สาธิต ปิตุเตชะ สงวนความเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเสนอให้มีการแก้ไขทีละมาตรา ไม่ใช่แก้ไขทั้งฉบับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอสงวนความเห็นในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ขออนุญาต ท่านประธานได้อ่านเนื้อหาที่ผม ขอสงวนความเห็นไว้ในคณะกรรมาธิการนะครับ สำหรับมาตรา ๒๙๑/๑ ซึ่งเป็นหัวใจของการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมฉบับนี้ ผมขอแก้เป็น ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามหมวดนี้ ประกอบด้วย สมาชิกดังต่อไปนี้ ๑. สมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน จำนวน ๑๕๐ คน โดยใช้สัดส่วนจำนวนประชากรหารด้วย ๑๕๐ คน เป็นเกณฑ์ คำนวณแต่ละจังหวัด เหลือเศษให้ปัดขึ้นให้ครบจำนวน ๑๕๐ คน วรรคสอง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถลงคะแนนเลือกตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญได้เพียงคนเดียว (๒) สมาชิกผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งมาจากการเลือกตั้งจำนวน ๕๐ คน ดังต่อไปนี้ ข้อ ก ผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน จำนวน ๑๐ คน ข้อ ข ผู้เชี่ยวชาญสาขานิติศาสตร์ จำนวน ๑๐ คน ข้อ ค ผู้เชี่ยวชาญ สาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ จำนวน ๑๐ คน ข้อ ง ผู้มีประสบการณ์ ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน จำนวน ๑๐ คน ข้อ จ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องท้องถิ่น ผู้ใหญ่บ้าน กำนันและภาคประชาชน จำนวน ๑๐ คน โดยจัดทำเป็นบัญชีผู้ทรงคุณวุฒิ ใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเลือกตั้งในแต่ละสาขา โดยใช้สิทธิเลือกตามจำนวนที่กำหนดในแต่ละสาขา ท่านประธานที่เคารพครับ มาตรา ๒๙๑/๑ เป็นหัวใจของการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมเรียนกับท่านประธานว่า ความจริงรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เขาก็เขียนไว้ชัดนะครับว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ จะทำไม่ได้ แต่รัฐบาลชุดนี้ก็ได้ใช้ช่องทางตามมาตรา ๒๙๑ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งฉบับ ความจริงถ้ารัฐบาลเห็นว่ารัฐธรรมนูญมาตราใดมาตราหนึ่งเป็นอุปสรรค เป็นปัญหาของการบริหารประเทศ ผมคิดว่าน่าจะขอแก้ไขเป็นแต่ละมาตรา ขออนุญาต ยกตัวอย่างนะครับ สมมุติว่ารัฐบาลเห็นว่ามาตรา ๒๓๗ มันเป็นปัญหาอุปสรรคในการปฏิบัติหน้าที่ หรือพวกเราไปตั้งคณะกรรมาธิการ ตั้งคณะกรรมการมาแล้วก็สรุปแล้วว่ามาตรา ๒๓๗ เป็นปัญหาอุปสรรครัฐบาลก็สามารถที่จะเสนอกฎหมายแก้ไขเฉพาะมาตรานั้น หรือประเด็น แก้ไขมาตรา ๒๖๕ หรือ ๒๖๖ ในประเด็นที่ห้าม ส.ส. ไปเป็นเลขานุการรัฐมนตรี ไปมีตำแหน่งทางด้านการบริหาร รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็เปิดโอกาสไว้ตามมาตรา ๒๙๑ นี่ละครับว่า ถ้าเห็นว่ามันเป็นปัญหาอุปสรรคก็ทำไมไม่ขอแก้ทีละเป็นประเด็น ก็มีการถกเถียงกันหลายวาระ ต่างกรรมต่างวาระ แต่สุดท้ายรัฐบาลก็เสนอ พ.