รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๑๘ เมษายน ๒๕๕๕

รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท หารือเรื่องความเสมอภาคและบทบาทของผู้หญิงในรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องการปฏิบัติตามมาตรา ๓๐ และเสนอให้รัฐจัดงบประมาณและให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับบทบาทและหน้าที่ของสมาชิกสภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (สส.ท.) นอกจากนี้ยังหารือเกี่ยวกับหลักการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำว่าไม่ควรกระทบต่อองค์กรอิสระ องค์กรตามรัฐธรรมนูญ อำนาจตุลาการ และอำนาจตรวจสอบ และไม่ควรให้ผลกระทบย้อนหลัง และยังหารือเรื่องรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ โดยชี้ว่าในหมวดสิทธิเสรีภาพมีผลประโยชน์ที่น้อยกว่า พ.ศ. ๒๕๔๐ และเรียกร้องให้ไม่ลดผลประโยชน์นี้

นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉันไม่เคยพูดนอกกรอบเลยนะคะ เท่าที่อภิปรายมา ดิฉันอยู่ในกติกาทุกอย่าง แล้วกรอบที่จะพูดนี่นะคะ ดิฉันก็เตรียมมาเรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้นดิฉันคงไม่พูดนอกกรอบ ท่านอาจจะต้องเตือนแต่เฉพาะคนที่ออกนอกกรอบนะคะ ท่านประธานคะ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ววันสุดท้ายดิฉันกำลังอภิปรายอยู่พอดี แล้วก็ค้างเอาไว้ เพราะว่าเกิดเหตุแผ่นดินไหวที่ภาคใต้ มีหลายคนมาถามดิฉันพูดอย่างไร พูดจนแผ่นดินไหว ขอประทานโทษ แผ่นดินไหวไม่เกี่ยวกับการอภิปรายของดิฉันนะคะ ท่านประธานคะ ดิฉันก็เรียนว่าในมาตรา ๔ ดิฉันได้แปรญัตติเอาไว้บอกว่าดิฉันจะพูดถึงการร่างรัฐธรรมนูญนี้ ดิฉันแปรญัตติเอาไว้ มาตรา ๒๙๑/๑ ถึงมาตรา ๒๙๑/๒๑ นะคะ โดยหลัก ๆ ของดิฉันมีประเด็นอยู่แค่ ๓-๔ ประเด็นแค่นั้นค่ะ แต่ที่แปรญัตติเอาไว้ ๒๐ แห่ง เพราะว่าบางทีมันเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ประเด็นหลัก ๆ ที่ดิฉันแปรญัตติเอาไว้ อันดับแรก ดิฉันเรียนแล้วตั้งแต่เมื่อครั้งที่แล้วว่า ประเด็นที่น่าห่วงมากที่สุด ที่น่ากังวลมากที่สุด ก็คือประเด็นเรื่องการมีส่วนร่วมของผู้หญิง ดิฉันก็ฝากท่านประธานรัฐสภาไปถึง ท่านประธานคณะกรรมาธิการ เพราะว่าที่จริงท่านรู้อยู่แก่ใจตลอดเวลา และตอนสมัย ที่ท่านเป็น สสร. รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ท่านจำได้ไหมว่าองค์กรผู้หญิงมาเคลื่อนไหวกันทุกวัน มาพบ สสร. เกือบทุกวัน ในวันที่ท่านพิจารณามาตรา ๓๐ ซึ่งพูดถึงเรื่องความเสมอภาค พูดถึงเรื่องชายหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน องค์กรผู้หญิงทั้งหลายได้มาเฝ้ารอมาตรา ๓๐ นี่นะคะ นั่งอยู่ข้างบน จนกระทั่ง สสร. หลายท่านก็ชี้ขึ้นไปให้ดูว่า ดูนะมีสายตาของคนอยู่ประมาณ ๔๐ คู่ที่จ้องมองท่านอยู่ว่าท่านจะทำอย่างไร ท่านจะว่าอย่างไรกับมาตรานี้ ซึ่งสุดท้าย วรรคที่บอกว่าชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน ก็ผ่านออกมาได้ เราต้องไปเดินสายในการ ที่จะพูดคุยว่าทำไม ในเมื่อวรรคแรกบอกบุคคลมีสิทธิเท่าเทียมกันในทางกฎหมายแล้ว ทำไมถึงจะต้องมีชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน เพราะมันเป็นค่านิยมของสังคมอย่างไรคะ เราก็ไปรณรงค์อยู่ตลอดเวลาในเรื่องนี้ ซึ่งสุดท้ายก็ผ่านออกมา มันเป็นเรื่องยากในสังคมเรานะคะ เพราะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ดิฉันก็ไปอยู่คณะทำงานค่ะ ยกร่างหมวดสิทธิเสรีภาพ ของประชาชน ก็ยังมีผู้ที่เป็นคณะทำงานด้วยกัน หลายคนพยายามที่จะบอกว่าตัดออก ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน ดิฉันก็ถามว่าอยากจะเห็นการเคลื่อนไหวอีกรอบหนึ่งใช่ไหม แต่อย่างน้อยที่สุดในที่ประชุมถ้ายกเลิกเมื่อไร ดิฉันบอกดิฉันสู้ตายประเด็นนี้ เพราะว่า กว่าจะได้มาเลือดตาแทบกระเด็นท่านก็ทราบ แล้วทุกคนเวลาที่เราพูดคุยกันในสภา ก็เหมือนกัน เวลาเรามีคณะพิจารณากฎหมายวิสามัญทั้งหลาย เวลาคณะกรรมาธิการที่มี ดิฉันก็เสนอทุกครั้งว่าต้องมีชายและหญิง ต้องมีชายและหญิงด้วย โดยเฉพาะกฎหมายที่ดิฉัน ไปทำเป็นกฎหมายด้านแรงงาน ถ้าเป็นตัวแทนจากแรงงานกรรมการที่มาจากตัวแทน ของนายจ้างดิฉันก็เสนอว่าให้มีชายและหญิง รู้สึกว่า ส.ส. ก็รับยากมาก ในขณะที่เวลาท่าน พูดคุยกับเราท่านก็บอกบทบาทผู้หญิงนะดี บทบาทผู้หญิงอาจจะทำงานเยอะค่ะ อาจจะเคลื่อนไหวทำอะไรได้มาก ท่านสั่งอะไรก็ได้อย่างใจ แต่ถึงเวลาที่เขาจะมีอำนาจ ในการตัดสินใจบ้าง ผู้หญิงไม่กล้าหรอกค่ะที่จะไปเถียงเอาว่าฉันจะเป็นคณะกรรมการ ก็ต้องพูดคุยกันแล้วก็กำหนดเอาไว้ในนี้ เพราะฉะนั้นท่านก็จะเห็นว่าในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แล้วก็ปี ๒๕๕๐ แทบจะไม่เปลี่ยนแปลง เปลี่ยนแปลงถ้อยคำบางคำแค่นั้นเองนะคะ เขาบอกว่าในทางสากลเขาวัดความสุขของสังคมก็ตรงที่บทบาทของผู้หญิง สิทธิของผู้หญิงนี่ล่ะ ท่านทั้งหลายก็ทราบ เวลาท่านไปบรรยายท่านรู้ทุกเรื่องเวลาท่านได้รับเชิญไป มันเหนื่อยนะคะท่านประธาน ที่เวลาจะร่างรัฐธรรมนูญทีไรต้องมาพูดเรื่องนี้ทุกครั้งเลย แล้วท่านก็บอกว่า ใช่ ๆ แล้วก็ลืมทุกครั้ง ดิฉันก็ยังคิดว่าดิฉันแปรญัตติเข้าไป ดิฉันคิดว่าไม่ซ้ำ กับใครเลยในประเด็นนี้ ยังนึกว่าคณะกรรมาธิการก็จะพิจารณาแล้วก็แก้ไขเข้าไปเลย แต่วันที่ดิฉันไปเสนอคำแปรญัตติ ไปชี้แจงคำแปรญัตติ คณะกรรมาธิการ ๑. ก็อาจจะมีคน มีเวลาน้อย