วรงค์ เดชกิจวิกรม หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยแสดงความกังวลเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญที่มีการเลือกตั้ง 77 คน และการแต่งตั้ง 22 คน วรงค์ เดชกิจวิกรม ระบุว่าการแต่งตั้งสมาชิกสภาสภานิติบัญญัติแห่งชาติเป็นการแทรกแซงองค์กรอิสระ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องให้เคารพกติกาการประชุม
ท่านประธานครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยครับ ผมได้เสนอร่าง คำแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑ ซึ่งอยากจะกราบเรียนท่านประธานไปยังพี่น้องประชาชน ที่บ้านว่ามาตรา ๒๙๑ เป็นหัวใจของการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับ ถ้าเราสามารถ ทำการปรับปรุงแก้ไขมาตรานี้ได้อย่างเหมาะสม ผมก็เชื่อว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ก็จะเป็นที่ยอมรับของพี่น้องประชาชน แต่ถ้าเราไม่สามารถปรับปรุงแก้ไขมาตรา ๒๙๑ ครั้งนี้ให้เหมาะสมได้ ผมก็ไม่มั่นใจว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะเป็นที่ยอมรับของพี่น้องประชาชน มากน้อยขนาดไหน เพราะว่าในร่างของคณะรัฐมนตรีได้กำหนดที่มาของ สสร. ไว้ ๒ ชนิด ชนิดที่ ๑ ก็คือที่มาของ สสร. ที่มาจากการแต่งตั้งทั้งหมด ๒๒ คน ซึ่งผมไม่ลงรายละเอียด ชนิดที่ ๒ ก็เป็นที่มาของ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนจังหวัดละ ๑ คน คือ ๗๗ คน ดังนั้นถ้าในร่างของคณะรัฐมนตรีถ้าเราจะพูดตามสูตรทั่ว ๆ ไปก็คือสูตร ๗๗ บวก ๒๒ คือมีการเลือกตั้งจากพี่น้องประชาชน ๗๗ จังหวัด ๗๗ คน และเป็นการเลือกตั้ง จากสมาชิกรัฐสภา ๒๒ คน คือ ๗๗ บวก ๒๒ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธาน ไปยังประธานคณะกรรมาธิการ ผมเชื่อว่าท่านเองก็คงมีความรู้สึกคล้าย ๆ กันครับ อยากจะถามประธานกรรมาธิการถ้าท่านเป็นคนนอกโดยที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ผมคิดว่าสูตรนี้ท่านก็อาจจะไม่แฮปปี้ (Happy) เท่าไร เพราะผมเกรงว่าสูตรนี้จะกลายเป็นว่า มันเป็นสูตรการร่างรัฐธรรมนูญของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ไม่ใช่สูตรในการร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศครับ ผมอยากจะกราบเรียนไปยังพี่น้องประชาชน อีกครั้งหนึ่งนะครับว่าลำพังกฎหมายใช้เสียงข้างมากของรัฐบาลได้ ที่ผมต้องกล้าพูดอย่างนี้เนื่องจากว่ากฎหมายใช้เสียงข้างมากของรัฐบาล เนื่องจากว่า เวลาผลักดันกฎหมายนั้นรัฐบาลต้องรับผิดชอบ และถือว่าเป็นนโยบายของรัฐบาล