จิตติพจน์ วิริยะโรจน์ หารือเรื่องการเปลี่ยนแปลงมาตรา ๒๙๑/๑ ตามมาตรา สสร. และการเปลี่ยนแปลงการแบ่งเขตเลือกตั้ง และเสนอให้เลือกตั้งแบบเขตเดียวเบอร์เดียวเพื่อความเสมอภาคในการเลือกตั้ง ขอให้รัฐธรรมนูญนี้เป็นรัฐธรรมนูญของเสียงข้างมาก และไม่ให้เสียผลบังคับใช้กับรัฐธรรมนูญปี 2550
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดศรีษะเกษ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ความจริงแล้วตั้งแต่หลังจากลงมติ มาตรา ๔ ผมก็เป็นคิวแรกที่จะต้อง อภิปรายแล้วก็ได้ยกมือไว้ด้วย แต่บังเอิญท่านประธานไปชี้ให้ท่านเทพไทได้พูดก่อน ทำให้ผมต้องได้ลุกขึ้นยืนนะครับ แล้วก็แจ้งท่านประธานว่าจริง ๆ เป็นคิวของผม แต่เมื่อท่านประธานได้ให้ท่านเทพไทได้พูดไปก่อน กระผมก็ไม่ว่าอะไรครับ ก็ยินดีมานั่งรอนะครับ ก็บอกท่านประธานว่าก็ประมาณสักบ่ายโมงก็จะมารอเพื่อจะถึงคิวที่จะอภิปรายนะครับ ซึ่งตอนนี้ก็ประมาณบ่าย ๒ โมงเศษก็ไม่ว่ากันท่านประธานครับ ท่านประธานครับ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ เป็นเรื่องที่มาของ สสร. ครับท่านประธาน สาเหตุที่ผมได้แปรญัตติไว้นะครับ หรือว่าสงวนความเห็นไว้นะครับ ก็ขออนุญาตให้เหตุผลประกอบครับ ผมจะไม่อ่านมาตรา ที่ผมได้แปรญัตติหรือสงวนความเห็นไว้นะครับ เนื่องจากว่าเกรงว่าจะเป็นการกินเวลา ของสภาแห่งนี้จนเกินสมควร เนื่องจากเรามีสมาชิกจำนวนมากที่กำลังรออภิปรายอยู่ จะขออนุญาตสรุปสาระสำคัญของการสงวนความเห็นของผมครับ ผมได้สงวนความเห็นไว้ว่า สสร. ควรจะมีที่มา ๒ ประการครับ
ส่วนที่ ๑ จะมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนตามสัดส่วน จำนวนประชากร ๑๖๐ คน โดยเป็นลักษณะการเลือกตั้งแบบเขตเดียว เบอร์เดียวครับ
ส่วนที่ ๒ มาจากการคัดเลือกของรัฐสภาอีก ๓๙ คน สาเหตุที่ผมเห็นว่า การคัดเลือกโดยสมาชิกรัฐสภา จำนวน ๓๙ คน สามารถกระทำได้ ก็เนื่องจากว่า กระบวนการทางประชาธิปไตยนั้น สามารถใช้การเลือกตั้งทางตรงหรือการเลือกตั้งทางอ้อม ก็ได้เช่นเดียวกันครับ ยกตัวอย่างการเลือกตั้งทางอ้อมที่มีการใช้อยู่ในประเทศไทย ก็คือกระบวนการที่มีการเลือกตั้ง ส.ส. หลังจากมีการเลือกตั้ง ส.ส. ส.ส. ก็จะไปเลือก นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีก็ไปเลือกรัฐมนตรี เป็นการเลือกตั้งทางอ้อม เป็นการใช้อำนาจ อธิปไตยทางอ้อมของประชาชน ซึ่งไม่ได้เป็นกระบวนการที่ขัดกับหลักประชาธิปไตยแต่อย่างใด ไม่เหมือนกับการสรรหาโดยที่บุคคลที่สรรหาไม่ได้มีการมาจากประชาชนครับ ในต่างประเทศ เช่นเดียวกันครับ ก็มีกระบวนการที่ใช้กระบวนการเลือกตั้งทางอ้อมเช่นเดียวกันครับ ยกตัวอย่างเช่น ศาลรัฐธรรมนูญของประเทศฝรั่งเศสก็จะมีที่มาต่าง ๆ กันนะครับ ทั้งหมด ๑๑ ท่าน ๓ ท่านแรกก็จะมาจากประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นคนเลือก ๓ ท่าน ๓ ท่านที่ ๒ ก็มาจากประธานวุฒิสภาเลือกอีก ๓ ท่าน ๓ ท่านที่ ๓ มาจากประธานาธิบดีเลือก ๓ ท่าน ส่วนอีก ๒ ท่านครับ ท่านประธานครับ ก็มาจากอดีตประธานาธิบดีของประเทศฝรั่งเศส ดังนั้นทั้ง ๑๑ ท่านจึงอ้างอิงที่มา จึงอ้างอิงอำนาจอธิปไตยจากประชาชนได้เช่นเดียวกัน กระบวนการเลือกตั้ง สสร. โดยให้รัฐสภาซึ่งได้รับมอบอำนาจจากประชาชนเป็นคนเลือก สสร. จากการคัดเลือกจำนวน ๓๙ คน จึงเป็นกระบวนการที่ถูกต้องและสอดคล้องกับกระบวนการ ทางประชาธิปไตยอย่างแน่นอนครับ ท่านประธานครับ
ส่วนอีกประเด็นหนึ่ง ที่ผมใช้การเลือกตั้งแบบเขตเดียว เบอร์เดียว จำนวน ๑๖๐ คน ก็เนื่องจากว่าตามหลักประชาธิปไตยนั้นประชาชนทุกคนย่อมมีความเสมอภาคกัน ถ้าหากว่าเราไม่ใช้สัดส่วนจำนวนประชากรในการเลือกตั้ง สสร. ก็จะมีปัญหาว่าบางจังหวัด ซึ่งมีประชากรมากกว่าบางจังหวัดถึง ๓๐ เท่า แต่ก็มี สสร. ได้เพียง ๑ คน อย่างเช่นกรุงเทพมหานครกับจังหวัดระนอง เป็นต้น ซึ่งในแง่ของความเสมอภาคแล้ว ตามหลักประชาธิปไตยแล้วน่าจะไม่สอดคล้องกับกระบวนการทางประชาธิปไตย แต่ในขณะเดียวกันเมื่อมีการเลือกตั้งตามสัดส่วนประชากรแล้ว ถ้าหากว่าไม่ใช่ เป็นการเลือกตั้งแบบเขตเดียว เบอร์เดียว ก็จะเกิดปัญหาอีกเช่นเดียวกันครับ ท่านประธานครับ บางจังหวัด เช่น กรุงเทพมหานคร ถ้าพวกเราจำได้นะครับ ในการเลือกตั้ง ส.ว. ในครั้งที่ผ่าน ๆ มา ที่มีสมาชิกมากกว่า ๑๐ ท่าน ท่านท้าย ๆ ก็จะมีคะแนนเสียงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น คือประมาณหมื่นเศษ ๆ เท่านั้น ซึ่งทำให้แตกต่างจากสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ในหลาย ๆ จังหวัด ซึ่งบางท่านก็จะได้คะแนนถึง ๑๐๐,๐๐๐ คะแนน ทำให้เกิดความลักลั่นกัน จึงไม่ค่อยสอดคล้องกับกระบวนการทางประชาธิปไตยเท่าไร แล้วก็ไม่สามารถเป็นตัวแทน ที่แท้จริงของประชาชนได้ อีกทั้งถ้าหากว่า สสร. จะต้องลงพื้นที่เพื่อรับฟังความคิดเห็น ของประชาชน ในจังหวัดที่มี สสร. มากกว่า ๑ คนแล้วต้องลงพื้นที่ทั้งจังหวัด การแบ่งพื้นที่ ที่จะไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชนก็จะมีปัญหาเช่นเดียวกัน แต่ถ้าหากว่า ได้มีการแบ่งเป็นเขตเดียว เบอร์เดียว สสร. แต่ละท่านก็จะสามารถลงพื้นที่รับฟัง ความคิดเห็นในพื้นที่ของตัวเองได้อย่างทั่วถึง ก็จะเป็นกระบวนการที่ทำให้การทำงาน ของ สสร. มีประสิทธิภาพมากกว่ากระบวนการที่ใช้แบบพวงใหญ่ ซึ่งทำให้เกิดความสับสน ในการปฏิบัติครับ ผมจึงเห็นว่าในส่วนที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนนั้น ควรที่จะเป็น ๑๖๐ คน โดยคำนวณจากสัดส่วนจำนวนประชากรแล้วก็เป็นการเลือกตั้ง แบบเขตเดียวเบอร์เดียวด้วยนะครับ
ท่านประธานครับ มีอีกประเด็นหนึ่งที่มีความกังวลกันมาก ก็คือเรื่องที่ว่า สสร. ที่เลือกเข้ามานี้เมื่อเป็นตัวแทนของเสียงข้างมาก แล้วการร่างรัฐธรรมนูญ จะเป็นรัฐธรรมนูญของเสียงข้างมากหรือไม่ ประเด็นนี้ถ้าหากว่าได้พิจารณากันจริง ๆ แล้วนะครับ กระบวนการนี้ไม่ใช่กระบวนการว่าร่างรัฐธรรมนูญใหม่สำหรับประเทศที่เกิดใหม่ แต่เป็นประเทศที่มีรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว ดังนั้นร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังจะร่างกันนี่นะครับ เมื่อร่างขึ้นมาแล้วก็จะมีการเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ครับ กล่าวคือว่าถ้าหากว่า ร่างที่ร่างขึ้นมานี่นะครับ ประชาชนไม่ชอบนะครับ ประชาชนก็จะโหวตไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งก็จะทำให้เกิดผลทางปฏิบัติก็คือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็จะยังมีผลบังคับใช้อยู่ ซึ่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้น จากการรับฟังความคิดเห็นในเบื้องต้นนะครับ ก็น่าจะพอ อนุมานได้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่เสียงข้างน้อยนิยมชมชอบอยู่ ดังนั้นในส่วนของเสียงข้างน้อย ในรัฐสภาแห่งนี้ ก็อาจจะกล่าวได้ว่ามีรัฐธรรมนูญที่เสียงข้างน้อยชอบพออยู่แล้ว ก็เป็นหน้าที่ ของเสียงข้างน้อยในรัฐสภาแห่งนี้ที่จะได้ไปรณรงค์กับประชาชนให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้น ดีกว่ารัฐธรรมนูญที่ สสร. ชุดใหม่กำลังจะร่างขึ้นมา ดังนั้นในแง่ของความเป็นธรรม ผมคิดว่าก็มีความชอบธรรมอยู่แล้วครับ ท่านประธานครับ ในเบื้องต้นผมขออนุญาต ให้ความเห็นแต่เพียงเท่านี้ ขอบพระคุณครับ