมจะเสนออะไรในการแก้ไข กรอบเจรจาวันนี้ ซึ่งผมเชิญชวนท่าน ส.ว. เชิญชวนท่านสมาชิกจากฝั่งรัฐบาลมาตั้ง คณะกรรมาธิการศึกษากรอบนี้กัน มันมีข้อความแบบนี้ครับ ท่านประธานครับ เล่มสีเขียวเล่มนี้ท่านเปิดไปที่หน้า ๑๐ ครับ หัวข้อที่ ๕.๑๑.๑ เรื่องของทรัพย์สินทางปัญญา ในนี้จะพูดถึงเรื่องว่าระดับการเจรจา ผมอธิบายอีกทีครับ การเจรจานี่กรอบการเจรจาของท่านจะมีได้มากน้อยแค่ไหน ปรากฏว่า ในนี้เขาบอกอย่างนี้ครับ ให้ระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาสอดคล้องกับ ระดับการคุ้มครองตามข้อตกลงองค์กรการค้าโลก และ/หรือความตกลงระหว่างไทย ระหว่างประเทศที่ไทยเป็นภาคี หมายความว่าอะไรครับ หมายความว่าจะไปเซ็นเอฟทีเอระหว่าง สหภาพยุโรปกับประเทศไทย ขอให้สอดคล้องกับหลักของดับเบิลยูทีโอ (WTO) ซึ่งประเทศไทย เป็นสมาชิกอยู่ ซึ่งถ้าลึกไปอีก ข้อตกลงทริปส์ (TRIPS) ซึ่งเป็นข้อตกลงทางด้านทรัพย์สิน ทางปัญญาอยู่ภายใต้กรอบดับเบิลยูทีโอ เขาบอกว่าให้สอดคล้องนะ ผมก็จะบอกท่านรัฐมนตรีว่า เขียนไว้ให้สอดคล้องอันตรายครับ เพราะว่าถ้าให้สอดคล้องนี่มันเกินได้ครับ ให้สอดคล้องเกินได้ ขีดเส้นใต้ ๕๐๐ ครั้งครับ ข้อตกลงเรื่องยาเมื่อสักครู่นี้ที่ผมได้อธิบายไปว่าเราจะเป็นการขยาย สิทธิบัตรยาออกไป เรื่องนี้สหภาพยุโรปหยิบยกแน่นอน แต่ประเด็นคืออย่างนี้ครับ ถ้าข้อตกลงนั้น ข้อความคำว่า สอดคล้อง นั้นเปลี่ยนเป็นคำว่า ไม่เกินไปกว่า พูดง่าย ๆ คือจะไม่เกินไปกว่า ข้อตกลงที่ดับเบิลยูทีโอกำหนด แบบนี้ง่ายกว่าเยอะ หมายความว่าสหภาพยุโรปจะมาขย่มเรา ก็ไม่ได้ครับ เพราะว่าจะได้เท่ากับดับเบิลยูทีโอ เพราะฉะนั้นข้อตกลงเรื่องยามันก็จะไม่มีอยู่ในนี้ ผมถึงบอกอย่างไรครับว่าผมไม่สบายใจว่าถ้ากรอบนี้เขียนว่าสอดคล้องกับดับเบิลยูทีโอ ควรจะเปลี่ยนเป็นไม่เกินไปกว่าแล้วมันจะง่ายขึ้น ท่านรัฐมนตรีและสตาฟ (Staff) ข้างหลัง อาจจะคิด แต่ว่ามันมีข้อตกลงบางอย่างครับที่ประเทศไทยนั้นอยากจะได้รับข้อตกลงพิเศษ เกินไปกว่าข้อตกลงดับเบิลยูทีโอสำหรับในอียูเหมือนกัน เช่น ที่เขาเรียกว่าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ภาษาง่าย ๆ ก็คือว่า ท่านประธานครับ เวลาเราไปกินไวน์ที่เป็นสปาร์กลิง ไวน์ ไวน์ขาวที่มีฟอง เหมือนโซดา ถ้าเป็นสปาร์กลิง ไวน์ในประเทศฝรั่งเศสที่มีฟองเขาเรียกว่าแชมเปญครับ และไม่มีใครใช้ชื่อนี้ได้นอกจากว่าของที่ผลิตตรงแคว้นแชมเปญที่ประเทศฝรั่งเศสถึงจะเรียก น้ำไวน์ขาวที่มีฟองว่าแชมเปญได้ ต่อให้ผลิตในประเทศชิลีก็ต้องใช้คำว่า สปาร์กลิง ไวน์ ผลิตในประเทศอิตาลีอาจจะเป็นโปรเซกโกไป อาจจะเรียกอย่างอื่นครับ แต่ก็ไม่ใช่แชมเปญ สิ่งนี้คือสิ่งที่รัฐบาลไทยอยากได้ในกรณีข้าวหอมมะลิ เพราะอยากให้ข้าวหอมมะลินั้น มีจุดบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ว่าใครก็ใช้ข้าวหอมมะลิไม่ได้ต้องอำเภอทุ่งกุลาร้องไห้ ประเทศไทย นี่คือสิ่งที่เราอยากจะบอกว่านี่เป็นข้อตกลงจุดชี้ทางภูมิศาสตร์ที่ประเทศไทยอยากจะเอาอันนี้ ไปต่อรองเพื่อให้ข้อตกลงที่บอกว่าเป็นข้อตกลงหนึ่งที่มันเกินไปกว่าข้อตกลงดับเบิลยูทีโอ เพราะฉะนั้นข้อความของท่านเองท่านอาจจะแก้ง่าย ๆ แบบนี้นะครับ ไม่เกินไปกว่าระดับ การคุ้มครองตามข้อตกลงขององค์การการค้าโลก แก้ถ้อยคำนี้ หรือว่าท่านอยากจะได้จุดบ่งชี้ ทางภูมิศาสตร์เพิ่มเข้าไป ท่านก็ใส่ไปเลยครับว่ากรอบของท่านสามารถไปเจรจาเรื่องจุดบ่งชี้ ทางภูมิศาสตร์ได้ ถ้าท่านใส่ ๒ เรื่องที่ผมบอกลงไปในกรอบนี้ท่านรัฐมนตรีด้วยความเคารพครับ ถ้าท่านตามนิดหนึ่งนะครับ แล้วถ้าเกิดคุยกับเจ้าหน้าที่ข้างหลังแก้เลยในห้องจะเป็นพระคุณ อย่างสูงครับ แต่ถ้าแก้ไม่ได้ผมแนะนะครับว่าขอให้พวกผมช่วยดูสักนิดเถอะครับ ส.