รัฐบาลจึงจำเป็นต้องใช้เสียงข้างมากเฉพาะของรัฐบาล แต่รัฐธรรมนูญนั้นเป็นกฎหมายสูงสุด ในเมื่อเป็นกฎหมายสูงสูดต้องได้รับการยอมรับทุกภาคส่วน ดังนั้นการที่จะร่างกติกากลาง ขึ้นมาสักฉบับหนึ่งมันต้องมีตัวแทนของสูตรต่าง ๆ เข้ามามีส่วนในการร่าง ถ้าท่านเอาเฉพาะ เสียงของพวกท่านเป็นเสียงข้างมาก กติกานี้ก็จะไม่ใช่กติกากลาง เมื่อถึงที่สุดแล้วความยั่งยืน ของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ไม่เกิดขึ้น สุดท้ายก็ต้องมีการร่างขึ้นมาอีก เนื่องจากว่า มันเอียงไปสู่ข้างใดข้างหนึ่ง ดังนั้นมันจึงเป็นที่มาที่ผมได้มีการแปรญัตติครับ เพราะผมไม่เห็นด้วย ในการที่จะตั้งคณะสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มีการแต่งตั้ง ๒๒ คน แล้วก็เลือกตั้ง ๗๗ คน ผมคิดว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญควรจะมาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั้งหมด ซึ่งโดยหลักของผมแต่เดิมผมกำหนดไว้ ๑๕๐ คน มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ตามสัดส่วนประชากร จังหวัดใหญ่ก็จะมี สสร. มาก จังหวัดเล็กก็จะมี สสร. น้อย และประชาชน ๑ คน กา สสร. ได้ ๑ เสียง ก็เท่ากับว่าการบล็อกโหวตในแต่ละจังหวัด ก็จะไม่เกิดขึ้น คนได้ที่ ๑ ก็จะได้คะแนนไปส่วนหนึ่ง คนที่ได้ที่ ๒ ก็จะได้คะแนนไปส่วนหนึ่ง คนได้ที่ ๓ ก็จะได้คะแนนไปส่วนหนึ่ง โดยที่ ๑ คนกาได้ ๑ เสียง สูตรในการกาก็จะคล้าย ๆ กับ ส.ว. ปี ๒๕๔๓ ซึ่งผมว่ารูปแบบนี้ คนที่มาทำหน้าที่ในฐานะสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จะเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนทุกภาคส่วนจริง ๆ ตัวแทนทั้งฝ่ายเสียงข้างมาก แล้วก็เสียงข้างน้อย คำถามถามว่าทำไมผมรู้สึกกังวลในสูตร ๗๗ บวก ๒๒ ครับ และผมเชื่อว่า พวกเราเป็นสมาชิกรัฐสภา โดยเฉพาะ ๒๒ คน มาจากการแต่งตั้งของรัฐสภา ผมว่าท่านประธาน ก็ต้องเข้าใจนะครับ ๒๒ คนนี้ก็ต้องบล็อกโหวต สุดท้าย ๒๒ คนนี้ก็เป็น ๒๒ เสียง ของทางรัฐบาลอยู่ดี ผมเชื่อว่าไม่มีทางเป็นไปได้ครับ ว่า ๒๒ เสียงนี้จะมาจาก นักวิชาการกลาง ๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทางรัฐบาลโดยตรง ดังนั้นคนที่เข้ามา ๒๒ คนนี้ ก็คือ สสร. ที่ถูกบล็อกโหวตขึ้นมาและกลายเป็นว่าถ้า สสร. บล็อกโหวตก็กลายเป็น สสร. รับจ๊อบ (Job) ครับ คือคนเวลามาจากไหนก็มักจะฟังคนคนนั้นครับ คนที่มาจากประชาชน ที่เลือกตั้งมาจากประชาชนโดยตรงก็มีโอกาสที่จะฟังประชาชนโดยตรง ถ้าคนที่มาจาก ที่ประชุมรัฐสภา เมื่อมีการวิ่งเต้นแล้ว ก็ในเมื่อรัฐบาลพรรคเพื่อไทยเป็นเสียงข้างมาก เขาก็ต้องรับจ๊อบจากพรรคเพื่อไทย เพื่อมาทำหน้าที่ในการร่างรัฐธรรมนูญ ดังนั้นผมถึงกังวลว่า สสร. ที่ผ่านจากการคัดเลือกของที่ประชุมรัฐสภา เฉพาะคนกลุ่มนี้จะเป็นคนทำพิมพ์เขียว ตามที่รัฐบาลต้องการครับ ถามว่าพิมพ์เขียวที่พวกเรากังวลใจมีอะไรบ้าง ผมย้ำเหมือนเดิมนะครับ ประเด็นแรกคือการแทรกแซงศาลครับ เพราะผมเชื่อว่าวันนี้ท่านคงปฏิเสธไม่ได้ เพราะหลายครั้งสมาชิกพรรคเพื่อไทยเองได้พูดถึงว่าศาลจะต้องเป็นศาลเดียว เราเป็นภาคี กับสหประชาชาติ ท่านก็อ้างสหประชาชาติมาเพื่อปรับปรุงศาลไทยให้เป็นศาลเดียว และท่านก็ต้องไม่ปฏิเสธ เมื่อไม่กี่วันท่านทักษิณ ชินวัตร ก็พูดที่ประเทศเขมร พูดถึงภาคี กับสหประชาชาติว่าจะต้องเป็นศาลเดียว เหมือนกับว่าขณะนี้ท่านกำลังสร้างความชอบธรรม ที่จะยุบศาล ไม่ว่าจะเป็นศาลปกครองหรือศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้เป็นองค์กรเล็ก ๆ องค์กรหนึ่งในองค์รวมของศาล และผมก็ได้ยินเพื่อนสมาชิกบอกว่าศาลจะต้องมีที่มาที่ไป จากประชาชน ถ้าเรานึกภาพนะครับว่า เกิดท่านประธานศาลสูงหรือศาลฎีกาผ่านการรับรอง จากที่ประชุมสภาก็กลายเป็นว่าฝ่ายการเมืองก็เข้าไปแทรกแซงศาลได้ ต่อไปนี้ คดีทางปกครองที่ร้องศาลปกครองซึ่งอาจจะเป็นหน่วยเล็ก ๆ ในระบบศาล ถ้าสามารถล็อบบี้ (Lobby) ประธานใหญ่ได้ เบอร์ ๑ ได้ งานใหญ่ ๆ ของรัฐบาล รัฐบาลก็ล็อบบี้ได้หมด เท่ากับว่ารัฐบาลก็ยึดได้หมดครับ เพราะฉะนั้นผมจึงย้ำว่า ผมถึงไม่เห็นด้วยที่มาของ สสร. ๒๒ คนที่มาจากการแต่งตั้ง เพราะผมถือว่าคนกลุ่มนี้จะรับจ็อบจากรัฐบาลในการสร้างกติกา คือรัฐธรรมนูญที่ให้ฝ่ายบริหารสามารถแทรกแซงศาลได้
ประเด็นที่ ๒ ที่ผมไม่เห็นด้วยกับ สสร. ที่มาจากการแต่งตั้ง ก็คือเรื่องการแทรกแซง องค์กรอิสระ ท่านประธานคงจำได้นะครับว่าอดีตที่ผ่านมาแม้แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เราก็เห็นชัดเจนว่าองค์กรอิสระนั้นถูกแทรกแซง ไม่ว่าจะเป็น กตต. เราคงจำได้ว่าในช่วง ที่มีการยุบสภา แล้วก็มีการให้ กกต. ไปแก้ไขข้อมูลในฐานข้อมูลของ กกต. มันก็สะท้อน ชัดเจนว่าฝ่ายบริหารใช้คนเข้าไปแทรกแซงใน กกต. อย่าว่าแต่ กกต. ครับ ท่านประธานครับ เมื่อกี้ผมพูดถึงศาล เราก็ได้เห็นถุงขนม ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาทไปลืมที่ศาลครับ เหล่านี้มันคือกระบวนการในการแทรกแซงทั้งสิ้น ดังนั้นมันจึงไม่แปลกที่พวกผมและพี่น้องประชาชนมีสิทธิกังวลว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ จะนำไปสู่กระบวนการแทรกแซงองค์กรอิสระ
