รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๑๘ เมษายน ๒๕๕๕

สุริยา ปันจอร์ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา ๒๙๑/๑ และขอปรับเปลี่ยนจำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยมองว่าสัดส่วน 1 จังหวัด 1 คนไม่เป็นธรรม และขอปรับเปลี่ยนให้มีสมาชิก 200 คน เพื่อให้เหมาะสมกับจำนวนประชากรในแต่ละจังหวัด

นายสุริยา ปันจอร์ สมาชิกวุฒิสภา สตูล

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุริยา ปันจอร์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดสตูล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ด้วยความขอบคุณท่านประธานที่ผมได้มีโอกาสร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด เป็นกฎหมายที่มีความสำคัญต่อประเทศชาติบ้านเมือง และประชาชนคนไทยทุกท่านทุกคน เพราะฉะนั้นการที่จะแก้ไขปรับปรุงหรือร่างใหม่ ก็แล้วแต่ให้ถือว่าเป็นภารกิจ เป็นภาระหลักของสมาชิกรัฐสภา ด้วยเหตุนี้สมาชิกรัฐสภา จึงได้ร่วมกันเสียสละทั้งกลางวันและกลางคืนเพื่อที่จะให้ได้มาซึ่งความเหมาะสม แล้วก็สอดคล้อง สอดรับกับพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งหลายทั้งปวง ท่านประธานครับ กระผมขอแปรญัตติอยู่ ๒-๓ ประเด็น แต่โดยเฉพาะมาตรา ๒๙๑/๑ ซึ่งขออนุญาตที่จะเสนอ ตรงนี้แล้วก็จะให้เหตุผลทีหลังครับ ตามมาตรานี้บอกว่าให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญทำหน้าที่ จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามหมวดนี้ ประกอบด้วยสมาชิกดังต่อไปนี้

(๑) สมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน เดิมนั้นในฉบับ ของคณะกรรมาธิการนั้นจำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญจังหวัดละ ๑ คน นั่นหมายความว่า ๗๗ คนประเภทที่ ๑ ครับ ส่วนประเภทที่ ๒ สมาชิกซึ่งมาจากการคัดเลือกโดยที่ประชุม ของรัฐสภาจำนวน ๒๒ คน รวมแล้ว ๙๙ คน ท่านประธานครับ จำนวนตัวเลขนี้เป็นที่รู้กัน ทั้งประเทศแต่กระผมขออนุญาตแปรญัตติโดยขอปรับเปลี่ยนตัวเลขจากจังหวัดละ ๑ คน เป็นจำนวน ๒๐๐ คนครับ จำนวน ๒๐๐ คน ซึ่งสมาชิกหลาย ๆ ท่านก็ได้ขอแปรญัตติ ในลักษณะอย่างนี้คือจำนวน ๒๐๐ คน แต่ที่มีข้อแตกต่างก็คือว่า

