รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๑๘ เมษายน ๒๕๕๕

นคร มาฉิม เสนอแปรญัตติแก้ไขเพิ่มเติมความในมาตรา ๒๙๑/๑ เพื่อให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญทำหน้าที่จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเสนอให้มีการเลือกผู้แทนจากประชาชน 150 คนเพื่อช่วยในการกำหนดหลักการของกฎหมาย แม่บทของรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ยังตรวจสอบและอธิบายความแตกต่างระหว่างรัฐธรรมนูญที่ใช้บังคับในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2515-2554 โดยเน้นย้ำว่าอำนาจที่ไม่ใช่ของประชาชน มีที่มาจากการรัฐประหาร และไม่เคยส่งเสริมสิทธิของประชาชน และหวังว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะไม่มีประวัติศาสตร์แบบนี้ซ้ำรอย

นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้แปรญัตติ ซึ่งแตกต่างจากคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ขออนุญาตที่จะกราบเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังท่านคณะกรรมาธิการ ก็คือกระผมขอแปรญัตติแก้ไขเพิ่มเติมความในมาตรา ๒๙๑/๑ ดังนี้

มาตรา ๒๙๑/๑ ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญทำหน้าที่จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามหมวดนี้ ประกอบด้วยสมาชิกดังต่อไปนี้

(๑) สมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน จำนวนหนึ่งร้อยยี่สิบคน โดยคำนวณตามสัดส่วนของประชากร หากจังหวัดใดมีจำนวนต่ำกว่าจำนวนขั้นต่ำ ให้มีสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งจังหวัดละหนึ่งคน แต่รวมกันต้องไม่เกินหนึ่งร้อยยี่สิบคน อันนี้คือสมาชิก สสร. ประเภทที่ ๑

(๒) สมาชิกซึ่งมาจากการคัดเลือกของที่ประชุมใหญ่ของอธิการบดี ของมหาวิทยาลัยของรัฐ จำนวนรวมกันหกสิบคน และให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา คัดเลือกให้เหลือจำนวนสามสิบคน ดังต่อไปนี้

(ก) ผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน จำนวนสิบคน

(ข) ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ จำนวนสิบคน

(ค) ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม โดยตัด กฎหมายหรือการร่างรัฐธรรมนูญตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภาประกาศ กำหนด ออกไป และให้เพิ่มบอกว่า ทั้งในประเทศหรือต่างประเทศ จำนวนสิบคน

