เจริญ ภักดีวานิช หารือเรื่องจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเพิ่มจำนวนสมาชิกให้เป็น 222 คน เพื่อเพิ่มโอกาสให้กับคนในพื้นที่ที่ไม่อิงพรรคการเมือง และเพื่อเพิ่มความหลากหลายของความคิดในการร่างรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ต่างๆ และการเพิ่มจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพื่อให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิเสียงเท่าเทียมกัน
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม เจริญ ภักดีวานิช สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดพัทลุง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ กระผมและท่านสุริยา ปันจอร์ ส.ว. สตูล แล้วก็อีกหลายคนวุฒิสมาชิกนี่ เราได้ตกลงกันก่อน แล้วก็มีความเห็นตรงกันครับท่านประธานว่า สมาชิก สสร. ๗๗ คน มันไม่ชอบธรรมและไม่เป็นไปตามหลักของประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นการแปรญัตติ ของพวกกระผมหลาย ๆ คน วุฒิสมาชิกที่เราหารือกันและประชุมกันก็เห็นพ้องต้องกันครับว่า สสร. รัฐธรรมนูญฉบับนี้ควรจะเป็น ๒๒๒ คนครับ จากการเลือกตั้ง ๒๐๐ คน ซึ่งท่านสุริยา ได้อภิปรายไปแล้ว ผมจะไม่ชี้แจงในรายละเอียด เพื่อประหยัดเวลาของรัฐสภา ท่านประธานครับ ประเทศของเราบอบช้ำและเจ็บปวดมานานจากความขัดแย้ง ๒ เรื่องใหญ่ที่เกิดขึ้นจาก ประเทศของเรานำไปสู่ความเสียหายทั้งเศรษฐกิจและสังคมอย่างรุนแรง
เรื่องแรกก็คือเรื่องรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเพราะฉะนั้น มีคนออกมาเรียกร้องอยู่ตลอดเวลาเรื่องให้แก้รัฐธรรมนูญ
เรื่องที่ ๒ ที่เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงก็คือเรื่องของความขัดแย้ง ทางการเมือง เพราะฉะนั้นเรื่อง สสร. นี่ครับ ถ้าเผื่อ ๗๗ คนท่านประธาน พวกผมวุฒิสมาชิก หลังจากที่เราได้หารือจะเห็นตรงกันว่าจะเกิดเรื่อง ๒ เรื่องท่านประธานครับ
ประการแรกก็คือว่า สสร. ถ้าจำนวนน้อยก็เป็นเงื่อนไขเบื้องต้นที่สำคัญ นำไปสู่ความขัดแย้งอีกครั้งหนึ่ง เพราะฉะนั้นเราก็ได้หารือกันว่าถ้า ๗๗ คน ท่านประธานกรรมาธิการท่านทบทวนเถอะ ท่านอย่าปล่อยโอกาสทองของประเทศเสียไป ในรัฐสภาแห่งนี้นะครับ เพราะอะไรครับ เพราะว่าจะเพิ่มความขัดแย้งหลังจากที่เราผ่านทันทีครับ
