รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๙ มกราคม ๒๕๕๖

วิรัตน์ กัลยาศิริ หารือเรื่องเฟล็กทีในสภาผู้แทนราษฎร โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และเรียกร้องให้กรมที่ดินออกเอกสารสิทธิ และให้กรมป่าไม้ตีความกฎหมายภายในอย่างถูกต้อง แต่ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

ขอบพระคุณ ท่านประธานที่กรุณาครับ ในฐานะที่ผมเป็นประธานคณะทำงานเรื่องเฟล็กทีในสภาผู้แทนราษฎร โดยได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งท่านวิรุฬห์ พื้นแสน ประธานคณะกรรมาธิการ ท่านประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ ในฐานะที่เป็นรองประธานวิปได้นำเรียนชี้แจงนะครับ เรียนชี้แจงเพิ่มเติมต่อท่านประธานรัฐสภา ไปยังรัฐมนตรีครับ ประเด็นที่พวกผมกังวลที่สุดอยู่ ๒-๓ เรื่อง

เรื่องแรก เรามีมติค่อนข้างชัดเจนว่าใครดูแล ใครมีอำนาจตามกฎหมายใด ก็ให้ใช้กฎหมายนั้น สาระสำคัญข้อแรกก็คือ ถ้ากรมป่าไม้ดูแลไม้ในป่าก็ได้ แต่ไม้ปลูกไม่ว่า ไม้ยางพารา ท่านประธานครับ ไม้ยูคาลิปตัส ไม้หัวไร่ปลายนาในภาคเหนือ ภาคอีสาน ซึ่งผมยกคณะไปที่จังหวัดขอนแก่นนะครับ ไม้ยางพาราคนที่จะดูแลเรื่องนี้ต้องเป็นของ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะเป็นสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง จะเป็นกรมวิชาการเกษตรแล้วแต่ท่านรัฐมนตรีจะประสานกัน เรื่องที่ ๑ นะครับ

