อลงกรณ์ พลบุตร เสนอคำแปรญัตติให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญประกอบด้วยสมาชิก 200 คน โดยการเลือกตั้งโดยตรงและลับ โดยกำหนดเกณฑ์จำนวนราษฎรต่อสมาชิก 1 คน และย้ำถึงความสำคัญของการเริ่มต้นใหม่ของการปฏิรูปการเมือง โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการตอกเสาเข็มหลักการประชาธิปไตยเพื่อการพัฒนาประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมได้ใช้สิทธิของความเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ในการสงวนความเห็นคำแปรญัตติที่แตกต่างไปจากคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ในมาตรา ๒๙๑/๑ กระผมได้เสนอคำแปรญัตติดังต่อไปนี้
ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามหมวดนี้ ประกอบด้วยสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชนจำนวน ๒๐๐ คน การเลือกตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิออกเสียง ลงคะแนนเลือกตั้งผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญได้ ๑ คน การเลือกตั้ง ให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ
การคำนวณเกณฑ์จำนวนราษฎรต่อสมาชิก ๑ คนจากจำนวนราษฎร ทั้งประเทศ ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร์ที่ประกาศในปีสุดท้ายก่อนปีที่มีการเลือกตั้ง เฉลี่ยด้วยจำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญจำนวน ๒๐๐ คน จำนวนสมาชิกที่แต่ละจังหวัด จะพึงมีให้นำจำนวนราษฎรที่คำนวณได้ตามวรรคสี่มาเฉลี่ยจำนวนราษฎรในจังหวัดนั้น จังหวัดใดมีราษฎรไม่ถึงเกณฑ์จำนวนราษฎรต่อสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ๑ คน ให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญได้ ๑ คน จังหวัดใดมีราษฎรเกินเกณฑ์จำนวนราษฎร ต่อสมาชิก ๑ คน ให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเพิ่มขึ้น ๑ คนทุกจำนวนราษฎร ที่มีเกณฑ์จำนวนราษฎรต่อสมาชิก ๑ คน
ในกรณีที่จังหวัดใดมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญได้มากกว่า ๑ คน ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ได้รับคะแนนสูงสุดเรียงตามลำดับจนครบจำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่จะพึงมีได้ในจังหวัดนั้นเป็นผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ
เมื่อได้จำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญของแต่ละจังหวัดตามวรรคห้าแล้ว ยังได้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญไม่ครบ ๒๐๐ คน จังหวัดใดมีเศษเหลือจากการคำนวณ ตามวรรคห้ามากที่สุดให้จังหวัดนั้นมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเพิ่มขึ้นอีก ๑ คน และให้เพิ่ม สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามวิธีการดังกล่าวแก่จังหวัดที่มีเศษเหลือจากการคำนวณ ตามวรรคห้าในลำดับรองลงมาตามลำดับจนครบจำนวน ๒๐๐ คน
นี่คือคำแปรญัตติที่แตกต่างไปจากร่างของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ซึ่งในประเด็นของตัวร่างของกรรมาธิการเสียงข้างมากนั้นให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ๒ ประเภท ประเภทที่ ๑ มาจากการเลือกตั้งโดยตรง จังหวัดละ ๑ คน จำนวน ๗๗ คน อีกส่วนหนึ่งเป็นสมาชิกที่มาจากการคัดเลือกโดยที่ประชุมรัฐสภาจำนวน ๒๒ คน โดยเป็นผู้เชี่ยวชาญและผู้ที่มีประสบการณ์ การที่กระผมได้สงวนความเห็น และเสนอคำแปรญัตติก็ด้วยเหตุผลที่ว่า
