รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๑๘ เมษายน ๒๕๕๕

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๖๒๐ คน
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ ขณะนี้ มีผู้มาลงชื่อเข้าประชุม ๓๒๗ ท่านครับ ถือว่าครบองค์ประชุม ผมขออนุญาตดำเนินการ ตามระเบียบวาระนะครับ

ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม

- รับทราบพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศพระราชกฤษฎีกา ขยายเวลาประชุมรัฐสภา สมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ พ.ศ. ๒๕๕๕

จึงขอเชิญท่านสมาชิกโปรดยืนขึ้นเพื่อรับฟังพระบรมราชโองการครับ เชิญท่านเลขาธิการครับ

(สมาชิกและผู้ที่อยู่ในที่ประชุมได้ยืนขึ้นเพื่อรับฟังพระบรมราชโองการ)
นายพิทูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการรัฐสภา

“พระราชกฤษฎีกา

ขอขยายเวลาประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ

พ.ศ. ๒๕๕๕

___________

(พระปรมาภิไธย) ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.

ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๕

เป็นปีที่ ๖๗ ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

โดยที่ทรงพระราชดำริว่า ตามที่ได้ตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา สมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ พ.ศ. ๒๕๕๔ ในวันที่ ๒๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ นั้น บัดนี้ จะสิ้นกำหนดสมัยประชุมในวันที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๕ นี้แล้ว แต่โดยเหตุ ที่ยังมีกิจการที่รัฐสภาจะต้องประชุมปรึกษากันอยู่อีก

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๒๗ มาตรา ๑๒๘ และมาตรา ๑๘๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกา ขยายเวลาประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ พ.ศ. ๒๕๕๕ ออกไปอีกจนกว่าจะได้มี พระราชกฤษฎีกาปิดประชุม ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

นายกรัฐมนตรี”

(ที่ประชุมรับทราบ)
นายสมศักดิ์ เกียรติ์สุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญนั่งครับ

ระเบียบวาระที่ ๒ ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว

- ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งคณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว

(เป็นการพิจารณาต่อจากการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ ๓ (สมัยสามัญนิติบัญญัติ) วันพุธที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๕๕) ซึ่งท่านรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท กำลังอภิปรายค้างอยู่ครับ ขอเชิญท่านต่อเลยครับ

นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านประธานคะ ท่านสุทัศน์ยกมือ ท่านไม่ได้ให้พูด ใช่ไหมคะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านมีอะไรครับ เชิญครับ

นายสุทัศน์ เงินหมื่น กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุทัศน์ เงินหมื่น บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องขอบพระคุณ ท่านประธาน กระผมไม่ได้ใช้สิทธิในการเป็นผู้อภิปราย แต่กระผมมีประเด็นสำคัญที่จะต้อง ปรึกษาท่านประธานเพื่อความเรียบร้อยในการประชุมลำดับถัดไป ขอเวลาท่านประธาน เล็กน้อยครับ ทั้งนี้เพื่อเป็นการปกป้องชื่อเสียงของสภา เป็นการปกป้องท่านประธาน เป็นการปกป้องสมาชิก ท่านประธานครับ กระผมขออนุญาต ต้องเอ่ยนาม ได้มีสมาชิกรัฐสภา ท่านหนึ่งคือท่านนิคม ไวยรัชพานิช ท่านได้กรุณาให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ซึ่งกระผมได้ลอกมาจาก หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ ๑๗ เมษายน ซึ่งมีข้อความคลาดเคลื่อนต่อความเป็นจริง มีข้อความที่กล่าวหาท่านประธานและมีข้อความที่กล่าวหาสมาชิกฝ่ายค้าน กระผมขออนุญาตท่านประธานชี้แจงในประเด็นดังกล่าวเพื่อประโยชน์ของสภาเรา ท่านได้กรุณา ให้สัมภาษณ์ว่าการที่พิจารณาวาระที่สอง วาระที่สาม จะเสร็จทันหรือไม่ขึ้นอยู่กับ พรรคประชาธิปัตย์ เพราะขณะนี้มีความพยายามเตะถ่วงดึงเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา ขณะที่พรรคเพื่อไทยพยายามนิ่งและอดทน การประชุมที่ผ่านมาถือว่าขัดข้อบังคับ การประชุมร่วมรัฐสภาทั้งหมด เนื่องจากตามข้อบังคับสมาชิกจะอภิปรายได้เฉพาะ ในส่วนที่มีการแก้ไข แต่ขณะนี้มีการอภิปรายทุกคน ทุกประเด็น ทั้งที่ไม่ได้มีการสงวนคำแปรญัตติ หรือมีการแก้ไข ซึ่งประธานในที่ประชุมก็ไม่เข้มงวด ไม่แม่นข้อบังคับ จึงอยากเรียกร้อง ให้ประธานทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง เพราะหากเป็นเช่นนี้วาระที่สองใช้เวลา ๓ วันก็ไม่จบ ตนไม่อยากสอนประธาน แต่ประธานจะต้องรอบรู้ การอภิปรายในวาระที่สองบอกแต่เพียงว่า เหตุผลที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยแค่นั้น แต่ขณะนี้สมาชิกกลับข่มขู่ประธาน ซึ่งประธานก็ปล่อย

ท่านประธานครับ กระผมจำเป็นจะต้องปรึกษาท่านประธานในประเด็นนี้ เพราะเสียหายมากครับ กระผมขอกราบเรียนท่านประธานโดยหลักการอย่างนี้ครับ ทางพรรคประชาธิปัตย์ยืนยันครับว่าสมาชิกทุกคนของเราที่ผ่านมาอภิปรายตามข้อบังคับ ทุกประการ สิทธิของสมาชิกในการอภิปรายนั้นมีอยู่ ๓-๔ ลำดับครับท่านประธาน คือลำดับที่ ๑ ถ้ากรรมาธิการมีการแก้ไข สมาชิกทุกคนอภิปรายได้ ลำดับที่ ๒ ถ้ามีผู้แปรญัตติ กรรมาธิการ ไม่เห็นด้วยและสงวนความเห็นก็สามารถอภิปรายได้ ลำดับที่ ๓ กรรมาธิการทุกคนมีสิทธิ ชี้แจงสมาชิกได้ ลำดับที่ ๔ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยก็มีสิทธิอภิปรายได้ ลำดับที่ ๕ สมาชิกทุกคน ยังมีสิทธิอภิปรายสนับสนุนได้ในญัตติต่าง ๆ ถ้ามีเวลาพอสมควร นั่นคือหลักการครับท่านประธาน ที่ผ่านมานั้นท่านประธานทำหน้าที่อย่างดีที่สุด สมาชิกของพรรคประชาธิปัตย์ที่อภิปราย ก็ล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลที่มีการแปรญัตติแล้วก็สงวนความเห็นการแปรญัตติไว้

ประการที่ ๒ ครับท่านประธาน พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้มีการเตะถ่วง แต่เราอภิปรายโดยเหตุโดยผล การอภิปรายดังกล่าวนั้นปัญหามันอยู่ตรงไหนครับ ท่านประธาน ปัญหามันอยู่ที่รายงานของคณะกรรมาธิการไม่สมบูรณ์ ผมเห็นใจท่านประธาน ต้องหยุดพักตั้งหลายครั้งเพื่อให้ไปแก้ไขพิจารณาปรับปรุงรายงานดังกล่าวนั้น จนสุดท้าย ก็มีการพักการประชุมและมีการไปปรับปรุงแก้ไข ท่านประธานทราบไหมครับว่าหลังจาก การปรับปรุงแก้ไขแล้วมีข้อบกพร่องของรายงานคณะกรรมาธิการที่ต้องปรับปรุงแก้ไข จำนวนทั้งหมด ๖๓ หน้า และใบแทรกอีก ๓-๔ ใบครับท่านประธาน นั่นคือข้อบกพร่อง ของรายงาน ไม่ได้เป็นเรื่องการเตะถ่วงประการใด ความล่าช้านั้นเกิดขึ้นเพราะความบกพร่องของรายงาน ท่านประธานครับ ไม่มีสมาชิกท่านใดเลย ข่มขู่ท่านประธาน และที่บอกว่าท่านประธานไม่แม่นข้อบังคับนั้น กระผมขอยืนยันครับ ที่ผ่านมานั้นท่านประธานใช้ข้อบังคับโดยเคร่งครัด บางครั้งอาจจะมีการยืดหยุ่นกันบ้าง นั่นก็เป็นลักษณะของการเป็นประธาน โดยเฉพาะท่านประธานวุฒิสภาซึ่งทำหน้าที่ เป็นรองประธาน ท่านก็เข้าใจสภาพปัญหา บางครั้งการยืดหยุ่นเวลาการประชุมนั้นก็เป็นดุลยพินิจ ของท่านประธาน ถึงแม้จะไม่ใช่เรื่องที่ท่านประธานจะเข้มแข็งเด็ดขาด แต่ท่านประธาน ก็ทำหน้าที่อย่างดีที่สุด ผมไม่แน่ใจนะครับว่าคนที่ไม่ได้ขึ้นไปนั่งบนนั้นแล้วจะทำหน้าที่ ได้ครึ่งหนึ่งของท่านประธานหรือไม่ ท่านประธานครับ กระผมจำเป็นจะต้องชี้แจงในเรื่องนี้ เพราะลักษณะการให้สัมภาษณ์ดังกล่าวนั้นมันเป็นเรื่องเอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น ขอบคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมว่าพอสมควรกระมังครับ ขอเชิญอีกสัก ๒ ท่านนะครับ คุณหมอแล้วก็ท่าน ผมมองไม่ถนัดท่านอภิชาตหรือเปล่าครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ในฐานะ คณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย บังเอิญผมได้รับเอกสารที่ทางเจ้าหน้าที่ตอนเราลงนาม เพื่อเข้าร่วมประชุมเป็นเอกสารทั้งสิ้น ๖๓ หน้า ที่เขียนว่าคณะกรรมาธิการขอแก้ไขเพิ่มเติม รายงานของกรรมาธิการดังนี้ ก็เท่ากับว่าขณะนี้ทางกรรมาธิการได้ทำการปรับปรุงแก้ไข เพิ่มเติมสิ่งที่เพื่อนสมาชิกเรียกร้องเพิ่มมาอีก ๖๓ หน้า ผมอยากจะให้ท่านประธานได้ชี้แจง นิดหนึ่งนะครับว่าที่มาที่ไป ๖๓ หน้านี้ที่มีการพาดพิงถึงเพื่อนสมาชิกที่ขอปรับปรุงแก้ไขนั้น ท่านได้ดำเนินการอย่างไรบ้าง แล้วก็มีที่มาที่ไปอย่างไร และมีเพื่อนสมาชิกถามเหมือนกันว่า แต่ถ้าตรวจสอบเพิ่มเติมดูแล้ว เนื่องจากมันเยอะมากท่านประธานครับ ถ้าเพื่อนสมาชิก ยังต้องการจะปรับปรุงแก้ไขจะมีช่องทางอย่างไรบ้าง ขอให้ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ได้ชี้แจงนิดหนึ่งครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญเลยครับท่าน

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา กระผมขออนุญาตสอบถาม ต่อเนื่องจากคุณหมอวรงค์เกี่ยวกับการที่คณะกรรมาธิการขอแก้ไขเพิ่มเติมรายงาน ของคณะกรรมาธิการจำนวน ๖๓ หน้าที่เพิ่มเติมเข้ามาว่านอกเหนือจากหลักเกณฑ์ ในการแก้ไขและกระบวนการในการรับรองจะเป็นอย่างไรแล้ว ในชุดที่มีการแก้ไขผมเข้าใจว่า มีอยู่แล้ว ๒ ครั้งนะครับ ครั้งแรกก็คือมีการแก้ไขจำนวน ๓ หน้า และท่านประธาน คณะกรรมาธิการยืนยันว่าไม่แก้ไขอีกแล้ว หลังจากนั้นก็มาแก้ไขใน ๖๓ หน้าชุดนี้นะครับ คำถามมีรายละเอียดที่แม้จะมีการแก้ไขแล้วก็ยังมีความผิดพลาดบกพร่องอยู่ จะทำอย่างไรนะครับ กรณีเช่นในการแก้ไขของใบแทรกชุดแรกก็ยังมีการเขียนชื่อผิด ๆ ถูก ๆ อยู่ เช่นกรณี ของนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ อย่างนี้เป็นต้น กราบขออภัยที่เอ่ยนาม ก็ยังเขียนชื่อนามสกุลผิด และในชุดใหม่จำนวน ๖๓ หน้า ถ้าท่านประธานกรุณาพลิกไปที่หน้า ๑๐ ก็จะเห็นว่า การแก้ไขของท่าน ก็ไม่ได้แก้ไขอะไรเลย บอกว่าแก้ไขนะครับ เช่น ข้อ ๒๓ แก้ไขเพิ่มเติม ในรายงานหน้า ๕๙ บรรทัดสุดท้ายดังนี้ จากเดิมสมาชิกร่าง แล้วก็ ฐ ธรรมนูญตาม (๑) ในจังหวัดนั้น แก้ไขเป็น สมาชิกสภาร่าง ฐ ธรรมนูญตาม (๑) ในจังหวัดนั้น ไม่รู้แก้อะไรครับ หรือในข้อ ๒๖ แก้ไขเพิ่มเติมในรายงานหน้า ๖๑ บรรทัดที่ ๑๔ ดังนี้ จากเดิมสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเป็น สมาชิกสภาร่าง ฐ ธรรมนูญ นี่คือแก้ไขอะไรครับ ก็อยากเรียนท่านประธานว่า ในการแก้ไขจำนวน ๖๓ หน้า หลังสุดนี้ได้มีการตรวจสอบความถูกต้องชัดเจนอย่างไร และมีกระบวนการรับรองของคณะกรรมาธิการอย่างไรครับ ขอบคุณครับท่าน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมจะให้ท่านประธาน คณะกรรมาธิการได้ชี้แจงในส่วนที่เกี่ยวข้องกับท่านนะครับ ส่วนของผมขอชี้แจงว่า ในการควบคุมการประชุมในวาระที่สองนั้นนะครับ ผมคงต้องเน้นว่าอยากให้สมาชิก ให้ความร่วมมือในการอภิปรายเฉพาะในกรอบประเด็นที่ได้สงวนความเห็น หรือคำแปรญัตตินะครับ ซึ่งอาจจะมีเกินเลยไปบ้าง ผมก็จะให้พอสมควรนะครับ จะเน้นคำว่า พอสมควร แต่ก็อย่าให้ ไปไกลมากนัก เพราะฉะนั้นก็ต้องให้เกียรติกับที่ประชุม จะยึดตามแนวทางอย่างนี้นะครับ เชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ก็ขอกราบเรียน ชี้แจงท่านสมาชิกที่ได้กรุณาตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการจัดทำรายงานที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม ส่วนที่ขาดตกบกพร่องดังนี้นะครับ ท่านสมาชิกก็คงจำได้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ในวันที่ ๑๑ ที่เรามีการประชุมกันในช่วงบ่าย ท่านประธานรัฐสภาท่านได้กรุณาพักประชุม ๓๐ นาที เพื่อที่จะให้ท่านสมาชิกที่เห็นว่าคำแปรญัตติของท่านหล่นหายไปบ้าง ขาดตกบกพร่องบ้าง หรือแนวการกระทำมันผิดแผกแตกต่างไปจากที่ท่านคิด นี่มันก็เป็นเรื่องของนิติวิธีที่แตกต่างกัน ซึ่งทางฝ่ายเลขาธิการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหน้าที่กลุ่มงาน ซึ่งเคยมีประสบการณ์ เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เมื่อครั้งที่ ๑ ก็ได้ยืนยันว่ากระทำทุกอย่างถูกต้อง ตามกระบวนการ แต่เมื่อท่านสมาชิกทักท้วงว่าสิ่งที่ท่านขอแปรญัตติมามันไม่ตรงกับ ในรายงานของคณะกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการก็ได้เปิดโอกาสดังนี้นะครับ

๑. ให้ท่านสมาชิกที่คิดว่าคำแปรญัตติของท่านไม่ตรงกับในรายงาน หรือมันขาดหายไปได้มาพบกับฝ่ายเลขาธิการเพื่อจะเพิ่มเติมแก้ไขให้ถูกต้อง ซึ่งก็มีเพื่อนสมาชิกรัฐสภาหลายท่านก็ได้มาแจ้ง แล้วก็ได้รวบรวมเอากรณีที่ขาดตกบกพร่อง มาปรับปรุง

๒. ก็ได้ไปตรวจสอบในช่วงวันหยุดสงกรานต์ ก็ได้ไปตรวจสอบคำแปรญัตติ ของเพื่อนสมาชิกที่ได้เสนอมาเป็นลายลักษณ์อักษร และมีผู้รับรองครบถ้วนมาดูว่ามันมีอะไร ที่ขาดหายไปบ้าง ตัวเลขตัวไหนที่มีการไปปรับเปลี่ยนโดยนิติวิธี แล้วมันไม่ตรงกับตัวเลข ที่ท่านได้ขอแปรญัตติมา เราก็ใส่ให้ตามที่ท่านได้ขอแปรญัตติเป็นลายลักษณ์อักษรมา ส่วนท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่สงวนความเห็น ผมก็ให้ตรวจสอบว่าตรงไหนที่มันไม่ตรง ตรงไหนที่มันผิดพลาดไปก็แก้ไข และในขณะเดียวกันในวันดังกล่าวกระผมก็ได้ประสาน กราบเรียนเชิญท่านกรรมาธิการทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายรัฐบาล ทั้ง ส.ว. ทั้งฝ่ายค้าน ได้ไปพบปะ ประชุมครบองค์ประชุมนะครับ แล้วก็เรียนให้ท่านทราบถึงข้อห่วงใยต่าง ๆ เหล่านี้ และขอให้มีการเพิ่มเติม ปรับปรุงรายงาน ซึ่งที่ประชุมส่วนใหญ่ในวันนั้นก็เห็นชอบด้วย วันนี้เราก็ได้นำรายงานดังกล่าว ซึ่งก็ต้องถือว่าเป็นการปรับปรุงข้อผิดพลาดทั้งหลาย นำมากราบเรียนท่านสมาชิก แต่อย่างไรก็ตามก็ยังถือว่ารายงานหลักเป็นหลักอยู่ ตรงไหน มาตราไหนที่มันขาดตกบกพร่อง หรือผิดพลาดก็จะมี ที่จะเรียกใบแทรกก็ได้ จะเรียกรายงาน แก้ไขเพิ่มเติมก็แล้วแต่นะครับ ให้ท่านได้นำมาประกอบการพิจารณาด้วย ด้วยเหตุนี้ผมก็คิดว่า ก็คงจะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างสมบูรณ์ เราก็พยายามทำให้ดีที่สุด ให้มันตรงกับความต้องการ ของท่านผู้สงวนคำแปรญัตติมากที่สุดครับ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ เชิญท่านรัชฎาภรณ์ เชิญท่านจุรินทร์ครับ

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ประเด็นสำคัญมันมีอยู่ ๒ ประเด็นครับ ซึ่งจะเป็นคำถามที่กราบเรียนถามท่านประธานนะครับ

ประเด็นที่ ๑ ก็คือว่า ผมตรวจสอบเอกสารที่คณะกรรมาธิการแก้ไข ๖๓ แผ่น ที่ส่งมาแล้วก็พบเช่นเดียวกับที่ท่าน ส.ส. อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ได้กราบเรียนกับท่านประธาน เมื่อสักครู่ นั่นก็คือว่าคณะกรรมาธิการได้ขอแก้ไขโดยใช้รายงานฉบับนี้ ๖๓ หน้า แก้ไขแล้ว ปรากฏว่าก็ยังพบข้อบกพร่อง ซึ่งมีประเด็นที่เป็นความผิดพลาดอยู่อีก คำถามก็คือถ้าเป็นเช่นนี้ คณะกรรมาธิการจะทำอย่างไร

ประเด็นที่ ๒ ถ้าสมมุติว่าระหว่างการพิจารณาถัดจากนี้ไปเกิดพบข้อผิดพลาด บกพร่องอีกพวกกระผมจะปฏิบัติอย่างไร อันนี้ก็คือคำถามที่ขออนุญาตกราบเรียน กับท่านประธานจะขอแก้ไขได้อีกหรือไม่ครับ เพื่อให้เกิดความถูกต้องสมบูรณ์ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านประธาน กรรมาธิการครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการครับ กรณีท่านประธานวิปฝ่ายค้าน ท่านจุรินทร์ได้ยกประเด็นขึ้นมาก็อยากกราบเรียนอย่างนี้ครับว่า ถ้าสิ่งที่ท่านคิดว่า ยังผิดพลาดอยู่ แล้วเราได้ตรวจสอบจากเอกสารที่ท่านขอแปรญัตติมานะครับ ถ้ามันยังไม่ตรงกัน ก็ต้องถือว่าเอาตามข้อเท็จจริงในเอกสารที่ท่านได้เสนอมาเป็นหลักนะครับ เพราะว่าทุกท่าน ที่เป็นสมาชิกรัฐสภาเวลาท่านแปรญัตติท่านก็จะยื่นเอกสารมีผู้รับรองครบถ้วน ยกเว้นท่านที่เป็น กรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่ท่านได้สงวนความเห็นนะครับ บางท่านก็ใช้วิธีสงวนความเห็น ด้วยวาจาในที่ประชุม ซึ่งตรงนี้เราก็มีชวเลขตรวจสอบได้ หรือบางท่านก็ทำเป็นเอกสารมา ฉะนั้นก็จะขอท่านประธานรัฐสภาว่าถ้ากรณีอย่างนี้เกิดขึ้นกรรมาธิการก็จะตรวจสอบ จากหลักฐานเอกสารที่มีอยู่ก็จะยืนตามข้อเท็จจริงในเอกสารครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอเชิญครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ในฐานะกรรมาธิการ เสียงข้างน้อย บังเอิญสาระวันนี้เราจะเข้าสู่เนื้อหาตั้งแต่มาตรา ๒๙๑/๑ เป็นต้นไป ถ้าท่านประธานจำได้ว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมาในที่ประชุมของเรามีการขอหนังสือ ๒ ฉบับ แล้วก็เมื่อสักครู่ผมพยายามค้นดูเอกสารต่าง ๆ หนังสือสำคัญ ๒ ฉบับนั้นยังไม่มี นั่นคือฉบับที่ ๑ เป็นหนังสือจากประธานผู้ตรวจการแผ่นดินที่เป็นข้อสังเกตต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ซึ่งเสนอไปยังท่านประธานรัฐสภา ซึ่งวันนั้นท่านรองประธานที่ทำหน้าที่ประธานรับปากว่า จะแจกพวกเรา ฉบับนี้พวกเรายังไม่ได้นะครับ ขอให้ท่านช่วยถ่ายสำเนาแจกเพื่อนสมาชิก

และฉบับที่ ๒ จะมีผลต่อการอภิปรายในมาตรา ๒๙๑/๔ หรือมาตรา ๒๙๑/๕ ในเรื่องการออกกฎหมายเลือกตั้ง แล้วผมจำได้ว่าทางท่านคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ทำ หนังสือฉบับนี้ส่งมาให้คณะกรรมาธิการในการพิจารณา แล้วก็ผมคิดว่าหนังสือฉบับนี้จะเป็น ประโยชน์กับเพื่อนสมาชิก ก็เคยเรียกร้องผ่านท่านประธานให้ท่านประธานกรรมาธิการ ช่วยถ่ายสำเนาหนังสือจากคณะกรรมการการเลือกตั้งต่อข้อสังเกต ข้อคิดเห็นในการจัดการ เลือกตั้ง สสร. ขอให้ท่านได้แจกจ่ายให้กับเพื่อนสมาชิกด้วยครับ ขอให้ท่านประธานได้โปรด ดำเนินการหนังสือ ๒ ฉบับนะครับ ผมถือว่าสำคัญมากครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมได้สั่งทางเลขาธิการ ไปในที่ประชุมแล้วนะครับให้แจกให้สมาชิกทุกท่าน เพราะฉะนั้นก็ให้ดำเนินการตามที่ คุณหมอได้นำเรียนเมื่อสักครู่ครับ ท่านเลขาธิการจัดการด้วยนะครับ เชิญท่านรัชฎาภรณ์ครับ ท่านอภิชาตผมว่าสมควรแล้วกระมังครับ เชิญครับ

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาครับ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ คือประเด็นที่ผมซักถามท่านประธานผ่านไปยัง ประธานคณะกรรมาธิการก็คือว่ากรณีที่มีการแก้ไขในร่างขอแก้ไขเพิ่มเติม จำนวน ๖๓ หน้านี่นะครับ เมื่อแก้ไขแล้ว แล้วก็ยังมีข้อบกพร่องอีกจะทำอย่างไร ก็ยังไม่เห็นได้ตอบเลยนะครับ อย่างกรณีหน้า ๑๐ ข้อ ๒๓ ข้อ ๒๖ คือแก้ไขจากเดิมก็เป็นอันเดิม เหมือนเดิม ซึ่งผมไม่เข้าใจว่าไปแก้ไขทำไมนะครับ หรือยิ่งเปิดดูก็ยิ่งเปิดพบไปเรื่อย ๆ หน้า ๒๗ ก็แก้ไข จากเดิมนายเจริญ คันธวงศ์ แก้ไขเป็นนายเจริญ คันธวงศ์ อย่างนี้ แสดงว่าในประเด็นปัญหา ที่มันอาจจะมีรายละเอียดที่ปลีกย่อยกว่านี้อาจจะมีข้อผิดพลาดอีก กรณีแบบนี้จะทำอย่างไรครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมได้รับคำชี้แจง จากท่านเลขาธิการนะครับ หนังสือของผู้ตรวจการแผ่นดินได้แจกไปแล้วตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้วนะครับ ส่วนเรื่องของ กกต. ที่ว่าเขาเป็นเรื่องของประธานกรรมาธิการครับ เพราะเขาส่งหนังสือ ไปที่ประธานกรรมาธิการ เชิญครับ แล้วก็ตอบคำถามเมื่อสักครู่ด้วยนะครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ประเด็นแรกเรื่องความเห็นของผู้ตรวจการแผ่นดินขณะนี้ ทางฝ่ายเลขานุการของกรรมาธิการได้เตรียมพร้อมแล้ว ก็พร้อมที่จะมอบให้กับ ท่านสมาชิก แล้วก็รวมทั้งหนังสือของ กกต. ที่ทำถึงประธานคณะกรรมาธิการซึ่งมี ๒ ชุดนะครับ ชุดแรก แจ้งเรื่องการใช้กฎหมายในการเลือกตั้ง สสร. กับชุดที่ ๒ ที่แนะนำกรณีที่ร้องคัดค้าน ให้ศาลอุทธรณ์เป็นผู้รับ เขาก็มีความเห็นมา อย่างไรเดี๋ยวจะขออนุญาตท่านประธานรัฐสภา ได้ให้เจ้าหน้าที่แจกเอกสารของ กกต. เลยนะครับ ส่วนผู้ตรวจการแผ่นดินเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ท่านประธานก็ได้ให้เจ้าหน้าที่แจกไปแล้วนะครับ ส่วนประเด็นท่านอภิชาตขอประทานโทษ ที่เอ่ยนามท่าน เมื่อสักครู่ผมก็ได้ตอบนะครับว่า ถ้าสาระสำคัญเกี่ยวข้องกับคำแปรญัตติ ถ้ายังผิดพลาดไม่ตรง เราก็มีเอกสารที่ท่านได้ยื่นขอแปรญัตติเป็นลายลักษณ์อักษร จะได้ตรวจสอบนะครับ โดยจะยึดหลักก็คือเอาเอกสารที่ท่านยื่นมาเป็นหลักเพื่อปรับแก้ ให้ถูกต้อง ส่วนที่ท่านยกประเด็นเรื่องตัวสะกดผิดอะไรนี่นะครับ ก็เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ ใช้ความละเอียดในการพิสูจน์อักษร เพราะฉะนั้นก็อาจจะมีการปรับเปลี่ยนอักษรเพื่อให้มัน ถูกต้องนะครับ ก็เท่านั้น ขอบคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านรัชฎาภรณ์ ท่านรัชฎาภรณ์ครับ ขอความกรุณาให้อยู่ในกรอบที่ท่านได้สงวนความเห็นไว้นะครับ ขอบคุณท่านมากครับ สวัสดีครับ

นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉันไม่เคยพูดนอกกรอบเลยนะคะ เท่าที่อภิปรายมา ดิฉันอยู่ในกติกาทุกอย่าง แล้วกรอบที่จะพูดนี่นะคะ ดิฉันก็เตรียมมาเรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้นดิฉันคงไม่พูดนอกกรอบ ท่านอาจจะต้องเตือนแต่เฉพาะคนที่ออกนอกกรอบนะคะ ท่านประธานคะ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ววันสุดท้ายดิฉันกำลังอภิปรายอยู่พอดี แล้วก็ค้างเอาไว้ เพราะว่าเกิดเหตุแผ่นดินไหวที่ภาคใต้ มีหลายคนมาถามดิฉันพูดอย่างไร พูดจนแผ่นดินไหว ขอประทานโทษ แผ่นดินไหวไม่เกี่ยวกับการอภิปรายของดิฉันนะคะ ท่านประธานคะ ดิฉันก็เรียนว่าในมาตรา ๔ ดิฉันได้แปรญัตติเอาไว้บอกว่าดิฉันจะพูดถึงการร่างรัฐธรรมนูญนี้ ดิฉันแปรญัตติเอาไว้ มาตรา ๒๙๑/๑ ถึงมาตรา ๒๙๑/๒๑ นะคะ โดยหลัก ๆ ของดิฉันมีประเด็นอยู่แค่ ๓-๔ ประเด็นแค่นั้นค่ะ แต่ที่แปรญัตติเอาไว้ ๒๐ แห่ง เพราะว่าบางทีมันเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ประเด็นหลัก ๆ ที่ดิฉันแปรญัตติเอาไว้ อันดับแรก ดิฉันเรียนแล้วตั้งแต่เมื่อครั้งที่แล้วว่า ประเด็นที่น่าห่วงมากที่สุด ที่น่ากังวลมากที่สุด ก็คือประเด็นเรื่องการมีส่วนร่วมของผู้หญิง ดิฉันก็ฝากท่านประธานรัฐสภาไปถึง ท่านประธานคณะกรรมาธิการ เพราะว่าที่จริงท่านรู้อยู่แก่ใจตลอดเวลา และตอนสมัย ที่ท่านเป็น สสร. รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ท่านจำได้ไหมว่าองค์กรผู้หญิงมาเคลื่อนไหวกันทุกวัน มาพบ สสร. เกือบทุกวัน ในวันที่ท่านพิจารณามาตรา ๓๐ ซึ่งพูดถึงเรื่องความเสมอภาค พูดถึงเรื่องชายหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน องค์กรผู้หญิงทั้งหลายได้มาเฝ้ารอมาตรา ๓๐ นี่นะคะ นั่งอยู่ข้างบน จนกระทั่ง สสร. หลายท่านก็ชี้ขึ้นไปให้ดูว่า ดูนะมีสายตาของคนอยู่ประมาณ ๔๐ คู่ที่จ้องมองท่านอยู่ว่าท่านจะทำอย่างไร ท่านจะว่าอย่างไรกับมาตรานี้ ซึ่งสุดท้าย วรรคที่บอกว่าชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน ก็ผ่านออกมาได้ เราต้องไปเดินสายในการ ที่จะพูดคุยว่าทำไม ในเมื่อวรรคแรกบอกบุคคลมีสิทธิเท่าเทียมกันในทางกฎหมายแล้ว ทำไมถึงจะต้องมีชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน เพราะมันเป็นค่านิยมของสังคมอย่างไรคะ เราก็ไปรณรงค์อยู่ตลอดเวลาในเรื่องนี้ ซึ่งสุดท้ายก็ผ่านออกมา มันเป็นเรื่องยากในสังคมเรานะคะ เพราะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ดิฉันก็ไปอยู่คณะทำงานค่ะ ยกร่างหมวดสิทธิเสรีภาพ ของประชาชน ก็ยังมีผู้ที่เป็นคณะทำงานด้วยกัน หลายคนพยายามที่จะบอกว่าตัดออก ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน ดิฉันก็ถามว่าอยากจะเห็นการเคลื่อนไหวอีกรอบหนึ่งใช่ไหม แต่อย่างน้อยที่สุดในที่ประชุมถ้ายกเลิกเมื่อไร ดิฉันบอกดิฉันสู้ตายประเด็นนี้ เพราะว่า กว่าจะได้มาเลือดตาแทบกระเด็นท่านก็ทราบ แล้วทุกคนเวลาที่เราพูดคุยกันในสภา ก็เหมือนกัน เวลาเรามีคณะพิจารณากฎหมายวิสามัญทั้งหลาย เวลาคณะกรรมาธิการที่มี ดิฉันก็เสนอทุกครั้งว่าต้องมีชายและหญิง ต้องมีชายและหญิงด้วย โดยเฉพาะกฎหมายที่ดิฉัน ไปทำเป็นกฎหมายด้านแรงงาน ถ้าเป็นตัวแทนจากแรงงานกรรมการที่มาจากตัวแทน ของนายจ้างดิฉันก็เสนอว่าให้มีชายและหญิง รู้สึกว่า ส.ส. ก็รับยากมาก ในขณะที่เวลาท่าน พูดคุยกับเราท่านก็บอกบทบาทผู้หญิงนะดี บทบาทผู้หญิงอาจจะทำงานเยอะค่ะ อาจจะเคลื่อนไหวทำอะไรได้มาก ท่านสั่งอะไรก็ได้อย่างใจ แต่ถึงเวลาที่เขาจะมีอำนาจ ในการตัดสินใจบ้าง ผู้หญิงไม่กล้าหรอกค่ะที่จะไปเถียงเอาว่าฉันจะเป็นคณะกรรมการ ก็ต้องพูดคุยกันแล้วก็กำหนดเอาไว้ในนี้ เพราะฉะนั้นท่านก็จะเห็นว่าในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แล้วก็ปี ๒๕๕๐ แทบจะไม่เปลี่ยนแปลง เปลี่ยนแปลงถ้อยคำบางคำแค่นั้นเองนะคะ เขาบอกว่าในทางสากลเขาวัดความสุขของสังคมก็ตรงที่บทบาทของผู้หญิง สิทธิของผู้หญิงนี่ล่ะ ท่านทั้งหลายก็ทราบ เวลาท่านไปบรรยายท่านรู้ทุกเรื่องเวลาท่านได้รับเชิญไป มันเหนื่อยนะคะท่านประธาน ที่เวลาจะร่างรัฐธรรมนูญทีไรต้องมาพูดเรื่องนี้ทุกครั้งเลย แล้วท่านก็บอกว่า ใช่ ๆ แล้วก็ลืมทุกครั้ง ดิฉันก็ยังคิดว่าดิฉันแปรญัตติเข้าไป ดิฉันคิดว่าไม่ซ้ำ กับใครเลยในประเด็นนี้ ยังนึกว่าคณะกรรมาธิการก็จะพิจารณาแล้วก็แก้ไขเข้าไปเลย แต่วันที่ดิฉันไปเสนอคำแปรญัตติ ไปชี้แจงคำแปรญัตติ คณะกรรมาธิการ ๑. ก็อาจจะมีคน มีเวลาน้อย คนแปรญัตติเยอะ ๒. ก็คือกรรมาธิการก็ไม่ได้อยู่ ไม่ได้อยู่มากพอที่จะหารือกันได้ มันก็เลยยังค้างออกมาอยู่ ท่านจะเห็นว่าในรัฐธรรมนูญเวลาร่างออกมาก็ให้ความสำคัญ มาตรา ๕ พูดถึงความเสมอภาค ไม่ว่าประชาชนชาวไทย ไม่ว่าเหล่ากำเนิดใด เพศ หรือนับถือศาสนาใด ก็ออกมาพูดถึงเรื่องความเสมอภาค มาตรา ๓๐ ก็เหมือนกันนะคะ วรรคแรกท่านอาจจะบอกว่าความเสมอภาคของบุคคล วรรคสองชายและหญิงมีสิทธิ เท่าเทียมกันชัดเจน มาถึงวรรคสามยังย้ำอีกนะคะ ห้ามเลือกปฏิบัติ ในกรณีที่คน มีความแตกต่างกันอยู่ ๑๒ อย่าง เพศเป็น ๑ ใน ๑๒ ด้วย วรรคสี่เราคุยกันแล้วก็ศึกษากันว่า มาตรา ๓๐ วรรคสี่ เป็นมาตรการพิเศษที่รัฐจะจัดให้สำหรับผู้ที่ด้อยโอกาสหรือผู้ที่ไม่มีโอกาส ให้ได้รับสิทธิเสรีภาพได้เท่าเทียมกับผู้อื่นไม่ถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ ซึ่งเราก็ถือว่าผู้หญิง จะเข้ามามีอำนาจในการตัดสินใจในทางการเมืองหรือในกรรมการชุดใดก็ตาม มันต้องเป็นมาตรการพิเศษตรงนี้ มีองค์กรผู้หญิงได้เคลื่อนไหวที่จะขอแก้ไขกฎหมาย อบต. ที่มาของ อบต. สมาชิก อบต. ที่บอกหมู่บ้านละ ๒ คน เขาก็เคลื่อนไหวแก้ไขขอให้เป็น ชายหนึ่งหญิงหนึ่งซึ่งตอนนี้กระทรวงมหาดไทยก็ทำเรื่องส่งมาที่ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ว่าเขาไม่ขัดข้องที่จะแก้ไขอย่างนั้น ก็เห็นด้วย แต่ว่าก็ยังไม่ได้เอาเข้าที่ประชุม ไม่ได้เข้าวาระการประชุม นอกจากนั้นเขายังบอกว่าในมาตรา ๔๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ พูดถึงเรื่องความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม มีข้อหนึ่งต่างหากเลยนะคะที่พูดถึงสิทธิ ในกระบวนการยุติธรรมของผู้หญิงและเด็กที่จะต้องทำอย่างรวดเร็วแล้วก็ต้องคุ้มครองดูแล เป็นพิเศษ มาตรา ๕๒ คราวที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ของท่านประธานคณะกรรมาธิการ พูดถึงการยุติ การคุ้มครองความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กต่อทุกคนในครอบครัว ก็ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ในสมัยรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ตอนนั้นเป็นมาตรา ๕๓ องค์กรผู้หญิง ออกไปเคลื่อนไหวทั่วประเทศนะคะ เพื่อที่จะออกกฎหมายมารองรับซึ่งตอนนี้ก็มีกฎหมายมารองรับแล้ว แล้วก็ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็เป็นมาตรา ๕๒ แล้วมาตรา ๘๐ พูดถึงแนวนโยบายแห่งรัฐ ก็พูดถึงเรื่องการส่งเสริม (๑) บอกส่งเสริมความเสมอภาคหญิงและชาย และความเป็นปึกแผ่น ของสถาบันครอบครัว ซึ่งก็ต้องคุ้มครองทั้งผู้หญิงและผู้ชาย แนวนโยบายของรัฐ มาตรา ๘๔ (๗) พูดถึงต้องคุ้มครองแรงงานเด็กและแรงงานผู้หญิง ต้องจัดระบบแรงงานสัมพันธ์ให้ดีนะคะ มาตรา ๘๗ พูดถึงนโยบายในการมีส่วนร่วมของประชาชนมีอยู่ตั้ง ๕ ข้อ แล้วสุดท้ายก็บอก การมีส่วนร่วมเหล่านี้ต้องคำนึงถึงผู้หญิงด้วยนะคะ รวมกระทั่งไปถึงเรื่องของการเลือกตั้ง ท่านก็จะเห็นว่าในมาตรา ๙๗ พูดถึงการเลือกตั้ง ถ้าเป็นแบบบัญชีรายชื่อนอกจากจะให้มีรายชื่อ จากภูมิภาคต่าง ๆ แล้ว ยังเน้นว่าต้องคำนึงถึงโอกาสและสัดส่วนที่เหมาะสมและความเท่าเทียมกัน ระหว่างหญิงชาย ถามว่าทำไมต้องบอกสัดส่วนที่เหมาะสม สัดส่วนที่เหมาะสมไม่ยาก ท่านก็อาจจะเอา ๖๐ ๔๐ ก็ได้ แต่กำหนดว่าและความเท่าเทียมกันระหว่างหญิงชาย ต้องคำนึงถึงโอกาส นั่นแปลว่าไม่ใช่มีอยู่ร้อยคนเอาผู้หญิงไปไว้ข้างท้ายหมดเลย ไม่มีโอกาสที่จะได้ คือไม่ได้สลับ ไม่ได้แทรกไปอยู่ข้างบน มาตรา ๑๑๔ วรรคสอง พูดถึงการสรรหา ส.ว. ก็ยังย้ำอีกว่าให้คำนึงถึงความรู้ความสามารถที่หลากหลายในด้านต่าง ๆ และคำนึงถึงโอกาส และความเท่าเทียมกันทางเพศ สัดส่วนของบุคคลให้ใกล้เคียงกัน ระบุไว้ทุกเรื่องเลยค่ะ ในเรื่องชีวิตประจำวัน ในเรื่องกระบวนการยุติธรรม ในเรื่องแนวนโยบายแห่งรัฐ ในเรื่องของการ ที่จะดูแลชุมชน ลงมาจนกระทั่งถึงเรื่องของการที่จะลงสมัคร ส.ส. ส.ว. การเข้าสู่ตำแหน่ง ทางการเมือง ซึ่งถือว่าเป็นตำแหน่งที่สูงนะคะ แล้วมาตรา ๑๕๒ ก็ยังบอกอีกนะคะว่า กฎหมายใดก็ตามที่เข้ามาสู่สภา แล้วถ้าประธานสภาพิจารณาว่าเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ทุพพลภาพ ถ้าสภาตั้งกรรมาธิการวิสามัญ ก็ต้องประกอบด้วยองค์กรเอกชนเกี่ยวกับบุคคลประเภทนั้น ๆ จำนวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ ของกรรมาธิการทั้งหมด ทั้งนี้ให้มีสัดส่วนหญิงชายที่ใกล้เคียงกัน รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ขนาดนี้ค่ะ ทั้งปี ๒๕๔๐ ทั้งปี ๒๕๕๐ พอมาถึงวันนี้ปรากฏว่าท่านจะร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับเลย ท่านไม่มีเรื่องเหล่านี้อยู่ในรัฐธรรมนูญเลยแม้แต่มาตราเดียวได้อย่างไร หรือท่านจะต้องให้เรา ให้องค์กรผู้หญิงต้องมาบอกท่านไหมคะว่าเขาอยากจะให้ท่านบรรจุไว้ในไหนบ้าง ที่จริงรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็ยังบรรจุได้ไม่เท่าที่เขาต้องการ ไม่เท่าที่เขาเรียกร้องมานะคะ แต่พอมาถึงฉบับนี้จะไม่มีเลยหรือ ดิฉันก็ต้องเรียนถามท่าน เรียนถามท่านประธาน คณะกรรมาธิการ เพราะว่าท่านอยู่ในร่างปี ๒๕๔๐ มาตลอดเวลา ท่านเห็นบรรยากาศ ตั้งแต่ยกร่างจนกระทั่งสุดท้าย จนกระทั่งรัฐธรรมนูญออกมา จนกระทั่งไปรับฟังความคิดเห็น ทั้งหลายนะคะ ธงเขียว ธงเหลืองเต็มทั่วประเทศ ท่านรู้แก่ใจดี มาถึงวันนี้ท่านละเลย ได้อย่างไร แล้วประเด็นนี้นะคะ ประเด็นหญิงชายก็ต้องเรียนท่านว่าเป็นประเด็นใหญ่ แล้วถ้าท่านแก้ไขเสียตอนนี้นี่นะคะ มันไม่ได้กระทบกระเทือนอำนาจของใครเลย แต่มันเป็นการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างหญิงชาย ที่ท่านก็บอกว่าผู้หญิงเดี๋ยวนี้เก่งเยอะ ไปไหนท่านก็ยกนะคะ ประเทศไทยเรามีนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก แล้วทำไมท่านจะ ไม่ส่งเสริมให้ผู้หญิงเข้าไปอยู่ในส่วนต่าง ๆ ในการตัดสินใจ ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐ การใช้อำนาจของรัฐ ดิฉันเรียกร้องนะคะว่าเป็นไปได้ที่ท่านกำลังคุย ๆ กันอยู่บนบัลลังก์ กรุณาคุยกันเสียว่าท่านจะใส่เรื่องหญิงชายเข้าไปในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยไม่ต้องไปขอให้เขา ต้องมาเคลื่อนไหวอีกทีหลังนะคะ

ต่อไปนะคะท่านประธาน ก็จะเป็นประเด็นต่อไปก็คือเรื่องของการรณรงค์ เพราะดิฉันคิดว่าที่ผ่านมาเรามีบทเรียนเยอะแล้ว เรามีบทเรียนเยอะว่าเราต้องรับฟัง ความเห็นประชาชน หลายคนก็บอกว่าประชามติคราวที่แล้วประชาชนไม่รู้เรื่องหรอก เราก็ไปบอกเอ้ารับ ๆ กันไปก่อน แต่พอมาถึงคราวนี้ท่านจะทำเหมือนเดิมหรือคะ ประชาชน รู้หรือยังว่าที่เราพูดกันในสภาเราจะแก้ไขอะไร หรือไม่อะไรนี่นะคะได้เป็นบางส่วน แต่คนที่จะมาแก้ไขจริง ๆ คือ สสร. ตอนนี้กำลังถกกันอยู่นะคะว่า สสร. ของท่านมาจากจังหวัดละคน แล้วก็มาจากนักวิชาการอีก ๒๒ คน เป็น ๙๙ คน แต่หลังจากนี้มาตรา ๒๙๑/๑ ที่มาและจำนวนคงจะพูดกันอีกนาน ทั้งฝ่ายวุฒิสภา แล้วก็ทางฝ่ายสภาผู้แทนราษฎร ก็คงจะพูดกันอีกมากนะคะ แต่ดิฉันก็คิดว่าเสียงข้างมากของท่านได้ตามใจท่านอยู่แล้ว ไม่ต้องมีเหตุผลอื่น ดิฉันก็เลยเสนอว่าถ้าเป็นอย่างที่ท่านเสนอมาจริงๆ นี่นะคะ ดิฉันก็เสนอว่า ส่วนที่จะเลือกตั้งมาเราอาจจะบังคับไม่ได้ เพราะเรายังไม่ทราบเลยว่าจะเป็นกี่คน แต่ถ้าท่าน จะสรรหาดิฉันก็เสนอว่าในแต่ละด้านที่ท่านกำหนดเอาไว้ก็ขอให้เวลาเลือก ขอให้มีทั้งหญิงและชาย ก่อนที่จะมีทั้งหญิงและชายเขาก็จะต้องมาด้วยเหมือนกันอีกว่า ถ้าแต่ละสถาบันส่งมา ด้านละไม่น้อยกว่า ๓ คน ก็ขอให้กำหนดด้วยว่า ๓ คนนี้ให้มีทั้งหญิงและชาย ท่านอย่าเชื่อนะคะ เขาบอกว่าถ้ากำหนดเอาไว้เดี๋ยวหาผู้หญิงไม่ได้ ไม่จริงละคะ เพราะว่าเดี๋ยวนี้สถิติก็มีทั้งหมดนั่นละ ไม่ว่าจะเป็นสาขาไหน ระดับไหน ระดับอาจารย์ธรรมดา ศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์มีทั้งหญิงและชาย ท่านอย่าไปเชื่อคนเขาจะหลอกเอานะคะว่าถ้ากำหนด แล้วมันจะหาไม่ได้ หาได้แน่นอนขอให้เขาส่งมาเลยดีที่สุดในคนที่มีอยู่ก็ได้ แล้วนอกจากนั้น ก่อนจะเลือก สสร. ท่านต้องให้ความรู้กับพี่น้องประชาชน ต้องออกไปรับฟังความเห็น ออกไปรับรู้ ออกไปบอกให้พี่น้องประชาชนรู้ทั่วไปประเทศว่า สสร. คืออะไร ต้องไปบอกว่า บทบาทของ สสร. คืออะไร ท่านเชื่อไหมคะว่ามีความจำเป็นประชาชนยังไม่ทราบ ดิฉันเป็นคนไปอบรมเรื่องประชาธิปไตย เรื่องการเลือกตั้งมาตั้งแต่ก่อนปี ๒๕๔๐ เวลาพูดถึง หน้าที่ ส.ส. ดิฉันก็บอกว่า ส.ส. มีหน้าที่ ๑. ออกกฎหมาย แก้กฎหมายให้เป็นธรรม เป็นประโยชน์กับประชาชน ๒. พิจารณางบประมาณให้เป็นธรรม ๓. ติดตาม ตรวจสอบว่า กฎหมายที่ออกไปใช้ได้ไหม แล้วก็งบประมาณใช้ตามนั้นไหม ๔. รับฟังความเห็นประชาชน มาเสนอให้สภา ให้รัฐบาลแก้ไข ประชาชนยังไม่ทราบเลยว่านี่เป็นหน้าที่ ส.ส. ดิฉันถามบอกว่า คุณเลือกตั้งมาตลอดชีวิตแล้วทำไมไม่รู้ว่า ส.ส. มีหน้าที่อะไร ชาวบ้านบอกดิฉันว่าก็ ส.ส. เป็นคนมาบอกเองมีอะไรก็ให้ไปหา ขาดเหลืออะไรก็ให้บอกฉันก็ไปหา ส.ส. เพราะฉะนั้น ยิ่ง สสร. เป็นเรื่องใหม่ของพี่น้องประชาชน เมื่อท่านจะเลือก สสร. ก่อนเลือกตั้ง สสร. ท่านต้องให้ความรู้กับพี่น้องประชาชนในเรื่องบทบาทของ สสร. ภาระหน้าที่ของ สสร. คุณสมบัติของ สสร. คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามแล้วพูดถึงเรื่องระเบียบการเลือกตั้ง ทั้งหลาย จะทำอย่างไร จะใช้อย่างไร ประชาชนจะได้รู้เรื่อง จะได้เข้าใจ แล้วก็จะได้ ตรวจสอบได้ด้วยเขาจะได้ใช้สิทธิของเขาอย่างถูกต้อง แล้วได้ตรวจสอบได้ด้วยว่าแต่ละคน ที่ลงมา ที่มาสมัครเขาเหมาะไหมกับที่จะไปทำหน้าที่เหล่านี้ เขาเป็นอิสระมากแค่ไหนพอที่จะ เข้าไปร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นประโยชน์กับประเทศชาติ ไม่ใช่ประโยชน์กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือคนบางคน เขาต้องเข้าใจ แล้วก็จะมีอิสระในการลงคะแนน เพราะฉะนั้นก็เรียนท่านว่า เป็นความจำเป็น การที่จะต้องไปรับฟังหรือไปให้ความรู้ประชาชน ชุดแรกก็คือ ก่อนที่จะเลือก สสร. ชุดที่ ๒ในขณะที่กำลังร่างดิฉันก็คงไม่กังวลเท่าไร เพราะที่ผ่านมา เราก็มีการไปรับฟังความเห็นประชาชน ไปให้ความรู้ แล้วก็ของแต่ละจังหวัดมีกรรมการ ดิฉันคิดว่าคงจะมีกรรมการขึ้นมาอยู่แล้ว แล้วก็ไปรับฟังแต่ละจังหวัด รัฐบาลก็ต้องเตรียม งบประมาณไว้ให้เพียงพอด้วย อย่างประเภทที่จะต้องไปรณรงค์เรื่องบทบาทหน้าที่ของ สสร. ดิฉันอยากให้ทำนะ ไม่อย่างนั้นประชาชนไม่รู้เรื่องเลย ไม่รู้ว่า สสร. คืออะไร แล้วไปทำอะไร ใช้เวลานานเท่าไร เขามีอำนาจอะไร มากน้อยแค่ไหน ทำอะไรได้บ้าง ท่านต้องให้เขารู้ แล้วต้องให้สถาบันการศึกษาหรือองค์กรพัฒนาเอกชน แล้วก็องค์กรภาคประชาชนไปช่วยกัน แล้วท่านก็ต้องจัดงบประมาณให้เขา แล้วหลังจากนั้นก่อนที่จะไปลงประชามติเมื่อเลือกตั้งเสร็จ เมื่อร่างเสร็จแล้วก่อนจะไปลงประชามติก็จะต้องมีกฎหมายประชามติบอกอยู่แล้วว่า เราจะต้องไปให้ความรู้กับประชาชนทั้ง ๒ ด้าน ทั้งด้านที่เห็นด้วยและด้านที่ไม่เห็นด้วย ท่านก็ต้องจัดโครงการขึ้นมา รัฐต้องจัดงบประมาณให้ด้วย ให้สถาบันการศึกษา ให้องค์กรภาคเอกชน แล้วก็ให้องค์กรภาคประชาชนที่มีผลงานทางด้านประชาธิปไตย หรือรัฐธรรมนูญเป็นที่ประจักษ์ มีหลายองค์กรที่เขาดำเนินการอยู่ แล้วก็ทาง สถาบันการศึกษาด้วยนะคะ หน่วยของรัฐคงทำยาก ท่านอย่าให้กระทรวงมหาดไทยไปทำนะคะ เดี๋ยวจะเหมือนครู ก ครู ข อะไรทั้งหลาย ๔ ทหารเสือล้มเหลวมาทั้งนั้นแล้ว ถึงเวลาถ้าเขาต้องการสมาชิก ผู้ใหญ่บ้านจะประกาศทางหอกระจายข่าวแล้วให้มาลงชื่อ แล้วก็รับเบี้ยเลี้ยงไป แล้วก็ไม่ได้ทำอะไร ท่านต้องดู ต้องให้ภาคประชาชน ให้องค์กรเอกชน องค์กรพัฒนาเอกชน แล้วก็สถาบันการศึกษาไปทำ แล้วท่านก็ต้องกำกับเขาด้วย แล้วจัดงบให้เพียงพอ เพราะในรัฐธรรมนูญหรือในกฎหมายประชามติก็บอกว่าอย่างนั้นด้วย นอกจากนั้นนะคะท่านประธาน แล้วก็อยากจะเรียนท่านว่าดิฉันไม่เข้าใจค่ะ ที่ท่านร่างมา แล้วก็บอกว่าต่อให้สภาสิ้นสุดลง ยุบสภา หมดวาระก็ตาม สภาร่างรัฐธรรมนูญนี้ก็ยังอยู่ ท่านจะให้อยู่ไปทำไมคะ ในเมื่อคนตั้งก็ออกไปแล้ว ดิฉันเสนอทั้งในมาตรา ๒๙๑/๗ มาตรา ๒๙๑/๑๕ ซึ่งมันสอดคล้องกันว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญต้องสิ้นสุดลง เมื่อสภาสิ้นสุดลง เมื่ออย่างอื่นด้วย แต่เพิ่มว่าเมื่อสภาสิ้นสุดลง ท่านต้องให้โอกาส ถ้าท่านคิดว่าการแก้ไข รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องดี ทุกพรรคก็ไปหาเสียงแข่งกันเลยให้ประชาชนเลือกเข้ามา เราต้อง ไม่ผูกมัดคนที่จะมาทำงานในอนาคต ท่านกำหนดกติกา ท่านต้องกำหนดผูกมัดเฉพาะตัวเอง เมื่อท่านกำลังทำอยู่ แต่เมื่อยุบสภาแล้ว รัฐบาลไปแล้ว ท่านต้องให้โอกาสรัฐบาลต่อไป หรือสภาต่อไปเป็นคนที่จะตัดสินใจแล้วก็กำหนดนโยบายด้วย ไปหาเสียงแข่งกันเลย ถ้าประชาชนเลือกเข้ามา ท่านมีเสียงข้างมากอยู่แล้ว พรรคท่านบอกว่าเลือกเมื่อไรก็ชนะเมื่อนั้น ท่านไม่ต้องกลัวหรอกค่ะ ยุบไปเลย แล้วเมื่อเข้ามาแล้วท่านก็ตั้งขึ้นมาใหม่ได้ เสียงข้างมากทำอะไร ก็ได้อยู่แล้ว แต่ทำให้มันดีหน่อย ทำให้มันเนียนหน่อยแค่นั้นละค่ะ เพราะฉะนั้นก็เสนอว่า สภาสิ้นสุดลงเมื่อไร สสร. ก็ต้องสิ้นสุดลงด้วย แล้วไปหากันเอาใหม่นะคะ ถึงเวลานั้น ท่านอาจจะเปลี่ยนใจไม่แก้ไขแล้วก็ได้ ถ้า พ.ร.บ. ปรองดองแห่งชาติ มันออกมาก่อน เพราะฉะนั้นขอกราบเรียนท่านว่าสุดท้ายก็คงเหมือนหลายท่านที่กังวล ดิฉันก็ได้แปรญัตติ เอาไว้ในช่วงท้าย ๆ ก็คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ต้องไม่กระทบกับเรื่องอะไรบ้าง

๑. ก็คือต้องไม่กระทบกับองค์กรอิสระและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ

๒. ก็คือต้องไม่มีผลในการแก้โทษหรือนิรโทษกรรมบุคคลใด ๆ

๓. ก็คือต้องไม่กระทบต่ออำนาจตุลาการและอำนาจองค์กรตรวจสอบ ทั้งหลาย

๔. ไม่มีผลย้อนหลังหรือลบความผิดใด ๆ

และสุดท้ายสำคัญอย่างยิ่งเพราะเวลาเราไปรณรงค์รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ เราจะบอกว่า หมวดสิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นหมวดที่ประชาชนได้ประโยชน์ที่สุด แล้วรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ให้หมวดสิทธิเสรีภาพของประชาชนมากกว่าปี ๒๕๔๐ ดิฉันยืนยันเพราะว่าเวลาทำรัฐธรรมนูญนี้ตอนยกร่าง ในที่ประชุมคณะทำงานก็จะบอกว่า

๑. ต้องยึดรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นหลัก

๒. หมวดสิทธิเสรีภาพ สิทธิเสรีภาพของประชาชนต้องไม่น้อยกว่า ปี ๒๕๔๐ เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มีมากกว่าในด้านสิทธิเสรีภาพ สิทธิที่อยู่อาศัยก็มี ในเรื่องของสวัสดิการของผู้ทำงานก็มีในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แล้วข้อสำคัญก็คือที่จริง ท่านกรรมาธิการ ท่านแพทย์เหวง ต้องขอประทานโทษที่เอ่ยนามท่าน ตอนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ออกมา ท่านไปประชุมที่ไหนดิฉันจำได้เพราะเราเจอกันบ่อย เป็นสหายเจอกันบ่อย ดิฉันก็ได้ยินท่านพูดเสมอค่ะว่านี่นะพี่น้อง รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ให้สิทธิเสรีภาพประชาชน มากก็จริง แต่ลงท้ายด้วยทั้งนี้ตามกฎหมายบัญญัติ ผมนับแล้วมีอยู่ ๔๐ กว่าแห่ง นี่มันเป็น รัฐธรรมนูญที่หลอกประชาชน และดิฉันดูฉบับร่างที่ท่านเสนอเข้ามาตอนที่ท่านจะแก้ไข ฉบับประชาชน ดิฉันยังนึกว่าท่านคงตัดออกหมดเลยนะคะ เพราะท่านยกปี ๒๕๔๐ ขึ้นมา เป็นต้นแบบ ปรากฏว่าท่านไม่ได้ตัดเลย แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ตัดออกเกือบหมด ทั้งนี้ตามกฎหมายบัญญัติ แปลว่าถ้าบัญญัติในรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญต้องใหญ่กว่ากฎหมาย ที่ใช้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นก็ตัดออก แล้วก็ให้ใช้ได้ ยกเว้นบางเรื่องแค่นั้นที่มันต้องไปกำหนดกติกา เพราะฉะนั้นขอเรียนว่าสุดท้ายก็คือฝากท่านว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ต้องไม่ทำให้ ผลประโยชน์ของประชาชนในหมวดสิทธิเสรีภาพของประชาชนในหมวด ๓ ลดน้อยลงกว่าเดิม แล้วอย่าลืมทั้งนี้ตามกฎหมายบัญญัติ ท่านอย่าเอาไปแขวนไว้อีกนอกจากที่จำเป็นเท่านั้น เท่าที่ทำกันอยู่ ท่านอย่าแขวนไว้อีกนะคะ ไม่อย่างนั้นประชาชน กรรมาธิการท่านด้วยกันนั่นละ ที่จะบอกว่าท่านหลอกประชาชน ขอบพระคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

รัฐสภายินดีต้อนรับคณะครู และนักเรียนโรงเรียนดารุสสาลาม จากจังหวัดนราธิวาส ผมขอมติเลยนะครับ

(นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิก ที่มาประชุมทราบเพื่อทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)

เชิญสมาชิกข้างนอก เข้าห้องประชุมเพื่อลงมติครับ เชิญครับ เชิญท่านสมาชิกข้างนอกด้วยครับ เชิญครับ ท่านสมาชิกครับ ก่อนลงมติผมขออนุญาตตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ ถ้าพร้อมใช้สิทธิ แสดงตนได้เลยครับ เชิญครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

เรียบร้อยนะครับ ส่งผลได้เลยครับ ผู้เข้าประชุม ๓๖๖ ท่าน ครบองค์ประชุม

ผมขอมติเลยนะครับ มติเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากหรือไม่ครับ ใช้สิทธิได้เลยครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

เรียบร้อยนะครับ ปิดการลงคะแนนครับ ส่งผลครับ มติเห็นด้วย ๓๓๑ ไม่เห็นด้วย ๑๑๒ ถือว่าที่ประชุม เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากนะครับ

เชิญท่านเลขาธิการต่อครับ ท่านนิคมใช้สิทธิพาดพิงนะครับ เชิญครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช สมาชิกวุฒิสภา ฉะเชิงเทรา 🔗

ท่านประธานครับ กระผม นายนิคม ไวยรัชพานิช สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดฉะเชิงเทรา ในฐานะที่เป็นสมาชิกรัฐสภา กระผมขออนุญาตขอใช้สิทธิพาดพิงเพราะเมื่อเช้านี้ผมได้ลงไปร่วมในพิธีเปิดการ ให้บริการระบบสารสนเทศดิจิตอล (Digital) ของสภาผู้แทนราษฎรที่ชั้น ๑ ได้ทราบ ได้ฟังท่าน นักการเมืองอาวุโส ต้องขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ท่านสุทัศน์ เงินหมื่น ได้กล่าวพาดพิง ถึงผมในประเด็นที่ได้ให้สัมภาษณ์ในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับเมื่อวันที่ ๑๗ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมขอเรียนชี้แจงเพื่อให้ท่านเพื่อนสมาชิกผู้อาวุโสนั้น มีความสบายใจ ถึงแม้ว่าสิ่งที่ผมได้พูดไปนั้นจะเป็นสิ่งที่เป็นข้อเท็จจริงจาก ๒ วันที่ผ่านมา ในการพิจารณาในวาระที่สอง ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมต้องขออภัยถ้าการให้สัมภาษณ์นั้น ถ้าจะทำให้พรรคประชาธิปัตย์ต้องมีความรู้สึกที่ไม่มีความสุขกับคำพูดของผม ต้องขออภัย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งผมนั้นเป็นคนที่ชื่นชมพรรคประชาธิปัตย์มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ได้เคยทำงานร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์มาหลายปี แต่ผมอยากเห็นการเมืองดำเนินการ เป็นไปตามครรลองครองธรรม อยากเห็นการพิจารณากฎหมายนั้นเป็นไปอย่างถูกต้องตามข้อบังคับประชุม มิเช่นนั้นผู้ฟังที่บ้าน ผู้ชมที่ชมทางทีวีจะเข้าใจผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคที่ผมชื่นชม ในความมีหลักการ ในความที่เป็นแม่แบบของการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย แต่ท่านประธานครับ ๒ วันที่ผ่านมาเราพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญแค่ ๕ มาตรานะครับ ๕ มาตราเท่านั้น แต่เรามีคนแปรญัตติเป็นร้อย ซึ่งไม่เคยมีในประวัติศาสตร์ของการพิจารณา กฎหมายประเทศไทย ผมมั่นใจอย่างนั้นนะครับ ผมนั้นถึงแม้อาวุโสการเมืองน่าจะน้อยกว่าท่าน แต่ผมนั้นเคยสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่ปี ๒๕๑๙ ติดตามอยู่กับการเมืองมาตลอด แต่วันนี้ผมต้องขออนุญาตที่จะต้องพาดพิงท่านเพราะว่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านประธาน ที่เคารพของผมครับ ถ้าท่านประธานเป็นคนที่มีหลักมั่นคง ท่านไม่ต้องแข็งหรอกครับ การแข็งเกินนั้นมันหักได้ ท่านแข็งบ้างอ่อนบ้าง แต่ว่าการยึดหลักนั้นเป็นสิ่งที่ผมนั้นเชื่อว่า ท่านประธานนั้นต้องยึดหลัก ในการพิจารณาวาระที่สองนั้นในข้อบังคับการประชุม ข้อ ๙๙ ระบุชัดเจนครับ ว่าให้พิจารณาตั้งแต่เริ่มชื่อร่าง คำปรารภ พิจารณาเรียงลำดับรายมาตรา จะอภิปรายได้ในประเด็นที่มีการแก้ไข อภิปรายได้เฉพาะผู้สงวนความเห็น อภิปรายได้เฉพาะ ผู้ที่สงวนคำแปรญัตติ แต่ถ้ากรรมาธิการมีการแก้ไขท่านก็อภิปรายในประเด็นที่กรรมาธิการแก้ไข และถามว่าในวาระที่สองนั้นท่านสามารถอภิปรายนอกเหนือจากประเด็นนี้ได้ไหม ได้ครับ ในบรรทัดสุดท้ายของวรรคหนึ่ง รัฐสภาอาจจะเห็นชอบหรืออนุมัติให้มีการอภิปราย ที่นอกเหนือจากที่ผมกล่าวได้ แต่ท่านต้องขอมติที่ประชุมครับ ผมติดตาม ผมฟัง ๒ วันที่ผ่านมานั้น ท่านสมาชิกด้วยความเคารพนะครับ ท่านอาจจะทำฝ่าฝืนข้อบังคับ ท่านประธานก็ไม่สามารถ ที่จะใช้ความเป็นประธานที่จะดำเนินการให้เป็นไปตามข้อบังคับการประชุมได้ ในบางครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อบังคับ ข้อ ๓๘ ถ้าท่านประธานเปิดดูนะครับ กรณีที่ท่านสมาชิก ขอสงวนคำแปรญัตติไว้ ขอสงวนความเห็นไว้ ถ้าถึงเวลาท่านเรียกแล้วท่านไม่อยู่ในห้อง ก็หมายความว่าญัตตินั้นหรือคำสงวนความเห็นนั้น คำแปรญัตตินั้นเป็นอันตกไปครับ แต่นี่ท่านกลับอนุญาตให้ผู้ที่ผ่านไปแล้วกลับมาใหม่ ถ้าอย่างนี้การพิจารณามันจะไปได้ อย่างไรครับ ผมท้วงติงด้วยความเป็นห่วงภาพลักษณ์ของรัฐสภา ท้วงติงพูดความจริง เพื่อห่วงว่าท่านอาวุโสทางการเมืองนั้นท่านกำลังทำอะไรพลาดอยู่ ไม่ได้มีเจตนาอย่างอื่นครับ ผมไม่สามารถที่จะทำร้ายรัฐสภาซึ่งเป็นรัฐสภาที่ผมเป็นสมาชิกอยู่ได้ ท่านประธานครับ ถ้าท่านยึดหลัก ท่านดำเนินการไปตามข้อบังคับ ผมเชื่อว่าท่านสมาชิกนั้นสามารถที่จะ อภิปรายหรือสามารถที่จะใช้สิทธิ หรือสามารถที่จะชี้แจงแสดงเหตุผลให้กรรมาธิการ หรือให้ท่านสมาชิกนั้นได้คล้อยตามได้ แต่เวลานี้วันนี้ผมเชื่อว่านับตั้งแต่ต่อจากนี้ไป ตั้งแต่มาตรา ๒๙๑/๑ จนถึงมาตรา ๒๙๑/๑๖ มาตรา ๒๙๑/๑๗ ๓ วันไม่จบครับ ถ้าท่านดูรายชื่อนะครับ ดูคนขอผู้แปรญัตติไว้ ท่านจะเห็นว่าเยอะแยะเหลือเกิน ผมก็ยังกังวลนะครับว่าถ้าไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามข้อบังคับ ผู้ฟังที่อยู่ทางบ้าน อาจจะเข้าใจผิดว่านี่คือการพิจารณากฎหมายหรือ อาจจะทำให้เข้าใจผิด ทำให้เกิดความเบื่อหน่าย ชิงชังต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย ท่านประธานครับ ผมอาจจะก้าวล่วงถึงท่าน ต้องขออภัยด้วยความหวังดีจริง ๆ ครับ ผมหวังว่าท่านจะเป็นหลักให้กับการประชุมของรัฐสภา ผมอยากให้ท่านถือข้อบังคับให้เป็นหลัก คนที่มีหลักย่อมไม่ล้มครับ ย่อมไม่เซ แต่ถ้าท่านไม่มีหลัก รับรองครับท่านเดินไปท่านพลาด ผมอยากจะเห็นสภาเดินหน้าไปครับ เพราะฉะนั้น ความปรองดองนั้นไม่ต้องเริ่มที่ไหนหรอกครับ เริ่มที่ห้องนี้ครับ ถ้าทุกท่านพิจารณาไปในทางเดียวกัน ผมว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นไม่ใช่สิ่งที่เป็นเรื่องยาก เป็นเรื่องที่ใครจะได้เปรียบเสียเปรียบ ผมท้วงติงนะครับ แล้วต้องขออภัยถ้าผมทำให้พรรคประชาธิปัตย์ต้องมีความรู้สึกว่า ผมนี่พูดอะไรตรงแล้วทำให้ท่านผิดหวัง แต่วันที่ท่านเป็นรัฐบาลนั้น ผมละครับที่เป็นตัวช่วยท่าน ประคับประคองให้งานของท่านนั้นเดินหน้า วันนี้พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล อะไรที่เป็นสิ่งที่ดี เราก็สนับสนุน แล้วก็เราจะช่วย ท่านอย่าได้คิดว่าสมาชิกวุฒิสภานั้นเอนเอียง หรือว่าไม่เป็นกลางนะครับ ผมยังยืนยันในหลักของความเป็นกลางของสมาชิกวุฒิสภาครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ครับ ต้องขอบคุณท่าน ส.ว. นิคม เชิญท่านสุทัศน์ครับ

นายสุทัศน์ เงินหมื่น กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุทัศน์ เงินหมื่น กระผมขอบคุณ ฯพณฯ นิคม ที่กรุณาได้ชี้แจง เพราะเมื่อเช้านี้กระผมเป็นคน ยกประเด็นนี้ขึ้นมา เพราะกระผมกังวลกับคำให้สัมภาษณ์ของท่าน ซึ่งเป็นคำสัมภาษณ์ ที่กล่าวหาท่านประธาน เป็นคำสัมภาษณ์ที่กล่าวหาพรรคประชาธิปัตย์ ผมก็ได้ชี้แจงว่า สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เราแปรญัตติจำนวนมากก็จริง แต่บางท่านถึงเวลาก็ไม่ได้อภิปราย เพราะถือว่าท่านที่อภิปรายไปก่อนแล้วนั้นเป็นผู้ที่อภิปรายสมบูรณ์แล้ว แต่ทุกคนที่อภิปราย คืออภิปรายตามสิทธิของการเป็นผู้สงวนความเห็นในการแปรญัตติ ท่านประธานครับ ถ้าเราไม่มีสิทธิเราก็คงไม่ได้รับอนุญาตจากท่านประธานให้มีการอภิปราย อภิปรายก็อภิปราย ตามสิทธิ ถ้าเป็นการเยิ่นเย้อหรือไม่ตรงประเด็นสมาชิกก็มีการประท้วงอยู่ ท่านประธานก็ห้าม เราก็ทำตามข้อบังคับทุกประการ สิทธิในการอภิปรายเป็นไปตามข้อบังคับ สิทธิในการ สงวนความเห็นในการแปรญัตติเป็นไปตามข้อบังคับ สิทธิในการขอแก้ไขเป็นไปตามข้อบังคับ สิทธิในการโต้แย้งเป็นไปตามข้อบังคับ กระผมไม่เห็นว่ามีสมาชิกท่านใดปฏิบัติผิดข้อบังครับ กระผมจึงไม่สบายใจเพราะท่านบอกว่าเป็นการประชุมที่ผิดข้อบังคับตลอดมา จากการให้สัมภาษณ์ของท่าน เพราะถ้าเป็นการประชุมผิดข้อบังคับ กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็เป็นไปไม่ได้ ผมขอบคุณที่ท่านกรุณาชี้แจง เพราะท่านก็เป็นผู้ใหญ่ของสภา ขอบคุณ ท่านประธานครับ ผมก็ยืนยันว่าความล่าช้าที่เกิดขึ้นนั้นมันไม่ใช่เป็นการเตะถ่วงอย่างที่ท่าน ใช้คำพูดว่าประชาธิปัตย์เตะถ่วง มันเป็นความผิดพลาดของการทำรายงาน ผมได้เรียนแล้วว่า แม้กระทั่งวันนี้เองก็ยังเจอความผิดพลาดอีก ทั้ง ๆ ที่แก้ไขมาแล้ว ๖๓ หน้า ขอบคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านนิพิฏฐ์ พอสมควรนะครับ สักนาที ๒ นาทีครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผมขอนุญาต ใช้สิทธิตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ นะครับ ท่าน ส.ว. นิคมได้พูดพาดพิงถึงพรรคประชาธิปัตย์ หลายประการด้วยกัน ผมจดไว้หมดเลยครับท่าน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาสักพอสมควรครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ กรรมาธิการ

ผมจะพูดตามสมควรเท่านั้นนะครับ จริง ๆ ท่านสุทัศน์ก็ได้พูดไปเมื่อสักครู่แล้ว แต่ว่านั่นเป็นส่วนที่ท่านสุทัศน์ได้กล่าวถึง ท่าน ส.ว. นิคม แต่ว่าผมในฐานะที่เป็นสมาชิกพรรค ซึ่งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า ผมไม่ได้แปลกใจนะครับที่ท่าน ส.ว. นิคมได้แสดงความเห็น ต่อสาธารณะเช่นนั้น ซึ่งท่าทีของท่านก็เป็นอย่างนี้มาตลอด ท่านแสดงท่าทีอย่างนี้ เพื่อสะท้อนให้ใครได้ยิน ได้รับทราบ เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของท่านหรือเปล่า ผมไม่สามารถวิจารณ์ได้ แต่ว่าท่าทีท่านเป็นอย่างนี้ตลอด ผมเลยไม่แปลกใจ แต่สิ่งที่ผมยืนขึ้น และผมแปลกใจก็คือ ผมไม่อยากจะใช้คำว่า ผู้หญิงหรือผู้ชายในสภาแห่งนี้นะครับ แต่ผมอยากขอร้องในฐานะที่ท่านเป็นผู้อาวุโสก็คือ แสดงความเป็นสุภาพบุรุษด้วยการพูด ต่อหน้าสิครับ สภานี้พูดกันต่อหน้าสิครับ ทำไมท่านต้องพูดลับหลัง ผมไม่เข้าใจตรงนี้ครับ ถ้าท่านจะวิจารณ์พรรคประชาธิปัตย์ ถ้าท่านจะวิจารณ์สมาชิกที่ท่านบอกว่าพูดออกนอกลู่ นอกทางไม่เป็นไปตามข้อบังคับนี่ ยืนขึ้นอย่างมีเกียรติแล้วพูดในสภาต่อหน้าสิครับ ถ้าท่านเป็นคนจริงนี่นะครับอย่าไปพูดลับหลัง ที่ผมผิดหวังท่านก็คือท่านพูดลับหลังนะครับ ถ้าหากสมาชิกทำผิดข้อบังคับยืนแล้วก็ยกมือขึ้นเหนือศีรษะและประท้วงสิครับ ที่ท่านพูดมา ทั้งหมดนั้นเราปฏิบัติตามข้อบังคับ ถ้าสมาชิกของพรรคประชาธิปัตย์ทำผิดข้อบังคับ ท่านก็ใช้สิทธิประท้วงสิครับ ท่านไม่จำเป็นต้องพูดข้างนอกเลย หรือท่านต้องการพูดข้างนอก เพื่อสื่อไปถึงใครคนใดคนหนึ่ง เพื่อเกียรติของท่าน สถานะของท่านจะได้เปลี่ยนแปลง ในวันข้างหน้าก็อีกเรื่องหนึ่งนะครับ ผมเรียนท่านว่าท่านพูดเลยไปถึงว่าสมาชิกของรัฐสภาแห่งนี้จะทำให้พี่น้องประชาชนชิงชัง ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันนี้เป็นข้อหาที่หนักนะครับท่านประธาน แล้วผมยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์พวกผมทุกคนยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยครับ และไม่มีครั้งหนึ่งครั้งใดเลยในชีวิตของพวกผมที่ทำการที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย ไม่เคยมีครับ เพราะฉะนั้นท่านอย่าไปคิดว่าสิ่งที่พวกเราทำอยู่นี้ คนข้างนอกจะชิงชังต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย แต่ผมกล่าวหาท่านนิคมเสียเลยครับ ว่าสิ่งที่ท่านกำลังทำอยู่นี้ทำให้คนเขาชิงชังต่อระบบรัฐสภา สิ่งที่ท่านนิคมกำลังทำอยู่นี้ครับ ทำให้คนเขาเข้าใจผิดการปกครองในระบอบประชาธิปไตยครับ ผมกล่าวหาท่านต่อหน้าครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านนิคมขอสักเล็กน้อย เฉพาะในส่วนที่พาดพิงเมื่อสักครู่นะครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช สมาชิกวุฒิสภา ฉะเชิงเทรา

ท่านประธานครับ ผม นิคม ไวยรัชพานิช สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในฐานะที่เป็นอดีตข้าราชการ กรุงเทพมหานครทำงานกับพรรคประชาธิปัตย์มานานครับ แต่วันนี้ผมฟังท่านขออภัย ที่ต้องเอ่ยนามท่าน ท่านนิพิฏฐ์ซึ่งเป็นนักการเมืองที่ผมชื่นชอบอีกคนหนึ่งนะครับ แต่วันนี้ ฟังแล้วผิดหวังครับ ที่ผมบอกผมต้องผิดหวังเพราะอะไรครับ เพราะเวลาผมประท้วงท่าน ผมอภิปรายมา ทั้ง ๒ วันนั้นผมประท้วงท่านประธานมา ๒ ครั้ง เพื่อดึงให้ท่านประธานนั้น ดึงเกมเข้าสู่ข้อบังคับการประชุม ผมประเภทที่ไม่ใช่คนที่ทำงานลับหลังนะครับ ผมนี่ชอบเล่นข้างหน้า ข้างหลังไม่ชอบ มันผิดเพศผิดวิสัย ท่านประธานครับ ผมเป็นคนที่มีประวัติการทำงาน ขาวสะอาดครับ ไม่เคยพาดพิงไม่เคยอิงใครครับ ไม่หวังตำแหน่งด้วย แต่วันนี้หวังที่จะเห็น การประชุมของรัฐสภานั้นเดินหน้าโดยภายใต้ข้อบังคับซึ่งผมท้วงติงท่านมา ๒ ครั้ง วันนี้เป็นครั้งที่ ๓ ครับ เพราะว่าสิ่งที่ท่านกำลังทำนั้นทำให้การประชุมนั้นมันไม่สามารถ เดินหน้าไปได้ ผมไม่เคยเห็นการพิจารณากฎหมายฉบับใดครับ ๕ มาตรานั้นแปรญัตติ เป็นร้อยคนแสดงว่ารัฐธรรมนูญนี้มีความสำคัญอย่างมาก แต่ท่านครับผมต้องขอยืนยัน อีกครั้งว่าสิ่งที่ท่านกล่าวหาผมนั้นเป็นเรื่องที่คนฟังนั้นจะเป็นผู้ตัดสินครับ ผมพูดในฐานะ ที่เป็นสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเป็นสมาชิกที่ไม่สังกัดพรรคการเมืองนะครับ ผมอาจจะพูดในฐานะ ที่ผมเป็นอดีตข้าราชการผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง วันนี้ผมเข้าสู่การเมืองนั้นผมอยากเห็นการเมืองนั้นมี การพัฒนาครับ ไม่อยากเห็นการเมืองที่เล่นกันแบบที่ไม่ยึดกฎกติกานะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

พอสมควรกระมังครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช สมาชิกวุฒิสภา ฉะเชิงเทรา

ท่านประธานครับ ขอบคุณนะครับที่ให้โอกาสให้ผมได้ชี้แจงครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ครับ ที่จริงท่านนิพิฏฐ์ ก็คงไม่ได้เสียหายอะไรกระมังครับ ชี้แจงที่ท่านได้ เชิญครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพัทลุง ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านนิพิฏฐ์ครับ ถ้าเห็นว่า เสียหายตรงไหนก็ชี้แจงตรงนั้น แล้วก็อย่าพูดให้ท่านนิคมได้เสียหายอีกนะครับ จะได้จบนะครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ กรรมาธิการ

ขอบพระคุณครับ ขออภัยท่านประธาน คือถ้าท่าน ส.ว. นิคม ความจริงผมไม่อยากเอ่ยชื่อท่านเลย ถ้าท่านไม่พอใจหรือคิดว่า สมาชิกท่านใดท่านหนึ่งทำผิดข้อบังคับท่านยืนขึ้นแล้วก็บอกว่าสมาชิกทำผิดข้อบังคับ แล้วประท้วงกับท่านประธาน นั่นล่ะครับถูกต้อง อย่ามากล่าวพาดพิงถึงพรรคประชาธิปัตย์ ถ้าท่านกล่าวอย่างนี้ผมจำเป็นต้องพูดต่อครับ ผมนี่เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ครับ ถ้าท่านกล่าวหาผมท่านกล่าวหาผมเลยไม่ต้องกล่าวหาพรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมเรียนอย่างนี้นิดเดียวครับว่าผมมีทั้งชั่วทั้งดีอยู่ในตัวของผมครับ และผมไม่เคยบอกมนุษย์หน้าไหน ว่าผมเป็นคนดี ท่านนิคมยืนขึ้นแล้วบอกว่า ท่านทำงานหน้าที่ของท่าน ท่านสะอาดมาโดยตลอด ผมไม่รับรองนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ เอาเฉพาะที่ท่าน เสียหายดีกว่ากระมังครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ กรรมาธิการ

ผมไม่รับรองท่านนะครับ อดีตท่านเป็นอย่างไร ผมไม่รับรอง ถึงแม้ท่านจะยืนขึ้นแล้วกล่าวกับคนทั้งประเทศว่า ท่านเป็นอดีตข้าราชการทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สะอาดมาโดยตลอด ผมไม่รับรองท่านนะ ท่านจะเป็นคนดี คนเลว ผมไม่ยืนยันนะ ท่านยืนยันของท่านเองนะ ไม่มีใครทำให้คนดี หรือเลวได้ครับ นอกจากตัวของท่านเอง ท่านไม่ต้องป่าวประกาศในสภาแห่งนี้ล่ะครับว่า ท่านเป็นคนดี ท่านทำงานกับพรรคการเมือง ทำงานกับพรรคประชาธิปัตย์ เช่นเดียวกับท่านทำงาน กับทุกพรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาลนะครับ มันเป็นหน้าที่ของข้าราชการ ผมนี่พยายามไม่พูด แตะต้องสมาชิกวุฒิสภานะครับ แต่ผมต้องการพูดกับท่านนิคมคนเดียวเท่านั้นครับ ผมยืนขึ้นอีกครั้งหนึ่งว่าไม่ต้องผิดหวังกับพรรคประชาธิปัตย์ละครับ ผิดหวังก็ผิดหวังไปเถอะครับ แล้วยืนขึ้นเพื่อกราบเรียนท่านประธานว่า ถ้าคิดว่าคนใดคนหนึ่งทำผิดยืนขึ้นคนนั้นครับ และไม่ต้องพาดพิงถึงพรรคประชาธิปัตย์ ผมเรียนกับท่านประธานนะครับ ถ้าท่านยืนขึ้น แล้วกล่าวหาพรรคประชาธิปัตย์อีก ผมต้องใช้สิทธิอีกครับ แล้วผมยืนขึ้นเพื่อบอกท่านนิคม อีกสักครั้งหนึ่งว่าท่านจะบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์ ผมไม่รับรองท่านครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

พอแล้วกระมัง ท่านธนาครับ เชิญครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ความจริงผมไม่อยากลุกขึ้นมาอภิปรายสิ่งที่ท่านวุฒิสมาชิก ขออนุญาตเอ่ยนามท่านนิคม ไวยรัชพานิช ได้พูดตั้งแต่ตอนแรก เพราะผมเห็นว่า มีท่านสมาชิก ๒ ท่านได้ลุกขึ้นพูดทำความเข้าใจกับประชาชนแล้ว

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านธนาครับ นิดเดียวครับ เอาเฉพาะที่เห็นว่าเสียหายนะครับ แล้วก็เอาแค่นั้นนะ อย่าให้มีการเสียหายเพิ่มเติม ไม่อย่างนั้นมันจะไม่จบนะครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ครับ ท่านประธานครับ ผมเห็นว่า ท่านสมาชิกทั้ง ๒ ท่านคือท่านสุทัศน์และท่านนิพิฏฐ์ได้ลุกขึ้นมาชี้แจงทำความเข้าใจ ในประเด็นที่พูดตอนแรกไปแล้ว แต่ว่าท่านนิคมก็ลุกขึ้นพูดจาพาดพิงซึ่งทำให้ผมเป็นสมาชิก ในที่ประชุมแห่งนี้เสียหายไปด้วย ท่านบอกว่าการประชุมในที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ไม่ได้ยึด กฎกติกา ซึ่งทำให้พี่น้องประชาชนที่รับฟังการถ่ายทอดอยู่นั้นมองเอาว่าการประชุมในรัฐสภาแห่งนี้ เป็นไปตามอำเภอใจไม่ได้ยึดกฎกติกา ซึ่งผมกราบเรียนท่านประธานว่านั่นคือความคิดของท่าน แล้วท่านอย่าเอาคำว่า ท่านเป็นสมาชิกวุฒิสภา ไปเหมารวมกับท่านสมาชิกวุฒิสภาท่านอื่น ความคิดเห็นของท่านก็คือความคิดเห็นของท่านซึ่งเป็น ๑ ในสมาชิกวุฒิสภาเท่านั้น แต่ท่านอย่าไปเหมาว่าสิ่งที่ท่านทำนั้นทำในฐานะสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมดนั่นไม่ใช่ ประเด็นที่ ๑ ผมอยากจะกราบเรียนเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคตต่อไป ผมเคยทำงานกับท่านนิคมครับ แล้วก็รู้จักท่านดีว่าเป็นคนอย่างไร เพราะฉะนั้นผมถึงกราบเรียนท่านว่าวันนี้ เมื่อเราได้พูดจากันชัดเจน ท่านได้พูดกับท่านประธานว่าสิ่งที่ท่านเสนอ ๓ ครั้ง ต้องลุกขึ้นทักท้วง ๓ ครั้งว่าเมื่อสมาชิกไม่ได้อยู่ในที่ประชุมขณะที่ประธานรัฐสภาเรียกนั้น ถือว่าคำแปรญัตติตกไปนั้น ประธานก็ได้วินิจฉัยไปทั้ง ๓ ครั้งแล้ว ท่านก็ยังยึดถือความคิดเห็นของตัวเองเป็นใหญ่ เพราะถ้าผมไม่พูดก็กลายเป็นว่าที่ประชุมแห่งนี้ก็อาจจะไปคล้อยตามความคิด ของท่านสมาชิกวุฒิสภาท่านนิคมได้ สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานต่อไปก็คือว่า ความล่าช้าที่เกิดขึ้นท่านบอกว่าเพราะมีสมาชิกขอแปรญัตติถึง ๑๗๒ คน ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน ทำไมท่านดูหมิ่นดูแคลนสมาชิกที่เขาแปรญัตติละครับ ทำไมท่านไม่ชื่นชมว่าบุคคลเหล่านี้ เขาให้ความสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านพูดประหนึ่งว่าคน ๑๗๒ คนนั้นกำลัง สร้างปัญหาให้รัฐสภาแห่งนี้ ผมขออนุญาตท่านประธานครับ ผมจะไม่ขอให้ท่านถอนคำพูด แต่ผมกราบเรียนท่านว่าท่านต้องเคารพในความเห็นต่างของเพื่อนสมาชิก เมื่อเขาตั้งใจ ที่จะปฏิบัติหน้าที่และการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสำคัญของประเทศ เป็นเรื่องของการ วางระบบของประเทศ คนที่แปรญัตติ ๑๗๒ คน ท่านในฐานะสมาชิกรัฐสภาท่านน่าจะชื่นชม ว่าบุคคลเหล่านี้ตั้งใจที่จะทำงานเพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเป็นไปตามเจตนารมณ์ ที่แท้จริงของสมาชิกรัฐสภา เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนท่านครับว่าผมขอให้ท่านอย่าใช้ว่าตัวท่านเองหมายถึง สมาชิกวุฒิสภาทั้งหมด ซึ่งไม่ใช่ สมาชิกวุฒิสภามีวุฒิภาวะและรับรู้ครับว่าเหตุการณ์ ในการดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเป็นอย่างไร ความคิดเห็นท่านเป็นอย่างไรก็ขอให้เป็น ของท่านเถอะครับ แล้วก็อย่าดูหมิ่นดูแคลนสมาชิกรัฐสภาท่านอื่นซึ่งเขาปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความตั้งใจ เพราะฉะนั้นกราบเรียนท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

สมควรนะครับ ผมขออนุญาตดำเนินการต่อนะครับ แล้วก็ต้องขอขอบคุณความเป็นห่วงเป็นใย ของท่านสมาชิกทุกท่านนะครับ เท่าที่ผมฟังแล้วสมาชิกทุกท่านก็เห็นตรงกันว่าอยากจะให้ ประธานดำเนินการประชุมโดยยึดข้อบังคับเป็นหลัก ก็ต้องขอขอบคุณท่านสมาชิกทุกท่านนะครับ ผมจะทำตามคำแนะนำของท่านสมาชิกโดยยึดข้อบังคับเป็นหลักนะครับ แต่ก็ต้อง ขอความร่วมมือจากท่านสมาชิกด้วยนะครับ ถ้าอาจจะนอกประเด็นหรือผิดข้อบังคับ ผมอาจจะต้องทักท้วงบ้างนะครับ ก็คงไม่ตำหนิกัน แล้วก็ต้องขออนุญาตนะครับ อะไรที่มันผิดพลาด ก็คงต้องแก้ไขให้ถูกต้องนะครับ ในส่วนของผู้แปรญัตติ ผู้สงวนความเห็น ผมจะขออนุญาต ดำเนินการโดยเรียงตามลำดับในเอกสาร ในรายงานตัวนี้นะครับ ทีนี้ถ้าเรียกขานท่านใดแล้ว ไม่อยู่ก็ถือว่าไม่ติดใจนะครับ ก็จะผ่านตรงนั้นไป โดยยึดตามข้อบังคับ ข้อ ๓๘ นะครับ ก็จะดำเนินการตามนี้นะครับ คงจะไม่ย้อนหลังกลับมาให้อภิปรายเพิ่มเติม

(นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก ได้ยืนและยกมือขึ้น)

คุณหมอวรงค์เชิญครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงคำวินิจฉัยท่านประธานเมื่อสักครู่ครับ ที่ท่านบอกว่าท่านจะเรียกตามรายชื่อ ตามเอกสารที่แจกไป ถ้าคนที่ไม่อยู่ในห้องถือว่าไม่ติดใจ อันนั้นไม่ใช่ครับ เพราะบรรทัดฐาน ที่ทั้งท่านรองประธานที่ทำหน้าที่และตัวท่านเอง สัปดาห์ที่ผ่านมาเราได้วางบรรทัดฐาน ไปแล้วครับ ผมอยากให้ยึดบรรทัดฐานเดิมครับ คือท่านไล่ตามรายชื่อตามเอกสาร แต่ถ้าเพื่อนสมาชิกมีภารกิจในห้องประชุมย่อยเขาสามารถกลับมายกมือตอนหลังได้ เราต้องปฏิบัติตามนี้ครับ เพราะว่าเรามีการวินิจฉัยแล้วก็วางเป็นบรรทัดฐานไว้แล้วครับ ท่านประธานครับ ไม่อย่างนั้นมันกลับไปกลับมาอีกแล้วทุกคนก็มั่วอีกครับท่านประธาน ขออนุญาตประท้วงท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณคุณหมอวรงค์ครับ เมื่อครู่ผมได้ชี้แจงกับสมาชิกแล้วนะครับว่าเราจะยึดข้อบังคับเป็นหลักแล้ว เพราะที่ผ่านมา อาจจะมีการอนุโลมกันบ้าง แต่เมื่อมีสมาชิกทักท้วงหลายท่านให้ยึดข้อบังคับเป็นหลัก ผมก็ต้องกลับมายึดข้อบังคับเป็นหลัก ทีนี้ตามข้อบังคับ ข้อ ๓๘ ชัดเจนครับ ผมขออนุญาต อ่านให้ท่านสมาชิกฟังก็ได้ครับ ข้อ ๓๘ นะครับ ญัตติหรือคำแปรญัตติใดถึงวาระพิจารณา ในที่ประชุมรัฐสภาแล้ว ถ้าผู้เสนอญัตติหรือผู้แปรญัตติไม่ชี้แจงในที่ประชุมรัฐสภา หรือผู้เสนอญัตติหรือผู้แปรญัตติไม่อยู่ในที่ประชุมรัฐสภาโดยไม่มีผู้ชี้แจงแทนในฐานะ ผู้รับมอบหมาย ญัตติหรือคำแปรญัตตินั้นเป็นอันตกไป ข้อบังคับชัดนะครับ ก็ขออนุญาต ดำเนินการตามนี้ก็แล้วกัน

(นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก ได้ยืนและยกมือขึ้น)

ท่านประท้วงอะไรครับ เมื่อครู่ประท้วงให้ผมยึดข้อบังคับไม่ใช่หรือครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมขอต่อเนื่องกับท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

เพราะว่าข้อ ๓๘ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้มีการคุยกันครับ เราตีความกันว่ามันคือเป็นวาระพิจารณานะครับท่านประธาน ข้อความเขียนไว้ชัดเจน ท่านประธานอ่านดี ๆ นะครับว่า ญัตติหรือคำแปรญัตติใด ถึงวาระพิจารณาในที่ประชุมแล้ว ก็เท่ากับว่าถ้าเรื่องยังอยู่ในวาระเพื่อนสมาชิกยังมีสิทธิ นะครับท่านประธาน ท่านประธานสามารถเรียกตามรายชื่อตามเอกสาร แต่ถ้าเพื่อนสมาชิก มีภารกิจอยู่ห้องประชุมเล็ก แต่ถ้าเข้ามายังอยู่ในวาระเขามีสิทธิครับท่านประธาน ต้องย้ำนะครับว่า เขายังอยู่ในวาระ ยกเว้นถ้าลงมติไปแล้วเขาก็ถูกตัดสิทธิไป แล้วเรื่องนี้เราตกลงกันแล้วครับ ท่านประธาน ถ้าท่านประธานจะมากลับคำวินิจฉัยใหม่มันจะยังไม่จบท่านประธานครับ อย่างนั้นผมอยากจะทำความเข้าใจกับพวกเราทุกท่านว่าเมื่อถึงวาระพิจารณาในที่ประชุมรัฐสภาแล้ว เท่ากับว่ายังอยู่ในวาระอยู่ ถ้าเพื่อนสมาชิกเข้ามาก็ถือว่าเขายังอยู่ในวาระอยู่ เพียงแต่ว่าข้อตกลงของเราคือนอกจากเราเรียงตามรายชื่อที่กำหนดไว้แล้ว ถ้าเขามาทีหลังให้มานั่งยกมือเอา เราตกลงไว้อย่างนั้นครับท่านประธาน แต่ต้องยังอยู่ในวาระ การพิจารณาครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านธนาครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภา กระผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ เหตุผลอย่างหนึ่งของการพิจารณาที่มันเยิ่นเย้อแล้วก็ยาวนาน ก็เพราะว่าท่านประธานมีส่วนทำให้การประชุมมันเสียเวลาไปโดยใช่เหตุ มีคำวินิจฉัย ของท่านประธานอยู่ ๒ ครั้งแล้วเรื่องนี้ว่าเมื่อไม่อยู่ในขณะเรียกชื่อแต่อยู่ในวาระของคำแปรญัตตินั้น ให้ผู้ที่ไม่ได้อภิปรายมายื่นขออภิปรายหรือยกมือก่อนที่จะสิ้นสุดการแปรญัตติ ชัดเจน ท่านประธานก็วินิจฉัยกันเมื่อครั้งที่แล้วกันครบถ้วน ผมก็ไม่เข้าใจว่าท่านประธานจะหยิบยก เรื่องนี้มาเพื่อเหตุผลอะไร พอหยิบเรื่องนี้มาพวกผมก็ต้องลุกขึ้นมาประท้วงคำวินิจฉัย ของท่านประธาน แล้วการประชุมสภาก็เดินหน้าไม่ได้ ถ้าท่านประธานปล่อยให้บรรยากาศ ของการประชุมรัฐสภาเดินหน้าไปอย่างที่เรากำลังจะเข้ามาตรา ๒๙๑/๑ มันก็เดินกันต่อไปได้ แต่ท่านประธานก็จะหยิบยกเรื่องอย่างนี้กลับขึ้นมาให้เกิดปัญหา การประชุมที่ผ่านมาที่มันมีปัญหา ผมก็ได้เรียนท่านประธานว่าเนื่องจากกรรมาธิการวิสามัญไปแก้ไขแล้วมันเกิดความผิดพลาด ท่านประธานก็ไม่ยอมให้มีการกลับไปประชุม แต่ท้ายที่สุดก็เดินหน้าไม่ได้จริง ๆ เมื่อกรรมาธิการวิสามัญกลับไปประชุมใช้เวลาครึ่งชั่วโมงนะท่านประธาน เสร็จกลับมาแก้ไข ๖๐ กว่าหน้า พวกเราก็ไม่มีปัญหา เพียงแต่ขอให้ยึดหลักกติกาของข้อบังคับ วันนี้ผมถึงกราบเรียน ท่านประธานว่าท่านประธานอย่าทำให้เป็นปัญหาอีกเลยนะครับ ข้อบังคับ ข้อ ๓๘ นี้เขียนไว้ ชัดเจนแล้วว่า เมื่อญัตติหรือคำแปรญัตติใดถึงวาระ เขาใช้คำว่าวาระพิจารณา ก็ตรงกับ ที่ท่านประธานเรียกมาประชุมในวันนี้อย่างไรครับว่าวาระพิจารณาเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีตรงไหนครับที่เขียนว่า เวลาเรียกแล้วเขาไม่อยู่แล้วตกไป ถ้าอย่างนั้นท่านประธานใช้วิธี เรียกคนที่ไม่อยู่ในที่ประชุมแล้วตัดสิทธิฝ่ายค้านก็จะเกิดปัญหาอย่างไรครับท่านประธาน เหมือนกับที่ท่านประธานเคยเรียกเมื่ออาทิตย์ที่แล้วอย่างไรครับ ท่านประธานไม่ยอมเรียก ตามรายชื่อที่ระบุไว้ในรายงานของกรรมาธิการวิสามัญ แล้วเขาก็ไม่อยู่อย่างไรครับ ท่านประธานต้องการวิธีอย่างนั้นหรือครับ ผมถึงกราบเรียนท่านประธานว่าถอยเถอะครับ ท่านถอยเถอะครับ แล้วก็พิจารณามาตรา ๒๙๑/๑ ต่อไป พวกผมจะได้เดินหน้าแก้ไขมาตรา ๒๙๑ ตามที่ได้ขอแปรญัตติไว้ แต่ถ้าท่านประธานยังจะดึงดันแล้วก็ยืนยันความคิดเห็นของท่านประธาน ซึ่งไม่ตรงกับอาทิตย์ที่แล้ว พวกเราก็ต้องประท้วงท่านประธานแล้วก็ปล่อยให้หลักการอย่างนี้ ผ่านต่อไปไม่ได้ครับท่านประธาน ไม่อย่างนั้นการประชุมรัฐสภาก็จะไม่มีหลัก ไม่มีกติกา ไม่มีบรรทัดฐาน กราบเรียนท่านประธานนะครับ ถอยเถอะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านไพจิตครับ

