เหวง โตจิราการ หารือเรื่องมาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญ โดยตั้งคำถามว่าสมาชิกสภาสามัญประจำชาติควรมาจากการเลือกตั้งโดยตรงหรือไม่ และเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ โดยเน้นย้ำถึงสิทธิประชาธิปไตยที่เท่าเทียมกันของประชาชน
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์เหวง โตจิราการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานในเชิงสรุปก่อน ก็คือว่าท่านประธานคงได้เคยฟังผมอภิปรายในตอนต้นแล้วนะครับ เกี่ยวกับเรื่องมาตรา ๓ คือว่าผมมีความเห็นว่า สสร. ควรจะมาจากการเลือกตั้งโดยตรง จากพี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศทั้งหมดซึ่งอันนี้ท่านประธานก็คงจะสงสัยนะครับว่า ผมเป็นกรรมาธิการข้างรัฐบาลแล้วไฉนเลยผมจึงมีความคิดเห็นที่แตกต่างจากกรรมาธิการ ของรัฐบาลและนอกจากนี้ก็ยังมีความคิดเห็นที่แตกต่างจากร่างของรัฐบาลด้วย ตรงนี้จึงกราบเรียนท่านประธานก่อนนะครับว่าผมต้องกราบเรียนท่านประธานให้ชัดเจนตรงนี้ก่อน มิเช่นนั้นจะเกิดความสงสัยนะครับ เพราะผมนั่งฟังมาโดยตลอดแล้วผมก็รักษามารยาท ในการที่จะทำให้การประชุมดำเนินไปอย่างราบรื่นมาโดยตลอดนะครับ แต่ท่านประธาน คงจะเห็นนะครับว่ามีการพาดพิงถึงผมมาโดยตลอดในลักษณะที่ไม่ค่อยให้ความเคารพเท่าไร แต่ผมก็ไม่ตอบโต้นะครับ เพราะผมจะกราบเรียนท่านประธานโดยผ่านเวลาของผมที่ผมจะได้ อภิปรายทัศนะของผม ท่านประธานครับ ที่จริงต้องกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้นะครับ ก็คือว่าความคิดที่อยากจะแก้รัฐธรรมนูญฉบับทรราช ฉบับเผด็จการ ฉบับร่างโดย คณะรัฐประหารให้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาธิปไตยนี้ทำมาโดยตลอดนะครับ ผมขออนุญาตตัดสั้นมาในช่วงนี้ก็แล้วกัน ในช่วงนี้ต้องกราบเรียนท่านประธานนะครับว่า เราต้องยกคุณงามความดีให้กับกลุ่มประชาชนที่รักประชาธิปไตยที่อยู่นอกรัฐสภา ท่านประธานครับ และนี่เป็นปรากฏการณ์จะเรียกว่าใหม่ก็ได้นะครับ ของการเมืองไทย ก็คือมีการเชื่อมโยงความคิดทางการเมืองของประชาชนนอกรัฐสภาเข้ากับการต่อสู้ ภายในระบบรัฐสภาหรือว่าครรลองประชาธิปไตยในรัฐสภา เพราะว่ากลุ่มประชาชน ที่เขาคิดเรื่องนี้ตอนต้นเลยนะครับ เริ่มแรกเลยก็คือว่ากลุ่มประชาชนที่เขาเรียกตัวเองว่า นปช. แดงทั้งแผ่นดิน เขาคิดครับว่าทำอย่างไรจึงจะให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ดีกว่าฉบับเก่า เกิดขึ้นในประเทศไทย ในที่สุดเขาก็ได้คำตอบครับว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะดีกว่าฉบับเก่านั้น ก็คือเป็นรัฐธรรมนูญที่ต้องมาจากประชาชนโดยตรง ให้ประชาชนได้มีบทบาทในการเขียนโดยตรง แต่ท่านประธานก็ทราบแล้วนะครับว่าการให้ประชาชน ๖๗ ล้านคนมาเขียนนี้เป็นไปไม่ได้ครับ ดังนั้นจึงต้องเป็นไปตามวิถีทางของการเลือกตัวแทนมา ดังนั้นจึงเป็นคำตอบว่า มีความจำเป็นต้องเลือกตั้งมาจากประชาชนโดยตรง แล้วไม่ต้องไปดูถูกประชาชนครับ เพราะประชาชนเขาจะมีสายตาในการที่จะเลือกคนที่มีความสามารถในการที่จะเขียนขึ้นมา แล้วนอกจากนี้หากว่าคนที่ประชาชนเขาเลือกขึ้นมานี้ยังมีช่องโหว่อยู่บ้างเขาก็สามารถ ที่จะตั้งคณะอนุกรรมาธิการหรือตั้งที่ปรึกษาขึ้นมาเสริมให้เขาสมบูรณ์ขึ้นได้ ความคิดเริ่มแรก มาจากตรงนี้ครับท่านประธาน แล้วผมกราบเรียนนะครับว่าในฐานะที่ผมก็เป็นส่วนหนึ่ง ของแนวร่วมประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ นปช. แดงทั้งแผ่นดินนี้นะครับ ผมก็น้อมนำเอาความคิดอันนี้มานำเสนอในพรรคเพื่อไทย เพราะอันนี้คือครรลอง ของระบบรัฐสภาครับ แล้วผมก็พยายามที่จะอธิบายให้พี่น้องร่วมพรรคให้เข้าใจ ซึ่งก็ด้วยความเคารพนะครับ เนื่องจากผมไม่มีความสามารถในการอธิบายจนชนะใจ ของพี่น้องเพื่อนร่วมพรรคของผมได้ ผมก็เลยกลายเป็นเสียงข้างน้อย ซึ่งอันนี้สำแดงออกของระบอบประชาธิปไตยก็คือว่าเสียงข้างน้อยต้องขึ้นต่อและปฏิบัติ ตามเสียงข้างมากครับ เพราะฉะนั้นผมต้องขึ้นต่อและปฏิบัติตามเสียงข้างมาก อันนี้คือวิถีทางประชาธิปไตย ดังนั้นใครก็ตามที่ประณามผมว่าทรยศต่อประชาชน คนนั้น ควรจะสำรวจตัวเองนะครับ คนที่ทรยศต่อประชาชนก็คือคนที่ทรยศต่อวิถีทางประชาธิปไตยครับ ผมเคารพต่อวิถีทางประชาธิปไตยครับ ก็คือเสียงข้างน้อยต้องขึ้นต่อและเคารพเสียงข้างมาก ปฏิบัติตามเสียงข้างมาก แต่เสียงข้างมากก็สงวนและให้สิทธิเสียงข้างน้อยที่จะรักษาความคิด ของตัวเองได้ นี่เป็นการแสดงออกถึงบทบาทที่ยอดเยี่ยมของพรรคเพื่อไทยแล้วก็รัฐบาลชุดนี้ ดังนั้นต้องกราบเรียนท่านประธานก่อนนะครับว่าความคิดอันนี้เริ่มแรกเดิมทีมาจาก นปช. แดงทั้งแผ่นดินก่อนนะครับ ก็คือเลือกตั้งโดยตรงจากพี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศ เพื่อให้ประชาชนเป็นเจ้าของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำลังจะคลอดออกมา แล้วก็เป็นการ เคารพประชาชนด้วยนะครับ ดังนั้นนี่คืออันแรกที่ผมกราบเรียนท่านประธานนะครับ
แล้วข้อต่อมาก็คือว่า คนที่คิดอันนี้ได้คิดสะระตะเรียบร้อยแล้วครับว่า รัฐธรรมนูญ ๑๘ ฉบับที่ผ่านมาของประเทศไทยไม่เคยมีรัฐธรรมนูญฉบับใดเลยที่ร่างโดยตรง จากประชาชน มีแต่อ้อม ๆ จากประชาชนหรือไปทำประชาพิจารณ์ หรือไปรับฟัง ความคิดเห็นนะครับ กระทั่งกราบเรียนท่านประธานนะครับ ตรงนี้ท่านประธานต้องอนุญาต ให้ผมอธิบายสักนิดหนึ่งที่บอกว่ามีประชามติในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ กราบเรียน ท่านประธานนะครับ ประชามติภายใต้ปากกระบอกปืนเขาไม่เรียกประชามติครับ เพราะในตอนที่มีประชามตินี่นะครับ มีการประกาศกฎอัยการศึกถึง ๔๗ จังหวัด ใน ๗๖ จังหวัดทั้งหมดคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ก็คือ ๖๓ เปอร์เซ็นต์ แล้วที่ท่านบอกว่าประชาชนรับ ๑๔.๗ ล้านเสียง ด้วยความเคารพนะครับ มีเอ็กซิท โพล (Exit poll) ซึ่งเป็นวิทยาศาสตร์ บอกแล้วนะครับว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ สักแต่ว่ากาเห็นชอบไปก่อน ดังนั้น ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ที่สักแต่ว่ากาเห็นชอบไปก่อนนั้นคิดจาก ๑๔ ล้านก็ประมาณ ๔,๐๐๐,๐๐๐ กว่า ดังนั้น ๔,๐๐๐,๐๐๐ กว่าโดยบริสุทธิ์ โดยน้ำใสใจจริงเขาไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ครับ ดังนั้น ๔.๗ ล้านนี่ควรจะต้องไปเติมให้กับคนที่ไม่เห็นด้วยกับ รัฐธรรมนูญ ๑๐ ล้าน จึงเป็น ๑๔.๗ ล้าน ดังนั้นคนที่มีความคิดอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ และมีจิตใจที่บริสุทธิ์นี่จะตีความได้อย่างทันทีนะครับว่าประชามติเองบอกเลยว่า ไม่รับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ครับ นี่จึงเป็นที่มาที่ว่าทำไมจะต้องมาร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่ นี่คือประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานนะครับ ต่อมาตรงนี้ผมก็ได้ กราบเรียนท่านประธานไปแล้ว แต่ขออนุญาตที่จะกราบเรียนซ้ำอีกที ทั้งนี้เนื่องจาก อยู่ในมาตรานี้นะครับ ก็คือว่าสิทธิประชาธิปไตยที่เท่าเทียมกันของประชาชนทั่วทั้งประเทศ เป็นเรื่องที่สำคัญนะครับ อย่างที่ผมเรียนแล้วนะครับ ถึงแม้ว่าจะผมจะไม่สามารถ ที่จะโน้มน้าวจูงใจให้พี่น้องร่วมพรรคผมเห็นด้วยกับผม แต่พี่น้องร่วมพรรคผมก็เคารพความคิดของผม ให้ผมสงวนความคิดเห็นของผมได้ นั่นก็คือผมได้อธิบายให้พี่น้องร่วมพรรคของผมรวมทั้ง ผู้หลักผู้ใหญ่ภายในพรรค รวมทั้งพี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศในขณะที่กำลังฟังเสียงผม อภิปรายในวันนี้นี่ เหตุผลที่