อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ เสนอรายชื่อผู้มีประสบการณ์ด้านกฎหมายและการร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 20 คน ตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภากำหนด
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ผู้แทนราษฎร จากจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา กระผมจะขอใช้สิทธิ ตามข้อบังคับและรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัดในการอภิปรายเพื่อขอแปรญัตติ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ท่านประธานครับ ผมขอกราบเรียนท่านประธานเป็นเบื้องต้นว่า แท้จริงแล้วกระผมไม่เห็นชอบด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ เพื่อเปิดทาง ให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เรากำลังพิจารณาอยู่ในเวลานี้ เพราะผมไม่เห็น ความจำเป็นใด ๆ ที่ประเทศนี้จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงกติกาสูงสุดของประเทศ ไม่เห็นความจำเป็นใด ๆ ที่จะมีข้ออ้างว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เป็นรัฐธรรมนูญ ที่เป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาของประเทศ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ จะเป็นอุปสรรค ในการแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชน ซึ่งผมก็ได้แสดงออกชัดเจนโดยการไม่รับหลักการ ในวาระที่หนึ่งแล้ว แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเสียงส่วนใหญ่ของรัฐสภานี้ต้องการให้แก้ไข ก็จำเป็นต้องยอมรับ และจำเป็นต้องแสดงออกเพื่อให้มีการแก้ไขไปในทิศทางที่ไม่ทำให้ ประเทศเสียหายและเป็นประโยชน์กับประเทศนี้มากที่สุด วันนี้เราได้ผ่านมติเห็นชอบมาแล้ว ๔ มาตรา ซึ่งการแปรญัตติในมาตราหลัง ๆ นี้ก็จะเพิ่มความยากลำบากมากขึ้น เพราะว่ามีเงื่อนไขบังคับที่เสียงส่วนใหญ่ของรัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบในมาตราต้น ๆ ไปแล้ว อย่างไรก็ตามในมาตรา ๒๙๑/๑ นี้ ซึ่งคณะกรรมาธิการไม่ได้มีการแก้ไข ยึดตามร่างเดิมที่ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาในวาระที่หนึ่ง แต่ผมเห็นว่าการบัญญัติ ไว้ในมาตราสำคัญด้วยเนื้อหาเช่นนี้อาจจะไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงและไม่เป็นประโยชน์สูงสุด เท่าที่ควร ในมาตรา ๒๙๑/๑ คำแปรญัตติของผมก็คือให้สภาร่างรัฐธรรมนูญทำหน้าที่จัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามหมวดนี้ประกอบด้วยสมาชิกดังต่อไปนี้
(๑) สมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนจังหวัดละ ๒ คน
(๒) สมาชิกซึ่งมาจากการคัดเลือกโดยที่ประชุมของรัฐสภาจำนวน ๔๔ คน ดังต่อไปนี้
(ก) ผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน จำนวน ๑๒ คน
(ข) ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์ จำนวน ๑๒ คน
(ค) ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม กฎหมายหรือการร่างรัฐธรรมนูญตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภาประกาศกำหนด จำนวน ๒๐ คน