นายไพจิต ศรีวรขาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครพนม

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ไพจิต ศรีวรขาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานดำริจะใช้ข้อบังคับโดยเคร่งครัดเพื่อดำเนินการประชุม ซึ่งก็ชอบตามภาระหน้าที่ข้อ ๕ ที่ท่านได้เห็นว่าควรที่ต้องใช้ด้วยความเคร่งครัด ขณะเดียวกัน แม้สัปดาห์ที่แล้วจะมีการพยายามเจรจากัน มีการอะลุ่มอล่วยผ่อนปรนกันเพื่อให้บรรยากาศ ให้ดีที่สุด วันนี้บรรยากาศก็ดีที่สุด ก็อยากจะให้ดี ขณะเดียวกันก็อยากให้การทำหน้าที่ ของสมาชิกรัฐสภาให้เกิดประโยชน์สูงสุด ข้อบังคับนี้ล่ะร่างกันทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล และสมาชิกวุฒิสภาเห็นชอบตามนี้ ตามนัยข้อ ๓๘ ผมก็คิดว่าสมาชิกยังเข้าใจว่าภาระชื่อ ที่มีอยู่ได้เรียงไว้แล้ว ถ้าท่านได้ขานชื่อก็แปลว่าสมาชิกที่มีภาระอย่างอื่นซึ่งวันนี้ท่านประธานครับ ก็ได้ขอความกรุณาว่าการประชุมรัฐสภาเป็นความจำเป็นสูงสุดที่อยากจะได้ความพร้อมเพรียง การประชุมกรรมาธิการคณะใหญ่ คณะเล็กอะไรทั้งหมดก็ขอความร่วมมือกันว่า ขอให้งดการประชุมแล้วก็มาทำหน้าที่ มารอการอภิปราย สะท้อนชีวิตและความรู้สึก ในการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญคราวนี้ให้กับพี่น้องประชาชนในห้องประชุมใหญ่ ก็ขอกัน ขอความร่วมมือกันทุกฝ่ายซึ่งผมเข้าใจว่าไม่น่าจะมีปัญหากรณีที่จะเรียกแล้วไม่อยู่ และไม่อภิปรายก็น่าจะไปได้ครับท่านประธานครับ ถ้าหากเป็นไปตามนี้ก็จะเป็นประโยชน์ ในการที่จะดำเนินการประชุมทั้ง ๒ ฝ่าย ก็ขอความกรุณาให้ท่านประธานได้ดำเนินการ ประชุมตามที่ดำริ วินิจฉัยแล้ว ถูกต้องครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ข้างหลังครับ ผมมองไม่ถนัด เชิญครับ

นายสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ สมาชิกวุฒิสภา นครศรีธรรมราช

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตหารือท่านประธานสั้น ๆ ครับ ๒ ประเด็นครับ

ประเด็นแรก ผมคิดว่าทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าให้เรายึดข้อบังคับ ดังนั้นขอความกรุณา ท่านประธาน ก็ยึดข้อบังคับให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้นในที่ประชุมแห่งนี้ เพื่อให้ที่ประชุมแห่งนี้ ได้เดินหน้าต่อไปได้ นั่นเป็นประการแรกครับ

ประเด็นที่ ๒ ท่านประธานครับ เรื่องของการที่จะให้สมาชิกรัฐสภาท่านใด ได้มีการอภิปราย ผมอยากขอความกรุณาท่านประธานว่าท่านประธานอาจจะ ให้ฝ่ายเลขาธิการได้ส่งรายชื่อให้ท่านประธานอีกครั้งหนึ่งเพื่อให้ท่านประธานได้อ่านไว้ก่อน จริงอยู่ว่ามันอาจจะอยู่ในรายงานเล่มนี้นะครับ แต่ผมคิดว่ารายงานเล่มนี้มันก็หนา แล้วมันก็มีเนื้อความอื่นที่มันคั่นระหว่างชื่อ แต่ถ้าหากว่าท่านประธานได้กรุณาขานชื่อ เช่น คราวละ ๑๐ ท่าน ผมคิดว่าก็จะทำให้สมาชิกรัฐสภานั้นได้รู้ตัวไว้ก่อนเป็นการตอกย้ำนะครับ เพื่อจะได้ลดปัญหาไประดับหนึ่ง ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ครับ ที่จริงรายชื่อมันก็เรียง ชัดเจนอยู่แล้วนะครับ ในเอกสารทุกคนมีอยู่ในมืออยู่แล้วครับ เชิญท่านนิพนธ์ครับ

นายนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม นิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ปัญหาการประชุมนั้น ผมถือว่า การยึดถือข้อบังคับโดยเคร่งครัดนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่สุด เพราะการประชุมใด ๆ ถ้าเราไม่ทำตามข้อบังคับนั้นผมคิดว่าเราคงประชุมไปไม่ได้ด้วยดี เพราะฉะนั้นโดยเฉพาะในสภาแห่งนี้ ผมถือว่าการปฏิบัติตามข้อบังคับนั้นเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ แต่ในข้อบังคับ ข้อ ๓๘ นั้น ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่าถ้อยคำที่ใช้ในข้อบังคับ ข้อ ๓๘ นั้น ส่วนใหญ่จะใช้คำว่า หรือ ทั้งสิ้น คือผมจะขออ่านข้อบังคับ ขออนุญาตท่านประธานคือว่า ข้อ ๓๘ นั้น ญัตติหรือคำแปรญัตติใดถึงวาระพิจารณาในที่ประชุมรัฐสภา คือใช้คำว่า วาระในที่ประชุมรัฐสภา ถ้าผู้เสนอญัตติ หรือผู้แปรญัตติไม่ชี้แจงในที่ประชุมรัฐสภา อันนี้ถือว่าตกไปเลยนะครับ ไม่ชี้แจง แต่ถ้าเขายังจะติดใจชี้แจง ผมคิดว่าเราก็ปฏิบัติตามข้อบังคับ ซึ่งท่านประธาน ได้ปฏิบัติไปแล้วเมื่อสัปดาห์ที่แล้วที่มีการประชุมคราวก่อน คือได้พูดกันในที่ประชุมนะครับ ถ้าสมมุติว่าไม่มีผู้ชี้แจง แต่ในฐานะที่ประชุมรัฐสภา โดยผู้รับมอบหมาย หรือผู้แปรญัตตินั้น ชี้แจงแทน วันนั้นได้มีการพูดคุยกันในที่ประชุมรัฐสภาว่าถ้าผู้แปรญัตตินั้นไม่ได้ชี้แจงในเวลาที่เรียก ก็ขอให้ไปอยู่ในอันดับสุดท้าย อันนี้ก็ถือว่าปฏิบัติตามข้อบังคับ อันนี้ผมอยากจะเรียนว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแปรญัตตินั้นเป็นสิทธิของสมาชิกโดยตรงที่สามารถที่จะชี้แจงในสภาได้ แต่ถ้าวาระนี้ผ่านพ้นไปแล้วไม่ชี้แจงก็ถือว่าตกไปเลย จะมาทบทวน หรือมาเรียกร้องอะไร ไม่ได้ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นผมคิดว่าที่ประธานได้พิจารณาไปแล้วนั้นก็อยู่ที่ประธานนะครับว่า ถ้าท่านประธานจะเปลี่ยนคำวินิจฉัย หรือคำตกลงก็แล้วแต่ประธาน แต่ว่าอย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าเมื่อที่ประชุมกำหนดอย่างนี้แล้วก็ควรจะให้ดำเนินการไปตามที่ได้มีการตกลงไว้ แต่อย่างน้อยที่สุด ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับว่าการแปรญัตตินั้น ถ้ายังอยู่ในวาระทุกครั้งที่มีการประชุมมา ผู้ที่แปรญัตติเข้ามาขอชี้แจงคำแปรญัตติของตัวเอง ก็ยังทำได้อยู่ตลอดมาในการประชุมที่ผ่านมา ไม่ถือว่าตกไปเลย ถ้าหมดวาระแล้ว จะมาทักท้วงอะไรไม่ได้อีกแล้วครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญอาจารย์พีรพันธุ์ครับ

นายพีรพันธุ์ พาลุสุข กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกรัฐสภา ผมคิดว่าตามดำริของท่านประธานที่อยากจะดำเนินการ ตามข้อบังคับ ข้อ ๓๘ เวลานี้ที่เราหารือกันอยู่ก็คือจะให้ความหมายของมาตรานี้อย่างไร กระผมก็อยู่ในที่ประชุมนี้ระหว่างครั้งที่แล้วที่เราเองก็พยายามที่จะอะลุ่มอล่วยกันว่า เมื่อถึงเวลาพิจารณาแล้วถ้าเจ้าของญัตติไม่อยู่ เวลานั้นถ้ามาตรานี้ยังไม่จบมาภายหลังก็ได้ แต่ผลการตีความกันอย่างนี้มันก็เลยทำให้การอภิปรายมันเยิ่นเย้อออกไปมาก ที่จริงถ้าดู ตามข้อ ๓๘ ด้วยตัวอักษรนะครับ แล้วก็วิธีปฏิบัติที่มันน่าจะเป็นผมก็คิดว่าตามที่ท่านประธาน ดำริว่าเมื่อถึงวาระพิจารณาในที่ประชุม ถึงวาระพิจารณาก็คือถึงเวลาพิจารณานะครับ ถ้าผู้เสนอญัตติหรือผู้แปรญัตติไม่ชี้แจง อันนี้ชัดเจนครับ แปลว่าท่านอยู่ แต่ไม่ชี้แจง มันก็ตกไปนะครับ หรือผู้เสนอญัตติ หรือผู้แปรญัตติไม่อยู่ ถ้าไม่อยู่ทำอย่างไรครับ ถ้าไม่อยู่ ข้อต่อไปเขาบอกว่าโดยไม่มีผู้ชี้แจงแทน ก็แปลว่าถ้าท่านไม่อยู่ท่านก็ต้องมอบให้ใครชี้แจงแทน แล้วก็การชี้แจงนี้ต้องทำเป็นหนังสือยื่นต่อท่านประธานด้วย ก็เพื่อให้ได้มีผู้ชี้แจงแทนญัตตินั้น จะไม่ตก ผมว่าถ้าตามหนังสือตามตัวอักษรมันก็ชัดเจนเป็นอย่างนี้ แล้วถ้าเราคิดในแง่ ของการปฏิบัตินะครับ สมมุติว่าเราจะต้องไปทำอะไรแล้วมีการเข้าแถวไป ถึงเวลาแล้วก็ไม่มา พอมันจะจบโผล่ขึ้นมา เราก็ไม่ให้ นี่ก็หลักปฏิบัติทั่ว ๆ ไปที่ผมเห็นอยู่อย่างนี้ ผมคิดว่าฉะนั้น ในแง่ของการตีความอย่างนี้นะครับ ในเมื่อข้อบังคับเปิดช่องว่าถ้าท่านผู้แปรญัตติไม่อยู่ ในที่ประชุมนี้ก็ให้มีการมอบหมายให้ผู้อื่นแทนนะครับ แต่ไม่ใช่ตีความว่าผมไม่อยู่ แต่เรื่องนี้ไม่จบ จะมาเมื่อไรก็ได้ ถ้าอย่างนั้นกฎเกณฑ์ของการประชุมมันก็คงจะดำเนินการ ไปยากลำบากที่จะเป็นอย่างนั้นนะครับ ผมคิดว่าด้วยดำริของประธานที่เราเคยยึดถือกันมา มันน่าจะเป็นตามตัวหนังสือก็น่าจะชัดเจนอย่างนี้ แต่บังเอิญคราวที่แล้วเราก็อะลุ่มอล่วยกัน พออะลุ่มอล่วยกันมันก็จะอะลุ่มอล่วยกันไปเรื่อย ๆ อย่างนั้นถ้าเราย้อนกลับมาเอาข้อบังคับ ว่าอย่างไร แนวทางปฏิบัติที่ควรจะเป็นเป็นอย่างไร ผมก็คิดว่าที่ท่านประธานดำรินั้น ชอบด้วยข้อบังคับแล้วครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ ความเห็นเป็น ๒ ฝ่ายนะครับ ความเห็นที่เห็นต่างก็คือในเรื่องของวาระที่ว่าความหมาย ของคำว่า วาระคืออะไร บางส่วนเห็นว่าวาระนี้หมายถึงเวลา ถึงเวลาท่านประธานเรียกชื่อ แล้วไม่อยู่ก็ถือว่าตกไป แต่บางส่วนเห็นว่าวาระตรงนี้หมายถึงในมาตรานั้น ๆ ซึ่งถ้ายังไม่จบ มาตรานั้น ๆ ก็สามารถที่จะมาอภิปรายทีหลังได้ ความเห็นอย่างนั้นนะครับ ซึ่งเป็นความเห็นต่าง ผมต้องวินิจฉัย แต่ทีนี้ประเด็นคือมีอีกส่วนหนึ่ง อีกปัจจัยหนึ่งสมาชิกหลายท่านก็โน้ตมาถึงผม บอกว่าถ้าจะยึดหลักให้ขานชื่อเรียงตามลำดับ สมาชิกบางท่านไม่ได้ติดใจแล้วนะครับ แล้วก็เวลาอ่านชื่อท่านไม่ติดใจแล้วท่านไม่อยู่มันอาจจะทำให้ท่านเสียหาย ท่านก็เป็นกังวล ในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นโดยรวมทั้งหมดผมขออนุญาตวินิจฉัยนะครับ ผมจะดำเนินการตามมติเดิม ที่ได้ตกลงกันไว้ เอาตามเดิมนะครับ เอาอย่างนั้นนะครับ เพราะฉะนั้นจะถือว่า ผมยึดข้อบังคับหรือไม่ยึดมันก็เป็นเรื่องของดุลยพินิจในการวินิจฉัย ผมวินิจฉัยยึดตาม ข้อตกลงเดิมก็แล้วกันนะครับ เพราะเรื่องนี้มันก็มองต่างมุมกันได้ ไม่มีใครผิด ใครถูกหรอกครับ ถือว่าเพื่อให้การประชุมดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยนะครับ ผมก็จะยึดตามมติเดิม เอาอย่างนั้นนะครับ ทีนี้แทนที่จะขานชื่อเรียงตามลำดับนะครับ ผมให้สมาชิกท่านใดที่คอยดู ว่ามันถึงคิวตัวเองหรือยัง ถ้าเห็นว่าจะใกล้ถึงก็ส่งชื่อขึ้นมา ถ้าไม่มีรายชื่อผมจะถือว่า ท่านไม่ติดใจผมจะข้ามไปโดยอัตโนมัติ อย่างนั้นดีไหมครับ ข้ามไปโดยอัตโนมัติ แต่ก็สามารถ อภิปรายในช่วงท้ายได้ อย่างนี้น่าจะดำเนินไปได้นะครับ ถ้าอย่างนั้นผมขอรายชื่อด้วยครับ เชิญท่านเลขาธิการครับ

นายพิทูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการรัฐสภา

มาตรา ๔ แก้ไขเพิ่มเติมความ เป็นมาตรา ๒๙๑/๑ ถึง มาตรา ๒๙๑/๑๗ มาตรา ๒๙๑/๑ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการ ขอสงวนความเห็นและผู้สงวนคำแปรญัตติ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอส่งรายชื่อด้วยนะครับ ท่านเทพไทเชิญครับ

นายเทพไท เสนพงศ์ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

รบกวนท่านนิดเดียว ถ้าไม่ส่งรายชื่อก็ขอความกรุณายกมือนะครับ ผมจะได้ทราบ ขอบคุณครับ เชิญครับ

นายเทพไท เสนพงศ์ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และกรรมาธิการเสียงข้างน้อย สำหรับมาตรา ๒๙๑/๑

(นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดศรีสะเกษ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านเทพไท มีผู้ประท้วงครับ เชิญข้างหลังสุดเลยครับ

นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกวุฒิสภา ศรีสะเกษ

ท่านประธานครับ เนื่องจากว่าในบันทึกชื่อผมเป็นผู้สงวนคำแปรญัตติคนแรกครับ จะขออนุญาตได้อภิปราย เพื่อจะให้เป็นไปตามลำดับที่อยู่ในหนังสือครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ถ้าอย่างนั้นท่านขอใช้สิทธิก่อน ใช่ไหมครับ

นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกวุฒิสภา ศรีสะเกษ

ใช่ครับ ท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ถ้าอย่างนั้นท่านเทพไท ขออนุญาตท่านก่อนนะครับ

นายเทพไท เสนพงศ์ กรรมาธิการ

คือเขาไม่ยกมือท่านประธานเมื่อครู่ เขาต้องหลังผมสิครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไร ผมได้อนุญาต ท่านเทพไท เดี๋ยวผมให้ท่านต่อก็แล้วกัน

นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกวุฒิสภา ศรีสะเกษ

ท่านประธานครับ ผมจะขออนุญาตกลับมาต่ออีกครั้งหนึ่งตอนประมาณบ่ายโมงครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญครับ

นายเทพไท เสนพงศ์ กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ต่อมาตรา ๒๙๑/๑ ของกรรมาธิการเสียงข้างมาก ซึ่งยืนยันตามร่างเดิมของคณะรัฐมนตรี นั่นก็คือให้สภาร่างรัฐธรรมนูญมีสมาชิกประกอบด้วย สมาชิก ๒ ประเภท ก็คือ ๑. ประเภทที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรงจังหวัดละ ๑ คน กับส่วนที่ ๒ มาจากการคัดเลือกของที่ประชุมรัฐสภาจำนวน ๒๒ คน ทั้ง ๒ ประเด็นนี้ ท่านประธานครับ ผมก็ได้เสนอคำแปรญัตติโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่ ๑ ในประเด็นที่ ๑ ร่างเดิมของคณะรัฐมนตรีให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญมาจากการเลือกตั้งในจังหวัดละ ๑ คน ซึ่งหลักการในการเลือกตั้งผมจะกราบเรียนกับท่านประธานว่าผมเห็นด้วยครับว่า สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญต้องมาจากการเลือกตั้ง แต่การเลือกตั้งที่กำหนดว่าจังหวัดละ ๑ คน ผมเองไปพิจารณาดูว่ามันอาจจะไม่เป็นธรรมกับพี่น้องประชาชนในจังหวัดอื่น ๆ เพราะแต่ละจังหวัดมีประชากรในแต่ละจังหวัดไม่เท่าเทียมกัน ๗๗ จังหวัดในประเทศไทย ท่านประธานก็คงทราบว่ามีความเหลื่อมล้ำในเรื่องของประชากร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรุงเทพมหานครที่มีประชากรถึงประมาณเกือบ ๖,๐๐๐,๐๐๐ คน เมื่อเปรียบเทียบ กับจังหวัดระนองซึ่งมีประชากรแค่ ๑๘๓,๐๐๐ กว่าคน แต่ทั้ง ๒ จังหวัด มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญได้ ๑ คน ท่านประธานลองคิดดูครับ ประชากร ๖๐๐,๐๐๐ คน กับ ๑๐๐,๐๐๐ คน เราให้น้ำหนัก สสร. ๑ คนเท่าเทียมกัน ผมเกรงว่าเมื่อเทียบสัดส่วน ประชากรแล้วอาจจะเกิดความไม่เป็นธรรมกับพี่น้องประชาชน ผมจึงแปรญัตติว่าสมาชิก ที่มาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชนโดยตรงผมต้องการที่จะมาคิดสัดส่วน โดยใช้ประชากร ๕๐๐,๐๐๐ คนต่อสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ๑ คน จังหวัดใดมีประชากร น้อยกว่า ๕๐๐,๐๐๐ คน ให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญได้ ๑ คนเป็นอย่างต่ำนะครับท่านประธาน โดยให้ประชาชนมีสิทธิเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ๑ คน และให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ได้รับคะแนนสูงสุดเรียงลำดับเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญจนครบ นั่นก็หมายความว่า ไม่ว่าจังหวัดใดถ้าหากว่าใช้สัดส่วนประชากร ๕๐๐,๐๐๐ คนต่อ สสร. ๑ คน แต่พี่น้องประชาชนเลือกได้ ๑ เบอร์ นั่นก็คือวันแมนวันโหวต (One Man One Vote) ก็คือ โหวตได้ ๑ คน ซึ่งเหมือนกับการเลือกตั้ง ส.ว. ในปี ๒๕๔๓ ครับท่านประธาน ผมคิดว่าถ้าเป็นอย่างนี้ ก็จะให้ความเป็นธรรมกับพี่น้องประชาชนในจังหวัดต่าง ๆ เมื่อเราเทียบสัดส่วนประชากร กับส่วนที่ ๒ ผมคิดว่าถ้าหากว่าเรามีสัดส่วนประชากรกำหนดจำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เราก็สามารถที่จะให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญในจังหวัดที่มีอาณาเขตกว้างขวางมีประชากร เยอะมากมายสามารถที่จะไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในเขตจังหวัดนั้น ๆ ได้ ถ้าหากว่าเราขีดเส้นให้จังหวัดละ ๑ คน ผมเกรงว่า สสร. ๑ คน จะไปรับฟังความคิดเห็น ของพี่น้องประชาชนในจังหวัดที่กว้างใหญ่ไพศาลได้อย่างไร เช่น ในจังหวัดนครราชสีมา จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งมีประชากรถึงเกือบ ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน ตรงนี้เองครับ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าการให้สัดส่วนประชากร ๕๐๐,๐๐๐ คน ต่อ สสร. ๑ คน จำนวนไม่มากครับท่านประธาน ถ้าท่านประธานจะไปดูจำนวนประชากรทั้งประเทศ ในช่วงสิ้นปี ๒๕๕๓ โดยประมาณปี ๒๕๕๔ ท่านประธานก็จะเห็นได้นะครับว่าถ้าเอาสัดส่วน ประชากร ๕๐๐,๐๐๐ คน ต่อ สสร. ๑ คน ก็จะได้สมาชิก สสร. ประมาณ ๑๓๐ คน ซึ่งจริง ๆ เมื่อรวมกับสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากประเภทที่ ๒ นะครับ จากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน ๒๒ คน ก็จะได้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญประมาณ ๑๕๐ คน ซึ่งเป็นตัวเลข ที่เพื่อนสมาชิกกรรมาธิการเสียงข้างมากหลายท่านเห็นด้วย และมีสมาชิกหลายคน ก็เห็นว่าจำนวน ๑๕๐ คน มันเป็นจำนวนที่พอเหมาะพอดีกับสภาร่างรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ทราบด้วยเหตุผลกลใดครับ ท่านประธานครับ มติก็กลับมาเป็นร่างเดิม ของคณะรัฐมนตรี นั่นก็คือ ๙๙ คน ซึ่งในความเห็นของผมผมคิดว่าเป็นจำนวนที่น้อยมากครับ จำนวน ๑๓๐ คน จากการเลือกตั้งในสัดส่วนประชากร ๕๐๐,๐๐๐ คนต่อ ๑ คน ถ้าหากว่า จะดูตัวเลขสัดส่วนจากจำนวนประชากรพอแยกได้ครับว่าในจังหวัดที่มี สสร. ได้ ๑ คน มีประมาณ ๔๔ จังหวัด มี สสร. ได้ ๒ คน มีประมาณ ๒๑ จังหวัด มี สสร. ได้ ๘ คน มี ๘ จังหวัด สสร. ได้ ๔ คน มี ๑ จังหวัด ๕ คน ๑ จังหวัด และ ๑๑ คน ๑ จังหวัด ซึ่งรวมแล้วเท่ากับ ๑๓๐ คน ผมคิดว่าเป็นตัวเลขที่พอเหมาะพอควร เพราะฉะนั้นผมเอง เลยแปรญัตติมาจาก (๑) ว่าให้คิดจากสัดส่วนของประชากร ๕๐๐,๐๐๐ คนต่อ ๑ คน และให้พี่น้องประชาชนเลือกได้ ๑ เบอร์เท่านั้นนะครับ ใน (๒) ท่านประธานครับ (๒) ร่างเดิมของคณะรัฐมนตรีและกรรมาธิการเสียงข้างมากยืนยัน นั่นก็คือบอกว่าสมาชิก ซึ่งมาจากการคัดเลือกโดยที่ประชุมรัฐสภาจำนวน ๒๒ คน มาจากผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน จำนวน ๖ คน ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ จำนวน ๖ คน ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย หรือการร่างรัฐธรรมนูญตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภากำหนด จำนวน ๑๐ คน รวมแล้วเป็น ๒๒ คน ในประเด็นนี้ผมไม่เห็นด้วยกับร่างของรัฐบาล นั่นก็คือที่มาของสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญประเภทที่ ๒ คือผู้เชี่ยวชาญ ผมเห็นด้วยในหลักการ ที่ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ ผู้มีประสบการณ์ในการร่างรัฐธรรมนูญ เพราะผมเชื่อว่าการร่างรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่สำคัญและต้องใช้ประสบการณ์ ความรู้ความสามารถในบางมุมในบางส่วน การที่จะให้สมาชิกที่มาจากการเลือกตั้ง ของประชาชนโดยตรงก็อาจจะขาดนักเทคนิคหรือคนที่ร่างรัฐธรรมนูญมืออาชีพ ก็เลยเป็นที่มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญประเภทที่ ๒ แต่ที่มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญประเภทที่ ๒ ครับท่านประธานที่ทำให้ผมติดใจ นั่นก็คือการให้สมาชิกรัฐสภาเป็นผู้เลือก เป็นผู้ลงมติว่าบุคคลใดจะเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ในประเภทที่ ๒ ถ้าเป็นอย่างนี้ก็หนีไม่พ้นนะครับว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญก็จะถูกข้อครหา จากพี่น้องประชาชน จากหลายฝ่ายว่าสมาชิกรัฐสภาชุดปัจจุบันมีส่วนได้เสีย มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้อง กับการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งหลักการของเราเราต้องการที่จะให้การร่างรัฐธรรมนูญ ปลอดจากการเมือง ปลอดจากการชี้นำของนักการเมือง ปลอดจากการครอบงำของสมาชิกรัฐสภา แต่เมื่อ (๒) บอกว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญประเภทที่ ๒ ต้องมาจากที่ประชุมหรือมติ ของที่ประชุมของรัฐสภาจำนวน ๒๒ คน ผมเกรงครับท่านประธาน ผมอาจจะมองโลกในแง่ร้าย แต่ว่ามันเป็นความจริงที่เกิดขึ้นในขณะนี้ก็คือว่า ถ้าหากว่าใช้สมาชิกรัฐสภาเป็นคนเลือก สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญประเภทที่ ๒ ผมเชื่อครับว่าข้อครหาเรื่องการบล็อกโหวต (Block vote) การเลือกคนของตัวเอง มีแน่นอนครับ สมาชิก ๒๒ คนก็จะได้คนที่เสียงข้างมาก นั่นก็คือรัฐบาลสามารถจะชี้นำหรือกำหนดได้ครับ อาจจะมีโพย อาจจะมีโผออกมาว่าให้เลือกใครบ้าง ในที่ประชุมกรรมาธิการได้พูดว่าเสียงข้างมาก เสียงของรัฐบาลไม่สามารถที่จะไปครอบงำ การเลือกตั้งได้ เพราะสมาชิกฝ่ายรัฐบาลในสภานี้มีจำนวน ๓๐๐ คน ถ้าเสียงเกินครึ่งหนึ่ง เสียงเกินข้างมากต้องใช้เสียงประมาณ ๓๒๕ คน ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานนะครับว่า เสียง ๒๕ คนที่ต้องการจะเพิ่มจาก ๓๐๐ เสียง หาไม่ยากสำหรับในสภาแห่งนี้ มีหลายคน พร้อมที่จะยอมยกมือให้ ยอมที่จะสนับสนุนเสียงของรัฐบาล เพราะฉะนั้นเป็นไปได้มากที่สุด ก็คือว่าถ้าเราใช้วิธีการเลือกโดยที่ประชุมรัฐสภา เราก็จะได้สมาชิกที่มาจากคนของเสียงข้างมาก คนของรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น รวมไปถึงใน (๓) ผู้มีประสบการณ์ทางการเมือง ผู้บริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย หรือการร่างรัฐธรรมนูญตามหลัก ที่ประธานรัฐสภากำหนดจำนวน ๑๐ คน อันนี้ก็ชัดเจนว่าประธานรัฐสภาก็มีส่วน ในการไปกำหนดหลักเกณฑ์คุณสมบัติของสมาชิกสภาประเภทที่ ๒ ก็จะถูกข้อครหาข้อนินทา อีกเช่นเดียวกันนะครับว่า ท่านประธานในฐานะที่เป็นคนมาจากพรรคการเมืองก็มีส่วนได้เสีย กับการกำหนดคุณสมบัติของสมาชิก สสร. ในประเภทที่ ๒ เพื่อไม่ให้มีข้อครหาเช่นนี้ ท่านประธานครับ ผมเลยแปรญัตติแก้ไขใหม่ในสมาชิกประเภทที่ ๒ ของผม นั่นก็คือว่า สมาชิกประเภทที่ ๒ ผมต้องการที่จะให้มาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชนโดยตรง หลักการที่ต้องการที่จะให้สภาร่างรัฐธรรมนูญมีมืออาชีพในการร่างรัฐธรรมนูญ อันนี้ผมเห็นด้วย เพราะฉะนั้นคนที่มาจากการเลือกตั้งในประเภทที่ ๒ ก็ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญ จากสาขากฎหมายมหาชน ๖ คน ผู้เชี่ยวชาญจากสาขารัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ ๖ คน ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดินจำนวน ๑๐ คน แต่ว่าทั้ง ๒๒ คนนี้ ท่านประธานครับ ผมต้องการที่จะให้สถาบันการศึกษาเป็นคนคัดเลือก เป็นคนคัดเลือก ผู้มีคุณสมบัติตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แล้วเสนอชื่อให้พี่น้องประชาชนเลือกตั้งโดยตรง โดยใช้เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง นั่นก็หมายความว่าถ้าหากว่าสถาบันการศึกษา เสนอสมาชิกตาม (๒) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญมาจำนวน ๕๐ คน ก็ให้ ๕๐ คนเป็นรายชื่อที่พี่น้องประชาชน ทั่วประเทศเลือก โดยสามารถเลือกได้ ๑ คน ๑ บัตร นั่นก็หมายความว่าเราจะได้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญประเภทที่ ๒ มาจากผู้เชี่ยวชาญ จากการเลือกตั้ง ของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ จากผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดคือได้ที่ ๑ จนถึง ๒๒ จนครบจำนวน ถ้าเป็นอย่างนี้ท่านประธานครับ เราก็สามารถจะอธิบาย กับพี่น้องประชาชนได้ว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ประเภทที่ ๒ มีความโปร่งใส ไม่มีการเมืองแอบแฝง ไม่มีใครเข้าไปครอบงำได้ เพราะเขตเลือกตั้ง คือเขตประเทศเป็นเขตที่กว้างครับประธาน ไม่สามารถที่ใครจะไปบล็อกโหวต หรือหาเสียง ไม่มีพรรคการเมืองใดจะไปมีอิทธิพลต่อโหวตเตอร์ (Voter) ต่อคะแนนเสียงให้เลือกคนในคนหนึ่ง ผมเห็นว่าการใช้วิธีการเลือกตั้งโดยใช้เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง โดยให้เลือก ๑ คน เราจะได้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ประเภทที่ ๒ ที่มาจากประชาชนโดยตรงและไม่มี การเมืองเข้าไปครอบงำครับ จาก (๑) (๒) ท่านประธานครับ ถ้าหากว่าดูจากตัวเลขผมคิดว่า ก็จะมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญประมาณ ๑๕๐ คน และเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่มาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชนโดยตรงจริง ๆ ถ้าเป็นเช่นนี้เราก็จะได้ คนที่ร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง ปลอดการเมือง และจะเป็นที่ยอมรับ ของพี่น้องประชาชน ข้อเสนอของผมดังกล่าว ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานผ่านไปยัง เพื่อนสมาชิกรัฐสภา ซึ่งในขณะที่กำลังแปรญัตติอยู่ กำลังพิจารณาในวาระที่สอง ได้มีเพื่อนสมาชิกหลายคนที่ได้สนับสนุนแนวทางของผม ผมก็อยากจะเรียนเหตุผล ต่อท่านประธานเพื่อผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกรัฐสภานะครับว่า ขอได้พิจารณาแนวทางข้อเสนอของผม ในการแปรญัตติครั้งนี้ ถ้าหากว่าเห็นชอบที่จะสนับสนุนให้มีการเลือกตั้ง สสร. โดยตรงทั้ง ๒ ประเภท และจำนวน ๑๕๐ คน ที่พอเหมาะพอควรผมก็อยากจะขอเสียงสนับสนุนในการสงวนคำแปรญัตติ ของผมเพื่อที่จะให้คำสงวนคำแปรญัตติของผมได้ผ่านการรับรองของเพื่อนสมาชิกรัฐสภา ด้วยเสียงข้างมากครับท่านประธาน ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ต้องขอบคุณท่านเทพไทนะครับ ที่อภิปรายอยู่ในกรอบของประเด็นที่ได้สงวนความเห็นครับ เชิญท่านเจตน์หรือเปล่าครับ

นายเจตน์ ศิรธรานนท์ กรรมาธิการ

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา แล้วก็ในฐานะ ของกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานครับ ก่อนที่ผมจะลงไปในรายละเอียด ของมาตรา ๒๙๑/๑ ผมขอหารือท่านประธานนิดนะครับ พวกผมเองสมาชิกวุฒิสภาหลายท่าน เขาจะมีปัญหาในการตัดสินใจของท่านประธานค่อนข้างมากในประเด็นเรื่องของคิว ที่จะอภิปราย ท่านประธานถ้าหากว่าท่านตัดสินใจในกรณีที่ยกมือแล้วใครพูดก่อนได้ก่อน ผมก็คิดว่ามันจะสร้างความสับสนให้กับเพื่อนสมาชิกทั้งสมาชิกวุฒิสภา แล้วก็สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างมาก ทำไมท่านไม่พิจารณาแบบให้ตามคิวของเอกสารที่พิมพ์มา เพราะว่าอย่างน้อยเพื่อนสมาชิกด้วยกันเขาจะได้รู้ว่าเขาจะอยู่คิวที่เท่าไร เขาจะได้รอ แต่ว่าอาจจะมีในกรณีที่ถ้าหากว่ามีสมาชิกบางท่านไม่อยู่ในที่ประชุม แล้วท่านประธาน จะอนุโลมให้สามารถใช้สิทธิอภิปรายได้ ท่านจะยอมให้เขามาต่อคิวก็ไม่เป็นอะไร แต่ว่าในคิวแรก ๆ ท่านต้องให้เขาพิจารณาแล้วก็อภิปรายตามคิวที่พิมพ์อยู่ในรายงานของคณะกรรมาธิการ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านเจตน์ครับ ผมเข้าใจเจตนา ไม่เสียเวลาครับ อธิบายนิดหนึ่งสั้น ๆ ครับ ผมจะเรียงตามลำดับที่ว่านั่นละ เพียงแต่มีสมาชิกบางท่านอาจจะไม่ติดใจแล้วก็ไม่อยากจะให้เอ่ยชื่อ เพราะฉะนั้น ผมจะไม่เอ่ยชื่อก็ใช้วิธีการยกมือ แล้วก็ส่งรายชื่อมา แล้วผมจะเอารายชื่อกับคนที่ยกมือ เรียงตามลำดับอย่างที่ท่านเสนอแนะครับ

นายเจตน์ ศิรธรานนท์ กรรมาธิการ

ผมเข้าใจเหมือนกับที่ท่านประธาน เข้าใจหรือเปล่าครับ เพราะว่าในกรณีนี้ถ้าหากว่ามันมีคิวอยู่ในเอกสารเล่มนี้ สมาชิกเขาสามารถติดตามดูว่าขณะนี้คิวใครอภิปราย เขาจะรอคิวที่เท่าไร แต่ถ้าท่านให้ยกมือ แล้วให้จดชื่อไปมันก็จะมีปัญหาในกรณีนั้น

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านอย่างนี้ ถึงคิวแล้ว ท่านยังอยู่แล้วยกมือหรือส่งชื่อ ผมให้ท่านก่อนอยู่แล้ว เรียงตามนั้นนอกจาก

นายเจตน์ ศิรธรานนท์ กรรมาธิการ

ผมไม่เข้าใจในการตัดสินใจของท่าน ว่าในกรณีท่านเทพไท ซึ่งเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อย

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เมื่อกี้ผมไม่เห็นใครเสนอชื่อ ไม่มีคนเสนอชื่อ แล้วก็ไม่มีใครยกมือ หรือยกมือผมไม่เห็นครับ ต้องขออภัย ผมก็เห็นแต่ท่านเทพไทคนเดียว ผมเลยเสนอให้ท่านพูดก่อนเท่านั้นเอง

นายเจตน์ ศิรธรานนท์ กรรมาธิการ

ก็ไม่เป็นไรครับท่านประธาน อย่างไรก็ตาม คือผมเห็นด้วยกับท่านประธานอย่างมากเลยว่าไม่ออกชื่อของผู้ที่สงวนสิทธิ คำแปรญัตติ เพราะว่าจริง ๆ ท่านอาจจะพ่วงชื่อเข้าไปแต่ว่าไม่ต้องการอภิปราย อันนี้ผมเห็นด้วย การที่ท่านระบุชื่อมาจะทำให้เขาถูกกดดันเขาจะต้องอภิปราย ถึงแม้ว่าจะไม่อยากอภิปรายก็ตาม ซึ่งเป็นสิทธิส่วนตัวไปละเมิดตรงนี้ไม่ได้ ตรงนี้ผมเห็นด้วย แต่ว่าในกรณีที่ชื่ออยู่ในคิวเขาจะได้ สามารถไปทำงานอื่นได้แล้วกลับมาอภิปรายให้ตรงตามเวลานั้น ผมคิดว่าควรจะเป็นอย่างนั้น นะครับท่าน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ก็ตามที่ท่านเสนอนะครับ ตามนั้นละครับ

นายเจตน์ ศิรธรานนท์ กรรมาธิการ 🔗

ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ท่านประธานครับ ในมาตรา ๒๙๑/๑ มีสมาชิกและกรรมาธิการสงวนไว้ถึง ๑๑๐ ท่าน ถ้าหากว่าท่านประธานใช้กรณีที่จดชื่อขึ้นไปมันก็จะมีปัญหาว่าคิวไม่รู้จะอยู่ตรงไหนเลย ตรงนี้ผมอยากจะฝากไว้ในประเด็นแรก

ทีนี้ในกรณีมาตรา ๒๙๑/๑ มีผู้ที่จะสงวนคำแปรญัตติไว้มากมาย มี ส.ว. ที่สงวนคำแปรญัตติในมาตรานี้ถึง ๔๓ ท่าน มีกรรมาธิการแปรญัตติเฉพาะมาตรานี้ถึง ๑๓ ท่าน ท่านประธานครับ ในมาตรานี้เขียนที่มาของ สสร. ว่ามี ๒ ประเภท มี สสร. เลือกตั้ง แล้วก็มี สสร. สรรหา ผมแปรญัตติและนำเข้าไปโหวต (Vote) ในคณะกรรมาธิการเมื่อวันพุธที่ ๒๘ มีนาคม ให้มี สสร. ประเภทเดียวมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด จำนวน ๒๐๐ คน มีสมาชิก สงวนให้มี สสร จำนวน ๒๐๐ คน ถึง ๔๕ ท่าน โดยแบ่งเขตตามฐานประชากรทั่วประเทศ ตามแบบการเลือกตั้ง ส.ว. ปี ๒๕๔๓ ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ท่านประธานครับ อนุโลม ตามมาตรา ๙๔ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย วรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ โดยคำนวณจากหลักฐานทะเบียนราษฎร์ ในปี ๒๕๕๔ เฉลี่ยด้วย สสร. จำนวน ๒๐๐ คน ก็จะมีจำนวนของฐานของประชากรจะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ ๓๒๐,๐๐๐ คน จังหวัดใด ที่มีราษฎรที่น้อยกว่าเกณฑ์ให้มี สสร. ได้ ๑ คน ถ้าหากว่ามีจำนวนประชากรมากกว่า ๓๒๐,๐๐๐ คน ก็เอาจำนวน ๓๒๐,๐๐๐ คนไปหาร ถ้าหากว่าหารได้ก็จะมีจำนวน สสร. อย่างน้อยเท่ากับจำนวนที่หารได้นั้น ถ้าหากว่ามีเศษเก็บเอาไว้ก่อน แล้วถ้าพิจารณา สสร. ทั้งหมดแล้วจึงเอาเศษมาคิดแล้วก็ไล่เศษไปเรื่อย ๆ จนครบ ๒๐๐ คน เมื่อครบ ๒๐๐ คน วิธีนี้ก็จะทำให้ได้ตัวของ สสร. เหมือนกับตอนที่เราเลือกตั้ง ส.ว. ปี ๒๕๔๓ ญัตติของผม สอดคล้องกับท่าน ส.ส. วิรัตน์ กัลยาศิริ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยของพรรคประชาธิปัตย์ ส.ส. พรรคฝ่ายค้านและเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาอีกหลายท่านก็เห็นด้วยกับแนวคิดอย่างนี้ ในการโหวตในคณะกรรมาธิการในวันดังกล่าวก็ใช้วิธีการโหวตตามข้อบังคับการประชุม ผลการโหวตปรากฏว่าร่างของรัฐบาลแพ้ร่างอีก ๙ ร่างที่เสนอด้วยคะแนน ๑๐ : ๑๒ แต่วันรุ่งขึ้นคือวันพฤหัสบดีที่ ๒๙ มีนาคม ก็มีการพลิกมตินะครับ ก็ใช้หลักการ ของร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขึ้นมาพิจารณา โดยที่ว่า หลักการ เราก็จะพิจารณากันในวันแรก ๆ ว่าเราแขวนหลักการและเหตุผลเอาไว้ก่อน เก็บไว้พิจารณา ในรายละเอียดของมาตราต่าง ๆ ให้เสร็จสิ้นแล้ว จึงนำหลักการและเหตุผลมาพิจารณา แต่ว่าเมื่อกรรมาธิการเสียงข้างมากแพ้มติไปแล้วก็จึงรีบเร่งที่จะนำหลักการมาพิจารณา ซึ่งพอเรานำหลักการมาพิจารณามันก็จะทำให้ร่างที่ชนะไป ๙ ร่างตกไป จริง ๆ มันมี ๘ ร่าง อีกร่างหนึ่งมี สสร. ที่สรรหาด้วย จริง ๆ แล้วข้อเสนอแนะของกรรมาธิการเสียงข้างน้อย หลายท่านรวมทั้งผมมีทางในการแก้ไขให้เป็นไปตามเจตนา ของกรรมาธิการเสียงข้างมาก หลายประการ ตั้งแต่ให้นำผลมาโหวตกันในสภาใหญ่ ซึ่งด้วยเสียงข้างมากของสมาชิกรัฐสภา ก็สามารถเอาชนะได้ในชั้นของที่ประชุมรัฐสภาใหญ่อยู่แล้ว หรือแม้กระทั่งเมื่อผ่านการพิจารณาไปแล้วให้มีกรรมาธิการท่านหนึ่งท่านใดเสนอคำแปรญัตติ เข้ามาใหม่ โดยใช้ร่างเดิมของรัฐบาล หรือว่าร่างเดิมของรัฐบาลมาปรับแต่ง ตกแต่งเล็กน้อย แล้วก็เข้ามาสู้กับร่างที่ชนะไป ก็สามารถที่จะพลิกมติได้ หรือแม้กระทั่งพิจารณา ไปจนวาระสุดท้ายแล้ว จึงจะเอาเรื่องของหลักการและเหตุผลมาพิจารณาก็ยังเป็นไปได้ ด้วยวิธีการต่าง ๆ เหล่านี้มันจะเป็นวิธีที่ละมุนละม่อมมากกว่าที่กรรมาธิการเสียงข้างมาก จะพลิกมติไปในวันรุ่งขึ้นเท่านั้นเอง เพราะว่าในกระแสแล้วมันยากต่อการยอมรับ แล้วมันก็ดูเหมือนว่าทางกรรมาธิการจะใช้เสียงข้างมากลากไป ซึ่งจริง ๆ แล้วด้วยเจตนา ด้วยวิธีการต่าง ๆ มันมีมากมายที่สามารถทำได้โดยไม่มีปัญหาเหมือนในปัจจุบัน โดยเฉพาะ ในข้อบังคับการประชุมของรัฐสภา ข้อ ๙๖ วรรคสุดท้าย ที่เขียนว่าการแปรญัตติเพิ่มมาตราขึ้นใหม่ หรือตัดทอน หรือแก้ไขมาตราเดิมต้องไม่ขัดกับหลักการแห่งร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เว้นแต่การแก้ไขเพิ่มเติมมาตราที่เกี่ยวเนื่องกับหลักการนั้น เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นว่า ถ้าผมยังเสนอญัตติแบบเดิมให้ สสร. มาจากเลือกตั้งทั้งหมด ๒๐๐ คน มันก็จะขัดกับหลักการ และขัดกับข้อบังคับของการประชุมรัฐสภา เพราะฉะนั้นผมจึงใช้สิทธิของกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ซึ่งอาจจะได้เปรียบเพื่อน ๆ สมาชิกหลาย ๆ ท่าน ที่ไม่สามารถที่จะกลับญัตติ หรือว่าแปรญัตติ เข้าไปใหม่ ผมก็ใช้สิทธินี้แปรญัตติกลับเข้าไปใหม่ โดยเพื่อให้สอดคล้องกับหลักการและเหตุผล โดยเพิ่ม สสร. ประเภทที่ ๒ เข้ามา จำนวน ๒๒ คน ให้ตรงกับมติของคณะกรรมาธิการ เพื่อจะได้เป็นทางเลือกหนึ่งของผู้ที่แปรญัตติให้มี สสร. ประมาณ ๒๐๐ คน ซึ่งมีอยู่ถึง ๔๕ ท่าน โดยมีรายละเอียดและที่มาที่ไปของ สสร. จากนักวิชาการเหมือนร่างของคณะกรรมาธิการ ทุกประการ คือมีผู้เชี่ยวชาญ ๓ ประเภท ทั้งสาขากฎหมายมหาชน ๖ คน สาขารัฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์ ๖ คน และผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม ๑๐ คน แต่ผมยังยืนยันจำนวน สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง จำนวน ๒๐๐ คนนั้น เพราะต้องการให้ที่มาของ สสร. มีความชอบธรรมมากที่สุด ถ้าเจตนารมณ์ ของผู้ที่ร่างรัฐธรรมนูญต้องการพัฒนาประชาธิปไตย และเพื่อให้สามารถแก้ไขความขัดแย้ง ทางการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผมจึงเห็นว่าที่มาที่ไปของ สสร. มีความสำคัญอย่างมาก ท่านประธานครับ ถึงรัฐธรรมนูญฉบับ ปี ๒๕๕๐ เป็นรัฐธรรมนูญที่ได้รับการต่อต้านมาก จนเป็นที่มาของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันนี้ ผมก็ยังเห็นว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เป็นรัฐธรรมนูญที่มีส่วนดีมากมาย ทั้งเรื่องของการคุ้มครองส่งเสริม ขยายสิทธิและเสรีภาพ ของประชาชน ลดอำนาจผูกขาดของรัฐ และเพิ่มอำนาจของประชาชน ทำการเมือง ให้มีความโปร่งใสมีคุณธรรมและจริยธรรม รวมถึงข้อที่ ๔ ที่ทำให้องค์กรตรวจสอบ มีความอิสระและเข้มแข็ง สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผมจึงไม่เห็นด้วย กับการแก้ไขทั้งฉบับ ซึ่งมีผู้สงสัยว่าทำไมจะต้องแก้ไขทั้งฉบับ แก้เพื่อล้มล้างมาตรา ๓๐๙ เพื่อช่วยใครบางคนหรือไม่ เพราะเมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ไม่มีมาตรา ๓๐๙ อีกต่อไป และ สสร. จะเขียนรัฐธรรมนูญให้ออกมาอย่างไรก็ได้ตามที่รัฐบาลต้องการ ถ้ารัฐบาล หรือพรรคเพื่อไทยคุมเสียงส่วนใหญ่ของ สสร. ได้ ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งถูกโจมตีมากมายว่าได้มาจากการปฏิวัติ รัฐประหาร ทั้งที่รัฐบาลชุดนี้รวมถึง ส.ส. และ ส.ว. ที่นั่งอยู่ในที่นี้ล้วนแล้วแต่มาจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ทั้งสิ้น รวมทั้งการผ่าน การทำประชามติของประชาชนทั้งประเทศ ด้วยคะแนน ๑๔.๗ ล้านเสียง ดังนั้นเมื่อมีการตั้ง สสร. ขึ้นใหม่ ผมจึงเห็นว่าจะต้องยึดโยงกับประชาชนให้มากที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ ไม่ต้องการให้เป็นรัฐธรรมนูญของพรรคการเมืองหรือของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง การใช้จำนวน สสร. ๒๐๐ คนมาจากการเลือกตั้งทั้งประเทศ ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง แบ่งเขตตามฐานประชากรอย่างน้อยจังหวัดละ ๑ คน ประชาชนจึงมีความเสมอภาค และมีสิทธิเท่าทียมกันในการเลือก สสร. คือ ๑ คนมีสิทธิ ๑ เสียงต่อจำนวนประชากร ๓๒๐,๐๐๐ คนโดยประมาณ ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของมากที่สุด และเป็นการ แก้คำครหาที่ว่าเป็นการวางแผนของรัฐบาลเพื่อให้ได้ สสร. ที่เป็นคนของตัวมาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้เป็นไปอย่างที่ตัวเองต้องการ ในญัตติแรกผมเสนอให้ สสร. มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด เพราะต้องการการพัฒนาประชาธิปไตยให้มากกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ด้วยซ้ำ ที่ไม่ต้องการให้มี สสร. นักวิชาการเลย แล้วก็สามารถที่จะไปตั้งเพิ่มในคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาได้ภายหลัง จึงจะถือได้ว่ารัฐธรรมนูญเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน อย่างแท้จริง อนึ่ง คณะกรรมาธิการยังได้เชิญภาคประชาชนมาแสดงความคิดเห็น ในการประชุมครั้งที่ ๖ ในวันพุธที่ ๒๑ มีนาคม ภายหลังการพิจารณาในภาพรวม โดยยังไม่ลงรายละเอียด และเสนอร่างของประชาชนจากกลุ่มต่าง ๆ ได้แก่ข้อเสนอ ของอาจารย์โคทม อารียา กับคณะ ผู้อำนวยการสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ของมหาวิทยาลัยมหิดล ร่างของผู้ช่วยศาสตราจารย์ธิดา ถาวรเศรษฐ์ หัวหน้า นปช. หรือกลุ่มเสื้อแดงผู้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับภาคประชาชนรวมถึงร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับประชาชนของคุณยอดเยี่ยม ศรีมันตะ ซึ่งทุกร่างเสนอ สสร. จำนวนแตกต่างกัน ตั้งแต่ ๙๙ คนถึง ๓๗๕ คน แต่คณะกรรมาธิการยังคงหลักการให้มี สสร. ๒ ประเภทนั้นอยู่ อ้างว่าหลักการเปลี่ยนไม่ได้ทั้ง ๆ ที่ประชุมในเบื้องต้นก็ไม่ชัดเจนว่าหลักการและเหตุผล จะเปลี่ยนได้หรือไม่ การที่เชิญภาคประชาชนมาแสดงความคิดเห็นและกรรมาธิการหลายท่าน มีความเห็นสอดคล้องกับภาคประชาชนที่ว่าจะให้ สสร. มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด เพื่อจะได้ยึดโยงกับประชาชนและมีส่วนร่วมในการปรองดอง มีเวทีแสดงความคิดเห็น เกิดรัฐธรรมนูญที่สะท้อนถึงอุดมการณ์ร่วมและเป็นสัญญาประชาคมของคนไทยทั้งชาติ แต่ที่เป็นน่าเสียใจที่คณะกรรมาธิการเพียงแต่รับฟังเฉย ๆ รัฐบาลอ้างตลอดเวลาว่าต้องการ รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน แต่เวลาประชาชนเสนอท่านก็ไม่รับ ผมมีความเสียดายความคิดที่ดี ๆ แล้วก็เสียดายเวลาที่เชิญตัวแทนภาคประชาชนมาเสนอความเห็น ในทางกลับกัน คณะกรรมาธิการยืนยันในร่างที่มี สสร. ๒ ประเภทโดยมี สสร.เลือกตั้งเพียง ๗๗ คน ท่านประธานครับ จำนวน ๗๗ คนมันไม่สามารถที่จะไปทำประชาพิจารณ์ทั่วประเทศ ๗๗ คนบวก ๒๒ คนมันน้อยเกินไป ถ้าหากว่าท่านเพิ่มจำนวนของ สสร. ขึ้นเพราะเราเห็นว่า ในกรณีที่เราจะไปทำประชาพิจารณ์เพื่อให้ประชาชนเกิดการมีส่วนร่วมแล้วก็สามารถ แสดงความคิดเห็นได้ทั่วประเทศ ถ้าหากว่าเรามีจำนวน สสร. ที่มากพอการทำประชาพิจารณ์ มันก็จะได้ประโยชน์อย่างมากมาย การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนสำคัญมาก เพราะว่าการมีส่วนร่วมเท่านั้นที่จะทำให้ประชาชนรู้สึกว่าตัวเองเป็นเจ้าของรัฐธรรมนูญ ถ้าหากว่าต่อไปมีใครที่จะมาล้มล้างรัฐธรรมนูญด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้องแล้วประชาชน เขาจะออกมาต่อสู้ ไม่ได้เอาพวงมาลัยหรือไม่ได้เอาของขวัญมาให้เหมือนกับวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๔๙ ที่ผ่านไป เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นว่าภาคประชาชนถ้าหากใช้ สสร. เพียง ๙๙ คน จะเป็นจำนวนที่น้อยเกินไปไม่สามารถทำประชาพิจารณ์ ไม่สามารถสร้างความมีส่วนร่วม ของประชาชนได้ก็จะไม่ได้ สสร. ที่ไม่ได้มาจากประชาชนที่แท้จริงและไม่ได้รัฐธรรมนูญ ที่เป็นของประชาชนที่แท้จริง ผมซึ่งไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการที่ผมเสนอ สสร. ให้มี ๒ แบบ ทั้งเลือกตั้งและสรรหา ทั้ง ๆ ที่ว่าโดยจิตใจเบื้องลึกของผมเอง ผมยังเห็นว่า สสร. ควรจะมีประเภทเดียว มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ๒๐๐ คน แต่เมื่อต้องการให้มันไม่ผิดหลักการ แล้วก็ไม่ผิด ข้อบังคับของการประชุมรัฐสภา ผมก็จึงจำเป็นที่จะต้องเสนอให้มี สสร. เลือกตั้งเพิ่มมา ๒๒ คน เพื่อจะได้เป็นทางเลือกให้กับเพื่อน ๆ สมาชิกในกรณีที่เพื่อน ๆ สมาชิกเห็นว่าจำนวน ควรจะเป็น ๒๐๐ คน แต่ว่าถ้าหากว่าเพื่อนสมาชิกซึ่งส่วนใหญ่เสนอให้เลือกตั้ง ๒๐๐ คนทั้งหมด ในกรณีที่เลือกตั้งทั้งหมดนี้มันก็จะเป็นไปไม่ได้ในกรณีที่ว่ามันขัดกับหลักการและขัดกับ ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมจึงขอวิงวอนกรรมาธิการเสียงข้างมาก รวมถึงเพื่อนสมาชิกในรัฐสภานี้ทุกท่าน ขอให้ท่านสนับสนุนที่มาของ สสร. ในมาตรา ๒๙๑/๑ ให้สนับสนุนที่มาของ สสร. ให้มีจำนวน สสร. เลือกตั้ง ๒๐๐ คน ตามเสียงเรียกร้อง ของภาคประชาชน และพรรคฝ่ายค้าน รวมถึง ส.ว. อีกหลายท่านที่สงวนคำแปรญัตติ ซึ่งจะได้อภิปรายต่อไป โดยยังคงให้มี สสร. สรรหา ๒๒ คนเหมือนเดิม และเพื่อให้เป็นไปตาม หลักการและเหตุผล เป็นไปตามข้อบังคับการประชุมของรัฐสภา แต่ข้อสำคัญเพื่อให้เห็นว่า รัฐบาลซึ่งกุมเสียงข้างมากในรัฐสภา รับฟังเสียงข้างน้อยเป็นการประนีประนอม และรับฟังภาคประชาชน เพราะฉะนั้นขอให้เพิ่ม สสร. เลือกตั้งจาก ๗๗ คนเป็น ๒๐๐ คน โดยเลือกตามเขตพื้นที่ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวมาแล้วครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านธนาครับ ท่านเลขาธิการช่วยจัดลำดับด้วยนะครับ เวลาส่งชื่อหรืออะไรต่างๆ เพราะบางทีดูไม่ทัน ก็พยายามจัดลำดับ ผมจะพยายามให้ท่านที่แสดงตนหรือส่งชื่อหรือยกมือ แต่จะให้คนที่อยู่ ลำดับต้นก่อน จะพยายามอย่างนั้นครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในมาตรา ๒๙๑/๑ ผมในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ได้ขอสงวนความเห็นเพื่อแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑ ดังนี้ครับท่านประธาน

ในมาตรา ๒๙๑/๑ ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ตามหมวดนี้ประกอบด้วย สมาชิกดังต่อไปนี้

(๑) สมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน จำนวนหนึ่งคน

(๒) สมาชิกซึ่งมาจากการคัดเลือกโดยที่ประชุมของรัฐสภา จำนวนยี่สิบสองคน ดังต่อไปนี้

(ก) ผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน จำนวนหกคน

(ข) ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ จำนวนหกคน

(ค) ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย หรือการร่างรัฐธรรมนูญ ตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภาประกาศกำหนด จำนวนสิบคน

ผมได้ขอแปรญัตติดังนี้ครับท่านประธาน โดยขอให้ตัดข้อความใน (๑) และ (๒) ทั้งหมด และใช้ข้อความดังต่อไปนี้แทนครับ

มาตรา ๒๙๑/๑ ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ตามหมวดนี้ ประกอบด้วยสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน จำนวนสองคน โดยประชาชนมีสิทธิเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญได้หนึ่งคน

ก่อนที่ผมจะหยิบยกประเด็นที่ผมขอตัดทั้ง (๑) และ (๒) ผมขออนุญาต ท่านประธานที่จะอภิปรายใน (๒) ก่อนว่าทำไมผมถึงต้องขอตัด (๒)

ประเด็นแรก ก็คือว่าวันนี้คณะรัฐมนตรีได้ยื่นขอแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เข้าสู่รัฐสภา โดยอ้างว่าเป็นไปตามความต้องการของภาคประชาชน จึงใช้สิทธิในการเสนอ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่รัฐสภา ซึ่งเรากำลังได้พิจารณากันอยู่ในขณะนี้ แต่ความปรากฏครับว่า ภาคประชาชนได้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ามาด้วยกัน ๓ ร่าง ซึ่งเมื่อสักครู่นี้ท่านสมาชิกวุฒิสภาท่านเจตน์ก็ได้เอ่ยนามของร่างภาคประชาชนทั้ง ๓ ร่างไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นร่างของท่านธิดา ท่านยอดเยี่ยม แล้วก็ภาคประชาชนอีก ๑ ร่าง ในร่างทั้ง ๓ ของภาคประชาชนครับ มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันก็คือเมื่อต้องการให้รัฐธรรมนูญเป็นรัฐธรรมนูญ ของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริงสมควรอย่างยิ่งที่จะให้ตัวแทนในการยกร่างรัฐธรรมนูญ คือ สสร. มาจากประชาชนโดยตรง นั่นก็คือหมายถึงว่า ให้ประชาชนเลือกคนที่จะมาทำหน้าที่ ยกร่างรัฐธรรมนูญ ให้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง โดยให้ตัด (๒) ทั้งหมด ไม่ว่าจะมีแนวความคิดว่า ๑. มาจากภาควิชาการ ๒. มาจากภาคเอกชน หรือภาคธุรกิจ หรือแม้กระทั่งภาคอื่นใด เพราะในภาคประชาชนมีความเห็นว่าคนที่เป็นตัวแทน ของภาคประชาชนมาจากการเลือกตั้งนั้นสามารถรวมเอานักวิชาการต่าง ๆ ที่มีความรู้ความสนใจ และความต้องการที่จะเสนอตัวเข้ามาเป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญสามารถใช้สิทธิตรงนี้ ในการลงสมัครรับเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนได้ ท่านมีความคิดว่าคนที่จะเข้ามา แก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นจะต้องมีความสนใจและมีความตั้งใจในการเข้ามาทำหน้าที่ ไม่ใช่ไปถูกชักจูงมา ไปถูกคัดสรรมา ไปถูกเลือกมา ซึ่งแน่นอนครับ กระบวนการเลือกตั้ง สสร. ใน (๒) ท่านประธานไม่ปฏิเสธหรอกครับ ไม่ว่าจะเป็นร่างของ ครม. ก็ดี จะเป็นร่าง ของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ยื่นมาก็ดี ท้ายที่สุดปฏิเสธไม่ได้ว่าตัวแทน สสร. ที่มาจากการคัดเลือกของที่ประชุมรัฐสภานั้นก็อยู่ในกระบวนการการคัดสรร ของพรรคการเมืองที่มีเสียงข้างมากในรัฐสภา ก็จะกลายเป็นว่าเราก็จะมี สสร. ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด แต่มาจากตัวแทนสัดส่วนของรัฐบาลและของเสียงข้างมาก ในรัฐสภา ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของภาคประชาชน เพราะฉะนั้นผมถึงกราบเรียน ท่านประธานว่า ผมจึงเสนอให้ตัด (๒) ออกทั้งหมด ที่ร่างของ ครม. ได้เสนอว่า ให้เลือกตั้ง โดยที่ประชุมรัฐสภาจำนวน ๒๒ คน จากผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน สาขารัฐศาสตร์ สาขารัฐประศาสนศาสตร์ และผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย หรือการร่างรัฐธรรมนูญตามหลักเกณฑ์ที่รัฐสภาประกาศกำหนด ซึ่งผมขออนุญาตท่านประธานที่จะเอ่ยก้าวล่วงไปในมาตรา ๒๙๑/๕ ครับท่านประธาน เพราะมาตรานี้ไปหยิบโยงเอามาตรา ๒๙๑/๕ ด้วย นั่นก็คือ ถ้าสมมุติว่าที่ประชุมรัฐสภาวันนี้ เห็นด้วยกับการที่จะให้มีสมาชิกมาจากการคัดเลือกของที่ประชุมรัฐสภา นั่นหมายถึงว่า ประธานรัฐสภาจะเป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์กติกาในการที่จะได้มาซึ่ง สสร. ใน (๒) คือมาจากการคัดเลือกของรัฐสภา ผมไม่สบายใจครับ เพราะในบทบัญญัติของการเสนอแก้ไข รัฐธรรมนูญครั้งนี้ได้กำหนดไว้อย่างนี้ครับท่านประธาน ในมาตรา ๒๙๑/๖ ให้สภาสถาบันอุดมศึกษา องค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคม องค์กรภาคเอกชนแต่ละแห่ง คัดเลือกบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติที่จะเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ที่ผมเอ่ยไปเมื่อสักครู่นี้ ในประเภทต่าง ๆ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) (ก) (ข) และ (ค) ประเภทละไม่เกิน ๒ คน โดยจัดทำเป็นบัญชีรายชื่อของแต่ละประเภท พร้อมทั้งรายละเอียด ตามที่ประธานรัฐสภากำหนด นี่ละครับท่านประธาน เพราะการที่ไปกำหนดว่าองค์กรใด จะเป็นองค์กรอุดมศึกษา องค์กรเศรษฐกิจสังคม องค์กรภาคเอกชน แต่ให้ประธานรัฐสภา ไปกำหนด ซึ่งตรงนี้พวกเรามีความไม่สบายใจว่าเมื่อประธานรัฐสภามาจากสมาชิกพรรคการเมือง ซึ่งเป็นเสียงข้างมากในรัฐสภา ย่อมที่จะกำหนดกติกา กฎเกณฑ์ในการที่จะได้ สสร. ให้เป็นไปตามความต้องการของคณะรัฐมนตรีหรือพรรคการเมืองที่ตัวเองสังกัดอยู่ และท่านประธานที่เคารพครับ หลังจากนั้นก็ให้ประธานรัฐสภาภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันพ้นกำหนดวันสมัครรับเลือกตั้งตามมาตรา ๒๙๑/๑ ส่วนองค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคม และองค์กรภาคเอกชนตามวรรคสองให้เป็นไปตามที่ประธานรัฐสภากำหนด หมายความว่า อย่างไรครับ หมายความว่าถ้าท่านประธานรัฐสภามีความเห็นว่าอยากที่จะให้ใครมาเป็นตัวแทน เพื่อที่จะให้ประธานรัฐสภาได้คัดเลือก ทำง่ายเลยครับ ไปจัดตั้งองค์กรกันโดยที่รู้กันอยู่แล้วว่า ประธานรัฐสภาจะกำหนดหลักเกณฑ์ที่จะวินิจฉัยว่าองค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม และองค์กรภาคเอกชนต่าง ๆ นี่จะต้องเข้าหลักเกณฑ์อย่างไร นั่นหมายถึงว่ามันจะมีการ รู้คำตอบของธงของการวินิจฉัยองค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กรภาคเอกชน ว่าจะเป็นอย่างไร ก็ไปรวมตัวกัน ซึ่งเราก็ไม่ปฏิเสธนะครับท่านประธานว่าสมาชิกวุฒิสภา ที่เรามีการคัดสรรจากภาควิชาชีพ ภาคองค์กรต่าง ๆ ถึงมีการตั้งกลุ่มตัวแทนในการเสนอ สมาชิกวุฒิสภาในชื่อที่เรา บางทีเราฟังก็ยังรู้สึกว่ามันไม่น่าจะเป็นตัวแทนภาคสังคมได้ อย่างเช่นเป็นตัวแทนของอาคารชุดอย่างนี้ท่านประธาน มันไม่ได้เป็นความหลากหลาย ของการเป็นตัวแทนของภาคประชาชนอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นผมก็เกรงว่าท้ายที่สุดถ้าประธานรัฐสภา สามารถกำหนดได้ เราก็จะมีตัวแทนห้องแถวละครับท่านประธานไปรวมตัวกันสัก ๑๐ คน แล้วก็เสนอรายชื่อนี้มา แล้วท้ายที่สุดประธานรัฐสภาซึ่งเป็นคนในพรรคการเมือง พรรคการเมืองมีเสียงข้างมากก็จะสามารถชี้ว่าจะเอาคนไหนเป็น สสร. ได้ ท้ายที่สุด ท่านก็จะมี สสร. ที่ไม่ได้มีความเป็นกลางแต่มาจากเสียงข้างมากและสามารถที่จะกำหนดธง ในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญได้ และนี่คือเป็นสิ่งที่พวกผมเป็นห่วงและมันจะเป็นอันตราย เพราะถ้าพี่น้องประชาชนมีความรู้สึกว่าบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตราใด ข้อใดมันไม่สามารถ สะท้อนปัญหาที่แท้จริงของสังคมได้ ประชาชนเขาสามารถจะแสดงความคิดเห็นของเขา ด้วยเจตนาบริสุทธิ์ แต่คนที่มาจากการคัดสรรจากกระบวนการที่จัดทำกันขึ้นเพื่อตอบสนอง ให้คนคนนั้นได้เป็น สสร. แน่นอนครับมันต้องมีข้อตกลง ข้อตอบแทนในการที่จะรับ ดำเนินการให้เป็นไปตามที่ผู้จะแต่งตั้งต้องการ ทำให้ผมเห็นผมว่ากระบวนการ การร่างรัฐธรรมนูญนั้นจะไม่เป็นไปตามความต้องการอย่างแท้จริงของพี่น้องประชาชน ทำให้ผมถึงเสนอท่านประธานว่าต้องตัดครับท่านประธาน อย่าเอาเลยครับ ถ้า สสร. ที่มาจากภาคประชาชนทั้งหมดมาจากการเลือกตั้งหลายท่านอาจจะบอกว่า แล้วจะมีความรู้ความเข้าใจในการร่างรัฐธรรมนูญอย่างไร จะมีความรู้ความเข้าใจในการ ที่จะดูองค์รวมของภาคธุรกิจ ภาคเศรษฐกิจ ภาคสังคม ภาคการเมืองอย่างไร ไม่เป็นอะไรครับท่านประธาน สสร. ก็เหมือน ส.ส. เหมือน ส.ว. นี่ละครับ เมื่อท่านมีอำนาจในการที่จะไปร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ท่านมีตัวช่วยได้เยอะเลยครับ ท่านจะตั้งที่ปรึกษาของสภา สสร. ก็ทำได้ ท่านจะตั้งที่ปรึกษา ของกรรมาธิการที่จะไปยกร่าง ก็ทำได้ ท่านจะไปตั้งอนุกรรมาธิการดึงคนที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญเหล่านี้มาช่วยท่านในการยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็ทำได้ เพราะฉะนั้น ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าไม่ได้เป็นที่น่าเป็นห่วงเหมือนกับที่หลาย ๆ คน หรือเหมือนกับที่คณะรัฐมนตรีได้พยายามที่จะหยิบยกเหตุผลว่าทำไมเราถึงต้องมี สสร. ใน (๒) ก็คือการคัดเลือกของที่ประชุมรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ในหลักเกณฑ์ ของมาตรา ๒๙๑/๖ ที่โยงกับมาตรา ๒๙๑/๑ ที่ผมได้ใช้สิทธิในการแปรญัตตินั้น ยังระบุไว้อีกครับท่านประธานว่าให้ประธานรัฐสภาแต่งตั้งคณะกรรมการจำนวน ๑๕ คน ตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภากำหนด โดยหลักเกณฑ์นี้ให้รวมถึงการประชุม การลงมติ การดำเนินการของคณะกรรมการ เงินและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นของกรรมการด้วย เพื่อดำเนินการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามผู้ได้รับการเสนอชื่อ เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามวรรคสองให้แล้วเสร็จภายใน ๒๐ วันและส่งผล การตรวจสอบต่อประธานรัฐสภา โดยในการประชุมของคณะกรรมการให้นำบทบัญญัติ ว่าด้วยเอกสิทธิ์ตามมาตรา ๑๓๐ และความคุ้มกันตามมาตรา ๑๓๑ มาใช้บังคบโดยอนุโลม ทำไมผมถึงไม่เห็นด้วยครับท่านประธาน เพราะประธานรัฐสภาแต่งตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่ง จำนวน ๑๕ คน ตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภากำหนด ซึ่งแน่นอนครับหลักเกณฑ์ ที่ประธานรัฐสภากำหนดก็จะเป็นหลักเกณฑ์ที่อาจจะเอื้อประโยชน์ให้กับคนที่ตัวเอง ต้องตั้งใจว่าอยากให้มาทำหน้าที่เป็น สสร. คนที่ตรงกับ ครม. คนที่ตรงกับเสียงข้างมาก เจาะจงที่อยากจะให้ได้รับการคัดเลือกมา ประธานรัฐสภาก็ไปกำหนดหลักเกณฑ์นั้นให้สอดคล้อง หลักเกณฑ์นี้ยังรวมถึงการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามผู้ได้รับการเสนอชื่อ เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามวรรคสองด้วย และระบุอย่างนี้ครับท่านประธาน ให้แล้วเสร็จ ภายใน ๒๐ วัน และส่งผลการตรวจสอบต่อประธานรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ในรัฐสภาแห่งนี้เคยพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการที่สำคัญ ๆ หลายคณะ ยกตัวอย่าง คณะกรรมการ ปปง. คณะกรรมการ ปปท. ท่านประธานรู้ไหมครับว่าเราใช้เวลา ในการพิจารณาคุณสมบัติต่าง ๆ ของคณะกรรมการต่าง ๆ เหล่านั้นเท่าไร บางคณะใช้เวลา ๓ เดือน ๔ เดือน ๖ เดือน บางคณะใช้เวลามากกว่านั้นครับ ทำไมผมถึงบอกว่าต้องใช้เวลาครับ เพราะเวลาที่ท่านมีรายชื่อของคนที่สมัคร สสร. เข้ามาแล้ว สมมุติครับท่านประธาน ๒๐๐ คน คณะกรรมการซึ่งมี ๑๕ คนนี่นะครับ จะได้รายละเอียดของผู้สมัคร สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตาม (๒) ท่านต้องทำอย่างไรครับ อยู่ ๆ ท่านไม่รู้จักหรอกครับ คน ๒๐๐ คนเป็นใคร ที่ไหน ท่านก็ต้องมีหนังสือแจ้งไปที่หน่วยงานของรัฐ แจ้งไปที่ธนาคารต่าง ๆ เพื่อให้ส่งข้อมูลบุคคลหรือส่งไปตามทะเบียนราษฎร์ กรมราชทัณฑ์ หรือหน่วยงานต่าง ๆ กว่าหน่วยงานต่าง ๆ เหล่านี้จะได้รับหนังสือจากคณะกรรมการตรวจสอบข้อมูลข้อเท็จจริง แล้วส่งกลับให้คณะกรรมการที่ท่านประธานรัฐสภาแต่งตั้งขึ้น ท่านประธานดูสิครับ ๒๐ วัน ทันหรือครับ ไม่มีทางที่จะทัน แล้วท้ายที่สุดคณะกรรมการชุดนี้โดยบังคับของร่างรัฐธรรมนูญ ต้องพิจารณาครับ มีข้อมูลแค่ไหน เอาแค่นั้น ท้ายที่สุดก็จะให้การรับรองโดยที่ไม่สามารถ ตรวจสอบคุณสมบัติให้เป็นไปด้วยความถูกต้อง ชอบธรรม เราก็จะได้ สสร. ที่อาจจะ ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ แล้วเราก็ไม่ได้ระบุด้วยครับว่า สสร. เหล่านี้ เมื่อมาจากการคัดเลือกแล้วมีคุณสมบัติไม่ถูกต้องแล้วจะสามารถถอดถอนออกจาก การเป็น สสร. ได้หรือไม่ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ ครม. เสนอก็ไม่มีการเขียนเรื่องนี้ไว้ เขียนไว้เฉพาะ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง ให้ศาลอุทธรณ์ต่าง ๆ เป็นผู้พิจารณาให้ใบเหลือง ใบแดง กับผู้สมัครรับเลือกตั้ง สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรงเท่านั้น ท้ายที่สุด คนที่เรากลัวกันว่าไม่ได้มีความตั้งใจในการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อผลประโยชน์ ของพี่น้องประชาชนโดยตรงก็จะใช้กระบวนการนี้สอดแทรกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ ๒๒ คน ที่มาจากการคัดเลือกของรัฐสภา ผมกราบเรียนท่านประธานว่าการพิจารณาแก้ไข บทบัญญัติรัฐธรรมนูญนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง แล้วท่านประธานมาดูต่อสิครับ ให้ประธานรัฐสภาจัดทำบัญชีรายชื่อของบุคคลที่คณะกรรมการส่งมา แยกเป็นประเภท แต่ละประเภทให้เรียงรายชื่อตามลำดับอักษรและให้ประธานรัฐสภาเรียกประชุมรัฐสภา ภายใน ๑๕ วัน นับแต่ได้รับผลการตรวจสอบดังกล่าวเพื่อให้รัฐสภาลงมติคัดเลือกผู้สมควร ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ นั่นหมายถึงว่ากระบวนการ ๒๐ วัน ของคณะกรรมการพิจารณาคุณสมบัติที่ประธานรัฐสภาดำเนินการนั้นได้ข้อมูลครบถ้วน ถูกต้องตรงตามความเป็นจริงหรือไม่ ไม่สามารถยืนยันได้ แต่ว่ารัฐธรรมนูญบังคับว่า ต้องส่ง ๒๐ วันให้กับประธานรัฐสภา เมื่อประธานรัฐสภาได้รับแล้วให้รัฐสภาลงมติคัดเลือก ผู้สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญทันทีครับ หมายความว่าอย่างไรครับ หมายความว่าไม่เปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบทัดทานหรือดำเนินการเพื่อที่จะให้ได้ สสร. ที่เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ผมถึงเรียนท่านประธานว่าท้ายที่สุดคนที่ถูกจำกัดสิทธิ เนื่องจากพวกเราได้ยกประเด็นในที่ประชุมมากมาย ยกตัวอย่างท่านประธานครับ ในมาตรา ๒๙๑/๓ ถ้าผมจำไม่ผิด ที่ผมเคยได้ลุกขึ้นอภิปรายในที่ประชุมรัฐสภาและลุกขึ้นพูด ในคณะกรรมาธิการวิสามัญว่าท่านไปตัดคุณสมบัติของผู้สมัครเป็น สสร. ในเรื่องของการพ้นโทษ มาไม่เกิน ๕ ปีได้อย่างไร ผมใช้คำนี้ครับท่านประธานว่า นายแน่มาก แน่มากที่กล้าเสนอคุณสมบัติของ สสร. เข้ามา โดยไปตัดคุณสมบัติเพียงเรื่องเดียว เรื่องของการต้องโทษไม่พ้น ๕ ปีออกไป ให้สามารถเป็น สสร. ได้ โดยไม่เกรงกลัวเลยว่าพี่น้องประชาชนจะรู้สึกอย่างไร ผมถึงใช้คำว่า นายแน่มาก แต่ท้ายที่สุดครับผมเชื่อว่ากรรมาธิการวิสามัญก็คงไปพิจารณาแล้ว ก็เลยนำตัว (๕) กลับเข้ามาสู่ ตอนแรกผมก็แปลกใจครับท่านประธาน กรรมาธิการเสียงข้างมาก ทำไมเรื่องนี้เห็นด้วยกับพวกเราเสียงข้างน้อย ไม่แปลกใจครับท่านประธาน เพราะมันมีช่อง ของการเป็น สสร. อยู่อีกช่องหนึ่ง ก็คือช่องใน (๒) นี่อย่างไรครับ ท่านก็จะใช้กระบวนการต่าง ๆ ที่ท่านคิดว่าสามารถดำเนินการได้ ก็เอามาใส่ไว้ใน สสร. (๒) ผมกราบเรียนท่านประธานครับ ให้ผู้ได้รับคัดเลือกที่ได้คะแนนสูงสุดตามลำดับจำนวนที่กำหนดไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) เป็นผู้ได้รับคัดเลือกเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่มีผู้ได้คะแนนเท่ากันในลำดับใด อันเป็นเหตุให้จะมีจำนวนผู้ได้รับคะแนนสูงสุดเกินจำนวนดังกล่าวให้ดำเนินการลงคะแนนใหม่ เฉพาะผู้ได้รับคะแนนเท่ากันนั้น ถ้ายังมีคะแนนเท่ากันอีกให้ประธานรัฐสภาทำการจับฉลาก ผู้ใดเป็นผู้ได้รับคัดเลือก ท่านประธานเห็นไหมครับ การโหวตในกรรมาธิการก็ดี การโหวต ในสภาผู้แทนราษฎรก็ดี การโหวตในรัฐสภาก็ดี ทุกครั้งไม่เคยผิดโผจากที่รัฐบาลหรือเสียงข้างมาก ได้กำหนดไว้เลย มีอยู่ครั้งเดียวครับ ในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่พวกผมเป็นกรรมาธิการนี่ละครับ วันที่ถึงมาตรา ๒๙๑/๑ ที่เรากำลังพิจารณากันอยู่ในขณะนี้ อยู่ ๆ ท่านประธานก็ให้มีการลงมติ ซึ่งพวกเราหลายคนก็ทักท้วงว่ายังพิจารณากันไม่เสร็จสิ้นกระบวนความ แต่ท้ายที่สุด ก็ยังดึงดันที่จะให้มีการลงมติ เราก็ลงมติครับท่านประธาน การลงมตินั้นก็คือการเรียกมติว่า ที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญจะเห็นด้วยกับร่างของคณะรัฐมนตรีหรือเห็นด้วยกับร่าง ของผู้แปรญัตติจำนวน ๙ ร่าง ผมเป็น ๑ ใน ๙ ร่างที่ไม่เห็นด้วยกับ ครม. การออกเสียงลงมติ ในวันนั้นพวกเราก็ตกใจครับท่านประธาน เพราะเราไม่คิดว่าเสียงข้างน้อยอย่างพวกเรา จะสามารถชนะในการลงมติของกรรมาธิการได้ แต่ปรากฏว่าวันนั้นมันเกิดความ อาจจะประสานงานกันไม่ดีก็แล้วแต่ เสียงของกรรมาธิการเสียงข้างน้อยกลับได้คะแนน ๑๒ ส่วนของเสียงของที่เห็นด้วยกับคณะรัฐมนตรีได้ ๑๐ มีสมาชิกวุฒิสภาบางท่าน ไม่ได้ลงคะแนน ท้ายที่สุดเราชนะครับ แล้วกรรมาธิการเสียงข้างน้อยก็ปรึกษากันครับว่า ถ้าอย่างนั้นความรู้สึกของเสียงข้างน้อย เมื่อเราชนะการลงมติของร่าง ครม. เราไม่ได้มอง ไปที่อื่นเลยครับท่านประธาน เรามองกลับไปร่างของภาคประชาชนทันทีครับ เพราะเราเห็นว่า นี่เป็นโอกาสเดียวที่ภาคประชาชนที่เขาเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ามา แล้วไม่ได้รับ การเอาใจใส่จากคณะรัฐมนตรี หยิบเขาทิ้งไว้กับพื้น ไม่ได้สนใจใยดี วันนี้จะเป็นโอกาส ที่เราจะหยิบร่างของภาคประชาชนกลับเข้ามาสู่การพิจารณาของรัฐสภา ถ้า ครม. และเสียงข้างมาก ที่ยืนยันนักยืนยันหนาครับว่าท่านทำการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ตามความเห็นของภาคประชาชน แล้วภาคประชาชนที่เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ามาก็เป็นกระบวนการเดียวกับ คณะรัฐมนตรีทั้งสิ้น แต่ท้ายที่สุดท่านก็ไม่เอา เรานี่ละครับกำลังจะหยิบยกภาค ของร่างประชาชนสวมกลับเข้ามา แน่นอนครับ เราอยากจะดูครับว่าวันที่ร่าง ของภาคประชาชนกลับเข้ามาสู่รัฐสภาในวาระที่สองอย่างในวันนี้ครับ แล้วผ่านในวาระที่สาม ท่านจะกล้าหักร่างของประชาชนหรือไม่ แต่ท้ายที่สุดท่านไม่รอเวลานั้นครับ ท่านใช้มติเสียงข้างมาก กลับร่างของสมาชิกกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านเรียกประชุมใหม่ครับ ท่านระดมคนใหม่ กลับมติ ก่อนจะกลับมติท่านอ้างเหตุผลสารพัดครับ ว่าเป็นการดำเนินการอาจจะขัด ต่อหลักการของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทำไม่ได้ แต่ท้ายที่สุดท่านก็กลับมาสู่ เอาร่างฉบับนี้ กลับไปเป็นไปตามร่างที่ ครม. เสนอ เพราะผมเข้าใจครับว่าท่านไม่ต้องการให้เหตุการณ์ที่ร่างภาคประชาชนกลับมาแทนร่าง ของ ครม. เข้าสู่การพิจารณาในวันนี้ แล้วท่านไม่สามารถยืนยันให้เป็นไปตามความต้องการ ของภาคประชาชนได้ และท่านก็จะทำให้พี่น้องประชาชนทั้งประเทศเห็นว่าท้ายที่สุด ท่านใช้ภาคประชาชนเป็นเครื่องมือจบแล้ว วันนี้เป็นเรื่องที่ท่านอยากที่จะคงความเห็น เพื่อผลประโยชน์ของการทำงานของท่านเท่านั้น ผมถึงบอกท่านประธานว่า เราเห็นความไม่ชอบมาพากลมากมาย ในกรรมาธิการวิสามัญ ผมขออนุญาตท่านประธานตรงนี้ครับ สิทธิในการที่จะเรียกร้องในการดำเนินการของกรรมาธิการทั้งหมดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผมยังถือสิทธิอันนี้ที่จะใช้สิทธิต่อไปในการที่จะยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญในการที่จะวินิจฉัยว่า กระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญหรือไม่ เมื่อท่านใช้เสียงข้างมากทุกอย่างที่ท่านมีท่านทำไปเถอะครับ แต่ผมเชื่อว่าความยุติธรรม ความถูกต้อง หลักเกณฑ์ หลักนิติรัฐ หลักนิติธรรมของประเทศนี้ยังสามารถเดินหน้าได้ ยังสามารถใช้ได้ และวันนั้นเราก็จะไปพิสูจน์ต่อไปว่ากระบวนการเร่งรีบ รีบร้อน ลุกลี้ลุกลน จนทำให้กระบวนการของการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกิดปัญหาอุปสรรคมาเป็นลำดับ ๆ วันนี้ที่หลายคนพูดกันว่าใช้เวลา ๔ วัน ท่านประธานครับด้วยใจเป็นธรรม ทุกท่านที่ลุกขึ้น อภิปรายทั้งหมดผมเชื่อว่าไม่มีใครที่ลุกขึ้นมาอภิปรายโดยไม่มีเหตุไม่มีผลในการที่จะเสนอ ความเห็นต่อรัฐสภา เพราะถ้าอย่างนั้นพี่น้องประชาชนที่เขาติดตามรับฟังการถ่ายทอดทั่วประเทศ เขาก็คงไม่ให้เครดิต และท้ายที่สุดก็จะเป็นการฆ่าตัวตายของนักการเมืองคนนั้นในสภา หรือรัฐสภา แต่ทุกสิ่งที่เราได้ทำหน้าที่ท่านประธานก็ได้รับฟังแล้วว่าทุกเหตุผล ทุกความเห็นนั้น กลั่นกรองมาเพื่อที่จะให้พี่น้องประชาชนได้รับฟังความเห็นต่าง ได้รับฟังความเห็นอีกมุมหนึ่ง ที่จะเป็นประโยชน์เพื่อสะท้อนให้เห็นภาพของประเทศ ภาพของสังคมว่าจะเดินหน้ากันอย่างไร ถ้ามีความคิดเห็นต่างที่เกิดขึ้นมากมายอย่างเช่นในปัจจุบันนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ นั่นคือสิ่งที่ผมกราบเรียนท่านประธานว่าผมไม่เห็นด้วยครับ เพราะกระบวนการของ สสร. (๒) ท้ายที่สุดท่านก็จะไปเอาคนที่เห็นด้วยกับท่าน คนที่พร้อมจะรับการทำงานตามที่ท่าน วางแผนไว้ว่าต้องร่างรัฐธรรมนูญแบบนี้ ต้องเดินหน้าอย่างไร ต้องเร่งรัดกระบวนการ ตามที่ท่านต้องการ เราก็จะไม่ได้รัฐธรรมนูญที่มาจากพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง ผมจึงต้องตัด (๒) แต่ทีนี้พอมาใน (๑) ครับท่านประธาน ในร่างของคณะรัฐมนตรีนี้ ท่านเขียนไว้อย่างนี้ครับว่าให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามหมวดนี้ ประกอบด้วย สมาชิกดังต่อไปนี้

(๑) สมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนจังหวัดละ ๑ คน ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าจังหวัดละ ๑ คน เราก็จะได้ สสร. จากการเลือกตั้ง ๗๗ คน รวม สสร. ที่ท่านสามารถกำหนดคนได้อีก ๒๒ คน เป็น ๙๙ คน กลายเป็น สสร. ฉบับ ๙๙ คน มาทำหน้าที่ในการร่างรัฐธรรมนูญ ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าถ้าเราคิดว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นการตอบโจทย์ปัญหาความขัดแย้งของสังคม กระบวนการ ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องนำมาซึ่งกระบวนการที่จะสามารถลดความขัดแย้ง ลดความไม่เข้าใจ ลดปัญหาของสังคมลงได้ รัฐธรรมนูญฉบับนั้นถึงจะเป็นรัฐธรรมนูญที่นำพา ประเทศชาติไปสู่ความปรองดองและสมานฉันท์ แต่หลักการ หลักคิดในการเสนอ แก้ไขรัฐธรรมนูญของคณะรัฐมนตรีไม่ได้ตอบโจทย์เรื่องของการแก้ไขและลดปัญหา ความขัดแย้ง นี่คือสิ่งหนึ่งที่ทำให้เพื่อนสมาชิกในรัฐสภาแห่งนี้ถึงต้องแปรญัตติกัน ๑๗๒ คน แปรญัตติในทุกประเด็นของมาตรา และสิ่งที่ท่านประธานได้รับฟังการอภิปราย ของท่านสมาชิก ท่านประธานปฏิเสธไม่ได้หรอกครับว่าทุกความเห็นที่อภิปรายนั้น มันมีมุมมอง มันมีข้อเท็จจริงที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ของคณะรัฐมนตรี ทำไมผมถึงบอกว่าการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนจังหวัดละ ๑ คน ไม่สามารถตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและสร้างความปรองดองในชาติได้ ผมได้เคยอภิปรายกับท่านประธานว่าในวันที่คณะรัฐมนตรีเสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เข้าสู่สภา ผมบอกว่าวันนั้นรัฐบาลเลือกข้าง เลือกถือข้างประชาชนอย่างไรครับ เพราะรัฐบาลทราบดีว่า ในวันที่ประชาชนเกิดความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงทางความคิดทางการเมือง มีความคิดอยู่ ๒ ฝัก ๒ ฝ่าย รัฐบาลมีสิทธิที่จะเสนอแล้วก็ขายไอเดีย (Idea) ในการที่จะได้รับการเลือกตั้ง เข้ามาเป็นรัฐบาล แต่ถ้ารัฐบาลเป็นรัฐบาลแล้วรัฐบาลไม่มีสิทธิที่จะเลือกเอาประชาชน มายืนข้างตัวเอง แล้วก็ผลักไสประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับตัวเองออกไปยืนอีกข้างหนึ่ง นั่นไม่สามารถทำให้ประเทศชาติเดินหน้าได้ เพราะจะเป็นการสร้างความขัดแย้งที่เพิ่มเติมขึ้น ในสังคม และให้ดำรงอยู่ตลอดไป ผมถึงกราบเรียนท่านประธานว่าผมเสียใจ วันที่คณะรัฐมนตรีหยิบยกแล้วก็แสดงเหตุผลกับพี่น้องประชาชนว่ารัฐบาลขอสงวนสิทธิ ในการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่รัฐสภา โดยการแก้ไขให้เป็นไปตามที่ภาคประชาชน มีความต้องการ แสดงว่ารัฐบาลเลือกข้างที่จะอยู่ฝั่งตรงข้ามกับประชาชนที่เขาไม่เห็นด้วย กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือประชาชนที่ยังมีความรู้สึกว่าทำไมไม่เอาเวลาในการแก้ไขปัญหา ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนเรื่องของแพง เรื่องน้ำมันแพง ค่าครองชีพที่มันสูงขึ้น เรื่องของการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ซึ่งวันนี้ก็ยังไม่สามารถเดินหน้าได้จนสร้างความมั่นใจ ให้กับพี่น้องประชาชนได้ ทำไมรัฐบาลไม่เลือกที่จะทำหน้าที่ตรงนั้น แต่กลับมาเร่งรัด รีบร้อน แล้วก็แบ่งแยกพี่น้องประชาชนอย่างชัดเจน ตอบโจทย์ได้อย่างเดียวครับท่านประธาน ผมเคยเรียนท่านประธานว่าถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้รัฐบาลตั้งธงว่าแก้ไขเพื่อผลประโยชน์ ของพี่น้องประชาชนและประเทศชาติเป็นหลัก โดยไม่มีธงอื่นแอบแฝง จะไม่เกิดปัญหา ความขัดแย้งในสังคมนี้เลยครับ จะไม่เกิดกลุ่มม็อบ (Mob) กลุ่มมวลชนที่จะมาแสดงความคิดเห็น และแน่นอนครับท่านประธาน วันนี้ก็มีชัดเจนแล้วครับว่าหลายมวลชนกำลังรอดูท่าทีของรัฐบาล ถ้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้โยงไปถึงมาตรการในการที่จะช่วยเหลือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง รัฐบาลและประเทศก็ต้องเผชิญกับความเห็นที่ขัดแย้ง แล้วก็แตกแยกในสังคมอีกครั้งหนึ่ง รัฐบาลรู้ไหมครับว่าเมื่อหยิบยกรัฐธรรมนูญฉบับนี้เข้าสู่สภาแล้วจะเกิดปัญหานี้ ผมเชื่อว่ารัฐบาลรู้ แต่รัฐบาลก็จะเร่งรีบดำเนินการให้เร็วที่สุด ผมไม่ประหลาดใจครับว่า ทำไมรัฐบาลเร่งรีบ วันนี้โจทย์ที่สังคมรอดูอยู่มันเริ่มชัดเจนขึ้น เห็นภาพมากขึ้น เพราะวันนี้รัฐบาล ไม่สามารถแก้ไขปัญหาของแพงที่แพงกันทั้งแผ่นดินในประเทศได้ครับ วันนี้คนทั้งแผ่นดิน ร้องโอดครวญว่าของแพง ค่าครองชีพสูง โดยที่รัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้ารัฐบาลปล่อยให้ปัญหานี้คาราคาซังไปอีก ๓ เดือน ๖ เดือน พลังในการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลก็จะลดลง เพราะประชาชนทนไม่ได้ที่ตัวเอง จะต้องอยู่ในสภาพที่เลือกรัฐบาลมาแล้ว แต่ไม่ได้ให้ความสำคัญในปัญหาปากท้อง ของพี่น้องประชาชนมากกว่าการที่เข้าไปดูแลแก้ไขปัญหาให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ถึงต้องเร่งรีบอย่างไรท่านประธาน ขบวนการเร่งรีบก็ไม่สามารถตอบโจทย์ให้กับ พี่น้องประชาชนได้ว่าท้ายที่สุดไม่ได้ทำเพื่อผลประโยชน์ของคนทั้งแผ่นดิน ผมถึงกราบเรียน ท่านประธานว่าผมจึงเสนอว่าสมาชิกที่เป็น สสร. มาจากการเลือกตั้งนั้นให้มาจาก การเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนจังหวัดละ ๒ คน โดยประชาชนมีสิทธิเลือก สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญได้ ๑ คน ทำไมผมถึงเสนอความคิดเห็นอย่างนี้ครับท่านประธาน ผมมีความเห็นผม และตอบโจทย์เรื่องของการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้ วันนี้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นจะต้องมาทำหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ ของพี่น้องประชาชนและประเทศชาติเป็นที่ตั้ง ถ้าวันนี้เราพูดกันว่าปัญหาความขัดแย้ง ของบ้านเมือง ปัญหาความรุนแรงของการมีความเห็นที่ไม่ตรงกันทางการเมืองเป็นปัญหาสำคัญ ของประเทศชาติต้องแก้ไขก่อน ทำไมเราไม่เอาขบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นตัวตอบโจทย์ปัญหา ความขัดแย้งของพี่น้องประชาชนละครับ วันนี้ชัดเจนครับ มีเสียงข้างมากรัฐบาล มีเสียงข้างน้อย ที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกับรัฐบาล โดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ รัฐบาลใช้วิธีเลือก สสร. ๑ คน จาก ๑ จังหวัด เพราะรัฐบาลมีความมั่นใจว่า ท่านสามารถกุมเสียงข้างมากได้ ท่านสามารถได้ตัวแทน ในแต่ละจังหวัดซึ่งสอดคล้องกับจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของท่าน ท่านไม่เคยคิดเลยครับว่า ทำอย่างไรที่ท่านจะเอาเสียงข้างน้อยที่เขาไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือเสียง ที่ยังมีความเป็นกลางอยู่ นำคนเหล่านี้เข้ามาสู่กระบวนการของการร่างรัฐธรรมนูญ เอาความเห็นต่างกลับมารวมกัน กลับมาสมานกันเพื่อที่จะเดินหน้าลดความขัดแย้ง ให้คนที่ถูกทิ้งไว้อีกฟากหนึ่งของรัฐบาลกลับเข้ามาสู่กระบวนการของการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ท้ายที่สุดคนอีกกลุ่มหนึ่งก็ไม่สามารถพูดได้ว่าตัวเองไม่ได้มีส่วนร่วมในกระบวนการ แก้ไขรัฐธรรมนูญเลย เพราะรัฐบาลเลือกที่จะยึดโยงและยืนข้างกับเสียงข้างมาก และคนที่เห็นด้วยกับรัฐบาลเท่านั้น ผมถึงบอกท่านประธานครับว่าวันนี้ถ้าเรามีภาพชัดเจนว่า มันมีเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย ทำอย่างไรเราจึงจะได้เสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย เข้ามาเป็น สสร. วิธีการของผมอย่างไรครับท่านประธาน เลือกจังหวัดละ ๒ คน คนแรก ที่ได้รับการเลือกตั้งปฏิเสธไม่ได้เลยครับนั่นคือเสียงข้างมากของจังหวัด แต่ในขณะเดียวกัน คนอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นเสียงข้างน้อยจะสามารถเป็นตัวแทนเข้ามาทำหน้าที่ได้ในรัฐสภา เพื่อทำหน้าที่ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลายคนบอกว่าถ้าอย่างนั้นจังหวัด อย่างกรุงเทพมหานครซึ่งมีประชากรมากมาย ๖,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคน ทำไมให้ตัวเลข สสร. เพียงแค่ ๑ คน หรือ ๒ คน ถ้าวิธีคิดของผมตอบตรรกะเรื่องของเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยได้ ทำไมไม่ให้มีจำนวน สสร. มากสัก ๑๘ คนเท่ากับ ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้ง ผมตอบท่านประธานอย่างนี้ครับ ตัวแทนของเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยนั้นจะต้องเป็นตัวแทน ที่สามารถสื่อถึงนัยที่มีความสำคัญกับจำนวนเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยได้ เสียงข้างน้อย ที่มาเป็นลำดับ ๒ จากเสียงข้างมากสามารถเป็นตัวแทนของเสียงข้างน้อยได้อย่างแท้จริง แต่ถ้าท่านปล่อยให้มีการเลือก สสร. ไปถึงจำนวน ๑๐ คน ๑๑ คน ๑๒ คน ท่านจะได้ สสร. ที่อาจจะมาจากการเลือกตั้งเพียงแค่ไม่กี่พันเสียงหรือหมื่นกว่าเสียง นั่นคือไม่สามารถ ตอบโจทย์ความสำคัญที่แสดงนัยสำคัญของคะแนนของเสียงข้างน้อยได้ ผมถึงบอก ท่านประธานว่าเอาแค่ ๒ คน ๒ คนแล้วได้ตัวเลขพอเหมาะพอสม ๑๕๔ คน ๑๕๔ คน เป็นตัวเลขที่เหมาะสมในการที่จะทำร่างรัฐธรรมนูญ เพราะมีตัวเลขที่ไม่น้อยเกินไป แล้วก็ไม่มากเกินไป เพราะว่ารัฐบาลโดยคณะรัฐมนตรีเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ นะครับท่านประธาน กำหนดเวลาในการพิจารณาของ สสร. ค่อนข้างที่จะจำกัดเวลา ในการทำงานพอสมควร เพราะฉะนั้นถ้าองค์ประชุมของ สสร. มันมากเกินไปมันเดินหน้า ในการที่จะจัดทำร่างรัฐธรรมนูญลำบาก แต่ถ้าน้อยเกินไปมันก็ไม่สามารถสื่อหรือสะท้อน ปัญหาของสังคม ปัญหาของพี่น้องประชาชนและใช้เวลาในการที่จะหยิบยก ถกประเด็นต่าง ๆ ให้เกิดข้อสรุปที่ตรงกับข้อเท็จจริงของบ้านของเมืองได้ นั่นคือสิ่งที่ผมกราบเรียนท่านประธานว่า ผมจึงเสนอให้ท่านคณะกรรมาธิการวิสามัญให้ตัดข้อความใน (๑) (๒) ทั้งหมด และใช้ข้อความที่ผมได้เสนอท่านประธานมา สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธาน ก็คือว่าผมเสียดายครับ ความจริงคำแปรญัตติของท่านสมาชิกร้อยกว่าท่านที่ได้เดินไปชี้แจง ความเห็นต่อกรรมาธิการวิสามัญ ถ้าผมจำไม่ผิดเป็นวันที่ ๕ เมษายน ไปชี้แจงความเห็นว่า ทำไมเขาถึงต้องแปรญัตติ ทำไมเขาถึงไม่เห็นด้วยกับร่างของคณะรัฐมนตรี ผมเสียดายครับ ที่กระบวนการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญครั้งนั้นสูญเสียโอกาสในการที่จะรับฟัง ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการที่จะเดินหน้าในการจัดทำรัฐธรรมนูญ ถ้าท่านรอให้ผู้แปรญัตติ มาแสดงความเห็นต่อกรรมาธิการ ท่านจะได้เห็นความเห็นต่างที่มีมุมมองที่ดี มีมุมมอง ที่จะสามารถเดินหน้าและแก้ไขปัญหาของประเทศได้ ท่านอย่าถือฐิทิครับ กรรมาธิการ อย่าถือฐิทิว่าท้ายที่สุดท่านมาจากพรรครัฐบาล ท่านจะต้องเดินหน้าตามมติของคณะรัฐมนตรี หรือร่างของคณะรัฐมนตรี เพราะวันนี้รัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องของพรรครัฐบาล ไม่ใช่เรื่อง ของพรรคฝ่ายค้าน แต่เป็นเรื่องของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง ถ้าวันนั้นเราได้ทำหน้าที่กัน รับฟังความเห็นการแปรญัตติ ๑๗๐ คน ก่อนที่เราจะมาสรุปว่ากรรมาธิการจะเอาอย่างไร ผมเชื่อครับว่าเราจะได้ประเด็นต่าง ๆ ที่ลดน้อยลง ความเห็นต่างที่ขัดแย้งลดลง จำนวนผู้ขอแปรญัตติ ก็จะน้อยลง การทำหน้าที่ในวาระที่สอง วาระที่สาม ก็จะสามารถเดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่เราไม่ทำครับ เราพิจารณากรรมาธิการวิสามัญเสร็จสิ้นแล้ว เราให้ผู้แปรญัตติเข้ามาชี้แจง เพื่อให้พิธีกรรมตามข้อบังคับมันเสร็จสิ้นเท่านั้น แล้วคนที่แปรญัตติพูดกับใครล่ะครับท่านประธาน ถึงมีท่านสมาชิกลุกขึ้นในที่ประชุมแห่งนี้ว่า ตัวเองพูดกับประธานคนเดียว ไม่มีคณะกรรมาธิการคนไหนมารับฟัง ไม่มีการซักถาม พูดเสร็จ จบ เดินออก สมาชิกท่านใหม่มานั่ง แล้วก็พูดต่อห้องประชุมกรรมาธิการวิสามัญ มันถึงไม่เกิดประโยชน์ในกระบวนการ ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไรครับท่านประธาน สิ่งที่ผมหยิบยกขึ้นพูดกับท่านประธานทั้งหมด ผมเชื่อครับว่ารัฐสภาแห่งนี้ยังเป็นหลัก ยังเป็นที่พึ่งของพี่น้องประชาชน ผมพูดเพื่อให้ หลักการแห่งความถูกต้องนี้ได้จารึกไว้ในที่ประชุมรัฐสภา ว่าการดำเนินการที่ถูกต้อง เราจะต้องเดินหน้ากันอย่างไร วันนี้ท่านมีเสียงข้างมาก ผมเสียงข้างน้อย ผมเคารพ แต่ผมก็มีสิทธิที่จะใช้กระบวนการเสียงข้างน้อย ใช้ที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้นำความคิดเห็น แตกต่างของผมมาพูดต่อพี่น้องประชาชนและต่อที่ประชุมรัฐสภา พี่น้องประชาชน จะเห็นด้วยหรือไม่ อย่างน้อย ๆ เขาได้รับฟังความเห็นต่างที่พูดจาด้วยเหตุด้วยผล เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ทุกกระบวนการอย่างถูกต้อง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเชื่อว่ามีเพื่อนสมาชิกหลายคนที่แปรญัตติในมาตรา ๒๙๑ ผมกราบเรียนท่านประธานครับ ว่าถ้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้คณะรัฐมนตรีก็ดี พรรคร่วมรัฐบาลก็ดีมีธงที่จะแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนและผลประโยชน์ที่แท้จริง ของประเทศชาติ การเลือก สสร. จังหวัดละ ๒ คน ดั่งที่ผมได้อภิปรายแล้วสามารถตอบโจทย์ และลดปัญหาของความขัดแย้งทางความคิดทางการเมืองและให้ที่ประชุมรัฐสภาของ สสร. เป็นที่ประชุมที่จะสมานความคิดแตกต่าง แตกแยกเพื่อให้ได้เห็นมุมมองของทั้ง ๒ ฝ่าย และท้ายที่สุดจะไม่มีคนปฏิเสธว่าตัวเองไม่มีส่วนร่วมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเลย แล้วไปใช้ วิธีการที่จะให้ได้มาของรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ แล้วท้ายที่สุด เราก็ไม่หวังที่จะให้บ้านเมืองเกิดความวุ่นวายอีกครั้งหนึ่ง นั่นคือสิ่งที่ผมได้กราบเรียน ท่านประธานว่าพิจารณาผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้งเถอะครับ แล้วท่านจะสามารถเดินหน้าและนำพาประเทศชาติออกไปได้ กราบขอบพระคุณครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทน)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอเรียนให้เพื่อนสมาชิก ขอความร่วมมืออีกสักครั้งหนึ่งนะครับว่า ขอความกรุณาเพราะเหตุว่าเรายังมีเพื่อนสมาชิก ที่รอการอภิปรายอยู่จำนวนมากเลยครับ เพื่อจะได้เปิดโอกาสให้ทุกท่านได้มีโอกาส แสดงความคิดเห็น ขอความกรุณาท่านสมาชิกได้โปรดปฏิบัติตามข้อบังคับนะครับ แล้วก็อะไรที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้วก็ไม่ควรจะต้องมากล่าวซ้ำอีก เชิญท่านกรรมาธิการชลน่าน ศรีแก้วครับ

