เจตน์ ศิรธรานนท์ หารือเรื่องอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) และเรียกร้องการเห็นชอบร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับสำนักเลขาธิการอนุสัญญา และเตรียมการประชุมระดับนานาชาติเพื่อให้การประชุมมีประสิทธิภาพ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิกก็ได้อภิปรายกันมากมายแล้ว ผมก็ขอกล่าวสั้น ๆ แต่เพียงว่าไซเตส เป็นชื่อย่อของอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดของสัตว์ป่า และพืชป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ มีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์ซึ่งทรัพยากรที่มีชีวิตในโลกให้เป็น ประโยชน์ของมนุษยชาติต่อไป อนุสัญญานี้เริ่มจากความคิดที่จะควบคุมการค้าสัตว์ป่า ระหว่างประเทศ เริ่มในปี พ.ศ. ๒๕๐๓ แต่ว่าในขณะนี้องค์กรไซเตสนี่ใหญ่มาก เพราะว่า ยูเอ็น (UN) เขารับรองแล้วก็มีคณะเลขาธิการไซเตสขึ้นภายใต้ร่มของยูเอ็นหรือไอยูซีเอ็น (IUCN) ตรงนี้ก็แสดงว่าหน่วยงานนี้มีอิทธิพล แล้วก็มีการประชุมซึ่งจะกำหนดการประชุมในครั้งที่ ๑๖ ก็เป็นไปตามที่เพื่อนสมาชิกอภิปรายนั่นละ คือเริ่มตั้งแต่วันที่ ๒-๑๔ มีนาคมปีนี้นะครับ ในการพิจารณาตรงนี้เราก็ได้ผ่านมติกำหนดเห็นชอบกรอบการเจรจาภายใต้ร่างความตกลง ระหว่างรัฐบาลไทยกับสำนักเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่า และพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) เมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม ปี ๒๕๕๕ ที่ผ่านไป เพราะฉะนั้น ทั้งนี้ จึงเป็นการประชุมเพื่อให้มันครบตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดเอาไว้ในมาตรา ๑๙๐ กรอบการเจรจาตรงนี้เราก็ได้กำหนดไว้เรียบร้อยก็มีเอกสารที่แจกให้เพื่อนสมาชิกนะครับ ซึ่งตรงนี้มันก็กำหนดแล้วก็เสนอจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้กับ ทาง ครม. ๓ ประเด็น
ประการแรก ให้ความเห็นชอบร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับ สำนักเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) แล้วก็จะเอาเข้าที่ประชุมในครั้งที่ ๑๖
ประการที่ ๒ นี้ก็คืออนุมัติให้เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวาเป็นผู้ลงนามฝ่ายไทย
ประการที่ ๓ คืออนุมัติในหลักการร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองการประชุม สมัยสามัญภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) ครั้งที่ ๑๖ ในประเทศไทย ก็คือจะออกกฎหมาย
ประเด็นก็คือว่าเราจะต้องออกพระราชบัญญัติฉบับหนึ่งให้สอดคล้องกับ ข้อตกลงระหว่างประเทศ คือไซเตสนี่ซึ่งจะอยู่จากการประชุมในครั้งที่ ๑๖ ในวันที่ ๒-๑๔ มีนาคมนี้เอง ตรงนี้ที่ผมเป็นห่วงอยู่ว่าถ้าหากว่าเราประชุมซึ่งในที่ประชุมก็จะมีการลงมติต่าง ๆ มากมาย แต่ว่ามันก็จะมีอาเจนด้า (Agenda) หรือระเบียบวาระในการประชุมที่ชัดเจนว่า เรื่องอะไรบ้างกำหนดตุ๊กตาไว้ ทีนี้ถ้าหากว่าเมื่อเราประชุมไปแล้วนะครับ กรอบข้อตกลง กรอบการเจรจาก็กำหนดไว้เรียบร้อยแล้วเราไม่มีสิทธิที่จะบิดพลิ้ว ซึ่งตรงนั้นก็จะนำไปสู่ การออกกฎหมายของรัฐสภาแห่งนี้เพื่อจะให้สอดคล้องกับเอ็มโอยู (MOU) ที่เราเซ็นไว้ ในกรอบข้อตกลงของการประชุมตรงนั้น เมื่อเราดูในรายละเอียดจะเห็นได้ว่าการลงมติ ของสมาชิก ๑๗๕ ประเทศที่มาประชุมนั้นมีความสำคัญ เพราะกำหนดอิเล็กทรอนิกส์ โหวตติ้ง แมชีน (Electronic Voting Machine) คือการที่ลงมติเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ หรืองดออกเสียง จะส่งผลทันที แล้วก็ต้องการความรวดเร็ว มติตรงนั้นก็คงจะเป็นไปตามตุ๊กตาที่เราเสนอ ในรัฐสภาแห่งนี้ ผมก็ไม่แน่ใจว่าจะมีกรณีที่นอกเหนือนั้นหรือไม่ ก็ต้องการให้ทางรัฐบาล โดยรัฐมนตรีที่มาชี้แจงให้ความมั่นใจเราตรงนี้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างกำหนดไว้ให้เดินไปตามแผน หรือตามกรอบที่เราได้พูดคุยตกลงกันไว้โดยที่ไม่มีสิ่งอื่น เพราะสิ่งนั้นคือสิ่งที่เรากังวลว่า ถ้าหากว่ามันมีข้อตกลงที่ผ่านการประชุมไปแล้ว แล้วเราก็จะไปเขียนกฎหมาย แล้วเราก็จะไป แก้กฎหมาย หรือว่าทางพวกผมเองที่อยู่ทางสมาชิกวุฒิสภาไม่สามารถแก้ไปตามสิ่งที่ เราต้องการได้ เพราะจะถูกกรอบข้อตกลงตรงนี้บีบอยู่เราก็จะทำอะไรไม่ได้ ตรงนั้น เป็นสิ่งที่ผมเป็นห่วงอยู่นะครับ ท่านประธานครับ ผมไม่เป็นห่วงว่าเราจะประชุมครั้งที่ ๑๓ เพิ่งประชุมไปในปี ๒๕๔๗ แล้วครั้งนี้เป็นการประชุมครั้งที่ ๑๖ มันห่างกันตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ ไปจนถึงปี ๒๕๕๖ มันห่างกันเพียง ๙ ปี เพราะเขา ๓ ปีประชุมครั้งหนึ่ง ผมเห็นว่าหน้าที่ ของหน่วยงานหนึ่งของเราก็คือ สสปน. ซึ่งส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ เขามีหน้าที่ ที่หาการประชุมที่มาจัดในประเทศไทยให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ตรงนี้เป็นนโยบายของ รัฐบาลที่ผ่านมาทุกรัฐบาลผมเห็นด้วย เพราะว่ารายได้จากการท่องเที่ยว รายได้จากการประชุม รายได้จากนิทรรศการ เป็นรายได้ที่นำเงินมาจากชาวต่างประเทศ ไม่ว่าจะมาประชุม หรือมาท่องเที่ยว แล้วเม็ดเงินนั้นก็หมุนเวียนอยู่ในประเทศ ฉะนั้นผมยังคิดเองเล่น ๆ ว่า จัดประชุมทุกปีก็ยังได้ ในการประชุมจะมีผู้เข้าร่วมประชุม ๑,๔๐๐ คน ก็จะช่วยให้ เศรษฐกิจเราดีขึ้นอีก นอกเหนือจากผู้เข้าร่วมประชุม ๑,๔๐๐ คน เมื่อรวมกับนักข่าว ก็จะเป็นประมาณ ๑,๗๐๐ คน รวมผู้ติดตามอีกคิดว่าอย่างน้อยก็ ๓,๐๐๐ คน ใน ๓,๐๐๐ คน ที่จะมาใช้มาอยู่ในกรุงเทพฯ หรือจังหวัดข้างเคียงในช่วงเวลาของการประชุม คือวันที่ ๒-๑๔ มีนาคม อาจจะมาก่อน อาจจะกลับหลัง ตรงนี้ก็จะช่วยในเรื่องของการใช้จ่ายเงินแล้วก็ กระตุ้นเศรษฐกิจเป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นผมเองจึงสนับสนุนในเรื่องนี้ แล้วถ้าจะมาคิดว่า ได้หรือเสีย ผมก็คิดว่ามันต้องได้มากกว่าเสีย เพราะเราพ่วงเรื่องอื่น ๆ มาด้วย แม้กระทั่ง เรื่องภาพลักษณ์ของประเทศไทย แต่อย่างไรก็ดีครับท่านประธาน เมื่อผมไปดูรายจ่าย ที่ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ ครม. เพื่อขออนุมัติในการจัด การประชุมครั้งนี้ ตัวเลขที่ส่งมาจากไซเตสนะครับ ตัวเลขของเขาก็คือ ๗๒๙,๖๐๑ เหรียญสหรัฐ เพิ่มเติมส่วนต่างระหว่างประเทศไทยกับประเทศสวิตเซอร์แลนด์คิดเป็นเงินไทยคร่าว ๆ ตัวเลขกลม ๆ ก็ประมาณ ๒๒ ล้านบาท ตัวเลขของค่าใช้จ่ายก่อนประชุมของสำนักเลขาธิการไซเตส ๒๔๖,๔๔๑ เหรียญสหรัฐ ตรงนี้คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ ๗.