และประเด็นที่ ๓ ที่พวกเราไม่เห็นด้วยเลยครับ ในการตั้ง สสร. ๒๒ คน จากที่ประชุมแห่งนี้ เพราะว่าขณะนี้ท่านก็ทราบนะครับว่าท่านทักษิณประกาศชัดเจน ท่านจะกลับประเทศอย่างเท่ พวกเรามองว่า หรือแม้แต่ประชาชนจำนวนไม่น้อยมองว่า กระบวนการในการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ คือกระบวนการที่จะทำให้ท่านทักษิณกลับประเทศ อย่างเท่ครับ ดังนั้นคนที่ทำให้ท่านกลับประเทศอย่างเท่ได้ก็จะต้องเป็นคนที่รับจ๊อบได้ เราถึงกังวลว่า สสร. ที่มาจากการแต่งตั้งของที่ประชุมรัฐสภา ๒๒ คน จะเป็น สสร. ที่มาจาก รัฐบาลทั้งสิ้น และจะรับจ๊อบจากรัฐบาลไปทำสิ่งที่ไม่เหมาะไม่ควร และสิ่งเหล่านี้เอง จะนำไปสู่ความปั่นป่วนของประเทศอีกทีหนึ่ง อยากจะกราบเรียนไปยัง ท่านประธานคณะกรรมาธิการนะครับว่าถ้าท่านสามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ เพื่อให้ระบบตัวแทนในการสร้างกติกาที่เป็นพิมพ์เขียวประเทศ ไม่ใช่รัฐธรรมนูญ ของพรรคเพื่อไทย แต่เป็นรัฐธรรมนูญของคนส่วนใหญ่ของประเทศ ผมว่าท่านต้องตรงนี้ครับ ท่านอาจจะลดตรงนี้ลงนิดหน่อย หรือเพิ่มสัดส่วนที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนให้มากขึ้น เพื่อให้มีที่ยืนของเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย ยิ่งถ้าท่านมีตัวแทนจากหลายภาคส่วน ผมว่ามันสมดุลแน่นอนท่านไม่ต้องกังวลครับ อยากจะถามท่านจากใจไม่รู้ว่าท่านคิดอย่างไรครับ แล้วผมก็เชื่อว่าท่าน คือท่านพยายามดึงใจให้เป็นธรรมสักนิดหนึ่ง ลองไปนั่งนึกดูทำสมาธิ อยู่ที่บ้านครับ ผมเชื่อว่าท่านก็ต้องการรัฐธรรมนูญที่เป็นกติกาของประเทศ ดังนั้นโครงสร้าง ๗๗ คนบวก ๒๒ คน ผมยืนยันว่าเป็นโครงสร้างที่เป็นปัญหาครับ ผมอยากจะย้ำ กับท่านประธานว่าแต่เดิมผมแปรญัตติไว้ว่าจะต้องผ่านการเลือกตั้งหมด แล้วก็เรื่องนี้ มันก็ต้องเล่าย้ำท่านประธานครับ เพราะว่ามันก็คาใจพวกผมในฐานะที่เป็นคณะกรรมาธิการ เสียงข้างน้อย วันที่มีการโหวตท่านจำได้วันนั้นคือวันที่ ๒๘ เดือนมีนาคม ท่านประธานสามารถ ท่านทำหน้าที่ประธานครับ เพราะผมฟังคำชี้แจงของเพื่อนสมาชิก ฟังแล้วมันฟังไม่ขึ้น เพื่อนสมาชิกบอกว่าการที่ท่านประธานจะโหวตมติ แต่ช่วงนั้นเพื่อนสมาชิกบางคน ยังไม่ได้เข้าห้องประชุม คือผมเชื่อว่าท่านสมาชิกที่เอาคำกล่าวอ้างนั้นมาพูดเป็นคำ ที่ไม่เหมาะสมครับ เพราะผมจำได้ว่าท่านประธานย้ำแล้วย้ำอีกว่าจะโหวตแล้วนะ จะโหวตแล้วนะ แล้วในอารมณ์ขณะนั้นเอง ผมเชื่อว่าท่านประธานสามารถท่านก็คงคิดว่า