เหวง โตจิราการ หารือเรื่องร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเน้นย้ำให้ประเทศไทยเป็นระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และเสนอแนวคิดการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ โดยให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 100 คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน และขออนุญาตให้ยกเลิกมาตรา (๑) และ (๒) เพื่อให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ มาจากการเลือกตั้งโดยตรงเท่านั้น
ขอบคุณครับท่านประธาน ต้องกราบเรียนท่านประธานนะครับ ในฐานะที่เป็นกรรมาธิการ ผมมีสิทธิในการที่จะ รักษาเกียรติยศและศักดิ์ศรีของกรรมาธิการด้วย เพราะว่ามีสมาชิกหลายท่านอภิปรายว่า เป็นร่างโจร ร่างปล้นมา หรือเป็นเผด็จการรัฐสภา ซึ่งผมพยายามอดทนนั่งฟังมาโดยตลอด แล้วก็ไม่ตอบโต้สักนิดนะครับ ดังนั้นผมจะพยายามที่จะอธิบายให้ท่านประธานรัฐสภาเข้าใจนะครับว่า กรรมาธิการนี่ทำงานโดยการเคารพหลักประชาธิปไตยเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นอันแรกเลย ก็คือเรื่องมีคนพยายามที่จะชี้ให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ดีอยู่แล้วทำไมจะต้องไปแก้ไข ตรงนี้ผมก็ขออนุญาตที่จะผ่านไปนะครับ กลับมาประเด็นที่บอกว่าพวกมากลากไป ผมมีความจำเป็นที่จะต้องกราบเรียนท่านประธาน มิฉะนั้นในฐานะคณะกรรมาธิการ ผมมีความรู้สึกว่ากรรมาธิการเสียเกียรติยศ เสียศักดิ์ศรีที่ถูกดูหมิ่นดูแคลนเหยียดหยาม ศักดิ์ศรีต่อหน้าประชาชนทั่วทั้งประเทศนี้เห็นจะไม่ได้นะครับท่านประธาน ต้องกราบเรียน ท่านประธานนะครับ รวมทั้งรัฐบาลด้วย ก็คือว่าถ้าหากรัฐบาลจะใช้เสียงข้างมากหักหาญเอานี่ ไม่ยากเลยครับ เราสามารถที่จะร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วนำมาเสนอในที่ประชุมรัฐสภาได้ แล้วผมก็เชื่อว่าด้วยความสามารถในการอธิบายให้เห็นคุณงามความดีของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่รัฐบาลจะร่างเข้ามาเราก็สามารถที่จะผ่านร่างนั้นได้ไม่ยากเย็นนัก แต่เราไม่ใช้วิธีการ ข่มเขาโคขืนให้กินหญ้านะครับ เพราะฉะนั้นขอด้วยความกรุณานะครับนี่จึงเป็นที่มา ที่ทำไมรัฐบาลจึงเสนอแก้ไขมาตรา ๒๙๑ เพื่อให้ได้ สสร. มาแล้วให้ สสร. เป็นคนร่าง และตรงนี้ขออนุญาตต่อนะครับท่านประธานมิเช่นนั้นรัฐบาลก็จะเสียหายและกรรมาธิการ ก็จะเสียหายครับ เพราะว่ามีสมาชิกพูดซ้ำซากอย่างไม่จบไม่สิ้นว่าเป็นการให้เช็คเปล่า กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพนะครับ คนที่พูดว่าให้เช็คเปล่านี่เข้าใจว่า เขาคงไม่มีความเข้าใจในเรื่องระบอบรัฐธรรมนูญเลยและไม่ทราบว่าเขาเข้าใจหรือเปล่าว่า ประเทศไทยนี้เป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ดังนั้น สสร. ที่จะไปยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่นี่ ไม่ใช่เช็คเปล่าครับ ท่านประธานครับ
ข้อที่ ๑ ระบอบจะเป็นระบอบมุสโสลินีไม่ได้ จะเป็นระบอบฮิตเลอร์ไม่ได้ จะเป็นระบอบเมาเซตุงไม่ได้ จะเป็นระบอบสตาลินไม่ได้ ต้องเป็นระบอบประชาธิปไตยครับ
ข้อที่ ๒ จะมีประธานาธิบดีไม่ได้ครับ จะต้องมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข
ข้อที่ ๓ รูปแบบของรัฐจะเป็นสาธารณรัฐไม่ได้ครับ จะต้องเป็นราชอาณาจักร หนึ่งเดียวอันแบ่งแยกไม่ได้