ประการที่ ๒ ถ้าเผื่อว่า สสร. ๗๗ คน กระผมเรียนยืนยันท่านประธานผ่านไป ท่านประธานคณะกรรมาธิการจะขาดการยอมรับจากประชาชนอีกส่วนหนึ่งที่ไม่สนับสนุน ตามรัฐบาลนะครับ เพราะฉะนั้นความคิดเห็นที่ต่างนั้นนำไปสู่อะไรท่านประธาน นำไปสู่ สมมุตินะครับสภาแห่งนี้ผ่าน ๗๗ คน กับ ๒๒ คน เป็น ๙๙ คน สภาแห่งนี้ก็จะเต็มไปด้วย อะไรครับ หลังจากเลือกตั้งเสร็จรัฐธรรมนูญที่ร่างเสร็จอาจจะอีกส่วนหนึ่งซึ่งอาจจะมี ๑๐ ล้านคน ๘,๐๐๐,๐๐๐ คน ๖,๐๐๐,๐๐๐ คน ไม่ยอมรับอีก ก็จะนำไปสู่ความขัดแย้ง อีกครั้งหนึ่งนั่นเอง กราบเรียนท่านประธานนะครับ กระผมกราบเรียนเพื่อต้องการที่จะให้ ท่านประธานคณะกรรมาธิการและท่านกรรมาธิการท่านอย่าดึงดันเลย ๗๗ คนนี้นำไปสู่ ความเสียหายซึ่งอาจจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งกระผมคิดว่านี่เป็นสิ่งที่พวกกระผมหลายคน ที่เราได้แปรญัตติในเรื่องเหล่านี้ ท่านประธานครับ คณะของพวกกระผมหลายคนที่เราศึกษา ร่วมกันเราแปรญัตติ ๓-๔ มาตรา ซึ่งนำไปสู่รัฐธรรมนูญที่แก้เกิดการยอมรับ กระผมขออนุญาตท่านประธานนะครับ กระผมจะไม่เจาะรายละเอียดเพื่อให้เห็นว่า ทั้ง ๔ เรื่องที่พวกกระผมได้หารือร่วมกันนั้นนำไปสู่การที่มีรัฐธรรมนูญที่เป็นที่ยอมรับ และนำไปสู่การแก้ปัญหาความขัดแย้งได้ส่วนหนึ่งดังนี้ต่อไปครับ
ประการแรก มาตรา ๒๙๑/๑ ก็คือให้มี สสร. ๒๒๒ คน ซึ่งท่านสุริยา ปันจอร์ ได้กรุณาอภิปรายไปแล้ว
ประการที่ ๒ ก็คือมาตรา ๒๙๑/๓ ก็คือสมาชิกพรรคการเมืองหรือผู้ที่เป็น บุพการีที่เป็นนักการเมืองไม่ให้เป็น สสร. ทั้งหมดคือไม่ใช่อะไร เพื่อต้องการให้ สสร. ที่ได้มาสู่สภาแห่งนี้เป็นที่ยอมรับ
ประการที่ ๓ ที่พวกกระผมได้ร่วมกันหารือแล้วก็แปรญัตติก็คือ ขอให้กำหนดเวลา ๒๔๐ วัน ซึ่งกรรมาธิการก็แก้ให้ เดิมให้ร่างแค่ ๑๘๐ วัน อันนี้ต้องขอบคุณ ท่านกรรมาธิการ
ประการที่ ๔ ที่สำคัญมากท่านประธานครับ พวกกระผมได้เพิ่มขึ้นไป ในหมวด ๖ ก็คือเมื่อร่างเสร็จ สสร. ห้ามไปลง ส.ส. หรือ ส.ว. ในสมัยแรกเมื่อร่างเสร็จ
ด้วยเหตุผล ๓-๔ ข้อที่พวกกระผมได้หารือกันจะเห็นชัด ๆ ว่าถ้าเผื่อ ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้นำทั้ง ๔ เรื่องเข้ามาสู่การแก้ไขในชั้นกรรมาธิการ การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่เราพูดกัน ๒-๓ วันแล้วนี่ก็จะเกิดการยอมรับและนำไปสู่ การแก้ปัญหาความขัดแย้งของประเทศนี้ได้ และนำไปสู่การยอมรับในความเป็นประชาธิปไตย กระผมขอกราบเรียนท่านประธานนะครับ เรื่องของความขัดแย้งซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ของประเทศ กับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ นิด้าโพลเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ ได้สำรวจประชาชน ๗๒.๙ เปอร์เซ็นต์ ก็มีความเห็นตรงกันเหมือนกับในสภาแห่งนี้ที่อภิปรายไปหลายคน ว่าจะนำไปสู่ความขัดแย้ง การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๗๒.๙ เปอร์เซ็นต์บอกว่าจะนำไปสู่ ความขัดแย้ง
