สุธรรม พันธุศักดิ์ หารือเรื่องร่างความตกลงระหว่างไทยกับไซเตส เกี่ยวกับการประชุมสมัยสามัญภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ และเรียกร้องการสนับสนุนจากท่านรัฐมนตรี และเสนอว่าควรเตรียมการจัดประชุมให้พร้อม และให้รัฐบาลแจ้งชื่อประธานในพิธีปิดให้สำนักเลขาธิการไซเตสทราบล่วงหน้า และขอให้รัฐบาลไม่ถือว่าข้อกำหนดที่เสนอให้เป็นเรื่องเล็กน้อย นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการให้เอกสิทธิ์ความคุ้มกันแก่ผู้เข้าร่วมประชุม บุคลากร และอาณาบริเวณในการจัดประชุม และเรียกร้องการรับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น และขอให้รัฐบาลพิจารณาผลกระทบต่อประเทศและงบประมาณที่ใช้ในการจัดประชุม และเสนอว่าควรสนับสนุนข้อเสนอของประเทศไทยในการอนุรักษ์สัตว์ป่าและพืชป่า และควบคุมการค้าสัตว์ป่าและพืชป่า และควรลดการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวในประเทศไทย เนื่องจากประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวเข้ามาอย่างมากแล้ว และมีรายได้มากขึ้น
เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม สุธรรม พันธุศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมใคร่ออกความเห็น ในเรื่องของร่างความตกลงในระหว่างรัฐบาลไทยกับสำนักเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยการค้า ระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ที่มีชื่อย่อว่าไซเตส ซึ่งเกี่ยวกับ การประชุมสมัยสามัญภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่า ที่ใกล้สูญพันธุ์ ครั้งที่ ๑๖ ที่จะมีการจัดการประชุม ครั้งที่ ๖๓ และ ๖๔ ขึ้นที่กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย ในระหว่างวันที่ ๒-๑๔ มีนาคม ๒๕๕๖ ท่านประธานที่เคารพ ในประเด็นที่กระผม จะใคร่ขออภิปรายมีอยู่ ๓-๔ ประเด็นที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาผ่านไปยัง ท่านรัฐมนตรี และอยากจะกราบเรียนถึงรายละเอียดว่าเรามีประเด็นอะไรบ้างที่น่าสนใจ ให้กับเพื่อนสมาชิกรัฐสภาได้รับทราบนะครับ
ในประเด็นที่ ๑ นั้นกระผมอยากจะกราบเรียนในเรื่องของรายละเอียด และเงื่อนไขการจัดการประชุมไซเตสที่เราไปรับเขามาตามที่ทางรัฐบาลได้เสนอในเรื่องของ กรอบการเจรจาเบื้องต้นในการประชุมร่วมกันระหว่างรัฐสภาเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ กระผมใคร่ขอกราบเรียนอย่างนี้นะครับว่า การประชุมไซเตสตามปกตินั้นเป็นการประชุม ก็ไม่ถือว่ายิ่งใหญ่นักเมื่อเปรียบเทียบกับการประชุมในองค์การระดับโลกทั่ว ๆ ไปในเรื่องอื่น เพราะองค์การไซเตสก็อยู่ภายใต้ของสหประชาชาติซึ่งมีสมาชิกประมาณ ๑๖๐ กว่าประเทศ สมาชิกที่จะเข้ามาประชุมในประเทศไทยก็ประมาณ ๓,๐๐๐ คน ก็ไม่ได้ถือว่าเป็นเรื่องมากมาย อะไรมากนัก กระผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาว่าในเงื่อนไขต่าง ๆ ที่เราไปรับเขามา บางเรื่องก็อาจจะเสียเปรียบหลาย ๆ ประการ กระผมขอยกตัวอย่างง่าย ๆ ว่าแม้แต่พิธีปิด การประชุมที่จะจัดขึ้นในวันสุดท้ายของประชุมก็ยังไปรับเงื่อนไขพิธีนี้จะจัดในวันสุดท้าย ของวันประชุม ประเทศเจ้าภาพควรจะแจ้งชื่อประธานในพิธีที่จะมาปิดการประชุม ให้สำนักเลขาธิการไซเตสทราบเป็นการล่วงหน้านะครับ อันนี้ก็อยากจะยกตัวอย่าง ให้ท่านเห็นว่าเราไปรับเขามาบางเรื่องมันเป็นการรับที่เราพยายามจะเป็นเจ้าภาพ แต่ไม่ได้คำนึงถึงในเรื่องต่าง ๆ ที่ถ้าเราไปเปรียบเทียบที่เขาเสนอให้กับประเทศอื่น ๆ ที่รับเป็นเจ้าภาพนั้นเราเสียเปรียบกว่าเขาหรือไม่ กระผมอยากจะยกตัวอย่างอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งก็เป็นเรื่องเล็กแต่ก็ถือว่าถ้าเป็นศักดิ์ศรีก็ไม่ควรจะรับเหมือนกัน เช่นข้อ ๔ การต้อนรับ ของประเทศเจ้าภาพ การต้อนรับไม่ถือว่าเป็นข้อกำหนด แต่ตามประเพณีปฏิบัติ รัฐบาลประเทศเจ้าภาพจะต้องเป็นเจ้าภาพเลี้ยงต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมด ทั้งคู่สมรส เจ้าหน้าที่จากสำนักเลขาธิการไซเตส และผู้ปฏิบัติงานที่อยู่เบื้องหลังทุกคน อันนี้ถ้าท่านจะคิดว่า เป็นเรื่องเล็กก็เป็นเรื่องเล็ก แต่ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่พูดง่าย ๆ เขามีข้อเสนอให้เรามาก ดีมานด์ (Demand) มากเหลือเกินนะครับ นอกจากนั้นแล้วตามข้อ ๔ หน้า ๔๗ การจัดการประชุมและข้อปฏิบัติด้วยการเงิน ระบุเกี่ยวกับความรับผิดชอบ ต่อค่าใช้จ่ายในการเตรียมการจัดประชุม การเตรียมสถานที่ วัสดุอุปกรณ์และบุคลากร ตามรายละเอียด ข้อกำหนดของการประชุม การรักษาความปลอดภัย ค่าใช้จ่ายของ สำนักเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ และค่าขนย้ายวัสดุอุปกรณ์ เป็นต้น
ข้อ ๕ การให้เอกสิทธิ์ความคุ้มกัน กล่าวถึงการดำเนินการให้ความคุ้มครอง แก่ผู้เข้าร่วมประชุม บุคลากรและอาณาบริเวณในการจัดประชุม ให้เอกสิทธิ์บางประการ แก่ผู้เข้าร่วมประชุม เช่น การอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับวีซ่า (Visa) ยกเว้นค่าวีซ่าทั้งหมดเลย ยกเว้นภาษีการนำเข้าของเอกสาร วัสดุอุปกรณ์สำหรับการประชุมการทำงานของสื่อมวลชน
ข้อ ๖ ความรับผิดชอบต่อความเสียหายเป็นข้อกำหนดเกี่ยวกับการรับผิดชอบ ต่อความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นเกี่ยวกับเรื่องการเรียกร้องที่ต่อต้านสำนักเลขาธิการอนุสัญญา ว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และสถานที่จัดการประชุม การใช้มาตรการป้องกันภัยหรือพูดง่าย ๆ ในระหว่างการประชุม ถ้ามีเหตุการณ์ที่เกิดม็อบ (Mob) ขึ้นมาหรือว่าเกี่ยวกับอะไรทั้งหมดที่ก่อให้เกิดภัยอันตราย แก่ผู้เข้าร่วมประชุมเราต้องรับผิดชอบทั้งหมดเลยนะครับ
ประการต่อไป ผมอยากจะเรียนว่าอย่างนี้ครับ งบประมาณที่จะต้องใช้ในขั้นแรก ซึ่งการประชุมกรอบเจรจาครั้งที่แล้วเราก็ไม่มีรายละเอียดถึงขนาดนี้ แต่ในครั้งนี้ก่อนที่จะ เซ็นสัญญาผมก็ได้ไปค้นพบว่าไซเตส ถ้าเราไม่ไปรับเขามาและเราส่งเจ้าหน้าที่ไปประชุม ที่นครเจนีวา การประชุมที่นครเจนีวาจะต้องเสียประมาณ ๒,๘๐๐,๐๐๐ เหรียญ ก็ประมาณสัก ๑๒๐ ล้านบาท แต่ถ้าจัดที่กรุงเทพฯ รวมค่าใช้จ่ายสำหรับพนักงานหรือว่าเจ้าหน้าที่ของเรา ประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ก็ประมาณสัก ๓๐ ล้านบาทในปัจจุบัน แต่อยากจะกราบเรียน อย่างนี้นะครับ เพื่อนสมาชิกบางท่านก็ได้พูดไปแล้วว่างบประมาณที่ได้รับอนุมัติที่น่าสังเกตนะครับ งบประมาณทั้งหมด ๒๒๔ ล้านบาท แต่เป็นค่าจ้างเหมาบริษัทเอกชนที่เชี่ยวชาญด้านการจัดประชุม นานาชาติ ๑๒๘,๗๕๐,๐๐๐ บาท ซึ่งมีค่าจ้างจัดการประชุม ๑๐๓,๗๕๐,๐๐๐ บาท ก็เป็นงบประมาณที่ก้อนโตพอสมควรนะครับ ค่าจ้างการจัดการประชุม นอกจากนั้นผมคิดว่า เรื่องต่าง ๆ ที่ผมอยากจะให้ท่านพิจารณาเปรียบเทียบว่าเราจะเสียเปรียบไซเตสหรือไม่นะครับ ก็เป็นเรื่องค่าใช้จ่ายในส่วนของสำนักเลขาธิการไซเตส ตามความตกลงทั้งหมด ๓๑ ล้านบาท ก็อยากจะเรียนอย่างนี้นะครับ ค่าดำเนินงานของสำนักเลขาธิการไซเตสซึ่งเราจะต้องออกให้เขาหมด ๗,๐๐๐,๐๐๐ บาท ค่าที่พัก ตั๋วเครื่องบินและอื่น ๆ ที่เจ้าหน้าที่ไซเตสจะเข้ามาประชุมกับเรา เราต้องจ่ายอีก ๑๘ ล้านบาท ค่าตั๋วเครื่องบินส่วนมากเขาจะมาบิซิเนส คลาส (Business class) ผมอยากจะเรียนอย่างนี้นะครับ องค์การไซเตสเป็นองค์การภายใต้สหประชาชาติ ซึ่งองค์การสหประชาชาติหรือองค์การไซเตสเก็บค่าสมาชิกจากประเทศที่เป็นสมาชิกภาคี ไว้เรียบร้อยแล้ว ค่าใช้จ่ายบางเรื่องที่ไซเตสจะต้องออกเองก็ผลักภาระมาให้ประเทศเจ้าภาพ เป็นผู้จ่ายนะครับ ก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาว่าการพิจารณาของมาตรา ๑๙๐ ที่เป็นประโยชน์ก็จะให้เพื่อนสมาชิกได้รับทราบนะครับ
ทีนี้อีกประการหนึ่งนะครับ ผลที่ได้รับที่ผมอยากจะอภิปราย ผลที่ได้รับ ที่ประเทศไทยเราไปเป็นเจ้าภาพที่รับการจัดประชุมนะครับ
ข้อ ๑ ข้อเสนอที่ประเทศไทยเป็นผู้เสนอ อาจจะได้รับการพิจารณาให้ความเห็นชอบ ในโอกาสที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ อาจจะนะครับ ไม่ใช่ว่าแน่นอนเสมอไป เช่น การเสนอไม้พะยูง เข้าเป็นชนิดพันธุ์ในบัญชี ๒ ที่จะช่วยป้องกันการลอบค้าไม้พะยูงระหว่างประเทศ อันนี้ เพื่อนสมาชิกหลายท่านก็ได้พูดไปแล้วว่ามันเป็นปัญหาของเราเองภายในประเทศว่าเรื่องไม้พะยูง กำลังจะหมดป่า เพราะว่ามีการลักลอบขนไม้พะยูงไปทางเขมรแล้วก็ส่งต่อไปยังประเทศจีน เรื่องที่ ๒ จะปรับลดบัญชีของจระเข้น้ำจืดและจระเข้น้ำเค็มจากบัญชี ๑ เป็นบัญชี ๒ อันนี้ก็เพื่อจะช่วยลดในการส่งออก ข้อจำกัดในการผลิตหนังจระเข้เป็นผลิตภัณฑ์เครื่องหนัง ก็ทำให้มูลค่าส่งออกได้มากเพิ่มขึ้น ก็อาจจะนะครับ นี่ข้อที่ ๑ ที่จะได้รับ
ข้อที่ ๒ ทำให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ได้เข้าใจ กระบวนการและดำเนินการของอนุสัญญาในการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์ป่าและพืชป่า ผ่านความร่วมมือระหว่างประเทศในการควบคุมการค้าสัตว์ป่าและพืชป่ามากยิ่งขึ้น ทำให้เกิด ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ในการควบคุมนำเข้า ส่งออกสินค้าประเภทที่เป็นสัตว์ป่า รวมทั้งผลิตภัณฑ์ที่ทำจากซากของสัตว์ป่าและพืชป่าให้มีประสิทธิภาพไม่ให้ประเทศไทย ถูกกล่าวหาว่าเป็นแหล่งค้าสัตว์ป่าและพืชป่าที่ผิดกฎหมายจากนานาชาติ อันนี้ก็ไม่แน่เสมอไปว่า จะทำให้หน่วยงานภาครัฐ หรือภาคเอกชน และภาคประชาชน ได้เข้าใจนะครับ เพราะว่า อย่างไรก็ตามการค้าสัตว์ป่ามันเป็นเรื่องที่ทุกประเทศก็ลักลอบทำกันเป็นของปกติอยู่แล้วนะครับ
ข้อสุดท้าย ผมอยากจะเรียนว่าอย่างนี้นะครับ เป็นการประชาสัมพันธ์ เขาบอกว่าอย่างนี้ เป็นการประชาสัมพันธ์ประเทศไทยและกระตุ้นเศรษฐกิจจากการประชุม และการท่องเที่ยวผ่านการเป็นเจ้าภาพการประชุมระหว่างประเทศ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุม ประมาณ ๓,๐๐๐ คน ตลอดช่วงระยะเวลา ๓ สัปดาห์ กระผมอยากจะเรียนอย่างนี้ว่า ๓,๐๐๐ คนไม่ได้เกิดประโยชน์กับการท่องเที่ยวเลย การท่องเที่ยวในประเทศไทยไม่จำเป็นต้องมี การจัดการประชุมอย่างนี้นะครับ ผมคิดว่าในขณะนี้การท่องเที่ยวประเทศไทยเรามีนักท่องเที่ยว เข้ามามากมายเหลือเกิน แล้วที่รัฐบาลได้ตั้งเป้าไว้ ๒.๒ ล้านล้านบาทก็อาจจะเป็นไปได้นะครับ เพราะว่าในขณะนี้เองนักท่องเที่ยวเข้ามามากมาย ไม่จำเป็นต้องใช้การประชุมอันนี้มาเพื่อจะ ส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศละครับ ทีนี้ผมอยากจะเรียนว่าอย่างนี้นะครับ ประเทศของเรา ในเรื่องของการท่องเที่ยวนั้นตอนนี้รายได้มามากมายมหาศาลเหลือเกิน เราขออย่างเดียว ขอให้ประเทศเราสงบ นอกนั้นไม่ต้องทำอะไรเลยเพราะว่าประเทศไทยการท่องเที่ยว มันเป็นเรื่องของต่างประเทศที่รู้ว่าการมาเที่ยวประเทศไทยได้รับความคุ้มค่าทางการเงิน