คนแปรญัตติเยอะ ๒. ก็คือกรรมาธิการก็ไม่ได้อยู่ ไม่ได้อยู่มากพอที่จะหารือกันได้ มันก็เลยยังค้างออกมาอยู่ ท่านจะเห็นว่าในรัฐธรรมนูญเวลาร่างออกมาก็ให้ความสำคัญ มาตรา ๕ พูดถึงความเสมอภาค ไม่ว่าประชาชนชาวไทย ไม่ว่าเหล่ากำเนิดใด เพศ หรือนับถือศาสนาใด ก็ออกมาพูดถึงเรื่องความเสมอภาค มาตรา ๓๐ ก็เหมือนกันนะคะ วรรคแรกท่านอาจจะบอกว่าความเสมอภาคของบุคคล วรรคสองชายและหญิงมีสิทธิ เท่าเทียมกันชัดเจน มาถึงวรรคสามยังย้ำอีกนะคะ ห้ามเลือกปฏิบัติ ในกรณีที่คน มีความแตกต่างกันอยู่ ๑๒ อย่าง เพศเป็น ๑ ใน ๑๒ ด้วย วรรคสี่เราคุยกันแล้วก็ศึกษากันว่า มาตรา ๓๐ วรรคสี่ เป็นมาตรการพิเศษที่รัฐจะจัดให้สำหรับผู้ที่ด้อยโอกาสหรือผู้ที่ไม่มีโอกาส ให้ได้รับสิทธิเสรีภาพได้เท่าเทียมกับผู้อื่นไม่ถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ ซึ่งเราก็ถือว่าผู้หญิง จะเข้ามามีอำนาจในการตัดสินใจในทางการเมืองหรือในกรรมการชุดใดก็ตาม มันต้องเป็นมาตรการพิเศษตรงนี้ มีองค์กรผู้หญิงได้เคลื่อนไหวที่จะขอแก้ไขกฎหมาย อบต. ที่มาของ อบต. สมาชิก อบต. ที่บอกหมู่บ้านละ ๒ คน เขาก็เคลื่อนไหวแก้ไขขอให้เป็น ชายหนึ่งหญิงหนึ่งซึ่งตอนนี้กระทรวงมหาดไทยก็ทำเรื่องส่งมาที่ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ว่าเขาไม่ขัดข้องที่จะแก้ไขอย่างนั้น ก็เห็นด้วย แต่ว่าก็ยังไม่ได้เอาเข้าที่ประชุม ไม่ได้เข้าวาระการประชุม นอกจากนั้นเขายังบอกว่าในมาตรา ๔๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ พูดถึงเรื่องความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม มีข้อหนึ่งต่างหากเลยนะคะที่พูดถึงสิทธิ ในกระบวนการยุติธรรมของผู้หญิงและเด็กที่จะต้องทำอย่างรวดเร็วแล้วก็ต้องคุ้มครองดูแล เป็นพิเศษ มาตรา ๕๒ คราวที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ของท่านประธานคณะกรรมาธิการ พูดถึงการยุติ การคุ้มครองความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กต่อทุกคนในครอบครัว ก็ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ในสมัยรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ตอนนั้นเป็นมาตรา ๕๓ องค์กรผู้หญิง ออกไปเคลื่อนไหวทั่วประเทศนะคะ เพื่อที่จะออกกฎหมายมารองรับซึ่งตอนนี้ก็มีกฎหมายมารองรับแล้ว แล้วก็ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็เป็นมาตรา ๕๒ แล้วมาตรา ๘๐ พูดถึงแนวนโยบายแห่งรัฐ ก็พูดถึงเรื่องการส่งเสริม (๑) บอกส่งเสริมความเสมอภาคหญิงและชาย และความเป็นปึกแผ่น ของสถาบันครอบครัว ซึ่งก็ต้องคุ้มครองทั้งผู้หญิงและผู้ชาย แนวนโยบายของรัฐ มาตรา ๘๔ (๗) พูดถึงต้องคุ้มครองแรงงานเด็กและแรงงานผู้หญิง