ประการที่ ๒ สวนดุสิตโพลก็สำรวจประชาชนอีกเหมือนกัน ท่านประธานครับ เมื่อเดือนมีนาคมสวนดุสิตโพลก็สำรวจประชาชนก็ออกมาตรงกัน ๖๓.๘๗ เปอร์เซ็นต์ ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรง ท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ ท่านประธานครับ กระผมคิดว่าเพื่อนสมาชิกรัฐสภา หลายคนด้วยความเป็นห่วงด้วยความรักประเทศชาติเหมือนกันทุกคนเป็นห่วงว่าถ้า ๗๗ คน บวก ๒๒ คนคือ ๙๙ คนนั้น ย่อมมีโอกาสที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งอย่างรุนแรงเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นจะทำให้เราเสียเวลาไปเยอะ ทั้งหมดนี้เพื่ออะไร ทุกคนนี่รักประเทศเหมือนกัน ท่านประธานครับ กระผมจะยกตัวอย่างประเทศที่เขาขัดแย้งกันเมื่อเร็ว ๆ นี้ ประเทศลิเบียนี่ครับ เมื่อความขัดแย้งรุนแรง เขามีสภาร่าง ๒๐๐ คนนะครับท่านประธาน ประเทศตูนีเซีย เมื่อเขาขัดแย้งกัน ประท้วงกันหลายวันมีคนตายจำนวนมาก ๒๑๗ คนครับ สภาร่างรัฐธรรมนูญ ประเทศอิรักเมื่อปี ๒๕๔๘ นี่ เขาขัดแย้งกันแล้วก็มีการเปลี่ยนแปลง ประเทศมี สสร. หรือสภาร่างรัฐธรรมนูญ ๒๗๕ คน ๙๙ คนใช้เมื่อปี ๒๕๔๐ นะครับท่านประธาน กระผมกราบเรียนข้อมูลเพื่อ อันนี้เป็นส่วนหนึ่งการที่มี สสร. จำนวนมาก เพื่อนสมาชิกรัฐสภาก็อภิปรายต่อท่านประธานว่าเกิดความหลากหลาย คนบางอาชีพได้มีโอกาสเข้ามานั่งในสภาแห่งนี้ กราบเรียนท่านประธานครับ กระผมให้ข้อมูลพื้นฐาน เพื่อเรียกร้องให้ท่านประธานคณะกรรมาธิการและกรรมาธิการทุกคนขอได้โปรดทบทวน รับฟังเสียงเพื่อนสมาชิกรัฐสภา โดยเฉพาะวุฒิสมาชิกซึ่งแปรญัตติจำนวน ๒๐๐ คนนี่จำนวนมาก กระผมมีเหตุผลที่จะกราบเรียนท่านประธานเพิ่มเติมดังต่อไปนี้
อันแรกก่อนท่านประธานครับ ทำไมถึงมี ๒๒๒ คน ประการแรกก็คือ เกิดความหลากหลาย เมื่อกี้เพื่อนสมาชิกรัฐสภาก็ได้กราบเรียนท่านประธาน ถ้าคนเดียวนี่ครับ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คืออะไรครับ ท่านประธานครับ เราจะได้ สสร. เหมือนกับเสร็จแล้วนี่ครับ เหมือนกับแบ่งภาคนี่ครับ สสร. ส่วนใหญ่ก็มาจาก สมมุตินะครับท่านประธาน อาจจะมาจาก ภาคเหนือ ภาคอีสานหรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือนี่ก็จะได้ สสร. จากอีกพรรคการเมืองหนึ่ง สสร. ภาคใต้ก็จะอีกพรรคหนึ่ง เวลามาร่าง ๙๙ คน อะไรเกิดขึ้นครับ บรรยากาศก็จะเหมือน ในการประชุมอยู่ ๒-๓ วันนี้ ๒-๓ วันนี้ที่เราเห็นภาพชัดก็คือเกิดความขัดแย้งทางความคิด