รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๑๘ เมษายน ๒๕๕๕

พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เสนอการแปรญัตติของรัฐธรรมนูญ เนื่องจากสถานการณ์เปลี่ยนแปลง และขอปรับปรุงแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญให้เหมาะสมกับสถานการณ์

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กรรมาธิการ

ขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ความจริงผมตั้งใจจะพูดเข้าไปในเนื้อหาเลยนะครับ แต่ว่ามีท่านกรรมาธิการมาพูดชี้แจง ในเรื่องของสถานการณ์ในที่ประชุม ซึ่งผมจะไม่ใช้คำพูดที่เพื่อนสมาชิกท่านอื่นได้พูดไป ทำให้ผมคิดว่าผมจำเป็นต้องอธิบายท่านประธานครับ เพราะว่าความจริงแล้วเหตุการณ์นั้น เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมต้องแปรญัตติ แล้วก็เป็นเหตุผลที่ผมใช้ในการแปรญัตติด้วย เรียนท่านประธานที่เคารพครับว่าในการประชุมวันนั้นมีประเด็นที่คุยกันหลัก ๆ อยู่เรื่องหนึ่ง คือเรื่องของหลักการ ก่อนที่จะมีปัญหาเรื่องของการแปรญัตติ แล้วก็มีการลงมติกันในวันนั้น มีการพูดคุยกันมากในเรื่องของหลักการ ซึ่งท่านกรรมาธิการส่วนหนึ่งก็คิดว่าการแก้ไขเนื้อหาสาระ ของร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ที่ต่างไปจากหลักการได้ กรรมาธิการอีกด้านหนึ่งก็เห็นว่าน่าจะทำได้ ผมนี่เป็นผู้หนึ่ง ที่ได้เสนอความเห็นไว้ครับว่าในฐานะที่ได้ทำงานในสภามานาน อยู่ในคณะกรรมาธิการ มาหลายคณะ แล้วก็ได้เคยมีประเด็นถกเถียงกันเรื่องนี้ในคณะกรรมาธิการพิจารณากฎหมายอื่น ๆ ซึ่งได้เคยมีความเห็นว่า ถ้าหากว่าคณะกรรมาธิการเห็นว่าการทำงานของคณะกรรมาธิการ จะสำเร็จลุล่วงแล้วบรรลุเป้าหมายได้ดีให้ถูกของการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย จำเป็นที่จะต้อง ขอแก้ไขหลักการนั้นก็ทำได้ไม่ใช่ทำไม่ได้เลย แต่ว่าต้องเข้ามาขออนุญาตสภาก่อน ว่าการที่คณะกรรมาธิการจะเปลี่ยนแปลงเนื้อหาสาระที่ต่างไปจากหลักการนั้น แล้วเอาเข้ามา ทางรัฐสภานี้ ในกรณีนี้คือรัฐสภาอนุญาตไหม ถ้าหากว่ารัฐสภาอนุญาตก็ทำได้ครับ แต่ถ้าหากรัฐสภาไม่อนุญาตทำไม่ได้ อันนี้คือความเห็นที่ผมได้เสนอไว้ แล้วก็เป็นแนวทาง ที่ได้ถือปฏิบัติกันมาในคณะกรรมาธิการชุดอื่น ๆ ด้วยครับ แล้วก็เคยทำมาแล้ว เพราะฉะนั้น ตรงนี้ผมก็ทำความเข้าใจว่าที่บอกไม่ได้เลยนั้นไม่ใช่ เพียงแต่ว่าถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ทำกันครับ ผมพูดตรง ๆ ไม่จำเป็นก็ไม่ทำกัน แต่ถ้าจำเป็นก็ต้องมาขออนุญาต จะทำเองโดยพลการไม่ได้ อันนี้ก็ขออนุญาตยืนยัน แต่ท้ายที่สุดก็มีความเห็นว่าทำไม่ได้กันก็เลยไม่ได้ทำ ต่อมาท่านประธานครับ ได้มีการพิจารณาในข้อเสนอคิดเห็นของท่านกรรมาธิการในหลายท่าน ในมาตรา ๒๙๑/๑ ว่ามีความเห็นกันแตกต่างหลากหลายกว้างขวางพอสมควร แต่จับประเด็นหลัก ๆ ได้ก็คือว่าส่วนหนึ่งคิดว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญน่าจะมาจาก การเลือกตั้งทั้งหมด ควรจะมาจากผู้แทนที่พี่น้องประชาชนเลือกมาทั้งหมดเลย อีกส่วนหนึ่ง ก็คิดว่าน่าจะเป็นไปตามร่างของรัฐบาล ก็คือว่าเป็นสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งส่วนหนึ่งครับ แล้วก็เป็นสมาชิกที่มาจากการคัดเลือกอีกส่วนหนึ่ง ก็แสดงความคิดเห็นโต้แย้งกันพอสมควร จนท้ายที่สุดก็มีท่านกรรมาธิการอยู่ ๙ ท่าน ที่เสนอรูปแบบของ มาตรา ๒๙๑ ขึ้นมา ซึ่งถ้าจำไม่ผิด ๗ ท่านใน ๙ ท่าน เห็นต่างกัน แต่ ๒ ท่าน ใน ๙ ท่าน เห็นตรงกัน คือของท่านวิรัตน์ กัลยาศิริ ของท่านกรรมาธิการท่าน ส.ว. เจตน์ ขออภัยเอ่ยนามไม่ได้ เสียหายครับ จริง ๆ แล้วก็เหมือนกับแค่ ๘ ร่าง เพราะว่า ๒ ท่าน ถือรวมเป็นอันเดียวกัน ซึ่งในวันนั้นถ้าหากว่ามีการเสนอไปตามนั้นผมคงจะไม่ได้แปรญัตติ ผมถึงเรียนท่านประธานว่า อันนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ผมต้องขออนุญาตท่านประธานพูดด้วย เพราะว่าเป็นส่วนหนึ่งของเหตุผล ในการแปรญัตติของผมในวันนี้ที่ต้องกราบเรียนท่านประธาน หลังจากนั้น ท่านประธานคณะกรรมาธิการก็ได้เรียกมติครับ เมื่อมีการเรียกมติแล้วก็ปรากฏว่า เมื่อนับจำนวนคะแนนเสียงแล้ว เสียงที่เห็นว่าไม่เอาตามร่างของรัฐบาลนี้มีมากกว่า เสียงของท่านที่จะเอาตามร่างของรัฐบาล ซึ่งขออภัยเอ่ยนามท่านสามารถ ซึ่งทำหน้าที่ ประธานอยู่ท่านก็ทำตามระเบียบข้อบังคับอย่างถูกต้องในขณะนั้นนะครับ ท่านก็บอกว่าเมื่อมติ เป็นอย่างนี้ก็ต้องแบบนี้

ประเด็นที่จะต้องดำเนินการต่อไปคือใน ๘ รูปแบบ หรือ ๘ ร่างที่เหลือนั้น จะเอาร่างไหนที่จะเอามาเป็นแนวทางของคณะกรรมาธิการพิจารณาต่อไป ซึ่งอยู่ระหว่างตรงนี้ ก็เกิดปัญหาเกิดขึ้น ยังไม่สามารถเรียกมติในส่วนนี้ได้ หลังจากนั้นก็มีการเข้ามาประชุมกันเพิ่ม ในวันเดียวกัน ที่ผมเรียนตรงนี้ก็คือข้อเท็จจริงเป็นอย่างนี้ไม่ใช่ว่าข้ามไปอีกวันหนึ่งครับ ขออภัยเอ่ยนามที่ท่านบุญยอดบอกเมื่อสักครู่ว่าข้ามไปอีกวัน ที่จริงไม่ใช่ ตั้งแต่วันนั้นเลยครับ ต่อเนื่องเลย และท้ายที่สุดที่พยายามทำกันก็คือจะลงมติใหม่ครับ ผมถึงจะเรียนตรงนี้จำเป็นต้องขอพูดครับว่า ไม่ใช่เป็นการทบทวนมตินะครับ แต่เป็นการลงมติใหม่ในมติที่ลงไปแล้วครับ ซึ่งตรงนี้คือสิ่งที่ หลายท่านบอกทำไม่ได้ และท่านกรรมาธิการลุกขึ้นมาบอกทำได้ มันไม่ใช่เป็นการทบทวนมติครับ มันเป็นการลงมติใหม่อีกครั้งหนึ่งในมติที่ทำไปแล้ว ตรงนี้ทำไม่ได้ครับ แต่ถ้าหากว่าทำตาม มติเสียงข้างมากขณะนั้นแล้วเดินหน้าไปแล้ว มาตราอื่น ๆ ที่ต้องปรับปรุงแก้ไขให้สอดคล้อง กับมาตราที่ได้แก้ไขตามมติเสียงข้างมากในขณะนั้นมันเดินไปไม่ได้ครับ มันติดตรงนั้นขัดตรงนี้ แล้วกลับมาทบทวนเมื่อเป็นไม่ได้ต้องกลับมาพิจารณา กลับมามาตรา ๒๙๑/๑ ใหม่แล้ว อย่างนี้ทำได้ครับ แต่เหตุการณ์ในวันนั้นสถานการณ์มันไม่ใช่แบบนี้ครับ ผมเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพว่ามันเป็นอย่างนี้ เป็นการลงมติใหม่อีกครั้งหนึ่งไม่ใช่เป็นการทบทวนมติ ในความเห็นผมเป็นอย่างนี้ครับ และเมื่อเป็นเช่นนั้นท่านประธานครับ ท้ายที่สุด ก็กลับไปเป็นร่างของ ครม. กลับมาเป็นแบบเดิม นี่คือจุดเริ่มต้นที่ผมต้องขอแปรญัตติ ในมาตรา ๒๙๑/๑ เพราะว่าเมื่อเป็นเช่นนี้ สิ่งที่ผมเคยคิดว่าเมื่อเอาร่างของกรรมาธิการ ท่านใดท่านหนึ่งเมื่อเลือกได้แล้ว จะต้องพิจารณากันในเนื้อหาของร่างของท่านนั้นก่อน เมื่อพิจารณาในร่างเนื้อหาของท่านนั้น ผมก็จะเสนอแนวทางของผมเข้าไปในการพิจารณาตรงนั้น แต่เมื่อไม่มีด้วยเหตุผลอย่างที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานเช่นนั้นแล้ว จึงทำให้ผมต้องมาแปรญัตติ ในส่วนนี้ นี่คือประเด็นที่ ๑ ที่ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าทำไมผมถึงต้องขอแปรญัตติครับ

ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าผมได้พูดไว้ในที่ประชุมในฐานะกรรมาธิการ ซึ่งสุดท้าย ก็เป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อยว่าในร่างของคณะรัฐมนตรีซึ่งจะถือเป็นแนวทางหลักการนั้น ผมเห็นว่ามันจะมีปัญหาในทางปฏิบัติครับ เพราะว่าหลังจากที่ได้พูดคุยสอบถามเหตุผล และความต้องการเจตนารมณ์แล้วว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญที่ว่านี้จะมีลักษณะเป็นการถาวร เหมือนกับสภาผู้แทนราษฎรหรือว่าวุฒิสภา หรือว่าเป็นลักษณะสภาชั่วคราวที่เกิดขึ้นมาเป็น ครั้งคราวแล้วก็ดับไปที่ผมพูดในวาระเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าเกิดและดับไป สุดท้ายก็ได้แนวทางว่า เป็นลักษณะที่เกิดขึ้นมาเพื่อการยกร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็เลิกไปเป็นการเฉพาะคราว ซึ่งถ้าหากเป็นเช่นนั้นผมก็ได้นำเรียนที่ประชุมไว้ครับว่า ถ้าหากเป็นเช่นนั้นการเขียนแบบ มาตรา ๒๙๑/๑ ไม่น่าจะเป็นการถูกต้องครับ เพราะว่าการเขียนแบบมาตรา ๒๙๑/๑ ของร่างคณะรัฐมนตรีที่ถือเป็นหลักประกอบกับอีก ๒ ร่าง เราเริ่มต้นโดยใช้คำว่า ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อไรที่เราใช้คำในกฎหมายว่า ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับแปลว่ามันเกิดเลยครับ มันต้องมีครับ ส่วนมีแล้วแต่ละชุดจะครบวาระ เมื่อไรก็ว่ากันไป แต่ต้องมีตลอด เมื่อเราเริ่มต้นบอกให้มีโน่น ให้มีนี่ตามกฎหมาย โดยเฉพาะ เป็นกฎหมายสูงสุดมันต้องมีครับ ให้มีศาลยุติธรรม ให้มีคณะกรรมการการเลือกตั้งแปลว่า มันต้องมีครับ แต่ว่ามีแล้ววาระจะเป็นอย่างไรก็ว่ากันไป เหมือนพวกเราซึ่งเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็วาระ ๔ ปี ก็ให้มีสภาผู้แทนราษฎรนี่ละครับ และเมื่อครบ ๔ ปี เราก็ต้องไปเลือกตั้งกันใหม่ ถ้าหากว่าหลักการทฤษฎีเป็นแบบนี้ตามที่มาตรา ๒๙๑/๑ ร่างของรัฐบาลที่เสนอมาบอกว่าให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผมยังไม่พูดถึงสมาชิกว่ามาอย่างไรนะครับ แปลว่ามันก็ต้องมีครับ แต่ว่าในมาตราถัดไปข้างหลัง ๆ ผมจำไม่ได้ว่าทับอะไร บอกไว้ว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญสมาชิกหมดไปเมื่อทำงานเสร็จใน ๑๘๐ วัน ถ้าหากตีความตามนัยกฎหมาย คือว่าให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ แต่สมาชิกภาพของสมาชิก ๑๘๐ วันก็หมดครับ แล้วก็ต้อง มีต่อไปใหม่ เพื่อไม่ให้มีปัญหาเช่นนี้ ท่านประธานครับ ผมถึงนำเรียนว่ามันจะต้องเขียนที่มา ของสภาก่อนครับว่าอยู่ดี ๆ สภาร่างรัฐธรรมนูญมันต้องมีที่มาในการเกิด มันจะต้องมีเงื่อนไข อะไรสักอย่างหนึ่งก่อน เพื่อให้มันเกิดขึ้น ถ้าไปเขียนว่าให้มีมันเป็นเงื่อนไขของกฎหมาย ที่จะต้องมีเลย ซึ่งลักษณะเช่นนี้มันไม่ใช่เป็นลักษณะของสภาชั่วคราว หรือสภาเฉพาะกิจ แต่มันเป็นสภาที่จะต้องมีเลยตามรัฐธรรมนูญ อันนี้คือเหตุผลที่ผมได้นำเรียนและตั้งใจว่า ถ้าหากว่าเสียงข้างมากในวันนั้นก่อนที่จะมีการลงมติในเรื่องเดิมใหม่ จะมีการเสนอร่างสมาชิก ผมก็ตั้งใจจะปรับปรุงเนื้อหาให้เป็นทำนองอย่างที่ผมเรียนอย่างนี้ครับท่านประธาน แต่ว่าขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพต่อไปครับว่าถ้าถามด้วยเหตุผลใจจริง ของผมแล้วนี่ ผมไม่อยากแปรญัตติเลยครับ และไม่อยากแก้ด้วยครับ เพราะในใจส่วนลึกของผมนี่ ผมคิดว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ เขาไม่ได้มีเจตนารมณ์ให้มาร่างรัฐธรรมนูญฉบับของเขาใหม่ทั้งฉบับครับ แต่ว่าเจตนารมณ์ ของเขาเขาใส่ไว้ในหมวด ๑๕ ว่า ถ้าหากว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเนื้อหาสาระ มีข้อความวันไหน ในอนาคตมันมีความไม่เหมาะสมกับสถานการณ์บ้านเมือง ไม่ว่าจะเป็นการเมือง เศรษฐกิจ หรือสังคม ก็ให้มีการปรับปรุงแก้ไขใหม่ได้ว่ากันเป็นเรื่อง ๆ ว่ากันเป็นครั้งคราวไป เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเขาถึงได้เขียนไว้เช่นนั้น แล้วเมื่อเราได้ปฏิญาณตนว่าจะปกป้อง รัฐธรรมนูญก็ต้องดูแลรัฐธรรมนูญทุกฉบับ เช่นเดียวกันครับ รัฐธรรมนูญของประเทศไทยมีเงื่อนไขพิเศษ เราจะมาบอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีที่มาตรงโน้น มีที่มาตรงนี้ แต่สุดท้ายมาเหมือนกันครับ ต้องถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญตามกฎหมาย เพราะว่าลงพระปรมาภิไธยเหมือนกันหมดทุกฉบับ เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ต้องถือว่าเหมือนกับรัฐธรรมนูญฉบับอื่น ๆ แต่ถ้าหากว่า