รวมแล้วจะมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนจังหวัดต่าง ๆ ๑๕๔ คน และมาจากการเลือกของสมาชิกรัฐสภาอีก ๔๔ คน รวมเป็น ๑๙๘ คน ผมมั่นใจว่าคำแปรญัตติ ของผมมีประโยชน์ แต่ว่าคณะกรรมาธิการไม่เห็นด้วย ผมจึงต้องสงวนความเห็นมาอภิปราย ในสภานี้อีกครั้งหนึ่ง แล้วก็เชื่อว่าท่านประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญก็ไม่ได้อ่าน คำแปรญัตติของผม ท่านคณะกรรมาธิการก็ไม่ได้ใส่ใจในการชี้แจงเหตุผลของผม ซึ่งผมได้เข้าไปชี้แจงเมื่อวันที่ ๕ เมษายนที่ผ่านมา ในห้องประชุมกรรมาธิการวันนั้น ก็มีคนนั่งอยู่เหมือนกับที่กรรมาธิการนั่งอยู่ในห้องประชุมนี้เท่านั้นนะครับ เพราะฉะนั้น ความสนใจต่อคำแปรญัตติของเพื่อนสมาชิกจึงไม่ค่อยมี เพราะเมื่อผมแปรญัตติเสร็จแล้ว ท่านประธานก็บอกว่าท่านสมาชิก คณะกรรมาธิการได้พิจารณาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งไม่เห็นชอบ ตามที่ท่านได้แปรญัตติ ก็ให้ท่านสงวนความเห็นไว้ก็แล้วกัน จริง ๆ แล้วท่านประธานครับ ผมเองมีความคาดหวังกับการแปรญัตติครั้งนี้มาก คาดหวังที่จะเห็นการแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นระหว่างผมหรือเพื่อนสมาชิกที่ไปแปรญัตติกับคณะกรรมาธิการ ผมเชื่อเหลือเกินว่าถ้าบรรยากาศการพูดคุยหารือกันระหว่างเพื่อนสมาชิกที่แปรญัตติ กับคณะกรรมาธิการเป็นไปด้วยความถ้อยทีถ้อยอาศัยกันและรับฟังความเห็นซึ่งกันและกัน ในที่ประชุมแห่งนั้น ผมเชื่อว่าเราคงไม่ต้องมาเสียเวลากับการแปรญัตติในที่ประชุมใหญ่แห่งนี้ แต่ว่าสิ่งนั้นก็ไม่เกิดขึ้น ความคาดหวังที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงในชั้นของการพิจารณา ร่วมกับคณะกรรมาธิการก็ไม่เกิดขึ้น ท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๒๙๑/๑ นี้ กลุ่มคนที่จะมาทำหน้าที่ในการร่างรัฐธรรมนูญ ที่ชื่อว่า สสร. หรือสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นกลุ่มคนที่มีความสำคัญมาก และถือว่าสำคัญสูงสุดในอนาคตในช่วงหลายเดือนข้างหน้านี้จะเป็นผู้กำหนดอนาคต ของประเทศอย่างแท้จริง เมื่อ สสร. มีความสำคัญ คำถามก็คือว่า สสร. ควรจะเป็นใคร มาจากไหน จำนวนเท่าใด การได้มาซึ่ง สสร. จึงเป็นเรื่องสำคัญ คุณสมบัติของคนที่จะมาเป็น สสร. สำคัญ การได้ สสร. ที่สะท้อนความเป็นตัวแทนอันหลากหลายของคนในสังคมนี้ ก็เป็นเรื่องสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ท่านประธานครับ เราจะได้คนเหล่านี้มาอย่างไร ในเบื้องต้นนั้นผมเชื่อว่าถ้าหากว่ากระบวนการได้มาซึ่ง สสร. นั้นไม่ถูกแทรกแซง ไม่ถูกครอบงำ ไม่ถูกบงการโดยฝ่ายการเมืองหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในสังคมนี้ปล่อยให้กระบวนการนั้นเกิดขึ้น อย่างอิสระ เราก็จะได้ สสร. ที่สังคมมีความมั่นใจว่าจะสามารถทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ ของคนส่วนใหญ่ได้ และถ้าเราได้ สสร. ที่ดำรงความเป็นอิสระและยึดประโยชน์ของสาธารณะ มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริงแล้วจะเป็นประโยชน์ในการร่างรัฐธรรมนูญอย่างมาก