เพราะวิธีคิดทางการเมืองอาจจะไม่เหมือนกันซึ่งก็ต้องยอมรับ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นการเพิ่มจำนวน สสร. ก็นำไปสู่การยอมรับ โอกาสที่คนที่ไม่อิงพรรคการเมือง สมมุติท่านประธานนี่ครับ เวลาสมัคร สสร. อย่างสมมุติจังหวัดพัทลุงนี่ครับ มีคนสมัคร ๑๒ คน บางครั้งหลาย ๆ คนเสียงมันแตก คนชนะที่ ๑ หรือถ้าเอาคนเดียวจะได้ไม่ถึง ๒๐,๐๐๐ เสียงครับ ๒๐,๐๐๐ เสียงนี่มันคิดไม่ถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของคนทั้งหมด เพราะฉะนั้นอะไรเกิดขึ้น อีก ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของเสียงก็แสดงว่าไม่มีความหมาย ในการเลือกตั้งเลยนะครับ แต่ถ้ามี ๒ คน ท่านประธานครับ ก็จะทำให้ถึงแม้บางคนอาจจะอิง พรรคการเมือง แต่อีกคนหนึ่งอาชีพอื่น พวกครูก็ดี หรือตัวแทนชาวนาซึ่งเพื่อนสมาชิกรัฐได้ กราบเรียนท่านประธานได้มีโอกาสเข้ามานั่งในสภาแห่งนี้ การที่เขาได้เข้ามานั่งนี่เกิดอะไรขึ้น วิธีคิดทางการเมืองย่อมต่างจากนักการเมือง บางทีเขาอาจจะไม่รักษาประโยชน์ ในการร่างรัฐธรรมนูญ ในกลุ่มอาชีพที่เขาเป็นอยู่ไม่ว่าชาวเขา หรือชาวนา หรือเกษตรกรก็ตาม อันนี้เป็นประโยชน์ครับ เป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น
ประการที่ ๒ ท่านประธานครับ ๑. การที่มี สสร. จังหวัดละคน ผมกราบเรียนท่านประธานไปแล้วว่าในสภาแห่งนี้จะมี สสร. เลือกข้างกันอย่างแน่นอน
ประการที่ ๓ เพื่อนสมาชิกรัฐสภาหลายคนและเกือบทุกคนบอกว่า ความไม่เป็นธรรม ความไม่เป็นนิติธรรมเกิดขึ้นจังหวัดเล็ก จังหวัดใหญ่ ซึ่งกระผม ไม่กราบเรียนท่านประธานนะครับ เพราะว่าหลายคนอภิปรายไปแล้ว กทม. คน ๗,๐๐๐,๐๐๐ คน กับคนจังหวัดเล็ก ๆ ซึ่งเท่ากันนี่ ที่สำคัญท่านประธานครับ เวลาร่างรัฐธรรมนูญต้องไปรับฟังประชาชนด้วยว่าประชาชนเขาต้องการอะไร กรุงเทพมหานคร ๑ คน จะไปรับฟังได้ในเวลาที่จำกัดนี่ มันไม่มีทางเลย แต่ถ้ามีหลายคนนี่ ถ้ามี ๑๗-๑๘ คนนี่ ท่านประธานครับ การไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ได้มีโอกาสไปรับฟังความต้องการ ความอยากได้รัฐธรรมนูญ แต่ถ้าคนเดียวท่านประธาน ไม่มีโอกาสที่จะไปรับฟังกระจายออกไปได้ เพราะเวลาก็จำกัด เพราะฉะนั้นกระผม กราบเรียนท่านประธานคณะกรรมาธิการและกรรมาธิการครับ ท่านโปรดทบทวนเถอะ อย่าเอาจังหวัดละคนเลยนะครับ ท่านต้องคิดถึงร่างเสร็จแล้วนี่ครับ แล้วตอนที่รับฟัง ตอนร่างไม่พอนะครับ ร่างเสร็จขอประชามติ ถ้าเผื่อมีคนสงสัยในบางมาตราหรือบางประเด็น การมี สสร. หลายคน โคราชมีหลายคน ก็ได้มีโอกาสไปชี้แจงประชาชนประกอบการตัดสินใจ เราต้องเคารพเสียงประชาชน แต่การที่มีตัวแทนคนเดียว โอกาสชี้แจงทั้งระหว่างร่าง ร่างเสร็จ ค่อนข้างยากมาก
