ตวง อันทะไชย แปรญัตติเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงและเปลี่ยนผ่านความขัดแย้งทางสังคมของประเทศไทย โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมเพื่อให้ประชาชนทุกภาคส่วนได้มีโอกาสร่วมออกแบบการปกครองของประเทศ ตวง อันทะไชย ยังระบุว่าหลักการประชาธิปไตย 1 เสียง 1 สิทธิ ไม่เท่ากับ 1 เขตปกครอง 1 เสียง และเรียกร้องให้ไม่แบ่งสิทธิของประชาชนตามเขตปกครอง นอกจากนี้ ตวง อันทะไชย ยังหารือเรื่องการเลือกตั้งแบบสัดส่วนในระดับจังหวัด และเรียกร้องการสนับสนุนให้มีการเลือกตั้งแบบสัดส่วนตามจำนวนประชาชนในแต่ละจังหวัด
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม ตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ความเป็นจริงผมเรียนท่านประธานว่า ถ้าในกระบวนการแปรญัตตินั้นผมแพ้ในมาตรา ๓ มาแล้ว ถ้าเป็นกฎหมายปกติไม่มีประโยชน์ที่จะสู้ต่อหรืออภิปรายต่อ เพราะในหลักการในมาตรา ๓ นั้น แพ้ไปแล้ว เพราะมาตรา ๓ มันเป็นหัวใจสำคัญของร่างพระราชบัญญัติประกอบกฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือผมบอกว่าไม่ต้องให้มี สสร. ที่มาจากการสรรหา แต่อย่างไรก็ตาม ในมาตรา ๔ มาตรา ๒๙๑/๑ มันก็คือลมหายใจของมาตรา ๓ ที่ยังเหลืออยู่ ซึ่งอยากจะกราบเรียน ท่านประธานว่า สำหรับรัฐธรรมนูญมันเป็นกฎหมายปกครองประเทศ สมาชิกรัฐสภา เขาจะต้องต่อสู้ให้ถึงที่สุดทุกประเด็น บนเงื่อนไขว่าถึงรู้ว่าแพ้แต่ก็ต้องแปรญัตติเพื่อสื่อสาร กับสังคมให้รู้ว่าสภาส่วนหนึ่งคิดอย่างไร จะได้บันทึกเอาไว้ว่ามีสมาชิกรัฐสภาได้บอกต่อ ท่านประธานผ่านไปยังสมาชิกรัฐสภาว่าควรจะต้องทำอย่างไรกับมาตรา ๔ มาตรา ๒๙๑/๑ ก่อนที่ผมจะลงไปในรายละเอียด ผมขอประทานอนุญาตได้กราบเรียนว่าหลักการสำคัญ ที่ผมแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑ นั้น ผมกราบเรียนท่านประธานว่ามันเป็นหลักการสำคัญ ของประชาชนที่เราพูดกันมาตลอดก่อนจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าเราเห็นตรงกัน ทั่วประเทศทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญคราวนี้เราเชื่อว่ามันจะเป็น เครื่องมือในการเปลี่ยนผ่านและเปลี่ยนแปลงความขัดแย้งทางสังคมของประเทศไทย เราเชื่ออย่างนั้นจริง ๆ แล้วเราก็เชื่อจนกระทั่งว่านำไปสู่การยกร่างในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วผมก็เชื่อครับ แม้เบื้องต้นจะไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ตาม แต่วันนี้ผมเชื่อว่า ประชาชนคือผู้เปลี่ยนแปลงและเปลี่ยนผ่านความขัดแย้ง