ในเรื่องสุดท้าย ที่ผมอยากจะอภิปรายนั้น ก็อยากจะเรียนถึงว่ามีข้อสังเกต ของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่มีข้อสังเกตเนื่องจากข้อ ๖ วรรคสามของร่างความตกลง นี่เรื่องรายละเอียดของสัญญาที่จะไปทำการตกลงในการประชุมนะครับ ได้กำหนดให้ใช้วิธี อนุญาโตตุลาการในการระงับข้อพิพาทระหว่างคู่ภาคี ซึ่งหากเป็นกรณีที่มีความจำเป็น และเป็นข้อเรียกร้องของคู่สัญญาอีกฝ่ายที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้นะครับ คณะรัฐมนตรี ก็สามารถอนุมัติให้ใช้ข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการดังกล่าวตามมติของคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๕๒ ในเรื่องนี้ผมอยากจะใคร่ขอกราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการที่จะไปเซ็นสัญญา อันนี้ต้องคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศเราด้วยว่าการที่จะสามารถอนุมัติให้ใช้ข้อสัญญา อนุญาโตตุลาการตามมติของคณะรัฐมนตรี มันจะเป็นการเสียเปรียบหรือไม่ในเรื่องบางอย่าง ที่เราจะต้องไปเซ็นสัญญากับเขานะครับ ก็อยากจะกราบเรียนว่าในเมื่อทางรัฐบาลได้ไปรับ เป็นเจ้าภาพแล้วก็คงจะต้องผ่านไปอย่างนั้นนะครับ แต่อยากกราบเรียนว่าในปี ๒๕๔๗ เราก็ไปรับเขามา คือการประชุมไซเตส ๓ ปีจัดครั้งหนึ่ง ในปี ๒๕๕๐ แล้วนี่ปี ๒๕๕๔ ก็ไปรับ เขามาอีกนะครับ คือเราไปรับ ๑๖๗ ประเทศลองคิดดูว่าที่จริงความถี่ของการรับเป็นเจ้าภาพ รู้สึกว่ามันจะมากไป ซึ่งที่จริงในเรื่องของการประชุมร่วมกันอย่างนี้เราควรจะเว้นประมาณ สัก ๑๐ ปีหรือ ๑๕ ปีเป็นอย่างน้อยนะครับ เพราะว่าสมาชิกอื่น ๆ เขาก็อยากจะเป็นเจ้าภาพ แล้วในเมื่อเราคิดว่าในผลประโยชน์ที่เราได้รับ ผมคิดว่ามันก็ไม่ได้คุ้มค่าอะไรมากมายนัก แล้วเราก็ไปรับเพราะว่าเราอยากจะเป็นเจ้าภาพ ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ในการรับเป็น เจ้าภาพของการประชุมทุก ๆ หน่วยงานของรัฐบาล เราอยากจะเป็นเจ้าภาพเหลือเกิน แต่ไม่ทราบว่าการเป็นเจ้าภาพมันจะคุ้มค่าอะไรหรือเปล่า เพราะว่าการใช้งบประมาณ ในเรื่องนี้เป็นเรื่องง่าย ที่ผมยกตัวอย่างออกมาแล้วในเรื่องการเขาเรียกใช้ออร์กาไนเซอร์ (Organizer) หรือผู้จัดการประชุมนี่มันเป็นเรื่องง่าย แล้วมันเป็นเงินก้อนโต ผมอยากจะฝาก ท่านประธานรัฐสภาไปถึงท่านรัฐมนตรีให้ระวังในเรื่องของการจัดจ้างออร์กาไนเซอร์ เพราะว่าในเรื่องนี้งบประมาณอันนี้เป็นงบประมาณที่ได้มาจากภาษีของประชาชน ก็อยากจะเรียน ให้ท่านทราบว่าควรจะระมัดระวัง เพราะออร์กาไนเซอร์ตอนนี้มันเป็นอาชีพที่ทุกคน ทำกันมากที่สุด และหน่วยงานของรัฐก็ใช้กันมากที่สุด เพราะไม่ได้จัดการประชุมเอง ใช้วิธี การจัดออร์กาไนเซอร์ง่าย ๆ แล้วก็บางครั้งอาจจะมีผลประโยชน์ตามมา อยากจะกราบเรียน แล้วก็อยากจะอภิปรายว่าผมก็มีความเห็นอย่างนี้ในเรื่องของการจัดการประชุมไซเตส ในประเทศไทย ขอขอบพระคุณครับ