๓๘ ล้านบาท ตัวเลข ๒ ตัวนี้ คือประมาณ ๒๙ เศษ ๆ กลม ๆ ก็คือ ๓๐ ล้านบาท ๓๐ ล้านบาท เป็นค่าใช้จ่ายของ องค์กรไซเตสนะครับ ที่เหลือที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมขอไปแล้ว ครม. อนุมัติก็คือ ๒๒๔ ล้านบาท มีรายละเอียดครับท่านประธาน รายละเอียดที่ผมเห็นว่า ตัวเลขน่าสนใจก็คือค่าจ้างจัดประชุม ๑๐๓ ล้านบาท มีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีกมากมาย มีโทรศัพท์ซึ่งจะต้องจัดให้ผู้บริหารขององค์กร มีพริ้นเตอร์ (Printer) มีแฟกซ์ (Fax) มีรถประจำตำแหน่ง อะไรต่าง ๆ มากมาย ก็เป็นเรื่องปกติของการจัดประชุม แต่ผมว่า ค่าใช้จ่ายที่ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตั้งเบิกไว้ แล้ว ครม. อนุมัติ ตั้งไป ๒๕๐ ล้านบาท แต่ ครม. อนุมัติมา ๒๒๔.๒ ล้านบาท ผมคิดว่ามากเกินไปนะครับ เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะให้ทางรัฐมนตรีชี้แจงเพิ่มจากตัวเลขที่ท่านมีอยู่ว่าถ้าท่านคิดว่า เหมาะสมก็แล้วไปเพราะว่ามันมีรายละเอียดต่าง ๆ อีกมากมาย ไม่ว่าค่ามัดจำสถานที่ ค่าใช้จ่ายในการประชาสัมพันธ์ ค่าใช้จ่ายเตรียมการ ค่าใช้จ่ายในส่วนของสำนักเลขาธิการ เพิ่มอีก ค่าเช่าสถานที่จิปาถะ ผมเองก็ผ่านการประชุมในระดับชาติมามากพอสมควร อาจจะไม่มากเหมือนกับเพื่อนบางคน แต่ผมเห็นว่าค่าใช้จ่ายอย่างนี้มันมากไป ถึงแม้ว่า จะแลกมากับเงินที่ทางผู้เข้าร่วมประชุมใช้จ่ายไปก็ตามแต่ ผมเห็นว่าถ้าเราจ่ายไปเฉพาะสิ่งที่เหมาะสม มันน่าจะเป็นการดีกว่าที่จะมาใช้จ่าย ที่ผมเห็นว่ามันฟุ่มเฟือยตรงนี้นะครับ
ท่านประธานครับ ในกรณีของการจัดประชุมนี้ผมขออีกประเด็นหนึ่ง เป็นประเด็นสุดท้ายเพื่อไม่ให้เสียเวลาของเพื่อนสมาชิกในที่นี้ก็คือ เรื่องของการเตรียมการ ในการประชุมระดับนานาชาติหรือการประชุมระดับโลก ท่านประธานทราบไหมครับ เขาเตรียมการนานเท่าไร เขาเตรียมการ ๒ ปี ไม่มีน้อยกว่า ๑ ปี แล้วนี่เป็นการประชุม ระดับโลกที่ใหญ่มาก แล้วถ้าหากว่าท่านเตรียมการตั้งแต่กรอบการเจรจาเข้าสภาเมื่อเดือนตุลาคม ปี ๒๕๕๕ ท่านก็มีเวลาไม่เกิน ๖ เดือน น้อยนะครับ แล้วถ้ายิ่งนับจากวันนี้ไปเหลือเวลาอีก ๑ เดือน ตามที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปผมคิดว่าท่านทำงานมาแล้วนะครับ แต่ว่าระยะเวลามันสั้นไป เพราะผมเชื่อว่าอย่างไรก็ตามนิสัยคนไทยทำงานเมื่อจวนตัว เมื่อไฟลนก้น เพราะฉะนั้นผมให้ ตรงนี้ฝากเป็นข้อสังเกตไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าเวลาเตรียมตัวในระดับนานาชาติแล้วเราใช้เวลา เตรียมตัวสั้นเกินไป มันอาจจะทำให้เราสูญเสียสิ่งที่เราควรจะได้จากการจัดประชุม การจัดประชุม เราควรจะมีการประชาสัมพันธ์ไปทั่วโลก แล้วถ้าหากว่าเรามีเวลาแจ้งทั่วโลก ๒ ปี หรือ ๑ ปีขึ้นไป มันก็ย่อมจะเป็นการดีกว่าที่เราจะมีเวลาเพียง ๒-๓ เดือน หรือ ๑ เดือน ตามที่กำหนด ตามเวลา ที่เรามีเพียงแค่นี้ ท่านประธานครับ อย่างไรก็ดีผมเห็นว่าการนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมมาตรา ๑๙๐ เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะผมเห็นว่าทางท่านรัฐมนตรีซึ่งเป็นฝ่ายบริหารจะได้รับฟังจากสมาชิก อะไรที่ท่านเห็นด้วยว่ามันเป็นจุดบอดท่านก็ไปแก้ไขเสีย อะไรที่ท่านเห็นว่าดีแต่เห็นไม่ตรงกับ เพื่อนสมาชิก ท่านไม่ทำตามก็ไม่ได้เป็นอะไร แต่ว่ามันเป็นสิ่งที่จะทำให้เกิดความรอบคอบ ความรอบคอบก็คือการระดมสมองของคนในสภาทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา มันจะทำให้ฝ่ายบริหารท่านรอบคอบ ดีกว่าที่ท่านจะได้ฟังจากข้าราชการประจำฝ่ายเดียว เท่านั้นละครับ ผมเห็นว่ามีประโยชน์และมีความสำคัญเท่านั้น ขอบคุณครับ