พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ยืนยันข้อเสนอเรื่องสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำว่าสมาชิกสภานั้นประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญและผู้มีประสบการณ์ในการเมือง การบริหาร และกฎหมาย พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เสนอแผนการแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีผู้เชี่ยวชาญทางวิชาการที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายในการเข้าร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้รัฐธรรมนูญมีความสมบูรณ์ และครอบคลุมถึงหลักเกณฑ์ที่สำคัญของกฎหมาย นอกจากนี้ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ยังเสนอแนะเกี่ยวกับการกำหนดเกณฑ์การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนและผู้มีประสบการณ์ในการร่างรัฐธรรมนูญ
ขอบพระคุณท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานครับว่าสิ่งที่ผมได้เรียนไว้แล้วผมยืนยัน ว่าจะเป็นปัญหา จริง ๆ ก็คือว่าในมาตรา ๒๙๑/๑ ของรัฐบาลที่เสนอมาเป็นร่างหลัก แล้วก็ของคณะกรรมาธิการที่เสนอต่อรัฐสภาได้กำหนดไว้อย่างนี้นะครับว่า
มาตรา ๒๙๑/๑ ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามหมวดนี้ ประกอบด้วยสมาชิกดังต่อไปนี้ครับ
(๑) สมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนจังหวัดละหนึ่งคน
(๒) สมาชิกซึ่งมาจากการคัดเลือกโดยที่ประชุมของรัฐสภา จำนวนยี่สิบสองคน ดังต่อไปนี้
(ก) ผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน จำนวนหกคน
(ข) ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ จำนวนหกคน
(ค) ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย หรือการร่างรัฐธรรมนูญ ตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภาประกาศกำหนด จำนวนสิบคน
อันนี้ก็คือแนวทางของรัฐบาลที่เสนอเป็นร่างมาและที่กรรมาธิการรับ ไม่ได้ปรับปรุงแก้ไขเลย ผมขอเรียนท่านประธานครับว่า ถ้าหากว่าท่านประธานเห็นว่า แนวทางตามมาตรา ๒๙๑/๑ ถูกต้องจะไม่ต้องมีมาตรา ๕ เลยครับ มันจะไปมีมาตรา ๕ ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกชุดที่ ๑ ทำไมล่ะครับ ก็ในเมื่อตามร่างนี้เมื่อทันทีที่ประกาศมีผลบังคับ มันมีเลยนี่ครับ ท่านประธานคณะกรรมาธิการเป็นนักกฎหมายท่านประธานอ่าน ก็ต้องแปลว่ามีเลยใช่ไหมครับ แปลว่ามีสภาร่างรัฐธรรมนูญทันที เมื่อมีสภาร่างรัฐธรรมนูญทันที ตามผลบังคับของกฎหมายแล้วจะต้องไปมีมาตรา ๕ เฉพาะกาลมาเลือกทำไมกันอีกครับ มันก็เพียงแต่ว่าจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปในมาตรา ๒๙๑/๒ ๒๙๑/๓ ๒๙๑/๔ ๒๙๑/๕ อะไรว่ากันไป เพื่อให้องค์ประกอบของสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ ตามร่างของกรรมาธิการใน (๑) และ (๒) สมบูรณ์แบบให้มีสมาชิกครบถ้วน แต่สภามีโดยตัวเองอยู่แล้วครับ โดยที่รัฐสภาเราไม่ต้องไปพิจารณาอะไรกันอีกแล้วครับ ว่าจะมีการแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่มีการแก้รัฐธรรมนูญ เพราะว่าตามมาตรา ๒๙๑/๑ กำหนดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญทันที ไม่ได้มีเงื่อนไขอื่นเลย เมื่อไม่กำหนดวางหลักเกณฑ์ เงื่อนไขอะไรไว้ ก็แปลว่าจะมีผลทันที ตรงนี้ผมคิดว่าไม่ใช่เจตนารมณ์ของกรรมาธิการ ที่ผมได้สอบถามพูดคุยด้วย แล้วก็ไม่ใช่เจตนารมณ์ของรัฐบาลด้วย แต่วิธีการเขียนลักษณะนี้ จะมีผลอย่างที่ผมได้เรียนท่านประธาน ผลบังคับจะเป็นอย่างนี้ครับ ผมได้เสนอแนวทาง แล้วก็ได้เคยเสนอความเห็นไว้ว่าในการประชุมแก้ไขกฎหมายทั่วไปที่เรียกว่าพระราชบัญญัติ ในสภาผู้แทนราษฎรก็ดีหรือในการพิจารณาของวุฒิสภาหรืออะไรที่จะต้องเข้ารัฐสภา ยังต้องมีคนเสนอญัตติและมีผู้รับรอง มีการประชุม มีมติแล้วถึงจะถือว่ามีผลเดินได้ แล้วกรณีเช่นนี้ เมื่อจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกิดขึ้น ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ มีความสำคัญยิ่งกว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญหรือพระราชบัญญัติอื่น ๆ ทั่วไป ทำไมมันถึงไม่มี จุดเริ่มต้นของการเริ่มต้นว่าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วเมื่อไม่มีจุดเริ่มต้นแล้วมันจะมีการ แก้รัฐธรรมนูญขึ้นมาได้อย่างไร เมื่อไม่มีจุดเริ่มต้นของการที่จะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วสภาร่างรัฐธรรมนูญจะเกิดขึ้นมาเพื่อการนี้ได้อย่างไร แต่ตามมาตรา ๒๙๑/๑ ก็ได้คำตอบว่าจะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ เพราะใช้คำว่าให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้ผมคิดว่าไม่ถูกต้องตรงกับเจตนารมณ์แม้กระทั่งของกรรมาธิการเอง ผมจึงได้เสนอคำแปรญัตติแล้วขอแก้ไขโดยยกเลิก มาตรา ๒๙๑ เดิมทั้งหมดล่ะครับ แล้วผมก็ได้เสนอให้เอาใหม่ครับว่าควรจะต้องมีหลักเกณฑ์ว่าเมื่อมีความเห็นหรือมีญัตติ มีข้อเสนอแนะของสมาชิกรัฐสภาว่าจะต้องมีการยกร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่ทั้งฉบับ ก็จะต้องเข้าที่ประชุมรัฐสภาอย่างนี้ครับ เหมือนตอนที่ไปแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้แล้วก็ให้ตั้ง กรรมาธิการ ต่างกันนิดเดียวตรงที่ผมเห็นว่าการแก้ไขหรือการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับนี้ มันไม่ใช่เรื่องเล็กครับ และมันไม่ใช่เรื่องที่เฉพาะว่าแก้ในประเด็นที่สร้างปัญหาหรือว่า ไม่สอดคล้องกับสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ณ ขณะนั้น แต่จะเขียนใหม่ทั้งฉบับซึ่งอาจจะ รวมไปถึงเรื่องซึ่งไม่มีปัญหาและไม่มีใครเห็นว่าเป็นปัญหาด้วย เมื่อเป็นเช่นนั้นผมคิดว่า มันเป็นเรื่องใหญ่และมีความสำคัญมากกว่าพวกเราซึ่งแม้เป็นตัวแทนปวงชนชาวไทย แต่ว่าคนที่เป็นปวงชนชาวไทยแท้ ๆ โดยรวมล่ะครับ เขาควรจะมีสิทธิมีเสียงและควรจะเป็น คนกำหนดได้มากกว่าครับว่าเขาเห็นด้วยหรือไม่ว่าควรจะให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ โดยแทนที่จะให้เข้าที่ประชุมรัฐสภา แล้วก็มีมติเห็นชอบให้ยกร่างและมีผล ผมเห็นอย่างนี้ครับว่า ควรที่จะเข้าที่ประชุมรัฐสภาว่ามีผู้เสนอให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ แต่ถ้าหากว่า มีเสียงข้างมากบอกว่าเห็นด้วยให้ยกร่างใหม่ทั้งฉบับ ผมคิดว่าต้องไปถามประชาชน ซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริงว่าเขาเห็นด้วยกับพวกเราตรงนี้หรือไม่ เพราะแม้แต่ ในที่ประชุมของพวกเราตรงนี้ก็อาจจะมีทั้งคนเห็นด้วยกับคนไม่เห็นด้วย แต่คนทั้งประเทศ เขาเห็นด้วยกับเราไหม เราเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยก็จริงครับ แต่ว่าเราไม่ใช่คนที่มีอำนาจสูงสุด ในการที่จะทำให้สังคมของทั้งประเทศเปลี่ยนไป การที่จะทำให้สังคมเงื่อนไขต่าง ๆ ซึ่งจะถูกกำหนด โดยรัฐธรรมนูญเปลี่ยนแปลงไปทั้งประเทศ ควรจะเป็นสิทธิ โอกาสที่จะให้พี่น้องประชาชน ได้มีส่วนร่วมด้วย แล้วเผอิญตรงนี้ครับ ผมได้ไปดูในเหตุผลที่ประกอบหลักการก็ได้เขียนไว้ เหตุผลอันหนึ่งครับว่าเหตุผลอันหนึ่งที่อยากจะให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับได้ เพราะต้องการให้พี่น้องประชาชนมามีส่วนร่วมกับการดำเนินการในส่วนนี้ เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านประธานที่เคารพครับ ในร่างเดิมของรัฐบาลและในร่างของกรรมาธิการเอาไปเขียนไว้ ตอนท้ายว่าเมื่อมีการร่างกันเสร็จแล้วถึงไปถามประชาชน ไปทำประชามติกัน ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่า มันไม่น่าจะถูกต้องครับ ถ้าหากจะให้พี่น้องประชาชนเขามีส่วนร่วมจริงควรจะถามเขา ตั้งแต่วันแรกว่าเขาเห็นด้วยกับพวกเราหรือไม่ ถ้าเขาเห็นด้วยเดินหน้าครับ ถ้าเขาไม่เห็นด้วย มติที่พวกเราบอกให้ยกร่างกันใหม่ทั้งฉบับนั้นต้องเป็นอันตกไป ผมจึงได้เสนอคำแปรญัตติ ในมาตรา ๒๙๑/๑ ครับท่านประธานครับว่า เมื่อที่ประชุมรัฐสภามีมติเสียงข้างมาก ไม่น้อยกว่า ๒ ใน ๓ ของจำนวนสมาชิกรัฐสภาทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ในขณะนั้น ให้มีการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้ประธานรัฐสภาแจ้งมติดังกล่าวไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง ภายใน ๗ วันนับแต่วันที่รัฐสภามีมติเพื่อให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการ จัดให้มีการออกเสียงประชามติของประชาชนว่าจะเห็นชอบกับมติของรัฐสภานั้นหรือไม่ครับ ตรงนี้จะเป็นประเด็นคำตอบที่ผมได้เรียนท่านประธานว่ามันจะได้เป็นที่มาจุดเริ่มต้น ของสภาร่างรัฐธรรมนูญอย่างไรครับ เพราะอะไรครับ เพราะแม้ว่ารัฐสภาเรามีผู้เสนอญัตตินี้ขึ้นมา รัฐสภาเสียงข้างมากบอกให้ทำ ให้ไปถามประชาชน เมื่อถามประชาชนแล้ว เสียงประชามติ บอกให้ทำเดินหน้า นั่นล่ะครับ สภาร่างรัฐธรรมนูญถึงได้เกิดครับ สภาร่างรัฐธรรมนูญ จะเกิดตรงนั้นครับ แต่ถ้าหากว่าพี่น้องประชาชนทำประชามติมาแล้วก็บอกว่าไม่เห็นด้วย เมื่อไม่เห็นด้วยสภาร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้เกิดครับ ไม่มี เมื่อไม่มีก็ไม่ต้องไปเลือกตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ต้องไปคัดเลือกกันตามมาตรา ๒๙๑/๑ ครับ กฎหมาย มันต้องมีเงื่อนไขเช่นนี้ ถ้าไม่มีเงื่อนไขเช่นนี้สภาร่างรัฐธรรมนูญจะกลายเป็นสภาถาวร และเป็นสภาที่มีผลตามกฎหมายที่มีผลว่าให้มีทันที
ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นต่อไปก็คือว่าเมื่อทำเช่นนั้นแล้วควรจะให้ ระยะเวลาพี่น้องประชาชนพิจารณาอย่างไรครับ ผมจึงคิดว่าอย่างน้อยขั้นตอนในการที่จะทำ ประชามติขั้นตอนนี้ว่าพี่น้องประชาชนจะเห็นด้วยกับรัฐสภาที่จะให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ กันทั้งฉบับหรือไม่นั้น ควรจะต้องมีเวลาพอสมควรที่จะให้ฝ่ายที่มีความเห็นว่าควรจะมีการ ร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่ทั้งฉบับ ไปทำความเข้าใจแล้วชี้แจงเหตุผลให้ประชาชนฟัง ขณะเดียวกันก็ควรจะต้องมีโอกาสให้พี่น้องประชาชน เข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงออก ทางความคิดเห็นนะครับ สื่อมวลชนหรืออะไรก็สุดแล้วแต่ ควรจะต้องมีระยะเวลา อันพอสมควร ซึ่งถ้าถามผมจริง ๆ แล้วผมคิดว่ามันไม่ควรจะต่ำกว่า ๑๒๐ วัน แต่ผมคิดว่า ถ้าหากว่าเป็น ๑๒๐ วันก็อาจจะเนิ่นนานเกินเหตุ ผมจึงคิดว่าเวลาพอสมควรที่คิดว่า เมื่อได้ฟังคำชี้แจงต่าง ๆ ของ กกต. ในขั้นตอนต่าง ๆ ในคณะกรรมาธิการแล้วผมคิดว่า ขั้นตอนเบื้องต้นตรงนี้ภายในเวลา ๖๐ วันก็น่าจะเพียงพอสำหรับการให้คนที่อยากได้รับ เสียงสนับสนุนให้พี่น้องประชาชนมีความคิดเห็นว่าควรจะให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่ ได้แสดงความคิดเห็น ขณะเดียวกันคนที่ไม่เห็นด้วยก็ได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็น แล้วเมื่อครบกำหนด ๖๐ วันแล้วก็ไปลงมติกันครับ ผมจึงได้เขียนไว้ในวรรคสองของมาตรา ๒๙๑/๑ ที่ผมแปรญัตติใหม่ครับว่า ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศกำหนด วันออกเสียงประชามติภายในไม่เกิน ๖๐ วัน แต่ไม่น้อยกว่า ๔๕ วันนับแต่วันที่ได้แจ้งมติ ของรัฐสภาจากประธานรัฐสภา อันนี้ก็คือเงื่อนไขที่ ๒ ที่จะทำให้เกิดสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาครับ
สำหรับเงื่อนไขที่ ๓ ผมได้เขียนไว้ในวรรคสามดังนี้ครับท่านประธาน วันออกเสียงประชามติให้กำหนดเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร ตั้งแต่เวลา ๐๘.๐๐ นาฬิกา ถึงเวลา ๑๗.๐๐ นาฬิกา หลักเกณฑ์และวิธีการออกเสียงประชามติให้เป็นไปตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ท่านประธานจะเห็นว่า วันเวลาสิ้นสุดปกติเราจะใช้ที่ ๑๕.๐๐ นาฬิกา แต่ผมคิดว่าในการออกเสียงประชามติ เรื่องรัฐธรรมนูญทั้งฉบับนะครับมันเป็นเรื่องใหญ่และเรื่องสำคัญ แล้วก็วันนั้นสิ่งหนึ่ง ที่ผมได้ประสบมากับตัวเอง หรือกับพี่น้องประชาชนในเขตเลือกตั้งต่าง ๆ ก็คือว่าบางครั้ง ติดภารกิจครับ แล้วก็กว่าจะเดินทางกลับมาถึงคูหาที่จะลงคะแนนบ่าย ๓ โมงมันไม่ทัน เราก็ควรจะให้เวลาเขาพอสมควรที่เขาจะมีภารกิจทำอะไรได้บ้าง แล้วก็มีเวลาพอสมควร ที่จะเดินทางมาใช้สิทธิในการออกเสียงประชามติในส่วนนี้ ผมจึงได้กำหนดเวลาว่า ให้เป็นการออกเสียงลงคะแนนตั้งแต่ ๐๘.๐๐ นาฬิกา ถึง ๑๗.๐๐ นาฬิกา ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นที่ต้องตามมาก็คือว่า เมื่อคณะกรรมการ การเลือกตั้งดำเนินการให้มีการออกเสียงประชามติตามกฎหมายประชามติแล้ว พี่น้องประชาชนไปใช้สิทธิออกเสียงแล้วจะสรุปผลเมื่อไร ถ้าไม่เขียนไว้ก็จะเป็นปัญหา ผมจึงคิดว่าใช้มาตรฐานที่ได้ดำเนินการกันมาเป็นส่วนใหญ่ก็คือในร่างที่กำหนดมา ก็คือประมาณ ๓๐ วัน น่าจะเป็นเวลาที่พอสมควร จึงได้เขียนไว้ในวรรคต่อไปในส่วนของมาตรา ๒๙๑/๑ ที่ผมได้เสนอคำแปรญัตติไว้ว่า ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศรับรองผลการออกเสียงประชามติ ให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่ออกเสียงประชามติ และต่อไปครับ หากประชาชน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยเสียงข้างมากไม่น้อยกว่าร้อยละ ๖๐ ของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ทั้งประเทศเห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้ดำเนินการตามมาตรา ๒๙๑/๑/๑ ต่อไป ตรงนี้ครับที่ผมเรียนท่านประธานว่าผมได้แปรญัตติเพิ่มไว้นะครับ แต่หากคะแนน การออกเสียงประชามติไม่เห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือหากมีคะแนน การออกเสียงประชามติเห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่น้อยกว่าร้อยละ ๖๐ ของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งประเทศ ให้มติของรัฐสภาที่ให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นอันตกไป โดยให้คณะกรรมการการเลือกตั้งแจ้งผลการลงประชามติให้คณะรัฐมนตรี และประธานรัฐสภาทราบภายใน ๗ วันนับแต่วันที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศรับรอง ผลการออกเสียงประชามติ กระบวนการทั้งนี้ก็จะเสร็จสิ้นภายใน ๙๗ วัน ท่านประธาน ที่เคารพครับ ในส่วนนี้ผมเรียนท่านประธานว่าอย่างน้อยมันจะทำให้เกิดความชัดเจนถึงที่มา ของสภาร่างรัฐธรรมนูญครับว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นไม่ได้เป็นสภาที่เกิดขึ้นทันทีตามผล ของการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ครั้งนี้ครับ แต่ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ครั้งนี้ ควรจะเป็นจุดเริ่มต้นถ้าหากจะเป็นไปตามแนวทางของรัฐบาลที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก กับรัฐสภาเห็นให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับได้นั้นก็ควรจะมีที่มาที่ไปในทำนองเช่นนี้ครับ มันถึงจะถูกต้องตามเจตนารมณ์ของรัฐบาลก็ดี ของคณะกรรมาธิการที่คุยกันในห้องประชุมเอง วรรคสุดท้ายในมาตรานี้ท่านประธานครับ ผมได้กำหนดไว้ครับว่า ในกรณีที่มติของรัฐสภาชุดใด ที่ให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นอันตกไป ห้ามมิให้รัฐสภามีมติให้มีการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกตลอดวาระของรัฐสภาชุดนั้นครับ ที่ผมต้องกำหนดไว้เช่นนี้ เพราะเห็นว่าการที่จะเสนอให้มีการแก้ไขหรือยกร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่ทั้งฉบับเลย นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กครับ เป็นเรื่องใหญ่ครับ จะเกิดประเด็นถกเถียง จะวิพากษ์วิจารณ์ เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย สังคมเกิดความวุ่นวายแตกแยกกันเยอะไปหมดครับ ถ้าหากว่าปล่อยให้เสนอญัตตินี้ แล้วก็มีมติกันได้ใหม่ตลอดเวลาตลอดอายุของรัฐสภา ซึ่งประกอบไปด้วยสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภานี่ ถ้าทำอย่างนี้ได้ตลอดอายุชุดนั้นก็คือประกอบด้วย อย่างกรณีของเรา ก็ประกอบด้วยรัฐสภา ชุดนี้ก็ประกอบด้วยวุฒิสภาชุดนี้กับสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้นะครับ ก็แปลว่าภายใน ๔ ปี ไม่รู้จะวุ่นวายกันกี่รอบท่านประธาน ผมจึงได้กำหนดเป็นเงื่อนไข ไว้ในวรรคสุดท้ายของมาตรานี้ว่าทำได้ครั้งเดียวนะครับ ถ้าทำเสร็จแล้วประชาชนเขาไม่เอาด้วย ก็ให้จบไปเรื่องนี้ หันกลับไปทำงานอย่างอื่น พัฒนาบ้านเมืองอย่างอื่นจะดีกว่า เพราะว่าถ้าประชาชนเขาเห็นด้วย ก็จบครับ ถ้าไม่เห็นด้วยก็เดินหน้าทำอย่างอื่นเถอะครับ มีเรื่องอื่น ๆ อีกเยอะที่ต้องดูแลบ้านเมืองนี้ให้เดินไปข้างหน้ากัน ไม่ใช่มีแค่เรื่องรัฐธรรมนูญ เรื่องเดียว ท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๒๙๑/๑ ที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานไป ในคำแปรญัตติของผม ท่านประธานจะเห็นว่าต่างจากร่างของกรรมาธิการและร่างของรัฐบาล เพราะว่าร่างของรัฐบาลกับร่างกรรมาธิการเสียงข้างมากนั้นไม่มีที่มาเลยครับ มาถึงก็ให้มี สภาร่างรัฐธรรมนูญ แล้วมันมีอย่างไรครับ แต่ของผมนี่จะมีที่มาว่ามันมาอย่างไร มันจะมาได้ ต่อเมื่อรัฐสภามีมติก่อน ประชาชนมีประชามติเห็นชอบด้วย มันถึงไปมีสภาร่างรัฐธรรมนูญได้ แล้วมันก็จะไปเข้าเงื่อนไขมาตรา ๒๙๑ ทับอะไรของท่านข้างหลังว่าทำงานเสร็จ ๑๘๐ วัน เมื่อครบแล้วก็ไป ครั้งหน้าจะมาใหม่ก็ต้องเข้ากระบวนการอย่างนี้ใหม่ อันนี้คือเหตุผล ที่ผมได้แปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑ โดยไม่เอาของรัฐบาลหรือของกรรมาธิการทั้งหมดล่ะครับ ผมได้วางหลักเกณฑ์ไว้ใหม่เช่นนี้ ซึ่งอันนี้ก็เป็นการทำอย่างสั้นอย่างรวดเร็วที่สุด อาจจะมีข้อบกพร่องผิดพลาดบ้างต้องขออภัย เพราะว่าท่านประธานได้กำหนดไว้ให้เวลา เพียงแค่ ๑ วัน กับ ๑ คืน ท่านประธานเรียกประชุมวันอังคารนะครับ เรียกด่วนเลยครับ วันอังคารที่ ๑๑ เมษายน แล้วท่านก็บอกว่าใครจะสงวนคำแปรญัตติให้เสนอภายใน วันพฤหัสบดีสี่โมงครึ่ง แล้วเราก็ต้องนั่งประชุมในห้องประชุมกรรมาธิการด้วยนะครับ ไม่ใช่กลับบ้าน ท่านประธานก็ประชุมต่อจนเย็น ถ้าผมจำไม่ผิดผมดูเวลาจดไว้ครับ วันอังคาร วันนั้นประชุมเสร็จ ๒ ทุ่ม ๔ นาที พอมาวันพุธก็มาประชุมต่อครับ มาประชุมต่อในวันพุธ เพราะฉะนั้นในส่วนของผมผมมีเวลาแค่บ่ายวันพุธกับคืนวันพุธเพื่อจะยกร่างคำแปรญัตติ ทั้งหมดนี้เพื่อส่งให้ท่านประธานที่ท่านกำหนดว่าสี่โมงครึ่งวันพฤหัสบดี ผมก็คิดได้เท่านี้ ในเวลาที่ท่านประธานได้กำหนดให้สั้น ๆ เท่านั้น แต่ว่าท่านประธานที่เคารพครับ ในเมื่อท่านประธานให้ผมพูดทีเดียวให้จบ หลังจากที่ผมเรียนท่านประธานว่าเมื่อกำหนดเงื่อนไข ไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑ ว่าจะมีที่มาของสภาร่างรัฐธรรมนูญแบบไหน อย่างไรแล้ว ไม่ใช่เกิดขึ้นมาทันทีตามผลของกฎหมายเหมือนถ้อยคำที่เขียนไว้ในร่างของกรรมาธิการแล้ว มันก็ต้องมีกระบวนการต่อไปว่าแล้วสมาชิกจะมาอย่างไร ก็คือแนวทางของรัฐบาล ในมาตรา ๒๙๑/๑ เดิมเป็นแนวทางของกรรมาธิการเสียงข้างมากเดิม ซึ่งในมาตรา ๒๙๑/๑ ซึ่งเป็นแนวทางของกรรมาธิการเสียงข้างมากก็กำหนดไว้ใน (๑) ว่าให้มีสมาชิกมาจาก การเลือกตั้งประชาชนจังหวัดละ ๑ คนตามแนวทางของรัฐบาล แล้วก็สมาชิกมาจาก การคัดเลือกที่ประชุมรัฐสภาอีก ๒๒ คน ตามที่เขียนไว้ผมไม่ไปพูดถึง ในประเด็นนี้ ก็อีกเช่นเดียวกันครับท่านประธานครับมีกรรมาธิการหลายคนแสดงความคิดเห็น แม้แต่กรรมาธิการจากซีกของฝ่ายรัฐบาล มีการแสดงความคิดเห็นกันเป็นส่วนใหญ่พอสมควรนะครับว่า จริง ๆ แล้วอยากได้สมาชิกมาจากการเลือกตั้งทั้งหมดเลยครับ ไม่อยากมาจากการคัดเลือก แล้วก็คิดว่าบางคนก็มีความคิดว่าจังหวัดหนึ่งไม่น่าจะต่ำกว่า ๒ คนด้วยซ้ำไป สำหรับจังหวัดใหญ่ ๆ ก็อาจจะมีมากขึ้น แต่ว่าสุดท้ายก็เอาแนวทางของรัฐบาลถึงออกมาเป็นมาตรา ๒๙๑/๑ ร่างของกรรมาธิการ แต่ในส่วนของผมท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้พิจารณาแล้ว ผมเห็นว่าเมื่อรัฐสภามีมติ ประชามติมีผล ต่อมาเมื่อประชาชนเสียงข้างมากตามเงื่อนไข ร้อยละ ๖๐ ของผู้มีสิทธิออกเสียงเห็นว่าจะต้องมีการยกร่างกันใหม่ทั้งฉบับ ก็ไปสู่กระบวนการต่อไปซึ่งผมได้เพิ่มเป็นมาตรา ๒๙๑/๑/๑ ไว้ครับ โดยผมได้กำหนด เป็นข้อความไว้ดังนี้ท่านประธานครับ ในกรณีที่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยเสียงข้างมาก ไม่น้อยกว่าร้อยละหกสิบของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งประเทศเห็นชอบให้มีการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่และคณะกรรมการการเลือกตั้งได้แจ้งผลการลงประชามติ ให้คณะรัฐมนตรีและประธานรัฐสภาทราบตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑ แล้ว ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งและประธานรัฐสภาดำเนินการตามบทบัญญัติ มาตรา ๒๙๑/๕ และมาตรา ๒๙๑/๖ แล้วแต่กรณีเพื่อให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญโดยเร็วต่อไป ในส่วนของมาตรา ๒๙๑/๑ จะเป็นกระบวนการ วิธีการแล้วครับ มาตรา ๒๙๑/๑ ที่ผมได้แปรญัตติเป็นหลักการครับ หลักการว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญจะมาได้อย่างไร จะมีกันได้อย่างไร แต่เมื่อมีแล้ว มาแล้ว มาตรา ๒๙๑/๑/๑ ที่ผมกำหนดไว้ว่าแล้วจะทำอย่างไรกันต่อไป ก็ได้กำหนดไว้ให้ คณะกรรมการการเลือกตั้งไปดำเนินการตามมาตรา ๒๙๑/๕ และมาตรา ๒๙๑/๖ ก็คือเข้าสู่ กระบวนการที่จะไปเลือกตั้งสมาชิก ส่วนสมาชิกที่มาจากการคัดเลือกนั้นก็จะเป็นอีกแนวทางหนึ่ง อันนี้ก็จะเป็นประเด็นและเงื่อนไขของมาตรา ๒๙๑/๑ เพื่อที่จะให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ดำเนินการไปสู่การให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญอย่างไรครับ ทีนี้เมื่อผ่านมาตรา ๒๙๑/๑ แล้ว ท่านประธานครับ ทีนี้ก็จะมาเป็นประเด็นว่าไปเลือกกับใคร แล้วเลือกใคร เลือกมาเป็นอะไร เลือกอย่างไร จริง ๆ แล้วผมเรียนท่านประธานครับ แบบเดิมอีกครับ ผมเห็นว่าสมาชิก ถ้าจะต้องมีกันจริง ๆ มันต้องมาจากการเลือกตั้งทั้งหมดครับ แต่ก็อีกละครับท่านประธาน มันเป็นปัญหา เพราะว่าอะไรครับ เพราะว่าในหลักการที่รัฐบาลเสนอมาแล้วเรารับไป แล้วกรรมาธิการก็ยึดเป็นแนวทางได้กำหนดไว้ในหลักการข้อที่ ๑ ครับว่ากำหนดให้รัฐสภา ประชุมร่วมกันในกรณีการให้ความชอบของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมาจาก การคัดเลือกโดยที่ประชุมรัฐสภาและกรณีการให้ความเห็นชอบของญัตติให้มีการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมก็ไม่ต้องพูดว่าเพิ่มมาตราอะไรนะครับ ตรงนี้ครับท่านประธาน ที่มันเป็นเงื่อนไขกำหนดไว้ชัดว่าสมาชิกอย่างน้อย สมาชิกต้องมีประเภทคัดเลือก ซึ่งผมแปลกใจมากครับ แล้วผมก็พูดเอาไว้ในวันสุดท้ายของการประชุมนะครับว่าความจริงหลักการประชุม ควรจะกำหนดว่าสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งสิครับ แต่ว่าในหลักการท่านประธานดูครับ ไม่เห็นมีบอกว่าสมาชิกต้องมาจากการเลือกตั้ง แปลว่าถ้าหากว่าเราแปรญัตติ หรือแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้กันว่าไม่ต้องมีสมาชิกมาจากการเลือกตั้งก็ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ไม่ขัดหลักการนะครับ แต่ว่าเรื่องนี้กลับไปอยู่ในเหตุผลครับ ในเหตุผลกลับไปเขียนว่า โดยที่เป็นการสมควรกำหนดให้มีวิธีการจัดทำรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ทั้งฉบับเพื่อเป็นพื้นฐานสำคัญ ในการปฏิรูปการเมืองโดยให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งประกอบด้วยสมาชิก ๒ ประเภท ประเภทที่ ๑ มาจากการเลือกตั้งในจังหวัด จังหวัดละ ๑ คน และประเภทที่ ๒ มาจากรัฐสภาคัดเลือกบุคคลหลายอาชีพ ผมอ่านเท่านี้พอ ท่านประธานเห็นไหมครับ เหตุผลกลับใส่ครับว่ามีสมาชิก ๒ ประเภท แต่ในหลักการไม่กำหนดครับ ประหลาดนะครับ แปลก แล้วเราก็ไปพูดว่าต้องมีเลือกตั้ง เลือกตั้ง และจริง ๆ แล้วตามหลักการจริง ๆ เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้มันสมบูรณ์แบบอย่างที่เราต้องการว่าเป็นเสียง ประชาชนเลือกมา หลักการอันดับแรกนี้ท่านต้องเขียนสิครับว่าสมาชิกให้มี ๒ ประเภท มาจากการเลือกตั้งกับมาจากการคัดเลือก แต่นี่ไม่ครับ กลับเขียนแต่เพียงบอกว่าหลักการ ข้อแรกมีอันเดียวครับ ให้มาจากการคัดเลือก ส่วนข้อที่ ๒ กำหนดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ เห็นไหมครับ ไม่พูดถึงเรื่องสมาชิกจากการเลือกตั้งในหลักการเลย อันนี้อันตรายนะครับ ถ้าหากว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากในวันนั้นบอกว่าไม่เอา ไม่มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ขัดหลักการเลยนะครับ เหลือแต่ว่าจะกี่ร้อยคนในสภามาจากการคัดเลือกหมดเลย อย่างนี้ไม่แย่ใหญ่หรือครับ อันนี้ที่ผมเรียนไว้ให้เห็นว่านี่ละครับ มันเป็นความผิดพลาด หรืออะไรก็สุดแล้วแต่ แต่มาจากความเร่งรีบ รีบร้อนอย่างไรครับ การจัดทำรัฐธรรมนูญครั้งนี้ แก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกระบวนการพิจารณาหรืออะไร ผมจะเรียน ท่านประธานนะครับว่าสุดท้ายความรวบรัด เร่งรีบ รีบร้อน มันจะทำให้เกิดปัญหา อีกหลายเรื่องตามมา ซึ่งมันจะไม่ราบรื่นเหมือนที่ท่านคิดไว้ครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ครับ ผมถึงเรียนท่านประธานว่าหลักการไม่ได้เขียนไว้ แต่ว่าทุกคนเข้าใจได้และทุกคนก็อยากให้มี อย่างน้อยต้องมีเรื่องของการเลือกตั้ง ไม่ได้อยากให้มีคัดเลือกครับ แต่ไปกำหนดไว้ตายตัว ในหลักการว่าต้องคัดเลือก แต่ที่เลือกตั้งไม่กำหนดครับ แต่อย่างไรก็ตามท่านประธานครับ เมื่อเป็นเช่นนี้แม้ไม่เห็นด้วย กรรมาธิการหลายคนก็ไม่เห็นด้วยก็ต้องเห็นด้วย เพราะว่าไม่เห็นด้วยก็ขัดหลักการอีก ก็เลยต้องกลับไปมีสมาชิก ๒ ประเภทอีก คือสมาชิก ที่มาจากการเลือกตั้งกับสมาชิกที่มาจากการคัดเลือก ในส่วนสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งท่านประธานที่เคารพครับ ก็มีการแสดงความเห็นกันเยอะครับ บางท่านก็บอกว่าควรจะอยู่ที่จำนวนขนาดของจังหวัดด้วย บางท่านก็บอกว่า จังหวัดละคนเดียวนี่ดีแล้ว สำหรับผมท่านประธานที่เคารพครับ ผมเห็นว่าการร่างใหม่ ทั้งฉบับเป็นเรื่องใหญ่ครับ แล้วเป็นเรื่องของคนทั้งประเทศครับ เรื่องของคนทุกคนด้วยครับ เพราะฉะนั้นการแก้รัฐธรรมนูญต้องทำให้ยากครับ ไม่ใช่ทำให้ง่าย ให้ทุกคนมีส่วนร่วม ผมจึงคิดว่าการที่จะเอาคนที่จะมาเป็นสัดส่วนในการคำนวณว่าควรจะมีจำนวนสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งในแต่ละจังหวัดเป็นเท่าไรนั้นควรจะดูจาก จำนวนประชากรเลยครับ ไม่ใช่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งนะครับท่านประธาน เพราะคนที่ไม่ได้เป็น ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในวันนี้เขาก็มีในวันหน้า แต่เขาเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยครับ เพราะว่าได้เขียนว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย ไม่ได้บอกว่าเป็นของปวงชนชาวไทย ที่มีสิทธิเลือกตั้งครับ เพราะฉะนั้นการจะปรับปรุงยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่กันทั้งฉบับเลย มันจึงกระทบตั้งแต่เด็กคลอดออกมาแล้วอยู่รอดเป็นทารกเลยครับ เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่า ผู้แทนของคนที่จะมาเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญในแต่ละจังหวัดนั้นจะต้องดูว่าจังหวัดนี้ เขามีประชากรเท่าไร แล้วก็กำหนดสัดส่วนกันไปครับว่าประชากรขนาดนี้ควรจะมีเท่านั้น แต่ว่าถ้าหากเราไม่กำหนดจำนวนขั้นสูงไว้ก็อาจจะทำให้หาที่จบไม่ได้ ด้วยเหตุตรงนี้ ท่านประธานครับ ผมจึงได้กำหนดแนวทางไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑/๒ สภาร่างรัฐธรรมนูญ ว่าให้มีสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งและสมาชิกที่มาจากการคัดเลือก ทั้ง ๆ ที่อยากจะมาจาก การเลือกตั้งอย่างเดียวนะครับ แต่ไม่อยากให้ขัดหลักการ แต่ที่สำคัญครับ ผมก็เขียนไว้ ในวรรคแรกก่อนเลยครับว่า ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญมีอำนาจหน้าที่ในการจัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามหมวดนี้ ไม่อย่างนั้นก็จะมีปัญหาครับว่าเขาอาจจะทำอย่างอื่นได้อีกไหม เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เลยขมวดไว้ให้ชัดเจนว่าทำเฉพาะร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นะ และใน (๑) ของมาตรา ๒๙๑/๑/๒ ที่ผมได้เสนอคำแปรญัตติไว้ตรงนี้ครับ ท่านประธานครับ ผมได้กำหนดว่าให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน จังหวัดละ ๑ คน จังหวัดใดมี อันนั้นเป็นหลักครับ ผมไม่แย้งกับท่าน หลักก็คือขั้นต่ำ ๑ คนครับ แต่ว่าในจังหวัดใดที่มีจำนวนประชากรมากกว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน แต่ไม่เกิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน ในวันที่มีการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ให้มีจำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเพิ่มขึ้นอีก ๑ คน จังหวัดใดมีจำนวนประชากร มากกว่า ๒,๐๐๐,๐๐๐ คนขึ้นไปในวันที่มีการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ให้มีจำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเพิ่มขึ้นอีก ๒ คน ตรงนี้ก็จะมีจุดที่เรียกว่าขั้นสูงเอาไว้ แต่ขั้นต่ำคือจังหวัดละ ๑ คน แต่ถ้าจังหวัดไหน มีเงื่อนไขประชากรตามที่ผมบอก เขาควรจะมีสิทธิที่จะมีตัวแทนได้เพิ่มมากขึ้น อันนี้ก็คือหลักการทฤษฎีที่ผมคิดว่าควรจะเป็นเรื่องที่มีการถูกต้องเหมาะสม แล้วผมเอามาจากไหนครับ เอามาจากฟังเหตุผลของกรรมาธิการทุก ๆ ท่านที่พูดกัน ในห้องประชุมนี่ละครับ แล้วผมคิดว่าเมื่อพูดแล้วก็ควรจะเอามาทำครับ ไม่ใช่พูดแล้วก็ลงมติ กันไปอีกอย่าง ไม่ตรงกับที่พูด อันนี้ก็คือเหตุผลที่ผมได้นำเรียนท่านประธาน
ส่วนสมาชิกที่มาจากการคัดเลือกครับ ตรงนี้เป็นปัญหา ผมเห็นว่า ในร่างของรัฐบาลกับร่างของกรรมาธิการที่ได้กำหนดเอาไว้ ๒๒ คนนั้น ถ้าหากจะต้องมีนะครับ เราก็ต้องถามว่ามีไว้เพื่ออะไร ถ้าไม่มีเหตุผลก็ไม่ต้องมี แต่ผมคิดว่าเหตุผลที่ต้องมี เพราะว่าการร่างรัฐธรรมนูญไม่ใช่ของเล่น ๆ แล้วก็ไม่ใช่เรื่องที่เพียงแต่คิดว่าใครอยากได้อะไร ก็ไปเขียนเอา รัฐธรรมนูญเมื่อเป็นกฎหมายสูงสุด เป็นแม่บทของกฎหมายของประเทศไทยแล้ว มันไม่ใช่เป็นกฎหมายของประเทศไทยประเทศเดียวนะครับ ประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกเขาก็จะมาดูครับว่า รัฐธรรมนูญประเทศไทยถูกต้องไหม ถ้าเราเขียนกันตามอำเภอใจ ไม่มีหลัก ไม่มีเกณฑ์ เขาก็จะมองประเทศไทยเป็นตัวประหลาด เพราะฉะนั้นในการยกร่างรัฐธรรมนูญนี้ มันควรจะต้องมีผู้ที่รู้ทางวิชาการ ผู้ที่มีเหตุมีผลในการเข้าอกเข้าใจทั้งแง่ข้อกฎหมาย เศรษฐกิจ สังคม แล้วก็ปัญหาของการเมืองที่ช่วยมาคัดกรองแนวทางการเขียนถ้อยคำ หรือหลักเกณฑ์ให้มันเป็นไปตามถูกต้องตามหลักวิชาการด้วย อันนี้คือเหตุผลที่ผมคิดว่า ถ้าจะต้องมีก็ต้องมีเหตุผลครับ ไม่ใช่เพียงแต่บอกว่าให้มันมี ๒ ประเภทจะได้ดูดี ไม่ใช่ แต่ว่าในร่างของกรรมาธิการกำหนดบอกว่าให้มามีจำนวน ๒๒ คน แล้วก็มาจาก ๓ ประเภท เท่านั้นเองท่านประธาน ประเภทที่ ๑ บอกว่ามีมาจากผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน ๖ คนเลย แล้วก็ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐประศาสนศาสตร์อีก ๖ คน แล้วก็ผู้มีประสบการณ์ ด้านการเมือง การบริหารจัดการ เศรษฐกิจ สังคม กฎหมายหรือการร่างรัฐธรรมนูญ ตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภาประกาศกำหนดอีก ๑๐ คน แต่ทำไมไม่มีนักวิชาการ ทางด้านเศรษฐกิจ นักวิชาการด้านสังคมหรือด้านที่เกี่ยวกับทางที่มีผลกระทบ กับสิทธิเสรีภาพของประชาชนเลยครับ เราจะร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับนะครับท่านประธาน ถ้าหากท่านประธานดูในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งซึ่งถ้าผมจำไม่ผิด ไม่เคยใส่ไว้นะครับ เรื่องเกี่ยวกับการคำนึงถึงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเรื่องนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดี ทรัพยากรของประเทศเรานับวันจะถูกบุกรุกทำลาย ควรจะถึงเวลาต้องเขียนไว้ไหม มันเป็นเหตุเป็นผลของประเทศเรา เพราะฉะนั้น ตรงนี้ก็ควรจะมีด้วยหรือไม่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมเรียนกับท่านประธานว่าถ้ามาถามเหตุผลว่า ควรจะมีแบบคัดเลือก แต่ถามเหตุผลตามร่างรัฐบาล ผมหาคำตอบไม่ได้ครับ ๒๒ คน มาจากเอา ๓ ประเภทมาบวกกันเท่านั้นเอง แต่ถามว่ามันครบถ้วนสมบูรณ์หรือยัง ผมคิดว่าถ้าจะมีก็ยังไม่สมบูรณ์ครับ ท่านประธานครับ ด้วยเหตุนี้ท่านประธานครับ ผมจึงคิดว่าควรจะต้องมีผู้ที่จะมาเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญประเภทที่เข้ามาแล้วก็มีส่วนร่วม ทั้งวิชาการแล้วก็ประสบการณ์ในทางการเมืองการปกครอง การบริหาร ทางด้านสังคม ผมก็ได้ใส่กำหนดไว้ทั้งหมด ๗ ประเภท โดยใส่ไว้ใน (ก) ไล่ไปจนถึง (ช) ทั้งหมดนี้รวมกันได้ ๓๘ คน ไม่ใช่ว่าผมตั้งตัวเลขเอา ๓๘ คนหรือควรจะเป็น ๒๘ คน ผมคิดว่าประการแรก เราจะต้องบอกว่าการร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของกฎหมายนะครับ ต้องยอมรับว่า อย่างไรก็คือกฎหมายครับ ท่านจะบอกว่าเป็นเรื่องการเมือง เรื่องอะไรก็สุดแล้วแต่ แต่มันคือกฎหมายเขาก็เรียกกันกฎหมายรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นหนีไม่พ้นครับว่า คนที่มีความรู้ประสบการณ์มีหลักทางวิชาการด้านกฎหมายที่เรียกว่านิติศาสตร์ ควรจะต้องเข้ามา มีส่วนร่วม ซึ่งคิดว่าตามหลักการก็ควรจะต้องให้ผู้ที่สอนหนังสือหรือมีความรู้ด้านนิติศาสตร์ ในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐเข้ามามีส่วนร่วม โดยจะต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญ ด้านกฎหมายมหาชน กฎหมายแพ่ง กฎหมายอาญา เข้ามามีส่วนร่วม ท่านประธานดูครับ ถ้าหากว่าท่านประธานดูในร่างของรัฐบาลและร่างของกรรมาธิการ ท่านเอากฎหมายเดียวเองครับ คือเรื่องของกฎหมายมหาชนครับ ผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน ท่านกำลังจะเขียนรัฐธรรมนูญ ทั้งฉบับนะครับ ซึ่งในกฎหมายรัฐธรรมนูญทั้งฉบับจะต้องพูดถึงสิทธิเสรีภาพประชาชนด้วย พูดถึงศาลด้วย พูดถึงสิทธิในการปกป้องทรัพย์สินเคหะสถาน พูดถึงหลักเกณฑ์ของกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญาด้วย พูดถึงเรื่องของหลักทางกฎหมายแพ่งด้วย แต่ทำไม ท่านไม่เอาผู้เชี่ยวชาญด้านเหล่านี้เข้ามาอยู่เลยครับว่าต้องเขียนแบบไหนถึงจะเหมาะสม ที่มีอยู่แล้วครอบคลุมหมดแล้วหรือยัง ท่านไม่ได้ใส่ไว้เลย นี่คือเหตุผลที่ผมต้องขอเพิ่ม ในส่วนของกฎหมายประเภทอื่น ท่านประธานที่เคารพครับ ผมก็ใช้ตัวเลขตรงนี้ว่าอย่างละ ๒ คน เมื่อคำนวณออกมาแล้วทั้งหมดจะได้ ๓๘ คน
ประเภทที่ ๒ ท่านประธานครับ ก็คืออาจารย์ทางด้านรัฐศาสตร์ ที่อยู่ในสถาบันอุดมศึกษาเหมือนกัน ต้องเป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์ เพราะว่าจะต้องมีความเข้าอกเข้าใจในเรื่องของการเมืองการปกครอง แล้วก็นโยบายภาครัฐถึงจะช่วยกันเขียนตรงนี้ได้ ต้องช่วยกันในด้านของผู้แทนที่มาจาก ปวงชนชาวไทยที่เป็นภาคประชาชน ภาคปฏิบัติ กับภาคทฤษฎี ตรงนี้ต้องมาช่วยกัน ผมก็ได้กำหนดไว้จำนวนเดียวกันครับ
ประเภทที่ ๓ คือประเภทเศรษฐศาสตร์ ตรงนี้ครับท่านประธานครับผมคิดว่า รัฐธรรมนูญเราจะบอกว่าเป็นเครื่องมือทางการเมือง พูดถึงเรื่องสิทธิเสรีภาพ แต่ท่านอย่าลืมครับว่า มันมีผลกระทบต่อทางด้านเศรษฐกิจด้วย มีผลกระทบถึงชีวิตความเป็นอยู่ ของพี่น้องประชาชนด้วย เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่าคนที่มีความจำเป็นที่จะต้องเข้ามา มีส่วนร่วมในการที่กำหนดเป็นหลักการในการพิจารณาปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ก็ควรจะต้องมีความรู้ทางด้านเศรษฐศาสตร์ในส่วนนี้ด้วย ในส่วนนี้ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ผมเรียนในเบื้องต้นไว้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การปรับปรุงรัฐธรรมนูญ หรือการยกร่างรัฐธรรมนูญต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคม ถ้าหากว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้ตอบสนองปัญหาของประชาชน ไม่ได้ตอบสนองการแก้ไขปัญหา ของสังคมมันไร้ประโยชน์ที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ยกร่างมาใหม่ทั้งฉบับ แต่ปัญหาของสังคม ปัญหาการถูกเอารัดเอาเปรียบ ปัญหาหนี้นอกระบบ ปัญหาอะไรอีกเยอะแยะที่ยังมีอยู่ ยังไม่ได้รับการกำหนดหลักเกณฑ์ หรือว่าวางแนวทางในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน ในสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ไว้ ผมคิดว่าไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง จึงต้องเป็นคนที่มีความรู้ ในเรื่องของสังคมศาสตร์ รวมไปถึงเรื่องของผู้สูงอายุ เรื่องอะไรต่าง ๆ นี้นะครับ จะต้องให้สิทธิอะไร อย่างไรบ้าง