นายวิรัช ร่มเย็น กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผม วิรัช ร่มเย็น พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดระนอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเรียนท่านประธานครับว่า เมื่อกี้ได้ตกลงกันแล้วครับว่าถ้าถึงเวลาตามเอกสารนี้ ถ้าไม่อยู่ในห้องประชุมหรือไม่ยกมือ สามารถจะเข้ามาอีกตอนหนึ่งหลังจากที่ผู้ที่แปรญัตติคนต่อไปซึ่งได้เตรียมตัวไว้ ผมต่อจาก คุณธนาครับท่านประธานครับ ท่านประธานโปรดวินิจฉัยครับ ตกลงกันเมื่อครู่ ก่อนท่านประธานจะเข้ามา

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คืออย่างนี้ครับท่านวิรัชครับ ที่ตกลงกันไว้สุดท้ายก็ลงว่าลำดับตามหนังสือเป็นหลักใช่ไหมครับ แล้วก็บวกกับการยกมือสมัครใจ บังเอิญท่านชลน่านอยู่ในหน้า ๑๙ ส่วนชื่อท่าน ท่านวิรัชอยู่หน้า ๒๐ ท่านจะเป็นคนต่อไปนะครับ

นายวิรัช ร่มเย็น กรรมาธิการ

ไม่ใช่ครับ ผมต่อท่านธนาครับ ท่านดูสิครับ ท่านดูเอกสารสิครับ ธนา ชีรวินิจ และ วิรัช ร่มเย็น ท่านเอาข้อตกลงก่อนหน้านี้มาวินิจฉัยด้วย

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นไรครับ ท่านชลน่าน รอได้ไหมครับ เชิญท่านวิรัชครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว กรรมาธิการ

ท่านประธานผมรอได้อยู่แล้วครับ ยกให้เลยครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ต้องขอบคุณครับ เชิญท่านวิรัชครับ

นายวิรัช ร่มเย็น กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ผม วิรัช ร่มเย็น พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดระนอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานครับ ผมเรียนเมื่อครู่ว่าผมกับคุณธนา ชีรวินิจ ได้แปรญัตติลักษณะคล้าย ๆ กัน แต่ก่อนที่จะอภิปรายก็ขอเรียนท่านประธานนิดหนึ่ง คำสุดท้ายที่ท่านประธานได้ให้ความเห็น ไว้ว่าถ้าผู้แปรญัตติ แปรญัตติเหมือนกันนี่ไม่ต้องพูดก็ได้ ให้คนที่เขาพูดก่อนหน้านี้เขาพูดไปแล้ว ผมไม่เห็นด้วยนะท่านประธาน นี่เป็นสิทธิเฉพาะตัว

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คืออย่างนี้ท่านวิรัช ผมไม่ได้พูดอย่างที่ท่านพูดนะครับ ผมเพียงแต่พูดว่าหากว่าเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้ว ก็กรุณาหลีกเลี่ยงที่จะพูดซ้ำนะครับ ไม่เป็นไรครับท่าน เป็นสิทธิของท่าน เชิญท่านเถอะครับ

นายวิรัช ร่มเย็น กรรมาธิการ 🔗

ผมคงไม่กรุณาท่านประธานนะครับ ผมจะพูดตามที่สิทธิของผมนะ ท่านประธานครับ ผมเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อยครับ ได้แปรญัตติ ได้ขอสงวนไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑ ขออนุญาตท่านประธานอ่านให้ครบก่อน

มาตรา ๒๙๑/๑ ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามหมวดนี้ ประกอบด้วยสมาชิกดังต่อไปนี้

(๑) สมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน จังหวัดละหนึ่งคน

(๒) สมาชิกซึ่งมาจากการคัดเลือกโดยที่ประชุมของรัฐสภา จำนวนยี่สิบสองคน ดังต่อไปนี้

(ก) ผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน จำนวนหกคน

(ข) ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์ จำนวนหกคน

(ค) ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย หรือการร่างรัฐธรรมนูญตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภาประกาศกำหนด จำนวนสิบคน

ท่านประธานครับ ผมเองไม่ได้ดูหมิ่นดูแคลนนักวิชาการทุกแขนงทุกฝ่าย แต่ผมเห็นว่าการที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มันควรจะให้ประชาชนผู้มีอำนาจที่แท้จริง เจ้าของสิทธิที่แท้จริงเป็นผู้มีหน้าที่ในการร่างรัฐธรรมนูญ นั่นก็คือสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่เรียกว่า สสร. ผมเห็นด้วยที่จะให้มีการเลือกตั้ง สสร. โดยตรงจากประชาชน เพราะฉะนั้น ผมจึงได้แปรญัตติดังต่อไปนี้ครับ มาตรา ๒๙๑/๑ ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญทำหน้าที่จัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามหมวดนี้ ประกอบด้วยสมาชิก ผมตัดคำว่า ดังต่อไปนี้ ออก แล้วเติมคำว่า ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนจังหวัดละสองคน โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ผู้สมัครสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญได้หนึ่งคน ผมอธิบายอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ ผมให้แต่ละจังหวัดมี สสร. ได้จังหวัดละ ๒ คนเท่ากัน ซึ่งจะเป็นการสะท้อนเสียงข้างมาก และเสียงข้างน้อย ท่านประธานครับ ร่างของรัฐบาลบอกว่าให้มีจังหวัดละ ๑ คน โดยการเลือกตั้งโดยตรงเช่นกัน รวมแล้ว ๗๗ คน ของผมจังหวัดละ ๒ คน เอา ๒ ไปคูณ ก็เป็น ๑๕๔ คน ท่านประธานครับ อยากจะเรียนท่านประธานว่าในการเลือกตั้ง สสร. ตามที่ผมแปรญัตติผมอยากให้คนที่ไปลงเลือกตั้งไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ท่านประธานครับ เมื่อเลือกตั้งแล้วคะแนนของเขามันมีค่า คะแนนของเขาควรที่จะได้ตอบสนองตามที่เขาปรารถนา นั่นก็คือเขาต้องการ สสร. หากว่ามีการเลือกตั้ง สสร. จังหวัดละ ๑ คน แน่นอนที่สุดแล้วครับ ผมจะเรียนว่าพรรคการเมืองที่ได้กุมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรย่อมจะมีโอกาสครับ มีโอกาสที่จะได้ สสร. เสียงข้างมากค่อนข้างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันนี้ แต่ว่าถ้าให้แต่ละจังหวัดเลือกตั้งได้ ๒ คน ประชาชน ๑ คน กาบัตรเลือกได้ ๑ คน เพราะฉะนั้นก็จะเลือกคล้าย ๆ สมาชิกวุฒิสภาครับท่านประธาน ผมคิดว่าจังหวัด ที่มี สสร. ๒ คน เมื่อคนที่ ๑ ได้จำนวนเสียงไปจำนวนหนึ่งเท่าไรก็แล้วแต่นะครับ ได้เป็นที่ ๑ ก็ได้เป็น สสร. อีกท่านหนึ่งได้เสียงรองลงมาก็มีโอกาสได้เป็น สสร. เช่นเดียวกัน นี่คือสิ่งที่ผม แปรญัตติและต้องการให้เป็นเช่นนั้น แต่ว่าเป็นเสียงข้างน้อยครับท่านประธาน ในกรณีเดียวกันในขณะเดียวกันท่านประธานครับ ผมนำเรียนว่าที่ผมต้องตัด (๑) (๒) รวมทั้ง (ก) (ข) (ค) ออกนี่ มิใช่เห็นว่านักวิชาการแต่ละแขนง แต่ละประเภทนั้นไม่มีประโยชน์ มีความสามารถครับ แต่โดยระบบรัฐสภาของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา เมื่อได้จำนวน สสร. สมมุติว่าเป็นไปตามที่ผมต้องการนะครับ ท่านสมาชิก ได้กรุณาลงมติแล้วเป็นไปตามที่ผมต้องการ คือจังหวัดละ ๒ คน ๑๕๔ คน ท่านประธานครับ ก็จะมาประชุมกัน กระบวนการต่าง ๆ ก็สามารถที่จะทำให้ได้นักวิชาการตามที่บัญญัติ ไว้ในมาตรา ๒๙๑ (๒) และ (ก) (ข) (ค) นั่นก็คือสามารถที่จะได้นักวิชาการให้ตรงกับ ประเภทที่กำหนดไว้หรือมากกว่านั้นยังได้เลย จะได้นักวิชาการเข้ามาทำหน้าที่ ร่วมร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามที่ร่างรัฐบาลได้เขียนไว้ ท่านประธานครับ นี่คือเจตนารมณ์ นี่คือหลักการที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นหลักที่ดีกว่าร่างของรัฐบาล พูดถึงร่างของรัฐบาล ผมนำเรียนท่านประธานซึ่งไม่ได้ออกนอกทางอะไรเลย ผมนำเรียนครับว่าผมทำหน้าที่ กรรมาธิการซึ่งเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อยในคณะกรรมาธิการแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับ ขอนำเรียนว่าได้พบเห็นหลายสิ่งหลายอย่าง ความจริงก็เกรงใจท่านประธาน ท่านเพื่อนกรรมาธิการหลาย ๆ ท่าน แต่ต้องบันทึกไว้ อะไรที่ไม่ดี อะไรที่ไม่ถูกต้อง อะไรที่ขัดกับระเบียบข้อบังคับ ในโอกาสต่อ ๆ ไปจะได้ไม่ปฏิบัติกัน ผมนำเรียนว่า มาตรา ๒๙๑/๑ นี่ละครับ เสียงข้างน้อยอย่างพวกผมชนะเสียงข้างมากอยู่หนึ่งค่ำคืนแค่นั้นละครับ อย่างที่เพื่อนสมาชิกได้พูดไปบ้างแล้ว ผมนำเรียนว่าวันนั้นมีการลงมติในร่างในมาตรา ๒๙๑/๑ ซึ่งท่านประธานขอประทานอภัย ท่านประธานสามารถ แก้วมีชัย ท่านประธาน คณะกรรมาธิการ ผมนั่งอยู่ตลอดครับ ผมรู้ว่าท่านถามหลายครั้งว่าต่อไปนี้จะมีการลงคะแนนนะ ท่านสมาชิก ท่านกรรมาธิการท่านใดเห็นด้วยกับร่างรัฐบาลกรุณายกมือขึ้น ยกแล้วนับไปนับมา อยู่ ๑๐ ท่าน ได้ ๑๐ ท่าน ผมไม่ต้องอธิบายอะไรเพิ่มเติม ใครเดือดร้อนก็ลุกขึ้นมาแก้ตัว ก็แล้วกัน ๑๐ ท่าน ท่านถามต่อไปครับ ใครเห็นด้วยกับร่างของคณะกรรมาธิการซึ่งได้แปรญัตติ ผมเรียนนะครับวันนั้นมีการแปรญัตติอยู่ ๙ ร่าง ทั้ง ๙ ร่างที่มีการแปรญัตตินั้น ส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดท่านประธานครับ ให้มี สสร. ประเภทเดียว คือมาจากการเลือกตั้ง ของพี่น้องประชาชนในแต่ละจังหวัด บ้างก็บอกว่าให้มี สสร. เลือกตั้งโดยตรง ๒๐๐ คน บ้างก็บอกให้ ๑๐๐ กว่าคน แต่ทั้งหมดนั้นสะท้อนให้เห็นว่ากรรมาธิการเสียงข้างน้อย รวมทั้งกรรมาธิการที่เป็นสมาชิกวุฒิสภา ก็เรียนตรง ๆ ครับ จะว่าพาดพิงก็ได้ แต่ว่าพาดพิง ตามความเป็นจริง คือคุณหมอเจตน์กรรมาธิการจากวุฒิสภาก็แปรญัตติในทำนองนี้ครับ ทั้งหมด ๙ ร่าง เมื่อถามร่างรัฐบาลแล้วได้ ๑๐ เสียง ก็หันมาถามว่า ใครเห็นด้วยกับ ผู้แปรญัตติ ซึ่งแปลว่าในส่วนของผู้แปรญัตติ ๙ ร่างนี้ใครเห็นด้วยกับ ๙ ร่าง ท่านประธานครับ ได้ ๑๒ เสียง เสียงข้างน้อยชนะเสียงข้างมากเป็นประวัติศาสตร์ แต่เป็นประวัติศาสตร์ที่ค่อนข้างจะสั้นเหลือเกิน ผมเข้าใจว่าคืนนั้นละครับ ท่านประธานสามารถ แก้วมีชัย แล้วก็ท่านกรรมาธิการหลายท่านในเสียงข้างมากก็คงจะ ได้รับโทรศัพท์จากแดนใกล้บ้าง แดนไกลบ้าง ผมไม่ต้องบอกว่าใครอยู่ที่ไหน อะไร โทรศัพท์มาอย่างไร เพราะรุ่งขึ้นก็เห็นท่านประธานกับคณะหน้าตาเคร่งเครียด ท่านประธานครับ ตกลงอย่างนั้นท่านประธานก็สรุปว่าตกลงร่างของรัฐบาลคือมาตรา ๒๙๑/๑ เป็นอันตกไปนะ ทีนี้จะถามว่าจะเอาร่างของผู้แปรญัตติซึ่งเป็นฝ่ายชนะใน ๙ ร่างนี้จะเอาร่างไหน ด้วยความเคารพจริง ๆ ท่านประธาน ท่านประธานสามารถถามดีแล้วในช่วงแรก ว่าใครเห็นด้วยกับร่างของผู้แปรญัตติ ก็มีร่างของท่าน ส.ว. ท่านวุฒิสมาชิก มีร่างของคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยบางท่านมีข้อความคล้าย ๆ กัน ตรงกัน ถ้าจำไม่ผิด ขอประทานอภัยต้องเอ่ยนาม คุณวิรัตน์ กัลยาศิริ ปรากฏว่าก็มีการยกไม้ยกมือกันนับคะแนน ได้จำนวนหนึ่ง แต่ท่านประธานสามารถก็ปากไวไปหน่อย ขอประทานอภัยไม่ได้ตำหนิ แต่พูดให้ฟัง ท่านประธานครับ ท่านถามต่อว่าแล้วใครไม่เห็นชอบ ถ้าถามอย่างนี้พวกผม ก็บอกว่าถ้าอย่างนั้นถามอย่างนี้ไม่ถูก ถ้าถามอย่างนี้ก็แปลว่า ๙ ร่างนี้ไม่มีร่างไหนเลย ที่คณะกรรมาธิการในคณะจะเห็นชอบ ก็จบลงตรงนั้น ก็คือตกลงกันไม่ได้ แล้วก็พยายาม ที่จะเบี่ยงไปยังกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ของข้อบังคับ ในที่สุดท่านประธานครับ มาตรานี้ละครับ ที่มีการเขาเรียกว่าทบทวน ภาษารัฐสภาบอกทบทวน ซึ่งถ้ามีการทบทวนอย่างนี้ที่ผมต้องให้ บันทึกไว้เพราะว่าในอนาคตถ้ามีการทบทวนอย่างนี้ มีการยกไม้ยกมือแล้วชนะกันแล้ว แล้วมีการทบทวนอย่างนี้ข้อบังคับก็จะเป็นหมัน ไม่สามารถบังคับได้โดยสิ้นเชิง เพราะว่าเสียงข้างมาก เมื่อแพ้จะโดยเหตุผลกลใดก็ตามแต่ท่านก็กลับเข้ามาประชุมระดมโทรศัพท์เชิญเพื่อน ๆ มาประชุมให้มาก แล้วก็กลับมติ มติจริง ๆ แล้ววันพุธที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๕ เป็นการประชุม ครั้งที่ ๘ ท่านประธาน ผมจดไว้ไม่ผิดเพี้ยน ลงมติแล้วร่างรัฐบาลแพ้ ๑๐ ต่อ ๑๒ ในขณะเดียวกันเมื่อตั้งหลักได้ในค่ำคืนวันนั้นเข้าใจว่าคงไม่ได้นอนกัน ปรากฏว่า เป็นการประชุมอีกครั้งหนึ่ง ครั้งที่ ๙ วันพฤหัสบดีที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๕๕ พลิกมติครับ ผมคิดว่านี่คือพฤติกรรมที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นแต่ก็เกิดขึ้นแล้ว ผมเสียงข้างน้อยอาจจะทำอะไรไม่ได้ แต่ก็ต้องบอกให้พี่น้องประชาชนเจ้าของสิทธิที่แท้จริงได้รับทราบไว้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ นั้น มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนว่าจริง ๆ แล้วสิ่งที่ผม แปรญัตติมันต้องด้วยเหตุผลและต้องด้วยความเห็นของภาคประชาชน เพราะก่อนหน้าวันพุธที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๕ เราได้เชิญ เมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านี้เราได้เชิญ เรียกว่าภาคประชาชน ขอประทานอภัยต้องเอ่ยชื่อเป็นบางชื่อ แล้วก็ไม่ได้ทำให้ท่านเสียหาย เราได้มีหนังสือเชิญ เราในที่นี้คือคณะกรรมาธิการโดยคำสั่ง โดยหนังสือที่ลงนามโดยท่านประธานสามารถ แก้วมีชัย ขอประทานอภัยต้องเอ่ยนาม ท่านประธานครับ มีท่านอาจารย์โคทม อารียา มีคุณธิดา ถาวรเศรษฐ มีนายเยี่ยมยอด แล้วก็อีกหลายท่านครับท่านประธาน มีคุณประพันธ์ศักดิ์ ผมต้องเอ่ยว่ามีคำว่า ภาคประชาชนในที่นี้ มีหลายท่าน หลายกลุ่ม หลายคณะ มีนายวรัญชัยก็มี ขอประทานอภัย ท่านที่ผมไม่ได้เอ่ยชื่อนะครับ เอาว่ามีภาคประชาชนเข้ามาแสดงความคิดเห็นมากมาย ผมเรียนตรง ๆ เลยครับ ภาคประชาชนที่เข้ามาแสดงความเห็นมีความเห็นเหมือน หรือคล้าย ๆ กับคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่แปรญัตติไปแล้ว ๙ ร่างที่ผมกล่าวข้างต้น เหมือนเลยครับ ในขณะเดียวกันผมขอประทานอนุญาตเพื่อให้เห็นจริงเห็นจัง ร่างของผู้แปรญัตติทั้ง ๙ ร่างนี้ มันไปตรงกับความคิดเห็นของนายเหวง โตจิราการ และครอบครัว ผมใช้คำว่า ครอบครัว เพราะว่าคุณเหวงแล้วก็คุณธิดา ถาวรเศรษฐ์ เหมือนกันนะครับ เวลาคุณธิดาเข้ามาชี้แจง ไม่ได้เสียหายนะครับ ชี้แจงมีบันทึกเทปของชวเลขอยู่ คุณหมอเหวงก็นั่งพยักหน้าเห็นด้วย ๆ จะด้วยเหตุผลกลใดไม่ทราบเห็นด้วยทุกประการ ในการให้พี่น้องประชาชนในแต่ละจังหวัด เลือกตั้ง สสร. โดยตรง จำนวนอาจจะต่างกันแต่หลักการเหมือนกัน แต่ถึงเวลาลงมติจริง ๆ ท่านประธานที่เคารพ คุณหมอเหวงไปลงมติเข้าข้างรัฐบาล ถามว่าทำไมคุณหมอทำอย่างนี้ คำตอบไม่ตรงทีเดียวแต่แปลว่าก็เพื่อความอยู่รอด ท่านประธานครับ ผมจึงเรียน ท่านประธานว่าความเห็นของคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่จะให้มีการเลือกตั้งโดยตรง จากประชาชนไม่ใช่เป็นความเห็นที่โดดเดี่ยว เป็นความเห็นที่นักวิชาการและภาคประชาชน หลายแขนงเห็นชอบ เห็นดีเห็นงาม แต่ไม่ทราบเพราะอะไรดลใจให้คณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากไม่เห็นด้วย ไม่เห็นชอบ ท่านประธานครับ ผมเรียนท่านประธานว่า ย้ำอีกทีครับ เมื่อมีการเลือก สสร. จังหวัดละ ๒ คน ได้ ๑๕๔ คนแล้ว สมมุติภาพอันนั้นเกิดขึ้นในสภานี้ ของเขาสามารถดำเนินการได้ครับ เขาจะเชิญนักวิชาการ จัดตั้งคณะกรรมาธิการ จะทำอะไร ตามระบบของรัฐสภาได้ไม่ต้องเป็นห่วงแล้วผมไม่ได้ไปมองว่านักวิชาการที่ระบุไว้ใน (๒) ในมาตรา ๒๙๑/๑ (ก) (ข) (ค) จะไม่เป็นประโยชน์ เป็นประโยชน์ครับ แล้วท่านเป็นมืออาชีพ ท่านได้เข้ามาทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญแน่นอนครับ ท่านประธานครับ ผมเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพว่าเหตุผลเหล่านี้คือเหตุผลที่ผมแปรญัตติตัดข้อความบางตอนของร่างรัฐบาล แล้วเสนอแปรญัตติตามที่ผมได้นำกราบเรียนท่านประธาน ก็หวังว่าท่านสมาชิกรัฐสภา คงจะได้มีโอกาสพิจารณาวินิจฉัย แล้วก็เรียกร้องว่าขอให้กำลังใจกับพี่น้องประชาชน คนทั่วประเทศครับ ที่เขารอรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อยู่ว่าจะมีการร่าง การร่างจะต้องมี สสร. คือสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในอนาคตหน้าตาจะออกมาประการใด อย่างไรนั้น สสร. จะมีกี่ท่านก็ตาม ถ้าร่างที่ผมเสนอชนะก็มี ๑๕๔ คน ถ้าแพ้ก็มี ๗๗ คน ก็จะได้ทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ ผมขออนุญาตเรียกร้องให้ท่านสมาชิกรัฐสภา ได้กรุณาหันมาดู แล้วก็พิจารณาเรื่องที่ผมได้นำเสนอด้วยครับ ขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายเหวง โตจิราการ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์เหวง โตจิราการ ในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย สมาชิกรัฐสภา กรรมาธิการ ผมก็อดทนฟังท่านผู้อภิปรายจนจบเพราะผมไม่ต้องการ ให้การอภิปรายของท่านสะดุด แต่ว่าท่านพาดพิงผมในจุดที่ทำให้ผมเสียหาย ดังนั้นผมขออนุญาต ที่จะใช้เวลาท่านประธานนิดเดียวนะครับ ในการที่จะอธิบายในสิ่งที่ท่านพูดไม่เป็นความจริง คือท่านบรรยายมากผมก็คงไม่เท้าความเดิม แต่ประเด็นอยู่ตรงที่ว่าผมมีความเห็นส่วนตัว ของผมซึ่งอาจจะไม่ตรงกับทางพรรคเพื่อไทยหรือของทางรัฐบาล ซึ่งอันนี้ผมได้กราบเรียน ท่านประธานเมื่อครั้งที่แล้วนะครับ และในวันนี้ผมก็จะมีโอกาสอภิปรายและผมก็จะกราบเรียน ท่านประธานทราบอีกทีหนึ่ง ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่านี่คือความงดงาม ของระบอบประชาธิปไตย และนี่คือความงดงามและความแข็งแกร่งในระบอบประชาธิปไตย ของพรรคเพื่อไทย เป็นการแสดงออกในเชิงปฏิบัติไม่ได้ในเชิงวาจานะครับ เชิงปฏิบัติก็คือว่า ในพรรคเพื่อไทยอนุญาตให้มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันทางการเมือง ดำรงอยู่ด้วยกัน แลกเปลี่ยนการอภิปรายกัน แต่เมื่อถึงคราวที่ต้องลงมตินะครับ เสียงข้างน้อยต้องขึ้นต่อ เสียงข้างมากนะครับ แล้วหลักประชาธิปไตยก็คือว่า ต้องปฏิบัติตามเสียงข้างมาก แต่เคารพและสงวนเสียงข้างน้อย ดังนั้นในวันนั้นผมได้อธิบายให้ท่านกรรมาธิการหลายท่านถามผมด้วยความจริงใจ หรือไม่จริงใจก็สุดแท้แต่ ไม่เป็นอะไร ท่านถามผมผมก็ตอบด้วยความสุภาพเรียบร้อยนะครับว่า ผมปฏิบัติตามเสียงข้างมาก แล้วก็เคารพและสงวนความคิดเห็นของเสียงข้างน้อย ดังนั้น ที่ผมยกมือให้กับร่างของรัฐบาลเป็นไปตามหลักประชาธิปไตยครับ แล้วผมก็ยังยืนยันในการ ที่จะสงวนความคิดเห็นเสียงข้างน้อยของผมครับ ขอบคุณครับท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านกรรมาธิการชลน่าน ศรีแก้ว ครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านนิพนธ์มีอะไรครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพนธ์ บุญญามณี ท่านประธานไม่ปฏิบัติตามที่ตกลงกันไว้หรือครับ ผมถือว่าคุณหมอชลน่าน ท่านไม่อยู่ในขณะที่เรียก ก็ต้องรอต่อท้ายครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่ละครับ ผมปฏิบัติ ตามที่ตกลงกันไว้ เดี๋ยวจะถึงคิวท่านนะครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

แล้วที่ตกลงกันไว้ ก็คือว่าถ้าใครไม่อยู่ พอถึงชื่อแล้วไม่อยู่ เมื่อผ่านไปแล้วก็จะต้องไม่หมดสิทธิในการอภิปราย แต่ว่าต้องมาต่อท้าย หลังจากที่คนที่มีชื่ออยู่แล้ว อย่างนี้ไหมครับ ท่านประธานเอาให้ชัดเจน เพราะว่า ถ้าไม่อย่างนั้นใครมาตอนไหนก็ได้ ไม่ต้องมานั่งรอ เพราะว่าธรรมดาถ้าท่านวิรัชแล้ว ตามข้อบังคับต้องถึงผมแล้วครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คืออย่างนี้ครับ ท่านนิพนธ์ คือผมก็ปฏิบัติตามที่ได้ตกลงกันไว้ ซึ่งก็ขึ้นชื่อมาตรงนี้หน้าผมนี่ละครับ ท่านกรุณา รอสักเที่ยวเดียวครับ อีกท่านเดียว

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ผมไม่เป็นอะไรครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

แล้วอีกอย่างหนึ่ง เป็นการอภิปรายสลับกันด้วยนะครับท่าน ก็เหมาะสมดีครับ เชิญท่านชลน่านครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ

(นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก ได้ยืน และยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญคุณหมอวรงค์ครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมต้องประท้วงท่านประธานครับ แล้วก็ขออนุญาตประท้วงท่านชลน่านด้วยนะครับ เพราะว่ากติกาเราได้เคลียร์กันเมื่อเช้านี้ตอนที่ท่านประธานสมศักดิ์ได้ทำหน้าที่ ผมย้ำว่า สิ่งที่ท่านกรรมาธิการนิพนธ์ได้พูดเป็นสิ่งที่ถูกต้องครับ ก็คือเราไล่ตามรายชื่อ ตามเอกสารที่แจกมา แต่ถ้าผ่านรายชื่อใครไปแล้วท่านนั้นยังมีสิทธิอยู่ แต่ต้องมาต่อทีหลัง ในเมื่อรายชื่อถูกไล่มาแล้ว ตอนนี้กำลังจะถึงท่านนิพนธ์ ต้องเป็นสิทธิของท่านนิพนธ์ ท่านชลน่านยังมีสิทธิ แต่ท่านชลน่าน จะต้องรอจนกว่ารายชื่อนี้จบแล้วซึ่งเป็นสิทธิของท่านชลน่าน ตลอดจนสมาชิกท่านอื่น ที่ไม่อยู่ในระหว่างที่รายชื่อถึง เพราะฉะนั้นถ้าท่านจะกลับไปถึงท่านชลน่านใหม่ อันนี้ไม่ถูกต้องแล้วท่านประธาน ผมยืนยันว่าสิ่งที่ท่านนิพนธ์ชี้แจงท่านประธาน เป็นสิ่งที่ถูกต้องครับ ขอความกรุณาจากท่านชลน่านด้วยว่ากติกาเราวางเมื่อเช้านี้แล้ว ให้ท่านยอมมายกมือตอนหลังดีกว่าครับ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวกติกาเราจะเสียครับ ขอบคุณครับ ท่านประธาน

นายชลน่าน ศรีแก้ว กรรมาธิการ

ท่านประธานใช้สิทธิพาดพิงครับ ท่านประธานครับ ผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย สมาชิกรัฐสภา ต้องกราบเรียน ท่านประธานในเรื่องข้อตกลง ที่ผมมาตรงนี้เพื่อต้องการตอกย้ำในสิ่งที่รัฐสภาแห่งนี้ ได้มีข้อตกลงกัน เพื่อให้เป็นบรรทัดฐาน ผมเองแย้งท่านมาแต่แรกแล้วว่าคำวินิจฉัย ของท่านประธานไม่ชอบด้วยข้อบังคับ แต่ผมก็ยอม สภาเห็นเป็นอย่างนั้นผมก็ยอม เพื่อให้สภาเดินได้ ไม่มีข้อตกลงใด ๆ ครับ ท่านบอกว่าถ้าเข้ามาแล้วก็สามารถมายกมือ ผมไม่ก็ลองทำตาม ท่านก็เรียกชื่อผม ก็เป็นไปตามนั้น แต่พอผมยกมือบอกให้ผมไปต่อท้าย ท้ายไหนครับ ท้ายสมาชิก หรือท้ายกรรมาธิการ ไม่ได้บอกครับ นี่คือข้อตกลงที่ไม่เป็นไป ตามข้อบังคับแต่รับได้ เพราะฉะนั้นท่านประธานเมื่อวินิจฉัยไปแล้วก็ต้องให้สิทธิผม ผมไม่อยากจะนำเสนอเหตุผลมากนะครับ แต่ว่านี่คือการแสดงออกเพื่อเป็นบรรทัดฐาน ของวิธีการการประชุมของพวกเรา

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญคุณหมอวรงค์ครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก อยากกราบเรียนท่านประธานว่าเรื่องนี้ ไม่ยากนะท่านประธาน แล้วผมก็เชื่อว่าเพื่อนสมาชิกกรรมาธิการทุกท่าน เมื่อเช้าได้มีการเสียเวลา ในการถกเรื่องนี้เกือบชั่วโมงหนึ่ง ผมย้ำว่ากติกาคือเอาตามรายชื่อที่กำหนดไว้เหมือนสัปดาห์ ที่ผ่านมาท่านประธานครับ เมื่อถึงชื่อใครคนนั้นยกมือก็จะเป็นคนนั้นไล่ไปเรื่อย ๆ แต่ถ้าผ่านชื่อใครไปแล้วเรายังไม่ตัดสิทธิเขา แต่เขาต้องมานั่งยกมือทีหลัง ในเมื่อท่านชลน่านผ่านชื่อท่านไปแล้ว ขณะนี้จะเข้าสู่ชื่อท่านนิพนธ์ ก็ต้องให้สิทธิท่านนิพนธ์ ท่านชลน่านต้องมายกมือหลังจากรายชื่อนี้มันจบไปแล้วแต่มันยังอยู่ ในวาระแล้วท่านค่อยมายกมือทีหลังครับ นี่คือกติกาที่เราตกลงแล้วเราถือว่าเป็นแนวปฏิบัติ ในสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ท่านประธานได้ทำหน้าที่ตรงนี้เป็นบรรทัดฐานที่ท่านวางไว้ครับ เมื่อเช้าท่านสมศักดิ์จะเอาอีกแบบหนึ่งผมบอกว่าท่านประธานได้ทำหน้าที่ในสัปดาห์ที่ผ่านมา คือแนวนี้เป๊ะเลย ถ้าผ่านชื่อใครไปแล้วไม่ได้ตัดสิทธินะครับ เพียงแต่ว่ารอให้รายชื่อไล่ไปเรื่อย จนครบก่อนค่อยให้เขามายกมือทีหลังครับ ดังนั้นขอให้ท่านประธานได้โปรดทำตามที่ท่าน ได้ปฏิบัติเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเพราะเมื่อเช้าผมทวงสิทธิตามที่ท่านวางบรรทัดฐานไว้ให้กับ ท่านประธานสมศักดิ์แล้วตอนหลังประธานสมศักดิ์ก็ยินดีทำตามที่ท่านประธาน ได้ทำแนวบรรทัดฐานไว้ครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านนิพนธ์ครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมคิดว่าถ้าเราไม่ถือหลักกติกาไม่มีกฎเกณฑ์พอท่านประธานเปลี่ยนไปคนหนึ่งแล้วอีกคนหนึ่ง ขึ้นมาทำหน้าที่แล้วเปลี่ยนหลักที่ยึดถือพวกผมก็ปฏิบัติลำบากครับท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นผมถือว่าท่านประธานจะต้องใช้ตามข้อตกลงที่ท่านประธานรัฐสภาที่ทำหน้าที่ คือท่านสมศักดิ์ได้ทำไว้ต้องถือตามนั้นครับ ไม่ใช่ว่าใครจะมากำหนดอะไรแล้วท่านประธาน ก็เปลี่ยนไปเรื่อยถ้าอย่างนี้วันหนึ่งคำวินิจฉัยของท่านประธานจะไม่มีคนเชื่อถือนะครับ ผมเกรงว่าวันหนึ่งจะกระทบต่อการยึดถือในคำวินิจฉัยหรือว่าข้อวินิจฉัยของท่านประธาน ผู้ทำหน้าที่เป็นประธาน เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาไม่ได้หรอกครับ พวกผมปฏิบัติไม่ถูก เพราะฉะนั้นผมคิดว่าไม่ใช่ว่ามาเกี่ยงกันเรื่องว่าใครจะพูดก่อนพูดหลังประเด็นนี้ไม่ใช่ แต่ประเด็นก็คือว่าเมื่อท่านวินิจฉัยแล้วคำวินิจฉัยของท่านตามข้อบังคับบอกว่าถึงที่สุด แล้วจะกลับไปกลับมาอย่างนี้จะเชื่อถืออะไรได้อีกล่ะครับ นี่คือประเด็นใหญ่ ไม่ใช่ว่า มาเกี่ยงกันนิดหน่อยเรื่องพูดก่อนพูดหลังไม่ใช่ประเด็นคือคำวินิจฉัยของท่านประธาน จะต้องมีความเด็ดขาด และข้อบังคับเขียนว่าเด็ดขาด ผมไม่อยากจะใช้คำว่า ศักดิ์สิทธิ์ ท่านประธานนะครับ เพราะฉะนั้นต้องถือปฏิบัติตามที่ได้วินิจฉัยไปแล้วครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านนิพนธ์ครับ เข้าใจครับ คืออย่างนี้ผมขออนุญาตทำความเข้าใจนิดหนึ่งได้ไหมครับ เรียนท่านนิพนธ์นิดหนึ่ง เรียนท่านเพื่อนสมาชิกด้วย เมื่อผมขึ้นมาผมก็รับข้อตกลงต่อจากท่านประธานสมศักดิ์ แล้วก็มีข้อยุติ อันนี้ผมเรียนเรื่องของผมให้ฟังก่อน ข้อยุติก็เกิดขึ้นว่าทางเจ้าหน้าที่ก็จะเอา ข้อตกลงทั้งหมดยกมือด้วย ข้อตกลงตามรายงาน ที่คุยกันช่วงที่ผมไม่อยู่เขาก็จะลิสท์ (List) มาให้ผม ผมก็อ่านตามนั้น เพราะฉะนั้นที่ท่านนิพนธ์ท่านพูดมาแล้วเดี๋ยวผมก็ต้องให้ข้างล่าง ทบทวนนะครับ แต่อย่างไรก็ตามต้องขอบคุณคุณหมอชลน่านที่กรุณายอมนะครับ แล้วก็ให้โอกาสท่านนิพนธ์ก่อน แต่ลิสท์รายชื่อขณะนี้ที่อยู่ตรงหน้า แม้กระทั่งท่าน ส.ว. จิตติพจน์ ซึ่งท่านกำหนดว่าจะขอพูดตอนบ่ายโมง ท่านก็ยังอยู่เป็นลำดับ ๕ ในกระดานนี้ ก็ไม่เป็นอะไรครับ เชิญท่านนิพนธ์นะครับ และเดี๋ยวต่อด้วยท่านชลน่านนะครับ เชิญคุณหมอครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกรัฐสภา ผมยินดีที่จะสละสิทธิ์ให้ แต่สงวนสิทธิ์ที่จะพูดต่อ แต่ประเด็น ต้องชัดเจนในคำวินิจฉัยของท่านประธานว่าให้ผมต่อท่านกรรมาธิการหรือจะต่อสมาชิก นั่นประเด็นที่ ๑ นะครับ

ประเด็นที่ ๒ เรื่องข้อตกลง ด้วยความเคารพผมก็เห็นใจท่านประธานครับ เทพไท เสนพงศ์ เป็นกรรมาธิการชื่ออยู่หลังคนอื่นเขาสามารถพูดก่อนได้เพราะเป็นอำนาจ ท่านประธานชี้และตัดสิน คือข้อตกลงซึ่งเป็นดุลยพินิจของท่านประธานในเวลาประชุมด้วย ผมไม่ติดใจครับให้เพื่อนสมาชิกเลยเพราะถือว่าผมก็มีสิทธิที่จะพูด แต่ว่าประเด็นที่สำคัญ ผมเคารพท่านประธานเป็นหลักครับ ไม่เห็นแก่ได้หรอกครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านได้เสียสละแล้ว เชิญคุณหมอเจตน์ครับ

นายเจตน์ ศิรธรานนท์ กรรมาธิการ

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในฐานะ ของกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานครับ เรื่องยุ่ง ๆ ทั้งหมดนี้มันก็เกิดมาจากสมาชิก บางท่านที่สงวนคำแปรญัตติไม่ว่าจะสงวนคำแปรญัตติเดียวหรือว่าเสนอคำแปรญัตติร่วมก็ตาม แต่ว่าไม่ประสงค์จะอภิปราย เมื่อไม่ประสงค์จะอภิปรายตัวท่านประธานสมศักดิ์ ท่านก็มีความคิดว่าถ้าอย่างนั้นก็ให้สมาชิกทุกคน ทุกท่านยกมือเพื่อจะได้แจ้งความจำนง หรือเจตนารมณ์ว่าต้องการจะอภิปรายซึ่งตรงนั้นมันก็สร้างความยุ่งยาก สร้างความสับสน ให้กับสมาชิกค่อนข้างมาก จริง ๆ แล้วการยกมือแสดงเจตนารมณ์ว่าจะอภิปรายเพื่อต้องการ เอาไปเข้าคิว คิวนี้จะอยู่ในรายงานของคณะกรรมาธิการ ซึ่งการสร้างความยุ่งยากตรงนี้ มันสร้างความสับสนค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมเสนออันหนึ่งก็คือว่าจะสอดคล้อง กับทางกรรมาธิการซีกพรรคประชาธิปัตย์นะครับ ที่ท่านเสนอให้ใช้คิวตามรายงาน ของคณะกรรมาธิการ แต่มันจะมีปัญหาว่าในกรณีที่สมาชิกบางท่านไม่ประสงค์จะอภิปราย ด้วยสาเหตุใด ๆ ก็ตาม ตรงนั้นทางท่านประธานจะต้องทราบว่ามีใครบ้าง แต่ว่าการใช้วิธี ยกมือหรือแจ้งชื่อนั้นมันสร้างความสับสน ผมเสนอว่าจะให้ดีถ้าหากว่าสมาชิกท่านใด ไม่ประสงค์จะอภิปรายก็ให้ส่งชื่อไปให้ท่านประธานทราบ ท่านประธานก็จะได้งดเว้น ไม่ประกาศชื่อหรือไม่อ่านชื่อเขา เพราะว่าเขากลัวว่าเขาจะเสียหาย ถ้ามีการเอ่ยชื่อ หรือประกาศชื่อในสภาแห่งนี้ แต่ว่าถ้าท่านประธานทราบเวลาอ่านคิวท่านก็กระโดดข้ามไป ซึ่งตรงนี้การที่ให้สมาชิกผู้ไม่ประสงค์จะอภิปรายส่งชื่อมันง่ายกว่าแล้วก็สะดวกกว่าสมาชิก ที่ยกมือเพื่อไปเข้าคิวในรายงานนี้ครับท่าน เพราะว่าในมาตรานี้มันมีสมาชิกที่ประสงค์ จะสงวนคำแปรญัตติไว้ถึง ๑๑๐ ท่าน แล้วก็มีกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่สงวนคำแปรญัตติไว้ถึง ๑๓ ท่าน เพราะฉะนั้นถ้าหากว่ากรรมาธิการนี้เขาไม่ได้ยกมือหรือเขาไม่ได้อยู่ในขณะที่เสนอญัตติ เขาจะต้องกลับมาเข้าคิวแล้วคิวนั้นจะต้องเป็นคิวของกลุ่ม อย่างเช่น กรรมาธิการเสียงข้างน้อย จะต้องเป็นคิวของกรรมาธิการ ไม่ใช่ไปต่อคิวหลังเพราะว่ามันจะต้องรอไปถึง ๑๑๐ คน ซึ่งตรงนี้จะสร้างปัญหา เพราะฉะนั้นส่วนที่ผมเสนอท่านยึดรายงานของคณะกรรมาธิการ แต่ว่าข้อตกลงของรัฐสภาแห่งนี้ ของที่ประชุมแห่งนี้ก็คือว่าถ้าหากว่าท่านใดไม่อยู่ แต่ว่ายังไม่ผ่านมาตรานั้นไป เขาก็ยังสามารถที่จะคงสิทธิที่จะอภิปรายตรงนั้นได้นะครับ อันนั้นเป็นข้อตกลงกัน ผมอยากจะฝากในข้อเสนอนี้ไว้ด้วยครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ก็เป็นไปตามข้อตกลง ที่ได้ตกลงไปแล้วเมื่อตอนท่านประธานสมศักดิ์นะครับ แถมด้วยสิ่งที่คุณหมอเจตน์ท่านใด ไม่ประสงค์โปรดมาบอกตรงนี้ด้วย เราเดินต่อเถอะครับ เชิญท่านนิพนธ์ครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพนธ์ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานครับ ผมได้สงวนคำแปรญัตติ ไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑ ซึ่งกระผมไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากที่ท่านได้บัญญัติ ตามร่างของรัฐบาล คณะรัฐมนตรีที่ได้เสนอมา ด้วยเหตุผล ๒-๓ ประการที่จะกราบเรียน กับท่านประธานดังต่อไปนี้นะครับ ผมขออนุญาตที่จะอ่านคำสงวนคำแปรญัตติ ของผมเป็นเบื้องต้นก่อนนะครับว่าในมาตรา ๒๙๑/๑ ผมขอสงวนความเห็นให้เป็นไปตามนี้นะครับว่า ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามหมวดนี้ ประกอบด้วย สมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนจำนวน ๒๐๐ คน โดยสัดส่วนจำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่จะพึงมีได้ในแต่ละจังหวัดให้คำนวณ ตามจำนวนประชากรในจังหวัดนั้น และให้ผู้สิทธิเลือกตั้งออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้ง ผู้สมัครรับเลือกตั้งได้จังหวัดละ ๑ คน ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง ประกาศกำหนด ซึ่งในคำสงวนคำแปรญัตติของกระผมนั้นท่านประธานครับ ผมไม่เห็นด้วย กับร่างที่กรรมาธิการเสียงข้างมากบอกว่าให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญประกอบด้วยสมาชิก ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนจังหวัดละ ๑ คน ซึ่งก็เท่ากับ ๗๗ จังหวัด ๗๗ คน ๒. สมาชิกซึ่งมาจากการคัดเลือกโดยที่ประชุมของรัฐสภา จำนวน ๒๒ คน โดยแบ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญ สาขากฎหมายมหาชน จำนวน ๖ คน ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ จำนวน ๖ คน ผู้มีประสบการณ์ทางด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย หรือการร่างรัฐธรรมนูญตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภากำหนด จำนวน ๑๐ คน ซึ่งรวมแล้วก็เป็น ๒๒ คน รวมกับที่มาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คน ก็เป็น ๙๙ คน ท่านประธานจะเห็นได้ว่าตามร่างของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากนั้นท่านให้มีที่มา ของสภาร่างรัฐธรรมนูญนี่มาจากทั้งการเลือกตั้งโดยตรง และจากการสรรหาของรัฐสภา ซึ่งอันที่จริงผมไม่เข้าใจว่าเจตนารมณ์ซึ่งที่จริงแล้วหลายท่านในคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากนั้น ก็พูดจาอยู่เสมอว่าเปรียบเทียบ เปรียบเปรยถึงที่มาของรัฐสภาแห่งนี้ว่ามี ส.ส. ซึ่งมาจาก การแต่งตั้งหรือว่าลากตั้ง ส.ว. นะครับ มี ส.ว. ซึ่งเป็นองค์ประกอบของรัฐสภา แล้วมี ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ท่านบอกว่าท่านไม่เห็นด้วยที่ให้มี ส.ว. มาจากการสรรหา ผมก็ไม่เข้าใจว่าพอมีเวลาที่ท่านออกไปร่างกฎหมายท่านไปออกกฎหมายหรือว่าท่านไปร่าง คนที่จะมาออกแบบกฎหมายหรือมาร่างรัฐธรรมนูญนี่ท่านเกิดไปชอบอะไรขึ้นมากับการสรรหา ทำไมท่านไม่เคารพให้ประชาชนชนเขาตัดสินใจเลือกตั้งโดยตรงทั้งหมด ผมไม่อยากจะไปพูด เข้าทำนองที่ว่า ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง เพราะในเวลาที่ท่านบอกว่าท่านไม่ชอบรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ท่านบอกว่ามีข้อตำหนิ ผลไม้พิษ ท่านก็บอกว่าประเด็นหนึ่งที่เห็นชัดเจน คือให้ ส.ว. มาจากการสรรหา หรือท่านอาจจะเปรียบเทียบ เปรียบเปรยว่ามาจากการลากตั้ง ซึ่งอันนี้มันทำให้กระทบกระเทือนจิตใจของคนที่เขามาตามที่กฎหมายเขียนไว้ เมื่อกติกาเขียนไว้อย่างนี้เขาก็มาตามกติกาอย่างนี้ เอาล่ะเมื่อท่านไม่ชอบ ท่านไม่เห็นด้วย ในแนวทางที่มาจากการสรรหา พอท่านจะไปร่างกติกาท่านกลับไปร่างกติกาให้มาจาก การสรรหาอีก นี่คือสิ่งที่ผมสงสัยว่า ทำไมปากกับใจท่านไม่ตรงกันหรืออย่างไร ท่านว่าคนอื่น ท่านว่าคนที่ไปยกร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ว่าร่างรัฐธรรมนูญออกมาไม่ดีอย่างนั้นไม่ดีอย่างนี้ แต่พอเวลาท่านมาร่างเองท่านกลับให้คนกลุ่มหนึ่งซึ่งจะมาเขียนรัฐธรรมนูญนี่มาจากการลากตั้งอีก เพราะฉะนั้นนี่คือเหตุผลเบื้องต้นที่ผมไม่เห็นด้วยให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญประกอบด้วย ๒ ส่วน คือส่วนหนึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรง แล้วอีกส่วนหนึ่งมาจากการสรรหาซึ่งไม่ถือว่า มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ในเมื่อท่านพูดกันนักกันหนาว่านี่คือตำหนิของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ผมเกรงว่าเมื่อเราให้คนกลุ่มหนึ่ง มาร่างรัฐธรรมนูญแล้วไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน มาจากการสรรหา วันหนึ่งข้างหน้าคนที่เขามาใช้รัฐธรรมนูญอาจจะเรียกว่า ปี ๒๕๕๕ หรือปี ๒๕๕๖ เขาก็บอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีตำหนิเป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ของประชาชน คนที่มาร่างกัน ณ วันนั้นมาจากการสรรหาของเสียงข้างมากที่ไม่ชอบมาพากล ใช้เสียงข้างมากลากไป อ้ายนี่สมมุติว่าเขาจะกล่าวหาท่านในวันข้างหน้าเขาก็มีเหตุมีผล กล่าวหาท่านอีก ทำไมท่านไม่ปิดช่องว่างนี้เสียเพื่อไม่ให้มีการกล่าวหาในวันข้างหน้า ทำไมไม่บอกว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญให้ประกอบด้วยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งมาจาก การเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนทั้งหมด ต่อไปนี้เราก็ไม่ต้องมาพูดว่ามีข้อตำหนิอย่างนั้น ไม่ต้องมีข้อตำหนิอย่างนี้อีกต่อไป นี่คือในเหตุผลของผมประการแรกที่ผมไม่เห็นด้วย กับกรรมาธิการเสียงข้างมาก เพราะผมไม่ต้องการให้มีใครมากล่าวหารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ว่ามีตำหนิ ว่ารับของโจร ว่าอะไร ไม่ถูก ไม่ต้อง ซึ่งจริง ๆ ผมไม่อยากพูดแล้วคำนี้ ท่านวิรัช ขออภัยต้องเอ่ยนาม เมื่อสักครู่ท่านพูดไปแล้วว่ามติโดนเสียงข้างมากข่มขืนใจกันอย่างไร ในที่ประชุมกรรมาธิการ ผมก็เลยไม่อยากจะเรียกว่ามีการปล้นกันแล้วละครับ แต่ว่าวันนั้น ที่พูดผมเป็นคนพูดคำนี้ในที่ประชุมกรรมาธิการว่ามีการปล้นมติกันซึ่งหน้า เอากันซึ่งหน้า อย่างนี้หรือ เพราะผมไม่รู้จะสรรหาคำไหนมา เพราะในฐานะที่เป็นกรรมาธิการ วันนั้นกรรมาธิการซึ่งนาน ๆ สักครั้งกรรมาธิการเสียงข้างน้อยจะกลายเป็นเสียงข้างมาก เมื่อกรรมาธิการเสียงข้างน้อยกลายเป็นเสียงข้างมาก อยู่ดีไม่ว่าดีกลับไปนอนฝันอยู่คืนหนึ่งแล้ว ยิ้มอยู่คืนหนึ่งแล้วว่ากรรมาธิการเสียงข้างน้อยก็ชนะได้ในสภาแห่งนี้ พอมาประชุมตอนเช้า มีการขืนใจกันเอาจนได้ครับ ผมก็ไม่รู้จะเรียกว่าอย่างไรครับ เพราะถ้าคนเดียวเขาเรียกว่าลักทรัพย์ แต่ว่าถ้า ๒ คนร่วมกันข่มขืนใจมันเป็นชิงทรัพย์ ถ้าใช้ประทุษร้ายด้วยเกิน ๓ คนมันก็เป็น ปล้นทรัพย์ ผมก็เลยเรียกว่าปล้นมติไปสิครับ นั่นคือที่มาบอกว่าปล้นมติ นั่นคือที่มาที่อาทิตย์ที่แล้ว ผมต้องเรียกว่ารายงานโจร ที่จริงผมไม่อยากจะใช้คำนี้ ผมก็ไม่รู้จะใช้คำไหน ซึ่งผมนี่ที่จริง ผมภูมิใจนะครับ เมื่อสักครู่นี้คุณหมอเหวงบอกว่าท่านเคารพเสียงข้างน้อย ผมคิดว่าวันนั้น ถ้ากรรมาธิการเสียงข้างมากเคารพเสียงข้างน้อยว่านาน ๆ เสียงข้างน้อยจะชนะสักครั้ง ก็เอาตามเสียงข้างน้อย ถ้าอย่างนี้นี่คือความสวยงามของระบอบประชาธิปไตย แต่นี่ไม่ใช่ครับ แพ้วันนี้รุ่งขึ้นก็มาขืนใจกัน มาทำกันทุกวิถีทางที่จะให้กลับมติให้ได้ เอาจนได้จริง ๆ ท่านประธานครับ นั่นคือสิ่งที่เป็นรอยด่างพร้อยในฐานะที่เป็นกรรมาธิการมา ก็หลายชุดหลายสมัยไม่เคยเห็นอย่างนี้ล่ะครับ แต่ว่าวันนี้ก็ต้องกราบเรียนไว้ว่านี่คือที่มา ที่ผมจำเป็นต้องใช้คำ ซึ่งผมไม่อยากจะพูด ท่านประธานก็รู้ว่าผมไม่อยากจะพูดอะไร ที่มันกระทบกระเทือนใจคนอื่นมากนัก แต่ว่าวันนั้นนี่ถือว่าผมเป็นคนพูดคำนี้ออกไป ก็เพราะว่าไม่รู้จะหาคำไหนมาพูดแทนคำนี้ได้ นั่นคือการปล้นมติในที่ประชุม คณะกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันนั้น ท่านประธานที่เคารพครับ ในร่างของผมนี่ มาตรา ๒๙๑ สภาร่างรัฐธรรมนูญให้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนทั้งหมด ผมให้มี ๒๐๐ คน ผมคิดว่าจำนวนองค์ประกอบ ๒๐๐ คน เป็นองค์ประกอบ ของสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มีความพอเหมาะพอดีกับการร่างรัฐธรรมนูญ เราเริ่มต้น เราให้คำนวณจากฐานประชากรในจังหวัดนั้น ๆ จังหวัดที่มีจำนวนประชากรน้อยที่สุด มีหลักประกันว่ามีจำนวน ๑ คนเป็นอย่างน้อย ส่วนจังหวัดใหญ่ เช่น กรุงเทพมหานคร หรือว่าจังหวัดนครราชสีมา จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดสงขลา จังหวัดนครศรีธรรมราช ก็ว่ากันไปตามสัดส่วนของประชากรในจังหวัดนั้น ๆ เป็นเกณฑ์เฉลี่ย แต่ว่าสิ่งสำคัญก็คือ ไม่ว่าแต่ละจังหวัดจะมีจำนวนประชากรเท่าไร หรือว่าได้รับการจัดสรรว่ามี สสร. ได้เกินกว่า ๑ ท่านอาจจะเป็น ๓ ท่าน ๔ ท่าน แต่เวลามาลงคะแนนประชาชนในจังหวัดนั้น ๆ เลือกได้เพียง ๑ เดียวครับ สมมุติว่าบ้านผมจังหวัดสงขลานี่นะครับ คำนวณสัดส่วนประชากรแล้วน่าจะได้สัก ๓ คน ตัวเลขสมมุติท่านประธานครับ ไม่ใช่ว่าคนในจังหวัดสงขลาจะเลือกได้ กาได้ทั้ง ๓ เบอร์ ไม่ใช่ กาได้ ๑ เบอร์เหมือนกันครับ เหมือนกับจังหวัดระนองขออนุญาตที่จะต้องพาดพิง เพราะเป็นสมมุติฐานที่เป็นจังหวัดที่มีจำนวนประชากรน้อยที่สุดในขณะนี้ คนจังหวัดระนอง เลือกได้ ๑ คน คนจังหวัดสงขลาแม้ว่าจะมี สสร. ได้ ๓ คนหรือ ๔ คน ก็เข้าคูหา กาได้เบอร์เดียวเหมือนกัน เพราะฉะนั้นนั่นคือสิ่งที่จะการันตี (Guarantee) ได้ว่า เราไม่สามารถจะไปสั่งบล็อกโหวตได้ หรือสั่งให้เลือกคนใดคนหนึ่งได้ คะแนนก็เป็นไปตาม ธรรมชาติ ไม่เช่นนั้นอยู่ในพื้นที่ของฝ่ายใดฝ่ายนั้นก็สามารถจะไปบล็อกโหวต หรือว่าไปกำหนดสัดส่วนคะแนนได้ อันนี้เป็นสิ่งที่พวกผมมีกังวลเป็นอย่างยิ่ง อันที่จริง ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าถ้าสมมุติว่าวันนั้นมติของกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ได้รับการปฏิบัติ สภานี้อาจจะไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการที่ลงมติมาในวันนั้นก็มาแปรเปลี่ยน ในสภานี้ก็ว่ากันไปตามกฎ ตามเกณฑ์ ตามกติกาท่านประธานครับ แต่ว่ามันไม่เป็นเช่นนั้น ในร่างของผมเองผมก็ถือว่าถ้าสมมุติว่าในสภานี้จะได้เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็แล้วแต่ แต่ว่านี่คือแนวความคิดที่ว่าผมไม่อยากจะให้มีการไปใช้เสียงข้างมาก หรือว่าไปคิดว่า ถ้าฐานคะแนนเราได้เปรียบแล้วนี่ เราก็จะสามารถกำหนดทุกสิ่งทุกอย่างได้ ผมคิดว่าที่จริง ในข้อเสนอของผมนี่แม้ว่าจะเป็น ๒๐๐ แต่ถ้าหากว่า ๒๐๐ นั้นปล่อยให้พรรคการเมืองเข้าไปยุ่งได้ ซึ่งผมจะอภิปรายในมาตรา ๒๙๑/๕ ท่านประธานครับ ซึ่งมันเชื่อมโยงไปว่าที่มา กฎหมาย ที่จะนำมาใช้ในการเลือก สสร. เราจะให้ กกต. ใช้กฎหมายเลือกตั้งส่วนไหนมาใช้บังคับ ในมาตรา ๒๙๑/๕ ผมเขียนเอาไว้ชัดเจนครับให้ใช้กฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาในส่วนที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา เพราะผมไม่เห็นด้วยที่จะให้ใช้ตามร่างของเสียงข้างมากที่ให้ใช้กฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น มาบังคับใช้กับการคัดสรรหรือว่าการเลือก สสร. เพราะอะไรครับ เหตุผลนี่ผมจะอภิปราย ในมาตรา ๒๙๑/๕ รายละเอียดนะครับท่านประธาน แต่อย่างน้อยที่สุดผมก็กราบเรียน ท่านประธานไว้เบื้องต้นก่อนว่าที่ผมไม่เห็นด้วยในมาตรา ๒๙๑/๕ เพราะผมไม่อยากจะให้ พรรคการเมืองเข้าไปยุ่งกับ สสร. ครับ เพราะฉะนั้นในสัดส่วนที่ผมกราบเรียนท่านประธานว่า ผมกังวลเป็นอย่างยิ่งว่าถ้าเราปล่อยให้พรรคการเมืองเข้าไปยุ่งเกี่ยวในการเลือกตั้ง สสร. ซึ่งจะมาทำหน้าที่เป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญนี่ ถ้าเราให้พรรคการเมืองเข้าไปยุ่งได้แล้วนี่ ท่านประธานครับ ความไม่เป็นอิสระ ความถูกครอบงำเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ความต้องการ ของคนคนหนึ่งจะต้องถูกผลักดันผ่านกลไกของพรรคการเมือง ผ่านกลไก สสร. อย่างแน่นอน แล้วมันจะทำให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะไม่ได้รับการยอมรับและจะเป็นปัญหาในอนาคต วันข้างหน้าอีก เพราะฉะนั้นในมาตรา ๒๙๑ ผมจึงไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งครับ ท่านประธานครับ ที่จะให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญเพียงจังหวัดละ ๑ คน ๗๗ จังหวัดคือ ๗๗ คน แล้วให้รัฐสภา เป็นคนเลือกอีกส่วนหนึ่งจำนวน ๒๒ คน ซึ่งอย่างนี้มันก็ส่อให้เห็นชัดเจนแล้วว่า สสร. จะประกอบด้วยใครบ้าง แม้ว่าไม่สามารถระบุชื่อได้ แต่วันนี้สามารถบอกจำนวนได้เลยครับ ว่าจะมาจากส่วนไหนบ้าง องค์ประกอบเป็นอย่างไร แล้วคนของพรรคการเมืองไหน จะได้เสียงข้างมากในสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผมจึงคิดว่ารายละเอียดนั้น ในมาตรา ๒๙๑/๕ ผมจะเรียนท่านประธานอีกครั้งหนึ่งในส่วนเกี่ยวกับพรรคการเมือง ทำไมผมจึงไม่เห็นด้วย ให้ใช้กฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นมาบังคับใช้กับการเลือกตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผมจึงกราบเรียนว่าผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ด้วยเหตุผลดังที่ได้กราบเรียนท่านประธานมาแล้วเป็นเบื้องต้น ขอกราบขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายวิชาญ มีนชัยนันท์ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะกรรมาธิการของรัฐสภา ท่านประธานครับ ในส่วนซึ่งเพื่อนสมาชิกเองที่เป็นเสียงข้างน้อยได้อภิปรายไป ๒ ท่าน ผมเกรงว่าผู้ชมทางบ้านเอง จะเข้าใจผิดนะครับ แล้วก็การใช้คำพูดซึ่งดูเหมือนว่ากรรมาธิการในส่วนหนึ่งซึ่งทำหน้าที่ เหมือนกันมันดูแล้วอาจจะมีความสับสนนะครับ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านวิรัช ร่มเย็น กับท่านนิพนธ์ บุญญามณี นะครับ ซึ่งท่านเองนั้นพยายามบอกกล่าวว่าในการลงมติ ในครั้งที่ ๘ ของการประชุม ซึ่งบอกว่ามีการลงมติไปแล้ว แล้วปรากฏว่ามติที่ออกมามีเสียงข้างน้อย จะเป็นเสียงข้างน้อย ข้างมากของกรรมาธิการมันต้องมีอยู่แล้วครับ ๑๐ ต่อ ๑๒ แต่คล้ายกับว่า มีการทบทวนในส่วนของมติอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งมันก็จะตรงกับคำอภิปรายซึ่งบอกว่าการลงมติ ในครั้งนั้นได้มีความเห็นไปแล้วว่าในส่วนของการสรรหา สสร. นั้นให้มีการสรรหาประเภทเดียว ในวิธีการก็คือการเลือกตั้ง ผมเรียนที่ประชุมผ่านไปยังพี่น้องประชาชนที่กำลังรับชมอยู่นี้ คือที่ท่านพูดก็เป็นส่วนของการลงมติ แต่ท่านเองก็ไม่ได้พูดรวมทั้งหมด คือการประชุมทุกครั้ง ตั้งแต่แรกเปิดการประชุมทุกครั้งองค์ประชุมมันต้องครบนะครับ แล้วการประชุมทุกครั้ง ก็ต้องมีองค์ประชุมที่ครบ ทีนี้ในวันนั้นในการลงมติ เหมือนท่านประธานกำลังใช้มติ พอท่านประธานกดออด ก็ใช้ออดเรียกทุกคนเข้าห้องประชุม พอเข้าห้องประชุมแล้วก็ให้ตรวจเช็ก องค์ประชุมแล้วถึงจะลงมติ ทีนี้ส่วนของคณะกรรมาธิการวิสามัญซึ่งมีการประชุมซ้อนกันอยู่ กับสภาทุกครั้ง ทุกคนเองที่เป็นองค์ประชุมก็มีการประชุมอยู่ในห้องประชุมสภา และมีการประชุมอยู่ในส่วนของคณะกรรมาธิการ การเรียกมติในวันนั้นเป็นการเรียกมติ โดยในลักษณะขององค์ประชุม แต่ละท่านเองยังไม่ได้เข้าไปในที่ประชุมจนครบหมดนะครับ แต่ถามว่าองค์ประชุมครบไหม ครบ แต่เมื่อมีการลงมติแล้วออกมาในลักษณะ ๑๐ ต่อ ๑๒ พวกผมก็ไม่ได้ว่าอะไรครับ ก็ผ่านไป จะถูกต่อว่าถูกต่อขานอย่างไรโดยกรรมาธิการ แล้วออกเป็นสื่อก็สุดแล้วแต่ แต่พออีกวันหนึ่งก็มีการใช้ในเรื่องของมติในการทบทวนซึ่งก็เป็น เรื่องปกติครับ เพราะว่าการประชุมสามารถที่จะมีการพูดแล้วก็ทบทวนมติได้ตลอด เหมือนกับสภาแห่งนี้ครับ ถ้ามีรายงานการประชุมของคณะกรรมาธิการในวาระแรก ที่พิจารณาเสร็จแล้วเข้าสู่สภามาสู่วาระที่สอง การพิจารณาก็เป็นหน้าที่ขององค์ประกอบ ของสมาชิกทั้งรัฐสภา เช่นเดียวกันในส่วนของกรรมาธิการเราก็มีความเห็นกันครับ แล้วก็ถกเถียงกัน ท่านประธานเองก็ทำหน้าที่ประธานในส่วนหนึ่ง แต่การเรียกบุคคล ที่จะให้เป็นองค์ประชุมในการลงมติก็เป็นการขอครับว่าต่อไปนี้คงจะต้องใช้เวลาสักนิดหนึ่ง เพราะเพื่อนสมาชิกไปอยู่ในห้องประชุมต่าง ๆ กัน แล้วมีการทบทวนแล้วก็มีการลงมติอีกครั้งหนึ่ง ไม่ใช่บอกว่าไม่ชอบ หรือไม่ใช่ใช้คำพูดว่ารายงานโจรหรือปล้นมตินะครับ ผมเองก็ต้องขอ อนุญาตชี้แจงให้กับทางสมาชิกโดยเฉพาะสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้รวมถึงพี่น้องประชาชนที่รับฟัง อยู่ทางบ้านได้รับทราบว่าการทำงานทำหน้าที่ของกรรมาธิการก็เป็นไปด้วยข้อบังคับ ถูกต้องตามข้อระเบียบ ขอรบกวนเพื่อนสมาชิกครับ เพราะว่าตั้งแต่แรกวันที่รายงานฉบับนี้ เข้ามาท่านก็พูดในลักษณะอย่างนี้ตลอด เหมือนกับว่าพยายามเน้นไม่ข้ามไปส่วนอื่น แต่เราก็ไม่ได้ว่านะครับ แต่ผมขออนุญาตว่ามติทุกมติสามารถทบทวนได้แล้วก็มีการพูด ในส่วนของกรรมาธิการทุก ๆ ท่าน จนมีการทบทวนและลงมติใหม่ ผมขออนุญาตยืนยันนะครับว่า ไม่ได้ทำผิดต่อข้อบังคับใด ๆ แล้วก็มีการพูดคุยกันจนหาข้อยุติได้ครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านวิรัชครับ

นายวิรัช ร่มเย็น กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ วิรัช ร่มเย็น พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดระนอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและในฐานะ กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมก็ยืนยันเช่นเดียวกันว่าสิ่งที่ผมพูดผมอธิบายนั้นเป็นความจริง ผมเรียนได้เลยท่านประธานครับ ถ้าพูดถึงองค์ประชุมนี้นะครับ ผมเองพยายามจะไม่พูดแล้ว เพราะกรรมาธิการหลายท่านก็ได้ทำหน้าที่ ผมกราบเรียนครับเวลาเห็นว่าการประชุมนี้ เห็นท่าว่าองค์ประชุมจะไม่ครบ แล้วจริง ๆ ไม่ครบ พอไม่ครบผมก็นับ ผมนี้ขอนับองค์ประชุม เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญควรที่จะให้กรรมาธิการไม่ว่าเสียงข้างน้อยข้างมาก มาร่วมประชุมด้วยกันจำนวนมาก ผมนับองค์ประชุมแต่นับเสร็จขอประทานอภัยเอ่ยนาม อีกครั้งหนึ่งท่านประธานสามารถ แก้วมีชัย ท่านก็ใช้เทคนิคของท่านนะครับ ไม่แน่ใจว่า จบโรงเรียนเทคนิคไหม แต่ว่าใช้เทคนิคก็คือพักประชุม พอพักประชุมโทรศัพท์ก็ทำงานทันที ท่านประธาน ท่านประธานเห็นบรรยากาศไหมครับ คนนั้นก็โทร คนนี้ก็โทร คนเมื่อสักครู่ ก็โทรที่ลุกขึ้นมา โทรแล้วก็เข้ามา พอเข้ามาครบก็ประชุมต่อ อาการเป็นอย่างนี้ ส่วนประเด็น ที่บอกว่าเมื่อสักครู่ท่านบอกว่าการที่ผมได้พูดไปกลัวชาวบ้านเข้าใจผิด ผมคิดว่าที่ท่านพูด ท่านตอบโต้มานี้ล่ะท่านอธิบายนี้ชาวบ้านจะเข้าใจผิด ผมยังยืนยันท่านประธานที่เคารพ สิ่งที่ผมพูดผมอธิบาย อธิบายจากเหตุการณ์จริง ๆ แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ ผมยืนยันนะครับว่า ผมไม่ได้โกหกพี่น้องประชาชน ส่วนใครจะโกหกผมคิดว่าพี่น้องประชาชนสามารถตามทัน และจับได้ครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านนิพนธ์ บุญญามณี ครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพนธ์ บุญญามณี สมาชิกรัฐสภา ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย เมื่อสักครู่ ขอใช้สิทธิพาดพิงด้วยท่านประธานครับ ผมยืนยันนะครับว่าสิ่งที่ผมนำมาพูดนั้นผมไม่ได้พูดอะไร ที่มันจะทำให้พี่น้องประชาชนเข้าใจผิด ผมพูดตามเนื้อหา ตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ในกรรมาธิการ มติลงไปแล้วนะท่านประธานครับ ไม่ว่าพอใจหรือไม่พอใจต้องเคารพมติ เพราะว่ามันลงมติกันไปแล้ว ผลออกมาอย่างนั้นแล้วมันต้องเคารพ ไม่ใช่ว่าพอมติ ออกไปอย่างนั้นไม่ได้ ไม่เป็นไปตามที่ตัวเองต้องการ ตัวเองก็พยายามที่จะให้ลงมติใหม่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่มีการทบทวนหลังจากพิจารณาจบทุกมาตราไปแล้วมาทบทวนใหม่ หมายความว่าลงมติแพ้แล้วกลับไปคืนนั้นไม่ทราบว่ามันเกิดอะไรขึ้น รุ่งเช้าเอาจนได้ ปัญหามันอยู่ตรงนี้ครับ ผมจึงบอกว่ามันไม่มีวิธีปฏิบัติอย่างนี้ มันจึงไม่มีวิธีปฏิบัติตามนี้ ท่านประธานครับ แล้วผมก็บอกว่าที่ผมใช้คำที่ผมพูดไปแล้วบางท่านผมไม่อยากเอ่ยนามนะครับ กรรมาธิการพูดแรงกว่าผม พูดว่ามติอัปยศ ผมนี่ไม่อยากใช้คำนั้น ผมเลยบอกว่า เป็นมติอย่างที่ผมเรียนไปแล้ว ผมโดนปล้นไปแล้ว ผมบอกมติผม ผมมีอยู่ผมได้มาแล้ว ผมกลับไปนอนยิ้มอยู่ที่บ้านคืนหนึ่งบอกว่าเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ครั้งแรกที่ชนะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้ มารุ่งเช้ามติผมโดนปล้น

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ เข้าใจแล้วครับ เชิญท่านนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ ครับ

นายนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเองไม่สบายใจจริง ๆ ที่ท่านกรรมาธิการได้ชี้แจงว่ามติมันมีการทบทวนกันบ่อย ผมต้องเรียนอย่างนี้ครับว่าในสภานี้ ไม่เคยมีการทบทวนมติที่ลงไปแล้ว การประชุมคณะกรรมาธิการก็อาศัยข้อบังคับ ของการประชุมสภาผู้แทนราษฎรนะครับ ในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อมีการลงมติ การพิจารณากฎหมาย เรียงมาตราก็ตาม ผ่านมาตราไปนั้นยังไม่จบกฎหมายฉบับนั้นเลย ยังไปทบทวนมติที่แพ้ไป ไม่ได้เลยครับ ความจริงเรื่องนี้กรรมาธิการไม่น่าวิตกเลย เมื่อแพ้เสียงในคณะกรรมาธิการ เอาเข้าประชุมใหญ่ก็เปลี่ยนแปลงได้อยู่แล้ว เสียงข้างมากในที่ประชุม ไม่ควรทำอย่างนั้นจริง ๆ ไม่เคยมีมาครับ ผมถือว่าการลงมติแพ้แล้วเอามาลงมติใหม่มันไม่เคยปรากฏ ไม่ว่าสภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภาก็ไม่มี แล้วในสภานี้ก็ไม่มีครับ เพราะฉะนั้นต่อไป เสียงข้างมากถ้ามีการพิจารณากฎหมายโหวตแพ้มติในมาตราใดมาตราหนึ่ง กฎหมายฉบับนั้น ยังไม่จบสิ้นกระบวนความการพิจารณายังไม่เสร็จสิ้น ก็ต้องเอามาทบทวน มาลงมติใหม่ ต่อไปมติไม่มีผลเลย เพราะฉะนั้นไม่ต้องมีการลงมติหรอกครับ คือการที่เป็น ประธานคณะกรรมาธิการถ้ากลัวแพ้มติต้องดูครับ ถ้าเสียงตัวเองแพ้ก็เลื่อนไปก่อน หรือจะใช้วิธีใดก็ได้ ประธานมีอำนาจอยู่แล้ว ถ้าลงมติไปแล้วไม่เคยมีจริง ๆ ผมยืนยันได้ เพราะฉะนั้นมติครั้งนี้ ผมคิดว่าไม่เป็นมติที่ชอบด้วยกฎหมายหรือว่าข้อบังคับด้วยซ้ำไป ไม่เคยทำมานะครับ ผมเรียนยืนยันตรงนี้ครับ ผมอยู่สภามา ๒๖ ปี ไม่เคยมีการลงมติแล้วเอามตินั้นมาทบทวน ลงมติใหม่อย่างเด็ดขาดครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ผมว่าอธิบาย กันชัดเจนแล้วนะครับ เดินต่อดีไหมครับ ท่านบุญยอดขอเถอะครับ มันอธิบายกันเข้าใจหมดแล้ว ผมฟังผมเชื่อว่าทุกคนที่ฟังอยู่ก็เข้าใจหมดนะครับ ขอเถอะครับท่านบุญยอด เรื่องเดียวกันหรือเปล่า มันไปได้นะครับ ถ้าเผื่อไปได้ก็ไปเถอะครับ นิดเดียวนะครับ ท่านบุญยอดเชิญครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ บัญชีรายชื่อ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ข้อถกเถียงที่เกิดขึ้นก็ติดค้างอยู่ในใจผมมานาน หลังจากที่ได้รับทราบข่าวว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้มีการกลับมติอย่างที่ว่านะครับ ผมก็ไปเอารายงานมาดูด้วยนะครับว่ารายงานการประชุมของคณะกรรมาธิการชุดนี้ เป็นอย่างไร ผมเล่าให้ท่านฟังคร่าว ๆ นะครับ มติแรก ก็คือเห็นด้วยกับทางร่างคณะรัฐมนตรี มี ๑๐ เสียง เห็นด้วยกับความเห็นของคณะกรรมาธิการในร่างที่แตกต่างไปจาก ร่างคณะรัฐมนตรี ๑๒ เสียง นี่อยู่ในรายงานหน้าที่ ๖ ข้ามไปอีกวันหนึ่งก็มีการกลับมติ อย่างที่ว่าไว้ถูกไหมครับ ในมตินี้ที่จริงผมอยากรู้ด้วยซ้ำว่าใครเป็นคนกลับมติบ้างที่ได้กลับไป จากที่บอกว่าเห็นด้วยกับทางคณะกรรมาธิการ ๑๒ เสียงแรก ที่ต่างจากทางรัฐบาล ปรากฏว่า ในรายงานไม่ได้ระบุชื่อนะครับว่ามีใครบ้าง แต่สุดท้ายก็กลับมติเป็นว่าให้คงไว้ตามร่างเดิม ๒๑ เสียง กรรมาธิการไม่เห็นด้วย ๓ เสียง แล้วก็มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น มีนายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ มีนายเหวง โตจิราการ มีนายนิพนธ์ บุญญามณี นายวิรัช ร่มเย็น เป็นต้น นี่ก็เป็นรายงานของคณะกรรมาธิการ ท่านประธานครับ ประเด็นปัญหามันอยู่ตรงนี้ครับว่าเราจะปล่อยให้ผ่านเรื่องนี้ไปคงไม่ได้ ท่านประธาน ต้องหาคำตอบให้เราครับว่าสิ่งที่คณะกรรมาธิการได้ทำการกลับมติมานั้นชอบหรือไม่ ท่านกลับมติได้ด้วยข้อบังคับในการประชุมของคณะกรรมาธิการข้อใดครับ ที่เสนอให้มี การพิจารณาใหม่ แล้วการกระทำที่เกิดขึ้นนั้นตกลงว่าเป็นการกระทำที่อยู่ในการประชุม ที่ชอบด้วยการกระทำหรือไม่ครับท่านประธาน ผมเห็นว่าไม่ชอบครับ เพราะว่าไม่เคยมีการ ที่จะบอกว่าอยู่ในมาตรา ๒๙๑/๑ ที่มาของ สสร. พิจารณากันไปรอบหนึ่งอย่างหนึ่ง พอมาอีกวันก็พิจารณาอีกแบบหนึ่ง มันไม่ได้พิจารณาทั้งร่าง หรือว่าทีละมาตราอย่างที่ว่า ท่านประธานครับ สมมุตินะครับ วันนี้ผมบอกว่าที่ผ่านมามาตรา ๑ มาตรา ๒ มาตรา ๓ มาตรา ๔ ที่ลงกันไปแล้ว ผมขอทบทวนมติบ้างได้ไหมครับ ผมขอทบทวนมติตรงนี้เลยครับ สัปดาห์ที่แล้วที่ลงมติไปแล้ว มาตรา ๑ ผมขอโหวตใหม่ได้ไหมครับ ก็จะให้ผมอ้างข้อไหนครับ อย่างข้อที่อ้างที่ท่านกำลังจะพูด ผมจะอ้างข้อเดียวกันเลยนะครับ ถ้าท่านอ้างข้อไหน ผมจะขอกลับมติใหม่ว่ามาตรา ๑ เริ่มต้นจากชื่อร่าง ผมว่าร่างที่มีคำว่า ทักษิณ น่าสนใจขึ้นมาแล้ว เพราะว่าวันเสาร์ วันอาทิตย์ที่ผ่านมา ก็เห็นพฤติกรรมกันอยู่ว่าใครทำอะไรกันบ้าง

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านบุญยอดครับ ตกลง เดี๋ยวผมจะให้ประธานกรรมาธิการตอบท่านนะครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมถึงขออนุญาต อย่างนี้ครับ ผมจะได้รอบเดียว ประธานกรรมาธิการตอบว่าเป็นอย่างไร ท่านประธาน ต้องมีการวินิจฉัยเกิดขึ้นครับ ไม่ใช่ปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไป เพราะเรื่องนี้มันค้างคาใจ กับสมาชิกทุกคนครับ ขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ก็ขอกราบเรียน ต่อเพื่อนสมาชิกนะครับต่อข้อข้องใจในเรื่องที่ท่านว่ากรรมาธิการได้ไปกลับมติ ก็อยากจะ กราบเรียนอย่างนี้นะครับ ในการลงมติมาตรา ๒๙๑/๑ การลงมติครั้งแรกข้อเท็จจริง ก็ปรากฏว่าฝ่ายที่ให้มีการเลือกตั้ง สสร. ทั้งหมด ไม่ให้มี สสร. ที่มาจากการสรรหานี่ชนะ ถูกต้องครับ แต่เนื่องจากในหลักการที่เรารับไปจากรัฐสภา ถ้าท่านดูในหลักการก็จะบอกว่า กำหนดให้รัฐสภาต้องคัดเลือก สสร. ที่มาจากการสรรหาด้วย ใน (๑) ของหลักการ ท่านจะเห็นนะครับ เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วเราก็มาเปิดข้อบังคับการประชุมรัฐสภาในหมวด ๗ ว่าด้วยการเสนอและการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ข้อ ๙๖ วรรคสาม พูดชัดเจนครับว่า การแปรญัตติเพิ่มมาตราใหม่ หรือตัดทอน หรือแก้ไขมาตราเดิมต้องไม่ขัดกับหลักการ แห่งร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เว้นแต่การแก้ไขเพิ่มเติมมาตราที่เกี่ยวข้องกับหลักการเท่านั้น ฉะนั้นเมื่อมันแปรญัตติขัดกับหลักการที่เรารับไปจากรัฐสภา ท่านกรรมาธิการท่านหนึ่ง ก็คือท่านพิชิตท่านก็เสนอขอให้ทบทวน เพราะเห็นว่ามันขัดกับหลักการและไม่ต้อง ด้วยข้อบังคับ ข้อ ๙๖ กรรมาธิการเสียงข้างมากก็จึงเห็นด้วยว่าการแปรญัตติแม้จะได้ เสียงข้างมากไปแล้วแต่ขัดกับหลักการไม่สามารถที่จะกระทำได้ตามข้อบังคับ ฉะนั้นก็เลย มีการพิจารณาทบทวนแล้วก็ลงมติให้กลับมาเป็นดังหลักการดังกล่าว ก็กราบเรียนว่า ไม่ได้มีการไปปล้นมติของเสียงข้างน้อยหรือไปกระทำอะไรที่ผิดจากข้อบังคับนะครับ ก็กราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกรัฐสภาเพื่อทราบครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ ขณะนี้ เรื่องทั้งหมดก็ผ่านการพิจารณาของกรรมาธิการแล้ว แล้วก็มาถึงรัฐสภา ประธานรัฐสภา ก็ได้สั่งบรรจุเข้าระเบียบวาระแล้ว เราก็ได้ทำงานกันมาหลายวันแล้ว สิ่งต่าง ๆ ที่เป็นข้อสังเกตทั้งหลายทั้งปวงผมเชื่อว่าท่านก็ได้อธิบายชี้แจงกันทั้ง ๒ ด้านแล้วนะครับ ผมก็ขอดำเนินการประชุมต่อครับ เชิญท่านกรรมาธิการชลน่าน ศรีแก้ว ครับ คุณหมอชลน่าน ไม่อยู่นะครับ ท่านหมอวรงค์มีอะไรครับ เชิญครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมถือว่าวันนี้ทีมงานท่านเลขาธิการ ต้องปรับปรุงนะครับ วันนี้ผมถือว่าทีมงานของท่านประธานบกพร่องอีกแล้วนะครับ เพราะเราตกลงกันแล้วว่าถ้าผ่านชื่อไปแล้วเราต้องผ่านไปก่อน ผมเชื่อว่าท่านชลน่านก็เข้าใจ ว่าผ่านไปแล้ว แล้วหลังจากนั้นก็ค่อยมาทีหลัง แล้วท่านก็มาเรียกชื่อเขา ทำให้เขาเสียหายครับ ทีมงานบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ ผมทวนกติกาว่าถ้าชื่อผ่านไปแล้วขณะนี้ชื่อจ่อท่านพีระพันธุ์ ก็ต้องเรียกท่านพีระพันธุ์ต่อ ถ้าจากท่านพีระพันธุ์ต่อมาที่ผมก็ต้องให้ผมต่อไปเรื่อย ๆ ก็ต้องไล่ตามรายชื่อไปเรื่อย ๆ เพื่อนสมาชิกที่ผ่านชื่อไปแล้วให้ผ่านไปก่อนท่านไม่ต้อง ย้อนกลับไป เดี๋ยวเขาจะมายกมือใช้สิทธิตอนหลังครับ ก็ต้องเป็นอย่างนั้นครับ ผมถือว่า ให้ทางทีมงานเลขาธิการปรับวิธีการหน่อยนะครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณคุณหมอครับ ต่อไปเป็นท่านกรรมาธิการจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ เชิญครับ

นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายจิตติพจน์

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คุณหมอวรงค์มีอะไรครับ เชิญครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก เหมือนเดิมครับท่านประธาน เพราะผมคิดว่าท่านเลขาธิการท่านสับสนครับ คือกติกาเราวางไว้ชัดเจน ผมก็ต้องย้ำ คือเมื่อเช้าจริงอยู่ท่านจิตติพจน์กับท่านเทพไทมันเป็นช่วงเริ่มต้นของความสับสน เพราะตอนยกมือคนที่มีสิทธิคนแรก จริงอยู่ผมเห็นด้วยว่าต้องเป็นท่านจิตติพจน์ แต่ขณะนั้น ผมคิดว่าท่านประธานมองไม่เห็นก็เลยข้ามให้เลยเพื่อไม่ให้มีการเรียกชื่อ เลยกลายเป็นท่านเทพไท แต่หลังจากท่านผ่านไปแล้วเมื่อมาถึงตรงนี้แล้วท่านควรจะมาอภิปรายตอนหลัง ตอนที่หมด ในชั้นกรรมาธิการแล้วและค่อยใช้สิทธิของกรรมาธิการ คือสมมุติกรรมาธิการจบที่ท่านใด ท่านสาธิต ผมสมมุตินะครับ และส่วนกรรมาธิการที่เหลือจะมาใช้ก็ให้สิทธิเขาตอนนั้น ถ้าท่านย้อนกลับไปมันก็จะเหมือนเดิมอีกครับท่านประธานครับ ผมคิดว่าท่านต่อไปต้องเป็น ท่านพีระพันธุ์ครับท่านประธาน เพราะรายชื่อต่อจากท่านอภิปรายก่อนหน้านี้ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

อธิบายว่าอย่างนี้นะครับ เมื่อครู่ตอนที่ข้าม ท่านประธานข้ามท่านจิตติพจน์และท่านจิตติพจน์ได้มาแสดงว่า จะขออภิปรายครับ แต่เป็นความผิดพลาดของผู้ใดไม่ทราบ คุณหมอวรงค์ ผมขอได้ไหมครับ เพราะบังเอิญท่านจิตติพจน์ก็เป็นคนต้น ๆ ด้วย

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

ท่านประธาน ผม นายแพทย์วรงค์ ประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก กรรมาธิการเสียงข้างน้อยด้วยครับ คือผมเป็นคนเคารพกติกา ท่านประธาน คือผมก็ไม่เห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิกที่บอกว่าตอนนั้นไม่อภิปราย จะขอมาอภิปรายตอนบ่ายโมงกว่า ไม่อย่างนั้นทุกคนจะเป็นอย่างนี้ เดี๋ยวถึงคิวผม ผมขอยกมือไว้ก่อน เดี๋ยวผมจะมาตอนบ่ายสามโมงครึ่ง มันจะไปกันใหญ่ท่านประธาน ถ้าท่านวางหลักให้ดี ผมเชื่อว่ามันจะไปได้ตลอดครับ แต่ผมไม่ขัดข้องถ้าท่านจะให้ท่านจิตติพจน์ ๑ คนสำหรับความผิดพลาดครั้งนี้ แต่คนต่อไปท่านต้องเคารพกติกานะครับท่านประธานครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านกรรมาธิการครับ

นายเชิดชัย ตันติศิรินทร์ กรรมาธิการ

ขอบคุณท่านประธาน กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายแพทย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานสภาครับ ผมไม่อยากฟื้น ความผิดพลาดที่ไม่ทำตามข้อบังคับนี่ละครับ ท่านจิตติพจน์ก็ยกมือ ท่านชลน่าน ก็ยกมือ ประธานไม่เห็น แล้วก็ดำเนินการไป มันก็เหมือนประชุมกรรมาธิการเช่นเดียวกันนะครับ แต่ข้อผิดพลาดเหล่านี้ก็เป็นการมาบอกว่ามีธรรมเนียมการปฏิบัติ ต้องเชื่อประธาน ต้องเชื่ออะไรต่าง ๆ นานานะครับ ผมเห็นว่าอันนี้ไม่ดีเลยนะครับ เอาตามความเป็นจริงดีกว่า เพราะว่าประธานโอเค อาจจะมีการผิดพลาดได้ ทีนี้ถ้าสมาชิกเขาแสดงตนเสนอตามสิทธิของเขา เพราะว่าทุกคนร่างสิทธิตัวเองทั้งสิ้น ไม่ว่าเป็นใครนะครับ ท่านประธานก็วินิจฉัย ตามความเหมาะสมได้นะครับ ถ้าเอาเป๊ะ ๆ ข้อบังคับต่าง ๆ ผมว่าท่านนิคมพูดถูกที่สุด เพราะฉะนั้นผมเห็นใจท่านจิตติพจน์กับคุณหมอชลน่านที่พยายามจะทำตามข้อบังคับทุกประการ ขอบคุณครับท่านประธาน โปรดวินิจฉัยด้วยครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ข้อตกลงเท่าที่ผมทราบ เป็นอย่างนี้นะครับ ทีนี้แทนที่จะขานชื่อเรียงตามลำดับ ผมจะให้สมาชิกท่านใดคอยดูว่า ถึงคิวตัวเองหรือยัง ถ้าเห็นว่าใกล้จะถึงก็ส่งชื่อขึ้นมา ถ้าไม่มีรายชื่อผมจะถือว่าท่านไม่ติดใจ ผมจะข้ามไปโดยอัตโนมัติ อย่างนั้นดีไหมครับ ข้ามไปโดยอัตโนมัติ แต่ก็สามารถอภิปราย ในช่วงท้ายได้ อย่างนี้น่าจะดำเนินการต่อไปได้ อันนี้คือข้อตกลงนะครับ ทีนี้ต้องขอบคุณ คุณหมอวรงค์ คือขณะนี้ถ้าเผื่อเป็นอย่างนี้ เมื่อกี้นี้ผมทราบแล้วครับว่ามีผิดพลาดเล็กน้อย แต่ท่านจิตติพจน์ก็อยู่ และท่านก็ได้มาเตือนทางนี้ ดังนั้นเมื่อคุณหมอวรงค์ ยินดีที่จะให้ท่าน ส.ว. จิตติพจน์อภิปรายตอนนี้ก็ขอบคุณครับ เชิญครับ

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ พรรคประชาธิปัตย์ กรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ เมื่อสักครู่ท่านประธานท่านที่แล้ว ก็ได้วินิจฉัยไว้อย่างหนึ่ง พอท่านขึ้นมาทำหน้าที่ด้วยความเคารพท่านนะครับ ท่านก็มาเปลี่ยนวิธีการอีกอย่างหนึ่ง ผมเกรงว่ากระบวนการในการอภิปรายในวันนี้ มันจะไม่มีมาตรฐานที่สมาชิกจะปฏิบัติได้ครับ เมื่อสักครู่

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คืออย่างนี้นะครับท่าน ผมไม่ได้เปลี่ยนอะไรเลย ผมยึดตามที่ท่านประธานท่านที่แล้วทำอยู่ เพียงแต่ว่ามีบกพร่อง เล็กน้อยทางธุรการนิดเดียว เพราะว่าเมื่อกี้ท่านประธานข้ามชื่อท่านจิตติพจน์ไป แล้วท่านจิตติพจน์ ก็มาชี้แจงตรงนี้นะครับ ดังนั้นท่านจิตติพจน์ก็มีโอกาสนะครับ ทางเจ้าหน้าที่ก็เสนอชื่อขึ้นมา ผมนี้มีรายชื่อบนนี้หมดนะครับท่านครับ ซึ่งเป็นไปตามข้อตกลงที่ที่ประชุมได้ตกลงตามแล้วนะครับท่าน ผมก็ทำตามนั้นล่ะครับ ผมไม่ได้เปลี่ยนอะไรนะครับ

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

เปลี่ยนครับ เมื่อสักครู่ท่านประธานยังไม่ได้ฟังผมนะครับ ตอนหลังท่านสรุปบอกว่าถ้าท่านใด ที่แปรญัตติไว้แล้วเห็นว่าใกล้ ๆ จะถึงตัวเอง และถ้าไม่อยู่ก็ถือว่าข้ามไปนะครับ แต่ท่านประธานท่านที่แล้วผมเห็นว่าท่านจะเรียกทุกคนครับ ไล่ตามรายชื่อที่มีอยู่ แล้วถ้าเกิดเขาไม่อยู่เหล่านั้นก็ถือว่าข้ามต่อไป แต่ไม่ได้หมายความว่าถ้าเกิดมาถึงปุ๊บ ใกล้จะถึงตัวเองแล้วยกมือแล้วถึงจะได้พูด ท่านประธานให้แล้วคือเรียกทุกท่านที่มีรายชื่ออยู่ เป็นผู้สงวนคำแปรญัตติ แล้วถ้าไม่อยู่ท่านประธานก็จะข้ามไป แต่ไม่ต้องมาคอยแล้วก็ยกมือ แล้วเมื่อกี้ท่านก็บอกถ้าไม่ยกมือแล้วไม่อยู่ก็จะถือว่า

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

มิได้ท่าน อย่างนี้นะครับ ผมอ่านสิ่งที่ท่านประธานท่านที่แล้วพูดไว้เป็นบันทึกนะครับ ที่ท่านได้พูดเมื่อตอนก่อนผมมารับนะครับ เราจะปฏิบัติตามที่ท่านตกลงกับพวกเราไว้นะครับท่าน ขอบคุณคุณหมอวรงค์ เชิญท่านจิตติพจน์ครับ

นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดศรีษะเกษ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ความจริงแล้วตั้งแต่หลังจากลงมติ มาตรา ๔ ผมก็เป็นคิวแรกที่จะต้อง อภิปรายแล้วก็ได้ยกมือไว้ด้วย แต่บังเอิญท่านประธานไปชี้ให้ท่านเทพไทได้พูดก่อน ทำให้ผมต้องได้ลุกขึ้นยืนนะครับ แล้วก็แจ้งท่านประธานว่าจริง ๆ เป็นคิวของผม แต่เมื่อท่านประธานได้ให้ท่านเทพไทได้พูดไปก่อน กระผมก็ไม่ว่าอะไรครับ ก็ยินดีมานั่งรอนะครับ ก็บอกท่านประธานว่าก็ประมาณสักบ่ายโมงก็จะมารอเพื่อจะถึงคิวที่จะอภิปรายนะครับ ซึ่งตอนนี้ก็ประมาณบ่าย ๒ โมงเศษก็ไม่ว่ากันท่านประธานครับ ท่านประธานครับ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ เป็นเรื่องที่มาของ สสร. ครับท่านประธาน สาเหตุที่ผมได้แปรญัตติไว้นะครับ หรือว่าสงวนความเห็นไว้นะครับ ก็ขออนุญาตให้เหตุผลประกอบครับ ผมจะไม่อ่านมาตรา ที่ผมได้แปรญัตติหรือสงวนความเห็นไว้นะครับ เนื่องจากว่าเกรงว่าจะเป็นการกินเวลา ของสภาแห่งนี้จนเกินสมควร เนื่องจากเรามีสมาชิกจำนวนมากที่กำลังรออภิปรายอยู่ จะขออนุญาตสรุปสาระสำคัญของการสงวนความเห็นของผมครับ ผมได้สงวนความเห็นไว้ว่า สสร. ควรจะมีที่มา ๒ ประการครับ