ดังนั้นต้องกราบเรียนท่านประธานนะครับว่ารัฐบาลตระหนักดีในเรื่องนี้ และกรรมาธิการก็ตระหนักดีในเรื่องนี้ ดังนั้นขอได้โปรดท่านประธานได้ช่วยยับยั้ง ผู้ซึ่งพยายามที่จะใส่ร้ายป้ายสีว่า สสร. หรือร่างของรัฐบาลก็ดี หรือร่างของกรรมาธิการก็ดี จะส่งเช็คเปล่าให้กับ สสร. ไปร่างกันใหม่ ขอได้โปรดท่านประธานช่วยยับยั้งด้วยนะครับ มิเช่นนั้นสิ่งนี้ก็ยังวนเวียนซ้ำซากอยู่ในสภา ผมก็จะไม่พูดซ้ำในประเด็นนี้นะครับ ผมจะเข้าสู่ประเด็นที่ผมกราบเรียนท่านประธาน สิ่งที่ผมแก้ไขมานี้ขออนุญาต ที่สงวนความเห็นก็คือว่า ผมเห็นว่าควรจะต้องเลือกตั้งโดยตรงจากพี่น้องประชาชน ทั่วทั้งประเทศและเห็นว่าควรจะใช้จำนวนเพียง ๑๐๐ คนก็พอ เมื่อเป็นอย่างนี้ก็เอา ๑๐๐ ไปหารจำนวนประชาชน ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม เมื่อปี ๒๕๕๔ ซึ่งก็ได้ตัวเลขออกมาโดยประมาณนะครับ วันนั้น ๖๔,๐๗๖,๐๓๓ คน ดังนั้นเวลาหารแล้วก็จะตกสัดส่วนประมาณ ๖๔๐,๐๐๐ คนต่อ สสร. ๑ คน เมื่อเป็นอย่างนี้เราก็ถือเอาจังหวัดละ ๑ คนเป็นหลักก่อน เพราะเราต้อง เคารพความเป็นจังหวัดของประเทศไทยนะครับ เพราะความเป็นจังหวัดนี่มีมานับ ๑๐๐ ปีแล้วครับ แล้วหลังจากที่พ้นจากการตั้งจังหวัดละ ๑ คนแล้ว จังหวัดใดก็ตามที่มีประชาชนมากเกินกว่า ๖๔๐,๗๖๐ คนก็ไล่เรียงไปตามสัดส่วนนะครับ ซึ่งผมมีเอกสารอยู่ในมือผมแต่ผมขออนุญาต ที่จะไม่รบกวนเวลาที่ประชุมนะครับ ถ้าหากท่านประธานสนใจผมก็จะมอบให้ท่านประธานครับว่า เมื่อคำนวณออกมาแล้วกรุงเทพมหานครจะได้ ๘ คน จังหวัดนครราชสีมาจะได้ ๔ คน จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดขอนแก่น จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดอุดรธานี จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดสงขลา จังหวัดชลบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดสมุทรปราการ รวมไปถึงจังหวัดเชียงรายก็จะได้จังหวัดละ ๒ คน ตรงนี้จะเคารพสิทธิประชาธิปไตยของประชาชนนะครับ แล้วข้อต่อมาก็คือว่า โดยวิถีการเลือกตั้งโดยตรงจากพี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศอย่างนี้จึงไม่มีความจำเป็น ที่จะต้องมี สสร. ชนิดที่ ๒ ที่มาจากการกลั่นกรองของสถาบันการศึกษาต่าง ๆ หรือองค์กรต่าง ๆ แล้วมาให้รัฐสภาเลือก ซึ่งอันนี้หลายท่านก็ได้พูดไปแล้วนะครับ ผมก็ขออนุญาตที่จะไม่ซ้ำนะครับ เพียงแต่ว่าหากว่ามีการเลือกตั้งโดยตรงอย่างนี้ข้อครหาว่ามี สสร. ลากตั้งบ้างล่ะ สสร. ถูกครอบงำบ้างล่ะ สสร. หุ่นเชิดบ้างล่ะ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี่นะครับเป็นรัฐธรรมนูญ ที่ถูกบงการโดยใครบางคนบ้างละ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี่ร่างไปเพื่อช่วยอะไรบางคนบ้างล่ะ ซึ่งกระทั่งคนที่กล่าวหาเช่นนี้ด้วยความเคารพครับท่านประธานครับ เราเลือก สสร. เรายังไม่รู้เลยว่า สสร. ใครจะมาเป็น สสร. ยังไม่รู้เลยนะครับ แล้วท่านจะตรัสรู้ได้อย่างไรว่า สสร. ที่ท่านเลือกมาจะคิดอะไร ดังนั้นนี่ผมคิดว่าท่านไกลเกินไปแล้วครับ และต้องกราบเรียน ท่านประธานนะครับเมื่อเป็นอย่างนี้ผมนั่งฟังมา ๓ วันแล้วผมรู้สึกประเด็นนี้ซ้ำซากวนเวียนอยู่ แต่ในเรื่องนี้นะครับว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะไปช่วยใครบางคน จะไปนิรโทษกรรมใครบางคน จะไปยกเลิกองค์กรอิสระบางองค์กร หรือจะไปละลาบละล้วง หรือก้าวข้ามพรมแดนของศาล ด้วยความเคารพนะครับเรายังไม่รู้เลยว่า สสร. คือใคร แล้วท่านจะตรัสรู้ได้อย่างไรว่า สสร. เขาคิดอย่างไร แล้วท่านจะรู้ได้อย่างไรว่า สสร. จะจดจารึกลงไปอย่างไร เพราะฉะนั้น ด้วยความกรุณานะครับท่านประธานครับหากใครมีอภิปรายประเด็นนี้อีกนะครับ ขอได้โปรด ท่านประธานช่วยรักษากฎกติกาของที่ประชุมนะครับอย่าอนุญาตให้อภิปรายอีกต่อไปเลย เพราะเรากำลังพูดถึงเรื่องว่าให้ประชาชนเลือก สสร. โดยตรง เรายังไม่รู้เลยนะครับว่า สสร. นี้ จะเป็นใครบ้าง นี่ก็เป็นประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าแนวคิดของผมอันนี้ ก็จะทำให้ข้อครหาต่าง ๆ เหล่านี้สิ้นสุดไปโดยอัตโนมัตินะครับ แต่ในขณะเดียวกันนี่ ผมฟังดูแล้วผมก็รู้สึกเป็นห่วงประชาชนทั่วทั้งประเทศ แล้วก็เป็นห่วงท่านประธานด้วยนะครับ เพราะว่าบรรยากาศของการประชุมนี่ เราประชุมกันมา ๓ วันแล้วนะครับ ก็มาแค่มาตรา ๔ และมาตรา ๒๙๑/๑ ผมขออนุญาตจบด้วยการอ่านคำแปรญัตติของผมนะครับ คือคำแปรญัตติของผมนี่ก็ขออนุญาตที่จะให้ตัด (๑) (๒) ข้อ ก ข้อ ข ข้อ ค ทิ้งหมดเลยนะครับ แล้วก็ให้แทนที่ด้วยคำพูดต่อไปนี้ หรือประโยคต่อไปนี้นะครับ
ให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จำนวนหนึ่งร้อยคน มาจากการเลือกตั้ง โดยตรงของประชาชนของผู้มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนทั่วทั้งประเทศ ทำหน้าที่ในการจัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อใช้บังคับแทนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๕๐ โดยรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ
การคำนวณเกณฑ์จำนวนราษฎรต่อสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จำนวนหนึ่งคน ให้คำนวณจากจำนวนราษฎรทั้งประเทศตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร์ที่ประกาศ ในปีสุดท้ายก่อนปีที่มีการเลือกตั้ง เฉลี่ยด้วยจำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จำนวนหนึ่งร้อยคน
จำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่แต่ละจังหวัดจะพึงมีให้นำจำนวนราษฎร ต่อสมาชิกหนึ่งคน ที่คำนวณได้ตามวรรคสองมาเฉลี่ยจำนวนราษฎรในจังหวัดนั้น จังหวัดใด มีราษฎรไม่ถึงเกณฑ์จำนวนราษฎรต่อสมาชิกคนหนึ่งตามวรรคสอง ให้มีสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญในจังหวัดนั้นได้หนึ่งคน จังหวัดใดมีราษฎรเกินเกณฑ์จำนวนราษฎร ต่อสมาชิกหนึ่งคน ให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญในจังหวัดนั้นเพิ่มอีกหนึ่งคน
ทุกจำนวนที่ราษฎรถึงเกณฑ์จำนวนราษฎรต่อสมาชิกหนึ่งคน เมื่อได้จำนวน สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญของแต่ละจังหวัดตามวรรคสามแล้ว ถ้าจำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ยังไม่ครบหนึ่งร้อยคน จังหวัดใดมีเศษที่เหลือจากการคำนวณตามวรรคสามมากที่สุด ให้จังหวัดนั้นมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน และให้เพิ่มสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามวิธีการดังกล่าวแก่จังหวัดที่มีเศษที่เหลือจากการคำนวณตามวรรคสามในลำดับรองลงมา ตามลำดับจนครบจำนวนหนึ่งร้อยคน
เนื่องจากว่ากระผมเองต้องการให้ สสร. มาจากการเลือกตั้งโดยตรง จากพี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศทั้งหมด ดังนั้นขออนุญาตที่จะอาศัยในวาระนี้กราบเรียน ท่านประธานไปในคราวเดียวกันเพื่อจะได้ไม่เปลืองเวลาของที่ประชุมแห่งนี้นะครับว่า มาตราใดก็ตามที่มี (๑) และ (๒) ผมขออนุญาตที่จะให้ขีดฆ่าหรือกา (๑) (๒) ออก เพราะว่าในทัศนะของผม ผมต้องการที่จะเห็น สสร. มาจากการเลือกตั้งโดยตรง จากพี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศเท่านั้นครับ ขอบคุณมากครับ ท่านประธานครับ