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออภิปรายเหตุผลเพื่อสนับสนุนคำแปรญัตติ แล้วก็จะขออนุญาตท่านประธานที่จะชี้แจงเพิ่มเติมเพื่อขอการสนับสนุนจากสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ เหตุผลที่ผมต้องให้มีการเลือกโดยประชาชน จำนวน ๑๒๐ คน แล้วก็ปฏิเสธหลักการของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากที่ให้เลือกจังหวัดละ ๑ คน เพราะว่า คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากไม่มีเหตุผลใด ๆ ที่จะไปอธิบายต่อสังคมได้เลยว่า ความเท่าเทียมแห่งสิทธิของอำนาจอธิปไตย ระหว่างคนในจังหวัดใหญ่กับคนในจังหวัดเล็ก ยกตัวอย่างเช่น กรุงเทพมหานครมีประชากร ประมาณ ๗,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคน เหตุผลใดทำไมถึงเลือกผู้ที่จะมาปฏิบัติหน้าที่เป็น สสร. แทนคนกรุงเทพมหานครได้แค่เพียง ๑ คน จังหวัดพิษณุโลกของผมมีประชากร ๘๕๐,๐๐๐ คน ไม่มีเหตุผลที่จะอธิบายได้ว่าทำไมจะต้องเลือก สสร. ได้แค่เพียง ๑ คน จังหวัดเชียงใหม่ มีประชากรเกือบ ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน ก็ไม่มีเหตุผล หรือตรรกะใด ๆ ที่จะอธิบายได้ว่า ทำไมถึงเลือก สสร. ได้แค่เพียง ๑ คน ซึ่งเท่ากับที่จังหวัดระนอง เท่ากับ จังหวัดสมุทรสงครามซึ่งมีประชากร ๒๐๐,๐๐๐ คน ไม่มีตรรกะหรือคำอธิบายใด ๆ ว่า อำนาจอธิปไตยหรือสิทธิอันพึงมีพึงได้ของคนในกรุงเทพมหานคร ในจังหวัดพิษณุโลก หรือใน จังหวัดเชียงใหม่ด้อยกว่าสิทธิของประชากรที่จังหวัดระนอง หรือจังหวัดสมุทรสงคราม หลักการนี้ไม่สามารถที่จะชี้แจงทั้งต่อสาธารณะและโดยหลักที่เป็นสากลได้ กรรมาธิการเสียงข้างมาก จะต้องอธิบายว่าท่านใช้หลักคิด หรือวิธีการใดในการที่จะมาอธิบายว่าทำไมจังหวัดเล็ก ที่มีประชากรหลักแสนคนจึงมีสิทธิเลือก สสร. ที่จะเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยแทนจังหวัด เขาได้มากกว่าจังหวัดที่มีประชากรมากกว่า ตรรกะหรือวิถีของประชาธิปไตย อันนี้กรรมาธิการเสียงข้างมากของรัฐธรรมนูญท่านจะต้องชี้แจงหลักนี้ให้ชัดเจน แล้วก็สามารถที่จะอธิบายต่อหลักสากลได้ เพราะฉะนั้นการที่ผมเสนอว่าจำเป็นจะต้องมี ๑๒๐ คน ก็คือ โอเคละเบื้องต้นให้จังหวัดละ ๑ คนก่อน แต่ถ้าเกิดว่าจังหวัดไหนที่มี จำนวนประชากรมากก็คำนวณจากสัดส่วน ๑๒๐ คน สามารถที่จะอธิบายที่มาที่ไป แล้วก็ชี้แจงให้กับประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจที่แท้จริงได้มีการใช้อำนาจอย่างเสมอภาค แล้วก็ตรงตามหลักสากล ส่วนรายละเอียดเพื่อนสมาชิกได้อธิบายไปแล้วในหลักนี้ ผมจะไม่พูดถึงมาก ใน (๒) ท่านประธานที่เคารพครับ ทำไมผมจึงให้ความสำคัญ กับอธิการบดีจากมหาวิทยาลัยของรัฐ ผมเห็นว่าสถาบันการศึกษาของประเทศนั้น เป็นที่ยอมรับได้ ท่านมีคณาจารย์ไม่ว่าจะเกี่ยวกับกฎหมายมหาชน กฎหมายเอกชน กฎหมายแพ่ง กฎหมายพาณิชย์ กฎหมายอาญา หรือกฎหมายอื่น ๆ มีคณาจารย์ ผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมาก คณาจารย์จากมหาวิทยาลัยของรัฐต่าง ๆ เหล่านี้ครับ จะประชุมปรึกษาหารือกัน และท่านจะเป็นผู้คัดสรรเองว่าอาจารย์ท่านไหนเก่งจริง อาจารย์ท่านไหนมีประสบการณ์จริง อาจารย์ท่านไหนเป็นที่ยอมรับของสถาบันอุดมศึกษา คณาจารย์ต่าง ๆ เหล่านี้จะเสนอผ่านไปที่อธิการบดีในแต่ละสถาบันการศึกษา ท่านอธิการบดีก็จะมาประชุมปรึกษาหารือกัน ดูผลงานทางวิชาการ ดูความตรงไปตรงมา ดูการไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ดูหลักวิชาการเพียว ๆ ล้วน ๆ แล้วก็เสนอขึ้นมา ๖๐ คน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเชื่อว่า๖๐ คนที่คณาจารย์ที่ขึ้นมาเป็นผู้บริหาร ของสถาบันอุดมศึกษา ก็คืออธิการบดีในแต่ละสถาบันนั้นจะคัดสรร จะคัดเลือก จะกลั่นกรองเอาคณาจารย์ผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ แล้วก็เสนอขึ้นมาผ่านกลไกของรัฐสภา กลไกของรัฐสภาก็มาพิจารณาสิครับ แล้วคัดเลือกให้เหลือ ๓๐ คน ผมเชื่อว่าคณาจารย์เหล่านี้ มีวุฒิภาวะ มีจุดยืน แล้วก็มีอุดมการณ์ที่จะทำงานเพื่อบ้านเมืองและประชาชนครับ ผมเชื่อว่า เงินจะซื้อท่านไม่ได้ ผมเชื่อว่าอำนาจรัฐ หรือผลประโยชน์อื่น ๆ จะไม่สามารถ ที่จะโน้มน้าวหรือทำให้ท่านหวั่นไหวไปกับอามิสสินจ้าง และจะนำไปสู่การให้ทิศทาง ในการวางหลักเกณฑ์ของประเทศ ในการกำหนดทิศทางของประเทศผ่านกฎหมายแม่บท เพื่อกำหนดว่านับจากนี้ประเทศของเราถึงเวลาแล้วที่จะใช้กฎหมายแม่บทหรือกฎหมายหลัก ของประเทศก็คือรัฐธรรมนูญให้เป็นกฎ ให้เป็นกติกาแล้วก็ชี้ให้เห็นว่านับจากนี้ไปประเทศของเรา จะเดินไปในทิศทางไหน สร้างความมั่นคง สร้างเสถียรภาพทางการเมือง สร้างทิศทาง ที่ถูกต้องและเป็นธรรมและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย และจะเป็นกฎหมายแม่บทที่จะนำไปสู่ การนำพาประเทศและสังคมไทยให้ข้ามพ้นจากความขัดแย้ง ความแตกแยก การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายให้ได้ และจะเป็นกฎหมายแม่บทที่จะนำพาเอาความเจริญก้าวหน้า ในทุกมิติ ในความหลากหลายทางสังคมให้เกิดขึ้นอย่างมั่นคงและยั่งยืน อันนี้คือสิ่งที่ผม เชื่อมั่นใน สสร. จำนวน ๑๕๐ คน ที่อาจจะมีขึ้นตามมุมมอง ตามคำแปรญัตติของกระผม แล้วหลายท่านก็อาจจะแปลกใจว่าแล้วทำไมผมถึงมีความเห็นแล้วก็เสนอคำแปรญัตติให้ตัด มาตรา ๒๙๑/๑ (๒) (ค) ออก ในเรื่องของผู้เชี่ยวชาญหรือว่าผู้มีประสบการณ์ด้านการ ร่างรัฐธรรมนูญออกไป ท่านประธานที่เคารพครับ ขออนุญาตย้อนไปที่ประวัติศาสตร์ของรัฐธรรมนูญนิดหนึ่ง ขออนุญาตใช้เวลาเล็กน้อยไม่ยาวแต่ว่าเป็นเนื้อหาสาระที่ผมขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาผ่านไปยังท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่านเพื่อประกอบการพิจารณา ท่านประธานที่เคารพครับ หลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ประเทศของเราได้มีการใช้รัฐธรรมนูญ ในฉบับปัจจุบันเป็นฉบับที่ ๑๘ ขออนุญาตสรุปต่อท่านประธานดังนี้ครับ

