รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๑๘ เมษายน ๒๕๕๕

สิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา ๒๙๑/๑ เกี่ยวกับจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และที่มาของสมาชิก โดยแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งผู้แทน โดยอ้างถึงหลักการประชาธิปไตย และชี้ให้เห็นว่า การเลือกตั้งผู้แทนโดยตรงจากประชาชนเป็นหลักการสำคัญที่สุด

นายสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ สมาชิกวุฒิสภา นครศรีธรรมราช

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมกราบเรียนท่านประธานว่าผมเองนั้นได้รอคอยในการที่จะแก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับนี้มาเป็นระยะเวลานานหลายปี ในขณะเดียวกันในการประชุมรัฐสภาแห่งนี้ ผมก็รอคอยเพื่อที่จะอภิปรายแสดงหลักการและเหตุผลที่ได้ผมขอแปรญัตติมาเป็นระยะเวลา ถึง ๓ วัน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมนั้นได้มีหลักการเหตุผลที่แสดงไปแล้วในวาระที่หนึ่ง ซึ่งผมไม่เอามาพูดในที่นี้เพื่อให้ซ้ำอีกนะครับ แต่เพียงแต่อยากย้ำว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมก็มีความเห็นด้วยเหมือนกับมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในคราวที่รัฐบาลที่แล้วได้เป็นผู้ริเริ่ม ซึ่งผมก็ได้ลงมติเห็นด้วยไปเช่นเดียวกัน ท่านประธานที่เคารพ ในร่างมาตรา ๔ โดยเฉพาะ การขอแก้ไขในมาตรา ๒๙๑/๑ แก้ไขเรื่องของจำนวนและเรื่องของที่มาผมอยากเรียน ท่านประธานว่าผมได้นั่งฟังประธานคณะกรรมาธิการที่ท่านได้กรุณาลุกขึ้นมาชี้แจงเมื่อครู่นี้ ผมเรียนว่าผมนั้นยังไม่เห็นด้วยกับท่านนะครับ ผมคิดว่าประเด็นที่ผมได้แปรญัตตินั้น ประเด็นแรก ที่อยากจะเรียนท่านประธานก็คือว่า

๑. จำนวน ผมได้แก้ไขจำนวนเพิ่มเป็น ๑๕๐ และเรื่องที่มาก็ได้มีการแก้ไขด้วย โดยมีหลักการเหตุผลดังต่อไปนี้ครับ ท่านประธานครับ จำนวนที่ทางคณะกรรมาธิการ ได้เห็นชอบมาก็คือ ๙๙ คน ๗๗ คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน อันนี้ไม่มีปัญหาในแง่ของหลักการนะครับ แต่ว่าจำนวนนั้นผมติดใจแน่นอน

๒. ก็คือ ๒๒ คน ที่มาจากรัฐสภาเลือก รัฐสภาเลือกผมเองผมไม่เรียกว่า สรรหา นะครับ ตรงนี้ถึงแม้ว่าอาจจะไม่เป็นที่พอใจของผมทั้งหมดก็ตาม แต่ว่าผมก็ไม่ได้เอา ตามอำเภอใจของตัวเองอย่างเดียว ผมพอรับได้ครับ ท่านประธานครับ ท่านจะได้เห็นว่า ผมใช้คำที่อาจจะแตกต่างกัน คือระหว่างการเลือกตั้งจากประชาชนโดยตรง และจากการคัดเลือกของรัฐสภา ท่านประธานครับ แตกต่างกันเพราะว่าเราปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย การปกครองในระบอบนี้ท่านประธาน หลักการพื้นฐานแรกที่สุดเชื่อว่า ประเทศนี้เป็นของประชาชน