ประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ หารือเรื่องการเจรจาไม้เศรษฐกิจกับสหภาพยุโรป และแสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อการส่งออกไม้ของประเทศไทย โดยเรียกร้องการเตรียมความพร้อมของรัฐบาลในการเจรจาและแก้ไขปัญหาผลกระทบต่อผู้ประกอบการและเกษตรกร
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้รัฐบาล ได้นำเสนอกรอบการเจรจาการจัดทำข้อตกลงเป็นหุ้นส่วนด้วยความสมัครใจในการบังคับใช้ กฎหมายป่าไม้ ธรรมาภิบาล และการค้าระหว่างประเทศกับสหภาพยุโรป เข้าสู่การพิจารณา ของรัฐสภาในวันนี้ ด้วยความเป็นห่วงครับท่านประธาน เพราะกรอบการเจรจาฉบับนี้ ทางสหภาพยุโรปต้องการให้มี ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ ๓ มีนาคม อีกไม่กี่วันข้างหน้านี้นะครับ ถ้านับไปแล้วก็ประมาณเดือนกับนิด ๆ โดยทางสหภาพยุโรปอ้างว่าเพื่อป้องกันการค้าไม้ ที่ผิดกฎหมาย แล้วพอได้มาพิจารณาลงในสาระของรายละเอียด ท่านประธานจะพบว่าประเทศไทย ได้ส่งออกไม้หรือผลิตภัณฑ์ไม้ไปในสหภาพยุโรปปีหนึ่ง ๆ มากกว่า ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นถ้ากรอบการเจรจาของรัฐบาลที่จะไปเจรจาในครั้งนี้มีผลกระทบต่อการค้า ของประเทศไทย ก็แปลว่าจะกระทบกับมูลค่าการส่งออกไม้ทั้งหมด ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งความเป็นจริงทางท่านประธานรัฐสภาก็ทราบว่าในปีที่ผ่านมาประเทศไทยก็มียอดการส่งออก ที่มีอัตราการเจริญเติบโตที่ลดลง ถ้าหากผลการเจรจาในกรอบนี้มีผลกระทบกับการส่งออกเพิ่มขึ้น ก็หมายความว่าประเทศไทย จะมีผลด้านการส่งออกที่มีปัญหามากขึ้น วันนี้ค่าเงินบาทก็แข็งค่าขึ้น ซึ่งก็กระทบโดยธรรมชาติ ของมันอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเราไม่ควรให้กรอบการเจรจาอันนี้มากระทบกับมูลค่าการส่งออก ไปอียูที่มีมูลค่าสูงถึง ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อเราได้มาดูกรอบการเจรจาซึ่งทางรัฐบาล ได้วางกรอบไว้ใน ๗ ข้อ
ข้อ ๑ ที่ผมคิดว่ารัฐบาลยอมรับว่าเป็นปัญหากับการไปเจรจาในกรอบการเจรจา เรื่องนี้ก็คือในข้อที่ ๕.๔ รัฐบาลเขียนไว้ว่าให้มีมาตรการป้องกันและเยียวยาของฝ่ายไทย สำหรับผู้ประกอบอุตสาหกรรมไม้ที่ได้รับผลกระทบจากกฎระเบียบการทำวีพีเอ (VPA) ก็แปลว่ารัฐบาลยอมรับอยู่แล้วว่าเมื่อไปเจรจาในกรอบอันนี้จะมีปัญหากับผู้ประกอบการ ของไทย จึงมีความจำเป็นต้องเยียวยาของฝ่ายไทย ผมคิดว่าเรามีวิธีการไหมครับ ที่เราจะไปเจรจาแล้วไม่ให้มีผลกระทบ เพราะสหภาพยุโรปอ้างว่าเพื่อป้องกันการค้าไม้ ที่ผิดกฎหมาย วันนี้มูลค่าการส่งออกไม้ของเราที่มีมากที่สุดในกลุ่มไม้ก็คือ เมื่อสักครู่ เพื่อนสมาชิกก็ได้อภิปราย ส่วนใหญ่ก็จะเป็น ๑. ไม้ยางพารา มีมูลค่าสูงที่สุดแล้วครับ ๒. ไม้ยูคาลิปตัส ๓. เป็นไม้ที่เกิดจากการปลูกของสวนป่าที่เราเรียกว่าเป็นสวน ไม่ใช่ไม้ ในป่าสงวน ไม่ใช่ไม้ในพื้นที่หวงห้าม เพราะถึงแม้จะเป็นไม้เนื้อแข็งแต่เป็นไม้ที่ปลูกจาก เกษตรกร ปลูกจากคนที่มีพื้นที่ เพียงแต่เอาไม้เนื้อแข็งไปปลูกเลยเรียกว่าสวนป่า