ต้องจัดระบบแรงงานสัมพันธ์ให้ดีนะคะ มาตรา ๘๗ พูดถึงนโยบายในการมีส่วนร่วมของประชาชนมีอยู่ตั้ง ๕ ข้อ แล้วสุดท้ายก็บอก การมีส่วนร่วมเหล่านี้ต้องคำนึงถึงผู้หญิงด้วยนะคะ รวมกระทั่งไปถึงเรื่องของการเลือกตั้ง ท่านก็จะเห็นว่าในมาตรา ๙๗ พูดถึงการเลือกตั้ง ถ้าเป็นแบบบัญชีรายชื่อนอกจากจะให้มีรายชื่อ จากภูมิภาคต่าง ๆ แล้ว ยังเน้นว่าต้องคำนึงถึงโอกาสและสัดส่วนที่เหมาะสมและความเท่าเทียมกัน ระหว่างหญิงชาย ถามว่าทำไมต้องบอกสัดส่วนที่เหมาะสม สัดส่วนที่เหมาะสมไม่ยาก ท่านก็อาจจะเอา ๖๐ ๔๐ ก็ได้ แต่กำหนดว่าและความเท่าเทียมกันระหว่างหญิงชาย ต้องคำนึงถึงโอกาส นั่นแปลว่าไม่ใช่มีอยู่ร้อยคนเอาผู้หญิงไปไว้ข้างท้ายหมดเลย ไม่มีโอกาสที่จะได้ คือไม่ได้สลับ ไม่ได้แทรกไปอยู่ข้างบน มาตรา ๑๑๔ วรรคสอง พูดถึงการสรรหา ส.ว. ก็ยังย้ำอีกว่าให้คำนึงถึงความรู้ความสามารถที่หลากหลายในด้านต่าง ๆ และคำนึงถึงโอกาส และความเท่าเทียมกันทางเพศ สัดส่วนของบุคคลให้ใกล้เคียงกัน ระบุไว้ทุกเรื่องเลยค่ะ ในเรื่องชีวิตประจำวัน ในเรื่องกระบวนการยุติธรรม ในเรื่องแนวนโยบายแห่งรัฐ ในเรื่องของการ ที่จะดูแลชุมชน ลงมาจนกระทั่งถึงเรื่องของการที่จะลงสมัคร ส.ส. ส.ว. การเข้าสู่ตำแหน่ง ทางการเมือง ซึ่งถือว่าเป็นตำแหน่งที่สูงนะคะ แล้วมาตรา ๑๕๒ ก็ยังบอกอีกนะคะว่า กฎหมายใดก็ตามที่เข้ามาสู่สภา แล้วถ้าประธานสภาพิจารณาว่าเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ทุพพลภาพ ถ้าสภาตั้งกรรมาธิการวิสามัญ ก็ต้องประกอบด้วยองค์กรเอกชนเกี่ยวกับบุคคลประเภทนั้น ๆ จำนวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ ของกรรมาธิการทั้งหมด ทั้งนี้ให้มีสัดส่วนหญิงชายที่ใกล้เคียงกัน รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ขนาดนี้ค่ะ ทั้งปี ๒๕๔๐ ทั้งปี ๒๕๕๐ พอมาถึงวันนี้ปรากฏว่าท่านจะร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับเลย ท่านไม่มีเรื่องเหล่านี้อยู่ในรัฐธรรมนูญเลยแม้แต่มาตราเดียวได้อย่างไร หรือท่านจะต้องให้เรา ให้องค์กรผู้หญิงต้องมาบอกท่านไหมคะว่าเขาอยากจะให้ท่านบรรจุไว้ในไหนบ้าง ที่จริงรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็ยังบรรจุได้ไม่เท่าที่เขาต้องการ ไม่เท่าที่เขาเรียกร้องมานะคะ แต่พอมาถึงฉบับนี้จะไม่มีเลยหรือ ดิฉันก็ต้องเรียนถามท่าน เรียนถามท่านประธาน คณะกรรมาธิการ เพราะว่าท่านอยู่ในร่างปี ๒๕๔๐ มาตลอดเวลา ท่านเห็นบรรยากาศ ตั้งแต่ยกร่างจนกระทั่งสุดท้าย จนกระทั่งรัฐธรรมนูญออกมา จนกระทั่งไปรับฟังความคิดเห็น ทั้งหลายนะคะ ธงเขียว ธงเหลืองเต็มทั่วประเทศ ท่านรู้แก่ใจดี มาถึงวันนี้ท่านละเลย ได้อย่างไร แล้วประเด็นนี้นะคะ ประเด็นหญิงชายก็ต้องเรียนท่านว่าเป็นประเด็นใหญ่ แล้วถ้าท่านแก้ไขเสียตอนนี้นี่นะคะ มันไม่ได้กระทบกระเทือนอำนาจของใครเลย แต่มันเป็นการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างหญิงชาย ที่ท่านก็บอกว่าผู้หญิงเดี๋ยวนี้เก่งเยอะ ไปไหนท่านก็ยกนะคะ ประเทศไทยเรามีนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก แล้วทำไมท่านจะ ไม่ส่งเสริมให้ผู้หญิงเข้าไปอยู่ในส่วนต่าง ๆ ในการตัดสินใจ ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐ การใช้อำนาจของรัฐ ดิฉันเรียกร้องนะคะว่าเป็นไปได้ที่ท่านกำลังคุย ๆ กันอยู่บนบัลลังก์ กรุณาคุยกันเสียว่าท่านจะใส่เรื่องหญิงชายเข้าไปในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยไม่ต้องไปขอให้เขา ต้องมาเคลื่อนไหวอีกทีหลังนะคะ

ต่อไปนะคะท่านประธาน ก็จะเป็นประเด็นต่อไปก็คือเรื่องของการรณรงค์ เพราะดิฉันคิดว่าที่ผ่านมาเรามีบทเรียนเยอะแล้ว เรามีบทเรียนเยอะว่าเราต้องรับฟัง ความเห็นประชาชน หลายคนก็บอกว่าประชามติคราวที่แล้วประชาชนไม่รู้เรื่องหรอก เราก็ไปบอกเอ้ารับ ๆ กันไปก่อน แต่พอมาถึงคราวนี้ท่านจะทำเหมือนเดิมหรือคะ ประชาชน รู้หรือยังว่าที่เราพูดกันในสภาเราจะแก้ไขอะไร หรือไม่อะไรนี่นะคะได้เป็นบางส่วน แต่คนที่จะมาแก้ไขจริง ๆ คือ สสร. ตอนนี้กำลังถกกันอยู่นะคะว่า สสร. ของท่านมาจากจังหวัดละคน แล้วก็มาจากนักวิชาการอีก ๒๒ คน เป็น ๙๙ คน แต่หลังจากนี้มาตรา ๒๙๑/๑ ที่มาและจำนวนคงจะพูดกันอีกนาน ทั้งฝ่ายวุฒิสภา แล้วก็ทางฝ่ายสภาผู้แทนราษฎร ก็คงจะพูดกันอีกมากนะคะ แต่ดิฉันก็คิดว่าเสียงข้างมากของท่านได้ตามใจท่านอยู่แล้ว ไม่ต้องมีเหตุผลอื่น ดิฉันก็เลยเสนอว่าถ้าเป็นอย่างที่ท่านเสนอมาจริงๆ นี่นะคะ ดิฉันก็เสนอว่า ส่วนที่จะเลือกตั้งมาเราอาจจะบังคับไม่ได้ เพราะเรายังไม่ทราบเลยว่าจะเป็นกี่คน แต่ถ้าท่าน จะสรรหาดิฉันก็เสนอว่าในแต่ละด้านที่ท่านกำหนดเอาไว้ก็ขอให้เวลาเลือก ขอให้มีทั้งหญิงและชาย ก่อนที่จะมีทั้งหญิงและชายเขาก็จะต้องมาด้วยเหมือนกันอีกว่า ถ้าแต่ละสถาบันส่งมา ด้านละไม่น้อยกว่า ๓ คน ก็ขอให้กำหนดด้วยว่า ๓ คนนี้ให้มีทั้งหญิงและชาย ท่านอย่าเชื่อนะคะ เขาบอกว่าถ้ากำหนดเอาไว้เดี๋ยวหาผู้หญิงไม่ได้ ไม่จริงละคะ เพราะว่าเดี๋ยวนี้สถิติก็มีทั้งหมดนั่นละ ไม่ว่าจะเป็นสาขาไหน ระดับไหน ระดับอาจารย์ธรรมดา ศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์มีทั้งหญิงและชาย ท่านอย่าไปเชื่อคนเขาจะหลอกเอานะคะว่าถ้ากำหนด แล้วมันจะหาไม่ได้ หาได้แน่นอนขอให้เขาส่งมาเลยดีที่สุดในคนที่มีอยู่ก็ได้ แล้วนอกจากนั้น ก่อนจะเลือก สสร. ท่านต้องให้ความรู้กับพี่น้องประชาชน ต้องออกไปรับฟังความเห็น ออกไปรับรู้ ออกไปบอกให้พี่น้องประชาชนรู้ทั่วไปประเทศว่า สสร. คืออะไร ต้องไปบอกว่า บทบาทของ สสร. คืออะไร ท่านเชื่อไหมคะว่ามีความจำเป็นประชาชนยังไม่ทราบ ดิฉันเป็นคนไปอบรมเรื่องประชาธิปไตย เรื่องการเลือกตั้งมาตั้งแต่ก่อนปี ๒๕๔๐ เวลาพูดถึง หน้าที่ ส.