เชื่อว่าอำนาจสูงสุดหรือความเป็นใหญ่ที่เราเขียนในภาษาบาลีว่า อธิปไตย แล้วเราเอามาสนธิกับคำว่า ประชา จึงออกมาเป็นคำว่า ประชาธิปไตย นั้น ไม่มีทางที่จะแปลเป็นอย่างอื่นได้ก็คือว่าอำนาจสูงสุดอยู่ที่ประชาชน หรือประชาชนเป็นใหญ่ ดังนั้นเมื่อเราแปลหลักการมาสู่รูปธรรมหรือการกระทำใด ๆ การเลือกตั้ง สสร. หรือการเลือกตั้งผู้แทนทั้งปวงก็แล้วแต่ ถ้ามาจากประชาชนนี้ชอบด้วยหลักการ ประชาธิปไตยที่สุด ท่านประธานครับ ส่วนการคัดเลือกจากรัฐสภา ถ้ารัฐสภานั้น มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง ก็รับได้ครับ แต่ว่าเป็นขั้นที่ ๒ เมื่อไปเปรียบเทียบ กับที่เลือกมาจากประชาชนโดยตรง ศักดิ์และสิทธินั้นเลือกมาจากประชาชนโดยตรงนั้น ชอบด้วยหลักการประชาธิปไตยมากกว่า ส่วนที่เลือกมาจากรัฐสภาเราพูดเพียงได้ว่ายึดโยง กับประชาชน ไม่เหมือนกับการสรรหาอย่างอื่นนะครับ ที่อาจจะไม่ได้ยึดโยง ดังนั้นตรงนี้ ต้องอย่าไปเปรียบเทียบกันว่าเลือก สสร. โดยการคัดมาจากรัฐสภาจะเหมือนกับการสรรหาจากส่วน อื่น ดังนั้นผมจึงเรียก ๒ ส่วนนี้แตกต่างกัน ท่านประธานที่เคารพครับ ส่วนที่เป็นประเด็นเรื่องจำนวนผมเสนอว่าจะต้องเพิ่มเป็น ๑๕๐ คน ผมเรียนท่านประธานนะครับ มีเพื่อนสมาชิกวุฒิสภา และสมาชิกรัฐสภาจำนวนมาก เสนอว่าควรเพิ่มเป็น ๒๐๐ คนบ้าง หรือ ๒๒๒ คนบ้าง ผมเรียนท่านนะครับ ผมไม่ขัดข้อง ตัวเลข ๑๕๐ คน ก็เป็นตัวเลขที่ผมเองได้เห็นว่ามันพอเหมาะพอประมาณ แล้วที่มานั้น ก็มาจากการเลือกตั้งโดยตรง และมาจากการคัดเลือก ดังนั้น ๑๕๐ คน ๒๐๐ คน ๒๒๒ คน สำหรับผมได้ครับ แต่ไม่ใช่ ๙๙ คน ท่านประธานที่เคารพครับ ส่วนเรื่องของประเด็นรองลงไป ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่า นั่นก็คือเรื่องของที่มา ที่มาที่เราเพิ่มจากการเลือกตั้ง จากประชาชนโดยตรง เช่น จาก ๗๗ จังหวัด เราเพิ่มไปเท่าไรครับ เราเพิ่มไป ๑๒๔ คน ในกรณีของผมนะครับ หรือเพิ่มไปในเพื่อนสมาชิกรัฐสภาหลายท่านได้เพิ่มไป ก็อาจจะเพิ่มไปถึง ๑๗๘ คน หรือเพิ่มไปถึง ๒๐๐ คนก็ตาม หลักการคล้ายกันครับท่านประธาน ก็คือว่า จะต้องให้มีการแบ่งกระจายไปตามสัดส่วนฐานประชากรของจังหวัดนั้น ๆ จังหวัดนครศรีธรรมราชบ้านผม และจังหวัดอื่น ๆ ที่ใหญ่กว่าจังหวัดนครศรีธรรมราชบ้านผม ก็มีความชอบธรรม มีความชอบด้วยหลักการ ในเรื่องของสัดส่วนประชากรครับ กรุงเทพมหานครอย่างนี้นะครับ ๖,๐๐๐,๐๐๐-๗,๐๐๐,๐๐๐ คน ก็ควรจะได้เพิ่มกันขึ้นไป อันนี้เป็นหลักการที่ผมคิดว่าสมาชิกจำนวนไม่น้อยได้อภิปราย และผมคิดว่าผมเห็นชอบ กับหลักการอันนี้ แต่ยังไม่ตรงกับคณะกรรมาธิการ ท่านประธานที่เคารพครับ ในส่วนที่รัฐสภาคัดเลือก ตรงนี้ผมขออนุญาตขอเวลาท่านประธานอภิปรายเพื่อชี้ให้เห็นว่า ผมมีข้อแตกต่างจากกรรมาธิการ และเป็นของใหม่ที่ไม่ซ้ำใครเลย ผมนั่งฟังมา ๓ วัน ไม่ซ้ำใครครับท่านประธาน ในของร่างเดิมและกรรมาธิการ เห็นด้วย ท่านใช้ ๒๒ คน ของผมเพิ่มเป็น ๒๖ คนครับ เพิ่มไปอีก ๔ คน ใน ๔ คนที่ผมเพิ่มท่านประธานครับ ผมเรียนว่าผมต้องการเพิ่มคนรุ่นใหม่ ทำไมผมต้องเพิ่มคนรุ่นใหม่ครับท่านประธาน ท่านประธานจะต้องยอมรับใช่ไหมครับว่าเราที่อยู่ในสภาแห่งนี้ ส.ส. ๕๐๐ คน บวกกับ ส.ว. ๑๔๙ คน ที่จริง ๑๕๐ คน ขาดไป ๑ คน จังหวัดที่เพิ่งตั้งใหม่ยังไม่มีการเลือกตั้ง รวมเป็น ๖๕๐ คนท่านประธาน ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่าอายุเฉลี่ยของเรานั้น ผมเข้าใจว่าประมาณ ๔๐-๕๐ ปี เราพอจะพูดได้ไหมครับว่าคนรุ่นเราก็ไม่ใช่เป็นคนรุ่นใหม่ทั้งหมด ผมไม่ได้รังเกียจคนรุ่นเก่าอะไรนะครับ เป็นองค์ประกอบที่น่ารัก และผมก็เห็นด้วย แต่ว่าท่านประธานครับ เรากำลังจะร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยคนรุ่นนี้ครับ แต่ว่าถามว่าใคร หมายถึงว่าคนรุ่นใดนะครับที่จะอยู่กับรัฐธรรมนูญไปอย่างยาวนานที่สุด เราต้องมีสมมุติฐาน หรือเราต้องติ๋งต่างครับท่านประธานว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่เรากำลังจะร่างนี้ไม่ถูกฉีก สังคมไทยอาจจะมีการกลับไปกลับมาบ้าง เราปล่อยให้มีการรัฐประหารบ้างซึ่งไม่ถูกต้องเลย เรามีการฉีกรัฐธรรมนูญมากที่สุดก็โดยผู้นำกองทัพ ไม่ใช่โดยประชาชนนะครับ ที่เราใช้รัฐธรรมนูญเปลือง ก็คือโดยผู้นำกองทัพ แต่ถึงแม้นว่ามันจะถูกฉีกมากเท่าไรก็ตามเราจะต้องมีความเชื่อ แล้วเราจะต้องมีความหวังว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นจะต้องไม่ถูกฉีกอีก หลายคนได้อภิปราย ไปแล้วครับท่านประธาน ที่จริงการฉีกรัฐธรรมนูญโดยไม่ชอบนะครับ การแก้ไขครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการฉีกรัฐธรรมนูญ เรากำลังจะใช้เจ้าของประเทศ หรือเจ้าของอธิปไตย ถึงแม้นจะมาร่างกันใหม่ก็ด้วยอาศัยฐานอำนาจจากรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ นี้ครับ ผมอาจจะไม่ชอบรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ครับ แต่เราต้องยอมรับว่าต้องใช้ การใช้เราจะต้อง ยอมรับทุกมาตราครับ มาตรา ๒๙๑ อนุญาตให้เราแก้ไขได้ แล้วการแก้ไขครั้งนี้โยนไปให้ ผู้ที่เป็นเจ้าของอำนาจแก้ไข ท่านประธานที่เคารพ เมื่อร่างขึ้นมาแล้วผมย้ำว่าเราต้องมีความหวังว่าจะไม่ต้องถูกฉีกอีก ใครฉีกรัฐธรรมนูญนั้นทุกคนทราบว่าผิดกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๓ โทษต่ำสุดก็คือจำคุกตลอดชีวิต โทษสูงสุดก็คือประหารชีวิต ท่านประธานที่เคารพ ดังนั้นเมื่อเรามีความเชื่อว่าจะต้องอยู่ยาว ประเด็นของผมก็คือว่าคนรุ่นไหนละครับที่จะต้องอยู่มากที่สุด เยาวชนคนหนุ่มสาวนั่นเอง