เรื่องที่ ๒ ท่านรัฐมนตรีครับ กรณีหัวไร่ปลายนาในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของท่านรัฐมนตรี มันจะเป็นที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ ซึ่งครั้งแรกที่พวกผมหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมา ที่ประชุมซึ่งมีกรมป่าไม้เป็นหลักก็บอกว่า ถ้าไม้ที่ปลูกในที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิถือว่า เป็นไม้ที่ไม่ชอบ ตรงนี้เองทำให้พี่น้องภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้รับผลกระทบอย่างยิ่ง สุดท้ายครับ ผมเชิญกรมที่ดินมาชี้แจงถามว่าปัญหาหัวไร่ปลายนาที่ออกเอกสารสิทธิไม่ได้ เพราะว่าเป็นที่สาธารณะ เป็นที่หวงห้าม หรือว่าอยู่ในเขตป่าสงวนหรือไม่ คำตอบคือไม่ใช่เลย ไม่ใช่ที่สาธารณะ ไม่ใช่เขตป่าสงวน แต่เป็นเพราะเจ้าหน้าที่ของกรมที่ดินหากจะใช้เวลา ในการออกเอกสารสิทธิให้พร้อมทั้งประเทศไทยต้องใช้เวลาประมาณ ๒๐ ปี ปัญหาที่ตามมา คือวันที่ ๓ มีนาคม ที่จะถึงผลบังคับใช้ของเฟล็กที อียูจะต้องบังเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ สุดท้ายกรมป่าไม้ก็ยอมรับว่าไม้หัวไร่ปลายนาคือไม้ที่ออกเอกสารสิทธิไปไม่ถึงและอยู่ในระหว่าง กรมที่ดินกำลังออกเอกสารสิทธิเป็นไม้ที่ชอบด้วยกฎหมายนะครับ สำคัญที่สุดของอียู ซึ่งได้เชิญมาพูดคุยหลายครั้ง ท่านประธานครับ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถือกฎหมายภายในเป็นหลัก อันนี้อยากจะเรียนท่านรัฐมนตรีไว้ เพราะฉะนั้นกฎหมาย ของเราการตีความของเราจะต้องตีความยึดหลักกฎหมายถูกต้อง แต่ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ ของพี่น้องประชาชนเป็นหลัก เหตุผลที่ผมกังวลเรื่องนี้เพราะถ้ากรมป่าไม้ยื่นมือมาดูแลกิจการ ไม้ยางพารา ถ้าผมจะใช้คำว่าเจ๊งก็ไม่น่าจะเกินความจริง ถ้าผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาว่าผมได้หยิบยก พ.ร.บ. สวนป่าซึ่งก็เกิดขึ้นในสมัย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ชวนเป็นผู้บริหาร พ.ร.บ. สวนป่าดี มีประโยชน์กับประเทศชาติ ส่งเสริมให้พี่น้องประชาชน ปลูกไม้สัก เจตนาดีมากครับ แต่ผลที่ตามมาพี่น้องปลูกสวนป่าทั่วประเทศ ไม่ว่าจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย จังหวัดตาก ชื่อสุเทพเหมือนกับอดีตรองนายกรัฐมนตรีครับ ติดคุก เพราะการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐภายใต้การกำกับของท่านปรีชากำลังแก้กฎหมายอยู่ครับ เข้าใจว่าสักรอบสองรอบคงจะแก้แล้วเสร็จเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ที่กราบเรียนมาถึงตรงนี้ ก็เพื่อจะเรียนว่าปัญหาภายในของส่วนราชการของเราเป็นปัญหาหนึ่งซึ่งเราจะต้องแจ้งให้ อียูทราบ อียูพอเปิดอินเทอร์เน็ตเห็นประเทศไทยใครดูแลไม้ อ๋อ กรมป่าไม้ ติดต่อมาที่ กรมป่าไม้เลยครับ ๓ ปีเต็ม ๆ ที่ไม่มีการเคลื่อนไหวอะไรเลย แต่ว่าโชคดีครับวันนั้น ฯพณฯ รัฐมนตรีนั่ง ผมอภิปรายเฉี่ยวไปเรื่องเล็กน้อยแต่ท่านได้สั่งประเด็น ท่านได้สั่งบอกว่า จะต้องมีรองอธิบดีเข้าร่วมประชุมทุกครั้ง ท่านเข้าครับ แล้วก็ต้องขอบคุณรัฐบาลที่นำเรื่องนี้ เข้ามา มาตรา ๑๙๐ เพราะว่าครั้งแรกผมถามท่านรองอธิบดีกรมป่าไม้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ กระทบต่อประเทศไทยเป็นแสนล้านบาทต้องเข้ามาตรา ๑๙๐ ไหม คำตอบของกรมป่าไม้ ก็คือว่าไม่ทราบ ไม่แน่ใจ เพราะฉะนั้นต้องขอบคุณรัฐบาลที่ตัดสินใจนำเรื่องนี้เข้ามา เพราะมันกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญก็คือมาตรา ๑๙๐ ครับ กล่าวโดยสรุปก็คือว่า ในรายละเอียดไม้ที่หัวไร่ปลายนาไม่มีเอกสารถือว่าไม่ชอบนะครับ และสำคัญท่านต้องย้ำว่า ชอบหรือไม่ชอบดูที่กฎหมายภายใน เราอย่าเอากฎหมายภายในมาตี มาบีบ มาบล็อก (Block) พี่น้องเกษตรกรของเรา นี่คือสิ่งที่อยากจะกราบเรียนนะครับ ส่วนเรื่องสิ่งแวดล้อม ก็ต้องชื่นชมนะครับว่าไม้ยางพาราก็ดี ไม้ยูคาลิปตัสก็ดี ซึ่งอภิปรายไปแล้วว่าเป็นไม้ส่งออก อันดับ ๑ อันดับ ๒ ของประเทศเป็นไม้ปลูก ซึ่งอียูเขาอยากได้ไม้ปลูกไม่ใช่ไม้ป่า และสำคัญ ไม้ป่าในประเทศไทยเรียกง่าย ๆ ว่าเกือบหมดแล้ว เพราะฉะนั้นในการดำเนินการกรอบเจรจา เรื่องนี้อยากจะฝากท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีว่าช่วยพิจารณาเรื่องนี้เน้นให้ชัดว่า ไม้ปลูกของเราเป็นไม้ที่ถูกต้อง ไม้ที่ชอบเพื่อจะทำให้อียูได้เข้าใจในประเด็นของเรา ขอบคุณท่านประธานครับ