ร.บ. แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้โดยใช้ช่องทางมาตรา ๒๙๑ ผมฟังตอนแรกก็พอฟังได้นะครับ ว่าที่มาจากมาตรา ๒๙๑/๑ ก็คือมาจากการเลือกตั้งจากจังหวัด ๑ จังหวัดต่อ ๑ คน ๗๗ คน ๗๗ จังหวัดตามมาด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งคณะกรรมาธิการก็ไม่ได้มีการแก้ไข ผู้ทรงคุณวุฒิ ตาม (๒) ก็มีผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง หรือสาขาต่าง ๆ นี่นะครับ แต่ว่าทั้งหมดนี่ให้ผ่าน ความเห็นชอบของรัฐสภา ผมก็ฟังได้ว่าถ้า สสร. บริสุทธิ์ใจจริง มีที่มาเป็นที่ไว้วางใจ จากพี่น้องประชาชน มาจากการเลือกตั้ง ความจริงที่ผมแปรญัตติหรือผมสงวนความเห็นไว้นี่ หลักการค่อนข้างไม่มีอะไรซับซ้อนนะครับ ตรงกับรัฐบาลเพราะมีมาจาก ๒ ลักษณะ ก็คือ ๑. มาจากพี่น้องประชาชนโดยตรง จากการเลือกตั้งทั่วประเทศ ๑๕๐ คน ผิดกันแค่ รายละเอียดว่าร่างของรัฐบาลเลือกจังหวัดละคน ๗๗ คน ผมก็เสนอว่าเป็น ๑๕๐ คน จากการเลือกตั้ง แต่ใช้เกณฑ์จำนวน สสร. หารด้วยจำนวนประชากรนะครับ แต่ว่าผมอาจจะ มีรายละเอียดที่แตกต่างก็ในส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิ คือผมเห็นว่าที่มาของ สสร. มาจากประชาชนส่วนหนึ่งก็จำเป็น แต่ว่าการร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด ของประเทศมันจำเป็นมากกว่าก็คือว่ามันต้องการผู้เชี่ยวชาญ มันต้องมีที่ปรึกษา เพื่อให้ความรู้ ที่สำคัญก็คือว่าการใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญไปบริหารประเทศ ต้องการมีส่วนร่วมจากคนทุกฝ่าย ผมเลยกำหนดไว้ในถ้อยคำของผมนะครับที่อ่าน ให้ท่านประธานฟังเมื่อสักครู่ว่า ผมมีผู้เชี่ยวชาญหลายผู้เชี่ยวชาญครับ ผมยกตัวอย่าง ที่ผมอยากให้ทุกส่วนมีส่วนร่วมในการเป็น สสร. ด้วย ก็คือผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน ก็โอเคล่ะ เป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับกฎหมายในภาพกว้าง ผู้เชี่ยวชาญสาขานิติศาสตร์ก็เป็นนักนิติศาสตร์ เบื้องต้น มีความรู้เป็นคนที่จบปริญญาตรีนิติศาสตร์ก็มาสมัครได้ ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์ อันนี้ก็จำเป็นในการบริหารบ้านเมือง ข้อ ง ผมให้ผู้มีประสบการณ์ ด้านการเมืองการบริหารราชการแผ่นดิน ยกตัวอย่างเช่น อดีต ส.ส. อดีตรัฐมนตรี อดีต ส.ว. ที่เขาปลดเกษียณไปแล้ว แต่เขามีประสบการณ์ พวกนี้ก็อาจจะมีสิทธิมาสมัคร เป็นผู้ทรงคุณวุฒิหรือ สสร. และกลุ่มพวกนี้ครับเขามีประสบการณ์ ผ่านความรู้ การบริหารประเทศมา ถ้าเขาคิดว่าจะเอาความรู้ที่มีมาเป็นประโยชน์ในการร่างกฎหมาย รัฐธรรมนูญที่สูงสุดเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับกับคนทั้งประเทศให้เขามีสิทธิมามีส่วนร่วมได้ ผมกำหนดไว้อีกครับว่ามีผู้เชี่ยวชาญเรื่องท้องถิ่น ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ภาคประชาชน นายก