ประการที่ ๒ สิ่งที่ผมจะแปรญัตติต่อไปนี้บนหลักการว่าประชาชน เป็นผู้เลือกทางออกปัญหาของประชาชน ไม่ใช่ปัญหาสภาระหว่างฝ่ายค้านกับรัฐบาลครับ แต่เป็นปัญหาความขัดแย้งของผู้คนในสังคมที่กำลังสะสมกองกำลังจะเข้าห้ำหั่นกันในเวลา ต่อไปนี้ มันจะทำอย่างไร มันก็ต้องผ่านกระบวนการเลือกตั้ง สสร. ที่จะต้องมาจากประชาชน หลักการต่อมาก็คือว่าประชาชนต้องเป็นผู้ออกแบบกฎหมายในการปกครองประเทศ ผมจะเล่า ให้ท่านประธานฟังว่าแทบไม่น่าเชื่อท่านประธานครับ ผมก็นั่งอ่านรัฐธรรมนูญทั้งคืน แทบไม่ปรากฏว่าเรามีรัฐธรรมนูญที่เป็นรัฐธรรมนูญฉบับไทย ๆ เลยแม้แต่ฉบับเดียว เราก็จะมีเฉพาะรัฐธรรมนูญที่เป็นฉบับพันทาง ตัดต่อ ตกแต่งเพิ่มเติม เลียนแบบมาจาก ต่างประเทศ เดี๋ยวจะเล่าให้ท่านประธานได้ฟังว่ามันคืออะไร ทำไมมันจะต้องให้ประชาชนเขา เลือกเข้ามา
ประการสุดท้ายที่ผมแปรญัตติบนปรัชญาว่าวันนี้ประชาชนที่มาจาก ภูมิภาคบ้านนอกอย่างท่านประธาน อย่างผมนี่ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ รวมกันต้องเป็น ผู้เปลี่ยนโครงสร้างทางสังคมบนมิติที่เราคิดเห็นร่วมกันว่ากรุงเทพมหานครไม่ใช่ประเทศไทยครับ ผู้ทรงคุณวุฒิไม่ใช่อยู่กรุงเทพมหานครอย่างเดียว ผู้ทรงคุณวุฒิที่เราพูดถึง ท่านประธาน ย้อนกลับไปดู สสร. ที่ผ่านมาตั้งแต่ชุดปี ๒๔๙๑ ปี ๒๕๐๒ ปี ๒๕๓๕ และปี ๒๕๔๙ และล่าสุดปี ๒๕๕๐ ท่านประธานจะพบว่าผู้ทรงคุณวุฒิล้วนแต่มาจากส่วนกลางทั้งนั้น เป็นคนออกแบบ แล้วให้คนส่วนภูมิภาคได้เดิน โอกาสอย่างนี้เป็นโอกาสที่ประชาชน จะต้องเป็นผู้ออกแบบการปกครองโดยประชาชนและเพื่อประชาชน ถามว่าผมแปรญัตติ อะไรบ้าง ผมจะไม่อ่านภาษาที่ผมแปรญัตติ แต่จะอธิบายหลักแนวคิดเอาไว้ ๒-๓ ประการ เพื่อให้ท่านประธานได้เห็นว่าผมแปรญัตติไว้อย่างไร
ประการแรกก็คือว่าผมตัดตรงที่มาจากการสรรหาออก ผมจะไม่พูดว่า เพราะอะไร สมาชิกพูดเยอะแล้ว ผมถือว่าหลักการอันที่ ๑ ที่ผมแปรญัตติเอาไว้ ประชาชน ๑ เสียงคือ ๑ สิทธิ มันเท่ากัน มันตรงกัน มันอธิบายว่าคนกรุงเทพมหานครเท่ากับคนจังหวัดระนอง คนจังหวัดระยองเท่ากับคนจังหวัดเชียงใหม่ คนจังหวัดเชียงใหม่เท่ากับคนจังหวัดเชียงราย เหมือนกันหมด แต่เมื่อไรก็ตามถ้าเราไปบอกเขตจังหวัดเป็นเขตปกครองแล้วให้ได้เท่ากัน มันไม่เท่ากัน เพราะเขตจังหวัดปกครองเราชอบเข้าใจว่าเขตจังหวัดปกครองคือตัวแทน ของจังหวัด แต่ข้อเท็จจริงมันไม่ใช่ตัวแทนของประชาชนท่านประธานครับ ๑ สิทธิ ๑ เสียง ในกรุงเทพมหานครคนมากต้องได้มากกว่าจังหวัดระยอง จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย ที่มากกว่าจังหวัดระนองก็ต้องได้มาก ซึ่งก็เป็นหลักในระบอบประชาธิปไตยทั่วโลก ที่เขาทำกันแบบนี้
ประการที่ ๓ จำนวน สสร. นั้น จะต้องเป็นไปตามอัตราส่วนของราษฎร แต่ละจังหวัดจึงไม่เท่ากัน แต่ผมแปรญัตติเป็น ๒๐๐ คน ใช้วิธีการหารและอัตราสัดส่วน ไม่เท่ากัน ถามว่าที่ผมขอแปรญัตติมา ๓ เรื่องนั้น มันจะไปแก้ปัญหาอะไร ความจริง ท่านสมาชิกได้พูดไปแล้ว แต่ผมเรียนท่านประธานย้ำเอาไว้ตรงนี้ นี่คือจุดอ่อน ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จุดอ่อนก็คือว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ถ้าเราทำแบบนี้โดยที่กรรมาธิการ ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงให้มาจากการเลือกตั้งยังยึด ๗๗ คน บวก ๒๒ คน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็ไม่ได้แตกต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับอื่น ๆ สสร. ชุดนี้ก็ไม่แตกต่างจาก สสร. ปี ๒๔๙๑ ปี ๒๕๐๒ ที่ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญ เป็นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ปี ๒๕๓๙ ที่ไปเขียน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็เหมือนกันท่านประธานครับ เลือกมาเหมือนกัน แล้วก็ให้มาจาก การเลือกตั้ง มาจากการสรรหาเหมือนกัน ที่น่าตกใจท่านประธานครับ ถ้าท่านไปเปิดดู คนที่เป็นคนยกร่าง ที่เรียกว่ากรรมาธิการ ล้วนแต่มาจากส่วนกลางทั้งนั้น ไม่ได้มาจากบ้านนอกอย่างที่เราเข้าใจเลยครับ แปลว่าคนออกแบบอยู่ส่วนกลางให้คนบ้านนอก ผมพูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่า ทำให้คนนั้นแตกแยกกัน แต่ผมจะอธิบายว่าวันนี้เราต้องให้โอกาสกับประชาชน เขาได้ออกแบบการปกครองด้วยตัวของเขาเอง ถ้าเราไม่ถือโอกาสนี้เราจะทำตรงไหน ท่านประธานครับ
ประการต่อมา ที่ผมเรียนท่านประธานว่าเราไม่เคยมีรัฐธรรมนูญเป็นฉบับ ของตัวเองเลยนั้น ผมยกตัวอย่างเรื่องเดียวท่านประธานเพื่อประหยัดเวลา ท่านประธาน คงจำได้ระบบรายชื่อ หรือปาร์ตี้ ลิสท์ (Party list) ที่เราพูดถึง วันดีคืนดีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เกิดขึ้นมา ทุกคนก็ถามมันมาจากไหน วันดีคืนดีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ทุกคนก็ถามมาจากไหน เราไปลอกแบบตัดต่อ ตกแต่ง เพิ่มเติมมาจากต่างประเทศทั้งนั้น ไม่ว่าจะมาจากยุโรป จากประเทศเยอรมัน หรือจากประเทศฟินแลนด์ ที่เป็นระบบปาร์ตี้ ลิสท์ แบบเปิดและแบบปิด ที่เรานำเข้ามาใช้ โดยที่ไม่เข้ากับวัฒนธรรมและวิถีชีวิต และยังเป็นปัญหาว่าปาร์ตี้ ลิสท์ นั้น ก็คือตัวแทนของทุนเท่านั้นเอง นี่ผมยกตัวอย่างให้เห็นว่า เรายังไม่ได้มีรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชนที่ออกแบบโดยประชาชนที่อยู่ในชนบท เป็นคนออกแบบ ต้องอย่าลืมนะครับว่าทุกวันนี้คนมันเท่ากันหมด นายก อบต. ศอ.บต. สมาชิกสภาเทศบาลบ้านผม บ้านท่านประธาน บ้านท่านกรรมาธิการนั้น เขาจบปริญญาตรี ปริญญาโท และจบปริญญาเอกแล้วครับ เพราะฉะนั้นความรู้ความเชี่ยวชาญเท่ากันหมด
ประการที่ ๒ วันนี้เราจะต้องให้คนที่อยู่ในภูมิภาคนั้นได้เข้ามามีส่วนร่วม ในการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เราต้องเปลี่ยนแนวคิดแบบนี้ ถ้าท่านจะแก้ความขัดแย้ง ถ้าท่านจะแก้ปัญหาความขัดแย้ง ท่านก็ต้องให้คนส่วนภูมิภาคเป็นคนออกแบบรัฐธรรมนูญ เพื่อเป็นเครื่องมือของการปกครองประเทศ เขาจะได้เขียนว่าเขาจะปกครองอย่างไร ไม่ใช่ให้คนอื่นมาเขียนให้แล้ว แล้วก็เป็นปัญหาอย่างนี้ซ้ำซาก แล้วเราก็มาเข้าใจว่าต้องเอา ผู้ทรงคุณวุฒิที่อยู่ส่วนกลางมาออกแบบรัฐธรรมนูญ ท่านประธานจำได้ไหมครับ รัฐธรรมนูญมันจึงเป็นประเภทคนเขียนไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้เขียน มันจึงเถียงกันไปเถียงกันมา ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านสมาชิกวุฒิสภาก็เถียงกัน ผมเรียนว่าวันนี้หลักการนี้ ต้องกลับไปหาประชาชน
