รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๑๘ เมษายน ๒๕๕๕

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พูดถึงการแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑ เกี่ยวกับองค์ประกอบของสภาร่างรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องให้สภาคงพิจารณาในเรื่องนี้ก่อนที่จะพิจารณาในมาตรา ๖

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ผมได้สงวนคำแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑ ซึ่งเป็นเรื่องขององค์ประกอบ ของสภาร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานครับว่าที่จริงแล้ว ไม่เป็นที่น่าแปลกใจนะครับว่าทำไมในมาตรานี้จึงมีผู้ที่ได้แปรญัตติแล้วก็สงวนคำแปรญัตติ หรือสงวนความเห็นไว้เป็นจำนวนมาก เพราะว่าการที่คิดสูตรขององค์ประกอบ ของสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นก็ย่อมมีความคิดเห็นที่หลากหลายได้ ตั้งแต่ว่าควรจะมีจำนวนเท่าไร มีที่มาผสมผสานในส่วนของการเลือกตั้งและการสรรหาอย่างไร ซึ่งกระผมจะไม่พูดซ้ำ ในประเด็นที่หลาย ๆ ท่านได้อภิปรายไปก่อนหน้านี้ แต่อยากจะตั้งข้อสังเกตกับท่านประธาน เหมือนกันว่าในการพิจารณาของเราประเด็นนี้มันเป็นประเด็นที่ไปคาบเกี่ยวกับการที่มี เพื่อนสมาชิกที่แปรญัตติหรือเป็นกรรมาธิการและขอสงวนความเห็นที่ไปกระทบกับหลักการ ซึ่งบังเอิญท่านกรรมาธิการในการจัดทำรายงานนี่ได้เอาในส่วนนี้ไปอยู่ในรายงานหลังมาตรา ๖ แต่โดยข้อเท็จจริงแล้วนี่การเสนอแก้ไขหลักการและเหตุผลตรงนั้นน่าจะเกี่ยวข้องกับมาตรานี้ โดยตรงและในความเห็นของผมนะครับ สภาคงจะต้องตัดสินใจในประเด็นนั้นเสียก่อนว่า จะอนุญาตให้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรซึ่งกระทบกับเรื่องของหลักการหรือไม่ เพราะว่าการมาพิจารณา หลังจากที่เราพิจารณามาตรานี้ไปแล้วนี่คงไม่ค่อยเป็นประโยชน์เท่าไร แต่อันนี้ จริง ๆ ก็อยากจะทราบความเห็นของกรรมาธิการเหมือนกันว่าในการนำเสนอเรื่องของการ แปรญัตติที่ไปกระทบกับหลักการ เหตุผลเราจะใช้วิธีพิจารณาตรงนี้อย่างไรต่อไป เพราะว่าผมเกรงว่าพอถึงเวลาพอผ่านมาตรา ๖ เสร็จก็จะต้องมาถกเถียงกันในเรื่องนี้อีกรอบหนึ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ ที่จริงแล้วผมเองที่ได้นำเสนอการแปรญัตติว่า ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีสมาชิกจำนวนทั้งสิ้น ๑๕๐ คน ผมก็ไม่กล้าพูดหรอกครับว่า เป็นตัวเลขที่ดีที่สุด เหมาะสมที่สุด ดีกว่า ๙๙ คน ดีกว่า ๒๐๐ คน หรือดีกว่าจำนวนอื่น ๆ ที่มีเพื่อนสมาชิกที่แปรญัตติแตกต่างกันไป แต่ว่าสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นหัวใจสำคัญในการเสนอคำแปรญัตติเพื่อเป็นทางเลือกที่กระผมตระหนัก ก็คือว่าเราจะหาความสมดุลอย่างไร ที่จริงในการแปรญัตติของกระผมนั้นก็ยังคงให้มีสมาชิก ๒ ประเภท มาจากการเลือกตั้งกับมาจากการคัดเลือกจากผู้เชี่ยวชาญ แต่ผมก็กราบเรียน ท่านประธานนะครับว่าถ้าสภาแห่งนี้จะเห็นว่าการมีผู้เชี่ยวชาญซึ่งมีความจำเป็นในขั้นตอน