ส. ดิฉันก็บอกว่า ส.ส. มีหน้าที่ ๑. ออกกฎหมาย แก้กฎหมายให้เป็นธรรม เป็นประโยชน์กับประชาชน ๒. พิจารณางบประมาณให้เป็นธรรม ๓. ติดตาม ตรวจสอบว่า กฎหมายที่ออกไปใช้ได้ไหม แล้วก็งบประมาณใช้ตามนั้นไหม ๔. รับฟังความเห็นประชาชน มาเสนอให้สภา ให้รัฐบาลแก้ไข ประชาชนยังไม่ทราบเลยว่านี่เป็นหน้าที่ ส.ส. ดิฉันถามบอกว่า คุณเลือกตั้งมาตลอดชีวิตแล้วทำไมไม่รู้ว่า ส.ส. มีหน้าที่อะไร ชาวบ้านบอกดิฉันว่าก็ ส.ส. เป็นคนมาบอกเองมีอะไรก็ให้ไปหา ขาดเหลืออะไรก็ให้บอกฉันก็ไปหา ส.ส. เพราะฉะนั้น ยิ่ง สสร. เป็นเรื่องใหม่ของพี่น้องประชาชน เมื่อท่านจะเลือก สสร. ก่อนเลือกตั้ง สสร. ท่านต้องให้ความรู้กับพี่น้องประชาชนในเรื่องบทบาทของ สสร. ภาระหน้าที่ของ สสร. คุณสมบัติของ สสร. คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามแล้วพูดถึงเรื่องระเบียบการเลือกตั้ง ทั้งหลาย จะทำอย่างไร จะใช้อย่างไร ประชาชนจะได้รู้เรื่อง จะได้เข้าใจ แล้วก็จะได้ ตรวจสอบได้ด้วยเขาจะได้ใช้สิทธิของเขาอย่างถูกต้อง แล้วได้ตรวจสอบได้ด้วยว่าแต่ละคน ที่ลงมา ที่มาสมัครเขาเหมาะไหมกับที่จะไปทำหน้าที่เหล่านี้ เขาเป็นอิสระมากแค่ไหนพอที่จะ เข้าไปร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นประโยชน์กับประเทศชาติ ไม่ใช่ประโยชน์กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือคนบางคน เขาต้องเข้าใจ แล้วก็จะมีอิสระในการลงคะแนน เพราะฉะนั้นก็เรียนท่านว่า เป็นความจำเป็น การที่จะต้องไปรับฟังหรือไปให้ความรู้ประชาชน ชุดแรกก็คือ ก่อนที่จะเลือก สสร. ชุดที่ ๒ในขณะที่กำลังร่างดิฉันก็คงไม่กังวลเท่าไร เพราะที่ผ่านมา เราก็มีการไปรับฟังความเห็นประชาชน ไปให้ความรู้ แล้วก็ของแต่ละจังหวัดมีกรรมการ ดิฉันคิดว่าคงจะมีกรรมการขึ้นมาอยู่แล้ว แล้วก็ไปรับฟังแต่ละจังหวัด รัฐบาลก็ต้องเตรียม งบประมาณไว้ให้เพียงพอด้วย อย่างประเภทที่จะต้องไปรณรงค์เรื่องบทบาทหน้าที่ของ สสร. ดิฉันอยากให้ทำนะ ไม่อย่างนั้นประชาชนไม่รู้เรื่องเลย ไม่รู้ว่า สสร. คืออะไร แล้วไปทำอะไร ใช้เวลานานเท่าไร เขามีอำนาจอะไร มากน้อยแค่ไหน ทำอะไรได้บ้าง ท่านต้องให้เขารู้ แล้วต้องให้สถาบันการศึกษาหรือองค์กรพัฒนาเอกชน แล้วก็องค์กรภาคประชาชนไปช่วยกัน แล้วท่านก็ต้องจัดงบประมาณให้เขา แล้วหลังจากนั้นก่อนที่จะไปลงประชามติเมื่อเลือกตั้งเสร็จ เมื่อร่างเสร็จแล้วก่อนจะไปลงประชามติก็จะต้องมีกฎหมายประชามติบอกอยู่แล้วว่า