และสุดท้ายในส่วนของภาคผู้ทรงความรู้ครับ ผมคิดว่าหลักทั่วไปซึ่งยึดกันมา ในหลายกฎหมายก็มักจะให้ความเชื่อถือในระบบราชการ เราก็มักจะกำหนดให้ผู้ที่เป็น อาจารย์ในมหาวิทยาลัยของรัฐเข้ามามีส่วนร่วม ตรงนั้นเป็นหลักที่ยอมรับได้ครับ แล้วก็หลักที่รับอยู่ทั่วไป แต่ผมคิดว่าเราต้องไม่ทิ้งภาคเอกชน เพราะว่าในภาคเอกชนเอง ก็อาจจะมีผู้ที่มีความรู้ความชำนาญในเรื่องต่าง ๆ เหล่านั้นดีพอสมควร แต่เขาไม่อยาก รับราชการครับ เขาไม่ชอบ เขาชอบความเป็นอิสระแบบภาคเอกชน เขาจึงไม่เลือก ที่จะอยู่กับสถาบันการศึกษาทางภาคอุดมศึกษาของรัฐ ด้วยเหตุนี้ผมจึงคิดว่าควรจะต้อง กำหนดให้มีอาจารย์ในคณะ หรือภาควิชาตามที่กำหนดไว้ ๔ ข้อ ที่เรียนท่านประธาน เมื่อสักครู่นะครับ ในสถาบันอุดมศึกษาของเอกชนที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานของรัฐ ที่เป็นอาจารย์ประจำในคณะหรือภาควิชานั้น ๆ ไม่น้อยกว่า ๕ ปีติดต่อกัน ที่ที่ประชุมร่วมกัน ของผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาเอกชนนั้น ๆ มีมติเห็นชอบแล้วตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภา ประกาศกำหนดจำนวน ๕ คน ให้มามีส่วนร่วมเป็นผู้มีสิทธิคัดเลือกเข้ามา
แล้วก็ลำดับต่อไปท่านประธานครับ ได้กำหนดไว้บอกว่าให้ผู้มีประสบการณ์ ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย และการร่างรัฐธรรมนูญ ตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภาประกาศกำหนดจำนวนด้านละหนึ่งคน รวมทั้งสิ้นหกคน อันนี้คือผู้มีประสบการณ์แล้วครับ เมื่อครู่ภาควิชาการ แต่ว่าบางท่านอาจจะมีประสบการณ์ ท่านประธานคณะกรรมาธิการมีประสบการณ์สภาร่างรัฐธรรมนูญ ถึงเวลาท่านอาจจะสละ ไม่เป็น ส.ส. แล้วครับ ไปเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ไปช่วยร่างรัฐธรรมนูญใหม่ก็ได้ เพราะท่านทำมาวันนี้ต้องทำให้จบ อันนี้ใครจะไปทราบ เพราะฉะนั้นอย่างนี้ก็ต้องถือว่า ท่านเป็นผู้มีประสบการณ์ทางด้านนี้ได้เหมือนกัน ผมจึงคิดว่าท่านประธาน เป็นคนที่มีประสบการณ์ มีความรู้ แล้วก็มีคุณภาพสูงในเรื่องของการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ลักษณะอย่างนี้ก็ควรจะให้โอกาสเข้ามามีส่วนคล้าย ๆ เป็นผู้ที่ช่วยเหลือกับทางภาคประชาชน ที่ได้รับเลือกเข้ามาเป็นผู้แทนราษฎร
สุดท้ายท่านประธานครับ เป็นผู้แทนองค์กรภาคประชาชนครับ ผมคิดว่าวันนี้ มีผู้แทนองค์กรภาคประชาชนเยอะ ท่านประธานคณะกรรมาธิการก็เชิญเจ้าของร่าง ซึ่งเป็นภาคประชาชน ซึ่งความจริงมีอีกเยอะครับ ที่เขาอาจจะยังยกร่างไม่เสร็จ หรือไม่ได้ยกร่าง แต่เขาก็มีความคิดเห็นทางด้านการเมืองเกี่ยวกับการปกครอง หรือว่าปัญหาสังคมของเขา ในส่วนนี้ควรจะให้เขามีโอกาสได้รับการเสนอชื่อมาคัดเลือกด้วย ผมคิดว่าจึงต้องเสนอมาเป็น องค์ประกอบในส่วนนี้ เพราะอาจจะเป็นองค์กรหลายประเภทที่ผมเรียนประธานนะครับ ดูแลเรื่องสิทธิมนุษยชน ดูแลด้านของทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ดูแลเรื่องสิทธิ ของผู้สูงอายุ คนพิการ เหล่านี้คือปัญหาของสังคมที่ควรจะเขียนรองรับไว้ในรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น ถ้าหากว่าเราไม่ได้อาศัยผู้มีความรู้ ประสบการณ์ในเรื่องเหล่านี้เลยจะคัดเลือกเข้ามาทำไมครับ ทั้งหมด ทั้งปวง รวมกันได้ ๓๘ คนครับ ซึ่งผมไม่ได้กำหนดไว้ว่าสมาชิกจะมี ๒๐๐ คน ๓๐๐ คน ในข้อแรก สมาชิกที่มาจากการเลือกตั้ง ผมเรียนท่านประธานแล้วว่าอย่างน้อยจังหวัดละ ๑ คน แต่บางจังหวัดอาจจะได้ ๒ คนก็ว่ากันไป เพราะฉะนั้นตรงนี้ละครับ ผมเรียนท่านประธานว่า เมื่อรวมกันตรงนี้แล้ว อย่างน้อยผมเชื่อว่าการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับก็จะมีคนที่เห็น ปัญหาของประชาชนที่ได้รับเลือกมา มีคนที่มีความรู้ ทั้งประสบการณ์ วิชาการ เข้ามาช่วยกันคัดกรอง ปรับปรุง แก้ไข และที่สำคัญก็จะมีที่มาของสภาร่างรัฐธรรมนูญที่ชัดเจน แล้วก็เป็นลักษณะที่ชัดเจน ถูกต้องตามเจตนารมณ์ว่าเป็นการขึ้นมาทำงานชั่วคราวแล้วก็จบไป ไม่ใช่เป็นผลทางกฎหมายที่ว่าให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงครับ ที่ผมได้กราบเรียน ท่านประธานมาทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลที่ผมได้เสนอคำแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑ และมาตรา ๒๙๑/๑/๑ และมาตรา ๒๙๑/๑/๒ ครับ ขอขอบพระคุณท่านประธานครับ