วันนั้นองค์ประชุมของท่านไม่มีปัญหา แล้วผมก็ไม่คิดว่าเป็นปัญหาครับ ผมคิดว่าอย่างไรท่านก็ชนะ แต่บังเอิญโหวตไปโหวตมาพวกผมชนะท่าน ๑๒ ต่อ ๑๐ มันก็เป็นข่าวใหญ่ อยู่ช่วงวันหนึ่งครับ ผมก็คิดว่าอย่างน้อย สสร. ก็มาจากการเลือกตั้ง ๒๐๐ คน แล้วท่านก็มีสิทธิ ที่จะสงวนคำแปรญัตติ คือสุดท้ายอย่างไรผมก็แพ้ท่าน พวกผมเองก็ไม่คิดว่าท่านจะใจร้อนขนาดนั้น คือคำว่า ใจร้อน คือท่านใช้เสียงข้างมากในการหักดิบพวกเราครับ ผมพยายามเรียกร้อง ให้พวกท่าน ท่านเคารพกติกานะครับ มันโหวตไปแล้ว ๑๒ ต่อ ๑๐ มันเกิดไปแล้ว ท่านแค่สงวนคำแปรญัตติและใช้เสียงข้างมากในที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ท่านก็กลับไปชนะ เหมือนเดิม แต่ท่านก็ใช้เสียงข้างมากในการหักดิบ ผมต้องเล่าให้ประชาชนฟังให้ชัดเจนครับ เพราะหลังจากพวกผมชนะ ๑๒ ต่อ ๑๐ วันนั้นเราหยุดการประชุมวันที่ ๒๘ ตื่นเช้ามาวันที่ ๒๙ กลับมาประชุมใหม่ แทนที่ท่านจะดำเนินการในมาตรา ๒๙๑/๑ ที่มีการโหวตแล้ว เพื่อนสมาชิกหลายคนผมใช้คำว่า ตีรวน ครับ ก็อาจจะมีการอ้างว่ามีร่างของเพื่อนสมาชิก ซีกรัฐบาลอีก ๒ ท่าน ซึ่งเป็นร่างคล้าย ๆ ของทางรัฐบาล เพื่อนบอกว่าจะเอาของ ๒ ร่างนี้ มาเป็นร่างหลัก พวกเราบอกไม่ได้ ก็ในเมื่อเราเอาร่างของคณะรัฐมนตรีมาเป็นร่างหลักแล้ว ๒ ร่างนี้จะมาเป็นร่างหลักไม่ได้ แต่เป็นร่างประกบได้ ตอนหลังเถียงอย่างนี้แล้วไม่มีการฟัง ก็กลายเป็นว่าจะเอา ๒ ร่างของเพื่อนนี้มาเสนอร่วมกับร่างของเพื่อนเสียงข้างน้อยอีก ๙ ร่าง กลายเป็น ๑๑ ร่าง พวกเราก็บอกว่ามันไม่ได้เพราะว่า ๒ ร่างนี้ไม่มีคนเสนอแปรญัตติให้ มันก็ต้องตกไป สุดท้ายคือดูแล้วท่านประธานท่านก็อึดอัดใจผมเข้าใจ จนกระทั่งมีสมาชิก ท่านหนึ่งวกกลับไปพิจารณาถึงเรื่องหลักการครับ คือแค่ท่านกลับไปที่เรื่องหลักการเราก็รู้ว่า ท่านกำลังตีรวนพวกเราครับ ก็ในเมื่อท่านบอกอยู่แล้วว่าท่านจะไล่มาตรา ๒๙๑/๑ มาตรา ๒๙๑/๒ มาตรา ๒๙๑/๓ ไปเรื่อย ๆ แต่เวลาท่านแพ้เรา ๑๒ ต่อ ๑๐ ขึ้นมา สุดท้ายท่านก็กลับไปที่เอาเรื่องหลักการ มาพิจารณา แล้วท่านก็โหวตเรื่องหลักการ โดยที่ไปเป็นหลักการของทางคณะรัฐมนตรี สุดท้ายท่านก็ต้องใช้เสียงข้างมากในการมาโหวตเพื่อพลิกมติของเรา ผมฟังเพื่อนสมาชิก ได้ชี้แจงในที่ประชุมบอกว่ามติทุกมติสามารถทบทวนได้ ผมก็เพิ่งได้ยินครับ ผมต้องย้ำครับ เพราะท่านก็เป็นประธานด้วยกันทั้งคู่ครับ คือมติที่ทบทวนได้ถ้าทุกคนเห็นพ้องต้องกัน เพราะที่ผ่านมาถ้าอะไรที่เราไม่มั่นใจ แล้วก็ไม่ว่าฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ไม่มีใครขัดแย้ง