ประเด็นต่อไปที่กระผมกราบเรียนท่านประธาน คะแนนของผู้ที่ได้คะแนน เสียงค่อนข้างมากอาจจะไม่ได้เป็นเสียงทั้งหมดของจังหวัด เมื่อครู่นี้กระผมได้กราบเรียน ท่านประธานไปแล้วว่าถ้าคนสมัคร ๑๒ คน คนที่ได้ที่ ๑ ได้เสียงแค่อาจจะ ๒๐,๐๐๐ เสียง คิดเปอร์เซ็นต์ก็ประมาณ ๑๒ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ทิ้งเปล่าไปเลยนะครับ ด้วยเหตุผลทั้งหมดกระผมไม่เจาะไปในสิ่งที่เพื่อนสมาชิกรัฐสภาได้กราบเรียนท่านประธาน เพื่อประหยัดเวลา แต่อยากจะกราบเรียนท่านประธาน หลายคนเรียกร้องและวิงวอนว่า ขอให้ท่านประธานคณะกรรมาธิการและทางรัฐบาลได้โปรดรับฟัง แล้วก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย การเพิ่มจำนวนจะเกิดประโยชน์มากกว่าการไม่เพิ่ม ณ วันนี้ประชาชนทั้งประเทศได้รับฟัง มีหู ตารับรู้ว่า ๗๗ คน กับ ๒๒ คนนั้นย่อมทำให้เขาเสียสิทธิในจังหวัดที่มีประชากรมากยิ่งขึ้น
ประการที่ ๒ ที่ผมกราบเรียนก็คือ สำหรับ ๒๒ คนนั้น กระผมก็ได้แปรญัตติ เหมือนกับที่ท่านกรรมาธิการได้กำหนดไว้ ท่านประธานครับ หลายคนอาจจะกังวล เรื่องตัวแทนภาควิชาการ กระผมมี ๒ ส่วนที่จะกราบเรียนท่านประธาน
ส่วนแรก ก็คือว่าการที่สภามหาวิทยาลัยของเขาเองคัดเลือกมาก็ถือว่า แต่ละคนก็เป็นปัญญาชนย่อมต้องเลือกคนที่มีคุณภาพมาให้รัฐสภาแห่งนี้เป็นผู้เลือก ประชาชน ๖๕ ล้านคน ๖๖ ล้านคน ไม่สามารถเลือก ๒๒ คนได้ ก็มอบตัวแทนก็คือพวกเรา ทั้งหมด ๖๐๐ กว่าคน ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนทั้งประเทศ เพื่อเลือกให้ได้ ๒๒ คน กระผมคิดว่าอันนี้เป็นความชอบธรรมในเชิงระบอบประชาธิปไตย
โอกาสสุดท้ายท่านประธานครับ กระผมเข้าใจว่าเพื่อนสมาชิกวุฒิสภา เกือบทั้งหมดที่แปรญัตติจำนวนมากในมาตรานี้อยากเห็นการแก้รัฐธรรมนูญที่เป็นที่ยอมรับ ของประชาชนทั้งประเทศ ประเทศของเราสามารถเดินหน้าไปได้ การดึงดันในเหตุผล ที่ยอมรับไม่ได้ กระผมคิดว่าท่านประธานคณะกรรมาธิการถ้าเผื่อท่านจะกรุณาได้ทบทวน ในการแปรญัตติโดยการนำการแปรญัตติของสมาชิกรัฐสภาไปประกอบ ก็นำไปสู่การที่เราจะมี รัฐธรรมนูญเป็นที่ยอมรับ แล้วก็นำไปสู่ความเชื่อมั่นว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญมีตัวแทน หลากหลาย จะนำข้อสังเกตของพวกเราทั้งหมดนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นที่ยอมรับ เป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น และที่สำคัญก็คือการแก้ครั้งนี้นำไปสู่การลดความขัดแย้ง กราบขอบคุณท่านประธานครับ