ของการเขียนในการร่างรัฐธรรมนูญนั้นจะสามารถได้มาโดยวิธีอื่น หรือจะสามารถเข้ามา ในสถานะของการมาเป็นคณะทำงานนี่ ตัวกระผมเองไม่ติดใจครับ แต่สิ่งที่กระผมติดใจ แล้วก็ต้องการที่จะสงวนความเห็นหรือสงวนคำแปรญัตติเอาไว้ แล้วต้องการให้ทางสภา และกรรมาธิการได้พิจารณาให้มาก คือเรื่องของ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง เพราะกระผม ก็เห็นด้วยว่า สสร. ส่วนใหญ่หรือทั้งหมดก็ควรจะมีฐานที่มาจากเจ้าของอำนาจอธิปไตย ก็คือประชาชน แต่สิ่งที่กระผมได้กราบเรียนในการแปรญัตติในมาตราก่อนหน้านี้ เป็นหลักสำคัญครับ ที่ผมคิดว่าอยากจะให้พวกเราทุกคนตระหนัก คือโดยหลักการแล้วโดยที่ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดเป็นเหมือนกติกาของระบบการเมือง ผมได้กราบเรียนหลายครั้งว่า เราจะต้องสร้างกติกานี้ขึ้นมาให้เป็นกติกาของคนไทยทุกคน ให้เป็นกติกาของสังคม ที่มีความมั่นคงแล้วจะอยู่คู่กับเราไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต ซึ่งที่สำคัญที่สุด ก็คือกติกานี้ต้องเป็นที่ยอมรับและมีการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนทุกฝ่าย ระบบการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยนี่ครับ ท่านประธานครับ อย่างไรเสียเราก็จะต้องมี พี่น้องประชาชนซึ่งมีความคิดเห็นที่หลากหลายและในประเทศประชาธิปไตยทั้งหลาย ก็มีปรากฏการณ์ที่ฝ่ายเสียงข้างมาก ฝ่ายเสียงข้างน้อยอาจจะสลับสับเปลี่ยนกันขึ้นมา ครองอำนาจ แต่ในบางประเทศก็เป็นไปได้ที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดหรือพรรคการเมืองหนึ่ง พรรคการเมืองใดอาจจะสามารถครองอำนาจได้อยู่นานหลายสิบปี แต่สิ่งที่จะทำให้ประเทศ หรือสังคมเหล่านั้นเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงก็คือว่าไม่ว่าใครจะเป็นผู้มีเสียงข้างมาก หรือครองอำนาจในขณะใดก็ตามจะต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุล และจะมีกติกาบางประการ ซึ่งจะไม่เปลี่ยนแปลงไปตามผู้ที่ถือครองอำนาจในขณะนั้น อันนี้คือคุณลักษณะ ของระบอบประชาธิปไตยที่มีความมั่นคงทั่วโลก ดังนั้นท่านจะเห็นครับว่าในการจัดทำ รัฐธรรมนูญนี่ ส่วนใหญ่แล้วเขาจะระมัดระวังว่ากฎหมายสูงสุดนี้สามารถคุ้มครองเสียงข้างน้อย สามารถที่จะดูแลผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนต่าง ๆ ที่มีความหลากหลายอาจจะเป็น เรื่องเชื้อชาติ ภูมิภาค ศาสนาหรือปัจจัยอื่น ๆ ที่เป็นที่มาของความหลากหลายในสังคมนั้น ๆ ประเด็นของการแปรญัตติของกระผมก็คือว่าถ้าเราใช้วิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จังหวัดละ ๑ คน และเป็นการเลือกตั้งโดยตรงนั้นเราสุ่มเสี่ยงมากครับ ที่จะได้สภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่เป็นเสมือนแบบจำลองของสภาผู้แทนราษฎรในขณะนั้น ๆ ซึ่งในที่สุดถ้าเราบอกว่าจะให้ เสียงข้างมากเป็นผู้กำหนดกติกา ผมคิดว่าอันนี้เป็นอันตรายต่อการที่จะทำให้รัฐธรรมนูญ และระบอบประชาธิปไตยนั้นมีความยั่งยืน มีความมั่นคงเพราะขาดการยอมรับจากสังคม อีกหลายส่วน ซึ่งคำว่า เสียงข้างน้อย นั้นเรากำลังพูดถึงคนเป็นหลายสิบล้านคนได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ด้วยเหตุนี้ผมจึงมีความคิดว่าสูตรของการได้มาซึ่ง สสร. ที่มาจาก การเลือกตั้งนั้น ควรจะมาจากระบบซึ่งมีหลักประกันของความหลากหลาย ซึ่งความจริง รูปแบบที่เราจะคุ้นเคยมากที่สุดก็คือ การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญ เมื่อปี ๒๕๔๐ ซึ่งความจริงทุกฝ่ายรวมทั้งฝ่ายรัฐบาลเองก็ยอมรับว่าเป็นรัฐธรรมนูญ ซึ่งดีเป็นประชาธิปไตยและพี่น้องประชาชนมีส่วนร่วม กระผมก็จึงแปลกใจครับว่าในการเสนอ รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมครั้งนี้ของรัฐบาล และการพิจารณาของกรรมาธิการ จึงไม่มี ความพยายามในการที่จะย้อนกลับไปดูหลักตรงนั้นว่าทำไมเราจึงยังจะยึดติดอยู่กับเรื่องของ การเลือกตั้งโดยตรงจังหวัดละ ๑ คน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายมาทั้งวันว่าเมื่อมีการพิจารณาเข้าจริง ๆ มีการเปลี่ยนแปลงจนกระทั่งที่บอกว่าฝ่ายที่ปกติเป็นเสียงข้างน้อยชนะมติ ในที่สุดก็ต้อง มีการไปกลับมติหรือไปทบทวน แล้วแต่มุมมองของท่าน แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่อง ซึ่งไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก และบ่งบอกถึงเจตนาว่าฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายเสียงข้างมากนั้นต้องการ ที่จะใช้สูตรในการเลือก สสร. ที่มีจังหวัดละ ๑ คนจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนเท่านั้น ตรงนี้ละครับที่ผมคิดว่าโดยหลักการของการจัดทำรัฐธรรมนูญที่ควรจะมีสภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีความหลากหลายสะท้อนพี่น้องประชาชนให้หลากหลายมากที่สุดมันก็ขัดอยู่แล้ว แต่เมื่อคำนึงว่าสถานการณ์ปัจจุบันเป็นสถานการณ์ที่ต้องการความปรองดองอย่างที่เรา เรียกร้องเรียกหากัน ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าการคิดถึงที่มาของ สสร. ควรจะต้องคำนึงถึงปัจจัย ของความหลากหลายให้มาก เพื่อนสมาชิกท่านหนึ่งเพิ่งอภิปรายไปช่วงหัวค่ำนะครับ ประทานโทษที่เอ่ยนาม คุณนริศาจากจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ให้ตัวอย่างไว้อย่างดีมากครับว่า ถ้ามีการเลือกตั้งในลักษณะที่พี่น้องประชาชนในแต่ละจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดใหญ่ ๆ มี สสร. ได้หลายคน แต่ผู้ลงคะแนนลงคะแนนได้เพียงคะแนนเดียว ก็จะทำให้มีลักษณะ ของการกระจายตัวของคนที่มาทำหน้าที่เป็นผู้แทนในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ นี่ไม่ควรจะเป็นเป้าหมายของการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือครับ นี่ไม่ใช่สิ่งที่จะ สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่เรียกหาความปรองดองหรือครับ แต่เหตุใดคณะกรรมาธิการ เหตุใดรัฐบาลจึงปฏิเสธแนวคิดนี้โดยสิ้นเชิง พยายามที่จะให้ สภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นแบบจำลองของสภาผู้แทนราษฎร ผมคิดว่านี่จะเป็นก้าวที่ผิดพลาด ครั้งใหญ่ เรามีโอกาสไม่บ่อยหรอกครับ แล้วเราก็ไม่ควรที่จะต้องมาจัดทำรัฐธรรมนูญกันบ่อย ๆ ในสังคมของเรา เมื่อเรามีโอกาสทั้งทีเราอยากให้รัฐธรรมนูญนี้ประชาชนคนทั้งประเทศ เป็นเจ้าของ เราต้องไม่สร้างหรือออกแบบสภาร่างรัฐธรรมนูญมาเพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญ ของเสียงข้างมาก แต่ไม่ใช่รัฐธรรมนูญของพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน ทุกกลุ่ม ดังนั้นแนวคิดของผมก็จึงเป็นการแปรญัตติ ซึ่งอย่างที่ผมกราบเรียนครับว่ามีเพื่อนสมาชิก หลายท่านแปรญัตติ รายละเอียดอาจจะแตกต่างกันไปว่าจังหวัดไหนจะมี สสร. กี่คน จำนวนเท่าไร แต่หลักการที่จะให้พี่น้องประชาชนมีโอกาสได้ สสร. ที่มีการกระจายตัว ผมถือว่าเป็นหลักการสำคัญ ผมอยากให้รัฐบาล อยากให้กรรมาธิการพิสูจน์ความจริงใจครับ ว่าในการจัดทำรัฐธรรมนูญครั้งนี้ต้องการให้ประชาชนไม่เพียงแต่มีส่วนร่วม แต่เป็นเจ้าของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างแท้จริง ทบทวนแนวคิดนี้ครับ ทบทวนแนวคิด ว่าจะเอาสภาร่างรัฐธรรมนูญที่จำลองสภานี้ไปสร้างรัฐธรรมนูญสำหรับเสียงข้างมาก แต่ย้อนกลับไปสู่การสร้างความยั่งยืนให้กับระบอบประชาธิปไตยของเราด้วยการจัดทำ รัฐธรรมนูญสำหรับคนทั้งประเทศ โดย สสร. ซึ่งสามารถสะท้อนความหลากหลายในสังคมได้อย่างดี ตรงนี้จะเป็นบทพิสูจน์ความจริงใจ ในวาระที่หนึ่ง ผมอภิปรายไว้ชัดครับว่าถ้าจะจัดทำ รัฐธรรมนูญทั้งทีผมต้องการ ๓ ป ๑. ป ประชาธิปไตย ๒. ป ปฏิรูป ๓. ป ปรองดอง โอกาสนี้ จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเรามีสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งสามารถเป็นตัวแทนของคนทุกกลุ่ม มาเขียนกติกาสังคมที่จะมีความยั่งยืน มีความมั่นคงต่อไปในอนาคต ผมกราบเรียน ท่านประธานครับว่า ผมลุกขึ้นมาอภิปราย ผมทราบดีครับว่าที่ผ่านมาทางรัฐบาลต้องการ เร่งรัดให้การพิจารณาเสร็จ แล้วเราก็ไม่ได้มีโอกาสที่จะถกกับทางคณะกรรมาธิการถึงเหตุและผล เพื่อแลกเปลี่ยน เพื่อนำไปสู่สิ่งที่ดีที่สุดอย่างที่ควรจะเป็นในกระบวนการรัฐสภา แต่ประเด็นนี้ เป็นหัวใจ เป็นความสำคัญที่จะเป็นบทพิสูจน์ว่าเรากำลังจะจัดทำรัฐธรรมนูญเพื่อใคร และจะมีผลอย่างมากต่อเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศในอนาคต ผมจึงยืนยันที่จะให้ สภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นมีความหลากหลายด้วยการมีสมาชิกทั้งสิ้น ๑๕๐ ท่าน และใน ๑๒๕ ท่าน ที่มาจากการเลือกตั้งนั้น หลายจังหวัดก็จะมีสมาชิกสภาร่างมากกว่า ๑ คน โดยให้ประชนชน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงได้เพียง ๑ คะแนน เพื่อเป็นการให้หลักประกันว่า ทุกคนจะมีส่วนในการ เป็นเจ้าของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างแท้จริงครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