ฉบับที่ ๑ ก็คือวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕ โดยมุ่งเน้นไปที่อำนาจ ของผู้ปกครองโดยเฉพาะคณะราษฎร์และสภาผู้แทนราษฎร ประชาชนเป็นเจ้าของ อำนาจอธิปไตยแต่ไม่มีการรับรองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนไว้

ฉบับที่ ๒ ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ เน้นไปที่อำนาจ ของผู้ปกครองแต่รัฐบาลโดยคณะราษฎร์เริ่มผ่อนคลายอำนาจการปกครองไปสู่รัฐสภามากขึ้น พร้อมกับเริ่มขยายสิทธิของประชาชนตามคุณวุฒิของการศึกษา อันนี้คือประวัติศาสตร์ ที่ผู้รู้ นักปราชญ์ ราชบัณฑิตและคณาจารย์ได้รวบรวมแล้วก็สอดคล้องกับความเห็นของผม

ฉบับที่ ๓ ใช้บังคับเมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๔๘๙ ท่านประธานที่เคารพครับ เน้นไปที่การเปิดช่องอำนาจการปกครองให้ผู้นำฝ่ายพลเรือน สิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน มุ่งใช้เป็นเครื่องมือเพื่อช่วงชิงอำนาจของผู้นำฝ่ายพลเรือนเป็นที่ตั้ง คือมีการแย่งชิงอำนาจกัน ของชนชั้นนำในขณะนั้น

ฉบับที่ ๔ ใช้เมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๔๙๐ เน้นการเพิ่มพูนอำนาจให้แก่ ผู้ปกครองฝ่ายทหาร ข้าราชการประจำ มุ่งลิดรอนสิทธิเสรีภาพการเมืองของประชาชนอันนี้ ก็คือเพียวๆ มาจากการยึดอำนาจ การปฏิวัติและรัฐประหาร ไม่เห็นอำนาจหรือความมีสิทธิเสรีภาพ ของประชาชน