มตินั้นทบทวนได้ อะไรก็แล้วแต่ต่อให้มันผิดถ้าไม่มีใครคัดค้านเราก็ทำได้ แต่การที่มติ ๑๐ ต่อ ๑๒ หรือ ๑๒ ต่อ ๑๐ ท่านแพ้พวกเราแล้ว ท่านยังมากลับมติเหมือนเดิม ผมถึงพูดเสมอว่านี่คือการปล้นมติครับ ผมยังยืนยันว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น มติ ๑๒ ต่อ ๑๐ ยังถูกบันทึกในรายงานการประชุมของคณะกรรมาธิการ แล้วก็ผมเชื่อว่ามันเป็นตราบาป ของท่านประธานสามารถ ผมถือว่ามันเป็นตราบาปของท่านแล้วทำให้ท่านจำอยู่ในใจ จนตลอดชีวิตว่าวันหนึ่งเกิดความผิดพลาดขึ้นมา แล้วท่านไม่รู้จะไปอย่างไร ท่านก็ต้องยอม เอาเสียงข้างมากลากไป และสุดท้ายเสียงข้างมากก็ลากไปเป็น ๒๑ ต่อ ๓ เพื่อกลับมติไปใช้ ร่างของคณะรัฐมนตรีเหมือนเดิม แล้วผมต้องฟ้องประชาชนครับว่า พี่น้องประชาชนที่เคารพทุกท่าน นี่หรือประชาธิปไตย พวกท่านหลายคนเรียกร้องประชาธิปไตย แต่ถามว่าการใช้เสียงข้างมาก มาปล้นมติที่พวกผมชนะไปแล้ว นี่หรือคือประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นก็เท่ากับว่าบางครั้ง พวกท่านบางคนก็เอาแต่ได้สิ อะไรที่ตัวเองได้เรียกว่าประชาธิปไตย แต่อะไรที่ไม่ได้ดั่งใจ ท่านก็ปล้นเอาดื้อ ๆ แล้วท่านก็บอกว่าหลักการของประชาธิปไตยก็คือหลักของเสียงข้างมาก แต่มันเป็นหลักของเสียงข้างมากที่เป็นเหตุเป็นผล และเป็นประโยชน์เพื่อส่วนรวมครับ แต่ถ้าเสียงข้างมากอันไหนท่านดื้อดึง มันไม่เป็นเหตุเป็นผล มันกลายเป็นประโยชน์ เพื่อของคนใดคนหนึ่ง อันนั้นเขาเรียกว่าเผด็จการเสียงข้างมาก หรือเผด็จการรัฐสภา ผมจึงอยากพูดด้วยความรู้สึกจริง ๆ เลยว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มันเจือปนเผด็จการเสียงข้างมาก หรือเผด็จการรัฐสภาอยู่ รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีมลทินแน่นอนครับท่านประธาน คืออย่างไร มันก็ไม่ทรงอานุภาพที่คนจะเคารพ เพราะพวกผมก็จำ ท่านจะให้ผมลืมก็ลืมไม่ได้ มันเป็นความทรงจำที่มันไม่เคยคิดจะเกิดขึ้น แล้วผมก็เชื่อว่าท่านประธานสามารถก็ไม่ลืม ท่านอยู่ไปกระทั่งจนตายท่านก็ไม่ลืม วันดีคืนดีท่านอาจจะบอกลูกหลานท่านว่าวันหนึ่ง ปู่ทำผิดไปที่ปล่อยให้มีการกลับมติตอนปู่ทำหน้าที่ประธาน แล้วพวกผมก็จะพูด อยู่เสมอว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่อ้างว่าประชาธิปไตยที่มีการปล้นเกิดขึ้น แล้วผมพูดได้เต็มปากว่าเสียงข้างมากปล้นเสียงข้างน้อย ที่เสียงข้างน้อยชนะไปแล้วครับ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมไปพูดที่ไหนผมก็ต้องบอกพวกท่านปล้น เพราะพวกผมดีใจ ๑๒ ต่อ ๑๐ อย่างน้อยพวกผมก็ภูมิใจว่าวันหนึ่งที่พวกผมเสียงข้างน้อยจับไม้จับมือกันทำงานเต็มที่ ถึงพวกเราเสียงข้างน้อยแต่ถ้าเราร่วมไม้ร่วมมือทำงานเต็มที่บางวันเราชนะได้เหมือนกัน พวกผมก็มีกำลังใจในการทำงาน ๑๒ ต่อ ๑๐ แต่สุดท้ายวันที่ท่านตามกันมาเยอะ ๆ ท่านก็มาเรียก สุดท้ายท่านก็ชนะพวกผม ๒๑ ต่อ ๓ แต่ผมพูด นี่คือการปล้น ถ้าจะใช้คำว่า มติโจร ก็ได้ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นถึงย้ำว่านี่คือความไม่สง่างามของรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้เลยครับ แล้วผมเชื่อว่ามันไม่จบแค่นี้ครับ นอกจากฟ้องประชาชนให้รับรู้ทั้งหมดแล้ว ผมเชื่อว่าฝ่ายกฎหมายต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้มีการตรวจสอบว่า เวลามีการปล้นมติในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ชอบธรรมหรือไม่ ถ้าไม่ชอบธรรมรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็ต้องเป็นโมฆะใช้ไม่ได้ ฉะนั้นผมต้องย้ำนะครับ แล้วอยากจะบอกเพื่อนสมาชิกด้วยว่า ครั้งนี้กฎหมายสูงสุดของประเทศที่เรียกว่ารัฐธรรมนูญมีการปล้นกันเกิดขึ้นในที่ประชุม คณะกรรมาธิการ แล้วจุดที่ผมไม่สบายใจ ผมมีความรู้สึกพวกท่านบางคนก็ทรยศ กับประชาชน ผมกล้าพูดอย่างนี้ท่านประธาน เพราะอย่าลืมนะครับว่าเราเชิญประชาชน มาแสดงความคิดเห็น ไม่ว่าท่านอาจารย์ธิดา ถาวรเศรษฐ์ อาจารย์โคทม หรือท่านอื่น ๆ ทุกท่านเรียกร้อง สสร. มาจากการเลือกตั้ง ร่างของประชาชนก็เรียกร้อง สสร. มาจากการเลือกตั้ง มันเหมือนกับท่านก็หลอกประชาชนเหมือนกัน ในเมื่อเรามีมติไปแล้ว และมติของเราก็สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน แล้วท่านก็มาพลิกมติ แล้วมิหนำซ้ำเพื่อนสมาชิกบางท่านไม่ต้องเอ่ยนามครับ ก็รับรู้อยู่แก่ใจครับ อ้างว่า เป็นตัวแทนประชาชน อ้างว่าเป็นตัวแทนพี่น้องประชาชนคนเสื้อแดง ในการเสนอคำแปรญัตติก็บอกว่า สสร. ต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่เวลาโหวต ท่านประธานทราบไหมครับ เวลาโหวตโหวตรับร่างคณะรัฐมนตรีให้มีการแต่งตั้ง อันนี้หมายความว่าอย่างไรครับ ตัวเองเสนอคำแปรญัตติให้ สสร. มาจากการเลือกตั้ง แล้วตัวเองเป็นตัวแทนประชาชน มวลชนเยอะแยะมีการลงชื่อเป็นไม่รู้กี่หมื่นคน แต่เวลาโหวตจริง ๆ ไปโหวตรับร่างของรัฐบาลให้มีการแต่งตั้ง ๒๒ คน มีการเลือกตั้ง ๗๗ คน ในขณะที่ร่างของตัวเองมีการเสนอให้มีการเลือกตั้งจากประชาชน อย่างนี้เรียกว่าทรยศ กับประชาชน ผมก็อยากจะบอกกับพี่น้องประชาชนนะครับ นักการเมืองอย่าไปเชื่อทั้งหมดครับ