ส่วนที่ ๑ จะมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนตามสัดส่วน จำนวนประชากร ๑๖๐ คน โดยเป็นลักษณะการเลือกตั้งแบบเขตเดียว เบอร์เดียวครับ

ส่วนที่ ๒ มาจากการคัดเลือกของรัฐสภาอีก ๓๙ คน สาเหตุที่ผมเห็นว่า การคัดเลือกโดยสมาชิกรัฐสภา จำนวน ๓๙ คน สามารถกระทำได้ ก็เนื่องจากว่า กระบวนการทางประชาธิปไตยนั้น สามารถใช้การเลือกตั้งทางตรงหรือการเลือกตั้งทางอ้อม ก็ได้เช่นเดียวกันครับ ยกตัวอย่างการเลือกตั้งทางอ้อมที่มีการใช้อยู่ในประเทศไทย ก็คือกระบวนการที่มีการเลือกตั้ง ส.ส. หลังจากมีการเลือกตั้ง ส.ส. ส.ส. ก็จะไปเลือก นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีก็ไปเลือกรัฐมนตรี เป็นการเลือกตั้งทางอ้อม เป็นการใช้อำนาจ อธิปไตยทางอ้อมของประชาชน ซึ่งไม่ได้เป็นกระบวนการที่ขัดกับหลักประชาธิปไตยแต่อย่างใด ไม่เหมือนกับการสรรหาโดยที่บุคคลที่สรรหาไม่ได้มีการมาจากประชาชนครับ ในต่างประเทศ เช่นเดียวกันครับ ก็มีกระบวนการที่ใช้กระบวนการเลือกตั้งทางอ้อมเช่นเดียวกันครับ ยกตัวอย่างเช่น ศาลรัฐธรรมนูญของประเทศฝรั่งเศสก็จะมีที่มาต่าง ๆ กันนะครับ ทั้งหมด ๑๑ ท่าน ๓ ท่านแรกก็จะมาจากประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นคนเลือก ๓ ท่าน ๓ ท่านที่ ๒ ก็มาจากประธานวุฒิสภาเลือกอีก ๓ ท่าน ๓ ท่านที่ ๓ มาจากประธานาธิบดีเลือก ๓ ท่าน ส่วนอีก ๒ ท่านครับ ท่านประธานครับ ก็มาจากอดีตประธานาธิบดีของประเทศฝรั่งเศส ดังนั้นทั้ง ๑๑ ท่านจึงอ้างอิงที่มา จึงอ้างอิงอำนาจอธิปไตยจากประชาชนได้เช่นเดียวกัน กระบวนการเลือกตั้ง สสร. โดยให้รัฐสภาซึ่งได้รับมอบอำนาจจากประชาชนเป็นคนเลือก สสร. จากการคัดเลือกจำนวน ๓๙ คน จึงเป็นกระบวนการที่ถูกต้องและสอดคล้องกับกระบวนการ ทางประชาธิปไตยอย่างแน่นอนครับ ท่านประธานครับ

ส่วนอีกประเด็นหนึ่ง ที่ผมใช้การเลือกตั้งแบบเขตเดียว เบอร์เดียว จำนวน ๑๖๐ คน ก็เนื่องจากว่าตามหลักประชาธิปไตยนั้นประชาชนทุกคนย่อมมีความเสมอภาคกัน ถ้าหากว่าเราไม่ใช้สัดส่วนจำนวนประชากรในการเลือกตั้ง สสร. ก็จะมีปัญหาว่าบางจังหวัด ซึ่งมีประชากรมากกว่าบางจังหวัดถึง ๓๐ เท่า แต่ก็มี สสร. ได้เพียง ๑ คน อย่างเช่นกรุงเทพมหานครกับจังหวัดระนอง เป็นต้น ซึ่งในแง่ของความเสมอภาคแล้ว ตามหลักประชาธิปไตยแล้วน่าจะไม่สอดคล้องกับกระบวนการทางประชาธิปไตย แต่ในขณะเดียวกันเมื่อมีการเลือกตั้งตามสัดส่วนประชากรแล้ว ถ้าหากว่าไม่ใช่ เป็นการเลือกตั้งแบบเขตเดียว เบอร์เดียว ก็จะเกิดปัญหาอีกเช่นเดียวกันครับ ท่านประธานครับ บางจังหวัด เช่น กรุงเทพมหานคร ถ้าพวกเราจำได้นะครับ ในการเลือกตั้ง ส.ว. ในครั้งที่ผ่าน ๆ มา ที่มีสมาชิกมากกว่า ๑๐ ท่าน ท่านท้าย ๆ ก็จะมีคะแนนเสียงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น คือประมาณหมื่นเศษ ๆ เท่านั้น ซึ่งทำให้แตกต่างจากสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ในหลาย ๆ จังหวัด ซึ่งบางท่านก็จะได้คะแนนถึง ๑๐๐,๐๐๐ คะแนน ทำให้เกิดความลักลั่นกัน จึงไม่ค่อยสอดคล้องกับกระบวนการทางประชาธิปไตยเท่าไร แล้วก็ไม่สามารถเป็นตัวแทน ที่แท้จริงของประชาชนได้ อีกทั้งถ้าหากว่า สสร. จะต้องลงพื้นที่เพื่อรับฟังความคิดเห็น ของประชาชน ในจังหวัดที่มี สสร. มากกว่า ๑ คนแล้วต้องลงพื้นที่ทั้งจังหวัด การแบ่งพื้นที่ ที่จะไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชนก็จะมีปัญหาเช่นเดียวกัน แต่ถ้าหากว่า ได้มีการแบ่งเป็นเขตเดียว เบอร์เดียว สสร. แต่ละท่านก็จะสามารถลงพื้นที่รับฟัง ความคิดเห็นในพื้นที่ของตัวเองได้อย่างทั่วถึง ก็จะเป็นกระบวนการที่ทำให้การทำงาน ของ สสร. มีประสิทธิภาพมากกว่ากระบวนการที่ใช้แบบพวงใหญ่ ซึ่งทำให้เกิดความสับสน ในการปฏิบัติครับ ผมจึงเห็นว่าในส่วนที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนนั้น ควรที่จะเป็น ๑๖๐ คน โดยคำนวณจากสัดส่วนจำนวนประชากรแล้วก็เป็นการเลือกตั้ง แบบเขตเดียวเบอร์เดียวด้วยนะครับ

ท่านประธานครับ มีอีกประเด็นหนึ่งที่มีความกังวลกันมาก ก็คือเรื่องที่ว่า สสร. ที่เลือกเข้ามานี้เมื่อเป็นตัวแทนของเสียงข้างมาก แล้วการร่างรัฐธรรมนูญ จะเป็นรัฐธรรมนูญของเสียงข้างมากหรือไม่ ประเด็นนี้ถ้าหากว่าได้พิจารณากันจริง ๆ แล้วนะครับ กระบวนการนี้ไม่ใช่กระบวนการว่าร่างรัฐธรรมนูญใหม่สำหรับประเทศที่เกิดใหม่ แต่เป็นประเทศที่มีรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว ดังนั้นร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังจะร่างกันนี่นะครับ เมื่อร่างขึ้นมาแล้วก็จะมีการเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ครับ กล่าวคือว่าถ้าหากว่า ร่างที่ร่างขึ้นมานี่นะครับ ประชาชนไม่ชอบนะครับ ประชาชนก็จะโหวตไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งก็จะทำให้เกิดผลทางปฏิบัติก็คือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็จะยังมีผลบังคับใช้อยู่ ซึ่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้น จากการรับฟังความคิดเห็นในเบื้องต้นนะครับ ก็น่าจะพอ อนุมานได้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่เสียงข้างน้อยนิยมชมชอบอยู่ ดังนั้นในส่วนของเสียงข้างน้อย ในรัฐสภาแห่งนี้ ก็อาจจะกล่าวได้ว่ามีรัฐธรรมนูญที่เสียงข้างน้อยชอบพออยู่แล้ว ก็เป็นหน้าที่ ของเสียงข้างน้อยในรัฐสภาแห่งนี้ที่จะได้ไปรณรงค์กับประชาชนให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้น ดีกว่ารัฐธรรมนูญที่ สสร. ชุดใหม่กำลังจะร่างขึ้นมา ดังนั้นในแง่ของความเป็นธรรม ผมคิดว่าก็มีความชอบธรรมอยู่แล้วครับ ท่านประธานครับ ในเบื้องต้นผมขออนุญาต ให้ความเห็นแต่เพียงเท่านี้ ขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านพีระพันธุ์ครับ

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กรรมาธิการ 🔗

ขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ความจริงผมตั้งใจจะพูดเข้าไปในเนื้อหาเลยนะครับ แต่ว่ามีท่านกรรมาธิการมาพูดชี้แจง ในเรื่องของสถานการณ์ในที่ประชุม ซึ่งผมจะไม่ใช้คำพูดที่เพื่อนสมาชิกท่านอื่นได้พูดไป ทำให้ผมคิดว่าผมจำเป็นต้องอธิบายท่านประธานครับ เพราะว่าความจริงแล้วเหตุการณ์นั้น เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมต้องแปรญัตติ แล้วก็เป็นเหตุผลที่ผมใช้ในการแปรญัตติด้วย เรียนท่านประธานที่เคารพครับว่าในการประชุมวันนั้นมีประเด็นที่คุยกันหลัก ๆ อยู่เรื่องหนึ่ง คือเรื่องของหลักการ ก่อนที่จะมีปัญหาเรื่องของการแปรญัตติ แล้วก็มีการลงมติกันในวันนั้น มีการพูดคุยกันมากในเรื่องของหลักการ ซึ่งท่านกรรมาธิการส่วนหนึ่งก็คิดว่าการแก้ไขเนื้อหาสาระ ของร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ที่ต่างไปจากหลักการได้ กรรมาธิการอีกด้านหนึ่งก็เห็นว่าน่าจะทำได้ ผมนี่เป็นผู้หนึ่ง ที่ได้เสนอความเห็นไว้ครับว่าในฐานะที่ได้ทำงานในสภามานาน อยู่ในคณะกรรมาธิการ มาหลายคณะ แล้วก็ได้เคยมีประเด็นถกเถียงกันเรื่องนี้ในคณะกรรมาธิการพิจารณากฎหมายอื่น ๆ ซึ่งได้เคยมีความเห็นว่า ถ้าหากว่าคณะกรรมาธิการเห็นว่าการทำงานของคณะกรรมาธิการ จะสำเร็จลุล่วงแล้วบรรลุเป้าหมายได้ดีให้ถูกของการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย จำเป็นที่จะต้อง ขอแก้ไขหลักการนั้นก็ทำได้ไม่ใช่ทำไม่ได้เลย แต่ว่าต้องเข้ามาขออนุญาตสภาก่อน ว่าการที่คณะกรรมาธิการจะเปลี่ยนแปลงเนื้อหาสาระที่ต่างไปจากหลักการนั้น แล้วเอาเข้ามา ทางรัฐสภานี้ ในกรณีนี้คือรัฐสภาอนุญาตไหม ถ้าหากว่ารัฐสภาอนุญาตก็ทำได้ครับ แต่ถ้าหากรัฐสภาไม่อนุญาตทำไม่ได้ อันนี้คือความเห็นที่ผมได้เสนอไว้ แล้วก็เป็นแนวทาง ที่ได้ถือปฏิบัติกันมาในคณะกรรมาธิการชุดอื่น ๆ ด้วยครับ แล้วก็เคยทำมาแล้ว เพราะฉะนั้น ตรงนี้ผมก็ทำความเข้าใจว่าที่บอกไม่ได้เลยนั้นไม่ใช่ เพียงแต่ว่าถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ทำกันครับ ผมพูดตรง ๆ ไม่จำเป็นก็ไม่ทำกัน แต่ถ้าจำเป็นก็ต้องมาขออนุญาต จะทำเองโดยพลการไม่ได้ อันนี้ก็ขออนุญาตยืนยัน แต่ท้ายที่สุดก็มีความเห็นว่าทำไม่ได้กันก็เลยไม่ได้ทำ ต่อมาท่านประธานครับ ได้มีการพิจารณาในข้อเสนอคิดเห็นของท่านกรรมาธิการในหลายท่าน ในมาตรา ๒๙๑/๑ ว่ามีความเห็นกันแตกต่างหลากหลายกว้างขวางพอสมควร แต่จับประเด็นหลัก ๆ ได้ก็คือว่าส่วนหนึ่งคิดว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญน่าจะมาจาก การเลือกตั้งทั้งหมด ควรจะมาจากผู้แทนที่พี่น้องประชาชนเลือกมาทั้งหมดเลย อีกส่วนหนึ่ง ก็คิดว่าน่าจะเป็นไปตามร่างของรัฐบาล ก็คือว่าเป็นสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งส่วนหนึ่งครับ แล้วก็เป็นสมาชิกที่มาจากการคัดเลือกอีกส่วนหนึ่ง ก็แสดงความคิดเห็นโต้แย้งกันพอสมควร จนท้ายที่สุดก็มีท่านกรรมาธิการอยู่ ๙ ท่าน ที่เสนอรูปแบบของ มาตรา ๒๙๑ ขึ้นมา ซึ่งถ้าจำไม่ผิด ๗ ท่านใน ๙ ท่าน เห็นต่างกัน แต่ ๒ ท่าน ใน ๙ ท่าน เห็นตรงกัน คือของท่านวิรัตน์ กัลยาศิริ ของท่านกรรมาธิการท่าน ส.ว. เจตน์ ขออภัยเอ่ยนามไม่ได้ เสียหายครับ จริง ๆ แล้วก็เหมือนกับแค่ ๘ ร่าง เพราะว่า ๒ ท่าน ถือรวมเป็นอันเดียวกัน ซึ่งในวันนั้นถ้าหากว่ามีการเสนอไปตามนั้นผมคงจะไม่ได้แปรญัตติ ผมถึงเรียนท่านประธานว่า อันนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ผมต้องขออนุญาตท่านประธานพูดด้วย เพราะว่าเป็นส่วนหนึ่งของเหตุผล ในการแปรญัตติของผมในวันนี้ที่ต้องกราบเรียนท่านประธาน หลังจากนั้น ท่านประธานคณะกรรมาธิการก็ได้เรียกมติครับ เมื่อมีการเรียกมติแล้วก็ปรากฏว่า เมื่อนับจำนวนคะแนนเสียงแล้ว เสียงที่เห็นว่าไม่เอาตามร่างของรัฐบาลนี้มีมากกว่า เสียงของท่านที่จะเอาตามร่างของรัฐบาล ซึ่งขออภัยเอ่ยนามท่านสามารถ ซึ่งทำหน้าที่ ประธานอยู่ท่านก็ทำตามระเบียบข้อบังคับอย่างถูกต้องในขณะนั้นนะครับ ท่านก็บอกว่าเมื่อมติ เป็นอย่างนี้ก็ต้องแบบนี้

ประเด็นที่จะต้องดำเนินการต่อไปคือใน ๘ รูปแบบ หรือ ๘ ร่างที่เหลือนั้น จะเอาร่างไหนที่จะเอามาเป็นแนวทางของคณะกรรมาธิการพิจารณาต่อไป ซึ่งอยู่ระหว่างตรงนี้ ก็เกิดปัญหาเกิดขึ้น ยังไม่สามารถเรียกมติในส่วนนี้ได้ หลังจากนั้นก็มีการเข้ามาประชุมกันเพิ่ม ในวันเดียวกัน ที่ผมเรียนตรงนี้ก็คือข้อเท็จจริงเป็นอย่างนี้ไม่ใช่ว่าข้ามไปอีกวันหนึ่งครับ ขออภัยเอ่ยนามที่ท่านบุญยอดบอกเมื่อสักครู่ว่าข้ามไปอีกวัน ที่จริงไม่ใช่ ตั้งแต่วันนั้นเลยครับ ต่อเนื่องเลย และท้ายที่สุดที่พยายามทำกันก็คือจะลงมติใหม่ครับ ผมถึงจะเรียนตรงนี้จำเป็นต้องขอพูดครับว่า ไม่ใช่เป็นการทบทวนมตินะครับ แต่เป็นการลงมติใหม่ในมติที่ลงไปแล้วครับ ซึ่งตรงนี้คือสิ่งที่ หลายท่านบอกทำไม่ได้ และท่านกรรมาธิการลุกขึ้นมาบอกทำได้ มันไม่ใช่เป็นการทบทวนมติครับ มันเป็นการลงมติใหม่อีกครั้งหนึ่งในมติที่ทำไปแล้ว ตรงนี้ทำไม่ได้ครับ แต่ถ้าหากว่าทำตาม มติเสียงข้างมากขณะนั้นแล้วเดินหน้าไปแล้ว มาตราอื่น ๆ ที่ต้องปรับปรุงแก้ไขให้สอดคล้อง กับมาตราที่ได้แก้ไขตามมติเสียงข้างมากในขณะนั้นมันเดินไปไม่ได้ครับ มันติดตรงนั้นขัดตรงนี้ แล้วกลับมาทบทวนเมื่อเป็นไม่ได้ต้องกลับมาพิจารณา กลับมามาตรา ๒๙๑/๑ ใหม่แล้ว อย่างนี้ทำได้ครับ แต่เหตุการณ์ในวันนั้นสถานการณ์มันไม่ใช่แบบนี้ครับ ผมเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพว่ามันเป็นอย่างนี้ เป็นการลงมติใหม่อีกครั้งหนึ่งไม่ใช่เป็นการทบทวนมติ ในความเห็นผมเป็นอย่างนี้ครับ และเมื่อเป็นเช่นนั้นท่านประธานครับ ท้ายที่สุด ก็กลับไปเป็นร่างของ ครม. กลับมาเป็นแบบเดิม นี่คือจุดเริ่มต้นที่ผมต้องขอแปรญัตติ ในมาตรา ๒๙๑/๑ เพราะว่าเมื่อเป็นเช่นนี้ สิ่งที่ผมเคยคิดว่าเมื่อเอาร่างของกรรมาธิการ ท่านใดท่านหนึ่งเมื่อเลือกได้แล้ว จะต้องพิจารณากันในเนื้อหาของร่างของท่านนั้นก่อน เมื่อพิจารณาในร่างเนื้อหาของท่านนั้น ผมก็จะเสนอแนวทางของผมเข้าไปในการพิจารณาตรงนั้น แต่เมื่อไม่มีด้วยเหตุผลอย่างที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานเช่นนั้นแล้ว จึงทำให้ผมต้องมาแปรญัตติ ในส่วนนี้ นี่คือประเด็นที่ ๑ ที่ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าทำไมผมถึงต้องขอแปรญัตติครับ

ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าผมได้พูดไว้ในที่ประชุมในฐานะกรรมาธิการ ซึ่งสุดท้าย ก็เป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อยว่าในร่างของคณะรัฐมนตรีซึ่งจะถือเป็นแนวทางหลักการนั้น ผมเห็นว่ามันจะมีปัญหาในทางปฏิบัติครับ เพราะว่าหลังจากที่ได้พูดคุยสอบถามเหตุผล และความต้องการเจตนารมณ์แล้วว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญที่ว่านี้จะมีลักษณะเป็นการถาวร เหมือนกับสภาผู้แทนราษฎรหรือว่าวุฒิสภา หรือว่าเป็นลักษณะสภาชั่วคราวที่เกิดขึ้นมาเป็น ครั้งคราวแล้วก็ดับไปที่ผมพูดในวาระเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าเกิดและดับไป สุดท้ายก็ได้แนวทางว่า เป็นลักษณะที่เกิดขึ้นมาเพื่อการยกร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็เลิกไปเป็นการเฉพาะคราว ซึ่งถ้าหากเป็นเช่นนั้นผมก็ได้นำเรียนที่ประชุมไว้ครับว่า ถ้าหากเป็นเช่นนั้นการเขียนแบบ มาตรา ๒๙๑/๑ ไม่น่าจะเป็นการถูกต้องครับ เพราะว่าการเขียนแบบมาตรา ๒๙๑/๑ ของร่างคณะรัฐมนตรีที่ถือเป็นหลักประกอบกับอีก ๒ ร่าง เราเริ่มต้นโดยใช้คำว่า ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อไรที่เราใช้คำในกฎหมายว่า ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับแปลว่ามันเกิดเลยครับ มันต้องมีครับ ส่วนมีแล้วแต่ละชุดจะครบวาระ เมื่อไรก็ว่ากันไป แต่ต้องมีตลอด เมื่อเราเริ่มต้นบอกให้มีโน่น ให้มีนี่ตามกฎหมาย โดยเฉพาะ เป็นกฎหมายสูงสุดมันต้องมีครับ ให้มีศาลยุติธรรม ให้มีคณะกรรมการการเลือกตั้งแปลว่า มันต้องมีครับ แต่ว่ามีแล้ววาระจะเป็นอย่างไรก็ว่ากันไป เหมือนพวกเราซึ่งเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็วาระ ๔ ปี ก็ให้มีสภาผู้แทนราษฎรนี่ละครับ และเมื่อครบ ๔ ปี เราก็ต้องไปเลือกตั้งกันใหม่ ถ้าหากว่าหลักการทฤษฎีเป็นแบบนี้ตามที่มาตรา ๒๙๑/๑ ร่างของรัฐบาลที่เสนอมาบอกว่าให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผมยังไม่พูดถึงสมาชิกว่ามาอย่างไรนะครับ แปลว่ามันก็ต้องมีครับ แต่ว่าในมาตราถัดไปข้างหลัง ๆ ผมจำไม่ได้ว่าทับอะไร บอกไว้ว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญสมาชิกหมดไปเมื่อทำงานเสร็จใน ๑๘๐ วัน ถ้าหากตีความตามนัยกฎหมาย คือว่าให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ แต่สมาชิกภาพของสมาชิก ๑๘๐ วันก็หมดครับ แล้วก็ต้อง มีต่อไปใหม่ เพื่อไม่ให้มีปัญหาเช่นนี้ ท่านประธานครับ ผมถึงนำเรียนว่ามันจะต้องเขียนที่มา ของสภาก่อนครับว่าอยู่ดี ๆ สภาร่างรัฐธรรมนูญมันต้องมีที่มาในการเกิด มันจะต้องมีเงื่อนไข อะไรสักอย่างหนึ่งก่อน เพื่อให้มันเกิดขึ้น ถ้าไปเขียนว่าให้มีมันเป็นเงื่อนไขของกฎหมาย ที่จะต้องมีเลย ซึ่งลักษณะเช่นนี้มันไม่ใช่เป็นลักษณะของสภาชั่วคราว หรือสภาเฉพาะกิจ แต่มันเป็นสภาที่จะต้องมีเลยตามรัฐธรรมนูญ อันนี้คือเหตุผลที่ผมได้นำเรียนและตั้งใจว่า ถ้าหากว่าเสียงข้างมากในวันนั้นก่อนที่จะมีการลงมติในเรื่องเดิมใหม่ จะมีการเสนอร่างสมาชิก ผมก็ตั้งใจจะปรับปรุงเนื้อหาให้เป็นทำนองอย่างที่ผมเรียนอย่างนี้ครับท่านประธาน แต่ว่าขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพต่อไปครับว่าถ้าถามด้วยเหตุผลใจจริง ของผมแล้วนี่ ผมไม่อยากแปรญัตติเลยครับ และไม่อยากแก้ด้วยครับ เพราะในใจส่วนลึกของผมนี่ ผมคิดว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ เขาไม่ได้มีเจตนารมณ์ให้มาร่างรัฐธรรมนูญฉบับของเขาใหม่ทั้งฉบับครับ แต่ว่าเจตนารมณ์ ของเขาเขาใส่ไว้ในหมวด ๑๕ ว่า ถ้าหากว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเนื้อหาสาระ มีข้อความวันไหน ในอนาคตมันมีความไม่เหมาะสมกับสถานการณ์บ้านเมือง ไม่ว่าจะเป็นการเมือง เศรษฐกิจ หรือสังคม ก็ให้มีการปรับปรุงแก้ไขใหม่ได้ว่ากันเป็นเรื่อง ๆ ว่ากันเป็นครั้งคราวไป เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเขาถึงได้เขียนไว้เช่นนั้น แล้วเมื่อเราได้ปฏิญาณตนว่าจะปกป้อง รัฐธรรมนูญก็ต้องดูแลรัฐธรรมนูญทุกฉบับ เช่นเดียวกันครับ รัฐธรรมนูญของประเทศไทยมีเงื่อนไขพิเศษ เราจะมาบอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีที่มาตรงโน้น มีที่มาตรงนี้ แต่สุดท้ายมาเหมือนกันครับ ต้องถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญตามกฎหมาย เพราะว่าลงพระปรมาภิไธยเหมือนกันหมดทุกฉบับ เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ต้องถือว่าเหมือนกับรัฐธรรมนูญฉบับอื่น ๆ แต่ถ้าหากว่า เรามองย้อนกลับไปว่าอย่างนั้นไม่ได้ อย่างนี้ไม่ได้ ฉบับแรกก็มีปัญหา เพราะมาในเรื่องของรูปแบบ ที่ไม่ต่างกัน เพียงแต่ผู้ดำเนินการต่างกัน ผมถึงเรียนว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเริ่มต้นอย่างไร ก็แล้วแต่ แต่สุดท้ายก่อนประกาศใช้เหมือนกันกับรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๔๐ แล้วก็ต้องถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่สมบูรณ์ทุกประการ เพียงแต่ใส่เงื่อนไขไว้ว่ามีการปรับปรุงแก้ไขได้ แต่ผมเชื่อครับว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญไม่ได้มีเจตนารมณ์ให้ยกร่างใหม่ แล้วโละทิ้ง ฉบับปี ๒๕๕๐ ทั้งฉบับ เพราะฉะนั้นกราบเรียนท่านประธานเป็นเบื้องต้นว่าจริง ๆ แล้ว ผมไม่เห็นด้วยเลยครับที่จะใส่หมวดที่ ๑๖ เข้าไป แต่ในฐานะกรรมาธิการครับ เมื่อเสียงข้างมากว่าอย่างไรผมต้องเคารพ เสียงข้างมากบอกให้เอาตามหลักการที่เขียนมา เมื่อหลักการเขาเขียนมาอย่างนั้น ถ้าผมไปแปรญัตติอย่างที่ผมเรียนท่านประธานว่าผมไม่เห็นด้วย ตรงนั้นตรงนี้ ผมก็เกรงใจเหมือนกันครับว่า ๑. เกรงใจท่านประธานคณะกรรมาธิการ แล้วก็ เกรงกลัวครับว่า เกรงกลัวว่าท่านประธานคณะกรรมาธิการจะมองว่าคำแปรญัตติ ของผมมันขัดหลักการท่านก็เลยไม่ผ่านให้ ไม่น่าจะทำได้ ผมเกรงของผมไปเอง ผมก็เลยเขียน ของผมว่าเอาตามอย่างนั้นผมก็พยายามแปรญัตติให้มันดีที่สุดตามเงื่อนไขที่ผมคิดว่า จะไม่มีการมาแก้ไข หรือมายับยั้งคำแปรญัตติของผม อันนี้ก็คือเหตุผลเริ่มต้น ครับท่านประธานที่ผมต้องขออนุญาตทำความเข้าใจชัดเจนว่าผมหนึ่งในฐานะกรรมาธิการ ทำไมไม่พูดกันให้จบในห้องกรรมาธิการ แต่ผมพูดแล้วแสดงความเห็นแล้ว แล้วก็มีปัญหาเรื่องของของการลงมติซ้ำในมติเดิมที่ลงไปแล้วเช่นนี้ ผมจึงต้องขอแปรญัตติใหม่ อีกครั้งหนึ่งครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ในสิ่งที่ผมได้แปรญัตติไว้ที่อยู่ในมือ ท่านประธานในร่างของมาตรา ๒๙๑/๑ มันจะไม่เหมือนมาตรา ๒๙๑/๑ ของร่าง ของกรรมาธิการ ของรัฐบาลเลยทั้งมาตราครับ ส่วนแนวทางของมาตรา ๒๙๑/๑ ซึ่งเป็นร่าง ของรัฐบาลและร่างของกรรมาธิการนั้นผมได้ขยับไปรวมกันไว้ในอีก ๒ มาตรา คือมาตรา ๒๙๑/๑/๑ และมาตรา ๒๙๑/๑/๒ เนื่องจากผมได้กำหนดแนวทางการเริ่มต้นของสภาร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ผมจึงขออนุญาตเรียนถามท่านประธานในเบื้องต้นตรงนี้ครับ ก่อนที่ผมจะอภิปรายต่อไป ในเนื้อหาของคำแปรญัตติผมว่าท่านประธานจะให้ผมอภิปรายรวมกันไปเลย คือมาตรา ๒๙๑/๑ ตรงนี้ รวมไปถึงมาตรา ๒๙๑/๑/๑ และมาตรา ๒๙๑/๑/๒ หรือท่านประธานจะให้มาตรา ๒๙๑/๑ นี้จบก่อน แล้วผมก็กลับมาอภิปรายในมาตรา ๒๙๑/๑/๑ แล้วก็มาตรา ๒๙๑/๑/๒ ครับ ผมก็ขออนุญาตถามความเห็นท่านประธานก่อนครับ ผมจะได้ ทำการอภิปรายในประเด็นนี้ถูกครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอความกรุณาท่านมาตรา ๒๙๑/๑

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กรรมาธิการ

ท่านประธานหมายความว่า เมื่อจบมาตรา ๒๙๑/๑ แล้ว ผมค่อยกลับมาอภิปรายต่อในมาตรา ๒๙๑/๑/๑ และมาตรา ๒๙๑/๑/๒ ใช่ไหมครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

อันที่ท่านพูดถึงนั่น ทับหลาย ๆ ทับอยู่ตรงไหนนะครับ

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กรรมาธิการ

ก็อยู่ในรายงานการประชุม คณะกรรมาธิการ แล้วการสงวนคำแปรญัตติของผมอย่างไรครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

อยู่ในเรื่องเดียวกันกับที่ท่าน กำลังสงวนอยู่นี่ใช่ไหมครับ ผมไม่เห็น อยู่ตรงไหน เหมือนกับที่ท่านกำลังสงวนอยู่นี่ใช่ไหมครับ ผมไม่เห็นอยู่ตรงไหนครับ ขอท่านพีระพันธุ์กรุณาว่าไปตามลำดับดีกว่านะครับ เชิญครับ

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ถ้าหากว่า ท่านประธานจะกรุณาดูรายงานของกรรมาธิการหน้า ๖๔ นะครับ ท่านประธานเห็นไหมครับ หน้า ๖๔ บรรทัดสุดท้าย ผมแปรญัตติเพิ่มอีกอันหนึ่งมาตรา ๒๙๑/๑/๑ ครับ แล้วก็ต่อไปอีกเรื่อย ๆ จะมีมาตรา ๒๙๑/๑/๒ ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ได้ครับ เชิญท่านเลยครับ

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กรรมาธิการ

สรุปท่านประธานให้ผมพูดรวม หรือว่าทีละมาตราครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

พูดรวมได้ครับ

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กรรมาธิการ 🔗

ขอบพระคุณท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานครับว่าสิ่งที่ผมได้เรียนไว้แล้วผมยืนยัน ว่าจะเป็นปัญหา จริง ๆ ก็คือว่าในมาตรา ๒๙๑/๑ ของรัฐบาลที่เสนอมาเป็นร่างหลัก แล้วก็ของคณะกรรมาธิการที่เสนอต่อรัฐสภาได้กำหนดไว้อย่างนี้นะครับว่า

มาตรา ๒๙๑/๑ ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามหมวดนี้ ประกอบด้วยสมาชิกดังต่อไปนี้ครับ

(๑) สมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนจังหวัดละหนึ่งคน

(๒) สมาชิกซึ่งมาจากการคัดเลือกโดยที่ประชุมของรัฐสภา จำนวนยี่สิบสองคน ดังต่อไปนี้

(ก) ผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน จำนวนหกคน

(ข) ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ จำนวนหกคน

(ค) ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย หรือการร่างรัฐธรรมนูญ ตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภาประกาศกำหนด จำนวนสิบคน

อันนี้ก็คือแนวทางของรัฐบาลที่เสนอเป็นร่างมาและที่กรรมาธิการรับ ไม่ได้ปรับปรุงแก้ไขเลย ผมขอเรียนท่านประธานครับว่า ถ้าหากว่าท่านประธานเห็นว่า แนวทางตามมาตรา ๒๙๑/๑ ถูกต้องจะไม่ต้องมีมาตรา ๕ เลยครับ มันจะไปมีมาตรา ๕ ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกชุดที่ ๑ ทำไมล่ะครับ ก็ในเมื่อตามร่างนี้เมื่อทันทีที่ประกาศมีผลบังคับ มันมีเลยนี่ครับ ท่านประธานคณะกรรมาธิการเป็นนักกฎหมายท่านประธานอ่าน ก็ต้องแปลว่ามีเลยใช่ไหมครับ แปลว่ามีสภาร่างรัฐธรรมนูญทันที เมื่อมีสภาร่างรัฐธรรมนูญทันที ตามผลบังคับของกฎหมายแล้วจะต้องไปมีมาตรา ๕ เฉพาะกาลมาเลือกทำไมกันอีกครับ มันก็เพียงแต่ว่าจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปในมาตรา ๒๙๑/๒ ๒๙๑/๓ ๒๙๑/๔ ๒๙๑/๕ อะไรว่ากันไป เพื่อให้องค์ประกอบของสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ ตามร่างของกรรมาธิการใน (๑) และ (๒) สมบูรณ์แบบให้มีสมาชิกครบถ้วน แต่สภามีโดยตัวเองอยู่แล้วครับ โดยที่รัฐสภาเราไม่ต้องไปพิจารณาอะไรกันอีกแล้วครับ ว่าจะมีการแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่มีการแก้รัฐธรรมนูญ เพราะว่าตามมาตรา ๒๙๑/๑ กำหนดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญทันที ไม่ได้มีเงื่อนไขอื่นเลย เมื่อไม่กำหนดวางหลักเกณฑ์ เงื่อนไขอะไรไว้ ก็แปลว่าจะมีผลทันที ตรงนี้ผมคิดว่าไม่ใช่เจตนารมณ์ของกรรมาธิการ ที่ผมได้สอบถามพูดคุยด้วย แล้วก็ไม่ใช่เจตนารมณ์ของรัฐบาลด้วย แต่วิธีการเขียนลักษณะนี้ จะมีผลอย่างที่ผมได้เรียนท่านประธาน ผลบังคับจะเป็นอย่างนี้ครับ ผมได้เสนอแนวทาง แล้วก็ได้เคยเสนอความเห็นไว้ว่าในการประชุมแก้ไขกฎหมายทั่วไปที่เรียกว่าพระราชบัญญัติ ในสภาผู้แทนราษฎรก็ดีหรือในการพิจารณาของวุฒิสภาหรืออะไรที่จะต้องเข้ารัฐสภา ยังต้องมีคนเสนอญัตติและมีผู้รับรอง มีการประชุม มีมติแล้วถึงจะถือว่ามีผลเดินได้ แล้วกรณีเช่นนี้ เมื่อจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกิดขึ้น ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ มีความสำคัญยิ่งกว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญหรือพระราชบัญญัติอื่น ๆ ทั่วไป ทำไมมันถึงไม่มี จุดเริ่มต้นของการเริ่มต้นว่าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วเมื่อไม่มีจุดเริ่มต้นแล้วมันจะมีการ แก้รัฐธรรมนูญขึ้นมาได้อย่างไร เมื่อไม่มีจุดเริ่มต้นของการที่จะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วสภาร่างรัฐธรรมนูญจะเกิดขึ้นมาเพื่อการนี้ได้อย่างไร แต่ตามมาตรา ๒๙๑/๑ ก็ได้คำตอบว่าจะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ เพราะใช้คำว่าให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้ผมคิดว่าไม่ถูกต้องตรงกับเจตนารมณ์แม้กระทั่งของกรรมาธิการเอง ผมจึงได้เสนอคำแปรญัตติแล้วขอแก้ไขโดยยกเลิก มาตรา ๒๙๑ เดิมทั้งหมดล่ะครับ แล้วผมก็ได้เสนอให้เอาใหม่ครับว่าควรจะต้องมีหลักเกณฑ์ว่าเมื่อมีความเห็นหรือมีญัตติ มีข้อเสนอแนะของสมาชิกรัฐสภาว่าจะต้องมีการยกร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่ทั้งฉบับ ก็จะต้องเข้าที่ประชุมรัฐสภาอย่างนี้ครับ เหมือนตอนที่ไปแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้แล้วก็ให้ตั้ง กรรมาธิการ ต่างกันนิดเดียวตรงที่ผมเห็นว่าการแก้ไขหรือการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับนี้ มันไม่ใช่เรื่องเล็กครับ และมันไม่ใช่เรื่องที่เฉพาะว่าแก้ในประเด็นที่สร้างปัญหาหรือว่า ไม่สอดคล้องกับสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ณ ขณะนั้น แต่จะเขียนใหม่ทั้งฉบับซึ่งอาจจะ รวมไปถึงเรื่องซึ่งไม่มีปัญหาและไม่มีใครเห็นว่าเป็นปัญหาด้วย เมื่อเป็นเช่นนั้นผมคิดว่า มันเป็นเรื่องใหญ่และมีความสำคัญมากกว่าพวกเราซึ่งแม้เป็นตัวแทนปวงชนชาวไทย แต่ว่าคนที่เป็นปวงชนชาวไทยแท้ ๆ โดยรวมล่ะครับ เขาควรจะมีสิทธิมีเสียงและควรจะเป็น คนกำหนดได้มากกว่าครับว่าเขาเห็นด้วยหรือไม่ว่าควรจะให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ โดยแทนที่จะให้เข้าที่ประชุมรัฐสภา แล้วก็มีมติเห็นชอบให้ยกร่างและมีผล ผมเห็นอย่างนี้ครับว่า ควรที่จะเข้าที่ประชุมรัฐสภาว่ามีผู้เสนอให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ แต่ถ้าหากว่า มีเสียงข้างมากบอกว่าเห็นด้วยให้ยกร่างใหม่ทั้งฉบับ ผมคิดว่าต้องไปถามประชาชน ซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริงว่าเขาเห็นด้วยกับพวกเราตรงนี้หรือไม่ เพราะแม้แต่ ในที่ประชุมของพวกเราตรงนี้ก็อาจจะมีทั้งคนเห็นด้วยกับคนไม่เห็นด้วย แต่คนทั้งประเทศ เขาเห็นด้วยกับเราไหม เราเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยก็จริงครับ แต่ว่าเราไม่ใช่คนที่มีอำนาจสูงสุด ในการที่จะทำให้สังคมของทั้งประเทศเปลี่ยนไป การที่จะทำให้สังคมเงื่อนไขต่าง ๆ ซึ่งจะถูกกำหนด โดยรัฐธรรมนูญเปลี่ยนแปลงไปทั้งประเทศ ควรจะเป็นสิทธิ โอกาสที่จะให้พี่น้องประชาชน ได้มีส่วนร่วมด้วย แล้วเผอิญตรงนี้ครับ ผมได้ไปดูในเหตุผลที่ประกอบหลักการก็ได้เขียนไว้ เหตุผลอันหนึ่งครับว่าเหตุผลอันหนึ่งที่อยากจะให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับได้ เพราะต้องการให้พี่น้องประชาชนมามีส่วนร่วมกับการดำเนินการในส่วนนี้ เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านประธานที่เคารพครับ ในร่างเดิมของรัฐบาลและในร่างของกรรมาธิการเอาไปเขียนไว้ ตอนท้ายว่าเมื่อมีการร่างกันเสร็จแล้วถึงไปถามประชาชน ไปทำประชามติกัน ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่า มันไม่น่าจะถูกต้องครับ ถ้าหากจะให้พี่น้องประชาชนเขามีส่วนร่วมจริงควรจะถามเขา ตั้งแต่วันแรกว่าเขาเห็นด้วยกับพวกเราหรือไม่ ถ้าเขาเห็นด้วยเดินหน้าครับ ถ้าเขาไม่เห็นด้วย มติที่พวกเราบอกให้ยกร่างกันใหม่ทั้งฉบับนั้นต้องเป็นอันตกไป ผมจึงได้เสนอคำแปรญัตติ ในมาตรา ๒๙๑/๑ ครับท่านประธานครับว่า เมื่อที่ประชุมรัฐสภามีมติเสียงข้างมาก ไม่น้อยกว่า ๒ ใน ๓ ของจำนวนสมาชิกรัฐสภาทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ในขณะนั้น ให้มีการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้ประธานรัฐสภาแจ้งมติดังกล่าวไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง ภายใน ๗ วันนับแต่วันที่รัฐสภามีมติเพื่อให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการ จัดให้มีการออกเสียงประชามติของประชาชนว่าจะเห็นชอบกับมติของรัฐสภานั้นหรือไม่ครับ ตรงนี้จะเป็นประเด็นคำตอบที่ผมได้เรียนท่านประธานว่ามันจะได้เป็นที่มาจุดเริ่มต้น ของสภาร่างรัฐธรรมนูญอย่างไรครับ เพราะอะไรครับ เพราะแม้ว่ารัฐสภาเรามีผู้เสนอญัตตินี้ขึ้นมา รัฐสภาเสียงข้างมากบอกให้ทำ ให้ไปถามประชาชน เมื่อถามประชาชนแล้ว เสียงประชามติ บอกให้ทำเดินหน้า นั่นล่ะครับ สภาร่างรัฐธรรมนูญถึงได้เกิดครับ สภาร่างรัฐธรรมนูญ จะเกิดตรงนั้นครับ แต่ถ้าหากว่าพี่น้องประชาชนทำประชามติมาแล้วก็บอกว่าไม่เห็นด้วย เมื่อไม่เห็นด้วยสภาร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้เกิดครับ ไม่มี เมื่อไม่มีก็ไม่ต้องไปเลือกตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ต้องไปคัดเลือกกันตามมาตรา ๒๙๑/๑ ครับ กฎหมาย มันต้องมีเงื่อนไขเช่นนี้ ถ้าไม่มีเงื่อนไขเช่นนี้สภาร่างรัฐธรรมนูญจะกลายเป็นสภาถาวร และเป็นสภาที่มีผลตามกฎหมายที่มีผลว่าให้มีทันที

ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นต่อไปก็คือว่าเมื่อทำเช่นนั้นแล้วควรจะให้ ระยะเวลาพี่น้องประชาชนพิจารณาอย่างไรครับ ผมจึงคิดว่าอย่างน้อยขั้นตอนในการที่จะทำ ประชามติขั้นตอนนี้ว่าพี่น้องประชาชนจะเห็นด้วยกับรัฐสภาที่จะให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ กันทั้งฉบับหรือไม่นั้น ควรจะต้องมีเวลาพอสมควรที่จะให้ฝ่ายที่มีความเห็นว่าควรจะมีการ ร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่ทั้งฉบับ ไปทำความเข้าใจแล้วชี้แจงเหตุผลให้ประชาชนฟัง ขณะเดียวกันก็ควรจะต้องมีโอกาสให้พี่น้องประชาชน เข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงออก ทางความคิดเห็นนะครับ สื่อมวลชนหรืออะไรก็สุดแล้วแต่ ควรจะต้องมีระยะเวลา อันพอสมควร ซึ่งถ้าถามผมจริง ๆ แล้วผมคิดว่ามันไม่ควรจะต่ำกว่า ๑๒๐ วัน แต่ผมคิดว่า ถ้าหากว่าเป็น ๑๒๐ วันก็อาจจะเนิ่นนานเกินเหตุ ผมจึงคิดว่าเวลาพอสมควรที่คิดว่า เมื่อได้ฟังคำชี้แจงต่าง ๆ ของ กกต. ในขั้นตอนต่าง ๆ ในคณะกรรมาธิการแล้วผมคิดว่า ขั้นตอนเบื้องต้นตรงนี้ภายในเวลา ๖๐ วันก็น่าจะเพียงพอสำหรับการให้คนที่อยากได้รับ เสียงสนับสนุนให้พี่น้องประชาชนมีความคิดเห็นว่าควรจะให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่ ได้แสดงความคิดเห็น ขณะเดียวกันคนที่ไม่เห็นด้วยก็ได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็น แล้วเมื่อครบกำหนด ๖๐ วันแล้วก็ไปลงมติกันครับ ผมจึงได้เขียนไว้ในวรรคสองของมาตรา ๒๙๑/๑ ที่ผมแปรญัตติใหม่ครับว่า ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศกำหนด วันออกเสียงประชามติภายในไม่เกิน ๖๐ วัน แต่ไม่น้อยกว่า ๔๕ วันนับแต่วันที่ได้แจ้งมติ ของรัฐสภาจากประธานรัฐสภา อันนี้ก็คือเงื่อนไขที่ ๒ ที่จะทำให้เกิดสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาครับ

สำหรับเงื่อนไขที่ ๓ ผมได้เขียนไว้ในวรรคสามดังนี้ครับท่านประธาน วันออกเสียงประชามติให้กำหนดเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร ตั้งแต่เวลา ๐๘.๐๐ นาฬิกา ถึงเวลา ๑๗.๐๐ นาฬิกา หลักเกณฑ์และวิธีการออกเสียงประชามติให้เป็นไปตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ท่านประธานจะเห็นว่า วันเวลาสิ้นสุดปกติเราจะใช้ที่ ๑๕.๐๐ นาฬิกา แต่ผมคิดว่าในการออกเสียงประชามติ เรื่องรัฐธรรมนูญทั้งฉบับนะครับมันเป็นเรื่องใหญ่และเรื่องสำคัญ แล้วก็วันนั้นสิ่งหนึ่ง ที่ผมได้ประสบมากับตัวเอง หรือกับพี่น้องประชาชนในเขตเลือกตั้งต่าง ๆ ก็คือว่าบางครั้ง ติดภารกิจครับ แล้วก็กว่าจะเดินทางกลับมาถึงคูหาที่จะลงคะแนนบ่าย ๓ โมงมันไม่ทัน เราก็ควรจะให้เวลาเขาพอสมควรที่เขาจะมีภารกิจทำอะไรได้บ้าง แล้วก็มีเวลาพอสมควร ที่จะเดินทางมาใช้สิทธิในการออกเสียงประชามติในส่วนนี้ ผมจึงได้กำหนดเวลาว่า ให้เป็นการออกเสียงลงคะแนนตั้งแต่ ๐๘.๐๐ นาฬิกา ถึง ๑๗.๐๐ นาฬิกา ครับ

ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นที่ต้องตามมาก็คือว่า เมื่อคณะกรรมการ การเลือกตั้งดำเนินการให้มีการออกเสียงประชามติตามกฎหมายประชามติแล้ว พี่น้องประชาชนไปใช้สิทธิออกเสียงแล้วจะสรุปผลเมื่อไร ถ้าไม่เขียนไว้ก็จะเป็นปัญหา ผมจึงคิดว่าใช้มาตรฐานที่ได้ดำเนินการกันมาเป็นส่วนใหญ่ก็คือในร่างที่กำหนดมา ก็คือประมาณ ๓๐ วัน น่าจะเป็นเวลาที่พอสมควร จึงได้เขียนไว้ในวรรคต่อไปในส่วนของมาตรา ๒๙๑/๑ ที่ผมได้เสนอคำแปรญัตติไว้ว่า ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศรับรองผลการออกเสียงประชามติ ให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่ออกเสียงประชามติ และต่อไปครับ หากประชาชน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยเสียงข้างมากไม่น้อยกว่าร้อยละ ๖๐ ของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ทั้งประเทศเห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้ดำเนินการตามมาตรา ๒๙๑/๑/๑ ต่อไป ตรงนี้ครับที่ผมเรียนท่านประธานว่าผมได้แปรญัตติเพิ่มไว้นะครับ แต่หากคะแนน การออกเสียงประชามติไม่เห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือหากมีคะแนน การออกเสียงประชามติเห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่น้อยกว่าร้อยละ ๖๐ ของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งประเทศ ให้มติของรัฐสภาที่ให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นอันตกไป โดยให้คณะกรรมการการเลือกตั้งแจ้งผลการลงประชามติให้คณะรัฐมนตรี และประธานรัฐสภาทราบภายใน ๗ วันนับแต่วันที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศรับรอง ผลการออกเสียงประชามติ กระบวนการทั้งนี้ก็จะเสร็จสิ้นภายใน ๙๗ วัน ท่านประธาน ที่เคารพครับ ในส่วนนี้ผมเรียนท่านประธานว่าอย่างน้อยมันจะทำให้เกิดความชัดเจนถึงที่มา ของสภาร่างรัฐธรรมนูญครับว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นไม่ได้เป็นสภาที่เกิดขึ้นทันทีตามผล ของการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ครั้งนี้ครับ แต่ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ครั้งนี้ ควรจะเป็นจุดเริ่มต้นถ้าหากจะเป็นไปตามแนวทางของรัฐบาลที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก กับรัฐสภาเห็นให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับได้นั้นก็ควรจะมีที่มาที่ไปในทำนองเช่นนี้ครับ มันถึงจะถูกต้องตามเจตนารมณ์ของรัฐบาลก็ดี ของคณะกรรมาธิการที่คุยกันในห้องประชุมเอง วรรคสุดท้ายในมาตรานี้ท่านประธานครับ ผมได้กำหนดไว้ครับว่า ในกรณีที่มติของรัฐสภาชุดใด ที่ให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นอันตกไป ห้ามมิให้รัฐสภามีมติให้มีการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกตลอดวาระของรัฐสภาชุดนั้นครับ ที่ผมต้องกำหนดไว้เช่นนี้ เพราะเห็นว่าการที่จะเสนอให้มีการแก้ไขหรือยกร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่ทั้งฉบับเลย นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กครับ เป็นเรื่องใหญ่ครับ จะเกิดประเด็นถกเถียง จะวิพากษ์วิจารณ์ เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย สังคมเกิดความวุ่นวายแตกแยกกันเยอะไปหมดครับ ถ้าหากว่าปล่อยให้เสนอญัตตินี้ แล้วก็มีมติกันได้ใหม่ตลอดเวลาตลอดอายุของรัฐสภา ซึ่งประกอบไปด้วยสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภานี่ ถ้าทำอย่างนี้ได้ตลอดอายุชุดนั้นก็คือประกอบด้วย อย่างกรณีของเรา ก็ประกอบด้วยรัฐสภา ชุดนี้ก็ประกอบด้วยวุฒิสภาชุดนี้กับสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้นะครับ ก็แปลว่าภายใน ๔ ปี ไม่รู้จะวุ่นวายกันกี่รอบท่านประธาน ผมจึงได้กำหนดเป็นเงื่อนไข ไว้ในวรรคสุดท้ายของมาตรานี้ว่าทำได้ครั้งเดียวนะครับ ถ้าทำเสร็จแล้วประชาชนเขาไม่เอาด้วย ก็ให้จบไปเรื่องนี้ หันกลับไปทำงานอย่างอื่น พัฒนาบ้านเมืองอย่างอื่นจะดีกว่า เพราะว่าถ้าประชาชนเขาเห็นด้วย ก็จบครับ ถ้าไม่เห็นด้วยก็เดินหน้าทำอย่างอื่นเถอะครับ มีเรื่องอื่น ๆ อีกเยอะที่ต้องดูแลบ้านเมืองนี้ให้เดินไปข้างหน้ากัน ไม่ใช่มีแค่เรื่องรัฐธรรมนูญ เรื่องเดียว ท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๒๙๑/๑ ที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานไป ในคำแปรญัตติของผม ท่านประธานจะเห็นว่าต่างจากร่างของกรรมาธิการและร่างของรัฐบาล เพราะว่าร่างของรัฐบาลกับร่างกรรมาธิการเสียงข้างมากนั้นไม่มีที่มาเลยครับ มาถึงก็ให้มี สภาร่างรัฐธรรมนูญ แล้วมันมีอย่างไรครับ แต่ของผมนี่จะมีที่มาว่ามันมาอย่างไร มันจะมาได้ ต่อเมื่อรัฐสภามีมติก่อน ประชาชนมีประชามติเห็นชอบด้วย มันถึงไปมีสภาร่างรัฐธรรมนูญได้ แล้วมันก็จะไปเข้าเงื่อนไขมาตรา ๒๙๑ ทับอะไรของท่านข้างหลังว่าทำงานเสร็จ ๑๘๐ วัน เมื่อครบแล้วก็ไป ครั้งหน้าจะมาใหม่ก็ต้องเข้ากระบวนการอย่างนี้ใหม่ อันนี้คือเหตุผล ที่ผมได้แปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑ โดยไม่เอาของรัฐบาลหรือของกรรมาธิการทั้งหมดล่ะครับ ผมได้วางหลักเกณฑ์ไว้ใหม่เช่นนี้ ซึ่งอันนี้ก็เป็นการทำอย่างสั้นอย่างรวดเร็วที่สุด อาจจะมีข้อบกพร่องผิดพลาดบ้างต้องขออภัย เพราะว่าท่านประธานได้กำหนดไว้ให้เวลา เพียงแค่ ๑ วัน กับ ๑ คืน ท่านประธานเรียกประชุมวันอังคารนะครับ เรียกด่วนเลยครับ วันอังคารที่ ๑๑ เมษายน แล้วท่านก็บอกว่าใครจะสงวนคำแปรญัตติให้เสนอภายใน วันพฤหัสบดีสี่โมงครึ่ง แล้วเราก็ต้องนั่งประชุมในห้องประชุมกรรมาธิการด้วยนะครับ ไม่ใช่กลับบ้าน ท่านประธานก็ประชุมต่อจนเย็น ถ้าผมจำไม่ผิดผมดูเวลาจดไว้ครับ วันอังคาร วันนั้นประชุมเสร็จ ๒ ทุ่ม ๔ นาที พอมาวันพุธก็มาประชุมต่อครับ มาประชุมต่อในวันพุธ เพราะฉะนั้นในส่วนของผมผมมีเวลาแค่บ่ายวันพุธกับคืนวันพุธเพื่อจะยกร่างคำแปรญัตติ ทั้งหมดนี้เพื่อส่งให้ท่านประธานที่ท่านกำหนดว่าสี่โมงครึ่งวันพฤหัสบดี ผมก็คิดได้เท่านี้ ในเวลาที่ท่านประธานได้กำหนดให้สั้น ๆ เท่านั้น แต่ว่าท่านประธานที่เคารพครับ ในเมื่อท่านประธานให้ผมพูดทีเดียวให้จบ หลังจากที่ผมเรียนท่านประธานว่าเมื่อกำหนดเงื่อนไข ไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑ ว่าจะมีที่มาของสภาร่างรัฐธรรมนูญแบบไหน อย่างไรแล้ว ไม่ใช่เกิดขึ้นมาทันทีตามผลของกฎหมายเหมือนถ้อยคำที่เขียนไว้ในร่างของกรรมาธิการแล้ว มันก็ต้องมีกระบวนการต่อไปว่าแล้วสมาชิกจะมาอย่างไร ก็คือแนวทางของรัฐบาล ในมาตรา ๒๙๑/๑ เดิมเป็นแนวทางของกรรมาธิการเสียงข้างมากเดิม ซึ่งในมาตรา ๒๙๑/๑ ซึ่งเป็นแนวทางของกรรมาธิการเสียงข้างมากก็กำหนดไว้ใน (๑) ว่าให้มีสมาชิกมาจาก การเลือกตั้งประชาชนจังหวัดละ ๑ คนตามแนวทางของรัฐบาล แล้วก็สมาชิกมาจาก การคัดเลือกที่ประชุมรัฐสภาอีก ๒๒ คน ตามที่เขียนไว้ผมไม่ไปพูดถึง ในประเด็นนี้ ก็อีกเช่นเดียวกันครับท่านประธานครับมีกรรมาธิการหลายคนแสดงความคิดเห็น แม้แต่กรรมาธิการจากซีกของฝ่ายรัฐบาล มีการแสดงความคิดเห็นกันเป็นส่วนใหญ่พอสมควรนะครับว่า จริง ๆ แล้วอยากได้สมาชิกมาจากการเลือกตั้งทั้งหมดเลยครับ ไม่อยากมาจากการคัดเลือก แล้วก็คิดว่าบางคนก็มีความคิดว่าจังหวัดหนึ่งไม่น่าจะต่ำกว่า ๒ คนด้วยซ้ำไป สำหรับจังหวัดใหญ่ ๆ ก็อาจจะมีมากขึ้น แต่ว่าสุดท้ายก็เอาแนวทางของรัฐบาลถึงออกมาเป็นมาตรา ๒๙๑/๑ ร่างของกรรมาธิการ แต่ในส่วนของผมท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้พิจารณาแล้ว ผมเห็นว่าเมื่อรัฐสภามีมติ ประชามติมีผล ต่อมาเมื่อประชาชนเสียงข้างมากตามเงื่อนไข ร้อยละ ๖๐ ของผู้มีสิทธิออกเสียงเห็นว่าจะต้องมีการยกร่างกันใหม่ทั้งฉบับ ก็ไปสู่กระบวนการต่อไปซึ่งผมได้เพิ่มเป็นมาตรา ๒๙๑/๑/๑ ไว้ครับ โดยผมได้กำหนด เป็นข้อความไว้ดังนี้ท่านประธานครับ ในกรณีที่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยเสียงข้างมาก ไม่น้อยกว่าร้อยละหกสิบของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งประเทศเห็นชอบให้มีการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่และคณะกรรมการการเลือกตั้งได้แจ้งผลการลงประชามติ ให้คณะรัฐมนตรีและประธานรัฐสภาทราบตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑ แล้ว ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งและประธานรัฐสภาดำเนินการตามบทบัญญัติ มาตรา ๒๙๑/๕ และมาตรา ๒๙๑/๖ แล้วแต่กรณีเพื่อให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญโดยเร็วต่อไป ในส่วนของมาตรา ๒๙๑/๑ จะเป็นกระบวนการ วิธีการแล้วครับ มาตรา ๒๙๑/๑ ที่ผมได้แปรญัตติเป็นหลักการครับ หลักการว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญจะมาได้อย่างไร จะมีกันได้อย่างไร แต่เมื่อมีแล้ว มาแล้ว มาตรา ๒๙๑/๑/๑ ที่ผมกำหนดไว้ว่าแล้วจะทำอย่างไรกันต่อไป ก็ได้กำหนดไว้ให้ คณะกรรมการการเลือกตั้งไปดำเนินการตามมาตรา ๒๙๑/๕ และมาตรา ๒๙๑/๖ ก็คือเข้าสู่ กระบวนการที่จะไปเลือกตั้งสมาชิก ส่วนสมาชิกที่มาจากการคัดเลือกนั้นก็จะเป็นอีกแนวทางหนึ่ง อันนี้ก็จะเป็นประเด็นและเงื่อนไขของมาตรา ๒๙๑/๑ เพื่อที่จะให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ดำเนินการไปสู่การให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญอย่างไรครับ ทีนี้เมื่อผ่านมาตรา ๒๙๑/๑ แล้ว ท่านประธานครับ ทีนี้ก็จะมาเป็นประเด็นว่าไปเลือกกับใคร แล้วเลือกใคร เลือกมาเป็นอะไร เลือกอย่างไร จริง ๆ แล้วผมเรียนท่านประธานครับ แบบเดิมอีกครับ ผมเห็นว่าสมาชิก ถ้าจะต้องมีกันจริง ๆ มันต้องมาจากการเลือกตั้งทั้งหมดครับ แต่ก็อีกละครับท่านประธาน มันเป็นปัญหา เพราะว่าอะไรครับ เพราะว่าในหลักการที่รัฐบาลเสนอมาแล้วเรารับไป แล้วกรรมาธิการก็ยึดเป็นแนวทางได้กำหนดไว้ในหลักการข้อที่ ๑ ครับว่ากำหนดให้รัฐสภา ประชุมร่วมกันในกรณีการให้ความชอบของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมาจาก การคัดเลือกโดยที่ประชุมรัฐสภาและกรณีการให้ความเห็นชอบของญัตติให้มีการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมก็ไม่ต้องพูดว่าเพิ่มมาตราอะไรนะครับ ตรงนี้ครับท่านประธาน ที่มันเป็นเงื่อนไขกำหนดไว้ชัดว่าสมาชิกอย่างน้อย สมาชิกต้องมีประเภทคัดเลือก ซึ่งผมแปลกใจมากครับ แล้วผมก็พูดเอาไว้ในวันสุดท้ายของการประชุมนะครับว่าความจริงหลักการประชุม ควรจะกำหนดว่าสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งสิครับ แต่ว่าในหลักการท่านประธานดูครับ ไม่เห็นมีบอกว่าสมาชิกต้องมาจากการเลือกตั้ง แปลว่าถ้าหากว่าเราแปรญัตติ หรือแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้กันว่าไม่ต้องมีสมาชิกมาจากการเลือกตั้งก็ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ไม่ขัดหลักการนะครับ แต่ว่าเรื่องนี้กลับไปอยู่ในเหตุผลครับ ในเหตุผลกลับไปเขียนว่า โดยที่เป็นการสมควรกำหนดให้มีวิธีการจัดทำรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ทั้งฉบับเพื่อเป็นพื้นฐานสำคัญ ในการปฏิรูปการเมืองโดยให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งประกอบด้วยสมาชิก ๒ ประเภท ประเภทที่ ๑ มาจากการเลือกตั้งในจังหวัด จังหวัดละ ๑ คน และประเภทที่ ๒ มาจากรัฐสภาคัดเลือกบุคคลหลายอาชีพ ผมอ่านเท่านี้พอ ท่านประธานเห็นไหมครับ เหตุผลกลับใส่ครับว่ามีสมาชิก ๒ ประเภท แต่ในหลักการไม่กำหนดครับ ประหลาดนะครับ แปลก แล้วเราก็ไปพูดว่าต้องมีเลือกตั้ง เลือกตั้ง และจริง ๆ แล้วตามหลักการจริง ๆ เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้มันสมบูรณ์แบบอย่างที่เราต้องการว่าเป็นเสียง ประชาชนเลือกมา หลักการอันดับแรกนี้ท่านต้องเขียนสิครับว่าสมาชิกให้มี ๒ ประเภท มาจากการเลือกตั้งกับมาจากการคัดเลือก แต่นี่ไม่ครับ กลับเขียนแต่เพียงบอกว่าหลักการ ข้อแรกมีอันเดียวครับ ให้มาจากการคัดเลือก ส่วนข้อที่ ๒ กำหนดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ เห็นไหมครับ ไม่พูดถึงเรื่องสมาชิกจากการเลือกตั้งในหลักการเลย อันนี้อันตรายนะครับ ถ้าหากว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากในวันนั้นบอกว่าไม่เอา ไม่มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ขัดหลักการเลยนะครับ เหลือแต่ว่าจะกี่ร้อยคนในสภามาจากการคัดเลือกหมดเลย อย่างนี้ไม่แย่ใหญ่หรือครับ อันนี้ที่ผมเรียนไว้ให้เห็นว่านี่ละครับ มันเป็นความผิดพลาด หรืออะไรก็สุดแล้วแต่ แต่มาจากความเร่งรีบ รีบร้อนอย่างไรครับ การจัดทำรัฐธรรมนูญครั้งนี้ แก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกระบวนการพิจารณาหรืออะไร ผมจะเรียน ท่านประธานนะครับว่าสุดท้ายความรวบรัด เร่งรีบ รีบร้อน มันจะทำให้เกิดปัญหา อีกหลายเรื่องตามมา ซึ่งมันจะไม่ราบรื่นเหมือนที่ท่านคิดไว้ครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ครับ ผมถึงเรียนท่านประธานว่าหลักการไม่ได้เขียนไว้ แต่ว่าทุกคนเข้าใจได้และทุกคนก็อยากให้มี อย่างน้อยต้องมีเรื่องของการเลือกตั้ง ไม่ได้อยากให้มีคัดเลือกครับ แต่ไปกำหนดไว้ตายตัว ในหลักการว่าต้องคัดเลือก แต่ที่เลือกตั้งไม่กำหนดครับ แต่อย่างไรก็ตามท่านประธานครับ เมื่อเป็นเช่นนี้แม้ไม่เห็นด้วย กรรมาธิการหลายคนก็ไม่เห็นด้วยก็ต้องเห็นด้วย เพราะว่าไม่เห็นด้วยก็ขัดหลักการอีก ก็เลยต้องกลับไปมีสมาชิก ๒ ประเภทอีก คือสมาชิก ที่มาจากการเลือกตั้งกับสมาชิกที่มาจากการคัดเลือก ในส่วนสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งท่านประธานที่เคารพครับ ก็มีการแสดงความเห็นกันเยอะครับ บางท่านก็บอกว่าควรจะอยู่ที่จำนวนขนาดของจังหวัดด้วย บางท่านก็บอกว่า จังหวัดละคนเดียวนี่ดีแล้ว สำหรับผมท่านประธานที่เคารพครับ ผมเห็นว่าการร่างใหม่ ทั้งฉบับเป็นเรื่องใหญ่ครับ แล้วเป็นเรื่องของคนทั้งประเทศครับ เรื่องของคนทุกคนด้วยครับ เพราะฉะนั้นการแก้รัฐธรรมนูญต้องทำให้ยากครับ ไม่ใช่ทำให้ง่าย ให้ทุกคนมีส่วนร่วม ผมจึงคิดว่าการที่จะเอาคนที่จะมาเป็นสัดส่วนในการคำนวณว่าควรจะมีจำนวนสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งในแต่ละจังหวัดเป็นเท่าไรนั้นควรจะดูจาก จำนวนประชากรเลยครับ ไม่ใช่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งนะครับท่านประธาน เพราะคนที่ไม่ได้เป็น ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในวันนี้เขาก็มีในวันหน้า แต่เขาเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยครับ เพราะว่าได้เขียนว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย ไม่ได้บอกว่าเป็นของปวงชนชาวไทย ที่มีสิทธิเลือกตั้งครับ เพราะฉะนั้นการจะปรับปรุงยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่กันทั้งฉบับเลย มันจึงกระทบตั้งแต่เด็กคลอดออกมาแล้วอยู่รอดเป็นทารกเลยครับ เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่า ผู้แทนของคนที่จะมาเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญในแต่ละจังหวัดนั้นจะต้องดูว่าจังหวัดนี้ เขามีประชากรเท่าไร แล้วก็กำหนดสัดส่วนกันไปครับว่าประชากรขนาดนี้ควรจะมีเท่านั้น แต่ว่าถ้าหากเราไม่กำหนดจำนวนขั้นสูงไว้ก็อาจจะทำให้หาที่จบไม่ได้ ด้วยเหตุตรงนี้ ท่านประธานครับ ผมจึงได้กำหนดแนวทางไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑/๒ สภาร่างรัฐธรรมนูญ ว่าให้มีสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งและสมาชิกที่มาจากการคัดเลือก ทั้ง ๆ ที่อยากจะมาจาก การเลือกตั้งอย่างเดียวนะครับ แต่ไม่อยากให้ขัดหลักการ แต่ที่สำคัญครับ ผมก็เขียนไว้ ในวรรคแรกก่อนเลยครับว่า ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญมีอำนาจหน้าที่ในการจัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามหมวดนี้ ไม่อย่างนั้นก็จะมีปัญหาครับว่าเขาอาจจะทำอย่างอื่นได้อีกไหม เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เลยขมวดไว้ให้ชัดเจนว่าทำเฉพาะร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นะ และใน (๑) ของมาตรา ๒๙๑/๑/๒ ที่ผมได้เสนอคำแปรญัตติไว้ตรงนี้ครับ ท่านประธานครับ ผมได้กำหนดว่าให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน จังหวัดละ ๑ คน จังหวัดใดมี อันนั้นเป็นหลักครับ ผมไม่แย้งกับท่าน หลักก็คือขั้นต่ำ ๑ คนครับ แต่ว่าในจังหวัดใดที่มีจำนวนประชากรมากกว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน แต่ไม่เกิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน ในวันที่มีการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ให้มีจำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเพิ่มขึ้นอีก ๑ คน จังหวัดใดมีจำนวนประชากร มากกว่า ๒,๐๐๐,๐๐๐ คนขึ้นไปในวันที่มีการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ให้มีจำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเพิ่มขึ้นอีก ๒ คน ตรงนี้ก็จะมีจุดที่เรียกว่าขั้นสูงเอาไว้ แต่ขั้นต่ำคือจังหวัดละ ๑ คน แต่ถ้าจังหวัดไหน มีเงื่อนไขประชากรตามที่ผมบอก เขาควรจะมีสิทธิที่จะมีตัวแทนได้เพิ่มมากขึ้น อันนี้ก็คือหลักการทฤษฎีที่ผมคิดว่าควรจะเป็นเรื่องที่มีการถูกต้องเหมาะสม แล้วผมเอามาจากไหนครับ เอามาจากฟังเหตุผลของกรรมาธิการทุก ๆ ท่านที่พูดกัน ในห้องประชุมนี่ละครับ แล้วผมคิดว่าเมื่อพูดแล้วก็ควรจะเอามาทำครับ ไม่ใช่พูดแล้วก็ลงมติ กันไปอีกอย่าง ไม่ตรงกับที่พูด อันนี้ก็คือเหตุผลที่ผมได้นำเรียนท่านประธาน

ส่วนสมาชิกที่มาจากการคัดเลือกครับ ตรงนี้เป็นปัญหา ผมเห็นว่า ในร่างของรัฐบาลกับร่างของกรรมาธิการที่ได้กำหนดเอาไว้ ๒๒ คนนั้น ถ้าหากจะต้องมีนะครับ เราก็ต้องถามว่ามีไว้เพื่ออะไร ถ้าไม่มีเหตุผลก็ไม่ต้องมี แต่ผมคิดว่าเหตุผลที่ต้องมี เพราะว่าการร่างรัฐธรรมนูญไม่ใช่ของเล่น ๆ แล้วก็ไม่ใช่เรื่องที่เพียงแต่คิดว่าใครอยากได้อะไร ก็ไปเขียนเอา รัฐธรรมนูญเมื่อเป็นกฎหมายสูงสุด เป็นแม่บทของกฎหมายของประเทศไทยแล้ว มันไม่ใช่เป็นกฎหมายของประเทศไทยประเทศเดียวนะครับ ประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกเขาก็จะมาดูครับว่า รัฐธรรมนูญประเทศไทยถูกต้องไหม ถ้าเราเขียนกันตามอำเภอใจ ไม่มีหลัก ไม่มีเกณฑ์ เขาก็จะมองประเทศไทยเป็นตัวประหลาด เพราะฉะนั้นในการยกร่างรัฐธรรมนูญนี้ มันควรจะต้องมีผู้ที่รู้ทางวิชาการ ผู้ที่มีเหตุมีผลในการเข้าอกเข้าใจทั้งแง่ข้อกฎหมาย เศรษฐกิจ สังคม แล้วก็ปัญหาของการเมืองที่ช่วยมาคัดกรองแนวทางการเขียนถ้อยคำ หรือหลักเกณฑ์ให้มันเป็นไปตามถูกต้องตามหลักวิชาการด้วย อันนี้คือเหตุผลที่ผมคิดว่า ถ้าจะต้องมีก็ต้องมีเหตุผลครับ ไม่ใช่เพียงแต่บอกว่าให้มันมี ๒ ประเภทจะได้ดูดี ไม่ใช่ แต่ว่าในร่างของกรรมาธิการกำหนดบอกว่าให้มามีจำนวน ๒๒ คน แล้วก็มาจาก ๓ ประเภท เท่านั้นเองท่านประธาน ประเภทที่ ๑ บอกว่ามีมาจากผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน ๖ คนเลย แล้วก็ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐประศาสนศาสตร์อีก ๖ คน แล้วก็ผู้มีประสบการณ์ ด้านการเมือง การบริหารจัดการ เศรษฐกิจ สังคม กฎหมายหรือการร่างรัฐธรรมนูญ ตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภาประกาศกำหนดอีก ๑๐ คน แต่ทำไมไม่มีนักวิชาการ ทางด้านเศรษฐกิจ นักวิชาการด้านสังคมหรือด้านที่เกี่ยวกับทางที่มีผลกระทบ กับสิทธิเสรีภาพของประชาชนเลยครับ เราจะร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับนะครับท่านประธาน ถ้าหากท่านประธานดูในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งซึ่งถ้าผมจำไม่ผิด ไม่เคยใส่ไว้นะครับ เรื่องเกี่ยวกับการคำนึงถึงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเรื่องนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดี ทรัพยากรของประเทศเรานับวันจะถูกบุกรุกทำลาย ควรจะถึงเวลาต้องเขียนไว้ไหม มันเป็นเหตุเป็นผลของประเทศเรา เพราะฉะนั้น ตรงนี้ก็ควรจะมีด้วยหรือไม่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมเรียนกับท่านประธานว่าถ้ามาถามเหตุผลว่า ควรจะมีแบบคัดเลือก แต่ถามเหตุผลตามร่างรัฐบาล ผมหาคำตอบไม่ได้ครับ ๒๒ คน มาจากเอา ๓ ประเภทมาบวกกันเท่านั้นเอง แต่ถามว่ามันครบถ้วนสมบูรณ์หรือยัง ผมคิดว่าถ้าจะมีก็ยังไม่สมบูรณ์ครับ ท่านประธานครับ ด้วยเหตุนี้ท่านประธานครับ ผมจึงคิดว่าควรจะต้องมีผู้ที่จะมาเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญประเภทที่เข้ามาแล้วก็มีส่วนร่วม ทั้งวิชาการแล้วก็ประสบการณ์ในทางการเมืองการปกครอง การบริหาร ทางด้านสังคม ผมก็ได้ใส่กำหนดไว้ทั้งหมด ๗ ประเภท โดยใส่ไว้ใน (ก) ไล่ไปจนถึง (ช) ทั้งหมดนี้รวมกันได้ ๓๘ คน ไม่ใช่ว่าผมตั้งตัวเลขเอา ๓๘ คนหรือควรจะเป็น ๒๘ คน ผมคิดว่าประการแรก เราจะต้องบอกว่าการร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของกฎหมายนะครับ ต้องยอมรับว่า อย่างไรก็คือกฎหมายครับ ท่านจะบอกว่าเป็นเรื่องการเมือง เรื่องอะไรก็สุดแล้วแต่ แต่มันคือกฎหมายเขาก็เรียกกันกฎหมายรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นหนีไม่พ้นครับว่า คนที่มีความรู้ประสบการณ์มีหลักทางวิชาการด้านกฎหมายที่เรียกว่านิติศาสตร์ ควรจะต้องเข้ามา มีส่วนร่วม ซึ่งคิดว่าตามหลักการก็ควรจะต้องให้ผู้ที่สอนหนังสือหรือมีความรู้ด้านนิติศาสตร์ ในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐเข้ามามีส่วนร่วม โดยจะต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญ ด้านกฎหมายมหาชน กฎหมายแพ่ง กฎหมายอาญา เข้ามามีส่วนร่วม ท่านประธานดูครับ ถ้าหากว่าท่านประธานดูในร่างของรัฐบาลและร่างของกรรมาธิการ ท่านเอากฎหมายเดียวเองครับ คือเรื่องของกฎหมายมหาชนครับ ผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน ท่านกำลังจะเขียนรัฐธรรมนูญ ทั้งฉบับนะครับ ซึ่งในกฎหมายรัฐธรรมนูญทั้งฉบับจะต้องพูดถึงสิทธิเสรีภาพประชาชนด้วย พูดถึงศาลด้วย พูดถึงสิทธิในการปกป้องทรัพย์สินเคหะสถาน พูดถึงหลักเกณฑ์ของกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญาด้วย พูดถึงเรื่องของหลักทางกฎหมายแพ่งด้วย แต่ทำไม ท่านไม่เอาผู้เชี่ยวชาญด้านเหล่านี้เข้ามาอยู่เลยครับว่าต้องเขียนแบบไหนถึงจะเหมาะสม ที่มีอยู่แล้วครอบคลุมหมดแล้วหรือยัง ท่านไม่ได้ใส่ไว้เลย นี่คือเหตุผลที่ผมต้องขอเพิ่ม ในส่วนของกฎหมายประเภทอื่น ท่านประธานที่เคารพครับ ผมก็ใช้ตัวเลขตรงนี้ว่าอย่างละ ๒ คน เมื่อคำนวณออกมาแล้วทั้งหมดจะได้ ๓๘ คน

ประเภทที่ ๒ ท่านประธานครับ ก็คืออาจารย์ทางด้านรัฐศาสตร์ ที่อยู่ในสถาบันอุดมศึกษาเหมือนกัน ต้องเป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์ เพราะว่าจะต้องมีความเข้าอกเข้าใจในเรื่องของการเมืองการปกครอง แล้วก็นโยบายภาครัฐถึงจะช่วยกันเขียนตรงนี้ได้ ต้องช่วยกันในด้านของผู้แทนที่มาจาก ปวงชนชาวไทยที่เป็นภาคประชาชน ภาคปฏิบัติ กับภาคทฤษฎี ตรงนี้ต้องมาช่วยกัน ผมก็ได้กำหนดไว้จำนวนเดียวกันครับ

ประเภทที่ ๓ คือประเภทเศรษฐศาสตร์ ตรงนี้ครับท่านประธานครับผมคิดว่า รัฐธรรมนูญเราจะบอกว่าเป็นเครื่องมือทางการเมือง พูดถึงเรื่องสิทธิเสรีภาพ แต่ท่านอย่าลืมครับว่า มันมีผลกระทบต่อทางด้านเศรษฐกิจด้วย มีผลกระทบถึงชีวิตความเป็นอยู่ ของพี่น้องประชาชนด้วย เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่าคนที่มีความจำเป็นที่จะต้องเข้ามา มีส่วนร่วมในการที่กำหนดเป็นหลักการในการพิจารณาปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ก็ควรจะต้องมีความรู้ทางด้านเศรษฐศาสตร์ในส่วนนี้ด้วย ในส่วนนี้ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ผมเรียนในเบื้องต้นไว้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การปรับปรุงรัฐธรรมนูญ หรือการยกร่างรัฐธรรมนูญต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคม ถ้าหากว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้ตอบสนองปัญหาของประชาชน ไม่ได้ตอบสนองการแก้ไขปัญหา ของสังคมมันไร้ประโยชน์ที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ยกร่างมาใหม่ทั้งฉบับ แต่ปัญหาของสังคม ปัญหาการถูกเอารัดเอาเปรียบ ปัญหาหนี้นอกระบบ ปัญหาอะไรอีกเยอะแยะที่ยังมีอยู่ ยังไม่ได้รับการกำหนดหลักเกณฑ์ หรือว่าวางแนวทางในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน ในสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ไว้ ผมคิดว่าไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง จึงต้องเป็นคนที่มีความรู้ ในเรื่องของสังคมศาสตร์ รวมไปถึงเรื่องของผู้สูงอายุ เรื่องอะไรต่าง ๆ นี้นะครับ จะต้องให้สิทธิอะไร อย่างไรบ้าง

และสุดท้ายในส่วนของภาคผู้ทรงความรู้ครับ ผมคิดว่าหลักทั่วไปซึ่งยึดกันมา ในหลายกฎหมายก็มักจะให้ความเชื่อถือในระบบราชการ เราก็มักจะกำหนดให้ผู้ที่เป็น อาจารย์ในมหาวิทยาลัยของรัฐเข้ามามีส่วนร่วม ตรงนั้นเป็นหลักที่ยอมรับได้ครับ แล้วก็หลักที่รับอยู่ทั่วไป แต่ผมคิดว่าเราต้องไม่ทิ้งภาคเอกชน เพราะว่าในภาคเอกชนเอง ก็อาจจะมีผู้ที่มีความรู้ความชำนาญในเรื่องต่าง ๆ เหล่านั้นดีพอสมควร แต่เขาไม่อยาก รับราชการครับ เขาไม่ชอบ เขาชอบความเป็นอิสระแบบภาคเอกชน เขาจึงไม่เลือก ที่จะอยู่กับสถาบันการศึกษาทางภาคอุดมศึกษาของรัฐ ด้วยเหตุนี้ผมจึงคิดว่าควรจะต้อง กำหนดให้มีอาจารย์ในคณะ หรือภาควิชาตามที่กำหนดไว้ ๔ ข้อ ที่เรียนท่านประธาน เมื่อสักครู่นะครับ ในสถาบันอุดมศึกษาของเอกชนที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานของรัฐ ที่เป็นอาจารย์ประจำในคณะหรือภาควิชานั้น ๆ ไม่น้อยกว่า ๕ ปีติดต่อกัน ที่ที่ประชุมร่วมกัน ของผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาเอกชนนั้น ๆ มีมติเห็นชอบแล้วตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภา ประกาศกำหนดจำนวน ๕ คน ให้มามีส่วนร่วมเป็นผู้มีสิทธิคัดเลือกเข้ามา

แล้วก็ลำดับต่อไปท่านประธานครับ ได้กำหนดไว้บอกว่าให้ผู้มีประสบการณ์ ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย และการร่างรัฐธรรมนูญ ตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภาประกาศกำหนดจำนวนด้านละหนึ่งคน รวมทั้งสิ้นหกคน อันนี้คือผู้มีประสบการณ์แล้วครับ เมื่อครู่ภาควิชาการ แต่ว่าบางท่านอาจจะมีประสบการณ์ ท่านประธานคณะกรรมาธิการมีประสบการณ์สภาร่างรัฐธรรมนูญ ถึงเวลาท่านอาจจะสละ ไม่เป็น ส.ส. แล้วครับ ไปเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ไปช่วยร่างรัฐธรรมนูญใหม่ก็ได้ เพราะท่านทำมาวันนี้ต้องทำให้จบ อันนี้ใครจะไปทราบ เพราะฉะนั้นอย่างนี้ก็ต้องถือว่า ท่านเป็นผู้มีประสบการณ์ทางด้านนี้ได้เหมือนกัน ผมจึงคิดว่าท่านประธาน เป็นคนที่มีประสบการณ์ มีความรู้ แล้วก็มีคุณภาพสูงในเรื่องของการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ลักษณะอย่างนี้ก็ควรจะให้โอกาสเข้ามามีส่วนคล้าย ๆ เป็นผู้ที่ช่วยเหลือกับทางภาคประชาชน ที่ได้รับเลือกเข้ามาเป็นผู้แทนราษฎร

สุดท้ายท่านประธานครับ เป็นผู้แทนองค์กรภาคประชาชนครับ ผมคิดว่าวันนี้ มีผู้แทนองค์กรภาคประชาชนเยอะ ท่านประธานคณะกรรมาธิการก็เชิญเจ้าของร่าง ซึ่งเป็นภาคประชาชน ซึ่งความจริงมีอีกเยอะครับ ที่เขาอาจจะยังยกร่างไม่เสร็จ หรือไม่ได้ยกร่าง แต่เขาก็มีความคิดเห็นทางด้านการเมืองเกี่ยวกับการปกครอง หรือว่าปัญหาสังคมของเขา ในส่วนนี้ควรจะให้เขามีโอกาสได้รับการเสนอชื่อมาคัดเลือกด้วย ผมคิดว่าจึงต้องเสนอมาเป็น องค์ประกอบในส่วนนี้ เพราะอาจจะเป็นองค์กรหลายประเภทที่ผมเรียนประธานนะครับ ดูแลเรื่องสิทธิมนุษยชน ดูแลด้านของทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ดูแลเรื่องสิทธิ ของผู้สูงอายุ คนพิการ เหล่านี้คือปัญหาของสังคมที่ควรจะเขียนรองรับไว้ในรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น ถ้าหากว่าเราไม่ได้อาศัยผู้มีความรู้ ประสบการณ์ในเรื่องเหล่านี้เลยจะคัดเลือกเข้ามาทำไมครับ ทั้งหมด ทั้งปวง รวมกันได้ ๓๘ คนครับ ซึ่งผมไม่ได้กำหนดไว้ว่าสมาชิกจะมี ๒๐๐ คน ๓๐๐ คน ในข้อแรก สมาชิกที่มาจากการเลือกตั้ง ผมเรียนท่านประธานแล้วว่าอย่างน้อยจังหวัดละ ๑ คน แต่บางจังหวัดอาจจะได้ ๒ คนก็ว่ากันไป เพราะฉะนั้นตรงนี้ละครับ ผมเรียนท่านประธานว่า เมื่อรวมกันตรงนี้แล้ว อย่างน้อยผมเชื่อว่าการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับก็จะมีคนที่เห็น ปัญหาของประชาชนที่ได้รับเลือกมา มีคนที่มีความรู้ ทั้งประสบการณ์ วิชาการ เข้ามาช่วยกันคัดกรอง ปรับปรุง แก้ไข และที่สำคัญก็จะมีที่มาของสภาร่างรัฐธรรมนูญที่ชัดเจน แล้วก็เป็นลักษณะที่ชัดเจน ถูกต้องตามเจตนารมณ์ว่าเป็นการขึ้นมาทำงานชั่วคราวแล้วก็จบไป ไม่ใช่เป็นผลทางกฎหมายที่ว่าให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงครับ ที่ผมได้กราบเรียน ท่านประธานมาทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลที่ผมได้เสนอคำแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑ และมาตรา ๒๙๑/๑/๑ และมาตรา ๒๙๑/๑/๒ ครับ ขอขอบพระคุณท่านประธานครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์ เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญท่านวรงค์ เดชกิจวิกรม เชิญครับ ท่านมีอะไรครับ

นายสนอง เทพอักษรณรงค์ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม สนอง เทพอักษรณรงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานครับ ผมต้องกราบเรียนท่านประธานขอให้ช่วยกันตรวจสอบ ขณะที่ท่านรัฐมนตรีพีระพันธุ์ กำลังอภิปรายอยู่นั้นที่จอด้านขวาด้านนี้ปรากฏภาพที่ไม่เหมาะสมเป็นภาพสุภาพสตรี ที่แต่งกายไม่เหมาะสมครับ ถ้าท่านประธานจะเห็นว่าเวลานี้จอทั้งหมดที่ถ่ายทอดข้างใน เจ้าหน้าที่ตัดออกหมด ทุกคนเห็นหมดครับที่นั่งอยู่ด้านหน้าบัลลังก์ท่านประธาน รวมไปถึงผู้สื่อข่าวที่อยู่ข้างบนได้ถ่ายภาพไว้หมด ผมเกรงว่าถ้าหากว่าภาพนี้หลุดออกไปเหตุเกิด ในสภาแห่งนี้จะเป็นเรื่องที่น่าอับอายและเสื่อมเสียสภาเป็นอย่างยิ่ง ผมเชื่อแน่ได้ว่าท่านถาม เจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์ที่วิ่งกันวุ่นเมื่อครู่นี้ เห็นภาพไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งท่านประธานครับ ผมฝากท่านประธานได้ช่วยตรวจสอบมีข้อบกพร่องอย่างไรนะครับ หรือถ้าเป็นไปได้ ถ้าท่านประธานจะได้ขอความกรุณาต่อสื่อมวลชนครับภาพนี้ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะแพร่ออกไปครับ ว่าเป็นภาพที่ปรากฏว่าอยู่สภาในขณะที่สมาชิกกำลังประชุมในวาระที่มีความสำคัญอย่างนี้ ขอให้ท่านประธานสภาช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นด้วยครับ แล้วก็ได้ผลประการใด ขอได้แจ้งต่อสภาด้วยครับ เป็นภาพและปรากฏหลายครั้งท่านประธานครับ ถามผู้สื่อข่าว ข้างบนก็รู้ เขาถ่ายภาพไว้หมดแล้วครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เมื่อสักครู่ ทางท่านเลขาธิการได้รายงานกับผมแล้วนะครับว่าได้สอบถามทางเจ้าหน้าที่ที่ดูแลเรื่องนี้ และเจ้าหน้าที่ชี้แจงว่ามันเป็นของภายนอกที่มันแทรกเข้ามาเรายังไม่มีระบบป้องกัน พอเกิดเรื่องนี้ก็เลยตอนนี้ก็ปิดเครื่องไปเลยนะครับ สภากำลังดำเนินการติดตั้งอุปกรณ์พวกนี้อยู่นะครับ เชิญคุณหมอเลยครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานเกี่ยวกับกรณีที่เพื่อนสมาชิกได้พูดถึงภาพที่ไม่เหมาะสมที่ปรากฏในสภา บังเอิญผมก็เห็นครับท่านประธาน สิ่งที่เพื่อนสมาชิกพูดนั้นเป็นความจริงแล้วก็ถูกต้องครับ ผมยังไม่อยากให้ท่านประธานด่วนสรุปว่าเป็นการแทรกจากวงจรภายนอก ท่านอาจจะตั้ง กรรมการสอบดูเสียหน่อยครับเพื่อให้เกิดความเหมาะสมครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ได้ครับ ยินดีครับ ท่านเลขาธิการช่วยดำเนินการด้วยนะครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยครับ ผมได้เสนอร่าง คำแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑ ซึ่งอยากจะกราบเรียนท่านประธานไปยังพี่น้องประชาชน ที่บ้านว่ามาตรา ๒๙๑ เป็นหัวใจของการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับ ถ้าเราสามารถ ทำการปรับปรุงแก้ไขมาตรานี้ได้อย่างเหมาะสม ผมก็เชื่อว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ก็จะเป็นที่ยอมรับของพี่น้องประชาชน แต่ถ้าเราไม่สามารถปรับปรุงแก้ไขมาตรา ๒๙๑ ครั้งนี้ให้เหมาะสมได้ ผมก็ไม่มั่นใจว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะเป็นที่ยอมรับของพี่น้องประชาชน มากน้อยขนาดไหน เพราะว่าในร่างของคณะรัฐมนตรีได้กำหนดที่มาของ สสร. ไว้ ๒ ชนิด ชนิดที่ ๑ ก็คือที่มาของ สสร. ที่มาจากการแต่งตั้งทั้งหมด ๒๒ คน ซึ่งผมไม่ลงรายละเอียด ชนิดที่ ๒ ก็เป็นที่มาของ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนจังหวัดละ ๑ คน คือ ๗๗ คน ดังนั้นถ้าในร่างของคณะรัฐมนตรีถ้าเราจะพูดตามสูตรทั่ว ๆ ไปก็คือสูตร ๗๗ บวก ๒๒ คือมีการเลือกตั้งจากพี่น้องประชาชน ๗๗ จังหวัด ๗๗ คน และเป็นการเลือกตั้ง จากสมาชิกรัฐสภา ๒๒ คน คือ ๗๗ บวก ๒๒ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธาน ไปยังประธานคณะกรรมาธิการ ผมเชื่อว่าท่านเองก็คงมีความรู้สึกคล้าย ๆ กันครับ อยากจะถามประธานกรรมาธิการถ้าท่านเป็นคนนอกโดยที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ผมคิดว่าสูตรนี้ท่านก็อาจจะไม่แฮปปี้ (Happy) เท่าไร เพราะผมเกรงว่าสูตรนี้จะกลายเป็นว่า มันเป็นสูตรการร่างรัฐธรรมนูญของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ไม่ใช่สูตรในการร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศครับ ผมอยากจะกราบเรียนไปยังพี่น้องประชาชน อีกครั้งหนึ่งนะครับว่าลำพังกฎหมายใช้เสียงข้างมากของรัฐบาลได้ ที่ผมต้องกล้าพูดอย่างนี้เนื่องจากว่ากฎหมายใช้เสียงข้างมากของรัฐบาล เนื่องจากว่า เวลาผลักดันกฎหมายนั้นรัฐบาลต้องรับผิดชอบ และถือว่าเป็นนโยบายของรัฐบาล รัฐบาลจึงจำเป็นต้องใช้เสียงข้างมากเฉพาะของรัฐบาล แต่รัฐธรรมนูญนั้นเป็นกฎหมายสูงสุด ในเมื่อเป็นกฎหมายสูงสูดต้องได้รับการยอมรับทุกภาคส่วน ดังนั้นการที่จะร่างกติกากลาง ขึ้นมาสักฉบับหนึ่งมันต้องมีตัวแทนของสูตรต่าง ๆ เข้ามามีส่วนในการร่าง ถ้าท่านเอาเฉพาะ เสียงของพวกท่านเป็นเสียงข้างมาก กติกานี้ก็จะไม่ใช่กติกากลาง เมื่อถึงที่สุดแล้วความยั่งยืน ของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ไม่เกิดขึ้น สุดท้ายก็ต้องมีการร่างขึ้นมาอีก เนื่องจากว่า มันเอียงไปสู่ข้างใดข้างหนึ่ง ดังนั้นมันจึงเป็นที่มาที่ผมได้มีการแปรญัตติครับ เพราะผมไม่เห็นด้วย ในการที่จะตั้งคณะสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มีการแต่งตั้ง ๒๒ คน แล้วก็เลือกตั้ง ๗๗ คน ผมคิดว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญควรจะมาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั้งหมด ซึ่งโดยหลักของผมแต่เดิมผมกำหนดไว้ ๑๕๐ คน มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ตามสัดส่วนประชากร จังหวัดใหญ่ก็จะมี สสร. มาก จังหวัดเล็กก็จะมี สสร. น้อย และประชาชน ๑ คน กา สสร. ได้ ๑ เสียง ก็เท่ากับว่าการบล็อกโหวตในแต่ละจังหวัด ก็จะไม่เกิดขึ้น คนได้ที่ ๑ ก็จะได้คะแนนไปส่วนหนึ่ง คนที่ได้ที่ ๒ ก็จะได้คะแนนไปส่วนหนึ่ง คนได้ที่ ๓ ก็จะได้คะแนนไปส่วนหนึ่ง โดยที่ ๑ คนกาได้ ๑ เสียง สูตรในการกาก็จะคล้าย ๆ กับ ส.ว. ปี ๒๕๔๓ ซึ่งผมว่ารูปแบบนี้ คนที่มาทำหน้าที่ในฐานะสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จะเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนทุกภาคส่วนจริง ๆ ตัวแทนทั้งฝ่ายเสียงข้างมาก แล้วก็เสียงข้างน้อย คำถามถามว่าทำไมผมรู้สึกกังวลในสูตร ๗๗ บวก ๒๒ ครับ และผมเชื่อว่า พวกเราเป็นสมาชิกรัฐสภา โดยเฉพาะ ๒๒ คน มาจากการแต่งตั้งของรัฐสภา ผมว่าท่านประธาน ก็ต้องเข้าใจนะครับ ๒๒ คนนี้ก็ต้องบล็อกโหวต สุดท้าย ๒๒ คนนี้ก็เป็น ๒๒ เสียง ของทางรัฐบาลอยู่ดี ผมเชื่อว่าไม่มีทางเป็นไปได้ครับ ว่า ๒๒ เสียงนี้จะมาจาก นักวิชาการกลาง ๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทางรัฐบาลโดยตรง ดังนั้นคนที่เข้ามา ๒๒ คนนี้ ก็คือ สสร. ที่ถูกบล็อกโหวตขึ้นมาและกลายเป็นว่าถ้า สสร. บล็อกโหวตก็กลายเป็น สสร. รับจ๊อบ (Job) ครับ คือคนเวลามาจากไหนก็มักจะฟังคนคนนั้นครับ คนที่มาจากประชาชน ที่เลือกตั้งมาจากประชาชนโดยตรงก็มีโอกาสที่จะฟังประชาชนโดยตรง ถ้าคนที่มาจาก ที่ประชุมรัฐสภา เมื่อมีการวิ่งเต้นแล้ว ก็ในเมื่อรัฐบาลพรรคเพื่อไทยเป็นเสียงข้างมาก เขาก็ต้องรับจ๊อบจากพรรคเพื่อไทย เพื่อมาทำหน้าที่ในการร่างรัฐธรรมนูญ ดังนั้นผมถึงกังวลว่า สสร. ที่ผ่านจากการคัดเลือกของที่ประชุมรัฐสภา เฉพาะคนกลุ่มนี้จะเป็นคนทำพิมพ์เขียว ตามที่รัฐบาลต้องการครับ ถามว่าพิมพ์เขียวที่พวกเรากังวลใจมีอะไรบ้าง ผมย้ำเหมือนเดิมนะครับ ประเด็นแรกคือการแทรกแซงศาลครับ เพราะผมเชื่อว่าวันนี้ท่านคงปฏิเสธไม่ได้ เพราะหลายครั้งสมาชิกพรรคเพื่อไทยเองได้พูดถึงว่าศาลจะต้องเป็นศาลเดียว เราเป็นภาคี กับสหประชาชาติ ท่านก็อ้างสหประชาชาติมาเพื่อปรับปรุงศาลไทยให้เป็นศาลเดียว และท่านก็ต้องไม่ปฏิเสธ เมื่อไม่กี่วันท่านทักษิณ ชินวัตร ก็พูดที่ประเทศเขมร พูดถึงภาคี กับสหประชาชาติว่าจะต้องเป็นศาลเดียว เหมือนกับว่าขณะนี้ท่านกำลังสร้างความชอบธรรม ที่จะยุบศาล ไม่ว่าจะเป็นศาลปกครองหรือศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้เป็นองค์กรเล็ก ๆ องค์กรหนึ่งในองค์รวมของศาล และผมก็ได้ยินเพื่อนสมาชิกบอกว่าศาลจะต้องมีที่มาที่ไป จากประชาชน ถ้าเรานึกภาพนะครับว่า เกิดท่านประธานศาลสูงหรือศาลฎีกาผ่านการรับรอง จากที่ประชุมสภาก็กลายเป็นว่าฝ่ายการเมืองก็เข้าไปแทรกแซงศาลได้ ต่อไปนี้ คดีทางปกครองที่ร้องศาลปกครองซึ่งอาจจะเป็นหน่วยเล็ก ๆ ในระบบศาล ถ้าสามารถล็อบบี้ (Lobby) ประธานใหญ่ได้ เบอร์ ๑ ได้ งานใหญ่ ๆ ของรัฐบาล รัฐบาลก็ล็อบบี้ได้หมด เท่ากับว่ารัฐบาลก็ยึดได้หมดครับ เพราะฉะนั้นผมจึงย้ำว่า ผมถึงไม่เห็นด้วยที่มาของ สสร. ๒๒ คนที่มาจากการแต่งตั้ง เพราะผมถือว่าคนกลุ่มนี้จะรับจ็อบจากรัฐบาลในการสร้างกติกา คือรัฐธรรมนูญที่ให้ฝ่ายบริหารสามารถแทรกแซงศาลได้

ประเด็นที่ ๒ ที่ผมไม่เห็นด้วยกับ สสร. ที่มาจากการแต่งตั้ง ก็คือเรื่องการแทรกแซง องค์กรอิสระ ท่านประธานคงจำได้นะครับว่าอดีตที่ผ่านมาแม้แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เราก็เห็นชัดเจนว่าองค์กรอิสระนั้นถูกแทรกแซง ไม่ว่าจะเป็น กตต. เราคงจำได้ว่าในช่วง ที่มีการยุบสภา แล้วก็มีการให้ กกต. ไปแก้ไขข้อมูลในฐานข้อมูลของ กกต. มันก็สะท้อน ชัดเจนว่าฝ่ายบริหารใช้คนเข้าไปแทรกแซงใน กกต. อย่าว่าแต่ กกต. ครับ ท่านประธานครับ เมื่อกี้ผมพูดถึงศาล เราก็ได้เห็นถุงขนม ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาทไปลืมที่ศาลครับ เหล่านี้มันคือกระบวนการในการแทรกแซงทั้งสิ้น ดังนั้นมันจึงไม่แปลกที่พวกผมและพี่น้องประชาชนมีสิทธิกังวลว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ จะนำไปสู่กระบวนการแทรกแซงองค์กรอิสระ