ฉบับที่ ๕ ใช้เมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๔๙๒ ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เน้นอำนาจผู้ปกครองที่ตัวผู้นำและการถ่ายเทอำนาจที่โน้มเอียง ไปทางรัฐสภา สิทธิประชาชนยังไม่มีการส่งเสริมและสนับสนุนเท่าที่ควรจะเป็น

ฉบับที่ ๖ ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๘ มีนาคม ๒๔๙๕ เน้นการสืบทอดอำนาจ ของชนชั้นปกครองที่เป็นผู้นำทางทหาร สิทธิของประชาชนถูกจำกัดให้มีและใช้เพื่อรับรอง การเข้าสู่อำนาจของชนชั้นปกครองและอำนาจของฝ่ายทหารเป็นหลัก

ฉบับที่ ๗ ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๐๒ ท่านประธานที่เคารพครับ ฉบับนี้เน้นอำนาจเบ็ดเสร็จเพราะเป็นอำนาจเผด็จการ ของผู้ปกครองโดยเฉพาะ ตัวผู้นำรัฐบาล ท่านประธานคงจำวลีว่า ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวได้นะครับ สิทธิของประชาชนถูกปิดกั้นโดยสิ้นเชิงครับท่านประธาน

ฉบับที่ ๘ ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๑๑ เน้นอำนาจสูงสุด ของคณะรัฐบาลเหนือรัฐสภา และเพิ่มพูนอำนาจของฝ่ายปกครอง

ฉบับที่ ๙ ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๑๕ เน้นอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ของผู้ปกครอง สิทธิของประชาชนก็ถูกปิดกั้นโดยสิ้นเชิง ก็คือเป็นคณะผู้ทำรัฐประหารนะครับ

ฉบับที่ ๑๐ ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๑๗ เน้นการจำกัดอำนาจ ของผู้ปกครองและส่งเสริมสิทธิของประชาชน ซึ่งเราถือว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๗ ท่านประธานที่เคารพ ถือว่าเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดฉบับหนึ่งเท่าที่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเคยมีบังคับใช้เป็นกฎหมายสูงสุดแห่งประเทศของเรา ท่าน ประธานที่เคารพ แต่น่าเสียดายครับ เพียงแค่ ๒ ปีก็ถูกล้มล้างแล้วก็ยกเลิกออกไป

ฉบับที่ ๑๑ ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๑๙ เน้นการส่งเสริมอำนาจ เบ็ดเสร็จเด็ดขาดของผู้ปกครอง โดยกำหนดระยะเวลาให้มีการผ่อนคลายเป็นขั้นตอน สิทธิของประชาชนถูกลิดรอนเป็นจำนวนมาก ประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจที่แท้จริงนะครับ แทบที่จะเป็นผู้ที่ถูกปกครองอย่างเดียว

ฉบับที่ ๑๒ ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๒๐ เน้นความมั่นคง แข็งแกร่งของอำนาจฝ่ายปกครอง สิทธิของประชาชนก็ถูกลิดรอนไปเกือบหมดสิ้น

ฉบับที่ ๑๓ ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๒๑ เน้นการขยายตัว ของอำนาจฝ่ายปกครองให้มีพื้นที่รองรับทั้งทหาร ข้าราชการและพรรคการเมือง สิทธิทางการเมืองของประชาชนยังไม่ได้รับการส่งเสริมเท่าที่ควรจะเป็น

ฉบับที่ ๑๔ ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๕๔ เน้นอำนาจเด็ดขาด ของผู้ปกครอง สิทธิของประชาชนก็ถูกปิดกั้น ที่ผมต้องนำเรียนต่อท่านประธานแบบนี้ เพราะอะไรครับ เพราะผมตอกย้ำให้เห็นว่าอำนาจใด ๆ ที่ไม่ใช่อำนาจของประชาชน มีที่มาจากการรัฐประหาร ไม่เคยเห็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอยู่ในสายตาครับ

ฉบับที่ ๑๕ ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๓๔ เน้นอำนาจปกครอง ของฝ่ายพรรคการเมืองโดยสงวนตำแหน่งผู้นำไว้ให้ผู้นำของฝ่ายทหาร สิทธิของประชาชน ยังขาดการส่งเสริมและสนับสนุน