อบจ. นายก อบต. นายกเทศบาล คนกลุ่มนี้ก็มีสิทธิมาสมัครตามคุณสมบัติ สมัครเสร็จ วิธีการของผมก็คือว่าคนทุกกลุ่มมีสิทธิให้ประชาชนเลือกเหมือนระบบบัญชีรายชื่อ ใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง โดยให้หน่วยงานที่มาดูแลเรื่องการเลือกตั้งคือคณะกรรมการการเลือกตั้ง มาดำเนินการจัดการเลือกตั้ง เราก็จะได้มีผู้ทรงคุณวุฒิเป็นที่ปรึกษาให้กับ สสร. ที่มีที่มาจาก ประชาชนทั่วประเทศ จำนวนตรงนี้ ๕๐ คนครับ รวมกับจำนวนที่มาจากการเลือกตั้ง โดยใช้เกณฑ์ของ สสร. ๑๕๐ คนไปหารจำนวนประชากรในแต่ละจังหวัด ๑๕๐ คน ก็เป็นจำนวน สสร. ทั้งสิ้นมาจาก ๒ ส่วนนี้ ๒๐๐ คน เป็นสภา สสร. ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเรียนว่าที่ผมต้องการให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมก็เพราะว่าผมอยากเห็นการปรองดองครับ อยากเห็นเสียงจากทุกฝ่ายมาร่วมกันทำกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ท่านบอกว่าอยากจะทำใหม่ ทั้งฉบับ โดยอ้างเหตุผลที่ผมอาจจะไม่เห็นด้วย แต่อย่างน้อยที่สุดเสียงข้างมากก็สามารถทำได้ แต่จะเป็นที่ถูกใจพี่น้องประชาชนหรือไม่ ผมไม่รับรองได้ เพราะฉะนั้นผมจึงเสนอ วิธีการเลือกตั้งในแบบที่ ๑ ๑๕๐ คน เป็นวิธีการเลือกตั้งแบบประชาชน ๑ คน เลือกได้คนเดียวครับ มันสะท้อนอะไรครับ มันสะท้อนว่า สมมุติจังหวัดขอนแก่นบ้านท่านประธานมีประชากร หลายล้านคน แทนที่จะมีสมาชิก สสร. ท่านเดียว มีคนไปกำหนดกฎเกณฑ์ได้ก็สามารถ มี สสร. ได้จำนวนหนึ่ง อาจจะมี ๓ คนหรือ ๒ คน เป็นต้น ๓ คนหรือ ๒ คน ที่ว่ามันก็ไปสู่ กระบวนการเลือกตั้งโดยประชาชน ๑ คนเลือกได้ ๑ สสร. เท่านั้น สุดท้ายสมมุติว่า มีประชาชนจำนวนส่วนใหญ่เลือก สสร. ๑ คน แต่ก็มีจำนวนประชากรอีกหลายกลุ่ม ที่มีจำนวนคะแนนน้อยลงมาไปเลือก สสร. ในจังหวัดนั้น ๆ ได้อีกตามจำนวนที่มีในแต่ละจังหวัด อันนี้เป็นวิธีการที่เขาเรียกว่าเห็นเสียงข้างน้อยเป็นพลังที่สำคัญในการบริหารประเทศ และเป็นการมีส่วนร่วมในการร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ ผมยืนยันกับท่านประธานนะครับว่า ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งในเรื่องของการนำมาตรา ๒๙๑ ที่เรากำลังพูดอยู่นี่นำไปสู่ การแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ บางท่านก็จะบอกว่าก็ไม่มีกฎหมายห้ามให้เป็นอิสระ ของ สสร. คือฟังดู ถ้าฟังดูอย่างบริสุทธิ์ใจก็อาจจะเชื่อได้นะครับว่าเราตั้งใจให้มี ๙๙ คนจริง ๆ ฟังทีแรกก็เชื่อนะครับ ผมพูดตรง ๆ ก็เห็นด้วยว่าถ้ารัฐบาลไปกำหนดไม่ได้ มี ๙๙ คน เขาจะเขียนอะไร ก็ต้องตามใจเขา แต่ที่เห็นประเด็นที่มันเป็นความระแวงสงสัยที่มันไม่อาจ ปฏิเสธได้ ก็ประเด็นนี้ล่ะครับที่ผมเรียนท่านประธานว่ามันต้องพูดครับ ก็เรื่องมติอีกละครับ ท่านประธาน ท่านประธานต้องอนุญาตให้พูดเพราะว่ามันเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น ในคณะกรรมาธิการ ผมเรียนว่ามันไม่พูดไม่ได้ พอพูดเสร็จท่านก็มีสิทธิในการที่จะแก้ไข