ประการที่ ๑ การเริ่มต้นในการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ โดยการเพิ่มหมวด ๑๖ ว่าด้วยการยกร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เพื่อเปิดโอกาส ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นถือว่าเป็นการเริ่มต้นของการปฏิรูปการเมือง เป็นความหวังของการพัฒนาประชาธิปไตย โดยที่คณะกรรมาธิการซึ่งผมเป็นส่วนหนึ่งนั้น ก็มีหน้าที่ในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญที่รัฐสภาได้ลงมติรับหลักการในวาระแรก แต่กระผมเห็นว่าเมื่อจะมีการเริ่มต้นใหม่นั้นมันเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ มันเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ ของประเทศ ดังนั้นด้วยความรับผิดชอบตามที่ได้รับมอบหมายจากรัฐสภาในฐานะ ที่เป็นกรรมาธิการคนหนึ่งก็ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในคณะกรรมาธิการ พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ในการประชุมทุกครั้ง กระผมได้ย้ำเตือนเสมอว่าเรามีหน้าที่ที่สำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคต ของประเทศชาติ การเคลื่อนไหวทางการเมืองในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ถูกจับตามอง ทั้งในส่วนฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายที่เคลือบแคลงใจและคัดค้าน เมื่อจะเริ่มต้นก้าวใหม่จำเป็น จะต้องสร้างความเชื่อมั่น ไม่ใช่สร้างความหวาดระแวง เมื่อจะเริ่มต้นใหม่ก็เหมือนการสร้างบ้านใหม่ จะต้องวางรากฐานที่ถูกต้องและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย องค์ประกอบของสภาร่างรัฐธรรมนูญ และที่มาของสภาร่างรัฐธรรมนูญจึงเป็นหัวใจสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวที่รัฐสภา กำลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้ ผมย้ำเสมอว่าคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากพึงจะต้อง เขียนรัฐธรรมนูญด้วยหัวใจ ไม่ใช่เขียนด้วยมือแต่เพียงอย่างเดียว เราจะต้องสร้างความเชื่อมั่น ให้เกิดขึ้นว่ามันไม่มีวาระซ่อนเร้น ไม่มีอะไรแอบแฝงต่อการได้มาซึ่งสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือใช้ชื่อย่อว่า สสร. เพราะการเริ่มต้น ถ้าเริ่มต้นได้ดีก็เหมือนการกลัดกระดุมเม็ดแรก ถ้าเรากลัดถูก การกลัดกระดุมก็จะเป็นไปโดยเรียบร้อย แต่ถ้าเม็ดแรกเรากลัดกระดุมผิด มันก็เสียทรง เสียรูป การแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจจะมีเพียง ๕-๖ มาตราในครั้งนี้ แต่มันจะเป็น กุญแจไขไปสู่ความสำเร็จหรือล้มเหลว มันจะนำประเทศไปสู่ความราบรื่น ก้าวพ้นความขัดแย้งทางการเมืองได้หรือไม่ หรือจะนำไปสู่ชนวนของความขัดแย้งที่รุนแรงมากขึ้น วันนี้สัญญาณหลายฝ่ายที่เริ่มเคลื่อนไหวท่านประธานก็พอมองเห็นเช่นเดียวกับตัวกระผม กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็ดี และอีกหลายกลุ่มเริ่มที่จะมีการนัดชุมนุม เริ่มที่จะมีการเคลื่อนไหวซึ่งผมเชื่อว่านั่นไม่ใช่เป็นสิ่งที่พวกเราประสงค์ที่จะเห็น การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายหรือความขัดแย้งใด ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน้าที่ของรัฐสภาวันนี้จะต้องสร้างจุดเริ่มต้นที่เป็นที่ยอมรับ เรามีหน้าที่ ในการที่จะต้องคลายปมไม่ใช่ผูกเงื่อนปมไปสู่ความขัดแย้ง ตรงนี้ที่กระผมอยากจะเรียน ท่านประธานว่าหนทางเดียวที่เราสามารถที่จะทำให้เกิดการยอมรับก็คือที่มา และองค์ประกอบจำนวนของ สสร. เป็นบทแรกของการพิสูจน์ความตั้งใจจริงของรัฐบาล ที่ได้นำเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญและเป็นร่างหลักในการพิจารณาข้อกล่าวหาหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดช่องไปสู่การล้มล้างความผิดหรือนิรโทษกรรม ให้กับอดีตนายกรัฐมนตรีก็ดี หรือว่าการให้มี สสร. ล็อกสเปก (Lock spec) สิ่งเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่ไม่เป็นผลดีต่อการเริ่มต้นใหม่ของหน้าที่ของเราซึ่งท่านประธานเอง