ท่านประธานที่เคารพ ประการสุดท้าย ที่ผมจะเรียกร้องผ่านท่านประธาน ไปยังสภา แม้ว่าแพ้ก็จะเรียกร้อง รู้ว่าอย่างไรก็ไม่ชนะ แต่ผมเรียกร้องผ่านท่านประธาน ไปยังพรรคร่วมรัฐบาล และพรรครัฐบาลทั้งหมดว่าสิ่งที่ผมพูดวันนี้ ผมพูดมาจาก พี่น้องประชาชน ที่สงกรานต์ผมไปรดน้ำดำหัวท่าน ท่านฝากมา ท่านบอกว่าทำอย่างไร จะให้ประชาชนเป็นคนเขียน ออกแบบประเทศไทยด้วยตัวของประชาชนได้บ้าง ผมยกตัวอย่างที่ผมพูดมานี้คือประชาชนที่อยู่ในชนบทนะครับ ได้โปรดให้โอกาส ต่อประชาชนเป็นผู้ออกแบบการปกครองประเทศโดยเลือก สสร. เอง ผมขีดเส้นใต้ว่า เลือก สสร. เอง เลือกมากกว่า ๗๗ คน เพื่อป้องกันข้อครหาว่า สสร. นั้น ถูกบล็อก มันทำได้ท่านประธานครับ เราไม่ต้องปฏิเสธกันครับ เราอย่าหนีความจริง มันหนีไม่พ้นครับ มันเหมือนคนวิ่งหนีเงาท่านประธานครับ มันหนีไม่พ้นหรอกครับ จะบอกไม่ใช่เงาตัวเองไม่ใช่ครับ มันล็อกได้ ผมถามว่าโอกาสนี้ทำไมไม่ยอมเปลี่ยนแปลงใช้โอกาสที่สังคมให้โอกาส ใช้โอกาส ที่สภาแห่งนี้เห็นชอบ ใช้กลไกที่มีอยู่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนผ่านโดยประชาชน ไม่ภาคภูมิใจเลยหรือครับ
ประการที่ ๒ ขอได้โปรดให้ประชาชนในภูมิภาคได้เข้ามาเป็นผู้ออกแบบแทน ๒๑-๒๒ คน ผู้ทรงคุณวุฒิ ท่านประธานครับ ผมพูดไว้ตรงนี้ ท่านประธานจะได้บอกว่า มีสมาชิกคนหนึ่งพูด ผมไม่อ่านชื่อตรงไหน ชื่อกรรมาธิการทั้งหมดพอเราเลือก สสร. มา ผมยกตัวอย่าง ปี ๒๕๔๐ ยกตัวอย่าง ปี ๒๕๔๙ พอเลือกมาเสร็จท่านประธานครับ พอเป็นกรรมาธิการยกร่างท่านเชื่อไหมครับ รายชื่อทั้งหมดนั้นล้วนแต่อยู่ส่วนกลางทั้งนั้น ทำอย่างไรจะไม่ให้คนอยู่ส่วนกลาง ก็แปลว่าเราก็ต้องให้คนส่วนภูมิภาคนั้นได้เข้ามามีส่วนใน การแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ประการที่ ๓ การเลือกตั้ง สสร. แบบ ๑ สิทธิ ๑ เสียง เขตเลือกตั้ง มิใช่จังหวัดนั้น แต่เป็นการเลือกตั้งแบบที่จะต้องให้จังหวัดนั้นตามจำนวนสัดส่วน ของประชาชน ก็คือประชาชนมากต้องได้ สสร. มากครับ ประชาชนน้อยต้องได้ สสร. น้อย หลักการอันนี้เป็นหลักการสำคัญที่จะต้องให้โอกาสประชาชนเข้ามายกร่าง ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมเรียกร้อง ๒-๓ ประการนั้น อาจจะเป็นสิ่งที่ยากมากสำหรับพรรคร่วมรัฐบาล แต่ผมคิดว่าสมาชิกรัฐสภาหลายท่านก็คิดว่าคงพร้อมที่จะให้การสนับสนุนเพื่อให้ประชาชนนั้น เข้ามามีโอกาสในการเป็นผู้ออกแบบประเทศและปกครองตนเองครับ ขอบพระคุณครับ