(๒) คือสมาชิกที่ได้มาจากการคัดเลือกยังคงอยู่ ๒๒ คน รวมแล้ว สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามที่กระผมขอแปรญัตตินั้นมีทั้งหมดสองร้อย ๒๒ คน ด้วยเหตุผลดังนี้ครับ ท่านประธานครับ ถ้าคิดว่า ๑ จังหวัด ๑ คน สมาชิก หรือจังหวัดละ ๑ คนตามร่าง ของกรรมาธิการนั้น กระผมเห็นว่าเราไม่ให้ความสำคัญกับประชาชน ไม่ให้เกียรติ กับประชาชน โดยเฉพาะประชาชนที่เราเคยอ้างว่าเป็นเจ้าของประเทศและครั้งหนึ่งผมก็เคยพูด ในสภาแห่งนี้ว่าชาวนาคือกระดูกสันหลังของชาติ แต่เอาเข้าจริง ๆ ชาวนานี้ตกต่ำและยิ่งต่ำไป ทุกวี่ทุกวัน เพราะเราพูดเพียงแต่ปาก แต่พฤติกรรมที่แสดงออกไม่แสดงให้เห็นถึงว่าชาวนานั้น เป็นกระดูกสันหลังของชาติจริง ๆ ขณะนี้ก็เช่นเดียวกันเราอ้างว่าประชาชนคนของประเทศไทยเรา เป็นเจ้าของประเทศ เป็นเจ้าของภาษี แต่เอาเข้าจริง ๆ เราก็ไปตัดลิดรอนสิทธิคัดให้เหลือ เพียงจังหวัดละ ๑ คน อย่างนี้ถือว่าเราไม่ได้ให้ความสำคัญกับเจ้าของประเทศตามที่เราพูด เพราะฉะนั้นสัดส่วนของสมาชิกที่จะมาทำหน้าที่ร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นเหมือนชีวิต วิญญาณของประเทศ ชีวิตวิญญาณของคนไทยทั้งประเทศนะครับ ก็ควรที่จะได้สัดส่วน ที่มีความเป็นธรรม อันที่เราจะให้ประชาชนเข้าสู่สภาแล้วมาร่างกฎหมายนี้คงเป็นไปไม่ได้ แต่เราต้องมีผู้แทน แต่ผู้แทนนั้นต้องผู้แทนที่มาด้วยความเป็นธรรมและชอบธรรม กระผมอยากจะขอยกตัวอย่างของความเป็นธรรม ท่านประธานครับ การเลือกตั้ง สมาชิกวุฒิสภาเมื่อปี ๒๕๔๓ มีสมาชิกวุฒิสภาทั่วประเทศ ๒๐๐ คน โดยใช้สัดส่วน ที่มีความเป็นธรรม จังหวัดสตูลบ้านผมมีสมาชิกวุฒิสภาเพียง ๑ คน ด้วยเหตุว่า มีจำนวนประชากรน้อยก็ควรจะได้น้อยซึ่งเหมาะสม แต่กรุงเทพมหานครในยุคนั้นมีสมาชิกวุฒิสภา ถึง ๑๘ คน ท่านประธานครับ ๑๘ คนกับจำนวนคน ๖,๐๐๐,๐๐๐-๗,๐๐๐,๐๐๐ คน ก็เหมาะสม แล้วก็มีความเป็นธรรม ด้วยเหตุผลดังกล่าวถึงอย่างไร ๆ ผมใคร่ขอวิงวอน ยกมือไหว้ท่านคณะกรรมาธิการทุกท่านเลยครับ ท่านได้กรุณาเถอะครับ คือถ้าท่านมีความทิฐิ โดยไม่ยอมปรับเปลี่ยนตามข้อเสนอแนะ ข้อเรียกร้องของสมาชิกรัฐสภาเพราะว่าท่านคงจะมี ทิฐิจนเกินไป ผมใคร่ขอวิงวอนว่าจำนวน ๒๐๐ คน ไม่ใช่กระผมคนเดียว มีทั้งเกือบทุกพรรค และเป็นร้อย ๆ ที่ขอแปรญัตติจำนวน ๒๐๐ คน แต่บางท่านก็ ๑๕๐ คน แต่สำหรับ จำนวน ๒๐๐ คนนี้มีมากเลย ถ้าท่านไม่เอาแบบที่ผมขอแปรญัตติ ๒๐๐ คน แล้วก็มี การคัดเลือกมา ๒๒ ท่าน ก็ไม่เป็นอะไร แต่ขอให้ได้ ๒๐๐ คนเหมือนอย่างกับพรรคฝ่ายค้าน หลาย ๆ ท่านได้นำเสนอ อันนี้ด้วยเหตุผลอย่างนี้ครับ ท่านครับ ท่านประธานครับ ด้วยเหตุผลว่าการที่จะยืนหยัดเพื่อให้สภาของเราเพื่อให้ประเทศชาติของเราได้ย่างก้าวต่อไป ข้างหน้าที่ไม่ต้องล้มลุกและคลุกคลาน เดินอย่างสง่างามนั้นเราต้องยอมผ่อนผันกันบ้าง เล็ก ๆ น้อย ๆ อย่ายึดมั่นทิฐิว่าของข้าพเจ้าถูกทุกเรื่อง ถูกทุกสิ่ง ถูกทุกอย่าง ถ้าเป็นอย่างนี้ ผมว่าเดินยากลำบากแล้วอาจจะก้าวแล้วล้มก็เป็นได้ เพราะฉะนั้นใคร่ขอวิงวอน ต่อท่านกรรมาธิการได้โปรดพิจารณาอีกครั้งหนึ่งครับ ๒๐๐ คน ไม่เอา ๒๒ คนก็ไม่เป็นอะไร แต่ขอให้ได้ ๒๐๐ คนครับ ๗๗ คนนี่น้อยเกินไปและไม่เป็นธรรมด้วยนะครับ อันนี้คือเหตุผลส่วนหนึ่งครับ