ก็มีความรับผิดชอบเช่นเดียวกับตัวผม ดังนั้นหลักการประชาธิปไตยจึงได้รับการเสนอ โดยการผ่านเป็นลายลักษณ์อักษรในรูปคำแปรญัตติ กระผมเสนอให้มีการแปรญัตติ ด้วยการเลือกตั้งโดยตรงแทนที่จะมีการคัดเลือกโดยรัฐสภาจำนวน ๒๒ คน ตรงนี้เอง คือการเริ่มต้น ถือได้ว่าเป็นการวางรากฐานที่สำคัญมากในการตอกเสาเข็ม การพัฒนาประชาธิปไตยก้าวใหม่ ยุคใหม่ ถ้าเราไม่สามารถตอกเสาเข็มหลักการในส่วนนี้ ลงไปได้ ความไว้วางใจ ความหวาดระแวงจะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียของตัว สสร. และตัวรัฐธรรมนูญ คงไม่เป็นการตีตนไปก่อนไข้เพราะว่าการเมืองไทยไม่ได้เริ่มต้นวันนี้ หรือเมื่อวานนี้ แต่วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นจากปัญหาในเรื่องของการใช้รัฐธรรมนูญในทางที่ผิด ไม่ว่าจะเป็นการคอร์รัปชัน (Corruption) การแทรกแซง แทรกซึม แทรกซื้อสื่อมวลชน หรือการเข้าไปครอบงำองค์กรอิสระหรือแม้แต่ในเรื่องของการละเมิด นั่นคือต้นเหตุ สาเหตุของการปฏิวัติรัฐประหารซึ่งเป็นวงจรอุบาทว์และเราไม่ประสงค์ที่จะเห็น ผมเชื่อว่า ความเป็นนักประชาธิปไตยของพวกเราที่มาจากการเลือกตั้งนั้นทุกคนรังเกียจเดียดฉันท์ การรัฐประหาร เพราะการรัฐประหารนั้นถือได้ว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตย แต่ต้นเหตุทุกครั้งที่มีการรัฐประหารนั้นมาจากการใช้อำนาจที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า อะบิวส์ ออฟ พาวเวอร์ (Abuse of power) เป็นส่วนใหญ่ วงจรอุบาทว์ของการคอร์รัปชัน วนเวียนนำมาสู่การรัฐประหาร นำมาสู่การเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ นำมาสู่การเลือกตั้ง แล้วมาสู่การซื้อเสียง แล้วนำมาสู่การถอนทุนเมื่อเป็นรัฐบาล แล้วก็นำไปสู่การรัฐประหาร ตรงนี้เป็นวงจรอุบาทว์ ท่านประธานอยากเห็นสิ่งเหล่านั้นอีกหรือครับ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก อยากจะเห็นสิ่งเหล่านั้นอีกหรือครับ ดังนั้นถ้าเราต้องการวางรากฐานประชาธิปไตยจำเป็น ที่เราจะต้องวาง ณ วันนี้ และความหวาดระแวงจะแก้ไขได้ด้วยการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ในหลักของการที่เราจะสร้างแนวความเชื่อตรงนี้ได้ที่เรียกว่าคอนฟิเดนซ์ บิวดิ้ง (Confidence building) การสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้น มันไม่สามารถทำได้ด้วยคำพูด ในการชี้แจง แต่มันพิสูจน์ได้จากการที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากจะยอมปรับแก้ ผมเชื่อว่า ท่านเองก็คงจะเห็นด้วยว่าถ้าเราจะวางรากฐานที่ถูกต้อง สสร. ควรมาจากการเลือกตั้งโดยตรง
ประการที่ ๒ ก็คือว่าในหลักความเชี่ยวชาญนั้นท่านประธานคณะกรรมาธิการ คงทราบดีว่าผมเองในเบื้องต้น ผมได้เสนอคำแปรญัตติที่ต่างไปจากวันนี้นะครับ ผมเป็นผู้เสนอ คำแปรญัตติที่ให้มี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ๒ ประเภท
ประเภทที่ ๑ มาจากการเลือกตั้งโดยตรง โดยเอาเขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง จำนวน ๒๐๐ คน โดยคิดตามสัดส่วนของราษฎรในแต่ละจังหวัด อย่างที่แปรญัตติตรงนี้ครับ
ประเภทที่ ๒ คือผู้เชี่ยวชาญที่มาจากการเลือกตั้งตามบัญชีรายชื่อ ที่เราเรียกว่า เป็นลิสท์ในระดับประเทศ โดยเอาประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ก็หมายความว่า ๑. เลือกประชาชนโดยตรง กับ ๒. ก็คือเลือกผู้เชี่ยวชาญ ในขณะพิจารณานั้นกระผมเชื่ออย่างหนึ่ง ด้วยประสบการณ์ในช่วงที่กระผมมีส่วนเป็นคณะกรรมาธิการในการศึกษา การแก้ไขรัฐธรรมนูญจนนำมาซึ่งการเกิดมาตรา ๒๑๑ และนำมาซึ่งการเกิดรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ผมอยู่ในช่วงเวลาดังกล่าว แล้วก็มีความคิดในตอนนั้นว่าการยกร่างรัฐธรรมนูญจำเป็น จะต้องมีผู้เชี่ยวชาญ เช่น ผู้เชี่ยวชาญจากกฎหมายมหาชน ผู้เชี่ยวชาญทางด้านรัฐศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านรัฐประศาสนศาสตร์ หรือบริหารรัฐกิจ หรือว่าผู้มีประสบการณ์ ทางด้านการบริหาร ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนเป็นต้น แต่ในที่สุดหลังจากที่กระผมได้ฟัง การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของคณะกรรมาธิการ ทั้งกรรมาธิการจากวุฒิสมาชิก กรรมาธิการจากซีกของรัฐบาล กรรมาธิการจากซีกของฝ่ายค้าน กระผมก็เปลี่ยนความคิดตัวเองครับ กระผมเป็นคนมีเหตุมีผล กระผมก็คิดว่าวันเวลาที่กระผมเคยมีประสบการณ์ก่อนปี ๒๕๔๐ ตอนที่มีส่วนร่วมในการทำรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้น มันผ่านมา ๑๐ กว่าปีแล้วครับ ผ่านมาทศวรรษครึ่งแล้ว วันนี้จำเป็นที่จะต้องยอมรับความเห็นในเรื่องการวางรากฐาน เรื่องการเลือกตั้งโดยตรง ผมไม่ได้ติดใจ ผมฟังคำชี้แจงของกรรมาธิการหลายท่านบอกว่า อย่าดูถูกประชาชน อย่าคิดว่าประชาชนนั้นจะไม่มีดุลยพินิจในการเลือก แล้วก็ต้องเชื่อว่า ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ ผู้ที่มีประสบการณ์ในการบริหารนั้นเขาจะลงสมัคร ผมก็เปลี่ยนใจครับ แต่สิ่งที่ผมเปลี่ยนใจไม่ได้ก็คือจำนวน จำนวนที่อธิบายไม่ได้ว่าถ้ามี ๗๗ คน จังหวัดละ ๑ คน มันอธิบายลำบากครับ เราไม่ใช่ระบบแบบเดียวกับประเทศสหรัฐอเมริกาในระบบของการเลือก วุฒิสมาชิกที่มีรัฐละ ๒ คน ไม่ว่ารัฐใหญ่รัฐเล็ก เสมอเท่ากันหมด แต่เราคำนึงถึง ความเสมอภาค แล้วก็สัดส่วนของประชากร ดังนั้นจังหวัดที่มีจำนวนราษฎรมากก็ควรที่จะมี ตัวแทนในสัดส่วนที่มากกว่า ตรงนี้ก็เป็นหลัก เพราะเราไม่ได้เอาเขตจังหวัดมาเป็นกรอบ เราเอาจำนวนราษฎรมาเป็นพื้นฐาน การคำนวณสัดส่วนจึงปรากฏออกมาในลักษณะ ของการที่ให้จังหวัดที่มีราษฎรมากก็มี สสร.มากกว่าลดหลั่นกันลงมา และที่สำคัญ ก็คือการที่ไม่ต้องการถูกมองว่าจะเป็น สสร. ล็อกสเปก ความห่วงใยตรงประการนี้ ท่านประธานคงได้ยินมาตลอดทั้งวัน กระผมไม่พูดซ้ำครับ เพียงแต่ย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ข้อระแวง ข้อสงสัยตรงนี้ว่าทำไมถึงไม่ยอมเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่วิตกกังวลว่าจะมีการล็อกสเปก สสร. ได้ พรรคการเมืองจะเข้าไปครอบงำ คนของพรรคการเมืองจะเข้าไปครอบงำ เสมือน สสร. ร่างทรงจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้านั้นเมื่อมีการเลือกตั้ง ไม่ใช่ผลดีเลยครับ ต่อการสร้าง ความไว้เนื้อเชื่อใจ ถ้าก้าวแรกของเราไม่ได้รับการยอมรับ เราจะก้าวข้าม ก้าวพ้นวิกฤตการณ์ ต่อไปได้อย่างไร ท่านประธานครับ กระผมห่วงใยในประเด็นนี้ด้วยความจริงใจ แล้วก็เรียน ท่านประธานว่าภูมิภาคนี้กำลังเปลี่ยนแปลง อีก ๒ ปีเศษ เราจะเกิดประชาคมอาเซียน เราจะเกิด ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เราจะเกิดประชาคมความมั่นคงอาเซียน แล้วเราจะเกิดประชาคมสังคม และวัฒนธรรมอาเซียน เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่วันนี้ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนแปลงในทางก้าวหน้า หรือถอยหลัง การเปลี่ยนแปลงด้วยการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะทำให้ประเทศนี้มีศักยภาพ ในการแข่งขันเพิ่มขึ้น หรือยังวนเวียน จมปลักอยู่ในความขัดแย้งอยู่ที่พวกเราครับ ขอให้พวกเราได้เริ่มต้นในหลักการที่ถูกต้อง และอย่าให้ความเคลือบแคลงนั้นดำรงอยู่ต่อไป ผมขอให้ท่านคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก โดยคำเรียกร้องนี้ผ่านท่านประธานนะครับ ช่วยพิจารณาทบทวนแล้วก็ขอเสนอคำแปรญัตติของกระผมเพื่อเป็นทางเลือกที่ดีทางเลือกหนึ่ง ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ขอบคุณท่านประธานครับ