แต่ถ้าเราไม่ได้คนที่เป็นเช่นนั้น หรือได้คนที่ตรงกันข้ามก็คือถูกบงการ ถูกแทรกแซง ถูกครอบงำ ไม่มีความเป็นอิสระและไม่ยึดถือประโยชน์สาธารณะแล้ว นี่คือโอกาสที่เลวร้ายที่สุด ของสังคม แล้วก็จะพาประเทศไปสู่ความที่จะเสียหายมากขึ้นในอนาคต ท่านประธานครับ ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องยากในการได้มาซึ่ง สสร. การออกแบบ สสร. นั้นเพื่อนสมาชิกอย่าว่าแต่ ๑๗๒ คนที่แปรญัตติเลยครับ ๖๕๐ คนในที่นี้ก็ ๖๕๐ ความเห็นที่จะแสดงออกว่าควรจะมี สสร. มาจากไหน อย่างไร ทุกคนก็ออกแบบได้ครับ แต่ว่าจะออกแบบอย่างไร ที่ให้เป็นประโยชน์กับสังคมกับประเทศมากที่สุด ในช่วงระยะใกล้ ๆ ที่ผ่านมานี้เรามี สสร. มาแล้ว ๒ ชุดครับ คือ สสร. ที่จัดตั้งเมื่อปี ๒๕๓๙ เพื่อร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เวลานั้นเรามี สสร. จำนวน ๙๙ คน มีท่านประธานอุทัย พิมพ์ใจชน เป็นประธาน มี สสร. มาจาก ๒ ประเภท ก็คือ
๑. มีการเลือกตั้งทางอ้อมมาจาก ๗๖ จังหวัด ก็คือให้แต่ละจังหวัดไปสมัครกัน แล้วก็คัดเลือกเองให้เหลือจังหวัดละ ๑๐ คน แล้วก็ส่งมาให้รัฐสภาเลือกเหลือจังหวัดละ ๑ คน
ส่วนที่ ๒ ก็คือตัวแทนของนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญซึ่งสถาบันการศึกษา คัดเลือกมา ๒๓ คน รวมแล้วเป็น ๙๙ คน นั่นคือเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ในปี ๒๕๕๐ สสร. มีจำนวน ๑๒๓ คน ครั้งนั้นมีท่านนรนิติ เศรษฐบุตร เป็นประธาน ท่านประธานครับ ครั้งนั้นมาจากการแต่งตั้งอยู่ ๒ ประเภท ๑. ก็คือ คมช. ตั้งมา ๒๓ คน ในชุดแรก ซึ่งเป็นนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ ๒. มาจากการตั้งของ คมช. ที่ตั้งสมาชิกสมัชชาแห่งชาติ ๑,๙๘๒ คน เลือกกันเองในจำนวนนี้เหลือ ๒๐๐ คน แล้วก็มาให้ คมช. เลือก ๒๐๐ คนเหลือ ๑๐๐ คน ไปบวกกับ ๒๓ คนก็เป็น ๑๒๓ คน ที่มาของคนเหล่านี้ ก็ร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ให้เราได้ใช้กันอยู่ในวันนี้ ท่านประธานครับ รูปแบบในการ ออกแบบ สสร. ทั้ง ๒ ครั้งที่ผ่านมานั้นก็ไม่ได้เป็นที่ถูกใจของพวกเราหรอกครับ เพราะว่ามันไม่ได้ยึดโยงกับพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง ที่มาของแต่ละคนไม่ได้สะท้อน ถึงการเป็นตัวแทนของคนในสังคมเพื่อที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญ วันนี้เราถึงต้องมาออกแบบกันใหม่ ในมาตรา ๒๙๑/๑ จึงมีการออกแบบในแบบที่ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมาธิการมา ซึ่งผมก็เห็นด้วยในโครง ก็คือว่าต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชนส่วนหนึ่งและมาจาก การเลือกตั้งของสมาชิกรัฐสภาส่วนหนึ่ง ในส่วนของ สสร. ประเภทเลือกตั้งแต่ละจังหวัด ผมแปรญัตติไว้ว่าขอให้มาจากจังหวัดละ ๒ คน เพราะโดยหลักคิดของผมก็คือต้องการให้ สสร. มาจากตัวแทนของทั้งเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยของแต่ละจังหวัด เราไม่อาจ ที่จะหาจำนวนสัดส่วนที่แน่นอนของแต่ละจังหวัดได้นะครับ เพราะว่าในการเข้ามาทำหน้าที่ สสร. นั้น เป็นหน้าที่ในช่วงเวลาพิเศษที่จะต้องเข้ามาทำหน้าที่เสร็จภารกิจแล้วก็จบกัน