และประเด็นที่ ๓ ที่พวกเราไม่เห็นด้วยเลยครับ ในการตั้ง สสร. ๒๒ คน จากที่ประชุมแห่งนี้ เพราะว่าขณะนี้ท่านก็ทราบนะครับว่าท่านทักษิณประกาศชัดเจน ท่านจะกลับประเทศอย่างเท่ พวกเรามองว่า หรือแม้แต่ประชาชนจำนวนไม่น้อยมองว่า กระบวนการในการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ คือกระบวนการที่จะทำให้ท่านทักษิณกลับประเทศ อย่างเท่ครับ ดังนั้นคนที่ทำให้ท่านกลับประเทศอย่างเท่ได้ก็จะต้องเป็นคนที่รับจ๊อบได้ เราถึงกังวลว่า สสร. ที่มาจากการแต่งตั้งของที่ประชุมรัฐสภา ๒๒ คน จะเป็น สสร. ที่มาจาก รัฐบาลทั้งสิ้น และจะรับจ๊อบจากรัฐบาลไปทำสิ่งที่ไม่เหมาะไม่ควร และสิ่งเหล่านี้เอง จะนำไปสู่ความปั่นป่วนของประเทศอีกทีหนึ่ง อยากจะกราบเรียนไปยัง ท่านประธานคณะกรรมาธิการนะครับว่าถ้าท่านสามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ เพื่อให้ระบบตัวแทนในการสร้างกติกาที่เป็นพิมพ์เขียวประเทศ ไม่ใช่รัฐธรรมนูญ ของพรรคเพื่อไทย แต่เป็นรัฐธรรมนูญของคนส่วนใหญ่ของประเทศ ผมว่าท่านต้องตรงนี้ครับ ท่านอาจจะลดตรงนี้ลงนิดหน่อย หรือเพิ่มสัดส่วนที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนให้มากขึ้น เพื่อให้มีที่ยืนของเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย ยิ่งถ้าท่านมีตัวแทนจากหลายภาคส่วน ผมว่ามันสมดุลแน่นอนท่านไม่ต้องกังวลครับ อยากจะถามท่านจากใจไม่รู้ว่าท่านคิดอย่างไรครับ แล้วผมก็เชื่อว่าท่าน คือท่านพยายามดึงใจให้เป็นธรรมสักนิดหนึ่ง ลองไปนั่งนึกดูทำสมาธิ อยู่ที่บ้านครับ ผมเชื่อว่าท่านก็ต้องการรัฐธรรมนูญที่เป็นกติกาของประเทศ ดังนั้นโครงสร้าง ๗๗ คนบวก ๒๒ คน ผมยืนยันว่าเป็นโครงสร้างที่เป็นปัญหาครับ ผมอยากจะย้ำ กับท่านประธานว่าแต่เดิมผมแปรญัตติไว้ว่าจะต้องผ่านการเลือกตั้งหมด แล้วก็เรื่องนี้ มันก็ต้องเล่าย้ำท่านประธานครับ เพราะว่ามันก็คาใจพวกผมในฐานะที่เป็นคณะกรรมาธิการ เสียงข้างน้อย วันที่มีการโหวตท่านจำได้วันนั้นคือวันที่ ๒๘ เดือนมีนาคม ท่านประธานสามารถ ท่านทำหน้าที่ประธานครับ เพราะผมฟังคำชี้แจงของเพื่อนสมาชิก ฟังแล้วมันฟังไม่ขึ้น เพื่อนสมาชิกบอกว่าการที่ท่านประธานจะโหวตมติ แต่ช่วงนั้นเพื่อนสมาชิกบางคน ยังไม่ได้เข้าห้องประชุม คือผมเชื่อว่าท่านสมาชิกที่เอาคำกล่าวอ้างนั้นมาพูดเป็นคำ ที่ไม่เหมาะสมครับ เพราะผมจำได้ว่าท่านประธานย้ำแล้วย้ำอีกว่าจะโหวตแล้วนะ จะโหวตแล้วนะ แล้วในอารมณ์ขณะนั้นเอง ผมเชื่อว่าท่านประธานสามารถท่านก็คงคิดว่า วันนั้นองค์ประชุมของท่านไม่มีปัญหา แล้วผมก็ไม่คิดว่าเป็นปัญหาครับ ผมคิดว่าอย่างไรท่านก็ชนะ แต่บังเอิญโหวตไปโหวตมาพวกผมชนะท่าน ๑๒ ต่อ ๑๐ มันก็เป็นข่าวใหญ่ อยู่ช่วงวันหนึ่งครับ ผมก็คิดว่าอย่างน้อย สสร. ก็มาจากการเลือกตั้ง ๒๐๐ คน แล้วท่านก็มีสิทธิ ที่จะสงวนคำแปรญัตติ คือสุดท้ายอย่างไรผมก็แพ้ท่าน พวกผมเองก็ไม่คิดว่าท่านจะใจร้อนขนาดนั้น คือคำว่า ใจร้อน คือท่านใช้เสียงข้างมากในการหักดิบพวกเราครับ ผมพยายามเรียกร้อง ให้พวกท่าน ท่านเคารพกติกานะครับ มันโหวตไปแล้ว ๑๒ ต่อ ๑๐ มันเกิดไปแล้ว ท่านแค่สงวนคำแปรญัตติและใช้เสียงข้างมากในที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ท่านก็กลับไปชนะ เหมือนเดิม แต่ท่านก็ใช้เสียงข้างมากในการหักดิบ ผมต้องเล่าให้ประชาชนฟังให้ชัดเจนครับ เพราะหลังจากพวกผมชนะ ๑๒ ต่อ ๑๐ วันนั้นเราหยุดการประชุมวันที่ ๒๘ ตื่นเช้ามาวันที่ ๒๙ กลับมาประชุมใหม่ แทนที่ท่านจะดำเนินการในมาตรา ๒๙๑/๑ ที่มีการโหวตแล้ว เพื่อนสมาชิกหลายคนผมใช้คำว่า ตีรวน ครับ ก็อาจจะมีการอ้างว่ามีร่างของเพื่อนสมาชิก ซีกรัฐบาลอีก ๒ ท่าน ซึ่งเป็นร่างคล้าย ๆ ของทางรัฐบาล เพื่อนบอกว่าจะเอาของ ๒ ร่างนี้ มาเป็นร่างหลัก พวกเราบอกไม่ได้ ก็ในเมื่อเราเอาร่างของคณะรัฐมนตรีมาเป็นร่างหลักแล้ว ๒ ร่างนี้จะมาเป็นร่างหลักไม่ได้ แต่เป็นร่างประกบได้ ตอนหลังเถียงอย่างนี้แล้วไม่มีการฟัง ก็กลายเป็นว่าจะเอา ๒ ร่างของเพื่อนนี้มาเสนอร่วมกับร่างของเพื่อนเสียงข้างน้อยอีก ๙ ร่าง กลายเป็น ๑๑ ร่าง พวกเราก็บอกว่ามันไม่ได้เพราะว่า ๒ ร่างนี้ไม่มีคนเสนอแปรญัตติให้ มันก็ต้องตกไป สุดท้ายคือดูแล้วท่านประธานท่านก็อึดอัดใจผมเข้าใจ จนกระทั่งมีสมาชิก ท่านหนึ่งวกกลับไปพิจารณาถึงเรื่องหลักการครับ คือแค่ท่านกลับไปที่เรื่องหลักการเราก็รู้ว่า ท่านกำลังตีรวนพวกเราครับ ก็ในเมื่อท่านบอกอยู่แล้วว่าท่านจะไล่มาตรา ๒๙๑/๑ มาตรา ๒๙๑/๒ มาตรา ๒๙๑/๓ ไปเรื่อย ๆ แต่เวลาท่านแพ้เรา ๑๒ ต่อ ๑๐ ขึ้นมา สุดท้ายท่านก็กลับไปที่เอาเรื่องหลักการ มาพิจารณา แล้วท่านก็โหวตเรื่องหลักการ โดยที่ไปเป็นหลักการของทางคณะรัฐมนตรี สุดท้ายท่านก็ต้องใช้เสียงข้างมากในการมาโหวตเพื่อพลิกมติของเรา ผมฟังเพื่อนสมาชิก ได้ชี้แจงในที่ประชุมบอกว่ามติทุกมติสามารถทบทวนได้ ผมก็เพิ่งได้ยินครับ ผมต้องย้ำครับ เพราะท่านก็เป็นประธานด้วยกันทั้งคู่ครับ คือมติที่ทบทวนได้ถ้าทุกคนเห็นพ้องต้องกัน เพราะที่ผ่านมาถ้าอะไรที่เราไม่มั่นใจ แล้วก็ไม่ว่าฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ไม่มีใครขัดแย้ง มตินั้นทบทวนได้ อะไรก็แล้วแต่ต่อให้มันผิดถ้าไม่มีใครคัดค้านเราก็ทำได้ แต่การที่มติ ๑๐ ต่อ ๑๒ หรือ ๑๒ ต่อ ๑๐ ท่านแพ้พวกเราแล้ว ท่านยังมากลับมติเหมือนเดิม ผมถึงพูดเสมอว่านี่คือการปล้นมติครับ ผมยังยืนยันว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น มติ ๑๒ ต่อ ๑๐ ยังถูกบันทึกในรายงานการประชุมของคณะกรรมาธิการ แล้วก็ผมเชื่อว่ามันเป็นตราบาป ของท่านประธานสามารถ ผมถือว่ามันเป็นตราบาปของท่านแล้วทำให้ท่านจำอยู่ในใจ จนตลอดชีวิตว่าวันหนึ่งเกิดความผิดพลาดขึ้นมา แล้วท่านไม่รู้จะไปอย่างไร ท่านก็ต้องยอม เอาเสียงข้างมากลากไป และสุดท้ายเสียงข้างมากก็ลากไปเป็น ๒๑ ต่อ ๓ เพื่อกลับมติไปใช้ ร่างของคณะรัฐมนตรีเหมือนเดิม แล้วผมต้องฟ้องประชาชนครับว่า พี่น้องประชาชนที่เคารพทุกท่าน นี่หรือประชาธิปไตย พวกท่านหลายคนเรียกร้องประชาธิปไตย แต่ถามว่าการใช้เสียงข้างมาก มาปล้นมติที่พวกผมชนะไปแล้ว นี่หรือคือประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นก็เท่ากับว่าบางครั้ง พวกท่านบางคนก็เอาแต่ได้สิ อะไรที่ตัวเองได้เรียกว่าประชาธิปไตย แต่อะไรที่ไม่ได้ดั่งใจ ท่านก็ปล้นเอาดื้อ ๆ แล้วท่านก็บอกว่าหลักการของประชาธิปไตยก็คือหลักของเสียงข้างมาก แต่มันเป็นหลักของเสียงข้างมากที่เป็นเหตุเป็นผล และเป็นประโยชน์เพื่อส่วนรวมครับ แต่ถ้าเสียงข้างมากอันไหนท่านดื้อดึง มันไม่เป็นเหตุเป็นผล มันกลายเป็นประโยชน์ เพื่อของคนใดคนหนึ่ง อันนั้นเขาเรียกว่าเผด็จการเสียงข้างมาก หรือเผด็จการรัฐสภา ผมจึงอยากพูดด้วยความรู้สึกจริง ๆ เลยว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มันเจือปนเผด็จการเสียงข้างมาก หรือเผด็จการรัฐสภาอยู่ รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีมลทินแน่นอนครับท่านประธาน คืออย่างไร มันก็ไม่ทรงอานุภาพที่คนจะเคารพ เพราะพวกผมก็จำ ท่านจะให้ผมลืมก็ลืมไม่ได้ มันเป็นความทรงจำที่มันไม่เคยคิดจะเกิดขึ้น แล้วผมก็เชื่อว่าท่านประธานสามารถก็ไม่ลืม ท่านอยู่ไปกระทั่งจนตายท่านก็ไม่ลืม วันดีคืนดีท่านอาจจะบอกลูกหลานท่านว่าวันหนึ่ง ปู่ทำผิดไปที่ปล่อยให้มีการกลับมติตอนปู่ทำหน้าที่ประธาน แล้วพวกผมก็จะพูด อยู่เสมอว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่อ้างว่าประชาธิปไตยที่มีการปล้นเกิดขึ้น แล้วผมพูดได้เต็มปากว่าเสียงข้างมากปล้นเสียงข้างน้อย ที่เสียงข้างน้อยชนะไปแล้วครับ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมไปพูดที่ไหนผมก็ต้องบอกพวกท่านปล้น เพราะพวกผมดีใจ ๑๒ ต่อ ๑๐ อย่างน้อยพวกผมก็ภูมิใจว่าวันหนึ่งที่พวกผมเสียงข้างน้อยจับไม้จับมือกันทำงานเต็มที่ ถึงพวกเราเสียงข้างน้อยแต่ถ้าเราร่วมไม้ร่วมมือทำงานเต็มที่บางวันเราชนะได้เหมือนกัน พวกผมก็มีกำลังใจในการทำงาน ๑๒ ต่อ ๑๐ แต่สุดท้ายวันที่ท่านตามกันมาเยอะ ๆ ท่านก็มาเรียก สุดท้ายท่านก็ชนะพวกผม ๒๑ ต่อ ๓ แต่ผมพูด นี่คือการปล้น ถ้าจะใช้คำว่า มติโจร ก็ได้ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นถึงย้ำว่านี่คือความไม่สง่างามของรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้เลยครับ แล้วผมเชื่อว่ามันไม่จบแค่นี้ครับ นอกจากฟ้องประชาชนให้รับรู้ทั้งหมดแล้ว ผมเชื่อว่าฝ่ายกฎหมายต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้มีการตรวจสอบว่า เวลามีการปล้นมติในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ชอบธรรมหรือไม่ ถ้าไม่ชอบธรรมรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็ต้องเป็นโมฆะใช้ไม่ได้ ฉะนั้นผมต้องย้ำนะครับ แล้วอยากจะบอกเพื่อนสมาชิกด้วยว่า ครั้งนี้กฎหมายสูงสุดของประเทศที่เรียกว่ารัฐธรรมนูญมีการปล้นกันเกิดขึ้นในที่ประชุม คณะกรรมาธิการ แล้วจุดที่ผมไม่สบายใจ ผมมีความรู้สึกพวกท่านบางคนก็ทรยศ กับประชาชน ผมกล้าพูดอย่างนี้ท่านประธาน เพราะอย่าลืมนะครับว่าเราเชิญประชาชน มาแสดงความคิดเห็น ไม่ว่าท่านอาจารย์ธิดา ถาวรเศรษฐ์ อาจารย์โคทม หรือท่านอื่น ๆ ทุกท่านเรียกร้อง สสร. มาจากการเลือกตั้ง ร่างของประชาชนก็เรียกร้อง สสร. มาจากการเลือกตั้ง มันเหมือนกับท่านก็หลอกประชาชนเหมือนกัน ในเมื่อเรามีมติไปแล้ว และมติของเราก็สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน แล้วท่านก็มาพลิกมติ แล้วมิหนำซ้ำเพื่อนสมาชิกบางท่านไม่ต้องเอ่ยนามครับ ก็รับรู้อยู่แก่ใจครับ อ้างว่า เป็นตัวแทนประชาชน อ้างว่าเป็นตัวแทนพี่น้องประชาชนคนเสื้อแดง ในการเสนอคำแปรญัตติก็บอกว่า สสร. ต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่เวลาโหวต ท่านประธานทราบไหมครับ เวลาโหวตโหวตรับร่างคณะรัฐมนตรีให้มีการแต่งตั้ง อันนี้หมายความว่าอย่างไรครับ ตัวเองเสนอคำแปรญัตติให้ สสร. มาจากการเลือกตั้ง แล้วตัวเองเป็นตัวแทนประชาชน มวลชนเยอะแยะมีการลงชื่อเป็นไม่รู้กี่หมื่นคน แต่เวลาโหวตจริง ๆ ไปโหวตรับร่างของรัฐบาลให้มีการแต่งตั้ง ๒๒ คน มีการเลือกตั้ง ๗๗ คน ในขณะที่ร่างของตัวเองมีการเสนอให้มีการเลือกตั้งจากประชาชน อย่างนี้เรียกว่าทรยศ กับประชาชน ผมก็อยากจะบอกกับพี่น้องประชาชนนะครับ นักการเมืองอย่าไปเชื่อทั้งหมดครับ

(นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญท่านวรชัยครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงผู้อภิปรายตามข้อ ๔๓ ซ้ำซากกับผู้อภิปรายเที่ยวที่แล้ว วกวนไปมา แล้วก็ข้อ ๙๙ ต้องอภิปรายในเนื้อหาที่ท่านได้ ขอสงวนคำแปรญัตติไว้ อภิปรายนอกประเด็น ช่วยพิจารณาวินิจฉัยด้วยนะครับท่านประธาน ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอก็คงจะจบแล้ว กระมังครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

ผมใกล้จะจบแล้วท่านประธานครับ แต่ผมว่าคนที่ไม่ได้เป็นกรรมาธิการท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านอย่าเลยครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

ผมกำลังจะพูดถึงความรู้สึกว่า มันคาใจ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

จะจบอยู่แล้วครับ ท่านเชิญครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ 🔗

เพราะผมก็ยังยืนยันครับ ท่านประธานสามารถท่านก็รู้อยู่เหตุการณ์ ผมรู้ว่าท่านก็อึดอัดใจ เพราะผมเป็นกรรมาธิการ ผมมีสิทธิที่จะพูดบรรยากาศของที่ประชุมในมาตรานี้ มันเรื่องนี้ มาตรา ๒๙๑/๑ ท่านถอนหายใจหลายครั้งมาก เพราะผมรู้ เพราะท่านทำหน้าที่ประธานมาตลอด เพราะท่านเป็นประธานที่ดีมาก เพราะพวกผมชมท่านตลอดว่างานนี้ถ้าไม่ใช่ท่านสามารถ เป็นประธานการประชุมอาจจะไม่ราบรื่น เพราะท่านมีเหตุมีผล แต่รู้ว่าวันนั้น ท่านถอนหายใจหลายครั้ง เพราะว่าอยู่ ๆ จะมีการพลิกมติ หรือกลับมติขึ้นมา ท่านคงรู้อยู่แก่ใจ ว่ามันไม่ควรจะเป็น แล้วสุดท้ายชื่อท่านจะถูกบันทึกไว้ว่า ท่านสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ปล่อยให้มีการปล้นมติเกิดขึ้น มีการพลิกมติเกิดขึ้น จาก ๑๒ : ๑๐ เสียงกลับมาเป็น ๒๑ : ๓ เสียงในวันรุ่งขึ้น หลังจากท่าน อาจจะถูกวิพากษ์วิจารณ์นอนไม่หลับมา ๑ คืน แล้วผมก็รู้ว่ากระบวนการในการที่จะพลิกมติ หรือปล้นมติมันมีกระบวนการเกิดขึ้น เพราะผมเล่าได้เป็นฉาก ๆ ท่านประธาน ทุกอย่างถูกบันทึก ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการทั้งสิ้น แล้วก็ผมยืนยันว่าสิ่งที่ผมเล่ามันเป็นขั้นตอนที่ผมสรุปย่อมา เพื่อชี้ให้เห็นว่าก็ในเมื่อท่านประธานสามารถบอกไว้ชัดเจนว่าต่อไปนี้เราจะไล่รายมาตรา หลักการเราแขวนไว้ เพราะเราถือว่าถ้าหลักการมันถกกันอย่างไรก็ไม่จบ ท่านก็เลยลงรายมาตรา ท่านโหวตมาตราแรกเลยครับ ก็คือมาตรา ๒๙๑/๑ แล้วท่านก็แพ้พวกผม ในเมื่อมันเกิด ปัญหานี้ขึ้นมาก็ธรรมดานะท่านประธานครับ คนมันเจ็บใจท่านประธาน คนมันถูกเอาเปรียบ ในสิ่งที่ไม่เหมาะไม่สม แล้วผมก็รู้อยู่แล้วว่า ๒๒ เสียง กับ ๗๗ เสียง แค่นี้ท่านก็เอาเปรียบ พวกผมเยอะท่านประธาน มีอย่างที่ไหนรัฐบาลให้สภาตั้ง ๒๒ คน จากรัฐสภา เด็ก ป. ๔ ก็ไม่เชื่อว่า ๒๒ คน จะเป็นคนกลาง ผมว่าไปถามใครคนก็บอกว่า ๒๒ คนนี้เป็นคน ของรัฐบาลทั้งสิ้น และมิหนำซ้ำมีสิทธิ มีเสียง ในการยกมือเทียบเท่ากับ สสร. ที่มาจาก ประชาชน ที่ผมต้องพูดย้ำเนื่องจากว่าท่านเคยวิพากษ์วิจารณ์เพื่อนสมาชิก ส.ว. ที่มาจาก การแต่งตั้งว่าพวกลากตั้ง พวกลากตั้ง ตอนนั้นผมก็แปลกใจ เอ๊ะทำไมพวกท่านรังเกียจ คนแต่งตั้ง เพราะหลายประเทศ ส.ว. ก็มาจากการแต่งตั้งเหมือนกัน แล้วผมก็เชื่อว่าเขาก็ทำ หน้าที่ได้ดี แต่อะไรที่ท่านพูดแล้วท่านมาทำที่มันคาใจพวกผม แล้วอยู่ ๆ ท่านก็กลับมาบอกว่า สสร. มาจากการแต่งตั้ง ๒๒ คน ก็ในเมื่อท่านรังเกียจพวกแต่งตั้งไม่ใช่หรือ ท่านลองไม่พูดสิครับ ผมจะไม่ว่าเลย แต่เกิดว่าท่านบอกว่าท่านรังเกียจพวกแต่งตั้งท่านก็มาแต่งตั้ง สสร. ๒๒ คน ให้มีศักดิ์ สิทธิ และความสามารถในการยกมือสนับสนุนเท่ากับ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง จังหวัดละ ๑ คน ผมว่ามันไม่แฟร์ (Fair) ท่านเล่นตุนในมือไว้ ๑ ใน ๔ ๑ ใน ๕ ๗๗ คน จังหวัดละ ๑ คน ท่านก็เอาไปอีกอย่างน้อยข้อหนึ่ง ก็เท่ากับว่า สสร. ชุดนี้อาจจะมีคน ของรัฐบาล ๗๐-๘๐ เสียง ใน ๙๙ เสียง มันก็คือรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย โดยพรรคเพื่อไทย แล้วมันอยู่ไม่นานนะท่านประธาน ท่านประธานท่านต้องการเห็นอย่างนี้หรือครับว่าวันดีคืนดี คนก็มาวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่ใช่รัฐธรรมนูญของคนส่วนใหญ่ของประเทศ แต่เป็นของพรรคเพื่อไทย สุดท้ายก็ต้องแก้อีก ผมไม่เรียกร้องท่านอีก ผมก็เรียกร้องท่านส่วนตัวครับ ถ้ามีโอกาส ท่านสามารถทำความดีตรงนี้ละ ท่านทำกติกานี้ให้เป็นรัฐธรรมนูญของคนส่วนใหญ่ มีตัวแทน ทุกภาคส่วนมาร่างกติกาที่เป็นธรรม และอย่าให้เกิดปัญหา ๔ ข้อ เรื่องหมิ่นเหม่ ต่อเรื่องสถาบัน ซึ่งอันนี้ผมสบายใจขึ้นมาเพราะมีการบัญญัติไปแล้ว เรื่องการแทรกแซงศาล เพราะกังวลมากขนาดถุงขนม ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาทยังลืมได้ แทรกแซงองค์กรอิสระ แล้วก็การนิรโทษกรรมครับ ถ้าท่านไม่มี ๓ ข้อนี้ ผมว่าสังคมจะไว้วางใจ แต่พฤติกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมาทุกท่านพูดเป็นเสียงเดียวกันหมดใครจะไว้วางใจละ คุณทักษิณอยู่ที่ประเทศเขมร ก็พูดอย่างนี้ ต้องเป็นไปตามภาคียูเอ็น (UN) แต่ตอนที่ไม่ได้ดั่งใจยูเอ็นไม่ใช่พ่อ แต่อะไร ที่ได้ประโยชน์เราต้องเป็นไปตามภาคีที่เราทำไว้กับยูเอ็น อย่างนี้มันไม่แฟร์ คือท่านอย่าคิดว่า พวกผมตามไม่ทัน ผมตามพวกท่านทันหมด เพียงแต่ว่าหลายคนไม่กล้าพูด แต่ประชาชน บอกผมต้องมาพูดนะ ผมเป็นตัวแทนประชาชนนะท่านประธาน เพราะฉะนั้นอยากจะกราบเรียน ท่านประธานนะครับว่าถ้าท่านใจกว้าง ท่านเอามติพวกผมกลับคืนมา ๑๒ ต่อ ๑๐ ผมทวงครับ เอา ๑๒ ต่อ ๑๐ ของพวกผมกลับคืนมา ก็เท่ากับว่าวันนั้นพวกผมก็จะยืนว่า สสร. ที่มาจาก การเลือกตั้งของประชาชน ๒๐๐ คน ผมเรียกร้องนะครับ ผมขอทวงมติในสภาแห่งนี้ ต่อพี่น้องประชาชนทั้งประเทศว่าพวกผมฝ่ายค้าน กรรมาธิการเสียงข้างน้อยขอทวงมติ พวกผม ๑๒ ต่อ ๑๐ มติของผมมีอยู่ว่า สสร. มาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชน ๒๐๐ คน ตามสัดส่วนของประชากร จังหวัดใหญ่มี สสร. มาก จังหวัดเล็กมี สสร. น้อย เหตุผลที่ถามว่า ทำไมถึงเป็นไปตามสัดส่วน เนื่องจากว่าคนพวกนี้จะมาสร้างพิมพ์เขียวประเทศ คนพวกนี้ ก็จะเป็นตัวแทนของประชาชนกลุ่มต่าง ๆ เขาจะได้สร้างพิมพ์เขียวที่เป็นของคนทั้งประเทศ นอกจากนั้นแล้วถ้าท่านคิดว่ามันยังขัดต่อหลักการอยู่ ผมไม่ว่าเลยครับ คณะกรรมาธิการ เรามีสิทธิขอมติที่ประชุมในการเพิ่มเติมเข้าไปให้มันสอดคล้องกับหลักการ ท่านก็เพิ่มเข้ามา ให้มีการแต่งตั้งโดยสภา อย่างนี้ผมโอเคครับ ให้สภาแต่งตั้ง ๒๒ คน ตามที่ท่านต้องการ ท่านก็จะได้ทั้งแต่งตั้ง แล้วก็เลือกตั้ง แฟร์ครับท่านประธาน ท่านแต่งตั้ง ๒๒ คน เสนอเข้ามาเลย แต่ขอทวงมติพวกผมครับ ๑๒ ต่อ ๑๐ แล้วท่านก็เลือกตั้ง ๒๐๐ คน อย่างนี้ผมเชื่อว่า มันจะทำให้ความหวาดระแวงของพี่น้องประชาชนต่อการเร่งรีบ รวบรัด แก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ไม่มีความหวาดระแวงมากเท่าไร แล้วก็ยิ่งผมตามข่าวเมื่อวานนี้เห็นพี่น้องประชาชน ก็เริ่มนัดระดมพลเห็นว่าวันที่ ๒๑ เมษายนจะเริ่มมีการระดมพล เพราะว่าเขาหวาดระแวง พวกท่าน ประชาชนเขาหวาดระแวงคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก เพราะมาตรา ๒๙๑ มันคือหัวใจครับ ถ้าท่านแก้ไขให้สอดคล้องกับพวกผมเรียกร้อง ผมว่าความหวาดระแวง ของพี่น้องประชาชนก็จะลดน้อยลง ม็อบเกิดขึ้นยากขึ้น แต่ถ้าสูตรนี้ผมว่าม็อบมาแน่นอน และยิ่งรัฐธรรมนูญท่ามกลางการปล้นด้วยนะครับ พูดได้เต็มปากครับ ผมว่ามันอยู่ไม่ได้หรอกครับ ท่านประธานครับ อย่างนั้นพวกผมทวงมติพวกผมครับ ขอขอบคุณครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านประธาน คณะกรรมาธิการเชิญครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านมีอะไรครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ผมขอใช้สิทธิพาดพิงนะครับ ขอผมใช้สิทธิพาดพิงนิดเดียว

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านมีอะไร ที่จริง ท่านใช้สิทธิพาดพิง

นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมาธิการ

ท่านมีสิทธิอยู่แล้วครับ เพียงแต่ว่า ผมหารือท่านประธานกับท่านประธานคณะกรรมาธิการนิดหนึ่ง

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ก็หลังจากนี้ค่อยหารือก็ได้

นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมาธิการ

ไม่ครับ คือเป็นประเด็นที่ท่านกำลัง จะลุกชี้แจงครับ คืออย่างนี้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมาธิการ

คือผมหารือท่านประธานอย่างนี้นะครับว่า ความจริงเป็นสิทธิของคณะกรรมาธิการอยู่แล้วที่จะลุกขึ้นชี้แจง เพียงแต่ว่าขณะนี้ เหลือกรรมาธิการเสียงข้างน้อยอีกไม่กี่ท่าน แล้วผมเข้าใจว่าประเด็นที่เราพูดเราปฏิเสธ ความจริงไม่ได้ครับ เดี๋ยวผมก็ต้องลุกขึ้นพูดเรื่องการลงมติ แล้วก็มีเรื่องที่อาจจะไม่ตรงกัน มีตรงกันบางเรื่อง ที่ผมจะหารือกับท่านประธานก็คือว่าถ้าเป็นไปได้ก็รอพวกผมอภิปรายจบ และท่านประธานคณะกรรมาธิการหรือกรรมาธิการจะชี้แจงครั้งเดียวจะได้ไม่เสียเวลา อันนี้คือสิ่งที่ผมจะหารือ เพราะไม่อย่างนั้นก็จะลุกชี้แจงกันไปมาก็จะเสียเวลานะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ครับ เชิญท่านประธาน คณะกรรมาธิการ คงใช้สิทธิพาดพิงครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

คือจริง ๆ แล้ว ผมยังจะไม่ชี้แจงเหตุผลว่าทำไมเราร่างแบบนี้นะครับ มาตรา ๒๙๑/๑ แต่ผมอยากจะชี้แจง ที่พาดพิงถึงผมในฐานะเป็นประธานคณะกรรมาธิการและทำหน้าที่ในที่ประชุม คณะกรรมาธิการ ก็อยากกราบเรียนท่านสมาชิกสั้น ๆ ว่าพวกเราคงจำได้ในวันที่รัฐสภาลงมติรับหลักการ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ในหลักการชัดเจน ใน (๑) ว่าต้องมี สสร. ที่มาจากการคัดเลือกหรือสรรหา เมื่อหลักการมันเป็นอย่างนี้แล้ว เราเข้าไปพิจารณา จริงอยู่เสียงข้างมากในขณะนั้นก็ลงมติว่าให้มาจากการเลือกตั้งอย่างเดียว แต่ถ้าท่านจะดู ข้อบังคับซึ่งผมก็ได้ชี้แจงไปแล้วนะครับ ผมมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับ ในข้อบังคับ หมวด ๗ นะครับ ว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ข้อบังคับรัฐสภานี้นะครับ ข้อ ๙๖ วรรคสาม บัญญัติชัดเจนนะครับว่า การแปรญัตติเพิ่มมาตราขึ้นใหม่ หรือตัดทอน หรือแก้ไขมาตราเดิม ต้องไม่ขัดกับหลักการแห่งร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉะนั้นในเมื่อมติ ของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากขณะนั้นต้องถือว่าเป็นเสียงข้างมากนะครับ เพราะท่านชนะ มันขัดกับหลักการที่เรารับไปจากรัฐสภา ท่านพิชิต ชื่นบาน ซึ่งเป็นกรรมาธิการ ท่านก็แย้งว่ามันขัดกับหลักการ ท่านก็ขอให้มีการทบทวน โดยเราหยิบยกเอาหลักการ มาพิจารณาก่อนว่า หลักการเขียนว่าอย่างไร เราก็มีหน้าที่ต้องยึดถือหลักการที่เรารับตามที่ ข้อบังคับบัญญัติไว้ ก็มีการทบทวนและลงมติ ในที่สุดทุกอย่างก็เป็นไปตามหลักการ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ ที่กรรมาธิการเสียงข้างมากเราได้บัญญัติมานะครับ ก็ด้วยความเคารพ ในความเห็นของเพื่อนสมาชิก ผมในฐานะเป็นประธานคณะกรรมาธิการผมก็ต้องปฏิบัติ ตามข้อบังคับรัฐสภา ซึ่งเรานำไปใช้โดยอนุโลมกับการประชุมคณะกรรมาธิการด้วย ขอบคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านใช้สิทธิพาดพิง เหมือนกันใช่ไหมครับ เชิญครับ

นายพิชิต ชื่นบาน กรรมาธิการ

ผม พิชิต ชื่นบาน สมาชิกรัฐสภา ในฐานะกรรมาธิการ ขอชี้แจงท่านประธานว่าเหตุการณ์ในวันนั้นผมเห็นว่ามติที่ลงไป มันขัดกับหลักการ หลักการที่รัฐสภารับมาในวาระที่หนึ่ง เพราะฉะนั้นถ้ามันขัดกับหลักการ เราย่อมต้องตัดอีกไม่รู้กี่มาตรา แล้วก่อนจะมีการทบทวนมติผมก็เลยเสนอ ผมนี่ละครับ ผมกล้าหาญพอที่จะประกาศว่าผมเสนอในที่ประชุมเป็นญัตติขอให้พิจารณาหลักการ แล้วพอพิจารณาหลักการเสร็จแล้วก็ปรากฏว่าเสียงข้างมากใครจะติฉินนินทาอะไรก็แล้วแต่ มันเป็นกลไกในระบอบประชาธิปไตย เสียงข้างมากก็มีมติว่าไม่แก้ไขหลักการ เพราะฉะนั้นเมื่อไม่แก้ไขหลักการมันก็ชัดเจนว่าการที่เราจะเดินงานในฐานะกรรมาธิการ ต่อไปได้ เราก็ต้องทำตามหลักการที่รัฐสภาอนุมัติไว้นะครับ อันนี้คือประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ ผมก็เห็นว่าทางคุณหมอวรงค์ ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ จงใจเสียดสีผมหลายครั้งหลายหนนะครับ พูดเรื่องถุงขนม นั่นก็คือหมายความว่าเสียดสีผม ผมก็อยากว่าท่านใจเป็นธรรม ผมเองเข้ามาในสภาแห่งนี้อยากเป็น ส.ส. ที่ดี อยากมีแม่แบบที่ดี ถ้าจงใจจะพูดเรื่องถุงขนมก็ขอให้พูดเรื่องสมาชิกของท่านไปพบเลขานุการ ประธานศาลรัฐธรรมนูญด้วย ผมเคารพ ส.ส. ท่านนั้น ผมจะไม่เอ่ยชื่อ ท่านก็ต้องเอาเรื่อง ที่หนังสือของศาลรัฐธรรมนูญตำหนิหัวหน้าพรรคของท่านที่ปล่อยให้ทนายความไปเพ่นพ่าน ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ท่านต้องพูดให้หมด ชีวิตผมเป็นทนายความ ผมไม่เคยว่าความในคดี ที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย ไม่เคยรับเป็นที่ปรึกษา ใครจะฆ่าคนตายผมไม่เคย รับเป็นที่ปรึกษา หรือรับจ๊อบให้ใคร พ่อแม่พี่น้องผมไม่เคยโกงหรือยักยอกเงินแบงก์ (Bank) แล้วหนี แล้วปล่อยให้ลูกมาเป็น ส.ส. ผมก็ต้องขอพูดชี้แจงอย่างนี้ละครับ แรงมาก็แรงไป ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอเชิญครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอครับ ขอประเด็น ที่พาดพิงที่เสียหาย

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

ผมกำลังเข้าประเด็นครับ คืออย่างน้อยเขาก็พาดพิงมาที่พรรคผมว่ามีเพื่อนสมาชิกของผมไปพบเลขานุการ ศาลรัฐธรรมนูญ แต่สุดยอดวันนั้นท่านรู้ไหมเลขานุการคนนั้นไปเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรี ว่าการกระทรวงสาธารณสุขไปแล้ว สุดยอดมากนะท่านประธาน ผมกลับเข้าเรื่องนี้ดีกว่า ท่านประธานเรื่องหลักการครับ ผมยังยืนยันครับท่านประธานหลักการของรัฐธรรมนูญครั้งนี้มี ๓ ข้อ มติของพวกผม ๑๒ : ๑๐ ที่ท่านปล้นไปมันเขียนว่าพวกผมต้องการให้ สสร. มาจากการเลือกตั้ง ๒๐๐ คน มันยังอยู่ในหลักการข้อที่ ๒ ก็คือสภาร่างรัฐธรรมนูญยังไม่ได้ขัดหลักการครับท่านประธาน แต่พวกท่านพยายามลากพวกผมเพราะพวกท่านมากกว่าพวกผม ผมบอกว่าไม่ได้ขัดตรงไหนเลย มันยังอยู่ในหลักการเพียงแต่ถ้าจะตีความให้แบบเหมือนกับสุดตู่ สุดโต่งอีกข้างหนึ่งก็คือ มันยังไม่ครบหลักการทั้ง ๓ ข้อ แต่การมีสภาร่างรัฐธรรมนูญโดยที่ สสร. มาจากการเลือกตั้ง ประชาชนยังอยู่ในหลักการข้อที่ ๒ ท่านเข้าใจไหม

(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านพิเชษฐ์ ประท้วงหรือครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมประท้วงท่าน ผมไม่ทราบว่าประท้วงหรือว่าอภิปรายคุณหมอวรงค์ ในข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ผมทนฟังท่านมา ตั้งแต่ท่านเริ่มอภิปราย ผมไม่อยากจะประท้วงท่านพูดใส่ร้ายเสียดสี พูดเท็จในสภา บอกว่ารายงานของคณะกรรมาธิการเป็นรายงานโจร เสียงข้างมากปล้นมติเสียงข้างน้อย ทรยศประชาชน เผด็จการรัฐสภา ท่านประธานครับ นายแพทย์วรงค์ เป็น ส.ส. มาหลายสมัย เป็นกรรมาธิการมาหลายครั้งไม่เข้าใจหรือว่ากระบวนการพิจารณาในคณะกรรมาธิการนั้น สามารถทบทวนได้ ทำไมแกล้งโง่อย่างนี้ครับท่านประธานครับ ขอให้ท่านประธาน ช่วยวินิจฉัยด้วยครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรรม กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจำเป็นต้องชี้แจงหลายประเด็นเหลือเกินครับ ๑. ผมไม่แกล้งโง่ ผมไม่รู้ใครโง่กันแน่ คือถ้าแกล้งโง่ผมยืนยันว่าผมไม่โง่ แต่ผมไม่รู้ว่าเขาโง่หรือเปล่าครับ นี่คือประเด็นที่ ๑.

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอครับอย่าว่า กันไปกันมาเลยครับ เอาเข้าประเด็นที่คิดว่าเสียหายจะได้จบครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรรม กรรมาธิการ

ผมกำลังจะเข้าประเด็นครับ ท่านประธาน เพราะบังเอิญมี ๒ มุมกำลังรุมผมอยู่แต่ผมต้องสู้ทั้ง ๒ มุมครับท่านประธาน คือผมย้ำเนื่องจากว่าเพื่อนสมาชิกจากจังหวัดเชียงรายโผล่ขึ้นมาโดยที่ผมก็งง ๆ เหมือนกัน เพราะว่าเรื่องมันผ่านมานานแล้วมาหาว่าผมกล่าวเท็จ ผมยืนยันว่ามันมีการปล้นมติจริง ผมถึงเรียกว่านี่คือมติโจร และผมกล้ายืนยันเพราะมีบันทึกการประชุม

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอครับตรงนี้ หมออธิบายหลายครั้งหลายรอบนะครับ แล้วก็ทางสมาชิกเขาก็บอกว่าเพียงแต่ชี้แจงว่า การกลับมติในกรรมาธิการกลับกันได้อยู่แล้ว ประเด็นมีแค่นี้ครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรรม กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผมคิดว่าอย่างนี้ เป็นคำพูดที่ไม่เหมาะสมครับท่านประธานถ้ามาหาว่าผมกล่าวเท็จในสภา ท่านประธาน ต้องให้เขาถอนครับ เดี๋ยวผมจะได้ชี้แจงกับกรรมาธิการต่อครับ ท่านมากล่าวหาผมกล่าวเท็จในสภา เรากล่าวข้อเท็จจริงทั้งหมด

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอครับถ้าจะให้ถอน เดี๋ยวก็ถอนคนละที สองทีอยู่แล้ว ก็เอาว่าผมพยายามที่จะให้มันไปได้นะครับ เพราะฉะนั้น เอาประเด็นที่ท่านคิดว่าเสียหายแล้วก็ชี้แจงเฉพาะประเด็นนั้นนะครับ ถ้าจะให้ท่านพิเชษฐ์ถอน ผมวินิจฉัยให้ท่านพิเชษฐ์ถอนแล้วผมก็จะวินิจฉัยให้ท่านถอนในส่วนของที่บอกโจรปล้นอะไร มันก็จะไม่จบครับ เพราะฉะนั้นประชาชนเขาฟังเขาใช้ดุลยพินิจได้ครับ เชิญครับ

(นายกุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี ได้ยืนและยกมือขึ้น)

เชิญครับ

นายกุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุทัยธานี

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผม กุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานไม่มีสิทธิมาไกล่เกลี่ย อย่างที่ทำเมื่อสักครู่ ผมประท้วงท่านประธาน เพื่อนสมาชิกกล่าวให้ร้ายหมอวรงค์ ว่าหมอวรงค์เป็น ส.ส. มาหลายสมัยไม่น่าโง่ ผมให้ถอนครับ ท่านประธานต้องพิจารณา ส่วนท่านจะให้คนอื่นถอนอย่างไรเรื่องของท่านครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมขออนุญาตนะครับ ที่จริงผมพยายามที่จะให้เกียรติทุกคนอย่างเต็มที่นะครับ เพราะฉะนั้นกรณีอย่างนี้ มันมีการประท้วงแล้วก็ท่านพิเชษฐ์ก็ประท้วงแล้วก็แสดงความเห็นของท่านว่า ที่ประชุมกรรมาธิการก็สามารถกลับมติตรงนี้ได้อยู่แล้ว เอาว่าผมเตือนท่านพิเชษฐ์ ในกรณีที่บอกว่าโง่ตรงนั้นนะครับ ก็เตือนให้ระมัดระวัง พอสมควรกระมังครับ เชิญครับ

นายกุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุทัยธานี

เรียนท่านประธาน อีกครั้งหนึ่งครับ ผม กุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดอุทัยธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ก็ยังยืนยันคำเดิมนะครับ ท่านครับ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติจะอภิปรายอะไรไม่ว่าครับ แต่ไม่มีสิทธิมาด่าคนอื่นครับ หรือท้าทายคนอื่นอย่างนี้ไม่ถูกครับ ผมเชื่อว่าท่านประธานนั่งบนบัลลังก์ต้องเป็นกลาง ท่านวินิจฉัยครับ ขอให้ถอนครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมวินิจฉัยแล้วครับ คงแค่ตักเตือนเท่านั้นครับ ท่านพิเชษฐ์พอแล้วกระมังครับ เชิญครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

ท่านประธานครับ ผม พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ท่านนายแพทย์วรงค์ ด้วยความเคารพนะครับ ท่านก็บอกว่ารายงานฉบับนี้เป็นรายงานโจร เสียงข้างมากปล้นเสียงข้างน้อย ทรยศประชาชน เผด็จการรัฐสภา นี่คือคำพูดที่นายแพทย์วรงค์ได้พูดในสภาทรงเกียรติแห่งนี้ ใส่ร้ายเสียดสี ท่านประธานครับ นายแพทย์วรงค์ก็เป็นกรรมาธิการในคณะนี้เหมือนกัน ก็แสดงว่าคุณก็เป็นโจรเหมือนกัน คุณมาว่าตัวเองได้อย่างไร

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาล่ะครับ พอแล้วครับ ขอให้จบเถอะครับ คุณหมอครับ ต่อเถอะครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเข้าใจดีว่าท่านประธานต้องการให้บรรยากาศมันดี แต่เวลาผมฟังเพื่อนประท้วง แล้วผมก็อารมณ์ดีขึ้นเลยครับ ผมโอเคเลยครับ ผมไม่ถือสาแล้ว ยกประโยชน์ให้เลยครับ ท่านประธาน เขาก็คงไม่ค่อยเข้าใจอะไรเท่าไร ผมเข้าสู่ประเด็นต่อครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญต่อดีกว่าครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

ผมเข้าสู่ประเด็นนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

เพราะผมต้องย้ำนะครับ ท่านประธานครับ เพราะว่าเรากรรมาธิการคุยกัน เวลาพวกผมคุยในที่ประชุมกรรมาธิการ ท่านประธานสามารถอยู่ เวลามีอะไรขึ้นมาท่านจำประโยคนี้ได้ไหม ในระบอบประชาธิปไตย เมื่อมีการถกเถียงกันต้องลงมติ ท่านจำได้ไหมครับ คือพวกท่านคือมีอะไรนิดหน่อยท่านก็จะลงมติ ในเมื่อท่านแพ้พวกผมไปแล้ว ๑๒ ต่อ ๑๐ แล้วมีการเถียงกันท่านจะเอาเรื่องนั้นเรื่องนี้เข้ามา พวกเราไม่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย เพราะเราถือว่ามติมันมีอยู่แล้ว อย่างนี้มันคาอยู่แล้ว ก็กลายเป็นว่า

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ตกลงคุณหมอใช้สิทธิอะไรครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

ผมกรรมาธิการครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ใช้สิทธิประท้วงหรือว่าอะไรครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

ผมใช้สิทธิพาดพิงในการที่จะเอา ประเด็นที่ยังคาอยู่ครับท่านประธาน ผมกำลังจะโยงประเด็นครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ที่จริงพาดพิงท่านพูดเรื่องนี้ มาหลายรอบแล้ว แล้วก็มาพูดเรื่องเดิมนั่นล่ะครับ ประชาชนเขาได้ยินกันหมดแล้ว หลายรอบแล้วครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

ท่านประธานต้องเห็นใจนะครับ ท่านประธาน คนมันช้ำใจมาก ๆ ท่านประธานเหมือนกับอกหักจากแฟนมันก็มีความรู้สึก อยากจะพูดทั้งวันทั้งคืน ประเด็น ๑๒ ต่อ ๑๐ นอนฝันร้ายมา ๓ วัน ๓ คืนท่านประธาน เพราะดีใจมาก

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอครับ มันวนเวียน ซ้ำอยู่ตรงนี้ครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

คนที่บ้านชอบท่านประธาน เขาโทรศัพท์มาบอกชอบฟังมาก ผมเรียนกับท่านประธานสามารถอีกทีนะครับ คือผมเรียกร้องท่านนะครับ ท่านต้องคืนมติให้พวกผมนะครับ ๑๒ ต่อ ๑๐ เหตุผลท่านฟังไม่ขึ้น ถ้าอ่านข้อบังคับ ข้อ ๙๖ วรรคสาม ผมอ่านให้ฟังนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอครับ ประเด็นนี้ หมอพูดหลายรอบแล้วนะครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

ผมกำลังจะอ่านข้อบังคับ เขาชี้แจง ข้อบังคับ ผมก็ต้องเอาข้อบังคับมาชี้แจงในมุมที่เขาอ่านไม่ครบ มันมีมุมที่ท่านอ่านไม่ครบนะครับ ท่านประธาน ผมอ่านให้ฟังนะครับว่าการแปรญัตติเพิ่มมาตราขึ้นใหม่หรือตัดทอนหรือแก้ไข มาตราเดิมต้องไม่ขัดกับหลักการแห่งร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม ผมถามท่านประธานว่า ของกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่มีการเลือกตั้งตรงจากพี่น้องประชาชน มันขัดกับหลักการ ๓ ข้อไหม มันก็ไม่ได้ขัดครับ และเพียงแต่ถ้าท่านคิดว่ามันไม่ครบ สุดท้ายยังมีการเขียนไว้อีกว่า เว้นแต่การแก้ไขเพิ่มเติมมาตราที่เกี่ยวเนื่องกับหลักการนั้น ซึ่งท่านก็มีสิทธิที่จะแก้ไขเพิ่มเติม ถ้าท่านต้องการให้มีการแต่งตั้งจากสมาชิกรัฐสภา เพราะฉะนั้นผมคิดว่ามติ ๑๒ ต่อ ๑๐ ท่านคืนพวกผมเถอะ แล้วท่านก็แต่งตั้งของท่านขึ้นมา จะเอา ๒๐ คน ๓๐ คน ก็แล้วไป

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอครับ มีผู้ประท้วง อีกแล้วครับ ผมว่าจบแล้วกระมังครับ มันหลายรอบแล้วครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

อันนี้มันคือหัวใจครับท่านประธาน ผมอยากจะย้ำกับประธานว่ามาตรา ๒๙๑/๑

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

หมอจะไม่พูดเรื่องอื่นเลยหรือครับ จะขออย่างนี้ตลอดทั้งคืนหรืออย่างไร มันจบแล้วครับ มันหลายรอบแล้วครับ ๓ รอบ ๔ รอบแล้วครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

เราจะเสียเวลาทั้งหมด เฉพาะมาตรานี้ท่านประธาน มาตราอื่นมันจะไหล

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอครับ มันวกวน ซ้ำซาก ผิดข้อบังคับชัดเจน มันหลายรอบแล้วครับ ประเด็นนี้คนเขาฟังหลายรอบแล้วครับ เฉพาะคุณหมอ พูดคนเดียวก็หลายรอบแล้ว ผมว่าพอสมควรแล้วกระมังครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

ผมกราบเรียนท่านประธานสามารถ ตามประเด็นที่ผมกล่าวนะครับ แล้วผมจะยุติเพียงแค่นี้ครับ ขอให้ท่านได้ชี้แจงให้ชัดเจนด้วยครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ใครชี้แจง คุณหมอนะครับ เชิญครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ฐานะสมาชิกรัฐสภาเป็นกรรมาธิการ ประเด็นที่ผมจะขอ อนุญาตชี้แจงสั้น ๆ ประเด็นเดียวครับ จากฟังเพื่อนสมาชิกในฐานะกรรมาธิการ ได้สงวนความเห็นแล้วก็อภิปรายต่อสภา ผมถือว่าเป็นข้อเท็จจริงนะครับ จะตรงกับท่านหรือไม่ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ประเด็นมติ ๑๒ ต่อ ๑๐ ต้องขอเรียนย้ำว่าเป็นมติที่ท่านประธานสามารถ ถามเรื่องว่าจะรับร่างของคณะรัฐมนตรีในมาตรา ๒๙๑/๑ จะเห็นด้วยหรือไม่ ก็คือรับเป็นร่างหลักของกรรมาธิการไหมนะครับ คำถามอยู่ในนี้ครับ จะรับร่างคณะรัฐมนตรี ในมาตรา ๒๙๑/๑ หรือไม่นะครับ ผลก็ยกมา ๑๒ ต่อ ๑๐ นั่นคือไม่รับนะครับ แต่จะแปลความว่า ๑๒ ต่อ ๑๐ เป็นเสียงเพื่อไปเอา ๒๐๐ ไม่ได้นะครับ ต้องเรียนอย่างนี้นะครับ เพราะว่าขั้นตอนต่อไปก็จะมีการโหวต ๙ ร่างที่กรรมาธิการเสนอความเห็นเข้ามาเป็นร่าง อีก ๙ ร่าง ต้องเน้นนะครับ ๙ ร่าง เพราะมี ๑๐ ท่าน ๑๐ ท่านคือท่านสมาชิกวุฒิสภา ท่านหนึ่งแปรญัตติ คล้ายคลึงใกล้เคียงกับท่านกรรมาธิการอีกท่านหนึ่ง ก็ถือเป็นร่างเดียวกันนะครับ ก็เป็น ๙ ร่าง เมื่อจะโหวต ๙ ร่าง วิธีการโหวตท่านประธานสามารถจะถามเหมือนกับร่างแรก ก็ถูกทักท้วงว่าอาจจะเป็นกระบวนการที่ออกเสียงไม่ถูกต้อง ท่านประธานสามารถก็ให้โอกาส ในประเด็นนั้น เพราะว่าต้องถามทุกคนนะครับ เพราะทุกคน ๙ ร่างมันก็จะไม่ผ่าน พูดง่าย ๆ มี ๙ คนแปรญัตติ ๙ ร่าง พอถามร่างที่ ๑ ที่เป็นร่างรวมของท่าน ส.ว. กับของท่านสมาชิก สมาชิกทั้ง ๙ คนแล้วก็ ๑๐ คนนี้ยกมือหมด ความหมายก็คือว่าต่อไปนี่ท่านเสนอว่า ต่อไปใน ๙ ร่างต้องออกสิทธิได้ครั้งเดียวนะครับ ทุกคนออกสิทธิได้ครั้งเดียว มันก็มีคำถามว่า คนที่ไม่เห็นด้วยออกเสียงอย่างไร จะออกเสียงอย่างไร ก็เลยมีข้อเสนอว่ามีอีก ๒ ร่างที่เรารับร่วมมา ถ้าจะโหวต ลักษณะอย่างนั้นก็เป็น ๑๑ ร่าง แล้วโหวตพร้อมกัน ทุกคนมีสิทธิออกเสียงทั้งหมด ไม่เป็นที่ยุติครับ เนื่องจากเพื่อนสมาชิกไม่เห็นด้วย มีการไม่ขอเข้าร่วมองค์ประชุม ผมเองก็ขอร้องท่านประธานว่าพักประชุมไปเพื่อจะหาวิธีการ มันก็หยุดแค่นั้น เพราะฉะนั้น การออกเสียงครั้งนั้นยังไม่สิ้นสุดกระบวนความ สรุปข้อเท็จจริงในเรื่องของ ๑๒ ต่อ ๑๐ ไม่ใช่เป็นคะแนนโหวตเพื่อเอา สสร. ๒๐๐ นะครับ ต้องกราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพครับ

(นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

สรุปแล้วประท้วงเรื่องอะไรครับ ไม่มีใครผิดข้อบังคับ นี่เป็นการชี้แจงข้อเท็จจริงเท่านั้นเองครับ ก็ในเมื่อท่านอภิปราย เสียจนยืดยาวแล้วก็วนอยู่ประเด็นนี้หลายรอบ กรรมาธิการเสียงข้างมากเขาก็ชี้แจง ข้อเท็จจริงก็ไม่เห็นมีผิดข้อบังคับตรงไหน ผมก็ไม่เข้าใจว่าท่านบุญยอดจะประท้วงเรื่องอะไร แล้วก็มีท่านวรชัยประท้วงไว้ก่อนหน้านั้นด้วย ผมว่าพอสมควรแล้วกระมังครับ ก็ชี้แจงประเด็นนี้ก็จบแล้วนี่ครับ ท่านบุญยอดจะประท้วงใครครับ ประท้วงประเด็นไหนครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

เรียนประธานรัฐสภาครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงต่อการชี้แจงข้อเท็จจริงของคุณหมอชลน่านนะครับ สิ่งที่ผมถืออยู่นะครับท่านประธาน คือบันทึกการประชุม วันพุธที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๕ คณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในหน้าที่ ๖ นะครับ หลังจากผลการลงมติเห็นด้วยกับร่าง ของคณะรัฐมนตรี ๑๐ เสียง เห็นด้วยกับความเห็นของกรรมาธิการในร่างที่แตกต่างไปจากร่าง ของคณะรัฐมนตรี ๑๒ เสียง จากนั้นที่ประชุมได้เสนอถึงแนวทางที่จะต้องดำเนินการต่อไป โดยมีความเห็นออกเป็น ๒ แนวทางดังนี้

แนวทางที่ ๑ เสนอว่ากระบวนการที่จะต้องดำเนินการต่อไปก็คือสอบถาม ที่ประชุมว่าจะใช้ความเห็นที่แตกต่างไปจากร่างของคณะรัฐมนตรี ของกรรมาธิการผู้ใดเป็นหลัก ในการพิจารณาแทนร่างมาตรา ๒๙๑/๑ ของคณะรัฐมนตรีที่ตกไป นี่แนวทางที่ ๑ นะครับ

แนวทางที่ ๒ เสนอให้นำเอามาตรา ๒๙๑/๑ ของร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... อีก ๒ ฉบับ คือเสนอโดยนายสุนัย จุลพงศธร กับคณะ และนายภราดร ปริศนานันทกุล กับคณะ ซึ่งที่ประชุมรัฐสภาได้ลงมติ รับหลักการรวมมากับร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ของคณะรัฐมนตรี มาใช้เป็นหลักในการพิจารณามาตรา ๒๙๑/๑ แทนร่างของคณะรัฐมนตรี ที่ตกไป ที่ประชุมได้อภิปรายแสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวางแต่ยังไม่สามารถ หาข้อสรุปในเรื่องดังกล่าวได้ จึงเลื่อนการพิจารณาไปในการประชุมคณะกรรมาธิการ ครั้งต่อไปครับ ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องอื่น ๆ ไม่มีนะครับ ประชุมพอสมควร แล้วประธานคณะกรรมาธิการกล่าวขอบคุณผู้ร่วมประชุมทุกท่านแล้วกล่าวปิดประชุม เลิกประชุมเวลา ๑๒.๓๐ นาฬิกา นายรัฐภูมิ คำศรี นิติกรชำนาญการ ผู้จดบันทึกการประชุม นายอโณทัย รอดมุ้ย ผู้ช่วยเลขานุการในคณะกรรมาธิการ ผู้ตรวจบันทึกการประชุม พิมพ์พิชชา พิมพ์นะครับ ชัดเจนนะครับว่านี่เป็นบันทึกการประชุมจริงมีอยู่เพียงแค่ ๒ แนวทางเท่านั้นและของคณะรัฐมนตรีตกไปแล้วครับ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาต ชี้แจงเป็นข้อเท็จจริงบันทึกไว้ในที่ประชุมแห่งนี้ จะได้รู้กันว่าใครพูดจริงพูดเท็จ ประชาชน จะได้ตรวจสอบพิสูจน์กันได้ครับ ขอบพระคุณครับ
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ครับ ใช้สิทธิพาดพิง เฉพาะประเด็นตรงนี้นิดเดียวเท่านั้นนะครับ คุณหมอครับ เชิญครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว กรรมาธิการ

ขอบคุณท่านประธานครับ ท่านประธานที่เคารพ ผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา ฐานะกรรมาธิการ ต้องกราบขอบคุณท่านบุญยอดผ่านท่านประธานนะครับที่ได้กรุณา เอาข้อเท็จจริงมาได้นำเสนอต่อรัฐสภาแห่งนี้เสมือนกับที่ผมได้กล่าวไป เพราะรายงานนี้ เป็นบันทึกรายงานที่ผมเองได้ดูมา เนื้อหาตรงกันครับ เพียงแต่ถ้อยคำที่เขียนเท่านั้นที่ไม่ตรง ก็มีการทักท้วงในที่ประชุมกรรมาธิการ ฝ่ายเลขานุการบันทึกว่านำมาเป็นร่างหลัก ผมทักท้วง บอกว่ามันไม่ใช่ ต้องนำมาเป็นร่างกรรมาธิการในการพิจารณาว่าจะใช้ร่างใดพิจารณา เป็นร่างกรรมาธิการ เพราะร่างหลักที่รับมาจากรัฐสภาตกไปแล้ว นี่ตรงกันครับ ไม่ได้เถียงท่านเลย แต่ว่าเสนอเข้าไปแล้วอีก ๒ ร่าง ฝ่ายเสียงข้างน้อยไม่เห็นด้วยนะครับว่า ไม่ให้เรานำมาพิจารณา แทนที่เราจะเอา ๑๑ ร่างนี่มาออกคะแนนรวมกันทั้งหมดว่าจะเอา ร่างใดมาเป็นร่างกรรมาธิการ ขั้นตอนนี้ไม่ผ่าน พอไม่ผ่านปุ๊บนี่ครับ ก็เลยต้องมีการทบทวน ว่าจะทำอย่างไร ก็เข้าสู่กระบวนการทั้งหมด เพราะฉะนั้นตรงกันครับไม่ได้มีข้อใด ผิดแผกแตกต่างไป ผมชี้แจงในฐานะที่เป็นกรรมาธิการอยู่ตลอดนะครับ ไม่ได้เสียหาย แต่ว่าอยากให้มันถูกต้องเท่านั้นเองครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

จบนะครับ ขอท่านวิรัตน์ กับท่านอนันต์เห็นยกมือ ขอท่านวิรัตน์ก่อนก็แล้วกัน

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ กรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภา ผม วิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และในฐานะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เสียงข้างน้อย ก่อนอื่นต้องขออนุญาต ใช้เวลาเล็กน้อยเพื่อชี้แจงประเด็นที่ถูกพาดพิงมาถึงพรรคประชาธิปัตย์ ผมกราบเรียน ท่านประธานว่าโดยอาชีพผมเป็นทนายความตั้งแต่ก่อนเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และปัจจุบันก็ยังทำหน้าที่ และเผอิญว่าผมได้ทำหน้าที่เป็นคณะทำงานของฝ่ายกฎหมาย ในศาลรัฐธรรมนูญตั้งแต่คดียุบพรรคไทยรักไทย คดีที่พรรคไทยรักไทยขอให้ ยุบพรรคประชาธิปัตย์ คดีพรรคพลังประชาชนและคดีที่พรรคประชาธิปัตย์ถูกขอให้ยุบพรรค โดยที่สมาชิกพรรคของท่านไปกดดัน กกต. ว่าถ้าไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์จะยุบชีวิต กกต. อันนี้ผมไม่ได้หาเรื่องเพียงแต่โยงเรื่องให้ท่านประธานเห็นว่าในฐานะที่ผมเกี่ยวข้องกับพรรค ในฐานะฝ่ายกฎหมายมาตลอด ถ้าผมไม่ชี้แจงก็จะเสียหาย กรณีที่พาดพิงมาที่อยากจะชี้แจง ก็คือที่เพื่อนสมาชิกรัฐสภากล่าวหาว่าศาลรัฐธรรมนูญมีหนังสือมาถึงหัวหน้าพรรคผมบอกว่า ให้ดูแลทนายอย่าไปเพ่นพ่านที่ศาลนะครับ ต้องเรียนด้วยความเคารพครับว่า ผมอยู่ในเหตุการณ์ ท่านพิชิตเข้าใจว่าไม่อยู่ในเหตุการณ์นะครับ เหตุการณ์ที่ผมอยู่ในวันนั้น เป็นวันตรวจเอกสาร เรียกว่า ตรวจบัญชีพยาน อดีต ส.ส. ที่ท่านว่าคือ ทศพล เพ็งส้ม

(นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญท่านวรชัยครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงท่านประธานตามข้อ ๕ ครับ ปล่อยให้คนลุกขึ้นประท้วง อภิปรายนอกประเด็นครับ ท่านต้องรักษาความเรียบร้อยในการประชุมครับ ท่านประธานครับ แล้วก็อีกเรื่องหนึ่งครับ การอภิปรายถ้าทำผิดข้อบังคับไม่ว่า ข้อ ๔๓ หรือข้อ ๙๙ ท่านประธานรัฐสภาต้องใช้ข้อบังคับ ข้อ ๔๔ ครับ ท่านสามารถให้หยุดการอภิปรายได้เลยนะครับ ไม่อย่างนั้นยืดเยื้อยาวนานครับ อภิปรายมาตั้งแต่เช้า ๕-๖ ชั่วโมงแล้วครับ ท่านประธานครับ ยังไปไม่ถึงไหนเลยครับ ถ้าอภิปรายนอกประเด็นซ้ำซากอย่างนี้ ท่านต้องรักษาข้อบังคับ ให้เคร่งครัดครับ ข้อ ๔๔ ครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ ให้ท่านวินิจฉัยด้วยนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านวรชัย ประเด็นของท่านวิรัตน์ ท่านใช้สิทธิที่โดนพาดพิงเมื่อครู่พาดพิงกัน แต่ทีนี้ประเด็นนี้มีผู้ได้ชี้แจงไปแล้ว ถ้าท่านวิรัตน์ยังติดใจก็ขอเวลากระชับอย่าเกิน ๑ นาทีเลยครับ เอาสั้น ๆ ครับ เพราะเป็นเรื่องเก่าซึ่งจะทำให้ยืดเยื้อกัน เป็นเรื่องของข้อเท็จจริง ฉะนั้นขอท่านสัก ๑ นาที

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ กรรมาธิการ

ขอบพระคุณครับ ท่านทศพล เพ็งส้ม วันนั้นเป็นวันตรวจบัญชีพยาน ผมแล้วก็หลายคนไป พอตรวจบัญชีพยานเสร็จ คุณทศพล มีธุระออกไปข้างนอกก่อน เจ้าหน้าที่จะให้เซ็นเอกสาร พอให้เซ็นเอกสารคุณทศพลไป ผมเซ็นเสร็จผมก็กลับ จนต้องตามคุณทศพลมาอีกรอบหนึ่ง เท่านั้นเองละครับ ท่านประธานครับ กลายเป็นเรื่องใหญ่ อันนี้ผมชี้แจงสั้น ๆ ภายในเวลาไม่ถึง ๑ นาที เพื่อให้ทราบว่าจริง ๆ แล้ว พวกผมไม่เคยไปยุ่งเกี่ยวกับศาล ผมเคารพศาล แล้วก็ปฏิบัติตนสม่ำเสมอต่อศาล ไม่ก้าวล่วง ไม่วิ่งเต้นอะไรทั้งสิ้น กราบเรียนท่านครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอจบประเด็นนี้ครับ ท่านได้ชี้แจงชัดเจนแล้วครับ

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ กรรมาธิการ

โอเคครับ ทีนี้ในฐานะที่ผมเป็น กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ความจริงในประเด็นนี้ผมเป็นเสียงข้างมากครับ ท่านประธานครับ แต่ไม่อภิปรายซ้ำนะครับ ความจริงผมจะต้องมาปกป้องร่างนี้ว่าเพราะเหตุใดจึงควรจะยืนยัน ถึง ๒๐๐ คน ผมต้องขอบคุณท่านวุฒิสมาชิก ท่านคุณหมอเจตน์นะครับ แล้วก็เพื่อนสมาชิกฝ่ายค้าน ที่เห็นว่าตัวเลข ๒๐๐ คนของ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งตรงของประชาชนจะเป็นตัวเลขที่ดีที่สุด เหตุผลคืออะไรครับ เหตุผลก็คือว่า ๑. พวกผมก่อนจะมาเสนอไปฟังความเห็น จากพี่น้องประชาชนทุกภาคของประเทศ ท่านอาจารย์โคทม อารียา ขอประทานโทษเอ่ยนาม แต่ว่าไม่เสียหาย พวกผมก็ไปฟังภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ ภาคกลาง กรุงเทพมหานคร ฟังหมดครับ ทุกคนยืนยันคือ ๒๐๐ คน ไม่มีนักวิชาการ พูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่า พวกผมไม่เคารพ ไม่เชื่อนักวิชาการ แต่ต้องยอมรับท่านประธานครับว่า ๗๗ คนกับ ๒๒ คน เป็นตัวเลขที่ล็อก (Lock) ได้ ๗๗ มาจากจังหวัดละ ๑ คน ๗๗ จังหวัด แน่นอนเลือกตั้งมา จังหวัดไหนที่เลือกพรรคเพื่อไทยก็คงได้ สสร. ที่มีแนวทางไปทางนั้น สสร. ที่มาจากจังหวัด ที่เลือกพรรคอื่นก็น่าจะได้แนวทางตามแนวของพรรคนั้น ๆ เพราะฉะนั้นคิดง่าย ๆ ครับ ๗๗ จังหวัด ๗๗ คน ผมเข้าใจว่าในส่วนนี้มาจาก สสร. ที่มีแนวทางทางเดียวกับ พรรคเสียงข้างมากอย่างน้อย ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ส่วนอีก ๒๒ คน ท่านประธานครับ มาจากนักวิชาการ นักวิชาการหลากหลายแน่นอน แต่คนที่จะเข้าสู่ตะแกรงรัฐสภานี้ แน่นอนเป็นไปตามเสียงข้างมาก เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่า ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๒๒ คน มาจากคนที่เสียงข้างมากต้องการ ก็แปลว่า ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ของนักวิชาการเป็นไปตาม ที่เสียงข้างมากกำหนด ตรงนี้เองนะครับ เป็นการทำลายหลักการสำคัญของประชาธิปไตย ก็คือทำตามเสียงข้างมาก แต่ไม่คำนึงถึงเสียงข้างน้อย ซึ่งผมก็ท้วงไว้ตลอด แล้วก็พยายามอภิปรายกับท่านทั้งหลาย จนในที่สุดกรรมาธิการเสียงข้างมากเห็นด้วยว่า ต้อง ๒๐๐ คน ตามข้อเสนอของนายวิรัตน์ กัลยาศิริ และคุณหมอเจตน์ ศิรธรานนท์ ท่านวุฒิสมาชิกซึ่งเป็นกรรมาธิการในขณะนั้น กราบเรียนท่านประธานครับว่า ถ้าเลือก ๒๐๐ คนอย่างที่พวกผมเสนออย่างเดียว เลือกตั้งตรง ๑ คนเข้าคูหากาได้เบอร์เดียว ถ้าอย่างนี้เราจะได้ตัวแทนของเสียงข้างมากและได้ตัวแทนของเสียงข้างน้อย ทำไมผมพูดอย่างนี้ครับ สมมุติจังหวัดสงขลาบ้านผม ๔ คน คนที่พวกผมอยากเลือกก็กา ๆ คนนั้นก็จะได้เสียงข้างมาก แต่ว่าสุดท้ายคนที่ ๓ คนที่ ๔ คนที่เป็นเสียงข้างน้อยในจังหวัดสงขลาก็จะได้คนที่ ๓ คนที่ ๔ เช่นเดียวกันกับกรุงเทพมหานครท่านประธาน ๑๘ คน คนกรุงเทพมหานครอยากเลือกใคร ก็กาเบอร์ต้น ๆ เข้าไป ใส่เข้าไปเยอะ ๆ แต่คนที่ ๑๗ คนที่ ๑๘ ก็จะเป็นตัวแทนของเสียงข้างน้อย ถ้าอย่างนี้นะครับ ท่านประธานครับ เราก็จะได้เสียงข้างมาก เราก็จะได้เสียงข้างน้อย แล้วท่านประธานไม่ต้องกลัวหรอกครับว่า ๒๐๐ คนนี้เข้ามาร่างรัฐธรรมนูญไม่เป็น ผมเห็น ส.ส. ก็ไม่เห็นมีนักวิชาการ ก็มาจากการเลือกตั้ง แต่ละคนก็ผลิตกฎหมายได้มากมาย ไม่ว่าท่านประธานสามารถ ท่านไพจิต ทุกคนทำได้ทั้งนั้น ทำได้ดีด้วย ส.ว. ก็เช่นเดียวกันนะครับ เพราะฉะนั้นสั้น ๆ ย่อ ๆ ในมาตราอื่น ผมค่อยสงวนไว้ในมาตราอื่น เพื่อประหยัดเวลา ของที่ประชุมนะครับ ต้องกราบเรียนว่าถ้าเลือก ๒๐๐ คน เลือกตั้งตรงทั้งหมด ผมเชื่อว่า จะทำให้การดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญของ สสร. ที่ว่านี้จะได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย ความเห็นต่างต้องเป็นสิ่งที่ดีนะครับ เมื่อความเห็นต่างมันจบกันได้ ยุติกันได้ ความเห็นเหล่านั้นก็จะเกิดประโยชน์ แต่ว่าถ้ามีนัยทางการเมืองแฝงเร้น ถ้ามีเป้าหมายว่า จะต้องเอาอย่างนั้น จะต้องเอาอย่างนี้ จะต้องเอามาตรา ๓๐๘ มาตรา ๓๐๙ ออก จะต้องล้มศาล จะต้องแก้ไของค์กรอิสระ ถ้าตั้งธงอย่างนั้น อันนี้ผมเข้าใจได้ว่าจะต้องเลือก ๙๙ คน แต่ถ้าปล่อยให้ สสร. ทำงานอย่างเต็มที่ ท่านประธานครับ ผมเชื่อว่า ๒๐๐ คน จะเป็นประโยชน์มากกว่า ผมใช้เวลาแค่นี้ครับ ท่านประธานครับ ไม่ได้เสียเวลาใครทั้งสิ้น ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ เรียนด้วยความบริสุทธิ์ใจนะครับ มาตรานี้สมาชิกสงวนความเห็น สงวนคำแปรญัตติไว้ ๑๐๐ กว่าท่าน ก็สงวนคล้าย ๆ กันหมดเลย ส่วนจำนวนของ สสร. ผมก็ยังแปลกใจว่า ท่านจะอภิปรายไม่ให้ซ้ำกันได้อย่างไร ก็สรุปแล้วก็คงได้พูดวนกันอยู่ตรงนี้ละทั้งคืน เพราะฉะนั้นถ้าท่านจะกรุณาช่วยบริหารให้ด้วยนะครับ ผมเองก็ไม่รู้ว่าจะอภิปรายแบบไหน มันถึงจะไม่ซ้ำและไม่วนเวียน เพราะสงวนจำนวน สสร. เหมือนกันหมดเลย ถ้ากรุณา ก็ช่วยดูด้วยนะครับ ผมก็ไม่อยากจะไปทักท้วงให้เสียความรู้สึกครับ ท่านต่อไป เชิญท่านสาธิตนะครับ เชิญครับ ไหนครับ ใครหรือครับ คุณหมออนันต์ เชิญครับ ขออภัยครับ ท่านสาธิต เดี๋ยวท่านต่อจากคุณหมออนันต์ครับ

นายอนันต์ อริยะชัยพาณิชย์ กรรมาธิการ

กราบขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ กระผม นายแพทย์อนันต์ อริยะชัยพาณิชย์ ครับ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการครับ กระผมขออภิปรายมาตรา ๒๙๑/๑ นะครับ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งมีการเพิ่มหมวด ๑๖ การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่นะครับ ผมจะพูดประเด็นสั้น ๆ ไม่ได้ยาวนะครับ ผมก็เรียนว่า ทางสมาชิกวุฒิสภาส่วนใหญ่ก็จะพูดสั้น ๆ อยู่แล้วนะครับ ประเด็นที่ผมจะได้กล่าวก็คือว่า การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะร่างนี้จะดีกว่าฉบับปี ๒๕๕๐ ที่ว่าไม่ดีนะครับ เป็นอย่างไรครับ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องดูที่มาของผู้ที่จะไปร่างก็คือ สสร. นะครับ ถ้าที่มาของ สสร ไม่ดี รัฐธรรมนูญก็ออกมาไม่ดีด้วยนะครับ ในมาตรา ๒๙๑/๑ ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามหมวดนี้ ประกอบด้วยสมาชิกดังต่อไปนี้ซึ่งก็มีการกล่าวมามากแล้ว ผมขอไปสั้น ๆ เลยนะครับ สมาชิกจากการเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คน ๗๗ คน อันที่ ๒ สมาชิกจากการคัดเลือก โดยที่ประชุมของรัฐสภาจำนวน ๒๒ คน ก็มีผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ กฎหมายมหาชน ๖ คน รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ ๖ คนนะครับ ผู้ที่มีประสบการณ์ทางการบริหารราชการแผ่นดิน เป็นต้น ๑๐ คน ซึ่งผมไม่เห็นด้วยกับในแนวทางนี้ ท่านประธานครับ ที่จริงวันนี้ผมอาจจะ ไม่จำเป็นต้องมาพูดแล้วครับ เพราะว่าผมเป็นกรรมาธิการอยู่ด้วยนะครับ แต่ก็ไม่ได้เป็นเสียงข้างมาก แต่จริง ๆ ผมก็ไม่ทราบว่าผมเป็นเสียงข้างมากหรือเสียงข้างน้อย เพราะผมก็เป็นตัวของผมเอง ซึ่งในขั้นกรรมาธิการผมก็ประชุมอยู่ด้วย ได้มีการลงมติแล้ว ไม่เห็นด้วยกับร่างมาตรา ๒๙๑ ของคณะรัฐมนตรีด้วยคะแนน ๑๒ : ๑๐ ไปแล้ว มีผู้กล่าวมาแล้วมากมายนะครับ แต่มีการลงมติกันใหม่ให้คงร่างของคณะรัฐมนตรีไว้ ผมจึงต้องสงวนความเห็นที่ต้องมาชี้แจง ในที่ประชุมสภาแห่งนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นซึ่งผมเองก็อยากเรียนท่านประธาน และที่ประชุม ผมงงมากเลยนะครับ และหลังจากที่ผมงงกันไปแล้วผมก็เซ็งมากเลย อย่างไรก็ตามเมื่อมันเป็นเช่นนั้นผมก็ต้องดำเนินการทำหน้าที่ของผมต่อไป ท่านประธานครับ ในวาระที่หนึ่งหลาย ๆ ส่วนก็ไม่เห็นด้วยในการที่จะมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แม้กระทั่ง ในวันนี้ก็ยังมีคนที่กล่าวถึงอยู่ตลอดเวลานะครับ ในวาระที่สองนี้ก็ยังมีแสดงให้เห็นอีกว่า มีความไม่เห็นด้วยที่จะเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คือจริง ๆ แล้วถ้าเมื่อเห็นว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับที่เราใช้อยู่มีมาตราไหนไม่ดี เราค่อยแก้ไขมาตรานั้น ซึ่งก็แก้ไขได้ตามมาตรา ๒๙๑ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เขียนไว้ ซึ่งมีวิธีการแล้วก็เงื่อนไขเราก็แก้ไขได้ซึ่งเราก็เคยแก้ไขไปแล้ว ปีที่แล้วเราก็แก้กันไปแล้ว ผมว่าเราโชคไม่ดีในมาตรา ๒๙๑ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ไม่ได้เขียนไว้ว่าการแก้ไขเพิ่มเติมจะเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เลยไม่ได้เขียนไว้ว่า ห้ามเขียน เขียนไม่ได้ เพราะฉะนั้นวันนี้เราเลยต้องมาพูดกัน ซึ่งอันนี้ก็คงจะเป็นความเห็นอันหนึ่ง ที่เก็บไว้ว่าวันหลังจะร่างรัฐธรรมนูญไม่อยากให้เขาแก้ให้ระบุไว้เลย เพราะฉะนั้น มาตรา ๒๙๑ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ไม่ได้ระบุว่าการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ห้ามเขียน ได้แต่การแก้รัฐธรรมนูญเราจะได้อายุยืนยาวนะครับ ไมใช่อายุยืนแค่ ๔ ปีเปลี่ยนฉบับหนึ่ง ๔ ปีเปลี่ยนฉบับหนึ่งนะครับ มีการกล่าวกันว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้นมาจากการปฏิวัติ ก็เป็นต้นไม้พิษนะครับ เพราะฉะนั้นผลที่ออกมาก็เป็นพิษ แต่ผมว่าแนวทางที่กำลังจะทำอยู่นี้ ก็ไม่ต่างกับการปฏิวัติเช่นเดียวกัน ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็มีแนวทางจากเสียงข้างมาก ทำให้รัฐธรรมนูญที่จะได้มาก็จะมีคนไม่ชอบเช่นเดียวกันเพื่อที่จะไม่ให้เป็นอย่างที่ว่า ผมเป็นสมาชิกวุฒิสภาก็อยากจะช่วยให้มันไปได้ด้วยดี อยากจะขอสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ ช่วยกันดูแล ช่วยกันออกแบบผู้ที่จะไปร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่คือหัวใจของการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญคราวนี้ก็คือช่วยกันทำคลอด สสร. ที่ดี ไม่มีที่ติมาจากประชาชนอย่างแท้จริง ทำการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นฉบับประชาชนให้ได้และใช้ได้ตลอดไป ไม่เป็นของคนใดคนหนึ่ง ไม่ให้ถูกอ้างหรือถูกฉีกอีก ไม่ว่าจะโดยปฏิวัติหรือฉีกรัฐธรรมนูญโดยวิธีการทางรัฐสภาอีก ฉะนั้นก็จำเป็นต้องดูที่มาของ สสร. ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุด

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอครับ คุณหมอ สงวนความเห็นโดยที่จะแก้ไข ๗๗ คนบวก ๒๒ คนเป็น สสร. จำนวน ๒๐๐ คน คุณหมอสงวนประเด็นนี้เท่านั้นนะครับ

นายอนันต์ อริยะชัยพาณิชย์ กรรมาธิการ

ครับ ได้ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เพราะฉะนั้น ๒๐๐ คนที่ว่า มันดีกว่า ๗๗ คนบวก ๒๒ คนอย่างไร

นายอนันต์ อริยะชัยพาณิชย์ กรรมาธิการ

ต้องว่าของที่ร่างเป็นอย่างไร ไม่ดีก่อนนะครับ เพราะฉะนั้นจำเป็นต้องดูที่มาของ สสร. นะครับ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุด จะเห็นว่าในร่างของคณะรัฐมนตรี ประเภทที่ ๑ สมาชิกมาจากการเลือกตั้งโดยตรง จากประชาชน ๗๗ คน จากจังหวัดละ ๑ คนนะครับ จะเห็นว่าการเลือกตั้งสามารถล็อกได้ สามารถกำหนดได้ ซึ่งผู้ที่ผ่านการเลือกตั้งมาจากจังหวัดต่าง ๆ ก็จะทราบด้วยเป็นอย่างดี เช่นเดียวกับผมนะครับ ไม่ว่าท่านจะเก่งแค่ไหน ท่านมีความสามารถแค่ไหนในจังหวัดที่ท่านอยู่ ถ้าอยู่ ๆ จะไปลงเลือกตั้ง ท่านไม่ได้รับเลือกหรอกครับ ต้องมีหัวคะแนน ต้องมีเครือข่าย ก็ดังที่ทราบนะครับ การเลือกตั้งมากครั้งเท่าไรเครือข่ายหัวคะแนนก็ยิ่งแข็งแรงเท่านั้น แข็งแกร่งเท่านั้น เพราะฉะนั้นเขาจะให้ใครก็ได้นะครับ

ประเภทที่ ๒ สมาชิกที่ ๒๒ คนมาจากผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ ที่ได้กล่าวไว้แล้วนะครับ กฎหมายมหาชน ๕ คน รัฐประศาสนศาสตร์ ๕ คน ผู้บริหารราชการแผ่นดิน ๑๐ คน เป็นต้นนะครับ จะเห็นว่าก็สามารถล็อกได้เช่นเดียวกัน เพราะว่าเลือกโดยรัฐสภา ไม่ว่าท่านจะเก่งมีความสามารถแค่ไหน ส่งเข้าไปกี่ร้อยคนก็ตาม ท่านก็ไม่ได้อยู่ในเสียงข้างมาก เลือกอย่างไรท่านก็ไม่ได้นะครับ ยิ่งขณะนี้หลาย ๆ ท่านก็คงทราบแล้วว่าผู้ที่อยากเป็น สสร. ก็ได้วิ่งเต้นกันแล้ว ใน ๒๒ คน มีการวิ่งเต้นกันแล้ว ก็ต้องไปที่ไหน ก็ต้องไปที่พรรคเสียงข้างมากนะครับ เพราะฉะนั้นทั้ง ๒ ส่วนนี้ก็จะล็อกมา ผู้ที่ถูกล็อกมาทั้งหมดก็จะเขียนรัฐธรรมนูญตามที่ใครละครับ ก็ผู้ที่ล็อกมานั่นครับ เพราะฉะนั้นอันนี้จึงน่าเป็นห่วง ถ้าเราอยากได้รัฐธรรมนูญที่ดี ไม่เหมือน ปี ๒๕๕๐ เราก็ควรจะปลดล็อก แม้ว่าจะปลดได้ไม่ทั้งหมดนะครับ แต่ก็ให้มันล็อก ได้ยากขึ้น ผมจึงขอเสนอให้มี สสร. ประเภทเดียว ๒๐๐ คน มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด โดยใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้งนะครับ จำนวน สสร. แต่ละจังหวัดเขาคิดตามจำนวน ประชากร ๑ เสียง เลือกได้ ๑ คนนะครับ เหมือนอย่างที่เราเคยมีประสบการณ์แล้ว จากการเลือกตั้ง ส.ว. การได้มาของ ส.ว. ในปี ๒๕๔๓ หรือปี ๒๕๔๙ ก็ตาม ซึ่งประชาชน มีความคุ้นเคยกับการเลือกเช่นนี้นะครับ จังหวัดใหญ่จะมี สสร. ได้หลายคน เพราะฉะนั้น ท่านจะล็อก ล็อกไว้ได้อย่างเก่ง ๑ คน ที่เหลือท่านก็ล็อกไม่ได้ แล้วก็พยายามที่จะปลดล็อก การมี สสร. ๒๐๐ นั้น อาจจะมีคนเป็นห่วง เนื่องจากการร่างรัฐธรรมนูญก็ต้องอาศัย ความรู้ ความเข้าใจในเรื่องการเมือง การปกครอง และเทคนิคในการบัญญัติกฎหมาย ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งในกรณีนี้ก็คงไม่มีใครเถียง แต่ก็ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ ถ้าท่านย้อนหลังไปดูที่มี สสร. มาหลายครั้งแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ปี ๒๔๒๙ ปี ๒๕๔๐ หรือปี ๒๕๕๐ ก็ตามก็จะมีการตั้งบุคคลภายนอก แต่งตั้งเป็นผู้เชี่ยวชาญสาขาต่าง ๆ เข้ามาร่วมร่าง ซึ่งโดยปกติแล้วในคณะกรรมการ ก็จะมีคณะกรรมการยกร่าง คณะกรรมการประชาสัมพันธ์ คณะกรรมการรับฟังความคิดเห็นเป็นต้นนะครับ ก็ตั้งบุคคลภายนอกเป็นจำนวนมาก เข้ามาช่วยอยู่แล้ว จะเป็นกี่คนก็ได้ เพราะฉะนั้นคน ๒๐๐ คนเขาจะเป็นคนเลือกเอง เพราะฉะนั้นผมจึงขอเสนอให้มี สสร. ๒๐๐ คน โดยคิดตามประชากร เพราะว่าเป็นเรื่อง ของประชาชนทุกคน ไม่ใช่ ๑ คน มาจากเขตการปกครองจังหวัด โดยใช้แนวทางการเลือกตั้ง ที่ได้มาของ ส.ว. ในปี ๒๕๔๓ และปี ๒๕๔๙ สสร. ที่ได้มาก็จะมีความเป็นอิสระพอสมควร ซึ่งเราก็สามารถที่จะทำให้สิ่งที่เราต้องการได้ดีขึ้นกว่าเดิม และอีกอย่างหนึ่ง อีกชั้นหนึ่ง ที่เราสามารถจะตรวจดูได้ เมื่อได้ร่างรัฐธรรมนูญนี้แล้วก็ควรจะให้เข้ารัฐสภา ให้ความเห็นชอบก่อนไปทำประชามติ ตามมาตรา ๒๙๑/๑๓ ถ้าร่างอะไรแปลก ๆ แปลกไปหมด ยุ่งเหยิงไปหมด ให้ประโยชน์แก่ส่วนตนมากกว่าส่วนรวม สภาจะได้อภิปรายให้ประชาชน เห็นประเด็นต่าง ๆ ให้เข้าใจ ที่ดี ๆ มันควรจะเป็นอย่างไร ประชาชนจะได้มีแนวทาง เพื่อต้องตัดสินใจเมื่อไปลงประชามติ ซึ่งอันนี้ผมก็ได้สงวนความเห็นไว้ด้วย ซึ่งถึงตอนนั้นแล้ว ผมก็ไม่จำเป็นต้องพูดอีก ผมขอเสนอเพียงเท่านี้ครับ กราบขอบพระคุณครับ สวัสดีครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านสาธิตครับ ท่านครับ ส่วนใหญ่ก็สงวนความเห็นตรงกันนะครับ ในเรื่องจำนวน สสร. ถ้ากระชับได้ ก็จะเป็นพระคุณครับ ขอบคุณครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอสงวนความเห็นในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ขออนุญาต ท่านประธานได้อ่านเนื้อหาที่ผม ขอสงวนความเห็นไว้ในคณะกรรมาธิการนะครับ สำหรับมาตรา ๒๙๑/๑ ซึ่งเป็นหัวใจของการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมฉบับนี้ ผมขอแก้เป็น ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามหมวดนี้ ประกอบด้วย สมาชิกดังต่อไปนี้ ๑. สมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน จำนวน ๑๕๐ คน โดยใช้สัดส่วนจำนวนประชากรหารด้วย ๑๕๐ คน เป็นเกณฑ์ คำนวณแต่ละจังหวัด เหลือเศษให้ปัดขึ้นให้ครบจำนวน ๑๕๐ คน วรรคสอง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถลงคะแนนเลือกตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญได้เพียงคนเดียว (๒) สมาชิกผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งมาจากการเลือกตั้งจำนวน ๕๐ คน ดังต่อไปนี้ ข้อ ก ผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน จำนวน ๑๐ คน ข้อ ข ผู้เชี่ยวชาญสาขานิติศาสตร์ จำนวน ๑๐ คน ข้อ ค ผู้เชี่ยวชาญ สาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ จำนวน ๑๐ คน ข้อ ง ผู้มีประสบการณ์ ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน จำนวน ๑๐ คน ข้อ จ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องท้องถิ่น ผู้ใหญ่บ้าน กำนันและภาคประชาชน จำนวน ๑๐ คน โดยจัดทำเป็นบัญชีผู้ทรงคุณวุฒิ ใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเลือกตั้งในแต่ละสาขา โดยใช้สิทธิเลือกตามจำนวนที่กำหนดในแต่ละสาขา ท่านประธานที่เคารพครับ มาตรา ๒๙๑/๑ เป็นหัวใจของการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมเรียนกับท่านประธานว่า ความจริงรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เขาก็เขียนไว้ชัดนะครับว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ จะทำไม่ได้ แต่รัฐบาลชุดนี้ก็ได้ใช้ช่องทางตามมาตรา ๒๙๑ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งฉบับ ความจริงถ้ารัฐบาลเห็นว่ารัฐธรรมนูญมาตราใดมาตราหนึ่งเป็นอุปสรรค เป็นปัญหาของการบริหารประเทศ ผมคิดว่าน่าจะขอแก้ไขเป็นแต่ละมาตรา ขออนุญาต ยกตัวอย่างนะครับ สมมุติว่ารัฐบาลเห็นว่ามาตรา ๒๓๗ มันเป็นปัญหาอุปสรรคในการปฏิบัติหน้าที่ หรือพวกเราไปตั้งคณะกรรมาธิการ ตั้งคณะกรรมการมาแล้วก็สรุปแล้วว่ามาตรา ๒๓๗ เป็นปัญหาอุปสรรครัฐบาลก็สามารถที่จะเสนอกฎหมายแก้ไขเฉพาะมาตรานั้น หรือประเด็น แก้ไขมาตรา ๒๖๕ หรือ ๒๖๖ ในประเด็นที่ห้าม ส.ส. ไปเป็นเลขานุการรัฐมนตรี ไปมีตำแหน่งทางด้านการบริหาร รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็เปิดโอกาสไว้ตามมาตรา ๒๙๑ นี่ละครับว่า ถ้าเห็นว่ามันเป็นปัญหาอุปสรรคก็ทำไมไม่ขอแก้ทีละเป็นประเด็น ก็มีการถกเถียงกันหลายวาระ ต่างกรรมต่างวาระ แต่สุดท้ายรัฐบาลก็เสนอ พ.ร.บ. แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้โดยใช้ช่องทางมาตรา ๒๙๑ ผมฟังตอนแรกก็พอฟังได้นะครับ ว่าที่มาจากมาตรา ๒๙๑/๑ ก็คือมาจากการเลือกตั้งจากจังหวัด ๑ จังหวัดต่อ ๑ คน ๗๗ คน ๗๗ จังหวัดตามมาด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งคณะกรรมาธิการก็ไม่ได้มีการแก้ไข ผู้ทรงคุณวุฒิ ตาม (๒) ก็มีผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง หรือสาขาต่าง ๆ นี่นะครับ แต่ว่าทั้งหมดนี่ให้ผ่าน ความเห็นชอบของรัฐสภา ผมก็ฟังได้ว่าถ้า สสร. บริสุทธิ์ใจจริง มีที่มาเป็นที่ไว้วางใจ จากพี่น้องประชาชน มาจากการเลือกตั้ง ความจริงที่ผมแปรญัตติหรือผมสงวนความเห็นไว้นี่ หลักการค่อนข้างไม่มีอะไรซับซ้อนนะครับ ตรงกับรัฐบาลเพราะมีมาจาก ๒ ลักษณะ ก็คือ ๑. มาจากพี่น้องประชาชนโดยตรง จากการเลือกตั้งทั่วประเทศ ๑๕๐ คน ผิดกันแค่ รายละเอียดว่าร่างของรัฐบาลเลือกจังหวัดละคน ๗๗ คน ผมก็เสนอว่าเป็น ๑๕๐ คน จากการเลือกตั้ง แต่ใช้เกณฑ์จำนวน สสร. หารด้วยจำนวนประชากรนะครับ แต่ว่าผมอาจจะ มีรายละเอียดที่แตกต่างก็ในส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิ คือผมเห็นว่าที่มาของ สสร. มาจากประชาชนส่วนหนึ่งก็จำเป็น แต่ว่าการร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด ของประเทศมันจำเป็นมากกว่าก็คือว่ามันต้องการผู้เชี่ยวชาญ มันต้องมีที่ปรึกษา เพื่อให้ความรู้ ที่สำคัญก็คือว่าการใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญไปบริหารประเทศ ต้องการมีส่วนร่วมจากคนทุกฝ่าย ผมเลยกำหนดไว้ในถ้อยคำของผมนะครับที่อ่าน ให้ท่านประธานฟังเมื่อสักครู่ว่า ผมมีผู้เชี่ยวชาญหลายผู้เชี่ยวชาญครับ ผมยกตัวอย่าง ที่ผมอยากให้ทุกส่วนมีส่วนร่วมในการเป็น สสร. ด้วย ก็คือผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน ก็โอเคล่ะ เป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับกฎหมายในภาพกว้าง ผู้เชี่ยวชาญสาขานิติศาสตร์ก็เป็นนักนิติศาสตร์ เบื้องต้น มีความรู้เป็นคนที่จบปริญญาตรีนิติศาสตร์ก็มาสมัครได้ ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์ อันนี้ก็จำเป็นในการบริหารบ้านเมือง ข้อ ง ผมให้ผู้มีประสบการณ์ ด้านการเมืองการบริหารราชการแผ่นดิน ยกตัวอย่างเช่น อดีต ส.ส. อดีตรัฐมนตรี อดีต ส.ว. ที่เขาปลดเกษียณไปแล้ว แต่เขามีประสบการณ์ พวกนี้ก็อาจจะมีสิทธิมาสมัคร เป็นผู้ทรงคุณวุฒิหรือ สสร. และกลุ่มพวกนี้ครับเขามีประสบการณ์ ผ่านความรู้ การบริหารประเทศมา ถ้าเขาคิดว่าจะเอาความรู้ที่มีมาเป็นประโยชน์ในการร่างกฎหมาย รัฐธรรมนูญที่สูงสุดเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับกับคนทั้งประเทศให้เขามีสิทธิมามีส่วนร่วมได้ ผมกำหนดไว้อีกครับว่ามีผู้เชี่ยวชาญเรื่องท้องถิ่น ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ภาคประชาชน นายก อบจ. นายก อบต. นายกเทศบาล คนกลุ่มนี้ก็มีสิทธิมาสมัครตามคุณสมบัติ สมัครเสร็จ วิธีการของผมก็คือว่าคนทุกกลุ่มมีสิทธิให้ประชาชนเลือกเหมือนระบบบัญชีรายชื่อ ใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง โดยให้หน่วยงานที่มาดูแลเรื่องการเลือกตั้งคือคณะกรรมการการเลือกตั้ง มาดำเนินการจัดการเลือกตั้ง เราก็จะได้มีผู้ทรงคุณวุฒิเป็นที่ปรึกษาให้กับ สสร. ที่มีที่มาจาก ประชาชนทั่วประเทศ จำนวนตรงนี้ ๕๐ คนครับ รวมกับจำนวนที่มาจากการเลือกตั้ง โดยใช้เกณฑ์ของ สสร. ๑๕๐ คนไปหารจำนวนประชากรในแต่ละจังหวัด ๑๕๐ คน ก็เป็นจำนวน สสร. ทั้งสิ้นมาจาก ๒ ส่วนนี้ ๒๐๐ คน เป็นสภา สสร. ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเรียนว่าที่ผมต้องการให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมก็เพราะว่าผมอยากเห็นการปรองดองครับ อยากเห็นเสียงจากทุกฝ่ายมาร่วมกันทำกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ท่านบอกว่าอยากจะทำใหม่ ทั้งฉบับ โดยอ้างเหตุผลที่ผมอาจจะไม่เห็นด้วย แต่อย่างน้อยที่สุดเสียงข้างมากก็สามารถทำได้ แต่จะเป็นที่ถูกใจพี่น้องประชาชนหรือไม่ ผมไม่รับรองได้ เพราะฉะนั้นผมจึงเสนอ วิธีการเลือกตั้งในแบบที่ ๑ ๑๕๐ คน เป็นวิธีการเลือกตั้งแบบประชาชน ๑ คน เลือกได้คนเดียวครับ มันสะท้อนอะไรครับ มันสะท้อนว่า สมมุติจังหวัดขอนแก่นบ้านท่านประธานมีประชากร หลายล้านคน แทนที่จะมีสมาชิก สสร. ท่านเดียว มีคนไปกำหนดกฎเกณฑ์ได้ก็สามารถ มี สสร. ได้จำนวนหนึ่ง อาจจะมี ๓ คนหรือ ๒ คน เป็นต้น ๓ คนหรือ ๒ คน ที่ว่ามันก็ไปสู่ กระบวนการเลือกตั้งโดยประชาชน ๑ คนเลือกได้ ๑ สสร. เท่านั้น สุดท้ายสมมุติว่า มีประชาชนจำนวนส่วนใหญ่เลือก สสร. ๑ คน แต่ก็มีจำนวนประชากรอีกหลายกลุ่ม ที่มีจำนวนคะแนนน้อยลงมาไปเลือก สสร. ในจังหวัดนั้น ๆ ได้อีกตามจำนวนที่มีในแต่ละจังหวัด อันนี้เป็นวิธีการที่เขาเรียกว่าเห็นเสียงข้างน้อยเป็นพลังที่สำคัญในการบริหารประเทศ และเป็นการมีส่วนร่วมในการร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ ผมยืนยันกับท่านประธานนะครับว่า ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งในเรื่องของการนำมาตรา ๒๙๑ ที่เรากำลังพูดอยู่นี่นำไปสู่ การแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ บางท่านก็จะบอกว่าก็ไม่มีกฎหมายห้ามให้เป็นอิสระ ของ สสร. คือฟังดู ถ้าฟังดูอย่างบริสุทธิ์ใจก็อาจจะเชื่อได้นะครับว่าเราตั้งใจให้มี ๙๙ คนจริง ๆ ฟังทีแรกก็เชื่อนะครับ ผมพูดตรง ๆ ก็เห็นด้วยว่าถ้ารัฐบาลไปกำหนดไม่ได้ มี ๙๙ คน เขาจะเขียนอะไร ก็ต้องตามใจเขา แต่ที่เห็นประเด็นที่มันเป็นความระแวงสงสัยที่มันไม่อาจ ปฏิเสธได้ ก็ประเด็นนี้ล่ะครับที่ผมเรียนท่านประธานว่ามันต้องพูดครับ ก็เรื่องมติอีกละครับ ท่านประธาน ท่านประธานต้องอนุญาตให้พูดเพราะว่ามันเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น ในคณะกรรมาธิการ ผมเรียนว่ามันไม่พูดไม่ได้ พอพูดเสร็จท่านก็มีสิทธิในการที่จะแก้ไข

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสาธิตครับ มันจะวนเวียนซ้ำซาก แล้วประชาชนที่ฟังอยู่เขาก็ฟังจนไม่รู้กี่รอบ จนเวียนหัวแล้วครับ ประเด็นนี้

นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมาธิการ

ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้นะครับ ท่านประธานไม่มีสิทธิมาวินิจฉัยแทนประชาชนนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมไม่มีสิทธิวินิจฉัย แทนประชาชน แต่ผมมีสิทธิวินิจฉัยตามข้อบังคับครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมาธิการ

ผมเคารพท่านประธานในเรื่องนั้นครับ แต่หมายความว่าผมก็มีสิทธิพูดในสิ่งที่เกิดขึ้นในคณะกรรมาธิการ กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ ก็ลุกขึ้นมาชี้แจงอย่างนี้ละครับ เป็นความสวยงาม แต่ประชาชนจะเลือกหรือเชื่อใครเป็นสิทธิ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ถ้ายังไม่มีใครพูด ท่านพูดได้ แต่ทีนี้คนก็พูดกันหลายรอบแล้วครับ พูดฟังกันทั้งวันเลย ผมเป็นประธานนี่ครับ ผมก็ต้องควบคุมตามข้อบังคับ ข้อบังคับไม่ให้วกเวียนซ้ำซากนี่ครับ อันนี้มันซ้ำซาก ครั้งที่เท่าไรแล้วจำไม่ได้แล้ว ครั้งที่ ๑๐ กว่าแล้วกระมังครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมาธิการ

เพราะผมอยู่ในกรรมาธิการผมจะบอก ประชาชนว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นในคณะกรรมาธิการครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ทีแรกตอนเปิดประชุมวันนี้ สมาชิก ๒ ฝั่งรวมทั้ง ส.ว. ด้วยก็พูดแสดงความเห็นตรงกันนะครับ อยากให้ผมยึดข้อบังคับ ทีนี้วาระที่สอง ท่านสงวนความเห็นจำนวน สสร. ท่านก็ว่าไป ไม่เห็นด้วยกับจำนวน ๗๗ คน บวก ๒๒ คนอยากให้มี ๒๐๐ คน ท่านก็ว่าไป เหมือนที่ท่านพูดเมื่อครู่ ท่านพูดเมื่อครู่ผมไม่ได้ขัด ผมก็ไม่ได้ทักท้วงอะไร แต่ถ้าจะมาพูดเรื่องเดิม ประเด็นที่บอกนี่มติกลับมติอะไรต่าง ๆ นี่ ผมว่ามันหลายรอบแล้วกระมังครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมาธิการ

เพราะผมก็พูดในสิ่งที่เกิดขึ้นนะครับ แล้วก็เป็นสิทธิ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ก็ไม่ได้เถียงว่ามันเกิดขึ้น แต่ทีนี้มันหลายรอบ มันวกเวียนซ้ำซากครับ ผิดข้อ ๔๓ ชัด ๆ นะครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมาธิการ

ผมเพิ่งพูดครั้งเดียวครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไปซ้ำกับคนอื่นอย่างไรครับ คนอื่นพูดหลายรอบแล้วครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมาธิการ

ผมก็จะโยงให้เห็นนะครับท่านประธาน ว่าอันนี้ผมจะโยงว่าทำไมผมจะแปรญัตติว่ามาตรา ๒๙๑/๑ ผมไม่เห็นด้วยกับ ๗๗ คน บวก ๒๒ คน ผมก็จะนำเสนอเหตุผลต่อท่านประธานว่าที่ผมไม่เห็นด้วยเพราะว่าผมไม่ไว้ใจ ไม่ไว้ใจเพราะอะไร

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมทักท้วงนะครับ ถ้าอย่างไรก็แล้วแต่ ผมทักท้วง ถ้าท่านจะพูดให้ได้ผมก็ไม่ขัดข้อง ก็อยากพูดก็เอาครับ เชิญครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมาธิการ

ขอบคุณท่านประธานครับ ผมก็จะโยง ให้ท่านประธานเห็นว่าที่ผมไม่เห็นกับ ๗๗ คนและ ๒๒ คนเป็น ๙๙ คน โดยแปรญัตติ และสงวนความเห็นเป็น ๑๕๐ คนบวก ๕๐ คนนี่ เหตุผลนี้ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมก็มาถึงบางอ้อครับว่าถ้าพูดกันตรง ๆ ก็คือว่าถ้าเป็นไปตาม ที่ชี้แจงว่า สสร. จะเป็นอิสระ ๙๙ คนมา เขาจะมาเขียนอะไร ก็ต้องปล่อยให้เป็นอิสระ ของเขาครับ เขามีความคิดที่จะแก้อะไร หรือมีสมาชิกบางท่านพูดถึงเรื่องว่าเซ็นเช็คเปล่าไปให้ ความจริงผมก็ไม่เห็นด้วย เพราะว่าการเซ็นเช็คเปล่าไปให้คนที่เป็นกลางจริง ๆ หรือคนบริสุทธิ์จริง ๆ มาร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญก็ถือว่าเป็นเรื่องดีเพราะไม่มีใครไปก้าวก่าย แทรกแซงได้ แต่ว่าที่ผมไม่เห็นด้วยเพราะว่าผมก็มาถึงบางอ้อในคณะกรรมาธิการนี้ครับ ปรากฏว่าทำไมกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่จึงหวงแหนหนักหนา หวงแหน ๗๗ คน บวก ๒๒ คน ผมก็พบบางอ้อเมื่อ ๒ วันนี้นะครับ ผมให้ข้อมูลกับท่านประธานก็ได้ว่า มีอาจารย์มหาวิทยาลัยคนหนึ่งไปพูดแล้วว่าตัวเองจะได้เป็น สสร. แน่นอน ผมก็ถามว่าท่านมั่นใจอย่างไรว่าท่านจะได้เป็น เขาก็บอกว่าเขาพูดได้ว่าเขาได้เป็น เพราะอย่างนั้นผมอาจจะไม่พูดเพราะว่าอาจจะพาดพิงให้เป็นปัญหา แต่ผมเรียน เป็นข้อมูลให้ท่านประธานว่ามันเกิดขึ้นแล้วอย่างไรครับท่านประธาน ก็ผมถึงบอกว่า ๗๗ คน บวก ๒๒ คน ถ้าไม่หวงแหนจะมากลับมติทำไมครับ มติ ๑๒ ต่อ ๑๐ ที่ว่านี่นะครับ ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านสามารถที่ผมเคารพ ผมทราบดีว่าท่านลำบากใจ สิ่งที่เรา ถกเถียงกันอยู่นี่ทำไมท่านประธานสามารถพูดละครับว่าเป็นมติ ถ้าเป็นมติไปแล้ว แล้วทำไม ถ้าท่านบอกมันไม่ชอบ แล้วท่านจะไปล้างมติทำไมละครับ ก็แสดงว่าสิ่งที่ท่านลงมติไปแล้ว ขณะนั้นมันชอบแล้ว มันถูกต้องตามข้อบังคับแล้ว แต่ท่านเปลี่ยนใจในวันที่ลงมติที่ท่านเห็นว่าชอบ ท่านกลับไปที่พรรคท่านถูกตำหนิต่อว่าจากพรรค กลับมาท่านเลยมากลับมติหรือมาลงมติ เพื่อล้างมติอันเดิมนี้

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสาธิตผมให้เกียรติ เต็มที่เลยนะครับ แต่ทีนี้ถ้าไปไกลมากนักก็จะมีคนประท้วงผม ท่านพูดเหมือนท่านไปอยู่ พรรคเพื่อไทยเลย แล้วก็มันเป็นการใส่ร้ายกันหรือเปล่า นอกจากใส่ร้ายแล้วยังวนเวียนซ้ำซาก ผมให้เกียรติท่านเต็มที่แล้วนะครับ เพราะฉะนั้นท่านช่วยกระชับเถอะครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมาธิการ

ไม่ใช่ ท่านประธานผมชี้แจงครับ ผมชี้แจงท่านประธานนิดหนึ่ง ผมไม่ได้ใส่ร้ายครับ ผมด้วยความเคารพท่านสามารถ ผมพูดในกรรมาธิการก็พูดอย่างนี้ครับว่า ข้อมูลที่ผมอภิปรายเป็นข้อมูลจากสื่อมวลชน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสาธิตถ้าพูดอย่างนี้ พอฝั่งนี้พูดแบบนี้บ้าง ท่านจะยอมไหม

นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมาธิการ

ไม่ใช่ครับ ผมอ่านหนังสือพิมพ์ มาอย่างไรครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมสังเกตดูสมาชิกฝั่งนี้ เขาให้เกียรติมากเลยนะครับ ไม่ค่อยมีคนประท้วงสักเท่าไร

นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมาธิการ

ท่านประธานอย่าเอาความคิด ท่านประธานไปคิดแทนพรรคเพื่อไทยสิครับ ขณะนี้ท่านกำลังนั่งทำหน้าที่ประธาน

(นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ท่านต้องรักษาการประชุมให้เรียบร้อยตามข้อ ๕ เพราะว่าผู้อภิปราย ผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ซ้ำซาก วกวนไปมา แล้วก็พูดอภิปรายตามเงื่อนไขที่ไม่ได้ตกลงไว้ครับ เพราะว่าเมื่อครู่มีผู้อภิปรายมาแล้วครับ ข้อ ๙๙ ต้องอภิปรายตามคำขอสงวนคำแปรญัตติ ไว้เท่านั้นครับ ท่านประธานครับ ช่วยดำเนินการประชุมด้วยความเรียบร้อยด้วยเถอะครับ ไม่เช่นนั้นแล้วจะดำเนินการอภิปรายไม่ได้หรอกครับ ผมไม่อยากประท้วงเลย ด้วยความเคารพผู้อภิปราย แล้วก็ท่านประธานจริง ๆ ครับ ช่วยพิจารณาด้วยครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ที่จริงผมอยากจะฟัง แต่ทีนี้ถ้ามันวนเวียนซ้ำซากอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหนเลย ขอความกรุณาเถอะครับ ท่านสาธิตครับ ช่วยกระชับสักนิดเถอะนะครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมาธิการ 🔗

ผมกระชับอยู่แล้ว ผมใช้เวลาไม่มาก ครับท่านประธาน ที่ผมพูดเมื่อสักครู่ผมไม่ได้ใส่ร้ายนะครับ ผมชี้แจงท่านประธานว่า ผมเห็นใจท่านประธานคณะกรรมาธิการ เพราะว่าผมอ่านหนังสือพิมพ์เจอข่าวว่า ท่านถูกตำหนิว่าท่านแม่นข้อบังคับ แต่ท่านไม่ทันเกม (Game) อันนี้ผมกำลังจะอธิบาย เพิ่มเติมว่าผมไม่เห็นด้วยกับ ๗๗ คนบวก ๒๒ คนเป็น ๙๙ คน ผมเห็นด้วยกับ ๑๕๐ คน แล้วก็บวก ๕๐ คน เป็น ๒๐๐ คน โดยวิธีการเลือกตั้งโดยตรงมาจากประชาชน แต่ว่ามีวิธีการเลือกตั้ง ๒ แบบ ที่ผมไม่เห็นด้วยเพราะว่า เหตุผลหนึ่งก็คือว่าผมไม่ไว้ใจ ท่านประธานครับ ผมไม่ไว้ใจจริง ๆ เพราะว่าท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากหวงแหนมติ ที่ลบการพิจารณาร่างของ ครม. ไปแล้ว ซึ่งมีวิธีการอื่นที่ทำได้นะครับ ผมก็พูดกับท่านประธานสามารถว่าทำไมท่านไม่ให้ใคร มาสงวนความเห็นไว้เป็นเสียงข้างน้อยแล้วมาในสภาใหญ่ ก็มาลงมติตามเสียงข้างน้อย ท่านก็สามารถทำได้เพราะท่านมีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรอยู่แล้ว อันนี้คือสิ่งที่ผม อภิปรายไว้ ก็เป็นเหตุผลหนึ่งซึ่งผมไม่เห็นด้วยกับ ๗๗ คนบวก ๒๒ คน คือ ๙๙ เพราะผมไม่เชื่อมั่นว่า ๙๙ คนนั้นจะเป็นคนกลางจริงมาร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพื่อผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน เหตุผลอันนี้สำคัญที่สุดเพราะว่าการที่วันรุ่งขึ้น กลับมาลงมติกลับมติเดิม แล้วก็พยายามจะทำให้มีความชอบธรรมว่ามันขัดหลักการบ้าง มันไม่ชอบบ้าง ความจริงหลักการไม่ได้เขียนระบุไว้ชัดเจนขนาดนั้นหรอกครับ การที่ลงมติไปแล้ว ก็ยังอยู่ในหลักการเดิมคือการให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ ประเด็นสำคัญก็คือว่าทำไมละครับ จะรีบร้อน จะมากลับมติทำไม ก็ใช้วิธีการที่มันถูกข้อบังคับสิครับ ผมก็เลยไปเสนอ ผมก็จริง ๆ การเป็นกรรมาธิการให้สิทธิจนถึงนาทีสุดเลยครับท่านประธาน ทำเป็นเอกสาร เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมาธิการว่าเราเห็นอย่างไร ผมเห็นพฤติกรรมอย่างนั้น ตอนแรก ผมไม่สงวนเพราะผมเห็นตรงกับท่านคุณหมอเหวง คือ ๑๐๐ คน เพราะเห็นท่านหมอเหวง ไปคำนวณอัตราส่วนการเลือกตั้ง สสร. มาจากจังหวัดแต่ละจังหวัดแล้ว และนำเสนอ มาอย่างดีว่าจังหวัดนี้ ๑ คน ๒ คน ตามเกณฑ์ที่ท่านหมอเหวงแปรญัตติไว้ หรือสงวนความเห็นไว้ แต่ว่าเมื่อผมเห็นพฤติกรรมนี้ผมก็มาทำเอกสารในวันสุดท้าย ที่ส่งให้ท่านประธาน วันสุดท้ายที่ส่งให้ก็เรียนท่านประธานรัฐสภาจริง ๆ ว่ามันเร่งรีบรวบรัดมากครับ จากที่ประชุมวันพุธ วันพฤหัสบดี ท่านประธานสามารถมานัดวันอังคารทั้งวัน วันพุธทั้งวัน วันพฤหัสบดีทั้งวัน แล้วก็ให้ส่งคำสงวนความเห็นภายใน ๔ โมงครึ่ง ผมก็ไปร่างนี่ละครับได้มา ผมจะขออธิบายอีกนิดหนึ่งครับว่าที่ผมร่างมา ที่ผมสงวนความเห็นไว้ทั้งหมดนี้ต่างกับร่าง ของรัฐบาลในข้อ ๒ คือร่างของผมจำนวน ๕๐ คน ที่มีที่มาจากผู้เชี่ยวชาญต่างสาขากัน ๕ สาขา สาขาละ ๑๐ คน ให้ไปทำบัญชีรายชื่อ แล้วก็ไปเลือกตั้งทั่วประเทศครับ อันนี้เหมือนกับให้ประชาชนไปเลือกตั้งบัญชีรายชื่อ แต่ละบัญชีเลือกได้ ๑๐ คน แต่อย่างไรก็ตาม ก็ให้ ๑ คน เลือกได้ ๑ เบอร์เท่านั้น ๑ คน ๑ เบอร์ก็สะท้อนว่าในสาขาต่าง ๆ มีเสียงข้างมาก อาจจะได้ที่ ๑ ๕,๐๐๐,๐๐๐ คะแนน ได้ที่ ๒ ๓,๐๐๐,๐๐๐ คะแนน คนที่ ๑๐ อาจจะมี คะแนนแค่ ๒๐๐,๐๐๐ คะแนนก็ได้ แต่ว่าคะแนนทั้งหมดมันสะท้อนความต้องการว่า ทั้งหมดของประเทศนี้ไปสู่การเป็น สสร. ที่บริสุทธิ์ยุติธรรมจริง ๆ ไม่มีการแทรกแซงจริง ๆ ไม่มีใครหวงแหน ไม่มีใครไปกลับมติ แล้วก็มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน เวลาเขาไปทำหน้าที่ร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เขาก็ร่างจริง ๆ เพื่อผลประโยชน์ ของคนทั้งประเทศ ไม่ใช่เพื่อใครคนใดคนหนึ่งท่านประธานที่เคารพครับ ผมก็เลย สงวนความเห็นไว้ ผมเรียนท่านประธานว่าและวิธีการของผมก็คือว่าทั้งหมดให้ กกต. ไปจัดการเลือกตั้ง และเดี๋ยวผมก็จะมีแปรญัตติที่มันสอดคล้องกับที่ผมสงวนไว้ในมาตรานี้ ผมเรียนท่านประธานว่า ความคิดเห็นที่สำคัญ ๆ ของเพื่อนสมาชิก ที่เป็นประโยชน์ ขออนุญาตเอ่ยนามสมาชิก ท่านหนึ่งครับ ถึงแม้ว่าไม่มีเนื้อหาในการแปรญัตติ ท่านพูดถึงเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ท่านพูดถึงธรรมชาติ พูดถึงต้นไม้ ท่านประธานก็จะไม่ให้อภิปราย ผมคิดว่าอะไรที่มันเกิดประโยชน์ ต่อการกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับที่จะทำขึ้นใหม่มันเกิดขึ้นแน่ครับท่านประธาน มันเกิดขึ้นแน่นอนเพราะว่าท่านสามารถใช้เสียงข้างมาก ใช้มติดำเนินการได้อยู่แล้ว ขอความกรุณาท่านประธานว่าอันไหนที่เป็นประโยชน์ก็ขอให้ใส่ไว้เป็นความคิดเห็น อย่างน้อยที่สุดสภาแห่งนี้ได้มีบันทึกสิ่งที่เขาคิด ถึงแม้ไม่ได้มาอยู่ในรัฐธรรมนูญก็ไม่เป็นอะไร เป็นการแสดงความคิดเห็นแทนพี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ กฎหมายรัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายศักดิ์สิทธินะครับ เป็นกฎหมายสูงสุด สุกเอาเผากินไม่ได้ครับ รวบรัดก็ไม่ได้ และต้องมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย ผมเน้นว่า ๒ วิธีของผมตามที่ผมสงวนความคิดเห็นไว้ต้องมาจากการเลือกตั้ง และเน้นอย่างที่สุด ก็คือว่า ๑ คนเลือกได้ ๑ เสียง สะท้อนทุกเสียงเป็นที่มาของ สสร. ถ้า สสร. บริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่มีปัญหาเลยครับ ท่านประธานครับ ท่านประธานทำได้เลย ผมทราบดีครับ ผมสุดท้าย แล้วครับท่านประธานครับ ผมทราบดีครับว่าท้ายสุดของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ท้ายสุด ของกฎหมายปรองดองมันนำไปสู่อะไร มันนำไปสู่นิรโทษกรรมให้กับใครบางคนหรือเปล่า อันนี้กรรมาธิการเสียงข้างมากก็ต้องตอบให้สังคมคลายความสงสัยแล้วก็หวาดระแวง ความจริงมีเหตุผลมากมายที่เราอภิปรายกันไป แต่ว่าเหตุผลสำคัญที่สุดคือความหวาดระแวง นี่ละครับ มันเป็นหัวใจเลยครับ ผมขออนุญาตท่านประธานนิดเดียว ความหวาดระแวงอันนี้ มันจะก่อให้เกิดปัญหาอีกมากมาย ผมฝากท่านประธานสามารถว่าทั้ง ๒ ส่วนนี้ ไม่ว่าจะเป็น คณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางปรองดองแห่งชาติ ไม่ว่าจะเป็นกรรมาธิการ แก้รัฐธรรมนูญถ้ามันนำไปสู่การนิรโทษกรรมให้กับคนบางคน ผมอยากให้ท่านดูตัวอย่างนะครับ บัวขาว ป ประมุข ครับ เป็นนักชกมวยไทยไฟท์เตอร์ (Fighter) มีชื่อเสียง มีความรู้น้อยครับ มีความรู้น้อยเป็นขวัญใจของคนทั้งประเทศ ขึ้นไปชกทั้ง ๆ ที่รู้ว่าอาจจะผิดกฎหมาย แต่ก็ประกาศกับแฟน ๆ ของตัวเองว่ารู้ว่าชกแล้วต้องติดคุกก็ยอมติดคุก กระผม ฝากท่านประธานว่าให้ยึดแบบบัวขาว ป ประมุข ครับ ถึงแม้ว่าเป็นคนความรู้น้อยแต่ว่า รู้จักกฎกติกาของบ้านเมือง บ้านเมืองจะได้สงบครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ ขอความกรุณาเถอะครับ เพราะเห็นสงวนกันอย่างที่ผมได้ชี้แจงย้ำแล้วย้ำอีกในมาตรานี้ ๑๐๐ กว่าท่านก็สงวนในประเด็นเดียวกันทั้งนั้นจำนวน สสร. ซึ่งส่วนใหญ่ก็จาก ๗๗ คน บวก ๒๒ คนเป็น ๑๕๐ คนบ้าง ๒๐๐ คนบ้างอะไรพวกนี้ ทีนี้ประเด็นสงวนมันซ้ำกันอย่างนี้ การอภิปรายก็จะซ้ำและวนเวียนแล้วผิดข้อบังคับ เพราะฉะนั้นก็อยากจะให้กระชับหน่อยนะครับ ผมก็จะให้เกียรติแต่ก็กระชับหน่อย แล้วก็ประเด็นประชาชนเขาก็ฟังแล้วฟังอีกไม่รู้กี่รอบ ผมก็นั่งฟังนับครั้งไม่ถ้วนเหมือนกัน ก็ขอความกรุณาจริง ๆ ครับ เชิญท่านสุทัศน์ เงินหมื่น ท่านสงวนในประเด็น ๗๗ คนบวก ๒๒ คน ขอเป็นจำนวน ๒๐๐ คนครับ

นายสุทัศน์ เงินหมื่น กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุทัศน์ เงินหมื่น บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมขอใช้สิทธิตามข้อบังคับ ก็ยืนยันกับท่านประธานว่าจะอ้างอิงเหตุผลประกอบคำอภิปรายสั้นที่สุด แต่โดยข้อบังคับนั้น มีความจำเป็นอย่างยิ่งครับ ที่จะต้องนำเสนอว่าขอแปรญัตติอย่างไร ขอตัดข้อความใด และขอสงวนข้อความใด กระผมขอแปรญัตติ มาตรา ๒๙๑/๑ ข้อความให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ตามหมวดนี้ ประกอบด้วยสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนจำนวน ๒๐๐ คน แล้วกระผมขอตัด (๑) ข้อความที่ขอตัดออกคือ สมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรง ของประชาชนจังหวัดละหนึ่งคน ขอตัดออก และขอตัด (๒) สมาชิกซึ่งมาจากการคัดเลือก โดยที่ประชุมของรัฐสภาจำนวนยี่สิบสองคน ดังต่อไปนี้ (ก) ผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน จำนวนหกคน (ข) ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ จำนวนหกคน (ค) ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย หรือการร่างรัฐธรรมนูญตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภาประกาศกำหนด จำนวนสิบคน กระผมขอตัดออกทั้งหมด และขอเพิ่มข้อความดังต่อไปนี้ การเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้ง ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญได้ ๑ คน การเลือกตั้งให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ การคำนวณเกณฑ์จำนวนราษฎร ต่อสมาชิก ๑ คน จากจำนวนราษฎรทั้งประเทศตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ที่ประกาศในปีสุดท้ายก่อนปีที่มีการเลือกตั้ง เฉลี่ยด้วยจำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน ๒๐๐ คน จำนวนสมาชิกที่แต่ละจังหวัดจะพึงมีให้นำจำนวนราษฎรที่คำนวณได้ ตามวรรคสี่มาเฉลี่ยตามจำนวนราษฎรในจังหวัดนั้น จังหวัดใดมีราษฎรไม่ถึงเกณฑ์ จำนวนราษฎรต่อสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ๑ คน ให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญได้ ๑ คน จังหวัดใดมีราษฎรเกินจำนวนราษฎรต่อสมาชิก ๑ คน ให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพิ่มขึ้น ๑ คน ทุกจำนวนราษฎรที่ถึงเกณฑ์จำนวนราษฎรต่อสมาชิก ๑ คน ในกรณีที่จังหวัดใด มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญได้มากกว่า ๑ คน ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ได้คะแนนสูงสุด เรียงลำดับจนครบสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่จะพึงมีได้ในจังหวัดนั้นเป็นผู้ได้รับเลือกตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อได้จำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญของแต่ละจังหวัด ตามวรรคห้าแล้ว ยังได้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญไม่ครบ ๒๐๐ คน จังหวัดใดมีเศษเหลือ จากการคำนวณตามวรรคห้ามากที่สุดให้จังหวัดนั้นมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเพิ่มขึ้นอีก ๑ คน และให้เพิ่มสมาชิสภาร่างรัฐธรรมนูญตามวิธีการดังกล่าวแก่จังหวัดที่มีเศษเหลือจาก การคำนวณตามวรรคห้าในลำดับรองลงมาตามลำดับจนครบจำนวน ๒๐๐ คน ทั้งหมดนี้ คือข้อความที่กระผมขอแปรญัตติเพิ่ม และขอตัดออก กระผมขออนุญาตอภิปรายเหตุผล ประกอบสั้น ๆ ดังนี้ครับท่านประธาน

ท่านประธานครับ การที่กระผมขอแก้ไขจากจำนวน ๗๗ คน มาเป็น ๒๐๐ คนนั้น เพราะกระผมเห็นว่าเป็นการสอดคล้องกับความต้องการของประชาชน ซึ่งแสดงออกโดยการเสนอกฎหมายตามบัญชีรายชื่อที่ประชาชนเข้าชื่อเสนอ ซึ่งในประเด็นนี้ ผมได้ฟังอาจารย์ธิดามาชี้แจงในคณะกรรมาธิการ อาจารย์ธิดายืนยันว่าประเด็นนี้ เป็นความต้องการของประชาชนทั้งประเทศ อาจารย์โคทมก็ยืนยันเช่นนั้น ในส่วนอาจารย์ธิดา ถึงกับบอกในที่ประชุมคณะกรรมาธิการว่า เราเตือนคุณแล้วนี่คือความต้องการของประชาชน อาจารย์ธิดาใช้คำว่า เราเตือนคุณแล้ว ก็กังวลว่าประเด็นนี้จะเป็นประเด็นต่อไปในอนาคตอย่างไร หากร่างดังกล่าวของรัฐบาลไม่เป็นไปตามความต้องการของประชาชนที่ผ่านมาตามร่างของ อาจารย์ธิดา

ประการที่ ๒ กระผมเห็นว่าวิธีการดังกล่าวนั้นจะก่อให้เกิดความเป็นธรรม ต่อประชาชนทุกคน ทุกจังหวัด ทั้งนี้เพราะผู้มีสิทธิเลือกตั้งนั้นสามารถเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. ได้ ๑ คน ต่อ ๑ เสียง ประชาชน ๑ คน เลือก สสร. ได้ ๑ คน จังหวัดใดมีจำนวนมาก ก็จะเรียงลำดับคะแนนลงมา เช่น จังหวัดอุบลราชธานีมี ๖ คน ลำดับที่ ๑ ถึงลำดับที่ ๖ ก็จะได้รับเลือก จังหวัดนครราชสีมามีประมาณ ๑๐ คน ลำดับที่ ๑ ถึงลำดับที่ ๑๐ ก็จะได้รับเลือก จังหวัดอำนาจเจริญมีคนเดียว คนได้ที่ ๑ ก็จะได้รับเลือก เหล่านี้เป็นต้นครับ วิธีการเช่นนี้ จะเป็นวิธีการที่เป็นธรรมต่อประชาชนทั้งประเทศ ทุกจังหวัด ไม่ว่าจังหวัดเล็ก หรือจังหวัดใหญ่ ทั้งนี้เพราะว่าประชาชนทุกคนมีสิทธิลงคะแนนได้ ๑ คน ซึ่งเป็นการเท่าเทียมกันและเป็นธรรม

ประการต่อมาครับ วิธีการเช่นนี้กระผมเชื่อว่าเป็นวิธีการที่ประชาชน เคยชินมาแล้ว เคยชินมาแล้วอย่างไร เคยชินมาแล้วเพราะประชาชนทั้งประเทศ เคยใช้วิธีการเช่นนี้เลือกสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เลือกตั้งกันเมื่อปี ๒๕๔๓ ไม่ใช่เลือกครั้งเดียวครับ มีการให้ใบเหลือง มีการให้ใบแดง มีการแขวน เลือกซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึง ๖ ครั้งก็มี ประชาชนค่อนข้างที่จะเคยชินในระบบดังกล่าวนั้น ถ้าจะบอกว่าเลือก สสร. อย่างไร ตอบประชาชนได้ว่าเลือกเหมือนเลือก ส.ว. ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๔๓ ประชาชนจะเข้าใจทันทีครับ ท่านประธานครับ ถ้าจะเป็นห่วงเรื่องความรู้ความสามารถของ สสร. นั้น กระผมเชื่อว่า เมื่อเลือกมาแล้วเรามีองค์ประกอบหรือข้อบังคับหรือช่องทางหลายช่องทางที่จะทำให้บุคคล ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องกฎหมายมหาชนก็ดี เรื่องสิ่งแวดล้อมก็ดี เรื่องสตรีก็ดี หรือเรื่องทุกอย่าง ที่เกี่ยวกับโครงสร้างของประเทศที่จะต้องมาบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยสมาชิก สสร. ดังกล่าวนั้นอาจจะตั้งเป็นคณะทำงานหรืออาจจะเชิญมาเป็นกรรมาธิการ หรืออาจจะเอามา ใช้ร่วมกันร่างรัฐธรรมนูญโดยวิธีใดวิธีหนึ่งตามแต่จะเห็นสมควรได้ นั่นก็คือเหตุผลสำหรับ ที่ผมขอแก้ไข (๑) สิ่งที่กระผมขอตัด (๒) ออกนั้นเพราะกระผมไม่อยากจะให้มีการเลือกตั้ง ขอประทานโทษ ไม่อยากให้มีการคัดเลือกสมาชิก สสร. จากรัฐสภา รัฐสภาชุดไหนครับ จะเลือก สสร. ก็ชุดของเรานี่ล่ะครับ เมื่อชุดของเราเลือก สสร. ก็เป็นการชัดเจนครับว่า เสียงข้างมากคือเสียงของทางซีกของฝ่ายรัฐบาล รัฐบาลเองก็จะถูกตำหนิหรือถูกท้วงติง หรือถูกตั้งข้อสงสัยว่าจะใช้เสียงข้างมากไปเพื่อประโยชน์ของตนเองหรือไม่ อย่างไร นั่นคือความระแวงสงสัย ท่านประธานครับ ประเทศเราปัจจุบันนี้นั้นมีปัญหา เพราะเกิดความระแวงสงสัยกัน เกิดความไม่ไว้ใจกัน ซึ่งก็น่าเห็นใจคนที่เขามีความระแวงสงสัย เช่น ประชาชนกลุ่มหนึ่งก็มีความระแวงสงสัยว่าสมาชิกรัฐสภากำลังทำอะไรกันอยู่ เสียงข้างมาก กำลังทำอะไรกันอยู่ การเสนอกฎหมายปรองดอง เสนอญัตติปรองดองก็ทำอย่างเร่งรีบ คนที่เสนอ หรือเป็นประธานปรองดองก็เป็นคนที่ทำปฏิวัติรัฐประหาร การเสนอกฎหมายรัฐธรรมนูญ ก็เสนอกันอย่างเร่งรีบและถึงกับมีการขยายเวลาเพื่อจะทำให้แล้วเสร็จ เหล่านี้ก็คือความระแวง จะไปห้ามไม่ให้เขาคิดไม่ได้ครับ เพราะพฤติการณ์เหล่านี้เป็นสิ่งที่รู้กันอยู่ทั่วไป ระแวงกันไปถึงว่า จะเป็นการนำไปสู่การแก้ไขยกเลิกองค์กรบางองค์กรที่เป็นองค์กรอิสระหรือไม่ ระแวงกันไปถึงว่า จะเป็นการปรับโครงสร้างศาลหรือไม่ ระแวงกันไปจนถึงว่าจะมีการออกกฎหมายนิรโทษกรรม หรือไปยกเว้นความผิดที่มีการกระทำความผิดของบุคคลบางกลุ่มบางคนหรือไม่ สิ่งเหล่านี้ ก็คือความระแวงซึ่งเมื่อไปถึงบทว่าด้วยองค์กรอิสระต่าง ๆ หรือหมวดว่าด้วยศาลกระผม ก็จะอภิปรายอีกครั้งหนึ่งนั่นก็คือความระแวง และสุดท้ายครับท่านประธาน สุดท้ายจริง ๆ ก็เกิดมีความระแวงขึ้นมาอีกแล้ว มีความระแวงเพราะว่าท่านผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง อดีตนายกรัฐมนตรี ท่านได้กรุณาพูดว่าท่านจะกลับประเทศไทยในวาระอันเป็นปีมหามงคล ท่านได้กล่าวถึงปีมหามงคล ท่านประธานครับ ซึ่งตรงนี้ก็เกิดความระแวงขึ้นมาอีก ทั้งนี้เพราะว่าการที่มีปีมหามงคลนั้นรัฐบาลก็มีอำนาจในการที่จะประกาศพระราชกฤษฎีกา ฉบับใดก็ได้ ซึ่งโดยหลักการบริหารราชการแผ่นดินนั้นรัฐบาลก็เป็นภาระหน้าที่ ซึ่งแม้การประกาศพระราชกฤษฎีกาเป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรีและตามรัฐธรรมนูญ จะเป็นพระราชอำนาจ แต่จะทรงใช้ก็ต่อเมื่อคณะรัฐมนตรีหรือรัฐบาลทูลเกล้าถวาย ร่างพระราชกฤษฎีกาฉบับนั้นเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ทำไมจึงระแวงตรงนี้ครับ เพราะข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้วประมาณเดือนพฤศจิกายนก็มีข่าวออกมาว่า จะมีการเสนอพระราชกฤษฎีกาในการพระราชทานอภัยโทษ และมีข้อกังวลว่าจะมีการเพิ่ม หลักเกณฑ์ในการพระราชทานอภัยโทษให้คนอายุเกิน ๖๐ ปีหรือไม่ และมีข้อระแวงว่า จะมีการขอพระราชทานอภัยโทษให้กับบุคคลที่ยังไม่เคยต้องโทษ ในเรือนจำ เพียงแต่ว่า มีคำพิพากษาแต่ยังไม่เคยถูกต้องโทษในเรือนจำหรือไม่ ตรงนั้นก็คือความระแวงครับ เพราะการที่จะออกพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษนั้น ซึ่งจะกระทำกันในวันสำคัญ เช่น วันเฉลิมพระชนมพรรษา ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นประเพณี ที่ถือปฏิบัติมา เปรียบได้กับการทำบุญวันเกิดของพระมหากษัตริย์หรือพระราชินี เมื่อถึงวันเฉลิมพระชนมพรรษาก็ปล่อยนักโทษซึ่งกำลังรับโทษอยู่ในเรือนจำให้พ้นโทษออกไป ก่อนที่จะครบกำหนดตามคำพิพากษาของศาล เพราะผู้ใหญ่ท่านนั้นมาพูดที่ประเทศใกล้เคียง ประเทศเราก็เกิดความระแวงครับว่าจะเป็นช่องทางนี้อีกหรือเปล่าที่จะไปสู่ปัญหาเกิดขึ้น ในประเทศไทย ท่านประธานครับ ภาระหน้าที่ของรัฐบาลนั้นก็คือจะต้องดูแลประเทศชาติ ภาระหน้าที่ของรัฐบาลนั้นจะต้องหลีกเลี่ยงในการที่จะทำให้เกิดปัญหาอะไร ที่เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและภาระหน้าที่ของรัฐบาลนั้นจะต้องกระทำทุกวิถีทาง เพื่อไม่ให้ประชาชนมีความรู้สึกระแวงต่อกัน ท่านประธานครับ กระผมได้แปรญัตติมาตรานี้ ทั้งขอตัดและขอเพิ่มดังกราบเรียนมาแล้วครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญคุณหมอเหวงครับ เชิญครับ

นายเหวง โตจิราการ กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์เหวง โตจิราการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานในเชิงสรุปก่อน ก็คือว่าท่านประธานคงได้เคยฟังผมอภิปรายในตอนต้นแล้วนะครับ เกี่ยวกับเรื่องมาตรา ๓ คือว่าผมมีความเห็นว่า สสร. ควรจะมาจากการเลือกตั้งโดยตรง จากพี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศทั้งหมดซึ่งอันนี้ท่านประธานก็คงจะสงสัยนะครับว่า ผมเป็นกรรมาธิการข้างรัฐบาลแล้วไฉนเลยผมจึงมีความคิดเห็นที่แตกต่างจากกรรมาธิการ ของรัฐบาลและนอกจากนี้ก็ยังมีความคิดเห็นที่แตกต่างจากร่างของรัฐบาลด้วย ตรงนี้จึงกราบเรียนท่านประธานก่อนนะครับว่าผมต้องกราบเรียนท่านประธานให้ชัดเจนตรงนี้ก่อน มิเช่นนั้นจะเกิดความสงสัยนะครับ เพราะผมนั่งฟังมาโดยตลอดแล้วผมก็รักษามารยาท ในการที่จะทำให้การประชุมดำเนินไปอย่างราบรื่นมาโดยตลอดนะครับ แต่ท่านประธาน คงจะเห็นนะครับว่ามีการพาดพิงถึงผมมาโดยตลอดในลักษณะที่ไม่ค่อยให้ความเคารพเท่าไร แต่ผมก็ไม่ตอบโต้นะครับ เพราะผมจะกราบเรียนท่านประธานโดยผ่านเวลาของผมที่ผมจะได้ อภิปรายทัศนะของผม ท่านประธานครับ ที่จริงต้องกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้นะครับ ก็คือว่าความคิดที่อยากจะแก้รัฐธรรมนูญฉบับทรราช ฉบับเผด็จการ ฉบับร่างโดย คณะรัฐประหารให้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาธิปไตยนี้ทำมาโดยตลอดนะครับ ผมขออนุญาตตัดสั้นมาในช่วงนี้ก็แล้วกัน ในช่วงนี้ต้องกราบเรียนท่านประธานนะครับว่า เราต้องยกคุณงามความดีให้กับกลุ่มประชาชนที่รักประชาธิปไตยที่อยู่นอกรัฐสภา ท่านประธานครับ และนี่เป็นปรากฏการณ์จะเรียกว่าใหม่ก็ได้นะครับ ของการเมืองไทย ก็คือมีการเชื่อมโยงความคิดทางการเมืองของประชาชนนอกรัฐสภาเข้ากับการต่อสู้ ภายในระบบรัฐสภาหรือว่าครรลองประชาธิปไตยในรัฐสภา เพราะว่ากลุ่มประชาชน ที่เขาคิดเรื่องนี้ตอนต้นเลยนะครับ เริ่มแรกเลยก็คือว่ากลุ่มประชาชนที่เขาเรียกตัวเองว่า นปช. แดงทั้งแผ่นดิน เขาคิดครับว่าทำอย่างไรจึงจะให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ดีกว่าฉบับเก่า เกิดขึ้นในประเทศไทย ในที่สุดเขาก็ได้คำตอบครับว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะดีกว่าฉบับเก่านั้น ก็คือเป็นรัฐธรรมนูญที่ต้องมาจากประชาชนโดยตรง ให้ประชาชนได้มีบทบาทในการเขียนโดยตรง แต่ท่านประธานก็ทราบแล้วนะครับว่าการให้ประชาชน ๖๗ ล้านคนมาเขียนนี้เป็นไปไม่ได้ครับ ดังนั้นจึงต้องเป็นไปตามวิถีทางของการเลือกตัวแทนมา ดังนั้นจึงเป็นคำตอบว่า มีความจำเป็นต้องเลือกตั้งมาจากประชาชนโดยตรง แล้วไม่ต้องไปดูถูกประชาชนครับ เพราะประชาชนเขาจะมีสายตาในการที่จะเลือกคนที่มีความสามารถในการที่จะเขียนขึ้นมา แล้วนอกจากนี้หากว่าคนที่ประชาชนเขาเลือกขึ้นมานี้ยังมีช่องโหว่อยู่บ้างเขาก็สามารถ ที่จะตั้งคณะอนุกรรมาธิการหรือตั้งที่ปรึกษาขึ้นมาเสริมให้เขาสมบูรณ์ขึ้นได้ ความคิดเริ่มแรก มาจากตรงนี้ครับท่านประธาน แล้วผมกราบเรียนนะครับว่าในฐานะที่ผมก็เป็นส่วนหนึ่ง ของแนวร่วมประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ นปช. แดงทั้งแผ่นดินนี้นะครับ ผมก็น้อมนำเอาความคิดอันนี้มานำเสนอในพรรคเพื่อไทย เพราะอันนี้คือครรลอง ของระบบรัฐสภาครับ แล้วผมก็พยายามที่จะอธิบายให้พี่น้องร่วมพรรคให้เข้าใจ ซึ่งก็ด้วยความเคารพนะครับ เนื่องจากผมไม่มีความสามารถในการอธิบายจนชนะใจ ของพี่น้องเพื่อนร่วมพรรคของผมได้ ผมก็เลยกลายเป็นเสียงข้างน้อย ซึ่งอันนี้สำแดงออกของระบอบประชาธิปไตยก็คือว่าเสียงข้างน้อยต้องขึ้นต่อและปฏิบัติ ตามเสียงข้างมากครับ เพราะฉะนั้นผมต้องขึ้นต่อและปฏิบัติตามเสียงข้างมาก อันนี้คือวิถีทางประชาธิปไตย ดังนั้นใครก็ตามที่ประณามผมว่าทรยศต่อประชาชน คนนั้น ควรจะสำรวจตัวเองนะครับ คนที่ทรยศต่อประชาชนก็คือคนที่ทรยศต่อวิถีทางประชาธิปไตยครับ ผมเคารพต่อวิถีทางประชาธิปไตยครับ ก็คือเสียงข้างน้อยต้องขึ้นต่อและเคารพเสียงข้างมาก ปฏิบัติตามเสียงข้างมาก แต่เสียงข้างมากก็สงวนและให้สิทธิเสียงข้างน้อยที่จะรักษาความคิด ของตัวเองได้ นี่เป็นการแสดงออกถึงบทบาทที่ยอดเยี่ยมของพรรคเพื่อไทยแล้วก็รัฐบาลชุดนี้ ดังนั้นต้องกราบเรียนท่านประธานก่อนนะครับว่าความคิดอันนี้เริ่มแรกเดิมทีมาจาก นปช. แดงทั้งแผ่นดินก่อนนะครับ ก็คือเลือกตั้งโดยตรงจากพี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศ เพื่อให้ประชาชนเป็นเจ้าของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำลังจะคลอดออกมา แล้วก็เป็นการ เคารพประชาชนด้วยนะครับ ดังนั้นนี่คืออันแรกที่ผมกราบเรียนท่านประธานนะครับ

แล้วข้อต่อมาก็คือว่า คนที่คิดอันนี้ได้คิดสะระตะเรียบร้อยแล้วครับว่า รัฐธรรมนูญ ๑๘ ฉบับที่ผ่านมาของประเทศไทยไม่เคยมีรัฐธรรมนูญฉบับใดเลยที่ร่างโดยตรง จากประชาชน มีแต่อ้อม ๆ จากประชาชนหรือไปทำประชาพิจารณ์ หรือไปรับฟัง ความคิดเห็นนะครับ กระทั่งกราบเรียนท่านประธานนะครับ ตรงนี้ท่านประธานต้องอนุญาต ให้ผมอธิบายสักนิดหนึ่งที่บอกว่ามีประชามติในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ กราบเรียน ท่านประธานนะครับ ประชามติภายใต้ปากกระบอกปืนเขาไม่เรียกประชามติครับ เพราะในตอนที่มีประชามตินี่นะครับ มีการประกาศกฎอัยการศึกถึง ๔๗ จังหวัด ใน ๗๖ จังหวัดทั้งหมดคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ก็คือ ๖๓ เปอร์เซ็นต์ แล้วที่ท่านบอกว่าประชาชนรับ ๑๔.๗ ล้านเสียง ด้วยความเคารพนะครับ มีเอ็กซิท โพล (Exit poll) ซึ่งเป็นวิทยาศาสตร์ บอกแล้วนะครับว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ สักแต่ว่ากาเห็นชอบไปก่อน ดังนั้น ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ที่สักแต่ว่ากาเห็นชอบไปก่อนนั้นคิดจาก ๑๔ ล้านก็ประมาณ ๔,๐๐๐,๐๐๐ กว่า ดังนั้น ๔,๐๐๐,๐๐๐ กว่าโดยบริสุทธิ์ โดยน้ำใสใจจริงเขาไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ครับ ดังนั้น ๔.๗ ล้านนี่ควรจะต้องไปเติมให้กับคนที่ไม่เห็นด้วยกับ รัฐธรรมนูญ ๑๐ ล้าน จึงเป็น ๑๔.๗ ล้าน ดังนั้นคนที่มีความคิดอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ และมีจิตใจที่บริสุทธิ์นี่จะตีความได้อย่างทันทีนะครับว่าประชามติเองบอกเลยว่า ไม่รับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ครับ นี่จึงเป็นที่มาที่ว่าทำไมจะต้องมาร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่ นี่คือประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานนะครับ ต่อมาตรงนี้ผมก็ได้ กราบเรียนท่านประธานไปแล้ว แต่ขออนุญาตที่จะกราบเรียนซ้ำอีกที ทั้งนี้เนื่องจาก อยู่ในมาตรานี้นะครับ ก็คือว่าสิทธิประชาธิปไตยที่เท่าเทียมกันของประชาชนทั่วทั้งประเทศ เป็นเรื่องที่สำคัญนะครับ อย่างที่ผมเรียนแล้วนะครับ ถึงแม้ว่าจะผมจะไม่สามารถ ที่จะโน้มน้าวจูงใจให้พี่น้องร่วมพรรคผมเห็นด้วยกับผม แต่พี่น้องร่วมพรรคผมก็เคารพความคิดของผม ให้ผมสงวนความคิดเห็นของผมได้ นั่นก็คือผมได้อธิบายให้พี่น้องร่วมพรรคของผมรวมทั้ง ผู้หลักผู้ใหญ่ภายในพรรค รวมทั้งพี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศในขณะที่กำลังฟังเสียงผม อภิปรายในวันนี้นี่ เหตุผลที่

(นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ผม สาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดระยอง สิทธิของกรรมาธิการจะชี้แจงนี่ก็ควรจะชี้แจงในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการร่างกฎหมาย หรือว่าการแปรญัตติของเพื่อนสมาชิก เมื่อสักครู่ผมอภิปรายเข้าใจว่าเอ่ยชื่อคุณหมอเหวง ให้เครดิตท่านด้วยว่าท่านแปรญัตติมาแล้วผมเห็นตรงกับท่าน แต่ไม่ใช่ลุกขึ้นมาชี้แจงแล้ว พูดถึงความไม่ชอบของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มันไม่ใช่ประเด็นที่คณะกรรมาธิการจะมีสิทธิชี้แจงครับ ขอให้ท่านประธานได้วินิจฉัยว่าให้กรรมาธิการคุณหมอเหวงได้อยู่ในประเด็นครับ อย่าซ้ำซาก แล้วก็อย่าพูดที่ไม่ใช่กิจการของกรรมาธิการที่แก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอครับ ช่วยกระชับ นิดหนึ่งครับ

นายเหวง โตจิราการ กรรมาธิการ 🔗

ขอบคุณครับท่านประธาน ต้องกราบเรียนท่านประธานนะครับ ในฐานะที่เป็นกรรมาธิการ ผมมีสิทธิในการที่จะ รักษาเกียรติยศและศักดิ์ศรีของกรรมาธิการด้วย เพราะว่ามีสมาชิกหลายท่านอภิปรายว่า เป็นร่างโจร ร่างปล้นมา หรือเป็นเผด็จการรัฐสภา ซึ่งผมพยายามอดทนนั่งฟังมาโดยตลอด แล้วก็ไม่ตอบโต้สักนิดนะครับ ดังนั้นผมจะพยายามที่จะอธิบายให้ท่านประธานรัฐสภาเข้าใจนะครับว่า กรรมาธิการนี่ทำงานโดยการเคารพหลักประชาธิปไตยเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นอันแรกเลย ก็คือเรื่องมีคนพยายามที่จะชี้ให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ดีอยู่แล้วทำไมจะต้องไปแก้ไข ตรงนี้ผมก็ขออนุญาตที่จะผ่านไปนะครับ กลับมาประเด็นที่บอกว่าพวกมากลากไป ผมมีความจำเป็นที่จะต้องกราบเรียนท่านประธาน มิฉะนั้นในฐานะคณะกรรมาธิการ ผมมีความรู้สึกว่ากรรมาธิการเสียเกียรติยศ เสียศักดิ์ศรีที่ถูกดูหมิ่นดูแคลนเหยียดหยาม ศักดิ์ศรีต่อหน้าประชาชนทั่วทั้งประเทศนี้เห็นจะไม่ได้นะครับท่านประธาน ต้องกราบเรียน ท่านประธานนะครับ รวมทั้งรัฐบาลด้วย ก็คือว่าถ้าหากรัฐบาลจะใช้เสียงข้างมากหักหาญเอานี่ ไม่ยากเลยครับ เราสามารถที่จะร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วนำมาเสนอในที่ประชุมรัฐสภาได้ แล้วผมก็เชื่อว่าด้วยความสามารถในการอธิบายให้เห็นคุณงามความดีของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่รัฐบาลจะร่างเข้ามาเราก็สามารถที่จะผ่านร่างนั้นได้ไม่ยากเย็นนัก แต่เราไม่ใช้วิธีการ ข่มเขาโคขืนให้กินหญ้านะครับ เพราะฉะนั้นขอด้วยความกรุณานะครับนี่จึงเป็นที่มา ที่ทำไมรัฐบาลจึงเสนอแก้ไขมาตรา ๒๙๑ เพื่อให้ได้ สสร. มาแล้วให้ สสร. เป็นคนร่าง และตรงนี้ขออนุญาตต่อนะครับท่านประธานมิเช่นนั้นรัฐบาลก็จะเสียหายและกรรมาธิการ ก็จะเสียหายครับ เพราะว่ามีสมาชิกพูดซ้ำซากอย่างไม่จบไม่สิ้นว่าเป็นการให้เช็คเปล่า กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพนะครับ คนที่พูดว่าให้เช็คเปล่านี่เข้าใจว่า เขาคงไม่มีความเข้าใจในเรื่องระบอบรัฐธรรมนูญเลยและไม่ทราบว่าเขาเข้าใจหรือเปล่าว่า ประเทศไทยนี้เป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ดังนั้น สสร. ที่จะไปยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่นี่ ไม่ใช่เช็คเปล่าครับ ท่านประธานครับ

ข้อที่ ๑ ระบอบจะเป็นระบอบมุสโสลินีไม่ได้ จะเป็นระบอบฮิตเลอร์ไม่ได้ จะเป็นระบอบเมาเซตุงไม่ได้ จะเป็นระบอบสตาลินไม่ได้ ต้องเป็นระบอบประชาธิปไตยครับ

ข้อที่ ๒ จะมีประธานาธิบดีไม่ได้ครับ จะต้องมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข

ข้อที่ ๓ รูปแบบของรัฐจะเป็นสาธารณรัฐไม่ได้ครับ จะต้องเป็นราชอาณาจักร หนึ่งเดียวอันแบ่งแยกไม่ได้

ดังนั้นต้องกราบเรียนท่านประธานนะครับว่ารัฐบาลตระหนักดีในเรื่องนี้ และกรรมาธิการก็ตระหนักดีในเรื่องนี้ ดังนั้นขอได้โปรดท่านประธานได้ช่วยยับยั้ง ผู้ซึ่งพยายามที่จะใส่ร้ายป้ายสีว่า สสร. หรือร่างของรัฐบาลก็ดี หรือร่างของกรรมาธิการก็ดี จะส่งเช็คเปล่าให้กับ สสร. ไปร่างกันใหม่ ขอได้โปรดท่านประธานช่วยยับยั้งด้วยนะครับ มิเช่นนั้นสิ่งนี้ก็ยังวนเวียนซ้ำซากอยู่ในสภา ผมก็จะไม่พูดซ้ำในประเด็นนี้นะครับ ผมจะเข้าสู่ประเด็นที่ผมกราบเรียนท่านประธาน สิ่งที่ผมแก้ไขมานี้ขออนุญาต ที่สงวนความเห็นก็คือว่า ผมเห็นว่าควรจะต้องเลือกตั้งโดยตรงจากพี่น้องประชาชน ทั่วทั้งประเทศและเห็นว่าควรจะใช้จำนวนเพียง ๑๐๐ คนก็พอ เมื่อเป็นอย่างนี้ก็เอา ๑๐๐ ไปหารจำนวนประชาชน ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม เมื่อปี ๒๕๕๔ ซึ่งก็ได้ตัวเลขออกมาโดยประมาณนะครับ วันนั้น ๖๔,๐๗๖,๐๓๓ คน ดังนั้นเวลาหารแล้วก็จะตกสัดส่วนประมาณ ๖๔๐,๐๐๐ คนต่อ สสร. ๑ คน เมื่อเป็นอย่างนี้เราก็ถือเอาจังหวัดละ ๑ คนเป็นหลักก่อน เพราะเราต้อง เคารพความเป็นจังหวัดของประเทศไทยนะครับ เพราะความเป็นจังหวัดนี่มีมานับ ๑๐๐ ปีแล้วครับ แล้วหลังจากที่พ้นจากการตั้งจังหวัดละ ๑ คนแล้ว จังหวัดใดก็ตามที่มีประชาชนมากเกินกว่า ๖๔๐,๗๖๐ คนก็ไล่เรียงไปตามสัดส่วนนะครับ ซึ่งผมมีเอกสารอยู่ในมือผมแต่ผมขออนุญาต ที่จะไม่รบกวนเวลาที่ประชุมนะครับ ถ้าหากท่านประธานสนใจผมก็จะมอบให้ท่านประธานครับว่า เมื่อคำนวณออกมาแล้วกรุงเทพมหานครจะได้ ๘ คน จังหวัดนครราชสีมาจะได้ ๔ คน จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดขอนแก่น จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดอุดรธานี จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดสงขลา จังหวัดชลบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดสมุทรปราการ รวมไปถึงจังหวัดเชียงรายก็จะได้จังหวัดละ ๒ คน ตรงนี้จะเคารพสิทธิประชาธิปไตยของประชาชนนะครับ แล้วข้อต่อมาก็คือว่า โดยวิถีการเลือกตั้งโดยตรงจากพี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศอย่างนี้จึงไม่มีความจำเป็น ที่จะต้องมี สสร. ชนิดที่ ๒ ที่มาจากการกลั่นกรองของสถาบันการศึกษาต่าง ๆ หรือองค์กรต่าง ๆ แล้วมาให้รัฐสภาเลือก ซึ่งอันนี้หลายท่านก็ได้พูดไปแล้วนะครับ ผมก็ขออนุญาตที่จะไม่ซ้ำนะครับ เพียงแต่ว่าหากว่ามีการเลือกตั้งโดยตรงอย่างนี้ข้อครหาว่ามี สสร. ลากตั้งบ้างล่ะ สสร. ถูกครอบงำบ้างล่ะ สสร. หุ่นเชิดบ้างล่ะ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี่นะครับเป็นรัฐธรรมนูญ ที่ถูกบงการโดยใครบางคนบ้างละ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี่ร่างไปเพื่อช่วยอะไรบางคนบ้างล่ะ ซึ่งกระทั่งคนที่กล่าวหาเช่นนี้ด้วยความเคารพครับท่านประธานครับ เราเลือก สสร. เรายังไม่รู้เลยว่า สสร. ใครจะมาเป็น สสร. ยังไม่รู้เลยนะครับ แล้วท่านจะตรัสรู้ได้อย่างไรว่า สสร. ที่ท่านเลือกมาจะคิดอะไร ดังนั้นนี่ผมคิดว่าท่านไกลเกินไปแล้วครับ และต้องกราบเรียน ท่านประธานนะครับเมื่อเป็นอย่างนี้ผมนั่งฟังมา ๓ วันแล้วผมรู้สึกประเด็นนี้ซ้ำซากวนเวียนอยู่ แต่ในเรื่องนี้นะครับว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะไปช่วยใครบางคน จะไปนิรโทษกรรมใครบางคน จะไปยกเลิกองค์กรอิสระบางองค์กร หรือจะไปละลาบละล้วง หรือก้าวข้ามพรมแดนของศาล ด้วยความเคารพนะครับเรายังไม่รู้เลยว่า สสร. คือใคร แล้วท่านจะตรัสรู้ได้อย่างไรว่า สสร. เขาคิดอย่างไร แล้วท่านจะรู้ได้อย่างไรว่า สสร. จะจดจารึกลงไปอย่างไร เพราะฉะนั้น ด้วยความกรุณานะครับท่านประธานครับหากใครมีอภิปรายประเด็นนี้อีกนะครับ ขอได้โปรด ท่านประธานช่วยรักษากฎกติกาของที่ประชุมนะครับอย่าอนุญาตให้อภิปรายอีกต่อไปเลย เพราะเรากำลังพูดถึงเรื่องว่าให้ประชาชนเลือก สสร. โดยตรง เรายังไม่รู้เลยนะครับว่า สสร. นี้ จะเป็นใครบ้าง นี่ก็เป็นประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าแนวคิดของผมอันนี้ ก็จะทำให้ข้อครหาต่าง ๆ เหล่านี้สิ้นสุดไปโดยอัตโนมัตินะครับ แต่ในขณะเดียวกันนี่ ผมฟังดูแล้วผมก็รู้สึกเป็นห่วงประชาชนทั่วทั้งประเทศ แล้วก็เป็นห่วงท่านประธานด้วยนะครับ เพราะว่าบรรยากาศของการประชุมนี่ เราประชุมกันมา ๓ วันแล้วนะครับ ก็มาแค่มาตรา ๔ และมาตรา ๒๙๑/๑ ผมขออนุญาตจบด้วยการอ่านคำแปรญัตติของผมนะครับ คือคำแปรญัตติของผมนี่ก็ขออนุญาตที่จะให้ตัด (๑) (๒) ข้อ ก ข้อ ข ข้อ ค ทิ้งหมดเลยนะครับ แล้วก็ให้แทนที่ด้วยคำพูดต่อไปนี้ หรือประโยคต่อไปนี้นะครับ

ให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จำนวนหนึ่งร้อยคน มาจากการเลือกตั้ง โดยตรงของประชาชนของผู้มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนทั่วทั้งประเทศ ทำหน้าที่ในการจัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อใช้บังคับแทนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๕๐ โดยรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ

การคำนวณเกณฑ์จำนวนราษฎรต่อสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จำนวนหนึ่งคน ให้คำนวณจากจำนวนราษฎรทั้งประเทศตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร์ที่ประกาศ ในปีสุดท้ายก่อนปีที่มีการเลือกตั้ง เฉลี่ยด้วยจำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จำนวนหนึ่งร้อยคน

จำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่แต่ละจังหวัดจะพึงมีให้นำจำนวนราษฎร ต่อสมาชิกหนึ่งคน ที่คำนวณได้ตามวรรคสองมาเฉลี่ยจำนวนราษฎรในจังหวัดนั้น จังหวัดใด มีราษฎรไม่ถึงเกณฑ์จำนวนราษฎรต่อสมาชิกคนหนึ่งตามวรรคสอง ให้มีสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญในจังหวัดนั้นได้หนึ่งคน จังหวัดใดมีราษฎรเกินเกณฑ์จำนวนราษฎร ต่อสมาชิกหนึ่งคน ให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญในจังหวัดนั้นเพิ่มอีกหนึ่งคน

ทุกจำนวนที่ราษฎรถึงเกณฑ์จำนวนราษฎรต่อสมาชิกหนึ่งคน เมื่อได้จำนวน สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญของแต่ละจังหวัดตามวรรคสามแล้ว ถ้าจำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ยังไม่ครบหนึ่งร้อยคน จังหวัดใดมีเศษที่เหลือจากการคำนวณตามวรรคสามมากที่สุด ให้จังหวัดนั้นมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน และให้เพิ่มสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามวิธีการดังกล่าวแก่จังหวัดที่มีเศษที่เหลือจากการคำนวณตามวรรคสามในลำดับรองลงมา ตามลำดับจนครบจำนวนหนึ่งร้อยคน

เนื่องจากว่ากระผมเองต้องการให้ สสร. มาจากการเลือกตั้งโดยตรง จากพี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศทั้งหมด ดังนั้นขออนุญาตที่จะอาศัยในวาระนี้กราบเรียน ท่านประธานไปในคราวเดียวกันเพื่อจะได้ไม่เปลืองเวลาของที่ประชุมแห่งนี้นะครับว่า มาตราใดก็ตามที่มี (๑) และ (๒) ผมขออนุญาตที่จะให้ขีดฆ่าหรือกา (๑) (๒) ออก เพราะว่าในทัศนะของผม ผมต้องการที่จะเห็น สสร. มาจากการเลือกตั้งโดยตรง จากพี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศเท่านั้นครับ ขอบคุณมากครับ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านอลงกรณ์ พลบุตร เชิญครับ ท่านสงวนในส่วนของ สสร. เหมือนกันนะครับ จาก ๗๗ คนบวก ๒๒ คน จากเลือกตั้งทั้งหมด ๒๐๐ คน เชิญท่านครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมได้ใช้สิทธิของความเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ในการสงวนความเห็นคำแปรญัตติที่แตกต่างไปจากคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ในมาตรา ๒๙๑/๑ กระผมได้เสนอคำแปรญัตติดังต่อไปนี้

ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามหมวดนี้ ประกอบด้วยสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชนจำนวน ๒๐๐ คน การเลือกตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิออกเสียง ลงคะแนนเลือกตั้งผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญได้ ๑ คน การเลือกตั้ง ให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ

การคำนวณเกณฑ์จำนวนราษฎรต่อสมาชิก ๑ คนจากจำนวนราษฎร ทั้งประเทศ ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร์ที่ประกาศในปีสุดท้ายก่อนปีที่มีการเลือกตั้ง เฉลี่ยด้วยจำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญจำนวน ๒๐๐ คน จำนวนสมาชิกที่แต่ละจังหวัด จะพึงมีให้นำจำนวนราษฎรที่คำนวณได้ตามวรรคสี่มาเฉลี่ยจำนวนราษฎรในจังหวัดนั้น จังหวัดใดมีราษฎรไม่ถึงเกณฑ์จำนวนราษฎรต่อสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ๑ คน ให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญได้ ๑ คน จังหวัดใดมีราษฎรเกินเกณฑ์จำนวนราษฎร ต่อสมาชิก ๑ คน ให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเพิ่มขึ้น ๑ คนทุกจำนวนราษฎร ที่มีเกณฑ์จำนวนราษฎรต่อสมาชิก ๑ คน

ในกรณีที่จังหวัดใดมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญได้มากกว่า ๑ คน ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ได้รับคะแนนสูงสุดเรียงตามลำดับจนครบจำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่จะพึงมีได้ในจังหวัดนั้นเป็นผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ

เมื่อได้จำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญของแต่ละจังหวัดตามวรรคห้าแล้ว ยังได้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญไม่ครบ ๒๐๐ คน จังหวัดใดมีเศษเหลือจากการคำนวณ ตามวรรคห้ามากที่สุดให้จังหวัดนั้นมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเพิ่มขึ้นอีก ๑ คน และให้เพิ่ม สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามวิธีการดังกล่าวแก่จังหวัดที่มีเศษเหลือจากการคำนวณ ตามวรรคห้าในลำดับรองลงมาตามลำดับจนครบจำนวน ๒๐๐ คน

นี่คือคำแปรญัตติที่แตกต่างไปจากร่างของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ซึ่งในประเด็นของตัวร่างของกรรมาธิการเสียงข้างมากนั้นให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ๒ ประเภท ประเภทที่ ๑ มาจากการเลือกตั้งโดยตรง จังหวัดละ ๑ คน จำนวน ๗๗ คน อีกส่วนหนึ่งเป็นสมาชิกที่มาจากการคัดเลือกโดยที่ประชุมรัฐสภาจำนวน ๒๒ คน โดยเป็นผู้เชี่ยวชาญและผู้ที่มีประสบการณ์ การที่กระผมได้สงวนความเห็น และเสนอคำแปรญัตติก็ด้วยเหตุผลที่ว่า

ประการที่ ๑ การเริ่มต้นในการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ โดยการเพิ่มหมวด ๑๖ ว่าด้วยการยกร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เพื่อเปิดโอกาส ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นถือว่าเป็นการเริ่มต้นของการปฏิรูปการเมือง เป็นความหวังของการพัฒนาประชาธิปไตย โดยที่คณะกรรมาธิการซึ่งผมเป็นส่วนหนึ่งนั้น ก็มีหน้าที่ในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญที่รัฐสภาได้ลงมติรับหลักการในวาระแรก แต่กระผมเห็นว่าเมื่อจะมีการเริ่มต้นใหม่นั้นมันเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ มันเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ ของประเทศ ดังนั้นด้วยความรับผิดชอบตามที่ได้รับมอบหมายจากรัฐสภาในฐานะ ที่เป็นกรรมาธิการคนหนึ่งก็ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในคณะกรรมาธิการ พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ในการประชุมทุกครั้ง กระผมได้ย้ำเตือนเสมอว่าเรามีหน้าที่ที่สำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคต ของประเทศชาติ การเคลื่อนไหวทางการเมืองในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ถูกจับตามอง ทั้งในส่วนฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายที่เคลือบแคลงใจและคัดค้าน เมื่อจะเริ่มต้นก้าวใหม่จำเป็น จะต้องสร้างความเชื่อมั่น ไม่ใช่สร้างความหวาดระแวง เมื่อจะเริ่มต้นใหม่ก็เหมือนการสร้างบ้านใหม่ จะต้องวางรากฐานที่ถูกต้องและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย องค์ประกอบของสภาร่างรัฐธรรมนูญ และที่มาของสภาร่างรัฐธรรมนูญจึงเป็นหัวใจสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวที่รัฐสภา กำลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้ ผมย้ำเสมอว่าคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากพึงจะต้อง เขียนรัฐธรรมนูญด้วยหัวใจ ไม่ใช่เขียนด้วยมือแต่เพียงอย่างเดียว เราจะต้องสร้างความเชื่อมั่น ให้เกิดขึ้นว่ามันไม่มีวาระซ่อนเร้น ไม่มีอะไรแอบแฝงต่อการได้มาซึ่งสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือใช้ชื่อย่อว่า สสร. เพราะการเริ่มต้น ถ้าเริ่มต้นได้ดีก็เหมือนการกลัดกระดุมเม็ดแรก ถ้าเรากลัดถูก การกลัดกระดุมก็จะเป็นไปโดยเรียบร้อย แต่ถ้าเม็ดแรกเรากลัดกระดุมผิด มันก็เสียทรง เสียรูป การแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจจะมีเพียง ๕-๖ มาตราในครั้งนี้ แต่มันจะเป็น กุญแจไขไปสู่ความสำเร็จหรือล้มเหลว มันจะนำประเทศไปสู่ความราบรื่น ก้าวพ้นความขัดแย้งทางการเมืองได้หรือไม่ หรือจะนำไปสู่ชนวนของความขัดแย้งที่รุนแรงมากขึ้น วันนี้สัญญาณหลายฝ่ายที่เริ่มเคลื่อนไหวท่านประธานก็พอมองเห็นเช่นเดียวกับตัวกระผม กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็ดี และอีกหลายกลุ่มเริ่มที่จะมีการนัดชุมนุม เริ่มที่จะมีการเคลื่อนไหวซึ่งผมเชื่อว่านั่นไม่ใช่เป็นสิ่งที่พวกเราประสงค์ที่จะเห็น การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายหรือความขัดแย้งใด ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน้าที่ของรัฐสภาวันนี้จะต้องสร้างจุดเริ่มต้นที่เป็นที่ยอมรับ เรามีหน้าที่ ในการที่จะต้องคลายปมไม่ใช่ผูกเงื่อนปมไปสู่ความขัดแย้ง ตรงนี้ที่กระผมอยากจะเรียน ท่านประธานว่าหนทางเดียวที่เราสามารถที่จะทำให้เกิดการยอมรับก็คือที่มา และองค์ประกอบจำนวนของ สสร. เป็นบทแรกของการพิสูจน์ความตั้งใจจริงของรัฐบาล ที่ได้นำเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญและเป็นร่างหลักในการพิจารณาข้อกล่าวหาหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดช่องไปสู่การล้มล้างความผิดหรือนิรโทษกรรม ให้กับอดีตนายกรัฐมนตรีก็ดี หรือว่าการให้มี สสร. ล็อกสเปก (Lock spec) สิ่งเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่ไม่เป็นผลดีต่อการเริ่มต้นใหม่ของหน้าที่ของเราซึ่งท่านประธานเอง ก็มีความรับผิดชอบเช่นเดียวกับตัวผม ดังนั้นหลักการประชาธิปไตยจึงได้รับการเสนอ โดยการผ่านเป็นลายลักษณ์อักษรในรูปคำแปรญัตติ กระผมเสนอให้มีการแปรญัตติ ด้วยการเลือกตั้งโดยตรงแทนที่จะมีการคัดเลือกโดยรัฐสภาจำนวน ๒๒ คน ตรงนี้เอง คือการเริ่มต้น ถือได้ว่าเป็นการวางรากฐานที่สำคัญมากในการตอกเสาเข็ม การพัฒนาประชาธิปไตยก้าวใหม่ ยุคใหม่ ถ้าเราไม่สามารถตอกเสาเข็มหลักการในส่วนนี้ ลงไปได้ ความไว้วางใจ ความหวาดระแวงจะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียของตัว สสร. และตัวรัฐธรรมนูญ คงไม่เป็นการตีตนไปก่อนไข้เพราะว่าการเมืองไทยไม่ได้เริ่มต้นวันนี้ หรือเมื่อวานนี้ แต่วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นจากปัญหาในเรื่องของการใช้รัฐธรรมนูญในทางที่ผิด ไม่ว่าจะเป็นการคอร์รัปชัน (Corruption) การแทรกแซง แทรกซึม แทรกซื้อสื่อมวลชน หรือการเข้าไปครอบงำองค์กรอิสระหรือแม้แต่ในเรื่องของการละเมิด นั่นคือต้นเหตุ สาเหตุของการปฏิวัติรัฐประหารซึ่งเป็นวงจรอุบาทว์และเราไม่ประสงค์ที่จะเห็น ผมเชื่อว่า ความเป็นนักประชาธิปไตยของพวกเราที่มาจากการเลือกตั้งนั้นทุกคนรังเกียจเดียดฉันท์ การรัฐประหาร เพราะการรัฐประหารนั้นถือได้ว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตย แต่ต้นเหตุทุกครั้งที่มีการรัฐประหารนั้นมาจากการใช้อำนาจที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า อะบิวส์ ออฟ พาวเวอร์ (Abuse of power) เป็นส่วนใหญ่ วงจรอุบาทว์ของการคอร์รัปชัน วนเวียนนำมาสู่การรัฐประหาร นำมาสู่การเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ นำมาสู่การเลือกตั้ง แล้วมาสู่การซื้อเสียง แล้วนำมาสู่การถอนทุนเมื่อเป็นรัฐบาล แล้วก็นำไปสู่การรัฐประหาร ตรงนี้เป็นวงจรอุบาทว์ ท่านประธานอยากเห็นสิ่งเหล่านั้นอีกหรือครับ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก อยากจะเห็นสิ่งเหล่านั้นอีกหรือครับ ดังนั้นถ้าเราต้องการวางรากฐานประชาธิปไตยจำเป็น ที่เราจะต้องวาง ณ วันนี้ และความหวาดระแวงจะแก้ไขได้ด้วยการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ในหลักของการที่เราจะสร้างแนวความเชื่อตรงนี้ได้ที่เรียกว่าคอนฟิเดนซ์ บิวดิ้ง (Confidence building) การสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้น มันไม่สามารถทำได้ด้วยคำพูด ในการชี้แจง แต่มันพิสูจน์ได้จากการที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากจะยอมปรับแก้ ผมเชื่อว่า ท่านเองก็คงจะเห็นด้วยว่าถ้าเราจะวางรากฐานที่ถูกต้อง สสร. ควรมาจากการเลือกตั้งโดยตรง

ประการที่ ๒ ก็คือว่าในหลักความเชี่ยวชาญนั้นท่านประธานคณะกรรมาธิการ คงทราบดีว่าผมเองในเบื้องต้น ผมได้เสนอคำแปรญัตติที่ต่างไปจากวันนี้นะครับ ผมเป็นผู้เสนอ คำแปรญัตติที่ให้มี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ๒ ประเภท

ประเภทที่ ๑ มาจากการเลือกตั้งโดยตรง โดยเอาเขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง จำนวน ๒๐๐ คน โดยคิดตามสัดส่วนของราษฎรในแต่ละจังหวัด อย่างที่แปรญัตติตรงนี้ครับ

ประเภทที่ ๒ คือผู้เชี่ยวชาญที่มาจากการเลือกตั้งตามบัญชีรายชื่อ ที่เราเรียกว่า เป็นลิสท์ในระดับประเทศ โดยเอาประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ก็หมายความว่า ๑. เลือกประชาชนโดยตรง กับ ๒. ก็คือเลือกผู้เชี่ยวชาญ ในขณะพิจารณานั้นกระผมเชื่ออย่างหนึ่ง ด้วยประสบการณ์ในช่วงที่กระผมมีส่วนเป็นคณะกรรมาธิการในการศึกษา การแก้ไขรัฐธรรมนูญจนนำมาซึ่งการเกิดมาตรา ๒๑๑ และนำมาซึ่งการเกิดรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ผมอยู่ในช่วงเวลาดังกล่าว แล้วก็มีความคิดในตอนนั้นว่าการยกร่างรัฐธรรมนูญจำเป็น จะต้องมีผู้เชี่ยวชาญ เช่น ผู้เชี่ยวชาญจากกฎหมายมหาชน ผู้เชี่ยวชาญทางด้านรัฐศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านรัฐประศาสนศาสตร์ หรือบริหารรัฐกิจ หรือว่าผู้มีประสบการณ์ ทางด้านการบริหาร ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนเป็นต้น แต่ในที่สุดหลังจากที่กระผมได้ฟัง การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของคณะกรรมาธิการ ทั้งกรรมาธิการจากวุฒิสมาชิก กรรมาธิการจากซีกของรัฐบาล กรรมาธิการจากซีกของฝ่ายค้าน กระผมก็เปลี่ยนความคิดตัวเองครับ กระผมเป็นคนมีเหตุมีผล กระผมก็คิดว่าวันเวลาที่กระผมเคยมีประสบการณ์ก่อนปี ๒๕๔๐ ตอนที่มีส่วนร่วมในการทำรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้น มันผ่านมา ๑๐ กว่าปีแล้วครับ ผ่านมาทศวรรษครึ่งแล้ว วันนี้จำเป็นที่จะต้องยอมรับความเห็นในเรื่องการวางรากฐาน เรื่องการเลือกตั้งโดยตรง ผมไม่ได้ติดใจ ผมฟังคำชี้แจงของกรรมาธิการหลายท่านบอกว่า อย่าดูถูกประชาชน อย่าคิดว่าประชาชนนั้นจะไม่มีดุลยพินิจในการเลือก แล้วก็ต้องเชื่อว่า ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ ผู้ที่มีประสบการณ์ในการบริหารนั้นเขาจะลงสมัคร ผมก็เปลี่ยนใจครับ แต่สิ่งที่ผมเปลี่ยนใจไม่ได้ก็คือจำนวน จำนวนที่อธิบายไม่ได้ว่าถ้ามี ๗๗ คน จังหวัดละ ๑ คน มันอธิบายลำบากครับ เราไม่ใช่ระบบแบบเดียวกับประเทศสหรัฐอเมริกาในระบบของการเลือก วุฒิสมาชิกที่มีรัฐละ ๒ คน ไม่ว่ารัฐใหญ่รัฐเล็ก เสมอเท่ากันหมด แต่เราคำนึงถึง ความเสมอภาค แล้วก็สัดส่วนของประชากร ดังนั้นจังหวัดที่มีจำนวนราษฎรมากก็ควรที่จะมี ตัวแทนในสัดส่วนที่มากกว่า ตรงนี้ก็เป็นหลัก เพราะเราไม่ได้เอาเขตจังหวัดมาเป็นกรอบ เราเอาจำนวนราษฎรมาเป็นพื้นฐาน การคำนวณสัดส่วนจึงปรากฏออกมาในลักษณะ ของการที่ให้จังหวัดที่มีราษฎรมากก็มี สสร.มากกว่าลดหลั่นกันลงมา และที่สำคัญ ก็คือการที่ไม่ต้องการถูกมองว่าจะเป็น สสร. ล็อกสเปก ความห่วงใยตรงประการนี้ ท่านประธานคงได้ยินมาตลอดทั้งวัน กระผมไม่พูดซ้ำครับ เพียงแต่ย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ข้อระแวง ข้อสงสัยตรงนี้ว่าทำไมถึงไม่ยอมเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่วิตกกังวลว่าจะมีการล็อกสเปก สสร. ได้ พรรคการเมืองจะเข้าไปครอบงำ คนของพรรคการเมืองจะเข้าไปครอบงำ เสมือน สสร. ร่างทรงจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้านั้นเมื่อมีการเลือกตั้ง ไม่ใช่ผลดีเลยครับ ต่อการสร้าง ความไว้เนื้อเชื่อใจ ถ้าก้าวแรกของเราไม่ได้รับการยอมรับ เราจะก้าวข้าม ก้าวพ้นวิกฤตการณ์ ต่อไปได้อย่างไร ท่านประธานครับ กระผมห่วงใยในประเด็นนี้ด้วยความจริงใจ แล้วก็เรียน ท่านประธานว่าภูมิภาคนี้กำลังเปลี่ยนแปลง อีก ๒ ปีเศษ เราจะเกิดประชาคมอาเซียน เราจะเกิด ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เราจะเกิดประชาคมความมั่นคงอาเซียน แล้วเราจะเกิดประชาคมสังคม และวัฒนธรรมอาเซียน เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่วันนี้ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนแปลงในทางก้าวหน้า หรือถอยหลัง การเปลี่ยนแปลงด้วยการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะทำให้ประเทศนี้มีศักยภาพ ในการแข่งขันเพิ่มขึ้น หรือยังวนเวียน จมปลักอยู่ในความขัดแย้งอยู่ที่พวกเราครับ ขอให้พวกเราได้เริ่มต้นในหลักการที่ถูกต้อง และอย่าให้ความเคลือบแคลงนั้นดำรงอยู่ต่อไป ผมขอให้ท่านคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก โดยคำเรียกร้องนี้ผ่านท่านประธานนะครับ ช่วยพิจารณาทบทวนแล้วก็ขอเสนอคำแปรญัตติของกระผมเพื่อเป็นทางเลือกที่ดีทางเลือกหนึ่ง ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ขอบคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญคุณหมอชลน่านครับ กรรมาธิการที่ได้ตกลงกันไว้ครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย เขตเลือกตั้งที่ ๒ จังหวัดน่าน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตท่านประธานใช้สิทธิกรรมาธิการที่ได้เสนอความเห็น ต่อกรรมาธิการเสียงข้างมากเพิ่มเติมวรรคสองของมาตรา ๒๙๑/๑ ผมกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพนะครับ ผมเสนอเพิ่มเติมข้อความเป็นวรรคสอง ไม่ได้เสนอแก้ไขในมาตรา ๒๙๑ ของร่างกรรมาธิการหรือร่างของคณะรัฐมนตรีที่รัฐสภา ของเรารับเป็นร่างหลัก ผมขออนุญาตท่านประธานที่จะอ่านข้อความที่ผมได้เสนอเพิ่มเติม ในวรรคสองเป็นดังนี้ ในกรณีที่มีเหตุการณ์ใด ๆ ทำให้การได้มาซึ่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามวรรคหนึ่ง มีจำนวนสมาชิกไม่ถึงจำนวนที่กำหนดใน (๑) คือที่มาจากการเลือกตั้งทางตรง จากจังหวัดละ ๑ คน และใน (๒) คือมาจากการเลือกของรัฐสภาจากสาขาวิชาชีพทั้ง ๓ ส่วนนะครับ ผู้เชี่ยวชาญด้านมหาชน ๖ คน ผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ จำนวน ๖ คน แล้วก็มีผู้มีประสบการณ์อีก ๑๐ ท่าน (๒) แต่มีจำนวนไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวน สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญทั้งหมด ให้ถือว่าสมาชิกจำนวนนั้นประกอบเป็น สภาร่างรัฐธรรมนูญ แต่ต้องดำเนินการให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้ครบตามจำนวน ที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่งภายใน ๓๐ วัน และให้อยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่าอายุของสภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่เหลืออยู่ ท่านประธานที่เคารพ เหตุผลที่ผมได้ขอเพิ่มเติมข้อความในวรรคสอง ของมาตรา ๒๙๑/๑

ประการที่ ๑ กระผมเองได้ดูบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาตรา ๙๔ วรรคห้า ในมาตรา ๙๓ เพื่อแก้ไขเรื่องขององค์ประกอบของสภาผู้แทนราษฎร กรณีมีเหตุการณ์ใด ๆ ที่ทำให้การเลือกตั้งครั้งแรกไม่ครบจำนวน ๕๐๐ คน เพราะในวรรคหนึ่ง ระบุว่าต้องมีจำนวน ๕๐๐ คน เป็นองค์ประกอบ กรณีมีไม่ครบนี่ให้ถือเพียงไม่น้อยกว่า ร้อยละ ๙๕ ก็ให้ถือเป็นองค์ประกอบที่สามารถจะดำเนินการเป็นสภาผู้แทนราษฎรได้ ท่านประธานครับ ด้วยความเป็นห่วงที่จะทำให้สภาร่างรัฐธรรมนูญไม่สามารถประชุมได้ ภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในบทบัญญัติในมาตราต่อไป ผมก็เลยเสนอเพิ่มเติมในวรรคนี้ เนื่องจากวรรคนี้เป็นเรื่องของการกำหนดจำนวนองค์ประกอบของสภาร่างรัฐธรรมนูญ ให้มีสมาชิกเพียงสามในสี่ก็ถือเป็นองค์ประกอบได้ เหตุผลที่ผมมาเพิ่มในมาตรานี้เนื่องจากว่า มาตรานี้ว่าด้วยกรณีที่ ๑ ครับ ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญทำหน้าที่ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ นั่นคือเหตุผลข้อที่ ๑

เหตุผลข้อที่ ๒ เป็นเรื่องขององค์ประกอบที่มาของสมาชิกว่ามีที่มาอย่างไรนะครับ มี ๒ ส่วนเท่านั้นในร่างของกรรมาธิการ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่บอกไว้คือองค์ประกอบที่สามารถ จะเป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญได้กรณีถ้าจำนวนสมาชิกไม่ครบ นี่คือข้อกริ่งเกรงของผมที่กลัวว่า จะดำเนินการเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้ ท่านประธานครับ ผมได้เสนอความเห็นนี้ ต่อท่านประธานกรรมาธิการและกรรมาธิการก็ได้รับการชี้แจง

ประการที่ ๑ ท่านประธานชี้แจงกับผมว่ากรณีการประชุม แต่ร่างเดิม ให้ประชุมได้หลังจากมีสมาชิกครบจำนวนภายใน ๑๐ วัน นั่นคือร่างเดิมที่เรารับไป ในมาตรา ๒๙๑/๙ กรรมาธิการได้ไปแก้ไขนะครับในมาตรา ๒๙๑/๙ ให้ประชุมภายใน ๓๐ วัน โดยตัดคำว่า ครบจำนวน ออก นั่นคือเปิดกว้าง ความหมายก็คือไม่ครบจำนวนกรณีเกินกึ่ง ก็สามารถประชุมได้ กรรมาธิการตอบผมอย่างนั้น ผมเองก็คลายกังวล แต่ผมก็ยังไม่สบายใจ เพราะไม่แน่ใจว่าเจตนารมณ์ของการเขียนรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ ผู้นำสู่ปฏิบัติ จะซาบซึ้งต่อเจตนารมณ์ของกรรมาธิการหรือสภาของเราหรือไม่ นั่นเป็นเหตุผลอันหนึ่ง ที่ผมต้องขออนุญาตมานำกราบเรียนท่านประธานเพื่อบอกกับท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ให้ได้ช่วยกันพิจารณา

ประการที่ ๒ ครับท่านประธานครับ ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้แจ้ง กับผมว่าข้อห่วงใยที่จะทำให้ไม่สามารถเปิดประชุมได้ นอกจากจะเขียนไว้ในมาตรา ๒๙๑/๙ แล้ว ในมาตรา ๒๙๑/๕ ยังได้เขียนไว้ว่าให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลรับรองสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญภายใน ๑๕ วัน ให้แล้วเสร็จ ใช้คำว่า ให้แล้วเสร็จภายใน ๑๕ วัน ความหมายที่ท่านประธานกรรมาธิการบอกกระผมอย่างนั้น ท่านประธานคณะกรรมาธิการ บอกว่าโดยบัญญัติอย่างนี้ สาระบัญญัติอย่างนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้งไม่มีสิทธิกระทำเป็นอื่น ต้องประกาศให้แล้วเสร็จภายใน ๑๕ วัน ถึงแม้จะมีการร้องก็ต้องประกาศภายใน ๑๕ วัน ให้ครบตามจำนวน เหตุผล ๒ อย่างท่านประธานครับ ผมเองก็คลายกังวล แต่ผมไม่แน่ใจว่า สิ่งตรงนั้นจะเป็นเจตนารมณ์ที่สามารถนำสู่ปฏิบัติได้หรือไม่ ก็เลยมาเขียนให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ มีองค์ประกอบเพียง ๓ ใน ๔ ก็สามารถจะเป็นองค์ประกอบได้ แล้วก็สามารถเปิดประชุมได้ นั่นคือเหตุผลของผม ถ้าท่านประธานกรรมาธิการจะยืนยันเจตนารมณ์อย่างนั้นเพื่อบันทึกไว้ ในสภาแห่งนี้ ผมก็เชื่อว่าการนำสู่การปฏิบัติก็น่าจะเป็นไปตามเจตนารมณ์ของตัวบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญที่เราจะแก้ไขเพิ่มเติม เป็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ หมวดใหม่คือหมวด ๑๖ มาตราใหม่ในมาตรา ๒๙๑/๑ ถ้ามีวรรคสองของผมเองก็จะมีความชัดเจนขึ้น แต่ถ้ามีเจตนารมณ์อย่างนั้นชัดเจนสามารถนำสู่ปฏิบัติได้ กระผมเองไม่ติดใจท่านประธาน ที่จะให้มาลงคะแนนกับของผม เอาเจตนารมณ์นั้นเป็นที่ตั้งก็รับได้ ด้วยความขอบคุณ ท่านประธานครับ นี่คือเหตุผลที่ผมได้เสนอความเห็นและสงวนความเห็นไว้ แล้วแต่ท่านประธานและสภาแห่งนี้จะพิจารณา กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

กรรมาธิการรู้สึกจะใช้สิทธิ ครบหมดแล้วในส่วนของกรรมาธิการ ผมไปที่สมาชิกที่สงวนคำแปรญัตตินะครับ ผมขออนุญาตสลับไปที่ท่าน ส.ว. นิดหนึ่ง แล้วก็จะมาที่ท่านพิมพ์ภัทรานะครับ เชิญท่าน ส.ว. สุมล สุตะวิริยะวัฒน์ เชิญครับ

นางสาวสุมล สุตะวิริยะวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา เพชรบุรี

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุมล สุตะวิริยะวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเพชรบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันขอแก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา ๒๙๑/๑ ของมาตรา ๔ ดังนี้

ข้อ ๑ กำหนดให้สภาร่างรัฐธรรมนูญประกอบด้วยสมาชิกซึ่งมาจาก การเลือกตั้งของประชาชน จำนวน ๒๐๐ คน

ข้อ ๒ กำหนดให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้ใช้เขตจังหวัด เป็นเขตเลือกตั้ง และผู้มีสิทธิเลือกตั้งก็หมายความว่าให้ลงคะแนนเลือกตั้งจากผู้สมัคร รับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งได้ ๑ คนเท่านั้น คือวันแมนวันโหวตในทำนองนั้น

ข้อ ๓ ให้การคิดคำนวณของจำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ของแต่ละจังหวัดนั้นให้คิดคำนวณจากสัดส่วนของจำนวนประชากรในแต่ละจังหวัด นั่นก็หมายถึงว่าต้องมีเกณฑ์ในการที่จะใช้ในการคำนวณว่าอาจจะเป็น ๒๕๐,๐๐๐ หรือ ๓๐๐,๐๐๐ คนหรือ ๔๐๐,๐๐๐ คนก็แล้วแต่ในลักษณะอย่างนั้น เพราะฉะนั้น ในความคิดของดิฉันในการที่จะแก้ไขในมาตรา ๒๙๑/๑ ก็เพราะว่า ดิฉันมีความคิดว่า สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือ สสร. นั้นควรมาจากการเลือกตั้งประเภทเดียวเท่านั้น เพราะเนื่องจากว่าหลักการของประชาธิปไตยนั้น ประเทศไทยเรานั้นยึดถือในการเลือกตั้ง เป็นสำคัญ เพราะว่าดิฉันอยู่ในสภาแห่งนี้มา ๔ ปีแล้ว เพราะฉะนั้นก็จะเห็นว่าคนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะสมาชิกอันทรงเกียรติในสภานี้ก็มักจะ ดิฉันก็ว่าอย่างนั้นนะคะบางคนที่จะไม่ค่อย ให้ความสำคัญของสมาชิกที่มาจากการสรรหาโดยมักจะพูดว่าคนที่เป็นตัวแทนที่มาจาก องค์กรที่เลือกหรือคัดสรรเพียง ๖-๗ คนเท่านั้น และจะมาถอดถอนสมาชิกอันทรงเกียรติ ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนในจังหวัดนั้น ๆ ได้อย่างไร ทำนองอย่างนั้น เพราะฉะนั้น ดิฉันก็คิดว่าเราไม่ควรมี เมื่อเราต้องการให้เรายึดถือเรื่องการเลือกตั้งเป็นสรณะเป็นสำคัญ เพราะฉะนั้นสมาชิกของ สสร. ก็ไม่ควรที่จะมีจากการสรรหา ก็เลือกตั้งเสียให้หมดเลย โดย ๒๐๐ คน เพราะฉะนั้นอันนี้คือเหตุผล

และประการที่ ๒ ที่ดิฉันสนับสนุนในการให้แก้ไขในมาตรานี้ ก็คือว่า ดิฉันถือว่าจังหวัดแต่ละจังหวัดนั้นไม่เท่ากันที่มีจำนวนประชากร ไม่ยุติธรรม เพราะดิฉัน จำได้ว่าในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้น ดิฉันเห็นด้วยอย่างยิ่งในการเลือก ส.ส. นั้นการได้มา การเลือกตั้งของ ส.ส. นั้น มาจากการที่เราเรียกว่า พวงใหญ่ แต่ก็ได้มีการแก้ไขในสภาแห่งนี้ละว่า ไม่ยุติธรรม เพราะคนคนหนึ่งสามารถเลือกเขตเลือกตั้ง ส.ส. นั้นได้ถึง ๓ คน ไม่ควรจะเป็น เช่นนั้นที่คนคนหนึ่งมีสิทธิออกเสียงได้ถึง ๓ เสียง ๓ คน ไม่เห็นด้วย ควรจะเป็นเขตเล็ก เบอร์เดียว เราจึงแก้ไขรัฐธรรมนูญมาแล้วเมื่อปี ๒๕๕๔ เพราะฉะนั้นดิฉันจึงเห็นว่าเราก็ควร ที่จะให้การเลือก สสร. เป็นเขตเล็ก เบอร์เดียวเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นก็ให้ใช้เขตจังหวัด เป็นเขตเลือกตั้งจังหวัดใหญ่เล็ก เมื่อจำนวนประชากรไม่เท่ากัน ก็ได้ สสร. มาต้องไม่เท่ากัน ดิฉันคิดอย่างนั้น ด้วยเหตุนี้จึงมีความเห็นว่า มาตรา ๒๙๑/๑ นั้นควรที่จะมีการแก้ไขด้วย ๒ ประเด็นที่ดิฉันกล่าวแล้ว ขอขอบพระคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ต้องขออภัยท่านพิมพ์ภัทรา เมื่อกี้ผมดูเรียงลำดับผิด เพราะฉะนั้นของท่านคงอยู่ท้าย ๆ นะครับ แต่ขอท่านนริศา อดิเทพวรพันธุ์ เชิญครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ท่านประธานครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกรัฐสภา ตกลงท่านประธานจะเรียงคิวอย่างไรครับ รออยู่ตั้งแต่ ๙ โมงมาแล้วนะครับ ท่านจะเอาตามแบบไหนแน่ครับ เพราะเราสับสนแล้วครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เรียงตามลำดับในรายงาน

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ตามลำดับในรายงาน นะครับท่านประธาน ไม่ต้องยกมือหรือครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

แต่เจ้าตัวต้องแสดงตน

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ผมแสดงตนก็แล้วกัน นะครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมยังไม่เห็นชื่อท่านเลย

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

พอหมดกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยแล้วนี่ ตอนนี้ถึงพวกเราถูกไหมครับ ผู้แปรญัตติ ท่านจะเรียงมา

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

จะเรียงครับ ท่านแสดงตน กระผมก็จะเรียงให้เฉพาะผู้ที่แสดงตน

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ ท่านนริศา อดิเทพวรพันธุ์ ครับ ใครที่จะอภิปรายก็แสดงตนได้นะครับ ส่งชื่อหรือยกมือ เชิญครับ

นางสาวนริศา อดิเทพวรพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นริศา อดิเทพวรพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันได้ขอแปรญัตติ แก้ไขเพิ่มเติมความในมาตรา ๒๙๑/๑ ดังนี้ มาตรา ๒๙๑/๑ ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญมีหน้าที่ ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามหมวดนี้ประกอบด้วยสมาชิกดังต่อไปนี้

(๑) สมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ตัดคำว่า จังหวัดละ หนึ่งคน ออก เพิ่มข้อความดังนี้ค่ะ การเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตาม (๑) ให้ถือเขตจังหวัด เป็นเขตเลือกตั้ง และให้ผู้มีสิทฺธิเลือกตั้งออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งผู้สมัครรับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญในเขตจังหวัดนั้น ๆ ได้หนึ่งคน ให้แต่ละจังหวัดมีจำนวน สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญในสัดส่วนของราษฎรสามแสนคนต่อสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหนึ่งคน เมื่อได้จำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่พึงมีในแต่ละจังหวัดตามวรรคสามแล้ว หากจังหวัดใดมีเศษของจำนวนราษฎรที่เหลือจากการคำนวณมากกว่า ๑๕๐,๐๐๐ คน ให้จังหวัดนั้นมีสภาร่างรัฐธรรมนูญเพิ่มได้อีก ๑ คน ดิฉันมีประเด็นสำคัญที่อยากจะชี้ ให้ท่านประธานเห็นถึงความสำคัญในเรื่องของสัดส่วน ท่านประธานจะเห็นว่าจากการที่ท่าน ได้ร่างรัฐธรรมนูญให้แต่ละจังหวัดนั้นมี สสร. ได้เพียง ๑ คนต่อ ๑ จังหวัด ดิฉันคิดว่าสัดส่วน ตรงนี้ไม่น่าที่จะถูกต้อง เพราะว่าจำนวนประชากรในแต่ละจังหวัดนั้นมีไม่เท่ากัน ท่านประธานจะเห็นว่าในกรุงเทพมหานครประกอบไปด้วยประชาชน ประชากรเกือบ ๖,๐๐๐,๐๐๐ คน ซึ่งมีความแตกต่างหลากหลายกัน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของสังคม ในเรื่องของฐานะ ในเรื่องของกลุ่มอาชีพ ซึ่งตรงนี้คงที่จะปฏิเสธไม่ได้ เขาก็มีโอกาสเลือก สสร. ได้เพียง ๑ คนเท่านั้น ท่านประธานคะ เมื่อเรามาดูในรายละเอียดของแต่ละจังหวัด ในประเทศไทย จะเห็นว่าจังหวัดที่มีประชากรมากกว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน มีถึง ๒๐ จังหวัด ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดอุดรธานี จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งดิฉันจะไม่กล่าวทุกจังหวัด หรือแม้กระทั่งจังหวัดสงขลาและจังหวัดนครศรีธรรมราช ของดิฉัน ซึ่งมีประชากรถึง ๑,๕๐๐,๐๐๐ คน ก็มีโอกาสที่จะมี สสร. ที่จะมาเป็นตัวแทน ของพวกเราได้เพียง ๑ คน ท่านประธานคะ จังหวัดเหล่านี้มีโอกาสในการเลือก สสร. เท่ากับจังหวัดเล็ก ๆ ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดพังงา ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดระนอง ซึ่งเล็กที่สุดในประเทศไทย ซึ่งมีประชากรเพียง ๑๘๐,๐๐๐ คนเท่านั้น หรือไม่ว่าจะเป็น จังหวัดสมุทรสงคราม แต่ว่าสิ่งที่เขาจะมาทำเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ค่ะท่านประธาน การร่างรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ และกฎหมายฉบับนี้ ก็มีผลกับคนไทยทุก ๆ คนเท่าเทียมกัน เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าในการที่ท่านจะเพิ่มจำนวน สสร. ให้ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม ทุกหมู่ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ น่าจะเป็นการที่ท่าน จะได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่สมบูรณ์ที่สุด แต่ ณ ขณะนี้ท่านจะมี สสร. เพียง ๗๗ คน จากทั่วทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นตรงนี้ดิฉันต้องขอให้ท่านนั้นได้ทบทวนในเรื่องของสัดส่วน ซึ่งเป็นเรื่องที่ดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากที่สุด