ฉบับที่ ๑๖ ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นฉบับที่พวกเรา ภาคภูมิใจฉบับหนึ่ง เพราะมาจากประชาชน ผมเชื่อนะครับว่าท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านก็เป็นหนึ่งในผู้ร่วมร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๔๐ อันนี้เน้นการปฏิรูปประชาธิปไตย ทางการเมืองโดยมุ่งจำกัด แล้วก็ควบคุมตรวจสอบอำนาจรัฐขยายขอบเขตและสิทธิเสรีภาพ ของประชาชนอย่างกว้างขวางทั้งในด้านการรับรองสิทธิความเป็นคน สิทธิความเป็นพลเมือง และสิทธิความเสมอภาคและเท่าเทียม ผมขออนุญาตเพิ่มเติมในส่วนของฉบับที่ ๑๖ ก็คือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เพิ่มอีกนิดหนึ่ง ท่านประธานครับ ที่ผมบอกว่าเป็นฉบับที่ผม ภาคภูมิใจ เป็นฉบับที่ผมเห็นว่าเป็นประชาธิปไตยที่สุดฉบับหนึ่ง เพราะว่าเจ้าของอำนาจ ที่แท้จริงก็คือพี่น้องประชาชนได้มีส่วนร่วม ได้มีส่วนพิจารณา ผมยังคิดแล้วก็มุ่งหวังว่า ปี ๒๕๔๐ จากนี้ไปจะไม่มีการยึดอำนาจ ไม่มีการรัฐประหารและไม่มีอำนาจใด ๆ ที่จะมา ตัดสิทธิของเจ้าของอำนาจที่แท้จริงก็คือปวงชนชาวไทย แต่น่าเสียดายครับ เหตุผลหรือความขัดแย้งทางการเมืองกลับลุกลามบานปลาย แล้วก็นำมาสู่ปัญหาการแตกหักทางการเมืองอย่างน่าเสียดายในประวัติศาสตร์ทางการเมือง ท่านประธานที่เคารพ นัยก่อนที่จะไปถึงฉบับที่ ๑๗ และฉบับที่ ๑๘ ปี ๒๕๕๐ ขออนุญาต แทรกในระหว่างปี ๒๕๔๐ นิดหนึ่ง ทำไมความขัดแย้ง ทำไมปัญหาความแตกแยกทางการเมือง การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายในทางการเมืองตั้งแต่มีการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ จึงเกิดขึ้นครับ แล้วก็น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง ผมเองต่อสู้กับระบอบเผด็จการมาตลอด หลายท่านอาจจะเป็น คนเดือนตุลา หลายท่านอาจจะเป็นนักสู้แล้วก็มีประวัติ แต่ว่ายังมีหลายคน ผมเองได้ร่วม เรียกร้องประชาธิปไตยร่วมด้วยนะครับ ก่อนที่จะมีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่ถนนราชดำเนิน ด้วยเหมือนกัน ท่านประธานที่เคารพครับ หลังจากที่มีการขัดแย้ง มีความแตกแยก และมีการนำไปสู่การยึดอำนาจเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ การเมืองก็ไม่นิ่ง โอกาสของประเทศสูญเสียไปอย่างน่าเสียดาย ความแตกแยกของประชาชนในประเทศ เกิดขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน เราพยายามแสวงหาทางออกให้กับประเทศ เราพยายาม ที่จะเรียกร้องสร้างวลีขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นสมานฉันท์ ไม่ว่าจะเป็นความสามัคคี ไม่ว่าจะเป็นอื่น ๆ สุดท้ายมันก็เป็นแค่เพียงวลีหรือว่าวาทกรรม แต่คนยังไม่สามารถที่จะหลอมรวมเป็นหนึ่ง ในความเป็นชาติ คนในชาติยังมีความแตกแยกแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แบ่งภาค แบ่งสารพัดสีอยู่ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจึงหวังว่าท่านในฐานะผู้เริ่มแล้วก็นำไปสู่การแก้ไข และร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาจะไม่มีประวัติศาสตร์แบบนี้ซ้ำรอย เหตุผลท่านประธาน ที่เคารพครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๙ และนำมาสู่การร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ร่างขึ้นมาบนความหวาดระแวง ร่างขึ้นมาบนความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรง การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายที่รุนแรง นำมาสู่ทัศนคติของผู้ร่างในขณะนั้นส่วนหนึ่งซึ่งไม่น้อยทีเดียว มองและพยายามสร้างว่านักการเมืองทั้งหมดมันไม่ดี นักการเมืองทั้งหมดเป็นคนโกง