สสร. ประเภทนี้จังหวัดละ ๒ คน ผมคิดว่ามาจากพื้นฐานความคิดว่าสังคมไทย มีความหลากหลายในแต่ละพื้นที่ในทุกวันนี้มีทั้งคนที่อยู่ในสังกัดของกลุ่มคนเสียงข้างมาก และกลุ่มคนเสียงข้างน้อย ซึ่งเป็นธรรมชาติของสังคมอยู่แล้ว มีการเลือกตั้งทุกครั้งก็จะเห็นผู้แพ้ ผู้ชนะ ๒ ส่วนใหญ่ ๆ นี้อยู่ตลอดเวลา หากว่าเราได้คนที่เป็นตัวแทนคนทั้ง ๒ ส่วนนี้เข้ามา คือได้ทั้งตัวแทนของคนที่มาจากเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยเข้ามาทำงานร่วมกันอยู่ใน สภาร่างรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่านอกจากจะเป็นความสวยงามแล้วเราก็จะเห็นความเป็นตัวแทน ความคิด ความรู้สึก ของคนในแต่ละพื้นที่แต่ละกลุ่มคนได้ค่อนข้างจะทั่วถึงจริง ๆ ท่านประธานครับ วันนี้ถ้าเรายึดตามแบบที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้ให้ความเห็นชอบผ่านไป ก็คือเราเลือกแบบได้ผู้ชนะเพียงคนเดียวเข้ามาเป็นตัวแทน ในแต่ละจังหวัด นอกเหนือจากการที่เราได้ตัวแทนของคนที่ไม่หลากหลายไม่ครอบคลุมแล้ว จะเกิดปัญหาการแข่งขันกันในจังหวัดอย่างรุนแรงแล้วก็จะนำไปสู่ความแตกแยกในโอกาสต่อมา โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีการเลือกตั้ง ก็แน่นอนครับการแข่งขันที่เอาผู้ชนะเพียงคนเดียวนั้น ผู้เข้าแข่งขันทุกคนก็ต้องใช้ความพยายามทุกวิถีทางเพื่อจะเป็นผู้ชนะในการแข่งขัน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วความรุนแรงในสนามเลือกตั้งก็จะตามมา การถือพวก ถือพ้อง การวิ่งเข้าหา นักการเมืองในแต่ละพื้นที่ก็จะเกิดขึ้นตามมา สิ่งนี้ไม่เป็นผลดีเลยครับ แล้วก็ทำลาย ภาพลักษณ์ของความเป็น สสร. ที่จะมาเป็นตัวแทนในการร่างกติกาสูงสุดของประเทศ ท่านประธานครับ ทำอย่างไรถึงจะได้ตัวแทนทั้งเสียงข้างมากข้างน้อยเข้ามาพร้อมกัน วิธีคิดของผมก็คือว่าให้ผู้เลือกตั้งสามารถที่จะเลือกตั้งได้คนละ ๑ คะแนน คือเลือกได้ ๑ คน แต่ผู้ที่จะเป็น สสร. คือคนที่ได้คะแนนลำดับที่ ๑ และลำดับที่ ๒ ผมเชื่อว่าองค์ประกอบแบบนี้ เราก็จะได้ตัวแทนของประชาชนในจังหวัดนั้น ๆ อย่างแท้จริง เราจะได้คน ๒ คนเข้าไป แสดงบทบาทในสภาร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งเป็นตัวแทนของเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย สำคัญที่สุดก็คือว่าทั้ง ๒ คนมาจากที่เดียวกัน ก็จะช่วยกันตรวจสอบถ่วงดุลความคิดเห็น หรือทิศทางในการร่างรัฐธรรมนูญได้ในขณะเดียวกันด้วย นั่นเป็นประเภทที่ ๑ นะครับ
สสร. ประเภทที่ ๒ ซึ่งในเบื้องต้นผมก็เห็นว่า สสร. ประเภทนี้ ซึ่งเป็นนักวิชาการและมีประสบการณ์ มีความเชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ ที่จำเป็น มีความจำเป็นมาก ไม่ว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ และผู้มีประสบการณ์ทางด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย หรือการร่างรัฐธรรมนูญ เพราะต้องยอมรับว่าในรัฐธรรมนูญ ๑๘ ฉบับที่ผ่านมา ก็ต้องยอมรับความจริงว่าต้องใช้คนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเหล่านี้เป็นคนยกร่าง