เรามองย้อนกลับไปว่าอย่างนั้นไม่ได้ อย่างนี้ไม่ได้ ฉบับแรกก็มีปัญหา เพราะมาในเรื่องของรูปแบบ ที่ไม่ต่างกัน เพียงแต่ผู้ดำเนินการต่างกัน ผมถึงเรียนว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเริ่มต้นอย่างไร ก็แล้วแต่ แต่สุดท้ายก่อนประกาศใช้เหมือนกันกับรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๔๐ แล้วก็ต้องถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่สมบูรณ์ทุกประการ เพียงแต่ใส่เงื่อนไขไว้ว่ามีการปรับปรุงแก้ไขได้ แต่ผมเชื่อครับว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญไม่ได้มีเจตนารมณ์ให้ยกร่างใหม่ แล้วโละทิ้ง ฉบับปี ๒๕๕๐ ทั้งฉบับ เพราะฉะนั้นกราบเรียนท่านประธานเป็นเบื้องต้นว่าจริง ๆ แล้ว ผมไม่เห็นด้วยเลยครับที่จะใส่หมวดที่ ๑๖ เข้าไป แต่ในฐานะกรรมาธิการครับ เมื่อเสียงข้างมากว่าอย่างไรผมต้องเคารพ เสียงข้างมากบอกให้เอาตามหลักการที่เขียนมา เมื่อหลักการเขาเขียนมาอย่างนั้น ถ้าผมไปแปรญัตติอย่างที่ผมเรียนท่านประธานว่าผมไม่เห็นด้วย ตรงนั้นตรงนี้ ผมก็เกรงใจเหมือนกันครับว่า ๑. เกรงใจท่านประธานคณะกรรมาธิการ แล้วก็ เกรงกลัวครับว่า เกรงกลัวว่าท่านประธานคณะกรรมาธิการจะมองว่าคำแปรญัตติ ของผมมันขัดหลักการท่านก็เลยไม่ผ่านให้ ไม่น่าจะทำได้ ผมเกรงของผมไปเอง ผมก็เลยเขียน ของผมว่าเอาตามอย่างนั้นผมก็พยายามแปรญัตติให้มันดีที่สุดตามเงื่อนไขที่ผมคิดว่า จะไม่มีการมาแก้ไข หรือมายับยั้งคำแปรญัตติของผม อันนี้ก็คือเหตุผลเริ่มต้น ครับท่านประธานที่ผมต้องขออนุญาตทำความเข้าใจชัดเจนว่าผมหนึ่งในฐานะกรรมาธิการ ทำไมไม่พูดกันให้จบในห้องกรรมาธิการ แต่ผมพูดแล้วแสดงความเห็นแล้ว แล้วก็มีปัญหาเรื่องของของการลงมติซ้ำในมติเดิมที่ลงไปแล้วเช่นนี้ ผมจึงต้องขอแปรญัตติใหม่ อีกครั้งหนึ่งครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ในสิ่งที่ผมได้แปรญัตติไว้ที่อยู่ในมือ ท่านประธานในร่างของมาตรา ๒๙๑/๑ มันจะไม่เหมือนมาตรา ๒๙๑/๑ ของร่าง ของกรรมาธิการ ของรัฐบาลเลยทั้งมาตราครับ ส่วนแนวทางของมาตรา ๒๙๑/๑ ซึ่งเป็นร่าง ของรัฐบาลและร่างของกรรมาธิการนั้นผมได้ขยับไปรวมกันไว้ในอีก ๒ มาตรา คือมาตรา ๒๙๑/๑/๑ และมาตรา ๒๙๑/๑/๒ เนื่องจากผมได้กำหนดแนวทางการเริ่มต้นของสภาร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ผมจึงขออนุญาตเรียนถามท่านประธานในเบื้องต้นตรงนี้ครับ ก่อนที่ผมจะอภิปรายต่อไป ในเนื้อหาของคำแปรญัตติผมว่าท่านประธานจะให้ผมอภิปรายรวมกันไปเลย คือมาตรา ๒๙๑/๑ ตรงนี้ รวมไปถึงมาตรา ๒๙๑/๑/๑ และมาตรา ๒๙๑/๑/๒ หรือท่านประธานจะให้มาตรา ๒๙๑/๑ นี้จบก่อน แล้วผมก็กลับมาอภิปรายในมาตรา ๒๙๑/๑/๑ แล้วก็มาตรา ๒๙๑/๑/๒ ครับ ผมก็ขออนุญาตถามความเห็นท่านประธานก่อนครับ ผมจะได้ ทำการอภิปรายในประเด็นนี้ถูกครับ