เรื่องที่ ๒ ที่ดิฉันอยากที่จะเน้นย้ำ แล้วก็ขอให้ท่านนั้นได้ทบทวนกันอีกครั้งหนึ่ง ในเรื่องของการกระจายการมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมกันของประชากร จากการที่ท่าน ได้ร่างจำนวน สสร. ว่าใน ๑ จังหวัดนั้นมีจำนวน สสร. ได้เพียง ๑ คน ท่านมาดูใน ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ ประชาชนที่นั่นมีทั้งประชาชนที่เป็นพี่น้องชาวไทยพุทธและพี่น้อง ที่เป็นมุสลิม ท่านกำหนดจำนวน สสร. เพียง ๑ คนต่อ ๑ จังหวัด ถ้าเกิดว่าชาวไทยพุทธ ได้รับการเลือกตั้งมาเป็น สสร. แน่นอนค่ะพี่น้องมุสลิมก็อาจจะเกิดความน้อยใจว่าเขาไม่ได้มีโอกาส ในการที่จะเข้ามาร่วมร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ดิฉันคิดว่าเป็นประเด็นที่สำคัญ ท่านประธานเองก็ตามค่ะ ท่านก็คงที่อยากจะมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเราคิดว่าเป็นฉบับของประชาชนด้วยเช่นเดียวกัน แต่เมื่อท่านตัดพี่น้องมุสลิมเหล่านี้ ออกไปในกรณีที่เขาเกิดไม่ได้รับการเลือกตั้งเขาก็จะเกิดความน้อยใจ มีความรู้สึกว่าเขาถูกกีดกัน ออกไปจากการร่างรัฐธรรมนูญ นั่นก็จะเป็นสาเหตุให้อาจจะมีผู้ไม่หวังดีหยิบประเด็นนี้ขึ้นมา สร้างความแตกแยก ท่านพยายามที่จะให้พี่น้องชาวไทยเกิดความปรองดอง แต่การปรองดอง ไม่อาจเกิดขึ้นได้จากการที่ท่านจะมี สสร. เพียงจังหวัดละ ๑ คนเท่านั้น ดิฉันขอให้ท่าน ทบทวนว่าท่านจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทำไมในเมื่อประเทศไทยเกิดความแตกแยก ตรงนี้ดิฉันขอเน้น ดิฉันได้แปรญัตติไว้ค่ะว่าให้ประชากร ๓๐๐,๐๐๐ คน ได้มีโอกาสที่จะเลือก สสร. ของเขาได้ ๑ คน เราลองมาดูในรายละเอียดนะคะ จังหวัดนราธิวาสจากเดิมตามร่าง ของท่านจะมี สสร. ได้เพียง ๑ คน แต่ถ้าเกิดตามที่ดิฉันได้แปรญัตติจังหวัดนราธิวาส ซึ่งมีประชากร ๗๐๐,๐๐๐ คน จะสามารถมี สสร. ได้ ๒ คน แน่นอนค่ะพี่น้องไทยพุทธ อาจจะได้ ๑ ที่ พี่น้องมุสลิมอาจจะได้ ๑ ที่ ก็เกิดความปรองดองเกิดขึ้น หรือเรามาดู ที่จังหวัดยะลาซึ่งมีประชากร ๔๖๐,๐๐๐ คน แน่นอนค่ะ ๓๐๐,๐๐๐ คนแรกก็จะได้ สสร. ๑ คนเศษที่เหลือเขามีโอกาสที่จะมี สสร. ได้อีก ๑ คน เพราะดิฉันได้เขียนร่างคำแปรญัตติว่า เศษของจังหวัดใดที่เหลือมากกว่า ๑๕๐,๐๐๐ คน ให้มี สสร. ได้อีก ๑ คน นั่นก็หมายถึงจังหวัดยะลาก็จะมี สสร. ได้ถึง ๒ คน พี่น้องมุสลิมก็อาจจะได้ ๑ ที่นั่ง พี่น้องไทยพุทธก็อาจจะได้ ๑ ที่นั่ง หรือแม้กระทั่งว่าเรามาดูจังหวัดที่มีสัดส่วน ของพี่น้องมุสลิมเยอะในจังหวัดทางภาคใต้ อาจจะเป็นที่จังหวัดสงขลา ซึ่งมีประชากรถึง ๑,๓๐๐,๐๐๐ คน หรือที่จังหวัดนครศรีธรรมราชของดิฉันซึ่งมีประชากรถึง ๑,๕๐๐,๐๐๐ คน โดยสัดส่วน ๓๐๐,๐๐๐ คนต่อ สสร. ๑ คน จังหวัดสงขลาก็อาจจะมี สสร. ได้ถึง ๔ คน ที่จังหวัดนครศรีธรรมราชก็อาจจะมี สสร. ได้ถึง ๕ คน เพราะฉะนั้นพี่น้องมุสลิมก็มีโอกาส ในการที่จะมานั่งร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นของคนไทยทุก ๆ คน ตรงนี้ดิฉันคิดว่า น่าที่จะเป็นสัดส่วนที่ท่านน่าจะให้ความสำคัญนะคะ คราวนี้ท่านประธาน หรือท่านประธาน คณะกรรมาธิการ หรือเพื่อน ๆ ที่อยู่ในรัฐสภาแห่งนี้อาจจะอ้างได้ว่า สสร. ที่จัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญในปี ๒๕๔๐ ท่านก็มี สสร. จังหวัดละ ๑ คน แต่ดิฉันต้องบอก ต้องเรียนกับท่านว่า บริบททางการเมือง ณ ขณะนั้นกับขณะนี้เรามีความแตกต่างกัน ณ ขณะตอนที่เรา ร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ณ ตอนนั้นทุกคนมีความพร้อมที่จะเข้าสู่การเปลี่ยนแปลง แต่ ณ ขณะนี้ไม่ว่าจะเป็นตัวท่านประธานเอง หรือเพื่อน ๆ สมาชิกรัฐสภาก็คงที่จะทราบแล้ว นะคะว่าขณะนี้บ้านเรามีความแตกแยกแบ่งออกเป็นฝักเป็นฝ่าย เพราะฉะนั้นท่านไม่สามารถ ที่จะนำคำอ้างเมื่อว่า สสร. ในการร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็ใช้เพียงจังหวัดละ ๑ คน เนื่องจากบริบททางการเมืองนั้นแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นท่านประธานคะ ณ ขณะนี้ ประชาชนมีความรู้สึกในเรื่องของความคลางแคลงใจ ในเรื่องของความไม่ไว้วางใจ ในเรื่องของความเชื่อมั่น ขาดความเชื่อมั่น ในเรื่องของความกังวลใจ และความหวาดระแวง ว่าจำนวน สสร. ที่ท่านได้ตั้งไว้ ๗๗ คน จากการเลือกตั้ง และอีก ๒๒ คน จากการแต่งตั้งนั้น แน่นอนค่ะ หลายคนก็มั่นใจว่าเขาได้ถูกล็อกสเปกไว้หมดแล้ว ก่อนหน้านี้ได้มีกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยได้อภิปรายไปก่อนหน้าดิฉันว่าบางคนทราบแล้วด้วยซ้ำว่าใครที่จะได้มีโอกาส มาเป็น สสร. เพราะฉะนั้นการแก้ไขประเด็นตรงนี้ดิฉันคิดว่าการที่เราจะเพิ่มจำนวน สสร. น่าที่จะแก้ไขปัญหาให้เกิดขึ้น ให้หมดไปได้ เพราะฉะนั้นดิฉันต้องขอเน้นย้ำท่านว่า การเพิ่มจำนวน สสร. ให้มากกว่าจังหวัดละ ๑ คน ถ้าเกิดว่าท่านที่จะแปรญัตติ หรือลงคะแนนตามที่ดิฉันได้แปรญัตติไว้ก็คือ จำนวนประชากร ๓๐๐,๐๐๐ คนต่อ สสร. ๑ คน น่าที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้พี่น้องประชาชนได้นะคะ เมื่อสักครู่ได้มีท่านผู้อภิปราย ก่อนหน้าดิฉันแล้วได้กล่าวว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับทรราช ท่านอยากที่จะมีการแก้ไข แต่ดิฉันคิดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะเกิดขึ้น จะต้องเป็นรัฐธรรมนูญสำหรับประชาชนทุกคน ไม่ใช่เป็นรัฐธรรมนูญสำหรับ เพื่อใครเพียงคนใดคนหนึ่งเท่านั้นอย่างที่เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ ณ ขณะนี้ เพราะฉะนั้น ดิฉันขออนุญาตท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกรัฐสภาขอให้ท่านได้คิด และได้ตระหนัก ถึงความจำเป็นในเรื่องของการเพิ่มจำนวนสัดส่วนของ สสร. ตามที่ดิฉันได้แปรญัตติไว้ด้วย ขอบพระคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านนริศ ขำนุรักษ์ ครับ แล้วก็จะตามด้วยท่าน ส.ว. สุริยา

นายนริศ ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นริศ ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้แปรญัตติร่างรัฐธรรมนูญในมาตรา ๒๙๑/๑ เอาไว้ เพราะผมคิดว่า ร่างรัฐธรรมนูญมาตรานี้เป็นหัวใจสำคัญ ผมมีประเด็นที่จะทำความเข้าใจ กับคณะกรรมาธิการ แล้วก็คำแปรญัตติของผมก็ถูกปฏิเสธโดยคณะกรรมาธิการ ผมจึงขออภิปรายได้แสดงเหตุผลในที่ประชุมแห่งนี้เพื่อขอให้ทางคณะกรรมาธิการ ได้พิจารณาทบทวน ผมได้แปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑ ความว่าให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่แก้ไขจัดทำร่างรัฐธรรมนูญตามหมวดนี้ประกอบด้วยสมาชิก ๒ ส่วนครับ

ส่วนที่ ๑ คือมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน โดยคำนวณราษฎร ทั้งหมดจากตามหลักฐานทะเบียนราษฎรที่ประกาศปีสุดท้ายให้ใช้เกณฑ์ประชากร ๓๐๐,๐๐๐ คนต่อจำนวนสมาชิก สสร. ๑ คน จังหวัดใดมีราษฎรไม่ถึงจำนวนดังกล่าว ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญได้ ๑ คน และจำนวนจังหวัดใดที่มีเศษเหลือ จากจำนวนดังกล่าวหากมีจำนวนประชากรเกินแสนคน ก็ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ได้อีกหนึ่งคน ความในวรรคนี้ผมมีเจตนารมณ์อย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ ผมคิดว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความหลากหลาย ทั้งเชื้อชาติ ทั้งความเชื่อ ทั้งพื้นที่ ทั้งวัฒนธรรม ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ครับ จึงเป็นความจำเป็นที่ร่างรัฐธรรมนูญจำเป็นจะต้องตอบโจทย์ ตอบสนอง เพราะว่าต้องเป็นรัฐธรรมนูญของทุกฝ่าย ไม่ใช่เป็นร่างรัฐธรรมนูญ เพียงแต่ของเสียงข้างมากในสภา เพียงแต่ของรัฐบาล เพียงแต่ของส่วนหนึ่งส่วนใด ผมอยากให้เป็นรัฐธรรมนูญของทุกส่วนบนความหลากหลายของประเทศเราที่มีอยู่ตั้งแต่ ในอดีตจนถึงวันนี้ จำนวน สสร. ที่กระผมเสนอต่อท่านประธาน ผมคำนวณแล้ว จำนวนประมาณ ๒๐๐ คนเหมาะสมครับ ๙๙ คน ของทางกรรมาธิการน้อยไป แล้วก็ไม่มีความหลากหลายที่เพียงพอ ยกตัวอย่างเพียงจังหวัดเดียวครับ จังหวัดพัทลุงบ้านผมนี่นะครับ ถ้าคำนวณตามท่านก็ได้มาคนเดียว อาจจะได้คนพุทธก็ได้ครับ คนพุทธมีอยู่ ๓๕๐,๐๐๐ คน คนพัทลุงมีมุสลิมอยู่ ๑๕๐,๐๐๐ คน ก็ไม่มีตัวแทน สสร. อาจจะได้ชาวนาก็ได้ครับ คนพัทลุง ชาวนามากกว่าชาวสวน มันก็ไม่เกิดความหลากหลาย ถ้าแนวคิดของผมตามคำแปรญัตติ ของผม ๓๐๐,๐๐๐ คน ต่อ สสร. ๑ คน จังหวัดพัทลุงได้ ๒ คน อาจจะได้ชาวสวนสักคนนะครับ อาจจะได้ชาวนาสักคน อาจจะอยู่ริมทะเลสาบสงขลาสักคน อาจจะได้พุทธสักคน อาจจะได้ มุสลิมสักคน แล้วจังหวัดอื่นก็จะเป็นแบบนี้ด้วยนะครับ สสร. ก็น่าที่จะมีความหลากหลาย เหมาะสมเป็นไปตามเจตนารมณ์ที่พวกเราอยากได้ สสร. ที่มาจากความหลากหลาย ตอบโจทย์ความหลากหลายของคนในประเทศนี้ ตอบโจทย์หลากหลายทางเชื้อชาติ วัฒนธรรมความเชื่อ ศาสนาและประวัติศาสตร์ สสร. นอกจากเพียงพอแล้วนี่ ผมคิดว่า ถ้าเรามีเพิ่มเติมขึ้นมาจาก ๓๐๐,๐๐๐ คน และเพิ่มขึ้นมาอีก ๑ คน จาก ๙๙ คนของท่าน มาเป็น ๒๐๐ กว่าคนของผมนี่ ผมคิดว่าเราอาจจะได้คนเป็นกลางมากยิ่งขึ้น เพราะว่า สสร. ๙๙ คน มาจากเสียงข้างมากอย่างไรก็เป็นไปตามเสียงข้างมากในสภาแห่งนี้ ฝ่ายของรัฐบาล เราก็เชื่อว่าอาจจะมีโอกาสได้เปรียบมากกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง หรือเป็นฝ่ายของฝ่ายค้าน สสร. ก็จึงเป็น สสร. ของฝ่ายเสียงข้างมาก แล้วก็ไปเป็นรัฐธรรมนูญเสียงข้างมากถ้า สสร. เสียงข้างมาก ไปร่างรัฐธรรมนูญ การที่มี สสร. มากขึ้น หลากหลายมากขึ้น ผมคิดว่าอาจจะได้คน ที่มีความเป็นกลางในทางการเมืองตอบสนองต่อเจตนารมณ์ของการร่างรัฐธรรมนูญนี้ได้ นี่เป็นประการที่ ๑

ประการที่ ๒ ร่างรัฐธรรมนูญใน (๒) ผมให้สมาชิกซึ่งมาจากการคัดเลือก โดยที่ประชุมของ สสร. ตามวรรคหนึ่ง จำนวนยี่สิบห้าคน ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ สาขากฎหมายมหาชน จำนวนหกคน ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ จำนวนหกคน ผู้มีประสบการณ์ทางด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม กฎหมายหรือการร่างรัฐธรรมนูญตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศกำหนด จำนวนอีกสิบคน และผู้เชี่ยวชาญด้านสาขาสิ่งแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ จำนวนสามคน ตรงนี้มีประเด็นที่ผมขออนุญาตทำความเข้าใจกับท่านประธานไปยัง คณะกรรมาธิการว่าสังคมขณะนี้การร่างรัฐธรรมนูญนี้ต้องไปตอบโจทย์ปัญหา ของประเทศ เรามีความจำเป็นต้องใช้นักกฎหมายมหาชน นี่เป็นความจำเป็น เพราะรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องเทคนิค เป็นเรื่องศิลปะ เป็นเรื่องประวัติศาสตร์ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ต้องอาศัยผู้ที่เคยมีประสบการณ์ ในทางการเมือง ในการบริหารแผ่นดิน ในทางเศรษฐกิจ ในทางสังคม และรัฐธรรมนูญจำเป็นจะต้องใช้นักรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ในจำนวนหนึ่ง อันนี้ส่วนหนึ่งผมเห็นด้วยกับของท่านกรรมาธิการ แต่ของท่านมันมีแค่ ๒๒ คน แต่บ้านเมืองปัญหาไม่ได้อยู่แค่นี้ครับ ปัญหาใหญ่ที่ถูกท้าทาย ไม่ว่าประเทศไทย หรือโลกขณะนี้ คือปัญหาสิ่งแวดล้อม เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ เป็นปัญหาใหญ่ของโลก เป็นปัญหาใหญ่ของบ้านเมือง ไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเรามีอุทกภัย ไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเรามีวาตภัย และเราก็มีแผ่นดินไหว เรามีบทเรียนมาครับว่าถ้าเราไม่บัญญัติ เราไม่เอาผู้ที่เชี่ยวชาญด้านเหล่านี้เอาไว้เราเคยมีบทเรียน ท่านประธานคงจำได้ครับว่ารัฐบาลชุดนี้ ตอนเข้ามาบริหารประเทศใหม่ ๆ มีห้วงเวลาหนึ่งที่รัฐบาลต้องขอความเห็นชอบต่อรัฐสภา เพื่อที่จะหยิบยกกฎหมายขึ้นมาพิจารณา ในจำนวนนั้นมีกฎหมายค้างการพิจารณาอยู่ฉบับหนึ่งครับ ชื่อ พ.ร.บ. องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ บัญญัติไว้ ในมาตรา ๖๗ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แต่ว่าถูกรัฐบาลเพิกเฉย ไม่หยิบยกขึ้นมา ไม่ขอยืนยันกับรัฐสภาแห่งนี้ ทั้ง ๆ ที่ พ.ร.บ. ดังกล่าวอยู่ในขั้นการพิจารณา ของคณะกรรมาธิการของวุฒิสภา ใกล้แล้วครับ ลัดมือเดียว พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็จะออกมาบังคับใช้ ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ ไม่เพียงแต่ดูแลปัญหาประชาชนที่ทรัพยากรธรรมชาติ ที่ถูกสิ่งแวดล้อมกระหน่ำซ้ำเติมอยู่ในขณะนี้ แต่กฎหมายฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ ต่อการลงทุนระหว่างประเทศเช่นกรณีมาบตาพุด เป็นต้น ขณะนี้ผู้ลงทุนต่างประเทศ ก็กำลังรอดูว่ารัฐบาลจะเอาอย่างไรกับ พ.ร.บ. เหล่านี้ เพราะว่าเมื่อไม่มี พ.ร.บ. เหล่านี้ ความมั่นใจที่จะลงทุน มั่นใจที่จะมีองค์กรอิสระขึ้นมาดูแลการลงทุนของเขาก็ไม่มีนะครับ นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่มีความจำเป็นที่กระผมอยากให้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้มีผู้มีประสบการณ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติเข้าไปอยู่ใน สสร. และที่สำคัญใน สสร. ๒๕ คน ที่มาจากผู้เชี่ยวชาญผมไม่อยากให้รัฐสภาแห่งนี้เลือกเลยครับ ผมอยากให้มาจาก สสร. ที่มาจาก (๑) เป็นผู้เลือก ๒๐๐ กว่าคนที่ผมอภิปรายกับท่านประธานไปยังกรรมาธิการ (๑) ที่ประมาณ ๒๐๐ คนที่มาจากความหลากหลาย มาเลือก สสร. อีก ๒๕ คน ผมคิดว่า อาจจะได้คนเป็นกลาง คนมีความเชี่ยวชาญ มีความสามารถจริง แต่ถ้าปล่อยให้รัฐสภาแห่งนี้ ซึ่งถูกกำกับ ควบคุมโดยเสียงข้างมากเลือกเพิ่มขึ้นไปอีก ๒๕ คน ก็เท่ากับไปเติมให้เสียงข้างมาก มากยิ่งขึ้น และผลคืออะไรครับ ก็เป็นรัฐธรรมนูญของเสียงข้างมาก นี่คือเป็นสิ่งที่กระผม มีความกังวลมากในจำนวน ในที่มา และในคุณสมบัติของ สสร. ผมจึงขออนุญาตท่านประธาน ที่จะขอให้ทางกรรมาธิการได้พิจารณาทบทวนว่ากรรมาธิการ ๙๙ คน ที่ทางกรรมาธิการ เสนอเข้ามาไม่มีความหลากหลายที่เพียงพอ เป็นกรรมาธิการของเสียงข้างมากในสภาแห่งนี้ แล้วเมื่อกรรมาธิการเป็นกรรมาธิการเสียงข้างมากในทางการเมืองรัฐธรรมนูญก็จะเป็น รัฐธรรมนูญของเสียงข้างมาก ไม่เป็นรัฐธรรมนูญของทุกคน ไม่เป็นรัฐธรรมนูญ ของความหลากหลาย และไม่สามารถตอบโจทย์ในการแก้ปัญหาของประเทศชาติ และบ้านเมืองได้ครับ ผมจึงขออนุญาตเรียกร้องทางกรรมาธิการได้พิจารณาทบทวนครับ กราบขอบคุณท่านประธานครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทน)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านสุริยา ปันจอร์ ครับ เชิญครับ ท่านมีอะไรครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม วัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นับประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ท่านประธานครับ ผมขอกราบเรียนหารือ ท่านประธานที่เคารพอย่างยิ่งว่าลำดับการพูดของกระผมนั้นอยู่ลำดับที่เท่าไร เพราะพี่น้องประชาชนที่อยู่ต่างจังหวัดโทรมามากเหลือเกินว่าผมจะพูดเมื่อไรเขาจะฟัง จึงกราบเรียนขออนุญาตถามท่านประธานว่าผมอยู่ลำดับที่เท่าไร ต่อจากท่านสมาชิกท่านใด ขอให้ท่านประธานได้โปรดตอบกระผมซึ่งเป็นสมาชิกรัฐสภาในฐานะพรรคฝ่ายค้านด้วยครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คืออย่างนี้นะครับ ของท่าน ที่เราตกลงกันไว้ก็คือตามเล่มนี้นะครับ ขณะนี้เราอยู่หน้า ๒๗ ของท่านอยู่หน้า ๔๕ ครับ เชิญท่านสุริยาครับ

นายสุริยา ปันจอร์ สมาชิกวุฒิสภา สตูล 🔗

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุริยา ปันจอร์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดสตูล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ด้วยความขอบคุณท่านประธานที่ผมได้มีโอกาสร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด เป็นกฎหมายที่มีความสำคัญต่อประเทศชาติบ้านเมือง และประชาชนคนไทยทุกท่านทุกคน เพราะฉะนั้นการที่จะแก้ไขปรับปรุงหรือร่างใหม่ ก็แล้วแต่ให้ถือว่าเป็นภารกิจ เป็นภาระหลักของสมาชิกรัฐสภา ด้วยเหตุนี้สมาชิกรัฐสภา จึงได้ร่วมกันเสียสละทั้งกลางวันและกลางคืนเพื่อที่จะให้ได้มาซึ่งความเหมาะสม แล้วก็สอดคล้อง สอดรับกับพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งหลายทั้งปวง ท่านประธานครับ กระผมขอแปรญัตติอยู่ ๒-๓ ประเด็น แต่โดยเฉพาะมาตรา ๒๙๑/๑ ซึ่งขออนุญาตที่จะเสนอ ตรงนี้แล้วก็จะให้เหตุผลทีหลังครับ ตามมาตรานี้บอกว่าให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญทำหน้าที่ จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามหมวดนี้ ประกอบด้วยสมาชิกดังต่อไปนี้

(๑) สมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน เดิมนั้นในฉบับ ของคณะกรรมาธิการนั้นจำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญจังหวัดละ ๑ คน นั่นหมายความว่า ๗๗ คนประเภทที่ ๑ ครับ ส่วนประเภทที่ ๒ สมาชิกซึ่งมาจากการคัดเลือกโดยที่ประชุม ของรัฐสภาจำนวน ๒๒ คน รวมแล้ว ๙๙ คน ท่านประธานครับ จำนวนตัวเลขนี้เป็นที่รู้กัน ทั้งประเทศแต่กระผมขออนุญาตแปรญัตติโดยขอปรับเปลี่ยนตัวเลขจากจังหวัดละ ๑ คน เป็นจำนวน ๒๐๐ คนครับ จำนวน ๒๐๐ คน ซึ่งสมาชิกหลาย ๆ ท่านก็ได้ขอแปรญัตติ ในลักษณะอย่างนี้คือจำนวน ๒๐๐ คน แต่ที่มีข้อแตกต่างก็คือว่า

(๒) คือสมาชิกที่ได้มาจากการคัดเลือกยังคงอยู่ ๒๒ คน รวมแล้ว สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามที่กระผมขอแปรญัตตินั้นมีทั้งหมดสองร้อย ๒๒ คน ด้วยเหตุผลดังนี้ครับ ท่านประธานครับ ถ้าคิดว่า ๑ จังหวัด ๑ คน สมาชิก หรือจังหวัดละ ๑ คนตามร่าง ของกรรมาธิการนั้น กระผมเห็นว่าเราไม่ให้ความสำคัญกับประชาชน ไม่ให้เกียรติ กับประชาชน โดยเฉพาะประชาชนที่เราเคยอ้างว่าเป็นเจ้าของประเทศและครั้งหนึ่งผมก็เคยพูด ในสภาแห่งนี้ว่าชาวนาคือกระดูกสันหลังของชาติ แต่เอาเข้าจริง ๆ ชาวนานี้ตกต่ำและยิ่งต่ำไป ทุกวี่ทุกวัน เพราะเราพูดเพียงแต่ปาก แต่พฤติกรรมที่แสดงออกไม่แสดงให้เห็นถึงว่าชาวนานั้น เป็นกระดูกสันหลังของชาติจริง ๆ ขณะนี้ก็เช่นเดียวกันเราอ้างว่าประชาชนคนของประเทศไทยเรา เป็นเจ้าของประเทศ เป็นเจ้าของภาษี แต่เอาเข้าจริง ๆ เราก็ไปตัดลิดรอนสิทธิคัดให้เหลือ เพียงจังหวัดละ ๑ คน อย่างนี้ถือว่าเราไม่ได้ให้ความสำคัญกับเจ้าของประเทศตามที่เราพูด เพราะฉะนั้นสัดส่วนของสมาชิกที่จะมาทำหน้าที่ร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นเหมือนชีวิต วิญญาณของประเทศ ชีวิตวิญญาณของคนไทยทั้งประเทศนะครับ ก็ควรที่จะได้สัดส่วน ที่มีความเป็นธรรม อันที่เราจะให้ประชาชนเข้าสู่สภาแล้วมาร่างกฎหมายนี้คงเป็นไปไม่ได้ แต่เราต้องมีผู้แทน แต่ผู้แทนนั้นต้องผู้แทนที่มาด้วยความเป็นธรรมและชอบธรรม กระผมอยากจะขอยกตัวอย่างของความเป็นธรรม ท่านประธานครับ การเลือกตั้ง สมาชิกวุฒิสภาเมื่อปี ๒๕๔๓ มีสมาชิกวุฒิสภาทั่วประเทศ ๒๐๐ คน โดยใช้สัดส่วน ที่มีความเป็นธรรม จังหวัดสตูลบ้านผมมีสมาชิกวุฒิสภาเพียง ๑ คน ด้วยเหตุว่า มีจำนวนประชากรน้อยก็ควรจะได้น้อยซึ่งเหมาะสม แต่กรุงเทพมหานครในยุคนั้นมีสมาชิกวุฒิสภา ถึง ๑๘ คน ท่านประธานครับ ๑๘ คนกับจำนวนคน ๖,๐๐๐,๐๐๐-๗,๐๐๐,๐๐๐ คน ก็เหมาะสม แล้วก็มีความเป็นธรรม ด้วยเหตุผลดังกล่าวถึงอย่างไร ๆ ผมใคร่ขอวิงวอน ยกมือไหว้ท่านคณะกรรมาธิการทุกท่านเลยครับ ท่านได้กรุณาเถอะครับ คือถ้าท่านมีความทิฐิ โดยไม่ยอมปรับเปลี่ยนตามข้อเสนอแนะ ข้อเรียกร้องของสมาชิกรัฐสภาเพราะว่าท่านคงจะมี ทิฐิจนเกินไป ผมใคร่ขอวิงวอนว่าจำนวน ๒๐๐ คน ไม่ใช่กระผมคนเดียว มีทั้งเกือบทุกพรรค และเป็นร้อย ๆ ที่ขอแปรญัตติจำนวน ๒๐๐ คน แต่บางท่านก็ ๑๕๐ คน แต่สำหรับ จำนวน ๒๐๐ คนนี้มีมากเลย ถ้าท่านไม่เอาแบบที่ผมขอแปรญัตติ ๒๐๐ คน แล้วก็มี การคัดเลือกมา ๒๒ ท่าน ก็ไม่เป็นอะไร แต่ขอให้ได้ ๒๐๐ คนเหมือนอย่างกับพรรคฝ่ายค้าน หลาย ๆ ท่านได้นำเสนอ อันนี้ด้วยเหตุผลอย่างนี้ครับ ท่านครับ ท่านประธานครับ ด้วยเหตุผลว่าการที่จะยืนหยัดเพื่อให้สภาของเราเพื่อให้ประเทศชาติของเราได้ย่างก้าวต่อไป ข้างหน้าที่ไม่ต้องล้มลุกและคลุกคลาน เดินอย่างสง่างามนั้นเราต้องยอมผ่อนผันกันบ้าง เล็ก ๆ น้อย ๆ อย่ายึดมั่นทิฐิว่าของข้าพเจ้าถูกทุกเรื่อง ถูกทุกสิ่ง ถูกทุกอย่าง ถ้าเป็นอย่างนี้ ผมว่าเดินยากลำบากแล้วอาจจะก้าวแล้วล้มก็เป็นได้ เพราะฉะนั้นใคร่ขอวิงวอน ต่อท่านกรรมาธิการได้โปรดพิจารณาอีกครั้งหนึ่งครับ ๒๐๐ คน ไม่เอา ๒๒ คนก็ไม่เป็นอะไร แต่ขอให้ได้ ๒๐๐ คนครับ ๗๗ คนนี่น้อยเกินไปและไม่เป็นธรรมด้วยนะครับ อันนี้คือเหตุผลส่วนหนึ่งครับ

ท่านประธานครับ พูดถึงถ้าสมมุติว่า ๒๐๐ คน ถ้า ๒๐๐ คนถามว่าได้มาอย่างไร เลือกตั้งอย่างไร ผมขอที่จะนำเสนอการแปรญัตติของผมว่า การเลือกตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตาม (๑) นั่นหมายถึงสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญประเภทที่ ๑ คือประเภทเลือกตั้งนะครับ ให้ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง นั่นหมายความว่า กรุงเทพมหานครเป็น ๑ เขต จังหวัดนครสวรรค์ ๑ เขตจังหวัดระนอง ๑ เขตจังหวัดสตูล ๑ เขตนะครับ การเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตาม (๑) ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกเสียง ลงคะแนนเลือกตั้งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้เขตละ ๑ คน ถ้าผมอยู่กรุงเทพมหานคร มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ๑๘ คน แต่ผมมีสิทธิที่จะใช้สิทธิเลือกได้เพียง ๑ คนนะครับ การคำนวณเกณฑ์จำนวนราษฎรต่อสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตาม (๑) ๑ คนให้คำนวณ จากจำนวนราษฎรทั้งประเทศตามหลักฐานการทะเบียนราษฎรที่ประกาศในปีสุดท้าย ก่อนที่มีการเลือกตั้งเฉลี่ยด้วยจำนวนสภาร่างรัฐธรรมนูญ (๑) ท่านประธานครับ ตรงนี้สรุปง่าย ๆ ก็คือว่าเอาจำนวนประชากรทั้งประเทศตั้ง แล้วหารด้วยจำนวน ๒๐๐ ผลออกมาเป็นประการใดนั่นคือจำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ แต่ถ้ามีเศษก็ว่ากันไป ซึ่งรายละเอียดนั้นผมอยากจะนำเสนออย่างนี้ครับว่า จำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (๑) ที่แต่ละจังหวัดจะพึงมี ให้นำจำนวนราษฎรต่อสมาชิก ๑ คนที่คำนวณได้ตามวรรคสี่มาเฉลี่ย จำนวนราษฎรในจังหวัดนั้น จังหวัดใดมีราษฎรไม่ถึงเกณฑ์จำนวนราษฎรต่อสมาชิก ๑ คน ตามวรรคสี่ ให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตาม (๑) ในจังหวัดนั้นได้ ๑ คน จังหวัดใด มีราษฎรเกินจำนวนราษฎรต่อสมาชิก ๑ คน ให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตาม (๑) ได้ในจังหวัดนั้นเพิ่มขึ้นอีก ๑ คนตามลำดับ ท่านประธานครับ ขอได้โปรดแล้วก็ฝากไปถึง สมาชิกรัฐสภาทั้งหลายว่าได้โปรดพิจารณา และกระผมใคร่ขอวิงวอนในช่วงสุดท้ายอีกครั้งหนึ่งว่า ถึงอย่างไรก็ต้องขอวิงวอนจากคณะกรรมาธิการ ถ้าท่านจะตอบและท่านจะแก้ไขในสภาแห่งนี้ ให้เหลือ ๒๐๐ คน หรือ ๒๒๒ คน ด้วยความยินดีก็ต้องขอขอบพระคุณ สุดท้ายจริง ๆ หลังจากที่กระผมนำเสนอนี่อาจารย์เจริญ ภักดีวานิช ซึ่งเป็น ส.ว. จังหวัดพัทลุงจะมาเสริม ในส่วนนี้อย่างละเอียดถี่ยิบอีกครั้งหนึ่งครับ ขอขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านเจริญ ภักดีวานิช ครับ

นายเจริญ ภักดีวานิช สมาชิกวุฒิสภา พัทลุง 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม เจริญ ภักดีวานิช สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดพัทลุง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ กระผมและท่านสุริยา ปันจอร์ ส.ว. สตูล แล้วก็อีกหลายคนวุฒิสมาชิกนี่ เราได้ตกลงกันก่อน แล้วก็มีความเห็นตรงกันครับท่านประธานว่า สมาชิก สสร. ๗๗ คน มันไม่ชอบธรรมและไม่เป็นไปตามหลักของประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นการแปรญัตติ ของพวกกระผมหลาย ๆ คน วุฒิสมาชิกที่เราหารือกันและประชุมกันก็เห็นพ้องต้องกันครับว่า สสร. รัฐธรรมนูญฉบับนี้ควรจะเป็น ๒๒๒ คนครับ จากการเลือกตั้ง ๒๐๐ คน ซึ่งท่านสุริยา ได้อภิปรายไปแล้ว ผมจะไม่ชี้แจงในรายละเอียด เพื่อประหยัดเวลาของรัฐสภา ท่านประธานครับ ประเทศของเราบอบช้ำและเจ็บปวดมานานจากความขัดแย้ง ๒ เรื่องใหญ่ที่เกิดขึ้นจาก ประเทศของเรานำไปสู่ความเสียหายทั้งเศรษฐกิจและสังคมอย่างรุนแรง

เรื่องแรกก็คือเรื่องรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเพราะฉะนั้น มีคนออกมาเรียกร้องอยู่ตลอดเวลาเรื่องให้แก้รัฐธรรมนูญ

เรื่องที่ ๒ ที่เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงก็คือเรื่องของความขัดแย้ง ทางการเมือง เพราะฉะนั้นเรื่อง สสร. นี่ครับ ถ้าเผื่อ ๗๗ คนท่านประธาน พวกผมวุฒิสมาชิก หลังจากที่เราได้หารือจะเห็นตรงกันว่าจะเกิดเรื่อง ๒ เรื่องท่านประธานครับ

ประการแรกก็คือว่า สสร. ถ้าจำนวนน้อยก็เป็นเงื่อนไขเบื้องต้นที่สำคัญ นำไปสู่ความขัดแย้งอีกครั้งหนึ่ง เพราะฉะนั้นเราก็ได้หารือกันว่าถ้า ๗๗ คน ท่านประธานกรรมาธิการท่านทบทวนเถอะ ท่านอย่าปล่อยโอกาสทองของประเทศเสียไป ในรัฐสภาแห่งนี้นะครับ เพราะอะไรครับ เพราะว่าจะเพิ่มความขัดแย้งหลังจากที่เราผ่านทันทีครับ

ประการที่ ๒ ถ้าเผื่อว่า สสร. ๗๗ คน กระผมเรียนยืนยันท่านประธานผ่านไป ท่านประธานคณะกรรมาธิการจะขาดการยอมรับจากประชาชนอีกส่วนหนึ่งที่ไม่สนับสนุน ตามรัฐบาลนะครับ เพราะฉะนั้นความคิดเห็นที่ต่างนั้นนำไปสู่อะไรท่านประธาน นำไปสู่ สมมุตินะครับสภาแห่งนี้ผ่าน ๗๗ คน กับ ๒๒ คน เป็น ๙๙ คน สภาแห่งนี้ก็จะเต็มไปด้วย อะไรครับ หลังจากเลือกตั้งเสร็จรัฐธรรมนูญที่ร่างเสร็จอาจจะอีกส่วนหนึ่งซึ่งอาจจะมี ๑๐ ล้านคน ๘,๐๐๐,๐๐๐ คน ๖,๐๐๐,๐๐๐ คน ไม่ยอมรับอีก ก็จะนำไปสู่ความขัดแย้ง อีกครั้งหนึ่งนั่นเอง กราบเรียนท่านประธานนะครับ กระผมกราบเรียนเพื่อต้องการที่จะให้ ท่านประธานคณะกรรมาธิการและท่านกรรมาธิการท่านอย่าดึงดันเลย ๗๗ คนนี้นำไปสู่ ความเสียหายซึ่งอาจจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งกระผมคิดว่านี่เป็นสิ่งที่พวกกระผมหลายคน ที่เราได้แปรญัตติในเรื่องเหล่านี้ ท่านประธานครับ คณะของพวกกระผมหลายคนที่เราศึกษา ร่วมกันเราแปรญัตติ ๓-๔ มาตรา ซึ่งนำไปสู่รัฐธรรมนูญที่แก้เกิดการยอมรับ กระผมขออนุญาตท่านประธานนะครับ กระผมจะไม่เจาะรายละเอียดเพื่อให้เห็นว่า ทั้ง ๔ เรื่องที่พวกกระผมได้หารือร่วมกันนั้นนำไปสู่การที่มีรัฐธรรมนูญที่เป็นที่ยอมรับ และนำไปสู่การแก้ปัญหาความขัดแย้งได้ส่วนหนึ่งดังนี้ต่อไปครับ

ประการแรก มาตรา ๒๙๑/๑ ก็คือให้มี สสร. ๒๒๒ คน ซึ่งท่านสุริยา ปันจอร์ ได้กรุณาอภิปรายไปแล้ว

ประการที่ ๒ ก็คือมาตรา ๒๙๑/๓ ก็คือสมาชิกพรรคการเมืองหรือผู้ที่เป็น บุพการีที่เป็นนักการเมืองไม่ให้เป็น สสร. ทั้งหมดคือไม่ใช่อะไร เพื่อต้องการให้ สสร. ที่ได้มาสู่สภาแห่งนี้เป็นที่ยอมรับ

ประการที่ ๓ ที่พวกกระผมได้ร่วมกันหารือแล้วก็แปรญัตติก็คือ ขอให้กำหนดเวลา ๒๔๐ วัน ซึ่งกรรมาธิการก็แก้ให้ เดิมให้ร่างแค่ ๑๘๐ วัน อันนี้ต้องขอบคุณ ท่านกรรมาธิการ

ประการที่ ๔ ที่สำคัญมากท่านประธานครับ พวกกระผมได้เพิ่มขึ้นไป ในหมวด ๖ ก็คือเมื่อร่างเสร็จ สสร. ห้ามไปลง ส.ส. หรือ ส.ว. ในสมัยแรกเมื่อร่างเสร็จ

ด้วยเหตุผล ๓-๔ ข้อที่พวกกระผมได้หารือกันจะเห็นชัด ๆ ว่าถ้าเผื่อ ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้นำทั้ง ๔ เรื่องเข้ามาสู่การแก้ไขในชั้นกรรมาธิการ การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่เราพูดกัน ๒-๓ วันแล้วนี่ก็จะเกิดการยอมรับและนำไปสู่ การแก้ปัญหาความขัดแย้งของประเทศนี้ได้ และนำไปสู่การยอมรับในความเป็นประชาธิปไตย กระผมขอกราบเรียนท่านประธานนะครับ เรื่องของความขัดแย้งซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ของประเทศ กับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ นิด้าโพลเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ ได้สำรวจประชาชน ๗๒.๙ เปอร์เซ็นต์ ก็มีความเห็นตรงกันเหมือนกับในสภาแห่งนี้ที่อภิปรายไปหลายคน ว่าจะนำไปสู่ความขัดแย้ง การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๗๒.๙ เปอร์เซ็นต์บอกว่าจะนำไปสู่ ความขัดแย้ง

ประการที่ ๒ สวนดุสิตโพลก็สำรวจประชาชนอีกเหมือนกัน ท่านประธานครับ เมื่อเดือนมีนาคมสวนดุสิตโพลก็สำรวจประชาชนก็ออกมาตรงกัน ๖๓.๘๗ เปอร์เซ็นต์ ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรง ท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ ท่านประธานครับ กระผมคิดว่าเพื่อนสมาชิกรัฐสภา หลายคนด้วยความเป็นห่วงด้วยความรักประเทศชาติเหมือนกันทุกคนเป็นห่วงว่าถ้า ๗๗ คน บวก ๒๒ คนคือ ๙๙ คนนั้น ย่อมมีโอกาสที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งอย่างรุนแรงเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นจะทำให้เราเสียเวลาไปเยอะ ทั้งหมดนี้เพื่ออะไร ทุกคนนี่รักประเทศเหมือนกัน ท่านประธานครับ กระผมจะยกตัวอย่างประเทศที่เขาขัดแย้งกันเมื่อเร็ว ๆ นี้ ประเทศลิเบียนี่ครับ เมื่อความขัดแย้งรุนแรง เขามีสภาร่าง ๒๐๐ คนนะครับท่านประธาน ประเทศตูนีเซีย เมื่อเขาขัดแย้งกัน ประท้วงกันหลายวันมีคนตายจำนวนมาก ๒๑๗ คนครับ สภาร่างรัฐธรรมนูญ ประเทศอิรักเมื่อปี ๒๕๔๘ นี่ เขาขัดแย้งกันแล้วก็มีการเปลี่ยนแปลง ประเทศมี สสร. หรือสภาร่างรัฐธรรมนูญ ๒๗๕ คน ๙๙ คนใช้เมื่อปี ๒๕๔๐ นะครับท่านประธาน กระผมกราบเรียนข้อมูลเพื่อ อันนี้เป็นส่วนหนึ่งการที่มี สสร. จำนวนมาก เพื่อนสมาชิกรัฐสภาก็อภิปรายต่อท่านประธานว่าเกิดความหลากหลาย คนบางอาชีพได้มีโอกาสเข้ามานั่งในสภาแห่งนี้ กราบเรียนท่านประธานครับ กระผมให้ข้อมูลพื้นฐาน เพื่อเรียกร้องให้ท่านประธานคณะกรรมาธิการและกรรมาธิการทุกคนขอได้โปรดทบทวน รับฟังเสียงเพื่อนสมาชิกรัฐสภา โดยเฉพาะวุฒิสมาชิกซึ่งแปรญัตติจำนวน ๒๐๐ คนนี่จำนวนมาก กระผมมีเหตุผลที่จะกราบเรียนท่านประธานเพิ่มเติมดังต่อไปนี้

อันแรกก่อนท่านประธานครับ ทำไมถึงมี ๒๒๒ คน ประการแรกก็คือ เกิดความหลากหลาย เมื่อกี้เพื่อนสมาชิกรัฐสภาก็ได้กราบเรียนท่านประธาน ถ้าคนเดียวนี่ครับ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คืออะไรครับ ท่านประธานครับ เราจะได้ สสร. เหมือนกับเสร็จแล้วนี่ครับ เหมือนกับแบ่งภาคนี่ครับ สสร. ส่วนใหญ่ก็มาจาก สมมุตินะครับท่านประธาน อาจจะมาจาก ภาคเหนือ ภาคอีสานหรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือนี่ก็จะได้ สสร. จากอีกพรรคการเมืองหนึ่ง สสร. ภาคใต้ก็จะอีกพรรคหนึ่ง เวลามาร่าง ๙๙ คน อะไรเกิดขึ้นครับ บรรยากาศก็จะเหมือน ในการประชุมอยู่ ๒-๓ วันนี้ ๒-๓ วันนี้ที่เราเห็นภาพชัดก็คือเกิดความขัดแย้งทางความคิด เพราะวิธีคิดทางการเมืองอาจจะไม่เหมือนกันซึ่งก็ต้องยอมรับ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นการเพิ่มจำนวน สสร. ก็นำไปสู่การยอมรับ โอกาสที่คนที่ไม่อิงพรรคการเมือง สมมุติท่านประธานนี่ครับ เวลาสมัคร สสร. อย่างสมมุติจังหวัดพัทลุงนี่ครับ มีคนสมัคร ๑๒ คน บางครั้งหลาย ๆ คนเสียงมันแตก คนชนะที่ ๑ หรือถ้าเอาคนเดียวจะได้ไม่ถึง ๒๐,๐๐๐ เสียงครับ ๒๐,๐๐๐ เสียงนี่มันคิดไม่ถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของคนทั้งหมด เพราะฉะนั้นอะไรเกิดขึ้น อีก ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของเสียงก็แสดงว่าไม่มีความหมาย ในการเลือกตั้งเลยนะครับ แต่ถ้ามี ๒ คน ท่านประธานครับ ก็จะทำให้ถึงแม้บางคนอาจจะอิง พรรคการเมือง แต่อีกคนหนึ่งอาชีพอื่น พวกครูก็ดี หรือตัวแทนชาวนาซึ่งเพื่อนสมาชิกรัฐได้ กราบเรียนท่านประธานได้มีโอกาสเข้ามานั่งในสภาแห่งนี้ การที่เขาได้เข้ามานั่งนี่เกิดอะไรขึ้น วิธีคิดทางการเมืองย่อมต่างจากนักการเมือง บางทีเขาอาจจะไม่รักษาประโยชน์ ในการร่างรัฐธรรมนูญ ในกลุ่มอาชีพที่เขาเป็นอยู่ไม่ว่าชาวเขา หรือชาวนา หรือเกษตรกรก็ตาม อันนี้เป็นประโยชน์ครับ เป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น

ประการที่ ๒ ท่านประธานครับ ๑. การที่มี สสร. จังหวัดละคน ผมกราบเรียนท่านประธานไปแล้วว่าในสภาแห่งนี้จะมี สสร. เลือกข้างกันอย่างแน่นอน

ประการที่ ๓ เพื่อนสมาชิกรัฐสภาหลายคนและเกือบทุกคนบอกว่า ความไม่เป็นธรรม ความไม่เป็นนิติธรรมเกิดขึ้นจังหวัดเล็ก จังหวัดใหญ่ ซึ่งกระผม ไม่กราบเรียนท่านประธานนะครับ เพราะว่าหลายคนอภิปรายไปแล้ว กทม. คน ๗,๐๐๐,๐๐๐ คน กับคนจังหวัดเล็ก ๆ ซึ่งเท่ากันนี่ ที่สำคัญท่านประธานครับ เวลาร่างรัฐธรรมนูญต้องไปรับฟังประชาชนด้วยว่าประชาชนเขาต้องการอะไร กรุงเทพมหานคร ๑ คน จะไปรับฟังได้ในเวลาที่จำกัดนี่ มันไม่มีทางเลย แต่ถ้ามีหลายคนนี่ ถ้ามี ๑๗-๑๘ คนนี่ ท่านประธานครับ การไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ได้มีโอกาสไปรับฟังความต้องการ ความอยากได้รัฐธรรมนูญ แต่ถ้าคนเดียวท่านประธาน ไม่มีโอกาสที่จะไปรับฟังกระจายออกไปได้ เพราะเวลาก็จำกัด เพราะฉะนั้นกระผม กราบเรียนท่านประธานคณะกรรมาธิการและกรรมาธิการครับ ท่านโปรดทบทวนเถอะ อย่าเอาจังหวัดละคนเลยนะครับ ท่านต้องคิดถึงร่างเสร็จแล้วนี่ครับ แล้วตอนที่รับฟัง ตอนร่างไม่พอนะครับ ร่างเสร็จขอประชามติ ถ้าเผื่อมีคนสงสัยในบางมาตราหรือบางประเด็น การมี สสร. หลายคน โคราชมีหลายคน ก็ได้มีโอกาสไปชี้แจงประชาชนประกอบการตัดสินใจ เราต้องเคารพเสียงประชาชน แต่การที่มีตัวแทนคนเดียว โอกาสชี้แจงทั้งระหว่างร่าง ร่างเสร็จ ค่อนข้างยากมาก

ประเด็นต่อไปที่กระผมกราบเรียนท่านประธาน คะแนนของผู้ที่ได้คะแนน เสียงค่อนข้างมากอาจจะไม่ได้เป็นเสียงทั้งหมดของจังหวัด เมื่อครู่นี้กระผมได้กราบเรียน ท่านประธานไปแล้วว่าถ้าคนสมัคร ๑๒ คน คนที่ได้ที่ ๑ ได้เสียงแค่อาจจะ ๒๐,๐๐๐ เสียง คิดเปอร์เซ็นต์ก็ประมาณ ๑๒ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ทิ้งเปล่าไปเลยนะครับ ด้วยเหตุผลทั้งหมดกระผมไม่เจาะไปในสิ่งที่เพื่อนสมาชิกรัฐสภาได้กราบเรียนท่านประธาน เพื่อประหยัดเวลา แต่อยากจะกราบเรียนท่านประธาน หลายคนเรียกร้องและวิงวอนว่า ขอให้ท่านประธานคณะกรรมาธิการและทางรัฐบาลได้โปรดรับฟัง แล้วก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย การเพิ่มจำนวนจะเกิดประโยชน์มากกว่าการไม่เพิ่ม ณ วันนี้ประชาชนทั้งประเทศได้รับฟัง มีหู ตารับรู้ว่า ๗๗ คน กับ ๒๒ คนนั้นย่อมทำให้เขาเสียสิทธิในจังหวัดที่มีประชากรมากยิ่งขึ้น

ประการที่ ๒ ที่ผมกราบเรียนก็คือ สำหรับ ๒๒ คนนั้น กระผมก็ได้แปรญัตติ เหมือนกับที่ท่านกรรมาธิการได้กำหนดไว้ ท่านประธานครับ หลายคนอาจจะกังวล เรื่องตัวแทนภาควิชาการ กระผมมี ๒ ส่วนที่จะกราบเรียนท่านประธาน

ส่วนแรก ก็คือว่าการที่สภามหาวิทยาลัยของเขาเองคัดเลือกมาก็ถือว่า แต่ละคนก็เป็นปัญญาชนย่อมต้องเลือกคนที่มีคุณภาพมาให้รัฐสภาแห่งนี้เป็นผู้เลือก ประชาชน ๖๕ ล้านคน ๖๖ ล้านคน ไม่สามารถเลือก ๒๒ คนได้ ก็มอบตัวแทนก็คือพวกเรา ทั้งหมด ๖๐๐ กว่าคน ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนทั้งประเทศ เพื่อเลือกให้ได้ ๒๒ คน กระผมคิดว่าอันนี้เป็นความชอบธรรมในเชิงระบอบประชาธิปไตย

โอกาสสุดท้ายท่านประธานครับ กระผมเข้าใจว่าเพื่อนสมาชิกวุฒิสภา เกือบทั้งหมดที่แปรญัตติจำนวนมากในมาตรานี้อยากเห็นการแก้รัฐธรรมนูญที่เป็นที่ยอมรับ ของประชาชนทั้งประเทศ ประเทศของเราสามารถเดินหน้าไปได้ การดึงดันในเหตุผล ที่ยอมรับไม่ได้ กระผมคิดว่าท่านประธานคณะกรรมาธิการถ้าเผื่อท่านจะกรุณาได้ทบทวน ในการแปรญัตติโดยการนำการแปรญัตติของสมาชิกรัฐสภาไปประกอบ ก็นำไปสู่การที่เราจะมี รัฐธรรมนูญเป็นที่ยอมรับ แล้วก็นำไปสู่ความเชื่อมั่นว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญมีตัวแทน หลากหลาย จะนำข้อสังเกตของพวกเราทั้งหมดนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นที่ยอมรับ เป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น และที่สำคัญก็คือการแก้ครั้งนี้นำไปสู่การลดความขัดแย้ง กราบขอบคุณท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านตวง อันทะไชย ครับ

นายตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม ตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ความเป็นจริงผมเรียนท่านประธานว่า ถ้าในกระบวนการแปรญัตตินั้นผมแพ้ในมาตรา ๓ มาแล้ว ถ้าเป็นกฎหมายปกติไม่มีประโยชน์ที่จะสู้ต่อหรืออภิปรายต่อ เพราะในหลักการในมาตรา ๓ นั้น แพ้ไปแล้ว เพราะมาตรา ๓ มันเป็นหัวใจสำคัญของร่างพระราชบัญญัติประกอบกฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือผมบอกว่าไม่ต้องให้มี สสร. ที่มาจากการสรรหา แต่อย่างไรก็ตาม ในมาตรา ๔ มาตรา ๒๙๑/๑ มันก็คือลมหายใจของมาตรา ๓ ที่ยังเหลืออยู่ ซึ่งอยากจะกราบเรียน ท่านประธานว่า สำหรับรัฐธรรมนูญมันเป็นกฎหมายปกครองประเทศ สมาชิกรัฐสภา เขาจะต้องต่อสู้ให้ถึงที่สุดทุกประเด็น บนเงื่อนไขว่าถึงรู้ว่าแพ้แต่ก็ต้องแปรญัตติเพื่อสื่อสาร กับสังคมให้รู้ว่าสภาส่วนหนึ่งคิดอย่างไร จะได้บันทึกเอาไว้ว่ามีสมาชิกรัฐสภาได้บอกต่อ ท่านประธานผ่านไปยังสมาชิกรัฐสภาว่าควรจะต้องทำอย่างไรกับมาตรา ๔ มาตรา ๒๙๑/๑ ก่อนที่ผมจะลงไปในรายละเอียด ผมขอประทานอนุญาตได้กราบเรียนว่าหลักการสำคัญ ที่ผมแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑ นั้น ผมกราบเรียนท่านประธานว่ามันเป็นหลักการสำคัญ ของประชาชนที่เราพูดกันมาตลอดก่อนจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าเราเห็นตรงกัน ทั่วประเทศทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญคราวนี้เราเชื่อว่ามันจะเป็น เครื่องมือในการเปลี่ยนผ่านและเปลี่ยนแปลงความขัดแย้งทางสังคมของประเทศไทย เราเชื่ออย่างนั้นจริง ๆ แล้วเราก็เชื่อจนกระทั่งว่านำไปสู่การยกร่างในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วผมก็เชื่อครับ แม้เบื้องต้นจะไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ตาม แต่วันนี้ผมเชื่อว่า ประชาชนคือผู้เปลี่ยนแปลงและเปลี่ยนผ่านความขัดแย้ง

ประการที่ ๒ สิ่งที่ผมจะแปรญัตติต่อไปนี้บนหลักการว่าประชาชน เป็นผู้เลือกทางออกปัญหาของประชาชน ไม่ใช่ปัญหาสภาระหว่างฝ่ายค้านกับรัฐบาลครับ แต่เป็นปัญหาความขัดแย้งของผู้คนในสังคมที่กำลังสะสมกองกำลังจะเข้าห้ำหั่นกันในเวลา ต่อไปนี้ มันจะทำอย่างไร มันก็ต้องผ่านกระบวนการเลือกตั้ง สสร. ที่จะต้องมาจากประชาชน หลักการต่อมาก็คือว่าประชาชนต้องเป็นผู้ออกแบบกฎหมายในการปกครองประเทศ ผมจะเล่า ให้ท่านประธานฟังว่าแทบไม่น่าเชื่อท่านประธานครับ ผมก็นั่งอ่านรัฐธรรมนูญทั้งคืน แทบไม่ปรากฏว่าเรามีรัฐธรรมนูญที่เป็นรัฐธรรมนูญฉบับไทย ๆ เลยแม้แต่ฉบับเดียว เราก็จะมีเฉพาะรัฐธรรมนูญที่เป็นฉบับพันทาง ตัดต่อ ตกแต่งเพิ่มเติม เลียนแบบมาจาก ต่างประเทศ เดี๋ยวจะเล่าให้ท่านประธานได้ฟังว่ามันคืออะไร ทำไมมันจะต้องให้ประชาชนเขา เลือกเข้ามา

ประการสุดท้ายที่ผมแปรญัตติบนปรัชญาว่าวันนี้ประชาชนที่มาจาก ภูมิภาคบ้านนอกอย่างท่านประธาน อย่างผมนี่ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ รวมกันต้องเป็น ผู้เปลี่ยนโครงสร้างทางสังคมบนมิติที่เราคิดเห็นร่วมกันว่ากรุงเทพมหานครไม่ใช่ประเทศไทยครับ ผู้ทรงคุณวุฒิไม่ใช่อยู่กรุงเทพมหานครอย่างเดียว ผู้ทรงคุณวุฒิที่เราพูดถึง ท่านประธาน ย้อนกลับไปดู สสร. ที่ผ่านมาตั้งแต่ชุดปี ๒๔๙๑ ปี ๒๕๐๒ ปี ๒๕๓๕ และปี ๒๕๔๙ และล่าสุดปี ๒๕๕๐ ท่านประธานจะพบว่าผู้ทรงคุณวุฒิล้วนแต่มาจากส่วนกลางทั้งนั้น เป็นคนออกแบบ แล้วให้คนส่วนภูมิภาคได้เดิน โอกาสอย่างนี้เป็นโอกาสที่ประชาชน จะต้องเป็นผู้ออกแบบการปกครองโดยประชาชนและเพื่อประชาชน ถามว่าผมแปรญัตติ อะไรบ้าง ผมจะไม่อ่านภาษาที่ผมแปรญัตติ แต่จะอธิบายหลักแนวคิดเอาไว้ ๒-๓ ประการ เพื่อให้ท่านประธานได้เห็นว่าผมแปรญัตติไว้อย่างไร

ประการแรกก็คือว่าผมตัดตรงที่มาจากการสรรหาออก ผมจะไม่พูดว่า เพราะอะไร สมาชิกพูดเยอะแล้ว ผมถือว่าหลักการอันที่ ๑ ที่ผมแปรญัตติเอาไว้ ประชาชน ๑ เสียงคือ ๑ สิทธิ มันเท่ากัน มันตรงกัน มันอธิบายว่าคนกรุงเทพมหานครเท่ากับคนจังหวัดระนอง คนจังหวัดระยองเท่ากับคนจังหวัดเชียงใหม่ คนจังหวัดเชียงใหม่เท่ากับคนจังหวัดเชียงราย เหมือนกันหมด แต่เมื่อไรก็ตามถ้าเราไปบอกเขตจังหวัดเป็นเขตปกครองแล้วให้ได้เท่ากัน มันไม่เท่ากัน เพราะเขตจังหวัดปกครองเราชอบเข้าใจว่าเขตจังหวัดปกครองคือตัวแทน ของจังหวัด แต่ข้อเท็จจริงมันไม่ใช่ตัวแทนของประชาชนท่านประธานครับ ๑ สิทธิ ๑ เสียง ในกรุงเทพมหานครคนมากต้องได้มากกว่าจังหวัดระยอง จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย ที่มากกว่าจังหวัดระนองก็ต้องได้มาก ซึ่งก็เป็นหลักในระบอบประชาธิปไตยทั่วโลก ที่เขาทำกันแบบนี้

ประการที่ ๓ จำนวน สสร. นั้น จะต้องเป็นไปตามอัตราส่วนของราษฎร แต่ละจังหวัดจึงไม่เท่ากัน แต่ผมแปรญัตติเป็น ๒๐๐ คน ใช้วิธีการหารและอัตราสัดส่วน ไม่เท่ากัน ถามว่าที่ผมขอแปรญัตติมา ๓ เรื่องนั้น มันจะไปแก้ปัญหาอะไร ความจริง ท่านสมาชิกได้พูดไปแล้ว แต่ผมเรียนท่านประธานย้ำเอาไว้ตรงนี้ นี่คือจุดอ่อน ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จุดอ่อนก็คือว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ถ้าเราทำแบบนี้โดยที่กรรมาธิการ ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงให้มาจากการเลือกตั้งยังยึด ๗๗ คน บวก ๒๒ คน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็ไม่ได้แตกต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับอื่น ๆ สสร. ชุดนี้ก็ไม่แตกต่างจาก สสร. ปี ๒๔๙๑ ปี ๒๕๐๒ ที่ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญ เป็นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ปี ๒๕๓๙ ที่ไปเขียน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็เหมือนกันท่านประธานครับ เลือกมาเหมือนกัน แล้วก็ให้มาจาก การเลือกตั้ง มาจากการสรรหาเหมือนกัน ที่น่าตกใจท่านประธานครับ ถ้าท่านไปเปิดดู คนที่เป็นคนยกร่าง ที่เรียกว่ากรรมาธิการ ล้วนแต่มาจากส่วนกลางทั้งนั้น ไม่ได้มาจากบ้านนอกอย่างที่เราเข้าใจเลยครับ แปลว่าคนออกแบบอยู่ส่วนกลางให้คนบ้านนอก ผมพูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่า ทำให้คนนั้นแตกแยกกัน แต่ผมจะอธิบายว่าวันนี้เราต้องให้โอกาสกับประชาชน เขาได้ออกแบบการปกครองด้วยตัวของเขาเอง ถ้าเราไม่ถือโอกาสนี้เราจะทำตรงไหน ท่านประธานครับ

ประการต่อมา ที่ผมเรียนท่านประธานว่าเราไม่เคยมีรัฐธรรมนูญเป็นฉบับ ของตัวเองเลยนั้น ผมยกตัวอย่างเรื่องเดียวท่านประธานเพื่อประหยัดเวลา ท่านประธาน คงจำได้ระบบรายชื่อ หรือปาร์ตี้ ลิสท์ (Party list) ที่เราพูดถึง วันดีคืนดีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เกิดขึ้นมา ทุกคนก็ถามมันมาจากไหน วันดีคืนดีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ทุกคนก็ถามมาจากไหน เราไปลอกแบบตัดต่อ ตกแต่ง เพิ่มเติมมาจากต่างประเทศทั้งนั้น ไม่ว่าจะมาจากยุโรป จากประเทศเยอรมัน หรือจากประเทศฟินแลนด์ ที่เป็นระบบปาร์ตี้ ลิสท์ แบบเปิดและแบบปิด ที่เรานำเข้ามาใช้ โดยที่ไม่เข้ากับวัฒนธรรมและวิถีชีวิต และยังเป็นปัญหาว่าปาร์ตี้ ลิสท์ นั้น ก็คือตัวแทนของทุนเท่านั้นเอง นี่ผมยกตัวอย่างให้เห็นว่า เรายังไม่ได้มีรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชนที่ออกแบบโดยประชาชนที่อยู่ในชนบท เป็นคนออกแบบ ต้องอย่าลืมนะครับว่าทุกวันนี้คนมันเท่ากันหมด นายก อบต. ศอ.บต. สมาชิกสภาเทศบาลบ้านผม บ้านท่านประธาน บ้านท่านกรรมาธิการนั้น เขาจบปริญญาตรี ปริญญาโท และจบปริญญาเอกแล้วครับ เพราะฉะนั้นความรู้ความเชี่ยวชาญเท่ากันหมด

ประการที่ ๒ วันนี้เราจะต้องให้คนที่อยู่ในภูมิภาคนั้นได้เข้ามามีส่วนร่วม ในการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เราต้องเปลี่ยนแนวคิดแบบนี้ ถ้าท่านจะแก้ความขัดแย้ง ถ้าท่านจะแก้ปัญหาความขัดแย้ง ท่านก็ต้องให้คนส่วนภูมิภาคเป็นคนออกแบบรัฐธรรมนูญ เพื่อเป็นเครื่องมือของการปกครองประเทศ เขาจะได้เขียนว่าเขาจะปกครองอย่างไร ไม่ใช่ให้คนอื่นมาเขียนให้แล้ว แล้วก็เป็นปัญหาอย่างนี้ซ้ำซาก แล้วเราก็มาเข้าใจว่าต้องเอา ผู้ทรงคุณวุฒิที่อยู่ส่วนกลางมาออกแบบรัฐธรรมนูญ ท่านประธานจำได้ไหมครับ รัฐธรรมนูญมันจึงเป็นประเภทคนเขียนไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้เขียน มันจึงเถียงกันไปเถียงกันมา ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านสมาชิกวุฒิสภาก็เถียงกัน ผมเรียนว่าวันนี้หลักการนี้ ต้องกลับไปหาประชาชน

ท่านประธานที่เคารพ ประการสุดท้าย ที่ผมจะเรียกร้องผ่านท่านประธาน ไปยังสภา แม้ว่าแพ้ก็จะเรียกร้อง รู้ว่าอย่างไรก็ไม่ชนะ แต่ผมเรียกร้องผ่านท่านประธาน ไปยังพรรคร่วมรัฐบาล และพรรครัฐบาลทั้งหมดว่าสิ่งที่ผมพูดวันนี้ ผมพูดมาจาก พี่น้องประชาชน ที่สงกรานต์ผมไปรดน้ำดำหัวท่าน ท่านฝากมา ท่านบอกว่าทำอย่างไร จะให้ประชาชนเป็นคนเขียน ออกแบบประเทศไทยด้วยตัวของประชาชนได้บ้าง ผมยกตัวอย่างที่ผมพูดมานี้คือประชาชนที่อยู่ในชนบทนะครับ ได้โปรดให้โอกาส ต่อประชาชนเป็นผู้ออกแบบการปกครองประเทศโดยเลือก สสร. เอง ผมขีดเส้นใต้ว่า เลือก สสร. เอง เลือกมากกว่า ๗๗ คน เพื่อป้องกันข้อครหาว่า สสร. นั้น ถูกบล็อก มันทำได้ท่านประธานครับ เราไม่ต้องปฏิเสธกันครับ เราอย่าหนีความจริง มันหนีไม่พ้นครับ มันเหมือนคนวิ่งหนีเงาท่านประธานครับ มันหนีไม่พ้นหรอกครับ จะบอกไม่ใช่เงาตัวเองไม่ใช่ครับ มันล็อกได้ ผมถามว่าโอกาสนี้ทำไมไม่ยอมเปลี่ยนแปลงใช้โอกาสที่สังคมให้โอกาส ใช้โอกาส ที่สภาแห่งนี้เห็นชอบ ใช้กลไกที่มีอยู่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนผ่านโดยประชาชน ไม่ภาคภูมิใจเลยหรือครับ

ประการที่ ๒ ขอได้โปรดให้ประชาชนในภูมิภาคได้เข้ามาเป็นผู้ออกแบบแทน ๒๑-๒๒ คน ผู้ทรงคุณวุฒิ ท่านประธานครับ ผมพูดไว้ตรงนี้ ท่านประธานจะได้บอกว่า มีสมาชิกคนหนึ่งพูด ผมไม่อ่านชื่อตรงไหน ชื่อกรรมาธิการทั้งหมดพอเราเลือก สสร. มา ผมยกตัวอย่าง ปี ๒๕๔๐ ยกตัวอย่าง ปี ๒๕๔๙ พอเลือกมาเสร็จท่านประธานครับ พอเป็นกรรมาธิการยกร่างท่านเชื่อไหมครับ รายชื่อทั้งหมดนั้นล้วนแต่อยู่ส่วนกลางทั้งนั้น ทำอย่างไรจะไม่ให้คนอยู่ส่วนกลาง ก็แปลว่าเราก็ต้องให้คนส่วนภูมิภาคนั้นได้เข้ามามีส่วนใน การแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ประการที่ ๓ การเลือกตั้ง สสร. แบบ ๑ สิทธิ ๑ เสียง เขตเลือกตั้ง มิใช่จังหวัดนั้น แต่เป็นการเลือกตั้งแบบที่จะต้องให้จังหวัดนั้นตามจำนวนสัดส่วน ของประชาชน ก็คือประชาชนมากต้องได้ สสร. มากครับ ประชาชนน้อยต้องได้ สสร. น้อย หลักการอันนี้เป็นหลักการสำคัญที่จะต้องให้โอกาสประชาชนเข้ามายกร่าง ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมเรียกร้อง ๒-๓ ประการนั้น อาจจะเป็นสิ่งที่ยากมากสำหรับพรรคร่วมรัฐบาล แต่ผมคิดว่าสมาชิกรัฐสภาหลายท่านก็คิดว่าคงพร้อมที่จะให้การสนับสนุนเพื่อให้ประชาชนนั้น เข้ามามีโอกาสในการเป็นผู้ออกแบบประเทศและปกครองตนเองครับ ขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ครับ

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ผู้แทนราษฎร จากจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา กระผมจะขอใช้สิทธิ ตามข้อบังคับและรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัดในการอภิปรายเพื่อขอแปรญัตติ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ท่านประธานครับ ผมขอกราบเรียนท่านประธานเป็นเบื้องต้นว่า แท้จริงแล้วกระผมไม่เห็นชอบด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ เพื่อเปิดทาง ให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เรากำลังพิจารณาอยู่ในเวลานี้ เพราะผมไม่เห็น ความจำเป็นใด ๆ ที่ประเทศนี้จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงกติกาสูงสุดของประเทศ ไม่เห็นความจำเป็นใด ๆ ที่จะมีข้ออ้างว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เป็นรัฐธรรมนูญ ที่เป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาของประเทศ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ จะเป็นอุปสรรค ในการแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชน ซึ่งผมก็ได้แสดงออกชัดเจนโดยการไม่รับหลักการ ในวาระที่หนึ่งแล้ว แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเสียงส่วนใหญ่ของรัฐสภานี้ต้องการให้แก้ไข ก็จำเป็นต้องยอมรับ และจำเป็นต้องแสดงออกเพื่อให้มีการแก้ไขไปในทิศทางที่ไม่ทำให้ ประเทศเสียหายและเป็นประโยชน์กับประเทศนี้มากที่สุด วันนี้เราได้ผ่านมติเห็นชอบมาแล้ว ๔ มาตรา ซึ่งการแปรญัตติในมาตราหลัง ๆ นี้ก็จะเพิ่มความยากลำบากมากขึ้น เพราะว่ามีเงื่อนไขบังคับที่เสียงส่วนใหญ่ของรัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบในมาตราต้น ๆ ไปแล้ว อย่างไรก็ตามในมาตรา ๒๙๑/๑ นี้ ซึ่งคณะกรรมาธิการไม่ได้มีการแก้ไข ยึดตามร่างเดิมที่ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาในวาระที่หนึ่ง แต่ผมเห็นว่าการบัญญัติ ไว้ในมาตราสำคัญด้วยเนื้อหาเช่นนี้อาจจะไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงและไม่เป็นประโยชน์สูงสุด เท่าที่ควร ในมาตรา ๒๙๑/๑ คำแปรญัตติของผมก็คือให้สภาร่างรัฐธรรมนูญทำหน้าที่จัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามหมวดนี้ประกอบด้วยสมาชิกดังต่อไปนี้

(๑) สมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนจังหวัดละ ๒ คน

(๒) สมาชิกซึ่งมาจากการคัดเลือกโดยที่ประชุมของรัฐสภาจำนวน ๔๔ คน ดังต่อไปนี้

(ก) ผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน จำนวน ๑๒ คน

(ข) ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์ จำนวน ๑๒ คน

(ค) ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม กฎหมายหรือการร่างรัฐธรรมนูญตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภาประกาศกำหนด จำนวน ๒๐ คน

รวมแล้วจะมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนจังหวัดต่าง ๆ ๑๕๔ คน และมาจากการเลือกของสมาชิกรัฐสภาอีก ๔๔ คน รวมเป็น ๑๙๘ คน ผมมั่นใจว่าคำแปรญัตติ ของผมมีประโยชน์ แต่ว่าคณะกรรมาธิการไม่เห็นด้วย ผมจึงต้องสงวนความเห็นมาอภิปราย ในสภานี้อีกครั้งหนึ่ง แล้วก็เชื่อว่าท่านประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญก็ไม่ได้อ่าน คำแปรญัตติของผม ท่านคณะกรรมาธิการก็ไม่ได้ใส่ใจในการชี้แจงเหตุผลของผม ซึ่งผมได้เข้าไปชี้แจงเมื่อวันที่ ๕ เมษายนที่ผ่านมา ในห้องประชุมกรรมาธิการวันนั้น ก็มีคนนั่งอยู่เหมือนกับที่กรรมาธิการนั่งอยู่ในห้องประชุมนี้เท่านั้นนะครับ เพราะฉะนั้น ความสนใจต่อคำแปรญัตติของเพื่อนสมาชิกจึงไม่ค่อยมี เพราะเมื่อผมแปรญัตติเสร็จแล้ว ท่านประธานก็บอกว่าท่านสมาชิก คณะกรรมาธิการได้พิจารณาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งไม่เห็นชอบ ตามที่ท่านได้แปรญัตติ ก็ให้ท่านสงวนความเห็นไว้ก็แล้วกัน จริง ๆ แล้วท่านประธานครับ ผมเองมีความคาดหวังกับการแปรญัตติครั้งนี้มาก คาดหวังที่จะเห็นการแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นระหว่างผมหรือเพื่อนสมาชิกที่ไปแปรญัตติกับคณะกรรมาธิการ ผมเชื่อเหลือเกินว่าถ้าบรรยากาศการพูดคุยหารือกันระหว่างเพื่อนสมาชิกที่แปรญัตติ กับคณะกรรมาธิการเป็นไปด้วยความถ้อยทีถ้อยอาศัยกันและรับฟังความเห็นซึ่งกันและกัน ในที่ประชุมแห่งนั้น ผมเชื่อว่าเราคงไม่ต้องมาเสียเวลากับการแปรญัตติในที่ประชุมใหญ่แห่งนี้ แต่ว่าสิ่งนั้นก็ไม่เกิดขึ้น ความคาดหวังที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงในชั้นของการพิจารณา ร่วมกับคณะกรรมาธิการก็ไม่เกิดขึ้น ท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๒๙๑/๑ นี้ กลุ่มคนที่จะมาทำหน้าที่ในการร่างรัฐธรรมนูญ ที่ชื่อว่า สสร. หรือสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นกลุ่มคนที่มีความสำคัญมาก และถือว่าสำคัญสูงสุดในอนาคตในช่วงหลายเดือนข้างหน้านี้จะเป็นผู้กำหนดอนาคต ของประเทศอย่างแท้จริง เมื่อ สสร. มีความสำคัญ คำถามก็คือว่า สสร. ควรจะเป็นใคร มาจากไหน จำนวนเท่าใด การได้มาซึ่ง สสร. จึงเป็นเรื่องสำคัญ คุณสมบัติของคนที่จะมาเป็น สสร. สำคัญ การได้ สสร. ที่สะท้อนความเป็นตัวแทนอันหลากหลายของคนในสังคมนี้ ก็เป็นเรื่องสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ท่านประธานครับ เราจะได้คนเหล่านี้มาอย่างไร ในเบื้องต้นนั้นผมเชื่อว่าถ้าหากว่ากระบวนการได้มาซึ่ง สสร. นั้นไม่ถูกแทรกแซง ไม่ถูกครอบงำ ไม่ถูกบงการโดยฝ่ายการเมืองหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในสังคมนี้ปล่อยให้กระบวนการนั้นเกิดขึ้น อย่างอิสระ เราก็จะได้ สสร. ที่สังคมมีความมั่นใจว่าจะสามารถทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ ของคนส่วนใหญ่ได้ และถ้าเราได้ สสร. ที่ดำรงความเป็นอิสระและยึดประโยชน์ของสาธารณะ มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริงแล้วจะเป็นประโยชน์ในการร่างรัฐธรรมนูญอย่างมาก แต่ถ้าเราไม่ได้คนที่เป็นเช่นนั้น หรือได้คนที่ตรงกันข้ามก็คือถูกบงการ ถูกแทรกแซง ถูกครอบงำ ไม่มีความเป็นอิสระและไม่ยึดถือประโยชน์สาธารณะแล้ว นี่คือโอกาสที่เลวร้ายที่สุด ของสังคม แล้วก็จะพาประเทศไปสู่ความที่จะเสียหายมากขึ้นในอนาคต ท่านประธานครับ ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องยากในการได้มาซึ่ง สสร. การออกแบบ สสร. นั้นเพื่อนสมาชิกอย่าว่าแต่ ๑๗๒ คนที่แปรญัตติเลยครับ ๖๕๐ คนในที่นี้ก็ ๖๕๐ ความเห็นที่จะแสดงออกว่าควรจะมี สสร. มาจากไหน อย่างไร ทุกคนก็ออกแบบได้ครับ แต่ว่าจะออกแบบอย่างไร ที่ให้เป็นประโยชน์กับสังคมกับประเทศมากที่สุด ในช่วงระยะใกล้ ๆ ที่ผ่านมานี้เรามี สสร. มาแล้ว ๒ ชุดครับ คือ สสร. ที่จัดตั้งเมื่อปี ๒๕๓๙ เพื่อร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เวลานั้นเรามี สสร. จำนวน ๙๙ คน มีท่านประธานอุทัย พิมพ์ใจชน เป็นประธาน มี สสร. มาจาก ๒ ประเภท ก็คือ

๑. มีการเลือกตั้งทางอ้อมมาจาก ๗๖ จังหวัด ก็คือให้แต่ละจังหวัดไปสมัครกัน แล้วก็คัดเลือกเองให้เหลือจังหวัดละ ๑๐ คน แล้วก็ส่งมาให้รัฐสภาเลือกเหลือจังหวัดละ ๑ คน

ส่วนที่ ๒ ก็คือตัวแทนของนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญซึ่งสถาบันการศึกษา คัดเลือกมา ๒๓ คน รวมแล้วเป็น ๙๙ คน นั่นคือเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ในปี ๒๕๕๐ สสร. มีจำนวน ๑๒๓ คน ครั้งนั้นมีท่านนรนิติ เศรษฐบุตร เป็นประธาน ท่านประธานครับ ครั้งนั้นมาจากการแต่งตั้งอยู่ ๒ ประเภท ๑. ก็คือ คมช. ตั้งมา ๒๓ คน ในชุดแรก ซึ่งเป็นนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ ๒. มาจากการตั้งของ คมช. ที่ตั้งสมาชิกสมัชชาแห่งชาติ ๑,๙๘๒ คน เลือกกันเองในจำนวนนี้เหลือ ๒๐๐ คน แล้วก็มาให้ คมช. เลือก ๒๐๐ คนเหลือ ๑๐๐ คน ไปบวกกับ ๒๓ คนก็เป็น ๑๒๓ คน ที่มาของคนเหล่านี้ ก็ร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ให้เราได้ใช้กันอยู่ในวันนี้ ท่านประธานครับ รูปแบบในการ ออกแบบ สสร. ทั้ง ๒ ครั้งที่ผ่านมานั้นก็ไม่ได้เป็นที่ถูกใจของพวกเราหรอกครับ เพราะว่ามันไม่ได้ยึดโยงกับพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง ที่มาของแต่ละคนไม่ได้สะท้อน ถึงการเป็นตัวแทนของคนในสังคมเพื่อที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญ วันนี้เราถึงต้องมาออกแบบกันใหม่ ในมาตรา ๒๙๑/๑ จึงมีการออกแบบในแบบที่ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมาธิการมา ซึ่งผมก็เห็นด้วยในโครง ก็คือว่าต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชนส่วนหนึ่งและมาจาก การเลือกตั้งของสมาชิกรัฐสภาส่วนหนึ่ง ในส่วนของ สสร. ประเภทเลือกตั้งแต่ละจังหวัด ผมแปรญัตติไว้ว่าขอให้มาจากจังหวัดละ ๒ คน เพราะโดยหลักคิดของผมก็คือต้องการให้ สสร. มาจากตัวแทนของทั้งเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยของแต่ละจังหวัด เราไม่อาจ ที่จะหาจำนวนสัดส่วนที่แน่นอนของแต่ละจังหวัดได้นะครับ เพราะว่าในการเข้ามาทำหน้าที่ สสร. นั้น เป็นหน้าที่ในช่วงเวลาพิเศษที่จะต้องเข้ามาทำหน้าที่เสร็จภารกิจแล้วก็จบกัน สสร. ประเภทนี้จังหวัดละ ๒ คน ผมคิดว่ามาจากพื้นฐานความคิดว่าสังคมไทย มีความหลากหลายในแต่ละพื้นที่ในทุกวันนี้มีทั้งคนที่อยู่ในสังกัดของกลุ่มคนเสียงข้างมาก และกลุ่มคนเสียงข้างน้อย ซึ่งเป็นธรรมชาติของสังคมอยู่แล้ว มีการเลือกตั้งทุกครั้งก็จะเห็นผู้แพ้ ผู้ชนะ ๒ ส่วนใหญ่ ๆ นี้อยู่ตลอดเวลา หากว่าเราได้คนที่เป็นตัวแทนคนทั้ง ๒ ส่วนนี้เข้ามา คือได้ทั้งตัวแทนของคนที่มาจากเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยเข้ามาทำงานร่วมกันอยู่ใน สภาร่างรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่านอกจากจะเป็นความสวยงามแล้วเราก็จะเห็นความเป็นตัวแทน ความคิด ความรู้สึก ของคนในแต่ละพื้นที่แต่ละกลุ่มคนได้ค่อนข้างจะทั่วถึงจริง ๆ ท่านประธานครับ วันนี้ถ้าเรายึดตามแบบที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้ให้ความเห็นชอบผ่านไป ก็คือเราเลือกแบบได้ผู้ชนะเพียงคนเดียวเข้ามาเป็นตัวแทน ในแต่ละจังหวัด นอกเหนือจากการที่เราได้ตัวแทนของคนที่ไม่หลากหลายไม่ครอบคลุมแล้ว จะเกิดปัญหาการแข่งขันกันในจังหวัดอย่างรุนแรงแล้วก็จะนำไปสู่ความแตกแยกในโอกาสต่อมา โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีการเลือกตั้ง ก็แน่นอนครับการแข่งขันที่เอาผู้ชนะเพียงคนเดียวนั้น ผู้เข้าแข่งขันทุกคนก็ต้องใช้ความพยายามทุกวิถีทางเพื่อจะเป็นผู้ชนะในการแข่งขัน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วความรุนแรงในสนามเลือกตั้งก็จะตามมา การถือพวก ถือพ้อง การวิ่งเข้าหา นักการเมืองในแต่ละพื้นที่ก็จะเกิดขึ้นตามมา สิ่งนี้ไม่เป็นผลดีเลยครับ แล้วก็ทำลาย ภาพลักษณ์ของความเป็น สสร. ที่จะมาเป็นตัวแทนในการร่างกติกาสูงสุดของประเทศ ท่านประธานครับ ทำอย่างไรถึงจะได้ตัวแทนทั้งเสียงข้างมากข้างน้อยเข้ามาพร้อมกัน วิธีคิดของผมก็คือว่าให้ผู้เลือกตั้งสามารถที่จะเลือกตั้งได้คนละ ๑ คะแนน คือเลือกได้ ๑ คน แต่ผู้ที่จะเป็น สสร. คือคนที่ได้คะแนนลำดับที่ ๑ และลำดับที่ ๒ ผมเชื่อว่าองค์ประกอบแบบนี้ เราก็จะได้ตัวแทนของประชาชนในจังหวัดนั้น ๆ อย่างแท้จริง เราจะได้คน ๒ คนเข้าไป แสดงบทบาทในสภาร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งเป็นตัวแทนของเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย สำคัญที่สุดก็คือว่าทั้ง ๒ คนมาจากที่เดียวกัน ก็จะช่วยกันตรวจสอบถ่วงดุลความคิดเห็น หรือทิศทางในการร่างรัฐธรรมนูญได้ในขณะเดียวกันด้วย นั่นเป็นประเภทที่ ๑ นะครับ

สสร. ประเภทที่ ๒ ซึ่งในเบื้องต้นผมก็เห็นว่า สสร. ประเภทนี้ ซึ่งเป็นนักวิชาการและมีประสบการณ์ มีความเชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ ที่จำเป็น มีความจำเป็นมาก ไม่ว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ และผู้มีประสบการณ์ทางด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย หรือการร่างรัฐธรรมนูญ เพราะต้องยอมรับว่าในรัฐธรรมนูญ ๑๘ ฉบับที่ผ่านมา ก็ต้องยอมรับความจริงว่าต้องใช้คนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเหล่านี้เป็นคนยกร่าง เป็นคนวางกรอบ และเป็นคนที่ช่วยกันตกแต่งออกความคิดเห็นในการจัดทำรัฐธรรมนูญ และเราก็ใช้กันมา รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เราก็มีคนประเภทนี้อยู่ ปี ๒๕๕๐ เราก็มีคน ประเภทนี้อยู่ ซึ่งก็ทำให้การจัดทำรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีรายละเอียดมากประสบความสำเร็จมาได้ ต้องยอมรับนะครับท่านประธานว่าประเทศไทยเราไม่ใช่เป็นประเทศที่เพิ่งตั้งกันขึ้นมาใหม่ วันนี้ความรู้สึกของหลายคนหลายฝ่ายก็พยายามคิดว่าไหน ๆ เราก็จะร่างทำกติกาใหม่ ของประเทศกันแล้ว ก็น่าที่จะทำใหม่กันทั้งหมด ร่างใหม่โดยที่มาจากตัวแทนประชาชนอย่างเดียว กลุ่มเดียว ก็น่าเชื่อว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญที่สะท้อนถึงความต้องการของคนในสังคมนี้ได้อย่างแท้จริง แต่ประเทศของเราไม่ได้เป็นประเทศที่เพิ่งตั้งขึ้นใหม่ ประเทศของเรามีราก มีวัฒนธรรม มีประเพณีการเมืองการปกครอง มีระบบกฎหมายที่มีความสลับซับซ้อนต่อเนื่องกันมายาวนาน เราปฏิเสธสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ คำถามของผมก็คือว่าถ้าเราไม่มีคนประเภทนี้แล้ว เราหวังพึ่ง เอาเป็นดาบหน้าว่าเราจะได้คนที่เป็นตัวแทนจากพี่น้องประชาชนเลือกกันมาโดยตรง คนเหล่านี้จะมีคุณสมบัติครบถ้วนในการจัดทำรัฐธรรมนูญหรือไม่ คนที่ได้มาจากการเลือกตั้ง อย่างเดียวจะสะท้อนหรือมีความรู้ มีความเชี่ยวชาญในการยึดโยงกฎหมาย ยึดโยงประเพณี วัฒนธรรม และจารีตการปกครองที่ผ่าน ๆ มาได้อย่างไร ตรงนี้เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง และมีความสำคัญอย่างยิ่ง การร่างรัฐธรรมนูญในฉบับที่ ๑๙ หรือรัฐธรรมนูญที่กำลัง จะเกิดขึ้นมาใหม่นี้ก็จำเป็นจะต้องมีการยึดโยงเหล่านั้น และเราก็จำเป็นต้องใช้คนที่มี ความรู้ความเชี่ยวชาญเหล่านี้เข้ามา ยกเว้นว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้เราต้องการจะเปลี่ยนประเทศนี้ทั้งหมด

-๑๑๔/๑ เราต้องการเปลี่ยนจารีตประเพณี ระบบกฎหมาย ระบบวัฒนธรรมทางการเมือง การปกครองใหม่ทั้งหมด นั่นเราก็ไม่จำเป็นต้องใช้คนที่เคยมีความเกี่ยวข้อง เกี่ยวโยงกับ กฎหมายต่าง ๆ มา ท่านประธานที่เคารพครับ ปัญหาอยู่ที่ว่าคนที่เป็น สสร. ประเภทนี้ หรือ ประเภทนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญนี้ ควรจะเป็นใคร มาจากไหน มีคุณสมบัติอย่างไร ในท่ามกลาง ปัญหาข้อวิตกกังวลของพวกเราหลายส่วนทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสมาชิกที่เห็นว่า นักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายปัจจุบันนี้ก็ล้วนแต่มีสังกัด มีสี มีนักวิชาการประเภทรับจ็อบ หรือนักวิชาการที่เชี่ยวชาญแต่กับการรับใช้อำนาจรัฐในการจัดทำแก้ไขกฎหมายสูงสุด ของประเทศ ถ้าเป็นเช่นนี้แล้วเรามีจำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญประเภทนี้เพียง ๒๒ คน ผมเชื่อแน่เหลือเกินว่าข้อวิตกกังวลของเพื่อนสมาชิกหลายคนก็เป็นจริงแน่นอนครับ ก็คือจะต้องถูกครอบงำ ถูกแทรกแซง ถูกบงการ และถูกตั้งโดยผู้มีอำนาจในบ้านเมือง คำแปรญัตติของผมก็คือว่าผมต้องการแปรญัตติให้จำนวนของผู้ที่จะมาทำหน้าที่ในส่วนนี้ ทั้ง ๓ วงเล็บ มีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็นอีก ๑ เท่าตัว จาก ๒๒ คน เป็น ๔๔ คน ผมเชื่อเหลือเกินนะครับว่า จำนวนที่เพิ่มขึ้นมานี้มันจะมีความหลากหลายของนักวิชาการ ของผู้เชี่ยวชาญ และจะครอบคลุมไปถึงผู้มีประสบการณ์ในด้านต่าง ๆ ได้มากขึ้น ตัวแทนของผู้เชี่ยวชาญ ทางด้านสิ่งแวดล้อม ตัวแทนของผู้มาจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตัวแทนของผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ ทางด้านเศรษฐศาสตร์ก็จะมีเข้ามา มีโอกาสเข้ามานั่งอยู่ใน สสร. ประเภทนี้ได้ แต่ถ้าเราล็อกไว้เพียง ๒๒ คนแล้ว ท่านประธานก็จะเห็นนะครับว่าจำนวนมันจำกัดจำเขี่ยเหลือเกิน ผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายมหาชน ๖ คน ในประเทศนี้ก็ดูตัวกันได้ว่าจะล็อกใครเข้ามาเป็น แต่ถ้าเพิ่มขึ้นมาเป็น ๑๒ คน ผมเชื่อเหลือเกินนะครับว่าการหวังที่จะล็อก การหวังที่จะวางตัว เพื่อให้เข้ามาทำหน้าที่โดยไม่ดูถึงความรู้ความสามารถ ความหลากหลายทางความคิดแล้ว คงจะทำได้ยาก อย่างไรก็ตามครับ จำนวน สสร. ที่เพิ่มมากขึ้นตามคำแปรญัตติของผมนี้ แม้ว่าจะทำให้การแทรกแซง การบงการทำได้อยู่ไม่สามารถที่จะขจัดปัญหานี้ได้ก็ตาม แต่ก็ต้องเชื่อว่ามันก็จะได้คนที่มีรักความเป็นอิสระ รักและยึดถือผลประโยชน์ของสาธารณะ เป็นสำคัญ แล้วก็เห็นประโยชน์ของประเทศชาติยังคงมีคนเหล่านี้อยู่ แล้วก็เชื่อมั่นว่า คนเหล่านี้ละครับที่จะเป็นที่พึ่งหวังของสังคมได้ ท่านประธานครับ ความจริงแล้ว การได้มาซึ่ง สสร. ในประเภทที่ ๒ นี้ ยังยึดโยงกับมาตรา ๒๙๑/๖ ซึ่งกระบวนการ ในการเสนอชื่อ กระบวนการในการวางหลักเกณฑ์ กติกาต่าง ๆ จะเป็นไปตามที่ประธานรัฐสภากำหนด ซึ่งประเด็นนี้จะเป็นประเด็นที่เป็นข้อกังวล เป็นข้อห่วงใยของหลาย ๆ ฝ่ายอีกเช่นกันนะครับว่า อำนาจของประธานรัฐสภาที่แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาทำงานเรื่องนี้ จำนวน ๑๕ คน อย่างอิสระนั้นจะทำให้ประธานรัฐสภามีอำนาจมากและแทบจะชี้ตัวได้ว่าใครจะมาเป็น สสร. ประเภทนี้ ซึ่งในส่วนของผมเองก็ได้แปรญัตติไว้ในมาตรานั้นเช่นกัน เพื่อป้องกัน ไม่ให้ประธานรัฐสภามีอำนาจในการไปล็อกคนที่จะเข้ามา ซึ่งกระผมจะได้อภิปรายเมื่อถึง มาตรา ๒๙๑/๖ อีกครั้งหนึ่ง หลักการสั้น ๆ ก็คือว่าผมต้องการให้ประธานรัฐสภา ตามมาตรา ๒๙๑/๖ นั้น ได้แต่งตั้งคนที่เป็นสมาชิกรัฐสภาก็คือ ส.ส. ส.ว. นี่ละครับ เป็นกรรมการในการไปวางกฎเกณฑ์ในการคัดเลือกหรือกระบวนการในการเสนอชื่อ ของผู้ที่จะมาเป็น สสร. ประเภท ๒ แล้วก็รวมทั้งโดยเฉพาะข้อกังวลมากที่สุด ก็คือเรื่อง ของการกำหนดคุณสมบัติขององค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กรภาคเอกชน ซึ่งถ้าหากให้เป็นไปตามที่ประธานรัฐสภากำหนดแล้ว แน่นอนครับ จะถูกล็อก จะถูกครอบ โดยผู้มีอำนาจ แต่ถ้าได้ใช้คนที่เป็นคณะกรรมการซึ่งมาจากสมาชิกรัฐสภาเข้าไปทำหน้าที่ตรงนี้แล้ว ก็จะแก้ปัญหานี้ได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งผมจะขออภิปรายเมื่อถึงมาตรานั้นต่อไป กราบขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านนคร มาฉิม ครับ

นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้แปรญัตติ ซึ่งแตกต่างจากคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ขออนุญาตที่จะกราบเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังท่านคณะกรรมาธิการ ก็คือกระผมขอแปรญัตติแก้ไขเพิ่มเติมความในมาตรา ๒๙๑/๑ ดังนี้

มาตรา ๒๙๑/๑ ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญทำหน้าที่จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามหมวดนี้ ประกอบด้วยสมาชิกดังต่อไปนี้

(๑) สมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน จำนวนหนึ่งร้อยยี่สิบคน โดยคำนวณตามสัดส่วนของประชากร หากจังหวัดใดมีจำนวนต่ำกว่าจำนวนขั้นต่ำ ให้มีสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งจังหวัดละหนึ่งคน แต่รวมกันต้องไม่เกินหนึ่งร้อยยี่สิบคน อันนี้คือสมาชิก สสร. ประเภทที่ ๑

(๒) สมาชิกซึ่งมาจากการคัดเลือกของที่ประชุมใหญ่ของอธิการบดี ของมหาวิทยาลัยของรัฐ จำนวนรวมกันหกสิบคน และให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา คัดเลือกให้เหลือจำนวนสามสิบคน ดังต่อไปนี้

(ก) ผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน จำนวนสิบคน

(ข) ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ จำนวนสิบคน

(ค) ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม โดยตัด กฎหมายหรือการร่างรัฐธรรมนูญตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภาประกาศ กำหนด ออกไป และให้เพิ่มบอกว่า ทั้งในประเทศหรือต่างประเทศ จำนวนสิบคน

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออภิปรายเหตุผลเพื่อสนับสนุนคำแปรญัตติ แล้วก็จะขออนุญาตท่านประธานที่จะชี้แจงเพิ่มเติมเพื่อขอการสนับสนุนจากสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ เหตุผลที่ผมต้องให้มีการเลือกโดยประชาชน จำนวน ๑๒๐ คน แล้วก็ปฏิเสธหลักการของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากที่ให้เลือกจังหวัดละ ๑ คน เพราะว่า คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากไม่มีเหตุผลใด ๆ ที่จะไปอธิบายต่อสังคมได้เลยว่า ความเท่าเทียมแห่งสิทธิของอำนาจอธิปไตย ระหว่างคนในจังหวัดใหญ่กับคนในจังหวัดเล็ก ยกตัวอย่างเช่น กรุงเทพมหานครมีประชากร ประมาณ ๗,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคน เหตุผลใดทำไมถึงเลือกผู้ที่จะมาปฏิบัติหน้าที่เป็น สสร. แทนคนกรุงเทพมหานครได้แค่เพียง ๑ คน จังหวัดพิษณุโลกของผมมีประชากร ๘๕๐,๐๐๐ คน ไม่มีเหตุผลที่จะอธิบายได้ว่าทำไมจะต้องเลือก สสร. ได้แค่เพียง ๑ คน จังหวัดเชียงใหม่ มีประชากรเกือบ ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน ก็ไม่มีเหตุผล หรือตรรกะใด ๆ ที่จะอธิบายได้ว่า ทำไมถึงเลือก สสร. ได้แค่เพียง ๑ คน ซึ่งเท่ากับที่จังหวัดระนอง เท่ากับ จังหวัดสมุทรสงครามซึ่งมีประชากร ๒๐๐,๐๐๐ คน ไม่มีตรรกะหรือคำอธิบายใด ๆ ว่า อำนาจอธิปไตยหรือสิทธิอันพึงมีพึงได้ของคนในกรุงเทพมหานคร ในจังหวัดพิษณุโลก หรือใน จังหวัดเชียงใหม่ด้อยกว่าสิทธิของประชากรที่จังหวัดระนอง หรือจังหวัดสมุทรสงคราม หลักการนี้ไม่สามารถที่จะชี้แจงทั้งต่อสาธารณะและโดยหลักที่เป็นสากลได้ กรรมาธิการเสียงข้างมาก จะต้องอธิบายว่าท่านใช้หลักคิด หรือวิธีการใดในการที่จะมาอธิบายว่าทำไมจังหวัดเล็ก ที่มีประชากรหลักแสนคนจึงมีสิทธิเลือก สสร. ที่จะเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยแทนจังหวัด เขาได้มากกว่าจังหวัดที่มีประชากรมากกว่า ตรรกะหรือวิถีของประชาธิปไตย อันนี้กรรมาธิการเสียงข้างมากของรัฐธรรมนูญท่านจะต้องชี้แจงหลักนี้ให้ชัดเจน แล้วก็สามารถที่จะอธิบายต่อหลักสากลได้ เพราะฉะนั้นการที่ผมเสนอว่าจำเป็นจะต้องมี ๑๒๐ คน ก็คือ โอเคละเบื้องต้นให้จังหวัดละ ๑ คนก่อน แต่ถ้าเกิดว่าจังหวัดไหนที่มี จำนวนประชากรมากก็คำนวณจากสัดส่วน ๑๒๐ คน สามารถที่จะอธิบายที่มาที่ไป แล้วก็ชี้แจงให้กับประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจที่แท้จริงได้มีการใช้อำนาจอย่างเสมอภาค แล้วก็ตรงตามหลักสากล ส่วนรายละเอียดเพื่อนสมาชิกได้อธิบายไปแล้วในหลักนี้ ผมจะไม่พูดถึงมาก ใน (๒) ท่านประธานที่เคารพครับ ทำไมผมจึงให้ความสำคัญ กับอธิการบดีจากมหาวิทยาลัยของรัฐ ผมเห็นว่าสถาบันการศึกษาของประเทศนั้น เป็นที่ยอมรับได้ ท่านมีคณาจารย์ไม่ว่าจะเกี่ยวกับกฎหมายมหาชน กฎหมายเอกชน กฎหมายแพ่ง กฎหมายพาณิชย์ กฎหมายอาญา หรือกฎหมายอื่น ๆ มีคณาจารย์ ผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมาก คณาจารย์จากมหาวิทยาลัยของรัฐต่าง ๆ เหล่านี้ครับ จะประชุมปรึกษาหารือกัน และท่านจะเป็นผู้คัดสรรเองว่าอาจารย์ท่านไหนเก่งจริง อาจารย์ท่านไหนมีประสบการณ์จริง อาจารย์ท่านไหนเป็นที่ยอมรับของสถาบันอุดมศึกษา คณาจารย์ต่าง ๆ เหล่านี้จะเสนอผ่านไปที่อธิการบดีในแต่ละสถาบันการศึกษา ท่านอธิการบดีก็จะมาประชุมปรึกษาหารือกัน ดูผลงานทางวิชาการ ดูความตรงไปตรงมา ดูการไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ดูหลักวิชาการเพียว ๆ ล้วน ๆ แล้วก็เสนอขึ้นมา ๖๐ คน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเชื่อว่า๖๐ คนที่คณาจารย์ที่ขึ้นมาเป็นผู้บริหาร ของสถาบันอุดมศึกษา ก็คืออธิการบดีในแต่ละสถาบันนั้นจะคัดสรร จะคัดเลือก จะกลั่นกรองเอาคณาจารย์ผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ แล้วก็เสนอขึ้นมาผ่านกลไกของรัฐสภา กลไกของรัฐสภาก็มาพิจารณาสิครับ แล้วคัดเลือกให้เหลือ ๓๐ คน ผมเชื่อว่าคณาจารย์เหล่านี้ มีวุฒิภาวะ มีจุดยืน แล้วก็มีอุดมการณ์ที่จะทำงานเพื่อบ้านเมืองและประชาชนครับ ผมเชื่อว่า เงินจะซื้อท่านไม่ได้ ผมเชื่อว่าอำนาจรัฐ หรือผลประโยชน์อื่น ๆ จะไม่สามารถ ที่จะโน้มน้าวหรือทำให้ท่านหวั่นไหวไปกับอามิสสินจ้าง และจะนำไปสู่การให้ทิศทาง ในการวางหลักเกณฑ์ของประเทศ ในการกำหนดทิศทางของประเทศผ่านกฎหมายแม่บท เพื่อกำหนดว่านับจากนี้ประเทศของเราถึงเวลาแล้วที่จะใช้กฎหมายแม่บทหรือกฎหมายหลัก ของประเทศก็คือรัฐธรรมนูญให้เป็นกฎ ให้เป็นกติกาแล้วก็ชี้ให้เห็นว่านับจากนี้ไปประเทศของเรา จะเดินไปในทิศทางไหน สร้างความมั่นคง สร้างเสถียรภาพทางการเมือง สร้างทิศทาง ที่ถูกต้องและเป็นธรรมและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย และจะเป็นกฎหมายแม่บทที่จะนำไปสู่ การนำพาประเทศและสังคมไทยให้ข้ามพ้นจากความขัดแย้ง ความแตกแยก การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายให้ได้ และจะเป็นกฎหมายแม่บทที่จะนำพาเอาความเจริญก้าวหน้า ในทุกมิติ ในความหลากหลายทางสังคมให้เกิดขึ้นอย่างมั่นคงและยั่งยืน อันนี้คือสิ่งที่ผม เชื่อมั่นใน สสร. จำนวน ๑๕๐ คน ที่อาจจะมีขึ้นตามมุมมอง ตามคำแปรญัตติของกระผม แล้วหลายท่านก็อาจจะแปลกใจว่าแล้วทำไมผมถึงมีความเห็นแล้วก็เสนอคำแปรญัตติให้ตัด มาตรา ๒๙๑/๑ (๒) (ค) ออก ในเรื่องของผู้เชี่ยวชาญหรือว่าผู้มีประสบการณ์ด้านการ ร่างรัฐธรรมนูญออกไป ท่านประธานที่เคารพครับ ขออนุญาตย้อนไปที่ประวัติศาสตร์ของรัฐธรรมนูญนิดหนึ่ง ขออนุญาตใช้เวลาเล็กน้อยไม่ยาวแต่ว่าเป็นเนื้อหาสาระที่ผมขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาผ่านไปยังท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่านเพื่อประกอบการพิจารณา ท่านประธานที่เคารพครับ หลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ประเทศของเราได้มีการใช้รัฐธรรมนูญ ในฉบับปัจจุบันเป็นฉบับที่ ๑๘ ขออนุญาตสรุปต่อท่านประธานดังนี้ครับ

ฉบับที่ ๑ ก็คือวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕ โดยมุ่งเน้นไปที่อำนาจ ของผู้ปกครองโดยเฉพาะคณะราษฎร์และสภาผู้แทนราษฎร ประชาชนเป็นเจ้าของ อำนาจอธิปไตยแต่ไม่มีการรับรองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนไว้