ว. ก็มีผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านในเรื่องนี้
ประการสุดท้ายครับ เสียเวลาสภาอีกนิดครับ การเซ็นเอฟทีเอหลายฉบับ มีการตั้งอนุญาโตตุลาการเกิดขึ้น การให้มีอนุญาโตตุลาการหมายความว่าอย่างไรครับ หมายความว่าถ้าเกิดคนในต่างประเทศเขากับเราคนไทยมีเรื่องกันเมื่อไรนี่นะครับ ในข้อตกลงมีการตั้งอนุญาโตตุลาการคือหมายถึงว่าตัวแทนระหว่างต่างประเทศ กับประเทศไทยนะครับ เอาง่าย ๆ แล้วก็มาคุยเจรจากัน แล้วก็อนุญาโตตุลาการเป็นคนชี้ขาด ผมเรียนนำเตือนด้วยความปรารถนาดีนะครับ ผมเองเคยเป็นผู้แทนประเทศไทยครั้งหนึ่ง เจรจาเอฟทีเอระหว่างประเทศไทยกับประเทศสหรัฐอเมริกา กังวลใจมากว่าเวลาเราไปใส่ อนุญาโตตุลาการลงไปมันจะเกิดการดำเนินกระบวนการซ้ำกัน ๒ อันครับ พูดง่าย ๆ ก็คือ ขึ้นศาลด้วย ไปอนุญาโตตุลาการด้วย และบางทีศาลสั่งอย่าง อนุญาโตตุลาการชี้ไปอีกอย่าง แล้วถามสิว่าคนไทยเราเวลามีเรื่องกับต่างประเทศมันไหวไหม ต้องไปพึ่งอนุญาโตตุลาการทุกครั้ง มีปัญหาก็สู้กันเลยครับในศาลไทย มีปัญหาก็สู้กันเลยในศาลต่างประเทศ ใช้หลักกฎหมายระหว่างประเทศเข้ามาจับ แบบนี้มันง่ายกว่าเยอะนะครับ เพราะว่า หลายต่อหลายครั้งเราแพ้อนุญาโตตุลาการในต่างประเทศ แล้วจริง ๆ แล้วบริษัทใหญ่ ๆ ลอว์ เฟิร์ม (Law firm) ดัง ๆ มีไม่เกิน ๓ แห่งที่เขาวนกันนั่งเป็นอนุญาโตตุลาการครับ เอ่ยชื่อไม่ได้เดี๋ยวโดนมีปัญหากับเขาครับ นี่เขาเรียกว่าล็อบบี้ยิสต์ (Lobbyist) อันดับโลกครับ เพราะว่านั่งกระจายกันไปเลยครับ สำนักงานอยู่ในสาขาทั่วโลก แล้วก็ไปเป็นอนุญาโตตุลาการ ตามข้อตกลงเอฟทีเอที่เกิดขึ้นแต่ละฉบับ ๆ เพราะฉะนั้นผมตั้งข้อสังเกตในประเด็นนี้นะครับ ถ้าเป็นไปได้เรื่องอนุญาโตตุลาการท่านตัดเถอะครับ หรือเขียนข้อความที่มันบีบลงมาหน่อย ไม่อย่างนั้นเราเสียเปรียบมากในการต่อสู้คดีของคนไทย
ท่านประธานที่เคารพครับ มาสู่การอภิปรายในท่อนท้าย ๆ จริง ๆ ยังมีอีก หลายประการซึ่งเดี๋ยวมีเพื่อนสมาชิกท่านอื่นคงได้มีโอกาส ผมขอเรียนว่าไม่ใช่เรื่อง แปลกประหลาดที่ท่านรัฐมนตรีจะเอาเรื่องนี้มาตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันให้เราได้พิจารณา และต้องกราบเรียนไปยังท่านประธานวิปรัฐบาลด้วยครับ มีนะครับหลายครั้งที่ถ้าใครจำได้ ในสมัยประชุมที่แล้วในรัฐสภาก็มีการนำเอาบันทึกรายงานการประชุมเจบีซี (JBC) จีบีซี (GBC) มีการไปตรวจ โดยมีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันขึ้นมาระหว่าง ส.ว. ส.ส. ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล แล้วสุดท้ายก็นำกลับมาพิจารณาอีกครั้ง ผมยืนยันกับท่านรัฐมนตรีนะครับ ผมจะไม่ทำให้การเซ็นเอฟทีเอระหว่างประเทศไทยกับสหภาพยุโรปล่าช้าเด็ดขาด เพราะเป็นเรื่องสำคัญ แต่มันจะดีกว่าเยอะครับถ้าได้มีการพูดคุยกันของสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