หรือไม้ ที่เกิดขึ้นตามหัวไร่ปลายนาซึ่งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติซึ่งชาวนาชาวไร่ได้ประโยชน์ ไม้ทั้ง ๔ กลุ่มนี้นะครับ ไม้ยางพารา ไม้ยูคาลิปตัส ไม้สวนป่า ไม้หัวไร่ปลายนา ไม้พวกนี้ ไม่ใช่ไม้ผิดกฎหมาย เป็นไม้ที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะฉะนั้นรัฐบาลต้องมีวิธีการ จะไปเจรจาหรือตั้งกรอบตั้งธงการไปเจรจาให้เป็นประโยชน์กับคนไทยมากที่สุด ไม่ควรมี ข้อการเจรจาที่บอกว่าจะเกิดผลกระทบกับผู้ประกอบการไทยและจำเป็นต้องเยียวยา ของฝ่ายไทย ท่านประธานครับ กรอบการเจรจาทั้ง ๗ ข้อเป็นเรื่องหนึ่ง แต่เท่าที่ไปดูว่ารัฐบาลนี้ ก่อนจะไปเจรจาได้ดำเนินการอะไรไปบ้าง ก็ต้องยอมรับครับว่ารัฐบาลยังไม่สามารถ เตรียมความพร้อมได้ในการไปเจรจาในครั้งนี้ ที่ท่านเขียนมาว่าการดำเนินงานที่ผ่านมา ตามรายงานเอกสารรัฐบาลบอกว่า ๓.๑ กรมป่าไม้ได้ดำเนินการจัดให้มีการประชุมเพื่อหารือ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้ที่มีส่วนได้เสียและผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจ และภาคประชาสังคม จำนวน ๓ ครั้ง พอไปดูในรายละเอียดจริง ๆ ทั้ง ๓ ครั้ง ส่วนใหญ่ไม่เกี่ยวกับประชาชน ไม่เกี่ยวกับผู้ประกอบการ เพราะครั้งที่ ๑ กรมป่าไม้ร่วมกับ สถาบันป่าไม้แห่งยุโรป ไม่เกี่ยวกับผู้ประกอบการ เขาจะไม่รู้เลยว่าเขากระทบอะไร และรัฐบาล ก็จะไม่ได้ประโยชน์ว่าภาคเอกชนควรนำเสนออะไรที่เป็นประโยชน์กับรัฐบาล ครั้งที่ ๒ กรมป่าไม้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และสถาบันป่าไม้แห่งยุโรป ไม่เกี่ยวเลยกับผู้ประกอบการ ที่เขาส่งมูลค่าออกไป ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปีว่าได้รับผลกระทบอย่างไร และเขาควรมี มุมมองเสนออย่างไรไม่เกี่ยว ครั้งที่ ๓ กรมป่าไม้ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ แค่นั้นเองครับ พอมาดูของระบบสภา คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ก็ได้มีการจัดรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ๓ ครั้งเหมือนกัน ครั้งที่ ๑ เรื่องไม้ยางพาราที่จังหวัดสงขลา ครั้งที่ ๒ เรื่องไม้ยูคาลิปตัสและหัวไร่ปลายนาที่จังหวัดขอนแก่น ครั้งที่ ๓ เรื่องสวนป่า ที่จังหวัดเชียงใหม่ ก็ไม่เกี่ยวกับผู้ประกอบการ เพราะผมคิดว่ามุมนี้สิ่งที่จะได้รับผลกระทบ มากที่สุดก็คือผู้ประกอบการ เพราะฉะนั้นเมื่อผู้ประกอบการได้รับผลกระทบสิ่งที่ตามมาคืออะไร คือเกษตรกรได้รับผลกระทบ เพราะฉะนั้นผมคิดว่ารัฐบาลยังเตรียมการไม่ค่อยพร้อม มุมของรัฐบาลในการจะไปเจรจาต้องบอกทางอียูว่าสิ่งที่ประเทศไทยทำอยู่ทุกวันนี้ไม้ทั้ง ๓-๔ กลุ่มนี้ เป็นไม้เศรษฐกิจ เป็นไม้ปลูก เป็นไม้ถูกต้อง ไม่ใช่ไม้ผิดกฎหมาย ถึงแม้ไม่มีกรอบในการเจรจา อย่างนี้ผลิตภัณฑ์ไม้ที่ประเทศไทยส่งออกก็เป็นไม้ที่ถูกต้องตามกฎหมายอยู่แล้ว ผมคิดว่า มุมอย่างนี้รัฐบาลต้องศึกษาให้รอบคอบก่อนนำไปเจรจา และรัฐบาลควรตั้งธงให้มากกว่านี้ ในการไปเจรจาเพื่อไม่ให้กระทบต่อมูลค่าการส่งออกของประเทศไทย ขอบคุณครับ