ฉบับที่ ๒ ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ เน้นไปที่อำนาจ ของผู้ปกครองแต่รัฐบาลโดยคณะราษฎร์เริ่มผ่อนคลายอำนาจการปกครองไปสู่รัฐสภามากขึ้น พร้อมกับเริ่มขยายสิทธิของประชาชนตามคุณวุฒิของการศึกษา อันนี้คือประวัติศาสตร์ ที่ผู้รู้ นักปราชญ์ ราชบัณฑิตและคณาจารย์ได้รวบรวมแล้วก็สอดคล้องกับความเห็นของผม

ฉบับที่ ๓ ใช้บังคับเมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๔๘๙ ท่านประธานที่เคารพครับ เน้นไปที่การเปิดช่องอำนาจการปกครองให้ผู้นำฝ่ายพลเรือน สิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน มุ่งใช้เป็นเครื่องมือเพื่อช่วงชิงอำนาจของผู้นำฝ่ายพลเรือนเป็นที่ตั้ง คือมีการแย่งชิงอำนาจกัน ของชนชั้นนำในขณะนั้น

ฉบับที่ ๔ ใช้เมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๔๙๐ เน้นการเพิ่มพูนอำนาจให้แก่ ผู้ปกครองฝ่ายทหาร ข้าราชการประจำ มุ่งลิดรอนสิทธิเสรีภาพการเมืองของประชาชนอันนี้ ก็คือเพียวๆ มาจากการยึดอำนาจ การปฏิวัติและรัฐประหาร ไม่เห็นอำนาจหรือความมีสิทธิเสรีภาพ ของประชาชน

ฉบับที่ ๕ ใช้เมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๔๙๒ ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เน้นอำนาจผู้ปกครองที่ตัวผู้นำและการถ่ายเทอำนาจที่โน้มเอียง ไปทางรัฐสภา สิทธิประชาชนยังไม่มีการส่งเสริมและสนับสนุนเท่าที่ควรจะเป็น

ฉบับที่ ๖ ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๘ มีนาคม ๒๔๙๕ เน้นการสืบทอดอำนาจ ของชนชั้นปกครองที่เป็นผู้นำทางทหาร สิทธิของประชาชนถูกจำกัดให้มีและใช้เพื่อรับรอง การเข้าสู่อำนาจของชนชั้นปกครองและอำนาจของฝ่ายทหารเป็นหลัก

ฉบับที่ ๗ ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๐๒ ท่านประธานที่เคารพครับ ฉบับนี้เน้นอำนาจเบ็ดเสร็จเพราะเป็นอำนาจเผด็จการ ของผู้ปกครองโดยเฉพาะ ตัวผู้นำรัฐบาล ท่านประธานคงจำวลีว่า ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวได้นะครับ สิทธิของประชาชนถูกปิดกั้นโดยสิ้นเชิงครับท่านประธาน

ฉบับที่ ๘ ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๑๑ เน้นอำนาจสูงสุด ของคณะรัฐบาลเหนือรัฐสภา และเพิ่มพูนอำนาจของฝ่ายปกครอง

ฉบับที่ ๙ ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๑๕ เน้นอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ของผู้ปกครอง สิทธิของประชาชนก็ถูกปิดกั้นโดยสิ้นเชิง ก็คือเป็นคณะผู้ทำรัฐประหารนะครับ

ฉบับที่ ๑๐ ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๑๗ เน้นการจำกัดอำนาจ ของผู้ปกครองและส่งเสริมสิทธิของประชาชน ซึ่งเราถือว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๗ ท่านประธานที่เคารพ ถือว่าเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดฉบับหนึ่งเท่าที่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเคยมีบังคับใช้เป็นกฎหมายสูงสุดแห่งประเทศของเรา ท่าน ประธานที่เคารพ แต่น่าเสียดายครับ เพียงแค่ ๒ ปีก็ถูกล้มล้างแล้วก็ยกเลิกออกไป

ฉบับที่ ๑๑ ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๑๙ เน้นการส่งเสริมอำนาจ เบ็ดเสร็จเด็ดขาดของผู้ปกครอง โดยกำหนดระยะเวลาให้มีการผ่อนคลายเป็นขั้นตอน สิทธิของประชาชนถูกลิดรอนเป็นจำนวนมาก ประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจที่แท้จริงนะครับ แทบที่จะเป็นผู้ที่ถูกปกครองอย่างเดียว

ฉบับที่ ๑๒ ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๒๐ เน้นความมั่นคง แข็งแกร่งของอำนาจฝ่ายปกครอง สิทธิของประชาชนก็ถูกลิดรอนไปเกือบหมดสิ้น

ฉบับที่ ๑๓ ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๒๑ เน้นการขยายตัว ของอำนาจฝ่ายปกครองให้มีพื้นที่รองรับทั้งทหาร ข้าราชการและพรรคการเมือง สิทธิทางการเมืองของประชาชนยังไม่ได้รับการส่งเสริมเท่าที่ควรจะเป็น

ฉบับที่ ๑๔ ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๕๔ เน้นอำนาจเด็ดขาด ของผู้ปกครอง สิทธิของประชาชนก็ถูกปิดกั้น ที่ผมต้องนำเรียนต่อท่านประธานแบบนี้ เพราะอะไรครับ เพราะผมตอกย้ำให้เห็นว่าอำนาจใด ๆ ที่ไม่ใช่อำนาจของประชาชน มีที่มาจากการรัฐประหาร ไม่เคยเห็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอยู่ในสายตาครับ

ฉบับที่ ๑๕ ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๓๔ เน้นอำนาจปกครอง ของฝ่ายพรรคการเมืองโดยสงวนตำแหน่งผู้นำไว้ให้ผู้นำของฝ่ายทหาร สิทธิของประชาชน ยังขาดการส่งเสริมและสนับสนุน

ฉบับที่ ๑๖ ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นฉบับที่พวกเรา ภาคภูมิใจฉบับหนึ่ง เพราะมาจากประชาชน ผมเชื่อนะครับว่าท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านก็เป็นหนึ่งในผู้ร่วมร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๔๐ อันนี้เน้นการปฏิรูปประชาธิปไตย ทางการเมืองโดยมุ่งจำกัด แล้วก็ควบคุมตรวจสอบอำนาจรัฐขยายขอบเขตและสิทธิเสรีภาพ ของประชาชนอย่างกว้างขวางทั้งในด้านการรับรองสิทธิความเป็นคน สิทธิความเป็นพลเมือง และสิทธิความเสมอภาคและเท่าเทียม ผมขออนุญาตเพิ่มเติมในส่วนของฉบับที่ ๑๖ ก็คือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เพิ่มอีกนิดหนึ่ง ท่านประธานครับ ที่ผมบอกว่าเป็นฉบับที่ผม ภาคภูมิใจ เป็นฉบับที่ผมเห็นว่าเป็นประชาธิปไตยที่สุดฉบับหนึ่ง เพราะว่าเจ้าของอำนาจ ที่แท้จริงก็คือพี่น้องประชาชนได้มีส่วนร่วม ได้มีส่วนพิจารณา ผมยังคิดแล้วก็มุ่งหวังว่า ปี ๒๕๔๐ จากนี้ไปจะไม่มีการยึดอำนาจ ไม่มีการรัฐประหารและไม่มีอำนาจใด ๆ ที่จะมา ตัดสิทธิของเจ้าของอำนาจที่แท้จริงก็คือปวงชนชาวไทย แต่น่าเสียดายครับ เหตุผลหรือความขัดแย้งทางการเมืองกลับลุกลามบานปลาย แล้วก็นำมาสู่ปัญหาการแตกหักทางการเมืองอย่างน่าเสียดายในประวัติศาสตร์ทางการเมือง ท่านประธานที่เคารพ นัยก่อนที่จะไปถึงฉบับที่ ๑๗ และฉบับที่ ๑๘ ปี ๒๕๕๐ ขออนุญาต แทรกในระหว่างปี ๒๕๔๐ นิดหนึ่ง ทำไมความขัดแย้ง ทำไมปัญหาความแตกแยกทางการเมือง การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายในทางการเมืองตั้งแต่มีการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ จึงเกิดขึ้นครับ แล้วก็น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง ผมเองต่อสู้กับระบอบเผด็จการมาตลอด หลายท่านอาจจะเป็น คนเดือนตุลา หลายท่านอาจจะเป็นนักสู้แล้วก็มีประวัติ แต่ว่ายังมีหลายคน ผมเองได้ร่วม เรียกร้องประชาธิปไตยร่วมด้วยนะครับ ก่อนที่จะมีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่ถนนราชดำเนิน ด้วยเหมือนกัน ท่านประธานที่เคารพครับ หลังจากที่มีการขัดแย้ง มีความแตกแยก และมีการนำไปสู่การยึดอำนาจเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ การเมืองก็ไม่นิ่ง โอกาสของประเทศสูญเสียไปอย่างน่าเสียดาย ความแตกแยกของประชาชนในประเทศ เกิดขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน เราพยายามแสวงหาทางออกให้กับประเทศ เราพยายาม ที่จะเรียกร้องสร้างวลีขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นสมานฉันท์ ไม่ว่าจะเป็นความสามัคคี ไม่ว่าจะเป็นอื่น ๆ สุดท้ายมันก็เป็นแค่เพียงวลีหรือว่าวาทกรรม แต่คนยังไม่สามารถที่จะหลอมรวมเป็นหนึ่ง ในความเป็นชาติ คนในชาติยังมีความแตกแยกแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แบ่งภาค แบ่งสารพัดสีอยู่ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจึงหวังว่าท่านในฐานะผู้เริ่มแล้วก็นำไปสู่การแก้ไข และร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาจะไม่มีประวัติศาสตร์แบบนี้ซ้ำรอย เหตุผลท่านประธาน ที่เคารพครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๙ และนำมาสู่การร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ร่างขึ้นมาบนความหวาดระแวง ร่างขึ้นมาบนความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรง การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายที่รุนแรง นำมาสู่ทัศนคติของผู้ร่างในขณะนั้นส่วนหนึ่งซึ่งไม่น้อยทีเดียว มองและพยายามสร้างว่านักการเมืองทั้งหมดมันไม่ดี นักการเมืองทั้งหมดเป็นคนโกง

(นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านนครครับ ท่านวรชัย ประท้วงหรือครับ เชิญครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ พรรคเพื่อไทย จังหวัดสมุทรปราการ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงผู้อภิปรายตามข้อ ๔๓ ครับ อภิปรายนอกประเด็นครับ ผู้อภิปรายได้อภิปรายวาระที่หนึ่ง วาระที่สองมันต้องอภิปราย ในหัวข้อที่ท่านสงวนคำแปรญัตติไว้ครับ ไม่ใช่อภิปรายซ้ำซาก รวมประเด็นมั่วไปทั้งหมดครับ อย่างนี้มันผิดข้อบังคับ ข้อ ๙๙ ด้วยครับท่านประธาน ก็ขอให้ท่านช่วยบอกผู้อภิปราย ให้วินิจฉัยด้วยว่าการอภิปรายนั้นขอให้อยู่ในกรอบของมาตราแต่ละหัวข้อครับ คือข้อบังคับ ข้อ ๙๙ ครับท่านประธาน ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านนครกรุณากระชับนะครับ เชิญครับ

นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

กราบเรียน ท่านประธานครับ ผมกระชับแล้วก็ด้วยความเคารพต่อท่านประธานแล้วก็เวลาของรัฐสภา เป็นอย่างยิ่ง แต่สิ่งที่ผมอภิปรายทั้งหมดนั้นอยู่ในคำแปรญัตติของผมทั้งหมด แล้วผมก็ต้องการที่จะชี้ให้เห็นถึงที่มาที่ไปของสภาพปัญหา แล้วก็ทำอย่างไรที่จะไม่ให้ ประวัติศาสตร์ทางการเมืองจะต้องซ้ำรอย ที่ผมอภิปรายเพื่อประกอบสนับสนุนเหตุผล ในการขอแปรญัตติของมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) แล้วก็วงเล็บย่อยก็คือ (ค) ว่าเหตุใด ทำไมผมถึงตัดผู้ที่มีประสบการณ์ในการร่างรัฐธรรมนูญออก เพราะผู้ที่ร่างรัฐธรรมนูญมาทั้ง ๑๘ ฉบับ คนส่วนหนึ่งก็นึกถึงผู้เชี่ยวชาญ นึกถึงผู้รู้ นึกถึงผู้ที่มีความชำนาญการที่เคยร่างรัฐธรรมนูญ แต่ทำไมผู้ที่ร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาท่านประธานที่เคารพครับ จึงนำไปสู่ความขัดแย้ง ทางการเมือง จึงนำไปสู่ความแตกแยกทางการเมือง จึงนำไปสู่การแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ทางการเมือง จึงนำไปสู่ความล้มเหลวในทางการเมืองครับ ผู้เชี่ยวชาญอย่างเดียวไม่พอครับ ผู้เชี่ยวชาญจำเป็นที่จะต้องมีจิตสำนึกที่จะคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติ ผลประโยชน์ ของประชาชนเป็นที่ตั้ง แต่ถ้าเกิดว่าผู้ที่มีความรู้ มีประสบการณ์ มีความเชี่ยวชาญ ในการร่างรัฐธรรมนูญแต่ร่างเพื่อที่จะสนองตอบต่ออำนาจ หรือว่าผู้ที่ให้อำนาจ ให้ตำแหน่ง ให้หน้าที่ของตนเองเพื่อสนองตอบต่อคนที่มีอำนาจ แต่ปราศจากการสร้างจิตสำนึก เพื่อที่จะร่างให้รัฐธรรมนูญก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อบ้านเมืองและพี่น้องประชาชน อย่างแท้จริงโดยเอาผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง ต่อให้มีความเชี่ยวชาญ ขนาดไหนคนนั้นเป็นแค่เพียงได้นิติบริกรเท่านั้นครับ คนนั้นไม่สามารถที่จะนำไปสู่ การร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นแผนแม่บทของประเทศในการบริหารประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืน เพื่อประโยชน์สูงสุดของชาติได้ เพราะฉะนั้นอย่างไรผมเลยบอกว่าไม่จำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญ ถึงขนาดนี้ แต่เอาใครก็ได้ที่มาจากประชาชนคืนอำนาจให้กับประชาชนให้ประชาชนคัดมา และเคารพในดุลยพินิจคนที่ประชาชนเลือกเข้ามา แล้วหลังจากนั้นใครที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ ใครที่เป็นผู้รู้ ใครที่มีผู้ชำนาญการให้ท่านมาเป็นผู้ช่วยตัวแทนของประชาชนอย่างไรครับ กฎหมายจะเป็นกฎหมายแม่บทและจะสร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้เกิดขึ้นกับคนในชาติ และประเทศของเราจะเดินเข้าไปสู่ความสงบปรองดองกันเสียที กราบขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา ครับ ถ้าอย่างนั้นเชิญท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ผมได้สงวนคำแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑ ซึ่งเป็นเรื่องขององค์ประกอบ ของสภาร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานครับว่าที่จริงแล้ว ไม่เป็นที่น่าแปลกใจนะครับว่าทำไมในมาตรานี้จึงมีผู้ที่ได้แปรญัตติแล้วก็สงวนคำแปรญัตติ หรือสงวนความเห็นไว้เป็นจำนวนมาก เพราะว่าการที่คิดสูตรขององค์ประกอบ ของสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นก็ย่อมมีความคิดเห็นที่หลากหลายได้ ตั้งแต่ว่าควรจะมีจำนวนเท่าไร มีที่มาผสมผสานในส่วนของการเลือกตั้งและการสรรหาอย่างไร ซึ่งกระผมจะไม่พูดซ้ำ ในประเด็นที่หลาย ๆ ท่านได้อภิปรายไปก่อนหน้านี้ แต่อยากจะตั้งข้อสังเกตกับท่านประธาน เหมือนกันว่าในการพิจารณาของเราประเด็นนี้มันเป็นประเด็นที่ไปคาบเกี่ยวกับการที่มี เพื่อนสมาชิกที่แปรญัตติหรือเป็นกรรมาธิการและขอสงวนความเห็นที่ไปกระทบกับหลักการ ซึ่งบังเอิญท่านกรรมาธิการในการจัดทำรายงานนี่ได้เอาในส่วนนี้ไปอยู่ในรายงานหลังมาตรา ๖ แต่โดยข้อเท็จจริงแล้วนี่การเสนอแก้ไขหลักการและเหตุผลตรงนั้นน่าจะเกี่ยวข้องกับมาตรานี้ โดยตรงและในความเห็นของผมนะครับ สภาคงจะต้องตัดสินใจในประเด็นนั้นเสียก่อนว่า จะอนุญาตให้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรซึ่งกระทบกับเรื่องของหลักการหรือไม่ เพราะว่าการมาพิจารณา หลังจากที่เราพิจารณามาตรานี้ไปแล้วนี่คงไม่ค่อยเป็นประโยชน์เท่าไร แต่อันนี้ จริง ๆ ก็อยากจะทราบความเห็นของกรรมาธิการเหมือนกันว่าในการนำเสนอเรื่องของการ แปรญัตติที่ไปกระทบกับหลักการ เหตุผลเราจะใช้วิธีพิจารณาตรงนี้อย่างไรต่อไป เพราะว่าผมเกรงว่าพอถึงเวลาพอผ่านมาตรา ๖ เสร็จก็จะต้องมาถกเถียงกันในเรื่องนี้อีกรอบหนึ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ ที่จริงแล้วผมเองที่ได้นำเสนอการแปรญัตติว่า ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีสมาชิกจำนวนทั้งสิ้น ๑๕๐ คน ผมก็ไม่กล้าพูดหรอกครับว่า เป็นตัวเลขที่ดีที่สุด เหมาะสมที่สุด ดีกว่า ๙๙ คน ดีกว่า ๒๐๐ คน หรือดีกว่าจำนวนอื่น ๆ ที่มีเพื่อนสมาชิกที่แปรญัตติแตกต่างกันไป แต่ว่าสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นหัวใจสำคัญในการเสนอคำแปรญัตติเพื่อเป็นทางเลือกที่กระผมตระหนัก ก็คือว่าเราจะหาความสมดุลอย่างไร ที่จริงในการแปรญัตติของกระผมนั้นก็ยังคงให้มีสมาชิก ๒ ประเภท มาจากการเลือกตั้งกับมาจากการคัดเลือกจากผู้เชี่ยวชาญ แต่ผมก็กราบเรียน ท่านประธานนะครับว่าถ้าสภาแห่งนี้จะเห็นว่าการมีผู้เชี่ยวชาญซึ่งมีความจำเป็นในขั้นตอน ของการเขียนในการร่างรัฐธรรมนูญนั้นจะสามารถได้มาโดยวิธีอื่น หรือจะสามารถเข้ามา ในสถานะของการมาเป็นคณะทำงานนี่ ตัวกระผมเองไม่ติดใจครับ แต่สิ่งที่กระผมติดใจ แล้วก็ต้องการที่จะสงวนความเห็นหรือสงวนคำแปรญัตติเอาไว้ แล้วต้องการให้ทางสภา และกรรมาธิการได้พิจารณาให้มาก คือเรื่องของ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง เพราะกระผม ก็เห็นด้วยว่า สสร. ส่วนใหญ่หรือทั้งหมดก็ควรจะมีฐานที่มาจากเจ้าของอำนาจอธิปไตย ก็คือประชาชน แต่สิ่งที่กระผมได้กราบเรียนในการแปรญัตติในมาตราก่อนหน้านี้ เป็นหลักสำคัญครับ ที่ผมคิดว่าอยากจะให้พวกเราทุกคนตระหนัก คือโดยหลักการแล้วโดยที่ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดเป็นเหมือนกติกาของระบบการเมือง ผมได้กราบเรียนหลายครั้งว่า เราจะต้องสร้างกติกานี้ขึ้นมาให้เป็นกติกาของคนไทยทุกคน ให้เป็นกติกาของสังคม ที่มีความมั่นคงแล้วจะอยู่คู่กับเราไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต ซึ่งที่สำคัญที่สุด ก็คือกติกานี้ต้องเป็นที่ยอมรับและมีการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนทุกฝ่าย ระบบการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยนี่ครับ ท่านประธานครับ อย่างไรเสียเราก็จะต้องมี พี่น้องประชาชนซึ่งมีความคิดเห็นที่หลากหลายและในประเทศประชาธิปไตยทั้งหลาย ก็มีปรากฏการณ์ที่ฝ่ายเสียงข้างมาก ฝ่ายเสียงข้างน้อยอาจจะสลับสับเปลี่ยนกันขึ้นมา ครองอำนาจ แต่ในบางประเทศก็เป็นไปได้ที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดหรือพรรคการเมืองหนึ่ง พรรคการเมืองใดอาจจะสามารถครองอำนาจได้อยู่นานหลายสิบปี แต่สิ่งที่จะทำให้ประเทศ หรือสังคมเหล่านั้นเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงก็คือว่าไม่ว่าใครจะเป็นผู้มีเสียงข้างมาก หรือครองอำนาจในขณะใดก็ตามจะต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุล และจะมีกติกาบางประการ ซึ่งจะไม่เปลี่ยนแปลงไปตามผู้ที่ถือครองอำนาจในขณะนั้น อันนี้คือคุณลักษณะ ของระบอบประชาธิปไตยที่มีความมั่นคงทั่วโลก ดังนั้นท่านจะเห็นครับว่าในการจัดทำ รัฐธรรมนูญนี่ ส่วนใหญ่แล้วเขาจะระมัดระวังว่ากฎหมายสูงสุดนี้สามารถคุ้มครองเสียงข้างน้อย สามารถที่จะดูแลผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนต่าง ๆ ที่มีความหลากหลายอาจจะเป็น เรื่องเชื้อชาติ ภูมิภาค ศาสนาหรือปัจจัยอื่น ๆ ที่เป็นที่มาของความหลากหลายในสังคมนั้น ๆ ประเด็นของการแปรญัตติของกระผมก็คือว่าถ้าเราใช้วิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จังหวัดละ ๑ คน และเป็นการเลือกตั้งโดยตรงนั้นเราสุ่มเสี่ยงมากครับ ที่จะได้สภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่เป็นเสมือนแบบจำลองของสภาผู้แทนราษฎรในขณะนั้น ๆ ซึ่งในที่สุดถ้าเราบอกว่าจะให้ เสียงข้างมากเป็นผู้กำหนดกติกา ผมคิดว่าอันนี้เป็นอันตรายต่อการที่จะทำให้รัฐธรรมนูญ และระบอบประชาธิปไตยนั้นมีความยั่งยืน มีความมั่นคงเพราะขาดการยอมรับจากสังคม อีกหลายส่วน ซึ่งคำว่า เสียงข้างน้อย นั้นเรากำลังพูดถึงคนเป็นหลายสิบล้านคนได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ด้วยเหตุนี้ผมจึงมีความคิดว่าสูตรของการได้มาซึ่ง สสร. ที่มาจาก การเลือกตั้งนั้น ควรจะมาจากระบบซึ่งมีหลักประกันของความหลากหลาย ซึ่งความจริง รูปแบบที่เราจะคุ้นเคยมากที่สุดก็คือ การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญ เมื่อปี ๒๕๔๐ ซึ่งความจริงทุกฝ่ายรวมทั้งฝ่ายรัฐบาลเองก็ยอมรับว่าเป็นรัฐธรรมนูญ ซึ่งดีเป็นประชาธิปไตยและพี่น้องประชาชนมีส่วนร่วม กระผมก็จึงแปลกใจครับว่าในการเสนอ รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมครั้งนี้ของรัฐบาล และการพิจารณาของกรรมาธิการ จึงไม่มี ความพยายามในการที่จะย้อนกลับไปดูหลักตรงนั้นว่าทำไมเราจึงยังจะยึดติดอยู่กับเรื่องของ การเลือกตั้งโดยตรงจังหวัดละ ๑ คน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายมาทั้งวันว่าเมื่อมีการพิจารณาเข้าจริง ๆ มีการเปลี่ยนแปลงจนกระทั่งที่บอกว่าฝ่ายที่ปกติเป็นเสียงข้างน้อยชนะมติ ในที่สุดก็ต้อง มีการไปกลับมติหรือไปทบทวน แล้วแต่มุมมองของท่าน แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่อง ซึ่งไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก และบ่งบอกถึงเจตนาว่าฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายเสียงข้างมากนั้นต้องการ ที่จะใช้สูตรในการเลือก สสร. ที่มีจังหวัดละ ๑ คนจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนเท่านั้น ตรงนี้ละครับที่ผมคิดว่าโดยหลักการของการจัดทำรัฐธรรมนูญที่ควรจะมีสภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีความหลากหลายสะท้อนพี่น้องประชาชนให้หลากหลายมากที่สุดมันก็ขัดอยู่แล้ว แต่เมื่อคำนึงว่าสถานการณ์ปัจจุบันเป็นสถานการณ์ที่ต้องการความปรองดองอย่างที่เรา เรียกร้องเรียกหากัน ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าการคิดถึงที่มาของ สสร. ควรจะต้องคำนึงถึงปัจจัย ของความหลากหลายให้มาก เพื่อนสมาชิกท่านหนึ่งเพิ่งอภิปรายไปช่วงหัวค่ำนะครับ ประทานโทษที่เอ่ยนาม คุณนริศาจากจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ให้ตัวอย่างไว้อย่างดีมากครับว่า ถ้ามีการเลือกตั้งในลักษณะที่พี่น้องประชาชนในแต่ละจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดใหญ่ ๆ มี สสร. ได้หลายคน แต่ผู้ลงคะแนนลงคะแนนได้เพียงคะแนนเดียว ก็จะทำให้มีลักษณะ ของการกระจายตัวของคนที่มาทำหน้าที่เป็นผู้แทนในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ นี่ไม่ควรจะเป็นเป้าหมายของการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือครับ นี่ไม่ใช่สิ่งที่จะ สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่เรียกหาความปรองดองหรือครับ แต่เหตุใดคณะกรรมาธิการ เหตุใดรัฐบาลจึงปฏิเสธแนวคิดนี้โดยสิ้นเชิง พยายามที่จะให้ สภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นแบบจำลองของสภาผู้แทนราษฎร ผมคิดว่านี่จะเป็นก้าวที่ผิดพลาด ครั้งใหญ่ เรามีโอกาสไม่บ่อยหรอกครับ แล้วเราก็ไม่ควรที่จะต้องมาจัดทำรัฐธรรมนูญกันบ่อย ๆ ในสังคมของเรา เมื่อเรามีโอกาสทั้งทีเราอยากให้รัฐธรรมนูญนี้ประชาชนคนทั้งประเทศ เป็นเจ้าของ เราต้องไม่สร้างหรือออกแบบสภาร่างรัฐธรรมนูญมาเพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญ ของเสียงข้างมาก แต่ไม่ใช่รัฐธรรมนูญของพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน ทุกกลุ่ม ดังนั้นแนวคิดของผมก็จึงเป็นการแปรญัตติ ซึ่งอย่างที่ผมกราบเรียนครับว่ามีเพื่อนสมาชิก หลายท่านแปรญัตติ รายละเอียดอาจจะแตกต่างกันไปว่าจังหวัดไหนจะมี สสร. กี่คน จำนวนเท่าไร แต่หลักการที่จะให้พี่น้องประชาชนมีโอกาสได้ สสร. ที่มีการกระจายตัว ผมถือว่าเป็นหลักการสำคัญ ผมอยากให้รัฐบาล อยากให้กรรมาธิการพิสูจน์ความจริงใจครับ ว่าในการจัดทำรัฐธรรมนูญครั้งนี้ต้องการให้ประชาชนไม่เพียงแต่มีส่วนร่วม แต่เป็นเจ้าของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างแท้จริง ทบทวนแนวคิดนี้ครับ ทบทวนแนวคิด ว่าจะเอาสภาร่างรัฐธรรมนูญที่จำลองสภานี้ไปสร้างรัฐธรรมนูญสำหรับเสียงข้างมาก แต่ย้อนกลับไปสู่การสร้างความยั่งยืนให้กับระบอบประชาธิปไตยของเราด้วยการจัดทำ รัฐธรรมนูญสำหรับคนทั้งประเทศ โดย สสร. ซึ่งสามารถสะท้อนความหลากหลายในสังคมได้อย่างดี ตรงนี้จะเป็นบทพิสูจน์ความจริงใจ ในวาระที่หนึ่ง ผมอภิปรายไว้ชัดครับว่าถ้าจะจัดทำ รัฐธรรมนูญทั้งทีผมต้องการ ๓ ป ๑. ป ประชาธิปไตย ๒. ป ปฏิรูป ๓. ป ปรองดอง โอกาสนี้ จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเรามีสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งสามารถเป็นตัวแทนของคนทุกกลุ่ม มาเขียนกติกาสังคมที่จะมีความยั่งยืน มีความมั่นคงต่อไปในอนาคต ผมกราบเรียน ท่านประธานครับว่า ผมลุกขึ้นมาอภิปราย ผมทราบดีครับว่าที่ผ่านมาทางรัฐบาลต้องการ เร่งรัดให้การพิจารณาเสร็จ แล้วเราก็ไม่ได้มีโอกาสที่จะถกกับทางคณะกรรมาธิการถึงเหตุและผล เพื่อแลกเปลี่ยน เพื่อนำไปสู่สิ่งที่ดีที่สุดอย่างที่ควรจะเป็นในกระบวนการรัฐสภา แต่ประเด็นนี้ เป็นหัวใจ เป็นความสำคัญที่จะเป็นบทพิสูจน์ว่าเรากำลังจะจัดทำรัฐธรรมนูญเพื่อใคร และจะมีผลอย่างมากต่อเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศในอนาคต ผมจึงยืนยันที่จะให้ สภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นมีความหลากหลายด้วยการมีสมาชิกทั้งสิ้น ๑๕๐ ท่าน และใน ๑๒๕ ท่าน ที่มาจากการเลือกตั้งนั้น หลายจังหวัดก็จะมีสมาชิกสภาร่างมากกว่า ๑ คน โดยให้ประชนชน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงได้เพียง ๑ คะแนน เพื่อเป็นการให้หลักประกันว่า ทุกคนจะมีส่วนในการ เป็นเจ้าของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างแท้จริงครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา ครับ

นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จันทบุรี 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดจันทบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับผมขอแปรญัตติร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ในวันนี้ถือว่าเป็นครั้งที่ ๒ ท่านประธานครับ ผมไม่ค่อยสบายใจนักที่มีพี่น้องที่อยู่ทางบ้าน ได้โทรศัพท์มามากมายและฝากบอกกับท่านประธานผ่านไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการ พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ เขาได้พูดชัดเจนว่าเขาไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไร กับบรรยากาศการแก้ไขรัฐธรรมนูญในช่วงนี้ บรรยากาศอย่างนี้ เพราะเขาอยากจะเห็น การปรองดองมากกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในบรรยากาศในช่วงนี้ ก็อยากจะเรียนบอกกับ ท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการและท่านประธานคณะกรรมาธิการพิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ในครั้งนี้ด้วย คือเป็นอย่างนี้ด้วยนะครับ และบรรยากาศช่วงนี้เป็นช่วงที่พี่น้องต้องการมากที่สุด คืออยากจะให้รัฐบาลไปแก้ไขปัญหาราคาสินค้าที่แพงนะครับ นี่คืออันดับ ๑ ๒. คือน้ำมันกำลังแพงอยู่ และสิ่งสำคัญที่สุดคือผู้ใช้แรงงาน มีปัญหามากที่สุดคือขาดผู้ใช้แรงงาน อยากจะเรียนถึงเรื่องการสะท้อนมายังคณะกรรมาธิการด้วยนะครับ สำคัญที่สุดคือบ้านผม เป็นเมืองผลไม้และตอนนี้ผลไม้กำลังออกสู่ท้องตลาดและราคาตกต่ำด้วย จึงเรียนมายัง ท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการด้วยนะครับ และสิ่งที่สำคัญวันนี้ผมได้รับโทรศัพท์ จากพี่น้อง อสม. ด้วยว่า อสม. ยังไม่ได้รับค่าเบี้ยยังชีพหรือว่าเบี้ยตอบแทน ๓ เดือนเลย ตอนนี้ท่านรัฐมนตรีได้ประสานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว กราบขอบพระคุณ ณ โอกาสนี้ด้วยนะครับ ท่านประธานครับผมขอแปรญัตติแก้ไขเพิ่มเติมความในมาตรา ๒๙๑/๑ ดังนี้ครับ

(๑) สมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของพี่น้องประชาชนทั้งหมด หนึ่งร้อยยี่สิบห้าคน

(๒) สมาชิกซึ่งมาจากการคัดเลือกโดยที่ประชุมของรัฐสภา จำนวนยี่สิบห้าคน ดังนี้

(ก) ผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน แปดคน

(ข) ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐประศาสนศาสตร์หรือรัฐศาสตร์ แปดคน

(ค) ผู้ที่มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคมตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภาประกาศกำหนดจำนวนเก้าคน

รวมทั้งสิ้นหนึ่งร้อยห้าสิบคน ท่านประธานครับ ประเด็นการคัดเลือก สสร. ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ผมว่ามันไม่ใช่ประเด็นสำคัญมากนัก แต่ที่ประเด็นสำคัญ ผมจำเป็นต้องขออนุญาตท่านประธานผ่านไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาร่าง ถามตอบแต่ละประเด็นที่ผมและพี่น้อง สังคมสงสัยมากอยู่ในขณะนี้นะครับ ผมต้องขออนุญาตท่านประธาน ผมต้องขออภิปรายถามตอบครั้งเดียว รวดเดียวจบเลยนะครับ โดยพยายามไม่ให้ซ้ำกับท่านอื่น ๆ ที่อภิปรายผ่านไปนะครับ

ประเด็นที่ ๑ การร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา ๔ ให้เพิ่มความ ในหมวด ๑๖ ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามมาตรา ๒๙๑/๑ ถึงมาตรา ๒๙๑/๑๗ เป็นการร่างแก้ไขเพิ่มเติมหรือเป็นการร่างใหม่ทั้งฉบับ ผมอยากจะเรียนถามท่านประธาน คณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ครับว่าร่างทั้งฉบับหรือแก้ไขเพิ่มเติมครับ เพราะพี่น้องประชาชนที่อยู่ทางบ้านถามมาเยอะเสียเหลือเกิน เลยอยากจะให้ท่านทั้งหลาย ท่านผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้ตอบให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่งนะครับ การร่างแก้ไขเพิ่มเติมกับการร่างใหม่ทั้งฉบับ ซึ่งเป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ใช่หรือไม่ครับ ตรงนี้ช่วยตอบด้วยนะครับ การใช้มาตรา ๒๙๑ เป็นเครื่องมือหรือช่องทาง คุ้มครองให้พ้นความผิดในการล้มล้างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เพื่อให้มาซึ่งอำนาจเบ็ดเสร็จ ในการปกครองประเทศที่ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ใช่หรือไม่ ช่วยตอบด้วยนะครับ ท่านประธานครับ ในมาตรา ๒๙๑ ไม่ใช่บทบัญญัติที่จะนำมายกเลิก รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้ แต่เป็นการแก้ไขมาตรา ๒๙๑ โดยฝ่าฝืนมาตรา ๑๓๖ (๑๖) และการกระทำที่ขัดต่อมาตรา ๖๕ มาตรา ๖๘ มาตรา ๑๒๒ และมาตรา ๒๗๐ จริงหรือไม่ ใช่หรือไม่นะครับ ช่วยตอบด้วยนะครับ ท่านประธานครับ ผมสงสัยข้อความ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ ถึงมาตรา ๒๙๑/๑๗ ที่คณะกรรมาธิการพิจารณาร่างในเนื้อหาสาระ มันบ่งชัดว่าเป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาใช้แทน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ และจัดให้มี สสร. หรือคณะบุคคลขึ้นเป็น สสร. ให้มีอำนาจ ดำเนินการเลือกตั้ง สสร. ทั่วทั้งประเทศ จัดให้มีการออกเสียงประชามติให้ร่างรัฐธรรมนูญ ที่ สสร. ได้จัดทำขึ้น และมีอำนาจประกาศรับรองจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ถามว่าขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ปี ๒๕๕๐ อย่างสิ้นเชิง ใช่หรือไม่นะครับ ขอให้ท่านประธานตอบด้วยนะครับ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ท่านได้สอบถามประชามติจากประชาชนแล้วหรือยังนะครับ ถ้ายังไม่ถามท่านจะทำอย่างไร ผมกังวล ผมไม่ค่อยสบายใจนัก เพราะมีท่านผู้ฟังที่อยู่ทางบ้าน ถามมาเยอะมาก ก็อยากจะให้ท่านประธานได้ตอบหายข้อข้องใจกับพี่น้องประชาชนด้วยนะครับ นอกจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ คณะกรรมาธิการถ้าเราทำผิดขั้นตอน หรือฝ่าฝืน ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ มาตรา ๑๓๖ (๑๖) มาตรา ๖๕ มาตรา ๖๘ มาตรา ๑๒๒ และมาตรา ๒๗๐ แล้ว ผมเกรงว่าจะมีความขัดแย้งของคนภายในชาติอีกรอบหนึ่งนะครับ ท่านหรือใครทั้งหลายที่เราร่วมร่างใครจะรับผิดชอบได้นะครับ ผมนั่งฟังหลาย ๆ ท่านที่อภิปราย หลายวันที่ผ่านมา ก็มีความคิดคล้าย ๆ กันว่าถ้ามีความขัดแย้งรอบต่อไปใครจะรับผิดชอบนะครับ สุ ด ท้ำ ย ค รั บ ผ ม ข อ เ รี ย ก ร้ อ ง ท่ำ น ป ร ะ ธำ น รั ฐ ส ภำ ผ่ำ น ไ ป ยั ง ท่านประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาร่าง และผ่านไปยัง สสร. ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วยว่า ไม่สมควรที่จะแก้ในส่วนของหมวด ๑ หมวด ๒ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ บททั่วไป มาตรา ๑ หรือมาตรา ๒ บัญญัติว่าประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้ และเฉพาะมาตรา ๒ มาตรา ๓ เป็นหัวใจหลักของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย โดยเฉพาะ มาตรา ๓ บัญญัติในพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อำนาจอธิปไตยนี้ โดยผ่านคณะรัฐมนตรี รัฐสภา อำนาจตุลาการ โดยองค์กรทั้ง ๓ รวมถึงองค์กร ตามรัฐธรรมนูญ โดยหน่วยงานของรัฐต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามหลักนิติธรรม นอกจากนั้น มาตรา ๔ มาตรา ๕ บัญญัติถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค เลยอยากจะเรียนให้ทราบว่าในหมวด ๒ พระมหากษัตริย์ทรงดำรง อยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ จึงไม่สมควรที่จะก้าวล่วง พระราชอำนาจ รวมทั้งองคมนตรีด้วย รวมทั้งการก้าวล่วงไปแก้ไข มาตรา ๑๑๒ ประมวลกฎหมายอาญาเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อยู่ในขณะนี้ การทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้นะครับ ต้องไม่มีผลกระทบต่อองค์กรอิสระและองค์กร ตามรัฐธรรมนูญ และต้องไม่จัดทำเพื่อแก้โทษหรือนิรโทษให้กับบุคคลใด ๆ และต้อง ไม่มีผลกระทบต่ออำนาจตุลาการ และกระทบต่อองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐทุกองค์กร ผมขอถามท่านประธานผ่านไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างว่าทำได้หรือไม่ ยืนยันได้ไหมครับว่า สสร. จะไม่แตะต้องดั่งที่ผมเรียนให้ทราบตั้งแต่เบื้องต้นนะครับ ท่านประธานครับ ผมขอถามทั้งหมดนี้นะครับ อยากรู้จริง ๆ และคนไทยเจ้าของประเทศ มิใช่น้อยอยากรู้เช่นเดียวกับผม ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้ผมยังไม่เห็นด้วยกับบรรยากาศ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในช่วงนี้จริง ๆ นะครับ เพราะพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่อยากจะให้ รัฐบาลแก้ปัญหาที่ผมเรียนให้ทราบตั้งแต่เบื้องต้น นี่คือความต้องการของพี่น้องคนไทย ทั้งชาติจริง ๆ อยากจะเรียนไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ด้วยครับ ขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านกรรมาธิการ จะรอไว้ตอบพร้อมกันหรือจะตอบเลย รอก่อนนะครับ เชิญท่านศุภชัย ศรีหล้า ครับ

นายศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องของรัฐธรรมนูญ มีความสำคัญมากต่อประเทศทุกประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่รัฐสภาของเรากำลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้ ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานว่าโดยสภาวะ โดยสถานการณ์ โดยโอกาส โดยความจำเป็น ณ สถานการณ์ปัจจุบัน ความเหมาะสม ที่เราจะหยิบยกเรื่องขึ้นมาพูดคุยในรัฐสภา โดยความเห็นของกระผมแล้วมีความสอดคล้อง กับสถานการณ์ค่อนข้างน้อย ต่อความกังวลดังกล่าวไม่เฉพาะผมในฐานะที่เป็นสมาชิกแห่งรัฐสภา หากแต่ยังมีพี่น้องประชาชนอีกจำนวนมากที่แสดงข้อกังวล ข้อสงสัย รวมถึงข้อกังวลใจว่า ในท้ายที่สุดแล้วการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะนำไปสู่จุดใดของประเทศ แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ ในรัฐสภาของเราได้พิจารณาไปแล้ว ๔ มาตรา และที่เรากำลัง พิจารณาอยู่ในขณะนี้ถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง นั่นคือการพิจารณาแก้ไขมาตรา ๒๙๑/๑ ซึ่งหมายถึงที่มาของ สสร. ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าเราพูดถึงที่มาของ สสร. คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่า สสร. คือที่มาของผู้กำหนดโครงสร้างของประเทศ สสร. คือผู้กำหนดกติกา ของประเทศ สสร. คือผู้ออกแบบการปกครองของประเทศของเรานับจากนี้ไป และที่สำคัญ สสร. เป็นผู้กำหนดความสัมพันธ์ในเชิงโครงสร้างระหว่างอำนาจต่าง ๆ สสร. ยังเป็นผู้กำหนดภารกิจขององค์กรต่าง ๆ รวมถึงการตรวจสอบการใช้อำนาจ ถ้าเผื่อจะทำให้ ความชัดเจนของหน้าที่ สสร. ชัดเจนยิ่งขึ้นผมมีความจำเป็นที่จะต้องหยิบยกเอาตัวอย่าง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ หรือรัฐธรรมนูญฉบับอื่น ๆ มา พูดถึงโครงสร้างเพื่อกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังคณะกรรมาธิการว่า สสร. มีความสำคัญจริง ๆ ท่านประธานที่เคารพครับ สสร. ใช่ไหมครับ เป็นผู้ที่จะเขียนบททั่วไป สสร. ใช่ไหมครับที่จะเป็นผู้เขียนถึงบทที่ว่าด้วยสถาบันพระมหากษัตริย์ แม้ในร่าง ของคณะกรรมาธิการจะยกหมวดนี้ไว้ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่ท่านประธานที่เคารพครับ สสร. ใช่ไหมครับ จะเป็นผู้ที่เขียนถึงเรื่องสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย เพียงแค่หมวดนี้ ก็แสดงให้ได้แล้วใช่ไหมครับว่า สสร. มีบทบาทอย่างสำคัญ ต่ออีกนิดหนึ่งครับท่านประธาน สสร. ใช่ไหมครับเป็นผู้ที่เขียนหน้าที่ของชนชาวไทย และท่านประธานที่เคารพครับ สสร. ใช่ไหมครับ เป็นผู้ที่จะเขียนถึงแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ นั่นแปลว่าพี่น้องประชาชนจะได้ประโยชน์ อะไรจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และเช่นเดียวกัน สสร. ใช่ไหมครับ จะเป็นผู้ที่เขียนถึงเรื่อง ของรัฐสภา สสร. ใช่ไหมครับ จะเป็นผู้ที่เขียนถึงเรื่องของการส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน ซึ่งเป็นการมีส่วนร่วมโดยตรงจากรัฐธรรมนูญฉบับปี พุทธศักราช ๒๕๕๐ ที่ได้เขียนไว้แล้ว สสร. ใช่ไหมครับจะเป็นผู้ที่เขียนถึงหมวดที่ว่าด้วยการเงิน การคลังและงบประมาณ สสร. ใช่ไหมครับที่จะเป็นผู้ที่เขียนถึงเรื่องของคณะรัฐมนตรี สสร. ใช่ไหมครับจะเป็นผู้ที่เขียน ถึงเรื่องของศาล เขียนถึงองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพครับ สสร. ใช่ไหมครับจะเป็นผู้ที่เขียนถึงการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ สสร. ใช่ไหมครับจะเป็นผู้ที่เขียนถึงจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ และ สสร. ใช่ไหมครับจะเป็นผู้ที่เขียนถึงการปกครองส่วนท้องถิ่นรวมถึงของการแก้ไข รัฐธรรมนูญด้วย ที่ผมหยิบยกรัฐธรรมนูญฉบับปีพุทธศักราช ๒๕๕๐ มากราบเรียนท่านประธาน ถึงโครงสร้างที่รัฐธรรมนูญจะเป็นในอนาคต นั่นเป็นเครื่องยืนยันว่า สสร. มีความสำคัญ ถ้า สสร. มีความสำคัญท่านประธานที่เคารพครับ เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าถ้าสำคัญอย่างนั้นที่มา ของ สสร. ที่เรากำลังจะพูดถึงในมาตรา ๒๙๑/๑ ก็ยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นไปอีก ในขณะที่มีความสำคัญท่านประธานที่เคารพครับ คุณสมบัติหรือที่มาของ สสร. วันนี้ต้องเป็น ที่วางใจของพี่น้องประชาชน แต่ถ้าเมื่อใดคุณสมบัติหรือที่มาของ สสร. ไม่เป็นที่วางใจ ของพี่น้องประชาชนแต่ในทางตรงกันข้ามเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยของพี่น้องประชาชน นั่นละครับท่านประธานที่เคารพครับ ที่มาของ สสร. แทนที่จะเป็นตัวคลี่คลายสถานการณ์ สสร. เองจะกลับกลายเป็นประเด็นหรือชนวนที่นำไปสู่ความขัดแย้งอย่างไม่รู้จบ ของสังคมไทยในอนาคต ผมจึงอยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการว่า ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้เราคงจะต้องมาช่วยกันทำให้กติกาของประเทศนี้ เป็นที่ยอมรับของคนไทยทั้งประเทศ การทำให้กติกาของประเทศนี้เป็นที่ยอมรับของคนไทย ทั้งประเทศต้องนับ ๑ ให้เป็นที่ยอมรับเสียก่อนครับ นับ ๑ อย่างไรจึงจะเรียกว่าให้เป็นที่ยอมรับ นับ ๑ ในความเห็นของกระผมที่ทำให้เป็นที่ยอมรับวันนี้คือตัวแทนของ สสร. ต้องไม่ใช่ตัวแทนของสภาผู้แทนราษฎรในขณะนี้ เหมือนกับที่อดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ได้นำเรียนต่อสภาแห่งนี้เมื่อสักครู่ ถ้าเมื่อใดตัวแทนของ สสร. เป็นตัวแทนที่สามารถระบุ หรือล็อกตัวบุคคลได้ นั่นแปลว่าการจำลองในเชิงอำนาจก็จะผ่านไปยัง สสร. ท่านประธานที่เคารพครับ นั่นคือข้อกังวลใจของพี่น้องประชาชน ผมได้เรียนกับท่านประธานไปแล้วว่า ถ้าเมื่อใดพี่น้องประชาชนกังวลใจ เมื่อใดที่พี่น้องประชาชนเคลือบแคลงสงสัยว่าตัวแทน ของ สสร. เป็นตัวแทนของใคร สสร. เป็นตัวแทนของใคร สสร. เป็นตัวแทน ของกลุ่มการเมืองใด สสร. เป็นตัวแทนของพรรคการเมืองใด ธรรมชาติครับท่านประธานครับ ถ้าเป็นตัวแทนของกลุ่มใดเป็นตัวแทนของพรรคการเมืองใดย่อมไปเขียนกฎหมาย หรือเขียนกติกาของประเทศเพื่อกลุ่มที่ตัวเองเป็นตัวแทน ข้อกังวลใจเหล่านี้ผมจึงอยากจะ กราบเรียนผ่านท่านประธานว่า ถอยออกมาสักหน่อยหนึ่งดีไหมครับ วันนี้ค่อนข้างจะแข็งเกินไป ไม่ยอมลดราวาศอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อเคลือบแคลงของพี่น้องประชาชน มีต่อคณะกรรมาธิการกรณีของการปล้นมติที่ได้เคยมีการให้มติไปแล้ว ๑๒ เสียงต่อ ๑ เสียง ท่านประธานที่เคารพครับ ๑๒ เสียง ต่อ ๑๐ เสียง วันนั้นมีการลงมติไปแล้ว ทางคณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่มีความ ถ้าจะพูดภาษาบ้านเราคือแพ้ต่อมติ ของคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย แต่ท่านก็ไปกลับมติ ในกรณีของการไปกลับมติ นั่นแปลว่าไปปล้นมติ นั่นคือที่มาที่พี่น้องประชาชนกังวลใจไปแล้วชั้นหนึ่ง ถ้าพี่น้องประชาชนกังวลใจไปแล้วชั้นหนึ่งตามมาด้วยการล็อกจำนวนอย่างที่ไม่ควรจะเป็น นั่นคือการระบุว่าให้มีตัวแทน สสร. จากจังหวัดต่างๆ จังหวัดละ ๑ คน ถ้ามีตัวแทน จากจังหวัดต่าง ๆ จังหวัดละ ๑ คน นั่นแปลว่าเราจะมี สสร. ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดใหญ่ หรือจังหวัดเล็กมีจำนวนเท่ากัน นั่นคือจังหวัดละ ๑ คน ข้อสงสัยของกระผมก็ดี ข้อสงสัย ของมวลสมาชิกในรัฐสภาแห่งนี้ก็ดีมีข้อสงสัยตรงกันก็คือว่า ท่านคณะกรรมาธิการมีแนวคิดอย่างไร มีหลักคิดอย่างไรต่อการนำเสนอตัวแทนในลักษณะนั้น จังหวัดอุบลราชธานีบ้านผม มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๑๑ ท่าน ทำไมจังหวัดอุบลราชธานีจึงมี สสร. เท่ากับจังหวัดมุกดาหาร ทำไมจังหวัดอุบลราชธานีจึงมี สสร. เท่ากับจังหวัดยโสธร ทำไมจังหวัดอุบลราชธานีมี สสร. เท่ากับจังหวัดระนองหรือจังหวัดภูเก็ต ทำไมกรุงเทพมหานครมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวนมากจึงจะต้องมีสมาชิก สสร. เท่ากับจังหวัดสมุทรปราการหรือจังหวัดสมุทรสาคร ข้อกังวลใจเหล่านี้ก็โยงกลับมาถึงสิ่งที่รัฐบาลกำหนดไว้ในร่างที่รัฐบาลเสนอมา นั่นคือมี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ ๗๗ คน ท่านประธานที่เคารพครับ นั่นคือคำอธิบายที่อยากได้ยิน อยากได้ฟังจากทางคณะกรรมาธิการ แต่ถ้าเมื่อใดที่มีความแข็งเกินไปอย่างที่ผมได้กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ นั่นแปลว่า วันนี้รัฐบาลผ่านคณะกรรมาธิการกำลังล็อกตัวเลขใช่ไหมครับ ถ้าเมื่อใดล็อกตัวเลข ความกังวลใจ ของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ไม่เฉพาะผมนะครับ แต่จะเป็นความกังวลใจของพี่น้อง ทั้งประเทศมากกว่าจำนวนที่เลือกท่านเมื่อครั้งที่ท่านได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งรอบที่ผ่านมาแน่นอน ไม่มีใครอยากเห็นความขัดแย้ง ไม่มีใครอยากเห็นความรุนแรง แต่ทุกคนอยากเห็นกติกา ประเทศเป็นที่ยอมรับของคนทั้งประเทศ ผมจึงอยากจะกราบเรียนผ่านท่านประธานว่า ตัวเลข ๗๗ คน วันนี้มวลสมาชิกในสภาแห่งนี้แปรญัตติในมาตรานี้มากเป็นพิเศษ ถ้าแปรญัตติ มาตรานี้มากเป็นพิเศษ ท่านฟังสักหน่อยหนึ่งดีไหมครับ ถ้าท่านฟังสักหน่อยหนึ่งผมมั่นใจว่า นั่นคือร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ท่านยอมรับว่าท่านแพ้ ในชั้นคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยเข้าสู่สภาแห่งนี้แล้ว ท่านสมาชิกวุฒิสภาก็ดี พวกเราในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ดีก็ให้ความเห็นกับท่านในเรื่องของจำนวน ที่มีความสำคัญยิ่งต่อที่มาของ สสร.

ประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากกราบเรียนท่านในวันนี้ก็คือ เรื่องของที่มาของ สสร. ที่ยึดโยงกับเรื่องของการเป็นตัวแทนจากภาควิชาการ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมกราบเรียนท่านในขณะที่แปรญัตติดังต่อไปนี้ครับ ผมเรียนความเห็นของกระผม ในมาตรา ๒๙๑/๑ เพื่อบันทึกไว้ในสภาแห่งนี้ว่าจำนวนของ สสร. มีความสำคัญ และถ้าจำนวนของ สสร. มีความสำคัญ ผมจึงกราบเรียนไว้ว่าให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามหมวดนี้ ประกอบไปด้วยสมาชิกดังต่อไปนี้ (๑) สมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน เราปฏิเสธไม่ได้ สสร. ต้องมีที่มาจาก พี่น้องประชาชน ถ้ามีที่มาจากพี่น้องประชาชน ๗๗ คน จาก ๗๗ จังหวัดน้อยไป ถ้า ๗๗ คน จาก ๗๗ จังหวัดแล้วไม่มีคำอธิบาย ผมจึงเรียนเสนอต่อคณะกรรมาธิการว่าต้องการให้มี จำนวน ๑๕๐ คน โดยคำนวณตามสัดส่วนของประชากร หากจังหวัดใด มีจำนวนขั้นต่ำให้มีสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งจังหวัดนั้น จังหวัดละ ๑ คน แต่รวมกัน ต้องไม่เกิน ๑๕๐ คน ท่านประธานที่เคารพครับ ตัวเลขไม่มีความสำคัญเท่าใดนัก ในความเห็นของกระผม แต่ต้องไม่ใช่จังหวัดละ ๑ คน ผมอธิบายได้ว่าถ้าไม่ใช่จังหวัดละ ๑ คน เราจะอธิบายกับพี่น้องประชาชนได้ว่าไม่มีการล็อกสเปก ไม่มีการล็อกตัวบุคคล ไม่มีการล็อกที่มา ย้ำกับท่านประธานอีกครั้งหนึ่งนะครับ เมื่อใดท่านที่มีการล็อกสเปก มีการล็อกตัวบุคคล มีการล็อกที่มา นั่นแปลว่ามีการล็อกรัฐธรรมนูญ หมายความว่า เขียนรัฐธรรมนูญไว้แล้ว เช่นเดียวกันครับ ท่านประธานที่เคารพครับ (๒) สมาชิกซึ่งมาจาก การเสนอชื่อของสภาสถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ ที่ผมกราบเรียนในประเด็นนี้เพราะผมมีความเชื่อว่า ในทางเทคนิคหรือในทางวิชาการแล้ว เราคงจำเป็นจะต้องอาศัยนักวิชาการอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งแม้เราจะพึ่งพาอาศัยนักวิชาการจำนวนนั้นไม่มากนัก แต่ในเชิงเทคนิคมีความจำเป็น ผมยึดโยงการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๔๐ ซึ่งในการร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ได้กำหนดที่มา เช่นเดียวกับที่ผมกำลังจะกราบเรียนอยู่ในขณะนี้ นั่นคือสมาชิกที่มาจากการเสนอชื่อ ของสภาสถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ ที่มีการให้ปริญญา สาขานิติศาสตร์ สาขารัฐศาสตร์ สาขารัฐประศาสนศาสตร์ เสนอชื่อบุคคลผู้มีความเชี่ยวชาญในสาขากฎหมายมหาชน ซึ่งมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับรัฐธรรมนูญ สาขารัฐศาสตร์หรือสาขารัฐประศาสนศาสตร์ และผู้มีประสบการณ์ทางด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน หรือการร่างรัฐธรรมนูญ ต่อประธานรัฐสภา และให้ที่ประชุมรัฐสภาคัดเลือกในแต่ละสาขาให้ได้จำนวนตามที่กำหนด

(ก) ผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน จำนวนสิบคน

(ข) ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ จำนวนสิบคน

(ค) ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริการราชการแผ่นดิน หรือการร่างรัฐธรรมนูญ จำนวนสิบคน

ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้ายึดโยงกับตัวเลขที่กระผมได้กราบเรียน เราก็จะมี สสร. ทั้งสิ้น ๑๘๐ คน มาจาก ๒ ภาคส่วน

ประการที่ ๑ มาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชนโดยตรง โดยไม่ยึด จังหวัดละ ๑ คน แต่ให้เป็นไปตามสัดส่วนของประชากร

ประการที่ ๒ คือมาจากผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านอย่างที่ผมได้กราบเรียน สำคัญที่สุดครับท่านประธาน การร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เท่ากับว่าเรากำลังจะให้กำเนิดแม่แบบ หรือกำเนิดกติกาประชาธิปไตย แต่ถ้าการกำเนิดครั้งนี้เป็นการกำเนิดที่มาโดยมีการปล้นมติ เหมือนกับที่เพื่อนสมาชิกได้นำเสนอต่อที่ประชุมแห่งนี้ไปแล้ว หรือมีการล็อก มีการระบุจำนวนอย่างที่พวกเราเข้าใจกัน นั่นแปลว่าผลไม้ที่เรากำลังจะให้ผลิดอกออกผล เจริญเติบโตเป็นต้นแบบประชาธิปไตยตามที่เราต้องการ วันนี้ผลไม้ที่เรากำลังจะเห็น มันจะกลายเป็นผลไม้พิษ ถ้าผลไม้พิษท่านประธานที่เคารพครับ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่เรากำลังจะร่างมันก็จะเป็นต้นที่มาจากผลไม้พิษ นี่ละครับคือผลไม้พิษตัวจริง ผลไม้พิษต้นจริง และผลไม้พิษต้นนี้จะนำไปสู่ความอัปยศที่ไม่อาจปฏิเสธได้ อยากเห็นอย่างนั้นหรือครับ ผมวิงวอนท่านประธานผ่านไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการ แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ท่านครับ อย่าให้เป็นอย่างนั้นเลย เรามาทำให้ผลไม้ต้นนี้หรือต้นไม้ ประชาธิปไตยต้นนี้เป็นต้นไม้ที่เกิดจากความร่วมแรงร่วมใจ การยอมรับของคนทุกคน การยอมรับของหมู่เหล่า การยอมรับของพี่น้องประชาชนคนไทยทั้ง ๖๕ ล้านคน อย่าให้เป็นการยอมรับหรือเป็นความต้องการของใครคนใดคนหนึ่งอีกเลยครับ บ้านของเรานะครับ ประเทศของเรานะครับ ถ้าบ้านหลังนี้คือบ้านของเรา ถ้าบ้านหลังนี้คือประเทศของเรา อย่าให้มันชอกช้ำไปมากกว่านี้เลยครับ ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ เชิญครับ

นายสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ สมาชิกวุฒิสภา นครศรีธรรมราช

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์

(นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านสิริวัฒน์แป๊บหนึ่ง ท่านบุญยอดมีอะไร เชิญครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ บุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ บัญชีรายชื่อ ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะครับ ขออนุญาตท่าน ส.ว. สิริวัฒน์ ด้วยนะครับ ผมขออนุญาตหารือ ท่านประธานสั้น ๆ ว่า เมื่อสักครู่นี้พวกเราก็ฟังคำอภิปรายของท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรเองก็ให้เหตุผลที่สำคัญ แล้วก็ให้ตัวเลขที่ผมคิดว่า น่าจะพอพิจารณากันได้นะครับ ที่ ๑๒๕ บวกกับ ๒๕ ซึ่งก็ยังตรงอยู่กับหลักการทุกข้อ ของคณะกรรมาธิการ อยากจะขอเรียนท่านประธานว่า ถ้าจะขอปรึกษาให้ ท่านประธานคณะกรรมาธิการลองพิจารณาแนวคิดนี้ แล้วก็ตอบต่อสภาสักช่วงหนึ่งก่อนว่า แนวคิดนี้ท่านรับได้หรือไม่ ผมคิดว่าจะช่วยทำให้การประชุมมันจะเข้าใจง่ายขึ้น ไม่ทราบท่านจะพิจารณาอย่างไรครับ ขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านกรรมาธิการเชิญครับ ขอโทษท่านสิริวัฒน์นิดหนึ่งครับ แป๊บหนึ่ง

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ จริง ๆ แล้ว กรรมาธิการก็อยากจะนั่งฟังแนวคิดของท่านสมาชิกผู้สงวนความเห็นและสงวนคำแปรญัตติ ให้ครบถ้วนนะครับ จะได้ตอบเสียทีเดียว แต่ก็ไม่เป็นอะไรครับ ท่านประธานครับ ก็จะได้ถือโอกาสนี้ได้ตอบคำถามบางส่วนไปก่อน ก็อยากกราบเรียนท่านสมาชิกครับว่า วันนี้รัฐสภาเราได้ตัดสินใจที่จะให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทำรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ สภาร่างดังกล่าวเราก็มีองค์ประกอบอยู่ ๒ ส่วน แต่ทั้ง ๒ ส่วนนี้ก็ยึดโยงประชาชนทั้งคู่นะครับ ส่วนแรกก็เลือกตั้งโดยตรงมาจากประชาชนในทุกจังหวัด จังหวัดละ ๑ คน อีกส่วนหนึ่ง ก็ให้องค์กรต่าง ๆ คือทางมหาวิทยาลัยและภาคธุรกิจเศรษฐกิจทั้งหลายที่ประธานรัฐสภา จะกำหนด สรรหาเพื่อจะให้รัฐสภาเป็นผู้คัดเลือก รัฐสภาก็เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน ก็ต้องถือว่าส่วนที่มาจากภาควิชาการก็มีความยึดโยงอยู่กับประชาชนเช่นกัน ถามว่าทำไม แต่ละจังหวัดถึงให้มี สสร. เพียงจังหวัดละ ๑ ท่าน ๑ คน ทำไมไม่ใช้สัดส่วนของประชากร เป็นตัวตัดสินตามที่มีเพื่อนสมาชิกได้เสนอมาหลายรูปแบบนะครับ กรรมาธิการ อยากจะกราบเรียนว่าเราไม่ปรารถนาที่จะให้ สสร. นี่นะครับ มีลักษณะเหมือนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือเราไม่อยากให้ สสร. มีองค์ประกอบที่มีทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล เราไม่อยากจะเห็นมีการแตกแยกภายใน สสร. ว่ามาจากกลุ่มนั้น กลุ่มนี้ เราอยากให้ปลอดจากการเมือง ฉะนั้นให้ทุกจังหวัดเขาเลือกเอาสุดยอดของจังหวัด เขามาจังหวัดละ ๑ คน แล้วท่านไม่ต้องห่วงนะครับว่าจังหวัดละ ๑ คน เขาจะทำงานไม่ได้ ผมเองผมเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญทำรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญที่เรากำลัง จะแก้ไขนี้มีความก้าวหน้ามากกว่าการหา สสร. เมื่อปี ๒๕๔๐ เมื่อปี ๒๕๔๐ ให้ผู้ที่ประสงค์ จะสมัครไปสมัครที่จังหวัดและให้เลือกกันเองจังหวัดละ ๑๐ ท่าน เอาคะแนน ๑ ถึง ๑๐ ลบคะแนนออกเรียงลำดับอักษรแล้วมาให้รัฐสภาเลือกเหลือจังหวัดละคน ผมเป็น สสร. จังหวัดเชียงรายผมมีหน้าที่ไปทำอะไรครับพี่น้อง ท่านสมาชิกครับ ไปปลุกระดมให้พี่น้องประชาชน ในจังหวัดตื่นตัวเพื่อเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำรัฐธรรมนูญ โดย สสร. ไปตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญประชาสัมพันธ์ประจำจังหวัดทุกจังหวัด เปิดเวทีรับฟัง ความคิดเห็น เชิญชวนประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมแล้วนำเอาสิ่งที่ประชาชนเขาได้แสดงความคิดเห็น เขาได้บอกได้กล่าวจากทุกจังหวัดมาระดมกันหาสกัดเอาสิ่งที่ดีที่สุดของทุกจังหวัดที่นำมารวมกัน เอามาเขียนในรัฐธรรมนูญของเรา ขณะเดียวกันเราก็มีภาควิชาการได้เข้ามาดูแล มาช่วยเสริม มาดูทฤษฎีแต่ละประเทศเขาเป็นอย่างไร อะไรที่ดีที่สุด ซึ่งในที่สุดแล้วเราก็ทำงานกันมาได้ด้วยดี แล้วได้รัฐธรรมนูญที่เราถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีที่สุดฉบับแรกในประเทศไทย ต้องถือว่า เป็นฉบับประวัติศาสตร์ที่พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วม วันนี้ สสร. ที่เราจะเลือกกัน เลือกโดยตรงจากประชาชน และผมมั่นใจว่าพี่น้องประชาชนทั้งหลายเขาตระหนักดีว่า สสร. ที่เขาจะเลือกไปไปทำหน้าที่อะไร สสร. ไม่มีหน้าที่จะมายุ่งเกี่ยวกับเรื่องของการบริหาร ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียที่จะมาดูแลเรื่องงบประมาณ หรือมายุ่งกับรัฐบาล สสร. มีหน้าที่ ต้องมาทำกติกาของบ้าน ของเมือง ฉะนั้นพี่น้องประชาชนเขารู้ครับว่าเขาควรจะเลือกคนแบบไหน วันนี้ประชาชนตื่นตัวกันมากแล้วครับ ขณะที่เรากำลังพิจารณากันอยู่นี้ประชาชนเขามองแล้ว ว่าใครเหมาะที่จะเป็น สสร. จังหวัดเขา ใครมีความรู้ มีประสบการณ์ มีความเหมาะสม ที่จะเอามาใช้งานทำกฎหมาย แล้วท่านไม่ต้องห่วงนะครับว่าจะถูกแทรกแซงโดยพรรคการเมือง ผมไม่เชื่อนะครับว่าพรรคการเมืองไหนจะไปทุ่มเทเพื่อที่จะให้ได้ สสร. มาเพื่อทำงานแค่ ๒๔๐ วัน ถ้าเป็นไปตามร่างรัฐบาลนี้นะครับ และขณะเดียวกันขอให้ท่านสบายใจครับว่า การทำงานของ สสร. จะอยู่ภายใต้สายตาของประชาชน ของสาธารณะจะมีการวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งสื่อมวลชน ทั้งพี่น้องประชาชน ใครก็ตามที่คิดจะมาทำรัฐธรรมนูญเพื่อคนหนึ่งคนใดนะครับ หรือจะมีเจตนาแฝงเร้น มีวาระซ่อนเร้นใด ๆ ก็ตามประชาชนเขาไม่รับละครับ เพราะในที่สุด สสร. ทำรัฐธรรมนูญเสร็จก็ต้องนำไปทำประชามติขอให้ประชาชนเป็นคนเห็นชอบ ไม่เห็นชอบ ฉะนั้นก็ด้วยความเคารพในความคิดเห็นของทุกท่าน อยากกราบเรียนว่า คณะกรรมาธิการได้ชั่งแล้ว ได้คิดแล้วว่าเรามี สสร. ๙๙ ท่าน มาจากจังหวัดละ ๑ ท่าน และมาจากฝ่ายวิชาการอีก ๒๒ ท่าน น่าจะเป็นองค์กรที่กำลังกระชับ เหมาะสม และขณะเดียวกันก็จะได้ทั้ง สสร. จังหวัดที่จะสื่อถึงประชาชน สะท้อนปัญหาของประชาชน นำแนวคิดประชาชนเข้ามาส่วนกลาง ขณะเดียวกันเราก็ได้นักวิชาการที่ท่านเป็นห่วงว่า เราจะไปหยิบเอาคนนั้น คนนี้นะครับ สมาชิกรัฐสภาเรามีหน้าที่หยิบเฉพาะที่ผ่าน การกลั่นกรองสรรหาของสถาบันการศึกษาหรือขององค์กรภาคเศรษฐกิจที่ประธานรัฐสภา กำหนดแล้วเท่านั้น สมมุติว่าเขาเลือกสรรกันมาแล้วองค์กรละ ๖ ท่าน เราก็เลือกจากสิ่งที่เขาสรรหามาแล้ว เราไม่สามารถไปหยิบนอกเหนือจากนั้นได้ แล้วผมก็มั่นใจว่าสถาบันการศึกษาทุกแห่งเขามีเกียรติภูมิ เขามีศักดิ์ศรี เขาคงเลือก คนที่ดีที่สุดของเขามา สถาบันหรือองค์กรละ ๖ คน ฉะนั้นเราก็จะเลือกเอาสิ่งที่เขาคิดว่าดีแล้ว ฉะนั้นไม่ต้องกังวลนะครับว่าเราจะไปจัดตั้งหรือเราจะไปแทรกแซง เราจะไปทำการใด ๆ ที่จะมีผลทำให้มีส่วนได้ส่วนเสีย และที่สำคัญที่ผมได้กราบเรียนนะครับว่าการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะอยู่สายตาของพี่น้องประชาชนเจ้าของประเทศ ซึ่งเขาจะเป็นเจ้าของ รัฐธรรมนูญและกติกาของบ้านเมือง และเขาเองจะเป็นคนตัดสินขั้นสุดท้ายว่าจะเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญที่ สสร. ทำ ฉะนั้นกรรมาธิการก็ขอยืนยันนะครับ องค์ประกอบของ สสร. ตามมาตรา ๒๙๑/๑ ที่กรรมาธิการได้นำเสนอต่อรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ ครับ

นายสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ สมาชิกวุฒิสภา นครศรีธรรมราช 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมกราบเรียนท่านประธานว่าผมเองนั้นได้รอคอยในการที่จะแก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับนี้มาเป็นระยะเวลานานหลายปี ในขณะเดียวกันในการประชุมรัฐสภาแห่งนี้ ผมก็รอคอยเพื่อที่จะอภิปรายแสดงหลักการและเหตุผลที่ได้ผมขอแปรญัตติมาเป็นระยะเวลา ถึง ๓ วัน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมนั้นได้มีหลักการเหตุผลที่แสดงไปแล้วในวาระที่หนึ่ง ซึ่งผมไม่เอามาพูดในที่นี้เพื่อให้ซ้ำอีกนะครับ แต่เพียงแต่อยากย้ำว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมก็มีความเห็นด้วยเหมือนกับมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในคราวที่รัฐบาลที่แล้วได้เป็นผู้ริเริ่ม ซึ่งผมก็ได้ลงมติเห็นด้วยไปเช่นเดียวกัน ท่านประธานที่เคารพ ในร่างมาตรา ๔ โดยเฉพาะ การขอแก้ไขในมาตรา ๒๙๑/๑ แก้ไขเรื่องของจำนวนและเรื่องของที่มาผมอยากเรียน ท่านประธานว่าผมได้นั่งฟังประธานคณะกรรมาธิการที่ท่านได้กรุณาลุกขึ้นมาชี้แจงเมื่อครู่นี้ ผมเรียนว่าผมนั้นยังไม่เห็นด้วยกับท่านนะครับ ผมคิดว่าประเด็นที่ผมได้แปรญัตตินั้น ประเด็นแรก ที่อยากจะเรียนท่านประธานก็คือว่า

๑. จำนวน ผมได้แก้ไขจำนวนเพิ่มเป็น ๑๕๐ และเรื่องที่มาก็ได้มีการแก้ไขด้วย โดยมีหลักการเหตุผลดังต่อไปนี้ครับ ท่านประธานครับ จำนวนที่ทางคณะกรรมาธิการ ได้เห็นชอบมาก็คือ ๙๙ คน ๗๗ คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน อันนี้ไม่มีปัญหาในแง่ของหลักการนะครับ แต่ว่าจำนวนนั้นผมติดใจแน่นอน

๒. ก็คือ ๒๒ คน ที่มาจากรัฐสภาเลือก รัฐสภาเลือกผมเองผมไม่เรียกว่า สรรหา นะครับ ตรงนี้ถึงแม้ว่าอาจจะไม่เป็นที่พอใจของผมทั้งหมดก็ตาม แต่ว่าผมก็ไม่ได้เอา ตามอำเภอใจของตัวเองอย่างเดียว ผมพอรับได้ครับ ท่านประธานครับ ท่านจะได้เห็นว่า ผมใช้คำที่อาจจะแตกต่างกัน คือระหว่างการเลือกตั้งจากประชาชนโดยตรง และจากการคัดเลือกของรัฐสภา ท่านประธานครับ แตกต่างกันเพราะว่าเราปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย การปกครองในระบอบนี้ท่านประธาน หลักการพื้นฐานแรกที่สุดเชื่อว่า ประเทศนี้เป็นของประชาชน เชื่อว่าอำนาจสูงสุดหรือความเป็นใหญ่ที่เราเขียนในภาษาบาลีว่า อธิปไตย แล้วเราเอามาสนธิกับคำว่า ประชา จึงออกมาเป็นคำว่า ประชาธิปไตย นั้น ไม่มีทางที่จะแปลเป็นอย่างอื่นได้ก็คือว่าอำนาจสูงสุดอยู่ที่ประชาชน หรือประชาชนเป็นใหญ่ ดังนั้นเมื่อเราแปลหลักการมาสู่รูปธรรมหรือการกระทำใด ๆ การเลือกตั้ง สสร. หรือการเลือกตั้งผู้แทนทั้งปวงก็แล้วแต่ ถ้ามาจากประชาชนนี้ชอบด้วยหลักการ ประชาธิปไตยที่สุด ท่านประธานครับ ส่วนการคัดเลือกจากรัฐสภา ถ้ารัฐสภานั้น มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง ก็รับได้ครับ แต่ว่าเป็นขั้นที่ ๒ เมื่อไปเปรียบเทียบ กับที่เลือกมาจากประชาชนโดยตรง ศักดิ์และสิทธินั้นเลือกมาจากประชาชนโดยตรงนั้น ชอบด้วยหลักการประชาธิปไตยมากกว่า ส่วนที่เลือกมาจากรัฐสภาเราพูดเพียงได้ว่ายึดโยง กับประชาชน ไม่เหมือนกับการสรรหาอย่างอื่นนะครับ ที่อาจจะไม่ได้ยึดโยง ดังนั้นตรงนี้ ต้องอย่าไปเปรียบเทียบกันว่าเลือก สสร. โดยการคัดมาจากรัฐสภาจะเหมือนกับการสรรหาจากส่วน อื่น ดังนั้นผมจึงเรียก ๒ ส่วนนี้แตกต่างกัน ท่านประธานที่เคารพครับ ส่วนที่เป็นประเด็นเรื่องจำนวนผมเสนอว่าจะต้องเพิ่มเป็น ๑๕๐ คน ผมเรียนท่านประธานนะครับ มีเพื่อนสมาชิกวุฒิสภา และสมาชิกรัฐสภาจำนวนมาก เสนอว่าควรเพิ่มเป็น ๒๐๐ คนบ้าง หรือ ๒๒๒ คนบ้าง ผมเรียนท่านนะครับ ผมไม่ขัดข้อง ตัวเลข ๑๕๐ คน ก็เป็นตัวเลขที่ผมเองได้เห็นว่ามันพอเหมาะพอประมาณ แล้วที่มานั้น ก็มาจากการเลือกตั้งโดยตรง และมาจากการคัดเลือก ดังนั้น ๑๕๐ คน ๒๐๐ คน ๒๒๒ คน สำหรับผมได้ครับ แต่ไม่ใช่ ๙๙ คน ท่านประธานที่เคารพครับ ส่วนเรื่องของประเด็นรองลงไป ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่า นั่นก็คือเรื่องของที่มา ที่มาที่เราเพิ่มจากการเลือกตั้ง จากประชาชนโดยตรง เช่น จาก ๗๗ จังหวัด เราเพิ่มไปเท่าไรครับ เราเพิ่มไป ๑๒๔ คน ในกรณีของผมนะครับ หรือเพิ่มไปในเพื่อนสมาชิกรัฐสภาหลายท่านได้เพิ่มไป ก็อาจจะเพิ่มไปถึง ๑๗๘ คน หรือเพิ่มไปถึง ๒๐๐ คนก็ตาม หลักการคล้ายกันครับท่านประธาน ก็คือว่า จะต้องให้มีการแบ่งกระจายไปตามสัดส่วนฐานประชากรของจังหวัดนั้น ๆ จังหวัดนครศรีธรรมราชบ้านผม และจังหวัดอื่น ๆ ที่ใหญ่กว่าจังหวัดนครศรีธรรมราชบ้านผม ก็มีความชอบธรรม มีความชอบด้วยหลักการ ในเรื่องของสัดส่วนประชากรครับ กรุงเทพมหานครอย่างนี้นะครับ ๖,๐๐๐,๐๐๐-๗,๐๐๐,๐๐๐ คน ก็ควรจะได้เพิ่มกันขึ้นไป อันนี้เป็นหลักการที่ผมคิดว่าสมาชิกจำนวนไม่น้อยได้อภิปราย และผมคิดว่าผมเห็นชอบ กับหลักการอันนี้ แต่ยังไม่ตรงกับคณะกรรมาธิการ ท่านประธานที่เคารพครับ ในส่วนที่รัฐสภาคัดเลือก ตรงนี้ผมขออนุญาตขอเวลาท่านประธานอภิปรายเพื่อชี้ให้เห็นว่า ผมมีข้อแตกต่างจากกรรมาธิการ และเป็นของใหม่ที่ไม่ซ้ำใครเลย ผมนั่งฟังมา ๓ วัน ไม่ซ้ำใครครับท่านประธาน ในของร่างเดิมและกรรมาธิการ เห็นด้วย ท่านใช้ ๒๒ คน ของผมเพิ่มเป็น ๒๖ คนครับ เพิ่มไปอีก ๔ คน ใน ๔ คนที่ผมเพิ่มท่านประธานครับ ผมเรียนว่าผมต้องการเพิ่มคนรุ่นใหม่ ทำไมผมต้องเพิ่มคนรุ่นใหม่ครับท่านประธาน ท่านประธานจะต้องยอมรับใช่ไหมครับว่าเราที่อยู่ในสภาแห่งนี้ ส.ส. ๕๐๐ คน บวกกับ ส.ว. ๑๔๙ คน ที่จริง ๑๕๐ คน ขาดไป ๑ คน จังหวัดที่เพิ่งตั้งใหม่ยังไม่มีการเลือกตั้ง รวมเป็น ๖๕๐ คนท่านประธาน ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่าอายุเฉลี่ยของเรานั้น ผมเข้าใจว่าประมาณ ๔๐-๕๐ ปี เราพอจะพูดได้ไหมครับว่าคนรุ่นเราก็ไม่ใช่เป็นคนรุ่นใหม่ทั้งหมด ผมไม่ได้รังเกียจคนรุ่นเก่าอะไรนะครับ เป็นองค์ประกอบที่น่ารัก และผมก็เห็นด้วย แต่ว่าท่านประธานครับ เรากำลังจะร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยคนรุ่นนี้ครับ แต่ว่าถามว่าใคร หมายถึงว่าคนรุ่นใดนะครับที่จะอยู่กับรัฐธรรมนูญไปอย่างยาวนานที่สุด เราต้องมีสมมุติฐาน หรือเราต้องติ๋งต่างครับท่านประธานว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่เรากำลังจะร่างนี้ไม่ถูกฉีก สังคมไทยอาจจะมีการกลับไปกลับมาบ้าง เราปล่อยให้มีการรัฐประหารบ้างซึ่งไม่ถูกต้องเลย เรามีการฉีกรัฐธรรมนูญมากที่สุดก็โดยผู้นำกองทัพ ไม่ใช่โดยประชาชนนะครับ ที่เราใช้รัฐธรรมนูญเปลือง ก็คือโดยผู้นำกองทัพ แต่ถึงแม้นว่ามันจะถูกฉีกมากเท่าไรก็ตามเราจะต้องมีความเชื่อ แล้วเราจะต้องมีความหวังว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นจะต้องไม่ถูกฉีกอีก หลายคนได้อภิปราย ไปแล้วครับท่านประธาน ที่จริงการฉีกรัฐธรรมนูญโดยไม่ชอบนะครับ การแก้ไขครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการฉีกรัฐธรรมนูญ เรากำลังจะใช้เจ้าของประเทศ หรือเจ้าของอธิปไตย ถึงแม้นจะมาร่างกันใหม่ก็ด้วยอาศัยฐานอำนาจจากรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ นี้ครับ ผมอาจจะไม่ชอบรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ครับ แต่เราต้องยอมรับว่าต้องใช้ การใช้เราจะต้อง ยอมรับทุกมาตราครับ มาตรา ๒๙๑ อนุญาตให้เราแก้ไขได้ แล้วการแก้ไขครั้งนี้โยนไปให้ ผู้ที่เป็นเจ้าของอำนาจแก้ไข ท่านประธานที่เคารพ เมื่อร่างขึ้นมาแล้วผมย้ำว่าเราต้องมีความหวังว่าจะไม่ต้องถูกฉีกอีก ใครฉีกรัฐธรรมนูญนั้นทุกคนทราบว่าผิดกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๓ โทษต่ำสุดก็คือจำคุกตลอดชีวิต โทษสูงสุดก็คือประหารชีวิต ท่านประธานที่เคารพ ดังนั้นเมื่อเรามีความเชื่อว่าจะต้องอยู่ยาว ประเด็นของผมก็คือว่าคนรุ่นไหนละครับที่จะต้องอยู่มากที่สุด เยาวชนคนหนุ่มสาวนั่นเอง ก็คือคนรุ่นใหม่ที่จะอยู่ยาวมากที่สุด คำถามผมก็คือว่ากรรมาธิการไม่คิดถึงข้อนี้หรือครับ เรากำหนดอายุ ๓๕ ปีขึ้นไป แล้วคนที่เป็นเยาวชนคนหนุ่มสาวที่จะต้องอยู่กับรัฐธรรมนูญยาวที่สุด เขาจะต้องถูกพรากสิทธิหรือครับ ทำไมเราจะต้องไปตัดสิทธิเขาไม่ให้เข้ามามีส่วนร่วม ในการร่างรัฐธรรมนูญ ทุกคนทราบว่าการร่างนั้นโดย สสร. สำคัญ จริงอยู่ครับจะมีขั้นตอน อีก ๒ ขั้นตอนสำคัญแล้วก็ยาว ก็คือการทำประชาพิจารณ์และการทำประชามติ ซึ่งผมขอเรียกร้องไว้เลยนะครับ รัฐบาลจะต้องใจกว้างในการเปิดให้มีการทำประชาพิจารณ์ กันให้กว้างขวาง เพราะการทำประชาพิจารณ์นั้นไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะทำให้กระบวนการนิติบัญญัติ มันได้ขับเคลื่อนไปเท่านั้น แต่ทำให้กระบวนการทางปัญญา ทางการศึกษาได้ขับเคลื่อนไปด้วย แต่ถึงแม้นว่าการทำประชาพิจารณ์และการทำประชามติจะสำคัญแต่การร่างสำคัญเช่นกัน ผมจึงกลับมาที่ผู้ร่างว่า สสร. นั้นเราจะต้องเปิดโอกาสให้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่ได้มีส่วนร่วม ในการร่าง แต่กรรมาธิการท่านได้ปิดโอกาสเยาวชนคนรุ่นใหม่ครับ ฉะนั้นผมจึงขอเรียกร้อง ให้ท่านได้ยอมรับในการแปรญัตติของผม มีวิธีการเรียบร้อยท่านประธาน หาที่มาได้อย่างไร หาได้เรียบร้อยและผมแน่ใจว่าไม่ถูกล็อกสเปก ใครจะไปล็อกสเปกได้ครับ จะมีความยากที่สุด ท่านประธานทราบไหมครับ ณ ปัจจุบันเรามีมหาวิทยาลัยจำนวนเท่าไร เรามีจำนวน มหาวิทยาลัยถึง ๑๑๘ มหาวิทยาลัย เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐถึง ๗๘ มหาวิทยาลัยในกำกับ และนอกระบบ คือเป็นมหาวิทยาลัยนอกระบบนะครับหรือว่าในกำกับส่วนหนึ่ง หรือเป็นมหาวิทยาลัยในความควบคุมของรัฐบาลส่วนหนึ่ง ตรงนี้ก็คือ ๒๙ มหาวิทยาลัยราชภัฏ ทั่วประเทศมี ๔๐ มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชมงคลมี ๙ มหาวิทยาลัย รวมทั้งหมด ๗๘ นี่ของรัฐ ของเอกชนมี ๔๐ ครับ ท่านประธานที่เคารพ ท่านประธานจะได้มองเห็นว่าในแต่ละ มหาวิทยาลัยนั้นมีองค์การนักศึกษาบ้าง มีองค์การนิสิตบ้าง มีสโมสรนิสิตนักศึกษาบ้าง แล้วแต่กรณี เต็มไปหมดท่านประธานครับ แล้วเกือบทุกมหาวิทยาลัยมีการเลือกตั้งยอมรับ การเลือกตั้ง ซึ่งถือว่าเป็นประชาธิปไตย จริงอยู่ว่าการเลือกตั้งไม่ได้หมายถึงประชาธิปไตย ทั้งหมด แต่ที่ไหนก็ตามขาดการเลือกตั้งที่นั่นไม่มีทางเป็นประชาธิปไตยได้เลย วันนี้มหาวิทยาลัยเขาเดินไปแล้วครับ นักเรียนเขาก็เดินไปแล้วครับเขามีการเลือกตั้ง เขามีตัวแทน มีเยาวชนคนหนุ่มสาวเป็นล้าน ๆ คนท่านประธานมีตัวแทนของเขาเอง ๑๑๘ แห่งเขาส่งมาสิครับ มหาวิทยาลัยละ ๒ คนตามที่ผมแปรญัตติ ๒ คน ทั้งหมดเราได้ถึง ๒๐๐ กว่าคน แล้วก็มาผ่านกระบวนการต่าง ๆ ที่เราสามารถที่จะกำหนดได้แล้วให้รัฐสภาแห่งนี้ คัดเลือก ท่านประธานครับ ผมมีคำถามว่าทำไมกรรมาธิการเมื่อได้ฟังข้อเสนอของผม จึงเพิกเฉยในข้อเสนอข้อนี้ ท่านอาจจะเห็นว่าเยาวชนคนหนุ่มสาวก็คงจะไม่มีวุฒิภาวะกระมัง ในการมาร่าง ผมเรียนนะครับการร่างรัฐธรรมนูญเราไม่จำเป็นที่จะต้องอาศัยนักเทคนิค หรือเทคโนแครต (Technocrat) ที่เป็นนักวิชาการแต่เพียงประการเดียว นั่นเป็นแค่ ส่วนประกอบเล็ก ๆ เท่านั้นนะครับท่านประธาน ต้องบอกประธานคณะกรรมาธิการและคณะว่า อย่าหลงไปนะครับ รัฐธรรมนูญนั้นเป็นพิมพ์เขียว เป็นกฎหมายที่เป็นผลสะท้อนของการต่อรอง เชิงอำนาจและผลประโยชน์ของผู้คนในสังคมนี้ คนรุ่นใหม่ คนรุ่นเก่าและคนทุกชนชั้น จะต้องมีโอกาสในการที่จะต่อรอง รัฐจะต้องถูกต่อรองผ่านรัฐธรรมนูญนี้ส่วนหนึ่งและผ่านกลไกอื่นอีก ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจึงอยากเรียนท่านประธานว่าคนหนุ่มสาวหรือคนรุ่นใหม่ เขาก็มีสิทธิต่อรอง ไม่ใช่แปลว่าอาศัยนักเทคนิคหรือผู้เชี่ยวชาญแบบช่างตัดผม แบบช่างทำเล็บ และเพื่อจะไปตัดผมหรือทำเล็บ หามิได้ครับ ท่านประธานครับ นี่เป็นเรื่องของกระบวนการ ต่อรองอย่างหนึ่งทางสังคม ทางการเมืองและทางเศรษฐกิจด้วย คำถามก็คือว่าเยาวชนคนหนุ่มสาว นักเรียน นักศึกษา จะไม่ให้เขามีสิทธิในการที่จะต่อรองใช่ไหมครับ ทำไมจะต้องมองว่า เขาไม่มีความสามารถ ผมอยากยกให้ท่านประธานดูในช่วงท้ายนี้ว่ามีตัวอย่างเยาวชน คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่จำนวนมากที่มีความสามารถ ท่านประธานที่เคารพ ปีนี้เป็นปีครบ ๒,๖๐๐ ปีของการตรัสรู้ธรรมของพระพุทธองค์ เราเรียกว่า ปีสัมพุทธชยันตี หรือมหาเถรสมาคม เรียกว่า พุทธชยันตี ท่านประธานทราบไหมครับ พระพุทธองค์มีความสำนึก มีความรับรู้ ในปัญหาในทุกข์ตั้งแต่พระองค์ยังทรงพระเยาว์ ๒๙ ปี พระองค์จึงทรงออกผนวช ๒๐ กว่าปี เท่านั้นเองท่านประธาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา พระองค์ทรงครองราชย์ ตั้งแต่ทรงพระเยาว์เช่นกัน อายุ ๑๙ พรรษา พระองค์ก็ทรงครองราชย์ยาวนานที่สุด สร้างพระบารมีแผ่ไพศาลท่านประธานที่เคารพ ยังมีบุคคลอื่นอีกมากมาย ท่านประธานรู้จัก ซักเคอร์เบิร์ก ใช่ไหมครับ คนทำเฟซบุค (Facebook) วันนี้ใช้ประโยชน์ทั้งบ้านทั้งเมือง อาจจะเป็นดาบสองคมนะครับ แต่เราปฏิเสธไม่ได้และมีประโยชน์ก็มาก ซักเคอร์เบิร์ก ตั้งเฟซบุคเมื่อเขาอายุ ๒๐ ปี อายุ ๒๔ ปีเขาประสบความสำเร็จมาก นี่เป็นตัวอย่างว่าคนรุ่นใหม่ เขาทำในเรื่องเหล่านี้ท่านประธาน แล้วในประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญหรือประวัติศาสตร์ การเมือง การปกครองไทย ท่านประธานครับ ก่อนที่จะได้ประชาธิปไตยเมื่อปี ๒๔๗๕ คนหนุ่มสาว เกิดการเรียกร้องตั้งแต่ รศ. ๑๓๐ คนหนุ่มสาวท่านประธาน ผมอยากกราบเรียน ท่านประธานว่าปีนี้ครบ ๑๐๐ ปีของ รศ. ๑๓๐ ถึงแม้ว่าวันนั้นไม่ประสบความสำเร็จ แต่ใช่หรือไม่ว่าเป็นรากฐานให้กับคณะราษฎร เมื่อปี ๒๔๗๕ และท่านไปดูสิครับท่านประธาน คณะราษฎรนั้นอายุเท่าไรครับ ร้อยเอก ร้อยโท นี้อายุเท่าไรครับ ๒๐ กว่าปี ท่านปรีดี พนมยงค์ บุคคลที่ทรงคุณูปการมากที่สุดท่านหนึ่งของประเทศนี้ ท่านอายุเท่าไรครับ ณ ขณะนั้น ก็อายุน้อยมากครับยังเป็นคนหนุ่มสาว ท่านประธานที่เคารพ ผมขอยกตัวอย่างอีกเพียงไม่กี่ตัวอย่าง วันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ผมถามว่าใครครับ ที่ทำให้มีระบบรัฐสภาแห่งนี้จนถึงปัจจุบัน ที่ทำให้พวกเรานักการเมืองทั้งหลายมีโอกาสเข้ามาในสภาแห่งนี้ มีโอกาสในการที่จะบริหารบ้านเมือง ไม่ใช่คนตัวเล็กตัวน้อย อย่างเช่น นักเรียน นักศึกษาหรือครับ ไม่อย่างนั้น ผมไม่แน่ใจว่าจอม พล ถนอม กิตติขจร จอมพล ประพาส เอาลูกมาแต่งงานกันเป็น พันเอก ณรงค์ กิตติขจร จะสืบทอดอำนาจยาวนานแค่ไหน ถ้าหากไม่มีนักเรียน นักศึกษา ท่านประธานที่เคารพ ตัวอย่างใกล้ ๆ พฤษภาประชาธรรม ปี ๒๕๓๕ ปีนี้เป็นปีครบ ๒ ทศวรรษ แห่งพฤษภาประชาธรรม ท่านทราบไหมครับ ก่อนจะเกิดพฤษภาทมิฬ ปี ๒๕๓๕ เกิด รสช. ปี ๒๕๓๔ ก่อนกุมภาพันธ์ ๒๕๓๔ ท่านทราบไหมครับว่าคนวัยใดที่ได้ออกมาต้านรัฐประหารก่อนและเห็นภัย เห็นพิษก่อนชนชั้นกลาง หรือก่อนชนชั้นนำและก่อนนักการเมือง ใช่เยาวชนคนหนุ่มสาวใช่หรือไม่ท่านประธาน นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง จำนวน ๒,๐๐๐ คนชุมนุมประท้วง รสช. ถึงแม้ว่า เขาไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลชาติชาย ท่านทราบไหมครับ เขาประท้วง พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ อยู่ เรื่องยางพาราตกต่ำ แต่เมื่อ รสช. มายึดอำนาจ เขากลับแปรขบวนมาต้าน รสช. ถูกจับ ๑๕ คน ผมต้องบอกเรื่องนี้แล้วก็บอกเพราะว่าเป็นพยานได้ เพราะถูกจับเป็นจำเลยที่ ๑ วันนั้น แล้วหลังจากนั้น ๑ ปีกว่าชนชั้นกลางหรือประชาชนจะเห็นด้วยและออกมาร่วมขับเคลื่อนขบวนกัน ผ่านไป ๑ ปีเต็มกว่าประชาชนหูตาสว่าง แล้วเกิดพฤษภาประชาธรรม ไม่มีเยาวชนคนหนุ่มสาว ในวันนั้นก็ไม่เกิดพฤษภาประชาธรรม ปี ๒๕๓๕ เพราะพฤษภาประชาธรรม ปี ๒๕๓๕ ท่านประธาน คนที่ต่อสู้เป็นกลุ่มคนสุดท้ายก็คือเยาวชนคนหนุ่มสาว หลังจากขบวนแตกพ่ายที่ถนนราชดำเนิน เขาก็ไปก่อตั้งกันที่รามคำแหง ลาน สวป. ที่มั่นสุดท้ายของฝ่ายนักศึกษาและประชาชน หลังจากนั้น พลเอก สุจินดา ก็ลาออก ท่านจำได้ไหมครับ แล้วหลังจากนั้นคนที่ผมเคารพ ท่านหนึ่ง ก็คือ ท่านชวน หลีกภัย ท่านก็ได้ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี ผมถามว่าถ้าไม่มีเยาวชน คนหนุ่มสาวในวันนั้นเราจะมีโอกาสไหมครับที่จะได้มีรัฐบาลต่อมา

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านสิริวัฒน์ครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญท่านประสิทธิ์ครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะที่เป็นสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงผู้อภิปรายทำผิดกฎข้อบังคับ ข้อ ๔๓ อภิปรายนอกประเด็น จริง ๆ แล้ว ไม่อยากประท้วงให้เสียเวลา แล้วไม่อยากให้เสียบรรยากาศ บรรยากาศกำลังดี แต่เนื่องจากว่ายังมีผู้อภิปรายอีกหลายท่านที่จะต้องอภิปรายนะครับ ก็เลยขอให้ท่านประธาน กำชับและดูแลเรื่องนี้ให้เป็นไปตามกฎข้อบังคับด้วยครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านสิริวัฒน์กรุณา เข้ามาใกล้ ๆ แล้วก็สรุปนะครับ

นายสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ สมาชิกวุฒิสภา นครศรีธรรมราช

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ที่จริงผมก็ใกล้จะสรุปอยู่แล้วนะครับ แต่ผมเรียนท่านประธานนะครับว่า ด้วยความเคารพผู้ที่ประท้วงนะครับ ผมยังไม่อยู่นอกประเด็นเลย ผมได้แปรญัตติ เพียงคนเดียวในมาตรา ๒๙๑/๑ ในมาตรา ๒๙๑/๑ ท่านประธานครับ ผมเพิ่ม (ง) เข้าไป ก็คือในส่วนที่มาจากการคัดเลือก คือ สสร. ที่มาจากการคัดเลือกของที่ประชุมรัฐสภา จากจำนวน ๒๒ คน ผมเพิ่มเป็น ๒๖ คน ๔ คนนั้นใน (ง) เขียนว่า ผู้แทนองค์กรนิสิต หรือนักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา ท่านประธานครับ ผมยังอยู่ในประเด็นที่สุด ผมกำลัง พูดถึงตัวแทนจากองค์กรนิสิตนักศึกษาซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ แล้วผมก็ได้ยกตัวอย่างว่า ที่กรรมาธิการไม่เห็นด้วยกับผมนั้นผมมีหลักการ เหตุผล และมีตัวอย่างประกอบว่าคนรุ่นใหม่ นี่เขามีวุฒิภาวะ และผมได้ยกประวัติศาสตร์ขึ้นมาให้ฟังว่านี่คนรุ่นใหม่เป็นจำนวนมาก ที่ได้ร่วมต่อสู้แล้วก็ได้สร้างบ้านสร้างเมืองมา ฉะนั้นท่านประธานครับ ผมขออนุญาต ในช่วงท้ายนี้บอกให้ท่านประธานทราบว่า คนรุ่นใหม่นอกจากว่าได้ร่วมต่อสู้เรียกร้อง รัฐธรรมนูญ เรียกร้องประชาธิปไตยมาแล้ว ล่าสุดท่านประธาน ไม่ว่าจะเป็นเกิดเหตุการณ์สึนามิ เหตุการณ์น้ำท่วม และมีเหตุการณ์ประสบภัยตามท้องถนนเมื่อยามที่มีวันฉลองเทศกาลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นปีใหม่หรือสงกรานต์ที่ผ่านมา ท่านประธานให้คนออกไปดูได้เลยนะครับ หน่วยกู้ภัยต่าง ๆ นั้นล้วนแล้วแต่เป็นเยาวชนคนหนุ่มสาวครับ ยังไม่นับว่าที่เขาไป ออกค่ายอาสาพัฒนา ไปปลูกป่า ไปบำเพ็ญประโยชน์มากมาย ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยมีรัฐบาลพรรคใดเลย ผมย้ำคำนี้ กิจกรรมนักเรียน นักศึกษา ที่สร้างการคิดเป็น ทำเป็น แล้วก็คิดดี ทำดี หรือคุณธรรม จริยธรรม จิตสาธารณะ จิตอาสา หรือทักษะการคิดล้วนแล้วแต่เป็นไปเอง จากนักเรียนนักศึกษาทั้งนั้น ไม่ได้เกิดมาจากรัฐบาลพรรคใดเลยที่ผ่านมา แต่เขาก็ยังทำกัน ท่านประธานครับ ท่านจึงเห็นหรือยังว่าคนรุ่นใหม่หรือนักศึกษานี่ล่ะที่จะเป็นคำตอบ ระดับหนึ่งให้กับเรา ดังนั้นผมจึงใคร่วิงวอนท่านว่าขอให้ทางกรรมาธิการนั้นได้เปลี่ยนใจเถอะครับ ได้โปรดเพิ่มจำนวนอีก ๔ คนที่มาจากนักศึกษาเพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้มีโอกาสได้เข้ามา ร่วมร่างรัฐธรรมนูญ และจะทำให้การร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เกิดความคึกคัก เกิดการ มีส่วนร่วมจากประชาชนทุกหมู่เหล่า โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ขอบพระคุณท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ วันนี้เราก็ได้ใช้เวลาประชุมกันนานพอสมควรแล้วนะครับ ผมขอเลื่อนการประชุมเรื่องนี้ ไปประชุมต่อในวันพรุ่งนี้ เวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา ขอบคุณครับ

พักการประชุมเวลา ๒๑.๐๐ นาฬิกา