ท่านประธานครับ พูดถึงถ้าสมมุติว่า ๒๐๐ คน ถ้า ๒๐๐ คนถามว่าได้มาอย่างไร เลือกตั้งอย่างไร ผมขอที่จะนำเสนอการแปรญัตติของผมว่า การเลือกตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตาม (๑) นั่นหมายถึงสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญประเภทที่ ๑ คือประเภทเลือกตั้งนะครับ ให้ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง นั่นหมายความว่า กรุงเทพมหานครเป็น ๑ เขต จังหวัดนครสวรรค์ ๑ เขตจังหวัดระนอง ๑ เขตจังหวัดสตูล ๑ เขตนะครับ การเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตาม (๑) ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกเสียง ลงคะแนนเลือกตั้งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้เขตละ ๑ คน ถ้าผมอยู่กรุงเทพมหานคร มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ๑๘ คน แต่ผมมีสิทธิที่จะใช้สิทธิเลือกได้เพียง ๑ คนนะครับ การคำนวณเกณฑ์จำนวนราษฎรต่อสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตาม (๑) ๑ คนให้คำนวณ จากจำนวนราษฎรทั้งประเทศตามหลักฐานการทะเบียนราษฎรที่ประกาศในปีสุดท้าย ก่อนที่มีการเลือกตั้งเฉลี่ยด้วยจำนวนสภาร่างรัฐธรรมนูญ (๑) ท่านประธานครับ ตรงนี้สรุปง่าย ๆ ก็คือว่าเอาจำนวนประชากรทั้งประเทศตั้ง แล้วหารด้วยจำนวน ๒๐๐ ผลออกมาเป็นประการใดนั่นคือจำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ แต่ถ้ามีเศษก็ว่ากันไป ซึ่งรายละเอียดนั้นผมอยากจะนำเสนออย่างนี้ครับว่า จำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (๑) ที่แต่ละจังหวัดจะพึงมี ให้นำจำนวนราษฎรต่อสมาชิก ๑ คนที่คำนวณได้ตามวรรคสี่มาเฉลี่ย จำนวนราษฎรในจังหวัดนั้น จังหวัดใดมีราษฎรไม่ถึงเกณฑ์จำนวนราษฎรต่อสมาชิก ๑ คน ตามวรรคสี่ ให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตาม (๑) ในจังหวัดนั้นได้ ๑ คน จังหวัดใด มีราษฎรเกินจำนวนราษฎรต่อสมาชิก ๑ คน ให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตาม (๑) ได้ในจังหวัดนั้นเพิ่มขึ้นอีก ๑ คนตามลำดับ ท่านประธานครับ ขอได้โปรดแล้วก็ฝากไปถึง สมาชิกรัฐสภาทั้งหลายว่าได้โปรดพิจารณา และกระผมใคร่ขอวิงวอนในช่วงสุดท้ายอีกครั้งหนึ่งว่า ถึงอย่างไรก็ต้องขอวิงวอนจากคณะกรรมาธิการ ถ้าท่านจะตอบและท่านจะแก้ไขในสภาแห่งนี้ ให้เหลือ ๒๐๐ คน หรือ ๒๒๒ คน ด้วยความยินดีก็ต้องขอขอบพระคุณ สุดท้ายจริง ๆ หลังจากที่กระผมนำเสนอนี่อาจารย์เจริญ ภักดีวานิช ซึ่งเป็น ส.ว. จังหวัดพัทลุงจะมาเสริม ในส่วนนี้อย่างละเอียดถี่ยิบอีกครั้งหนึ่งครับ ขอขอบคุณครับ