นิติภูมิ นวรัตน์ หารือเรื่องการทำกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศไทยและสหภาพยุโรป โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมี บุคลากรที่มีความรู้ทั้ง ๒ อย่าง รู้ลึกและรู้กว้าง เพื่อเจรจาและทำข้อตกลงการค้าเสรีที่ดี
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม ร้อยตำรวจเอก นิติภูมิ นวรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ที่ผมอยากจะเรียนนะครับว่าผมเห็นด้วยที่ทางรัฐบาลไทยจะทำกรอบการเจรจาความตกลง การค้าเสรีแบบทวิภาคีกับสหภาพยุโรป แล้วผมก็จะให้ความเห็นชอบกับกรอบการเจรจา แบบทวิภาคีในครั้งนี้นะครับ เพราะว่าทุกวันนี้เราก็ทราบดีอยู่แล้วว่าทางสหภาพยุโรป แม้ว่าจะมีปัญหาทางเศรษฐกิจ แต่ก็ยังมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นลำดับ ๑ ของโลก ในเอกสาร ที่ให้มานี่นะครับ ท่านระบุตัวเลขไว้ถึงขนาดว่าเกือบจะ ๖๐๐ ล้านล้านบาทเลยทีเดียวนะครับ แต่อย่างหนึ่งถ้าเราไม่ทำกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรี หรือว่าเราทำช้าเราก็จะ เห็นว่ามีเพื่อนบ้านของเราอีกหลายประเทศที่อยู่ในภูมิภาคอาเซียนที่พร้อมแล้วก็กำลังทำอยู่ กรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีนี่นะครับ เพราะว่าเขาเองเขาก็อยากที่จะมียุทธศาสตร์ เพื่อจะดึงการค้าการลงทุนเพื่อที่จะย้ายฐานการลงทุนจากประเทศของเรา หรืออาจจะ จากประเทศอื่นที่ทางสหภาพยุโรป ๒๗ ประเทศไปลงทุนเข้าไปอยู่ในประเทศเขาเหมือนกัน ดังนั้นผมเห็นว่าเรื่องการทำกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไม่น่าที่จะชักช้า แต่อย่างหนึ่ง ผมอยากจะเรียนว่าจากการที่เราศึกษาตรวจตราดูพวกการค้าเสรีเอฟทีเอต่าง ๆ ที่เราเคยไป ทำมากมายกับหลายประเทศ แล้วก็โดยเฉพาะประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าเรา หลายครั้งเราก็เสียเปรียบ แล้วพอเราไล่ดูลงไปถึงคนที่ไปเจรจา ส่วนใหญ่ก็มักจะมีความรู้ ทางด้านเดียว อาจจะเป็นนักเศรษฐศาสตร์ อาจจะเป็นบุคคลที่เชี่ยวชาญในด้านหนึ่งด้านเดียว ผมอยากจะเสนออย่างนี้นะครับว่า การเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศไทย กับสหภาพยุโรปนี่นะครับ จำเป็นต้องใช้บุคลากรที่มีความรู้ทั้ง ๒ อย่าง รู้ลึกแล้วก็รู้กว้าง ขอให้เป็นทั้งเจเนอรัลลิสต์ (Generalist) หมายความว่ารู้ทั่ว ๆ ไป แล้วก็ขอให้มีทั้งพวกที่ เป็นสเปเชียลลิสต์ (Specialist) ที่รู้ลึกซึ้งในเรื่องใดเรื่องหนึ่งนี่นะครับ เพราะเรื่องนี้สำคัญมาก เราอาจจะกระทบต่อฐานทรัพยากรสำคัญของประเทศหรือว่าหลายอย่าง อาจจะกระทบ ต่อสิ่งแวดล้อมของประเทศของเราเสียด้วยซ้ำไปนะครับ แล้วก็สิ่งที่ต้องกังวลใจก็คือ เรื่องข้อผูกพัน เรื่องทรัพย์สินทางปัญญา เราต้องระลึกนึกถึงผลกระทบต่อการผูกขาด ต่อการเกษตรครบวงจร กระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพต่อวิถีของชุมชนอะไรพวกนี้ แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระทบต่อเกษตรกรรายย่อย แล้วอย่างท่านที่แล้วได้กล่าวไปก็กระทบต่อมาตรการสิทธิ เหนือสิทธิบัตรยาแล้วก็กระทบต่อการเข้าถึงยาที่จำเป็นของประชาชน คือผมอยากจะเรียนว่า การทำกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีหรือการมีข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศหนึ่ง กับอีกประเทศหนึ่งไม่ว่าที่ไหน ๆ ก็มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ แล้วผู้คนในประเทศนั้น ฝ่ายหนึ่งก็จะเป็นฝ่ายได้อีกฝ่ายหนึ่งก็จะเป็นฝ่ายเสีย แต่เราจะเห็นว่าในการเจรจาครั้งก่อน ๆ หลายครั้งฝ่ายที่ได้นั้นมักจะเป็นฝ่ายที่ทำอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่ฝ่ายที่เสียมักจะเป็น