เป็นคนวางกรอบ และเป็นคนที่ช่วยกันตกแต่งออกความคิดเห็นในการจัดทำรัฐธรรมนูญ และเราก็ใช้กันมา รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เราก็มีคนประเภทนี้อยู่ ปี ๒๕๕๐ เราก็มีคน ประเภทนี้อยู่ ซึ่งก็ทำให้การจัดทำรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีรายละเอียดมากประสบความสำเร็จมาได้ ต้องยอมรับนะครับท่านประธานว่าประเทศไทยเราไม่ใช่เป็นประเทศที่เพิ่งตั้งกันขึ้นมาใหม่ วันนี้ความรู้สึกของหลายคนหลายฝ่ายก็พยายามคิดว่าไหน ๆ เราก็จะร่างทำกติกาใหม่ ของประเทศกันแล้ว ก็น่าที่จะทำใหม่กันทั้งหมด ร่างใหม่โดยที่มาจากตัวแทนประชาชนอย่างเดียว กลุ่มเดียว ก็น่าเชื่อว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญที่สะท้อนถึงความต้องการของคนในสังคมนี้ได้อย่างแท้จริง แต่ประเทศของเราไม่ได้เป็นประเทศที่เพิ่งตั้งขึ้นใหม่ ประเทศของเรามีราก มีวัฒนธรรม มีประเพณีการเมืองการปกครอง มีระบบกฎหมายที่มีความสลับซับซ้อนต่อเนื่องกันมายาวนาน เราปฏิเสธสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ คำถามของผมก็คือว่าถ้าเราไม่มีคนประเภทนี้แล้ว เราหวังพึ่ง เอาเป็นดาบหน้าว่าเราจะได้คนที่เป็นตัวแทนจากพี่น้องประชาชนเลือกกันมาโดยตรง คนเหล่านี้จะมีคุณสมบัติครบถ้วนในการจัดทำรัฐธรรมนูญหรือไม่ คนที่ได้มาจากการเลือกตั้ง อย่างเดียวจะสะท้อนหรือมีความรู้ มีความเชี่ยวชาญในการยึดโยงกฎหมาย ยึดโยงประเพณี วัฒนธรรม และจารีตการปกครองที่ผ่าน ๆ มาได้อย่างไร ตรงนี้เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง และมีความสำคัญอย่างยิ่ง การร่างรัฐธรรมนูญในฉบับที่ ๑๙ หรือรัฐธรรมนูญที่กำลัง จะเกิดขึ้นมาใหม่นี้ก็จำเป็นจะต้องมีการยึดโยงเหล่านั้น และเราก็จำเป็นต้องใช้คนที่มี ความรู้ความเชี่ยวชาญเหล่านี้เข้ามา ยกเว้นว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้เราต้องการจะเปลี่ยนประเทศนี้ทั้งหมด
-๑๑๔/๑ เราต้องการเปลี่ยนจารีตประเพณี ระบบกฎหมาย ระบบวัฒนธรรมทางการเมือง การปกครองใหม่ทั้งหมด นั่นเราก็ไม่จำเป็นต้องใช้คนที่เคยมีความเกี่ยวข้อง เกี่ยวโยงกับ กฎหมายต่าง ๆ มา ท่านประธานที่เคารพครับ ปัญหาอยู่ที่ว่าคนที่เป็น สสร. ประเภทนี้ หรือ ประเภทนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญนี้ ควรจะเป็นใคร มาจากไหน มีคุณสมบัติอย่างไร ในท่ามกลาง ปัญหาข้อวิตกกังวลของพวกเราหลายส่วนทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสมาชิกที่เห็นว่า นักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายปัจจุบันนี้ก็ล้วนแต่มีสังกัด มีสี มีนักวิชาการประเภทรับจ็อบ หรือนักวิชาการที่เชี่ยวชาญแต่กับการรับใช้อำนาจรัฐในการจัดทำแก้ไขกฎหมายสูงสุด ของประเทศ ถ้าเป็นเช่นนี้แล้วเรามีจำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญประเภทนี้เพียง ๒๒ คน ผมเชื่อแน่เหลือเกินว่าข้อวิตกกังวลของเพื่อนสมาชิกหลายคนก็เป็นจริงแน่นอนครับ ก็คือจะต้องถูกครอบงำ ถูกแทรกแซง ถูกบงการ และถูกตั้งโดยผู้มีอำนาจในบ้านเมือง คำแปรญัตติของผมก็คือว่าผมต้องการแปรญัตติให้จำนวนของผู้ที่จะมาทำหน้าที่ในส่วนนี้ ทั้ง ๓ วงเล็บ มีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็นอีก ๑ เท่าตัว จาก ๒๒ คน เป็น ๔๔ คน ผมเชื่อเหลือเกินนะครับว่า จำนวนที่เพิ่มขึ้นมานี้มันจะมีความหลากหลายของนักวิชาการ ของผู้เชี่ยวชาญ และจะครอบคลุมไปถึงผู้มีประสบการณ์ในด้านต่าง ๆ ได้มากขึ้น ตัวแทนของผู้เชี่ยวชาญ ทางด้านสิ่งแวดล้อม ตัวแทนของผู้มาจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตัวแทนของผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ ทางด้านเศรษฐศาสตร์ก็จะมีเข้ามา มีโอกาสเข้ามานั่งอยู่ใน สสร. ประเภทนี้ได้ แต่ถ้าเราล็อกไว้เพียง ๒๒ คนแล้ว ท่านประธานก็จะเห็นนะครับว่าจำนวนมันจำกัดจำเขี่ยเหลือเกิน ผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายมหาชน ๖ คน ในประเทศนี้ก็ดูตัวกันได้ว่าจะล็อกใครเข้ามาเป็น แต่ถ้าเพิ่มขึ้นมาเป็น ๑๒ คน ผมเชื่อเหลือเกินนะครับว่าการหวังที่จะล็อก การหวังที่จะวางตัว เพื่อให้เข้ามาทำหน้าที่โดยไม่ดูถึงความรู้ความสามารถ ความหลากหลายทางความคิดแล้ว คงจะทำได้ยาก อย่างไรก็ตามครับ จำนวน สสร. ที่เพิ่มมากขึ้นตามคำแปรญัตติของผมนี้ แม้ว่าจะทำให้การแทรกแซง การบงการทำได้อยู่ไม่สามารถที่จะขจัดปัญหานี้ได้ก็ตาม แต่ก็ต้องเชื่อว่ามันก็จะได้คนที่มีรักความเป็นอิสระ รักและยึดถือผลประโยชน์ของสาธารณะ เป็นสำคัญ แล้วก็เห็นประโยชน์ของประเทศชาติยังคงมีคนเหล่านี้อยู่ แล้วก็เชื่อมั่นว่า คนเหล่านี้ละครับที่จะเป็นที่พึ่งหวังของสังคมได้ ท่านประธานครับ ความจริงแล้ว การได้มาซึ่ง สสร. ในประเภทที่ ๒ นี้ ยังยึดโยงกับมาตรา ๒๙๑/๖ ซึ่งกระบวนการ ในการเสนอชื่อ กระบวนการในการวางหลักเกณฑ์ กติกาต่าง ๆ จะเป็นไปตามที่ประธานรัฐสภากำหนด ซึ่งประเด็นนี้จะเป็นประเด็นที่เป็นข้อกังวล เป็นข้อห่วงใยของหลาย ๆ ฝ่ายอีกเช่นกันนะครับว่า อำนาจของประธานรัฐสภาที่แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาทำงานเรื่องนี้ จำนวน ๑๕ คน อย่างอิสระนั้นจะทำให้ประธานรัฐสภามีอำนาจมากและแทบจะชี้ตัวได้ว่าใครจะมาเป็น สสร. ประเภทนี้ ซึ่งในส่วนของผมเองก็ได้แปรญัตติไว้ในมาตรานั้นเช่นกัน เพื่อป้องกัน ไม่ให้ประธานรัฐสภามีอำนาจในการไปล็อกคนที่จะเข้ามา ซึ่งกระผมจะได้อภิปรายเมื่อถึง มาตรา ๒๙๑/๖ อีกครั้งหนึ่ง หลักการสั้น ๆ ก็คือว่าผมต้องการให้ประธานรัฐสภา ตามมาตรา ๒๙๑/๖ นั้น ได้แต่งตั้งคนที่เป็นสมาชิกรัฐสภาก็คือ ส.ส. ส.ว. นี่ละครับ เป็นกรรมการในการไปวางกฎเกณฑ์ในการคัดเลือกหรือกระบวนการในการเสนอชื่อ ของผู้ที่จะมาเป็น สสร. ประเภท ๒ แล้วก็รวมทั้งโดยเฉพาะข้อกังวลมากที่สุด ก็คือเรื่อง ของการกำหนดคุณสมบัติขององค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กรภาคเอกชน ซึ่งถ้าหากให้เป็นไปตามที่ประธานรัฐสภากำหนดแล้ว แน่นอนครับ จะถูกล็อก จะถูกครอบ โดยผู้มีอำนาจ แต่ถ้าได้ใช้คนที่เป็นคณะกรรมการซึ่งมาจากสมาชิกรัฐสภาเข้าไปทำหน้าที่ตรงนี้แล้ว ก็จะแก้ปัญหานี้ได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งผมจะขออภิปรายเมื่อถึงมาตรานั้นต่อไป กราบขอบพระคุณครับ