ก็คือคนรุ่นใหม่ที่จะอยู่ยาวมากที่สุด คำถามผมก็คือว่ากรรมาธิการไม่คิดถึงข้อนี้หรือครับ เรากำหนดอายุ ๓๕ ปีขึ้นไป แล้วคนที่เป็นเยาวชนคนหนุ่มสาวที่จะต้องอยู่กับรัฐธรรมนูญยาวที่สุด เขาจะต้องถูกพรากสิทธิหรือครับ ทำไมเราจะต้องไปตัดสิทธิเขาไม่ให้เข้ามามีส่วนร่วม ในการร่างรัฐธรรมนูญ ทุกคนทราบว่าการร่างนั้นโดย สสร. สำคัญ จริงอยู่ครับจะมีขั้นตอน อีก ๒ ขั้นตอนสำคัญแล้วก็ยาว ก็คือการทำประชาพิจารณ์และการทำประชามติ ซึ่งผมขอเรียกร้องไว้เลยนะครับ รัฐบาลจะต้องใจกว้างในการเปิดให้มีการทำประชาพิจารณ์ กันให้กว้างขวาง เพราะการทำประชาพิจารณ์นั้นไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะทำให้กระบวนการนิติบัญญัติ มันได้ขับเคลื่อนไปเท่านั้น แต่ทำให้กระบวนการทางปัญญา ทางการศึกษาได้ขับเคลื่อนไปด้วย แต่ถึงแม้นว่าการทำประชาพิจารณ์และการทำประชามติจะสำคัญแต่การร่างสำคัญเช่นกัน ผมจึงกลับมาที่ผู้ร่างว่า สสร. นั้นเราจะต้องเปิดโอกาสให้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่ได้มีส่วนร่วม ในการร่าง แต่กรรมาธิการท่านได้ปิดโอกาสเยาวชนคนรุ่นใหม่ครับ ฉะนั้นผมจึงขอเรียกร้อง ให้ท่านได้ยอมรับในการแปรญัตติของผม มีวิธีการเรียบร้อยท่านประธาน หาที่มาได้อย่างไร หาได้เรียบร้อยและผมแน่ใจว่าไม่ถูกล็อกสเปก ใครจะไปล็อกสเปกได้ครับ จะมีความยากที่สุด ท่านประธานทราบไหมครับ ณ ปัจจุบันเรามีมหาวิทยาลัยจำนวนเท่าไร เรามีจำนวน มหาวิทยาลัยถึง ๑๑๘ มหาวิทยาลัย เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐถึง ๗๘ มหาวิทยาลัยในกำกับ และนอกระบบ คือเป็นมหาวิทยาลัยนอกระบบนะครับหรือว่าในกำกับส่วนหนึ่ง หรือเป็นมหาวิทยาลัยในความควบคุมของรัฐบาลส่วนหนึ่ง ตรงนี้ก็คือ ๒๙ มหาวิทยาลัยราชภัฏ ทั่วประเทศมี ๔๐ มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชมงคลมี ๙ มหาวิทยาลัย รวมทั้งหมด ๗๘ นี่ของรัฐ ของเอกชนมี ๔๐ ครับ ท่านประธานที่เคารพ ท่านประธานจะได้มองเห็นว่าในแต่ละ มหาวิทยาลัยนั้นมีองค์การนักศึกษาบ้าง มีองค์การนิสิตบ้าง มีสโมสรนิสิตนักศึกษาบ้าง แล้วแต่กรณี เต็มไปหมดท่านประธานครับ แล้วเกือบทุกมหาวิทยาลัยมีการเลือกตั้งยอมรับ การเลือกตั้ง ซึ่งถือว่าเป็นประชาธิปไตย จริงอยู่ว่าการเลือกตั้งไม่ได้หมายถึงประชาธิปไตย ทั้งหมด แต่ที่ไหนก็ตามขาดการเลือกตั้งที่นั่นไม่มีทางเป็นประชาธิปไตยได้เลย วันนี้มหาวิทยาลัยเขาเดินไปแล้วครับ นักเรียนเขาก็เดินไปแล้วครับเขามีการเลือกตั้ง เขามีตัวแทน มีเยาวชนคนหนุ่มสาวเป็นล้าน ๆ คนท่านประธานมีตัวแทนของเขาเอง ๑๑๘ แห่งเขาส่งมาสิครับ มหาวิทยาลัยละ ๒ คนตามที่ผมแปรญัตติ ๒ คน ทั้งหมดเราได้ถึง ๒๐๐ กว่าคน แล้วก็มาผ่านกระบวนการต่าง ๆ ที่เราสามารถที่จะกำหนดได้แล้วให้รัฐสภาแห่งนี้ คัดเลือก ท่านประธานครับ ผมมีคำถามว่าทำไมกรรมาธิการเมื่อได้ฟังข้อเสนอของผม จึงเพิกเฉยในข้อเสนอข้อนี้ ท่านอาจจะเห็นว่าเยาวชนคนหนุ่มสาวก็คงจะไม่มีวุฒิภาวะกระมัง ในการมาร่าง ผมเรียนนะครับการร่างรัฐธรรมนูญเราไม่จำเป็นที่จะต้องอาศัยนักเทคนิค หรือเทคโนแครต (Technocrat) ที่เป็นนักวิชาการแต่เพียงประการเดียว นั่นเป็นแค่ ส่วนประกอบเล็ก ๆ เท่านั้นนะครับท่านประธาน ต้องบอกประธานคณะกรรมาธิการและคณะว่า อย่าหลงไปนะครับ รัฐธรรมนูญนั้นเป็นพิมพ์เขียว เป็นกฎหมายที่เป็นผลสะท้อนของการต่อรอง เชิงอำนาจและผลประโยชน์ของผู้คนในสังคมนี้ คนรุ่นใหม่ คนรุ่นเก่าและคนทุกชนชั้น จะต้องมีโอกาสในการที่จะต่อรอง รัฐจะต้องถูกต่อรองผ่านรัฐธรรมนูญนี้ส่วนหนึ่งและผ่านกลไกอื่นอีก ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจึงอยากเรียนท่านประธานว่าคนหนุ่มสาวหรือคนรุ่นใหม่ เขาก็มีสิทธิต่อรอง ไม่ใช่แปลว่าอาศัยนักเทคนิคหรือผู้เชี่ยวชาญแบบช่างตัดผม แบบช่างทำเล็บ และเพื่อจะไปตัดผมหรือทำเล็บ หามิได้ครับ ท่านประธานครับ นี่เป็นเรื่องของกระบวนการ ต่อรองอย่างหนึ่งทางสังคม ทางการเมืองและทางเศรษฐกิจด้วย คำถามก็คือว่าเยาวชนคนหนุ่มสาว นักเรียน นักศึกษา จะไม่ให้เขามีสิทธิในการที่จะต่อรองใช่ไหมครับ ทำไมจะต้องมองว่า เขาไม่มีความสามารถ ผมอยากยกให้ท่านประธานดูในช่วงท้ายนี้ว่ามีตัวอย่างเยาวชน คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่จำนวนมากที่มีความสามารถ ท่านประธานที่เคารพ ปีนี้เป็นปีครบ ๒,๖๐๐ ปีของการตรัสรู้ธรรมของพระพุทธองค์ เราเรียกว่า ปีสัมพุทธชยันตี หรือมหาเถรสมาคม เรียกว่า พุทธชยันตี ท่านประธานทราบไหมครับ พระพุทธองค์มีความสำนึก มีความรับรู้ ในปัญหาในทุกข์ตั้งแต่พระองค์ยังทรงพระเยาว์ ๒๙ ปี พระองค์จึงทรงออกผนวช ๒๐ กว่าปี เท่านั้นเองท่านประธาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา พระองค์ทรงครองราชย์ ตั้งแต่ทรงพระเยาว์เช่นกัน อายุ ๑๙ พรรษา พระองค์ก็ทรงครองราชย์ยาวนานที่สุด สร้างพระบารมีแผ่ไพศาลท่านประธานที่เคารพ ยังมีบุคคลอื่นอีกมากมาย ท่านประธานรู้จัก ซักเคอร์เบิร์ก ใช่ไหมครับ คนทำเฟซบุค (Facebook) วันนี้ใช้ประโยชน์ทั้งบ้านทั้งเมือง อาจจะเป็นดาบสองคมนะครับ แต่เราปฏิเสธไม่ได้และมีประโยชน์ก็มาก ซักเคอร์เบิร์ก ตั้งเฟซบุคเมื่อเขาอายุ ๒๐ ปี อายุ ๒๔ ปีเขาประสบความสำเร็จมาก นี่เป็นตัวอย่างว่าคนรุ่นใหม่ เขาทำในเรื่องเหล่านี้ท่านประธาน แล้วในประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญหรือประวัติศาสตร์ การเมือง การปกครองไทย ท่านประธานครับ ก่อนที่จะได้ประชาธิปไตยเมื่อปี ๒๔๗๕ คนหนุ่มสาว เกิดการเรียกร้องตั้งแต่ รศ. ๑๓๐ คนหนุ่มสาวท่านประธาน