เกษตรกรรายย่อยเป็นบุคคลชั้นรากหญ้า ยกตัวอย่างเช่นเอฟทีเอไทย-จีน ท่านก็จะเห็นว่า มีผลกระทบต่อกระเทียมที่ปลูกในจังหวัดแม่ฮ่องสอนหรือแม้แต่กระทบต่อผู้คนที่ปลูกดอกกุหลาบ ทางภาคเหนือของประเทศไทย แล้วใน ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมานี้เราก็เคยได้ยินข่าวว่า มีบริษัทเอกชนซึ่งเป็นบริษัทยาของสหพันสาธารณรัฐเยอรมนีเข้ามาตระเวนในประเทศไทย ไปตามวัดวาอารามต่าง ๆ แล้วก็ไปหาสมุดข่อยโบราณแล้วก็ไปไล่ซื้อกันในราคาที่ไม่แพงนัก แล้วก็นำกลับไปประเทศของตนเอง และเท่าที่ผมทราบไม่ได้นำกลับเพียงแค่เล็ก ๆ น้อย ๆ นำกลับกันไปเป็นคอนเทนเนอร์ทีเดียว ในสมุดข่อยโบราณที่นำกลับไปสู่ประเทศตัวเอง ผมคิดว่านอกจากจะมีเรื่องราวบันทึกของประเทศไทยแล้วอาจจะต้องมีภูมิปัญญาพื้นบ้านของไทย ในเรื่องเกี่ยวกับยารักษาโรค หรือบางทีอาจจะเป็นในเรื่องของความหลากหลายทางชีวภาพ ของพืชและสัตว์ของเราที่สามารถจะไปใช้รักษาโรคได้ แล้วเมื่อเกิดเป็นเอฟทีเอขึ้นมาเป็น ข้อตกลงการค้าเสรี ผมว่านักเจรจาต่อรองของเราบรรดานีโกทิเอเตอร์ (Negotiator) ทั้งหลาย ก็จะต้องมีสติปัญญาพอทั้ง ๒ ด้าน ด้านหนึ่งมองภาพขนาดใหญ่ที่จะกระทบต่อจีดีพี อะไรก็แล้วแต่ แต่อีกด้านหนึ่งอยากจะให้มองถึงผลกระทบต่อผู้คนชั้นรากหญ้าต่าง ๆ นานาด้วย แล้วเราก็จะเห็นว่าในบรรดามากมาย ๑๐ ปี ๒๐ ปี ๓๐ ปี ๑๐๐ ปีอะไรที่ผ่านมา เราก็ส่ง คนไทยของเราไปเรียนมากมายหลายประเทศทางทวีปยุโรปคนจะเรียนปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก จะเรียนปริญญาตรีก็ต้องทำภาคนิพนธ์ เรียนปริญญาโท เรียนปริญญาเอก ก็จะต้องทำวิทยานิพนธ์ แล้วต้องยอมรับอย่างหนึ่ง ผมก็เป็นหนึ่งในบรรดาคนเหล่านั้น เวลาที่เราจะทำวิทยานิพนธ์เราก็มักจะทำเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศของเราเพราะทำง่าย แล้วก็เข้าถึงความรู้ได้ง่าย แล้วเดี๋ยวนี้องค์ความรู้เกี่ยวกับประเทศของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านความหลากหลายทางด้านชีวภาพของพืชและสัตว์ต่าง ๆ นานาเหล่านี้ เดี๋ยวนี้ก็ไปหมกอยู่ ตามสถาบันการศึกษาต่าง ๆ มากมายหลายประเทศทางทวีปยุโรปนี้นะครับ แล้วเมื่อเกิด การค้าเสรีขึ้นมาหรือว่าสิ่งต่าง ๆ มันเสรีขึ้นมา อย่างหนึ่งที่เราจะเสียเกียรติก็คือว่า เราแทบจะไม่รู้เขาเลย แต่เขารู้เรื่องราวต่าง ๆ ของบ้านเรามาก อย่างหนึ่งที่กระทบเราจะเห็นว่า มีหลายประเทศในทวีปแอฟริกา มีบางประเทศทางแถบลาตินอเมริกาก็สนใจเกี่ยวกับ เรื่องการค้าเสรีกับทางทวีปยุโรป แต่พอทำกันขึ้นมาแล้วปรากฏว่าเกษตรกรรายย่อยเสียเปรียบ อย่างมากมายทีเดียว แต่เดิมทำไร่ทำนาทำสวนขนาดเล็กก็พอจะอยู่ได้ วิถีชีวิตก็ไปได้ ทำ ๓ เอเคอร์ (Acre) ๕ เอเคอร์ ๓ เฮคเตอร์ (Hectare) ๑๓ เอเคอร์ ก็ ๒ ไร่ครึ่ง ๑ เฮคเตอร์ก็ ๖ ไร่กว่า ๆ แต่พอมีการค้าเสรีขึ้นมาอุตสาหกรรมการเกษตรขนาดใหญ่ พวกบริษัทการเกษตรขนาดใหญ่จากทางสหภาพยุโรปก็ไปหมกอยู่ตามประเทศต่าง ๆ อย่างนั้น แล้วทำไมครับ บรรดาเกษตรกรรายย่อยของเขาหายไปหมดเลย ก็ต้องมาทำงานในเมืองใหญ่ ๆ กัน ต้องไปเป็นกรรมกรตามโรงงานต่าง ๆ หรือขนาดว่าบางครั้งต้องไปเป็นลูกจ้างตามแพลนเทชัน (Plantation) ใหญ่ ๆ ที่สหภาพทางยุโรปได้เข้าไปลงทุนในประเทศของตนเอง แต่อย่างไรก็ตาม ผมอยากจะเรียนว่าผมเห็นด้วยกับความตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศไทยกับสหภาพยุโรป แต่กระผมอยากจะให้กระทรวงพาณิชย์ อยากให้ทางรัฐบาลไทยคัดเลือกนักเจรจาต่อรองคนที่จะไปเจรจากับเขาให้ระมัดระวัง ผลกระทบที่จะมีต่อประชาชนคนรากหญ้าทั่วไปในราชอาณาจักรของเรา ขอบพระคุณครับ