เราจะต้องไปให้ความรู้กับประชาชนทั้ง ๒ ด้าน ทั้งด้านที่เห็นด้วยและด้านที่ไม่เห็นด้วย ท่านก็ต้องจัดโครงการขึ้นมา รัฐต้องจัดงบประมาณให้ด้วย ให้สถาบันการศึกษา ให้องค์กรภาคเอกชน แล้วก็ให้องค์กรภาคประชาชนที่มีผลงานทางด้านประชาธิปไตย หรือรัฐธรรมนูญเป็นที่ประจักษ์ มีหลายองค์กรที่เขาดำเนินการอยู่ แล้วก็ทาง สถาบันการศึกษาด้วยนะคะ หน่วยของรัฐคงทำยาก ท่านอย่าให้กระทรวงมหาดไทยไปทำนะคะ เดี๋ยวจะเหมือนครู ก ครู ข อะไรทั้งหลาย ๔ ทหารเสือล้มเหลวมาทั้งนั้นแล้ว ถึงเวลาถ้าเขาต้องการสมาชิก ผู้ใหญ่บ้านจะประกาศทางหอกระจายข่าวแล้วให้มาลงชื่อ แล้วก็รับเบี้ยเลี้ยงไป แล้วก็ไม่ได้ทำอะไร ท่านต้องดู ต้องให้ภาคประชาชน ให้องค์กรเอกชน องค์กรพัฒนาเอกชน แล้วก็สถาบันการศึกษาไปทำ แล้วท่านก็ต้องกำกับเขาด้วย แล้วจัดงบให้เพียงพอ เพราะในรัฐธรรมนูญหรือในกฎหมายประชามติก็บอกว่าอย่างนั้นด้วย นอกจากนั้นนะคะท่านประธาน แล้วก็อยากจะเรียนท่านว่าดิฉันไม่เข้าใจค่ะ ที่ท่านร่างมา แล้วก็บอกว่าต่อให้สภาสิ้นสุดลง ยุบสภา หมดวาระก็ตาม สภาร่างรัฐธรรมนูญนี้ก็ยังอยู่ ท่านจะให้อยู่ไปทำไมคะ ในเมื่อคนตั้งก็ออกไปแล้ว ดิฉันเสนอทั้งในมาตรา ๒๙๑/๗ มาตรา ๒๙๑/๑๕ ซึ่งมันสอดคล้องกันว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญต้องสิ้นสุดลง เมื่อสภาสิ้นสุดลง เมื่ออย่างอื่นด้วย แต่เพิ่มว่าเมื่อสภาสิ้นสุดลง ท่านต้องให้โอกาส ถ้าท่านคิดว่าการแก้ไข รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องดี ทุกพรรคก็ไปหาเสียงแข่งกันเลยให้ประชาชนเลือกเข้ามา เราต้อง ไม่ผูกมัดคนที่จะมาทำงานในอนาคต ท่านกำหนดกติกา ท่านต้องกำหนดผูกมัดเฉพาะตัวเอง เมื่อท่านกำลังทำอยู่ แต่เมื่อยุบสภาแล้ว รัฐบาลไปแล้ว ท่านต้องให้โอกาสรัฐบาลต่อไป หรือสภาต่อไปเป็นคนที่จะตัดสินใจแล้วก็กำหนดนโยบายด้วย ไปหาเสียงแข่งกันเลย ถ้าประชาชนเลือกเข้ามา ท่านมีเสียงข้างมากอยู่แล้ว พรรคท่านบอกว่าเลือกเมื่อไรก็ชนะเมื่อนั้น ท่านไม่ต้องกลัวหรอกค่ะ ยุบไปเลย แล้วเมื่อเข้ามาแล้วท่านก็ตั้งขึ้นมาใหม่ได้ เสียงข้างมากทำอะไร ก็ได้อยู่แล้ว แต่ทำให้มันดีหน่อย ทำให้มันเนียนหน่อยแค่นั้นละค่ะ เพราะฉะนั้นก็เสนอว่า สภาสิ้นสุดลงเมื่อไร สสร. ก็ต้องสิ้นสุดลงด้วย แล้วไปหากันเอาใหม่นะคะ ถึงเวลานั้น ท่านอาจจะเปลี่ยนใจไม่แก้ไขแล้วก็ได้ ถ้า พ.ร.บ. ปรองดองแห่งชาติ มันออกมาก่อน เพราะฉะนั้นขอกราบเรียนท่านว่าสุดท้ายก็คงเหมือนหลายท่านที่กังวล ดิฉันก็ได้แปรญัตติ เอาไว้ในช่วงท้าย ๆ ก็คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ต้องไม่กระทบกับเรื่องอะไรบ้าง

๑. ก็คือต้องไม่กระทบกับองค์กรอิสระและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ

๒. ก็คือต้องไม่มีผลในการแก้โทษหรือนิรโทษกรรมบุคคลใด ๆ

๓. ก็คือต้องไม่กระทบต่ออำนาจตุลาการและอำนาจองค์กรตรวจสอบ ทั้งหลาย

๔. ไม่มีผลย้อนหลังหรือลบความผิดใด ๆ

และสุดท้ายสำคัญอย่างยิ่งเพราะเวลาเราไปรณรงค์รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ เราจะบอกว่า หมวดสิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นหมวดที่ประชาชนได้ประโยชน์ที่สุด แล้วรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ให้หมวดสิทธิเสรีภาพของประชาชนมากกว่าปี ๒๕๔๐ ดิฉันยืนยันเพราะว่าเวลาทำรัฐธรรมนูญนี้ตอนยกร่าง ในที่ประชุมคณะทำงานก็จะบอกว่า

๑. ต้องยึดรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นหลัก

๒. หมวดสิทธิเสรีภาพ สิทธิเสรีภาพของประชาชนต้องไม่น้อยกว่า ปี ๒๕๔๐ เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มีมากกว่าในด้านสิทธิเสรีภาพ สิทธิที่อยู่อาศัยก็มี ในเรื่องของสวัสดิการของผู้ทำงานก็มีในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แล้วข้อสำคัญก็คือที่จริง ท่านกรรมาธิการ ท่านแพทย์เหวง ต้องขอประทานโทษที่เอ่ยนามท่าน ตอนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ออกมา ท่านไปประชุมที่ไหนดิฉันจำได้เพราะเราเจอกันบ่อย เป็นสหายเจอกันบ่อย ดิฉันก็ได้ยินท่านพูดเสมอค่ะว่านี่นะพี่น้อง รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ให้สิทธิเสรีภาพประชาชน มากก็จริง แต่ลงท้ายด้วยทั้งนี้ตามกฎหมายบัญญัติ ผมนับแล้วมีอยู่ ๔๐ กว่าแห่ง นี่มันเป็น รัฐธรรมนูญที่หลอกประชาชน และดิฉันดูฉบับร่างที่ท่านเสนอเข้ามาตอนที่ท่านจะแก้ไข ฉบับประชาชน ดิฉันยังนึกว่าท่านคงตัดออกหมดเลยนะคะ เพราะท่านยกปี ๒๕๔๐ ขึ้นมา เป็นต้นแบบ ปรากฏว่าท่านไม่ได้ตัดเลย แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ตัดออกเกือบหมด ทั้งนี้ตามกฎหมายบัญญัติ แปลว่าถ้าบัญญัติในรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญต้องใหญ่กว่ากฎหมาย ที่ใช้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นก็ตัดออก แล้วก็ให้ใช้ได้ ยกเว้นบางเรื่องแค่นั้นที่มันต้องไปกำหนดกติกา เพราะฉะนั้นขอเรียนว่าสุดท้ายก็คือฝากท่านว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ต้องไม่ทำให้ ผลประโยชน์ของประชาชนในหมวดสิทธิเสรีภาพของประชาชนในหมวด ๓ ลดน้อยลงกว่าเดิม แล้วอย่าลืมทั้งนี้ตามกฎหมายบัญญัติ ท่านอย่าเอาไปแขวนไว้อีกนอกจากที่จำเป็นเท่านั้น เท่าที่ทำกันอยู่ ท่านอย่าแขวนไว้อีกนะคะ ไม่อย่างนั้นประชาชน กรรมาธิการท่านด้วยกันนั่นละ ที่จะบอกว่าท่านหลอกประชาชน ขอบพระคุณค่ะ