ผมอยากกราบเรียน ท่านประธานว่าปีนี้ครบ ๑๐๐ ปีของ รศ. ๑๓๐ ถึงแม้ว่าวันนั้นไม่ประสบความสำเร็จ แต่ใช่หรือไม่ว่าเป็นรากฐานให้กับคณะราษฎร เมื่อปี ๒๔๗๕ และท่านไปดูสิครับท่านประธาน คณะราษฎรนั้นอายุเท่าไรครับ ร้อยเอก ร้อยโท นี้อายุเท่าไรครับ ๒๐ กว่าปี ท่านปรีดี พนมยงค์ บุคคลที่ทรงคุณูปการมากที่สุดท่านหนึ่งของประเทศนี้ ท่านอายุเท่าไรครับ ณ ขณะนั้น ก็อายุน้อยมากครับยังเป็นคนหนุ่มสาว ท่านประธานที่เคารพ ผมขอยกตัวอย่างอีกเพียงไม่กี่ตัวอย่าง วันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ผมถามว่าใครครับ ที่ทำให้มีระบบรัฐสภาแห่งนี้จนถึงปัจจุบัน ที่ทำให้พวกเรานักการเมืองทั้งหลายมีโอกาสเข้ามาในสภาแห่งนี้ มีโอกาสในการที่จะบริหารบ้านเมือง ไม่ใช่คนตัวเล็กตัวน้อย อย่างเช่น นักเรียน นักศึกษาหรือครับ ไม่อย่างนั้น ผมไม่แน่ใจว่าจอม พล ถนอม กิตติขจร จอมพล ประพาส เอาลูกมาแต่งงานกันเป็น พันเอก ณรงค์ กิตติขจร จะสืบทอดอำนาจยาวนานแค่ไหน ถ้าหากไม่มีนักเรียน นักศึกษา ท่านประธานที่เคารพ ตัวอย่างใกล้ ๆ พฤษภาประชาธรรม ปี ๒๕๓๕ ปีนี้เป็นปีครบ ๒ ทศวรรษ แห่งพฤษภาประชาธรรม ท่านทราบไหมครับ ก่อนจะเกิดพฤษภาทมิฬ ปี ๒๕๓๕ เกิด รสช. ปี ๒๕๓๔ ก่อนกุมภาพันธ์ ๒๕๓๔ ท่านทราบไหมครับว่าคนวัยใดที่ได้ออกมาต้านรัฐประหารก่อนและเห็นภัย เห็นพิษก่อนชนชั้นกลาง หรือก่อนชนชั้นนำและก่อนนักการเมือง ใช่เยาวชนคนหนุ่มสาวใช่หรือไม่ท่านประธาน นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง จำนวน ๒,๐๐๐ คนชุมนุมประท้วง รสช. ถึงแม้ว่า เขาไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลชาติชาย ท่านทราบไหมครับ เขาประท้วง พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ อยู่ เรื่องยางพาราตกต่ำ แต่เมื่อ รสช. มายึดอำนาจ เขากลับแปรขบวนมาต้าน รสช. ถูกจับ ๑๕ คน ผมต้องบอกเรื่องนี้แล้วก็บอกเพราะว่าเป็นพยานได้ เพราะถูกจับเป็นจำเลยที่ ๑ วันนั้น แล้วหลังจากนั้น ๑ ปีกว่าชนชั้นกลางหรือประชาชนจะเห็นด้วยและออกมาร่วมขับเคลื่อนขบวนกัน ผ่านไป ๑ ปีเต็มกว่าประชาชนหูตาสว่าง แล้วเกิดพฤษภาประชาธรรม ไม่มีเยาวชนคนหนุ่มสาว ในวันนั้นก็ไม่เกิดพฤษภาประชาธรรม ปี ๒๕๓๕ เพราะพฤษภาประชาธรรม ปี ๒๕๓๕ ท่านประธาน คนที่ต่อสู้เป็นกลุ่มคนสุดท้ายก็คือเยาวชนคนหนุ่มสาว หลังจากขบวนแตกพ่ายที่ถนนราชดำเนิน เขาก็ไปก่อตั้งกันที่รามคำแหง ลาน สวป. ที่มั่นสุดท้ายของฝ่ายนักศึกษาและประชาชน หลังจากนั้น พลเอก สุจินดา ก็ลาออก ท่านจำได้ไหมครับ แล้วหลังจากนั้นคนที่ผมเคารพ ท่านหนึ่ง ก็คือ ท่านชวน หลีกภัย ท่านก็ได้ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี ผมถามว่าถ้าไม่มีเยาวชน คนหนุ่มสาวในวันนั้นเราจะมีโอกาสไหมครับที่จะได้มีรัฐบาลต่อมา