รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๑๘ เมษายน ๒๕๕๕

สาธิต ปิตุเตชะ อภิปรายเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญและวิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยเสนอให้มีการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน และมีการจัดการเลือกตั้งโดย กกต.

นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมาธิการ

ผมกระชับอยู่แล้ว ผมใช้เวลาไม่มาก ครับท่านประธาน ที่ผมพูดเมื่อสักครู่ผมไม่ได้ใส่ร้ายนะครับ ผมชี้แจงท่านประธานว่า ผมเห็นใจท่านประธานคณะกรรมาธิการ เพราะว่าผมอ่านหนังสือพิมพ์เจอข่าวว่า ท่านถูกตำหนิว่าท่านแม่นข้อบังคับ แต่ท่านไม่ทันเกม (Game) อันนี้ผมกำลังจะอธิบาย เพิ่มเติมว่าผมไม่เห็นด้วยกับ ๗๗ คนบวก ๒๒ คนเป็น ๙๙ คน ผมเห็นด้วยกับ ๑๕๐ คน แล้วก็บวก ๕๐ คน เป็น ๒๐๐ คน โดยวิธีการเลือกตั้งโดยตรงมาจากประชาชน แต่ว่ามีวิธีการเลือกตั้ง ๒ แบบ ที่ผมไม่เห็นด้วยเพราะว่า เหตุผลหนึ่งก็คือว่าผมไม่ไว้ใจ ท่านประธานครับ ผมไม่ไว้ใจจริง ๆ เพราะว่าท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากหวงแหนมติ ที่ลบการพิจารณาร่างของ ครม. ไปแล้ว ซึ่งมีวิธีการอื่นที่ทำได้นะครับ ผมก็พูดกับท่านประธานสามารถว่าทำไมท่านไม่ให้ใคร มาสงวนความเห็นไว้เป็นเสียงข้างน้อยแล้วมาในสภาใหญ่ ก็มาลงมติตามเสียงข้างน้อย ท่านก็สามารถทำได้เพราะท่านมีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรอยู่แล้ว อันนี้คือสิ่งที่ผม อภิปรายไว้ ก็เป็นเหตุผลหนึ่งซึ่งผมไม่เห็นด้วยกับ ๗๗ คนบวก ๒๒ คน คือ ๙๙ เพราะผมไม่เชื่อมั่นว่า ๙๙ คนนั้นจะเป็นคนกลางจริงมาร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพื่อผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน เหตุผลอันนี้สำคัญที่สุดเพราะว่าการที่วันรุ่งขึ้น กลับมาลงมติกลับมติเดิม แล้วก็พยายามจะทำให้มีความชอบธรรมว่ามันขัดหลักการบ้าง มันไม่ชอบบ้าง ความจริงหลักการไม่ได้เขียนระบุไว้ชัดเจนขนาดนั้นหรอกครับ การที่ลงมติไปแล้ว ก็ยังอยู่ในหลักการเดิมคือการให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ ประเด็นสำคัญก็คือว่าทำไมละครับ จะรีบร้อน จะมากลับมติทำไม ก็ใช้วิธีการที่มันถูกข้อบังคับสิครับ ผมก็เลยไปเสนอ ผมก็จริง ๆ การเป็นกรรมาธิการให้สิทธิจนถึงนาทีสุดเลยครับท่านประธาน ทำเป็นเอกสาร เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมาธิการว่าเราเห็นอย่างไร ผมเห็นพฤติกรรมอย่างนั้น ตอนแรก ผมไม่สงวนเพราะผมเห็นตรงกับท่านคุณหมอเหวง คือ ๑๐๐ คน เพราะเห็นท่านหมอเหวง ไปคำนวณอัตราส่วนการเลือกตั้ง สสร. มาจากจังหวัดแต่ละจังหวัดแล้ว และนำเสนอ มาอย่างดีว่าจังหวัดนี้ ๑ คน ๒ คน ตามเกณฑ์ที่ท่านหมอเหวงแปรญัตติไว้ หรือสงวนความเห็นไว้ แต่ว่าเมื่อผมเห็นพฤติกรรมนี้ผมก็มาทำเอกสารในวันสุดท้าย ที่ส่งให้ท่านประธาน วันสุดท้ายที่ส่งให้ก็เรียนท่านประธานรัฐสภาจริง ๆ ว่ามันเร่งรีบรวบรัดมากครับ จากที่ประชุมวันพุธ วันพฤหัสบดี ท่านประธานสามารถมานัดวันอังคารทั้งวัน วันพุธทั้งวัน วันพฤหัสบดีทั้งวัน แล้วก็ให้ส่งคำสงวนความเห็นภายใน ๔ โมงครึ่ง ผมก็ไปร่างนี่ละครับได้มา ผมจะขออธิบายอีกนิดหนึ่งครับว่าที่ผมร่างมา ที่ผมสงวนความเห็นไว้ทั้งหมดนี้ต่างกับร่าง ของรัฐบาลในข้อ ๒ คือร่างของผมจำนวน ๕๐ คน ที่มีที่มาจากผู้เชี่ยวชาญต่างสาขากัน ๕ สาขา สาขาละ ๑๐ คน ให้ไปทำบัญชีรายชื่อ แล้วก็ไปเลือกตั้งทั่วประเทศครับ อันนี้เหมือนกับให้ประชาชนไปเลือกตั้งบัญชีรายชื่อ แต่ละบัญชีเลือกได้ ๑๐ คน แต่อย่างไรก็ตาม ก็ให้ ๑ คน เลือกได้ ๑ เบอร์เท่านั้น ๑ คน ๑ เบอร์ก็สะท้อนว่าในสาขาต่าง ๆ มีเสียงข้างมาก อาจจะได้ที่ ๑ ๕,๐๐๐,๐๐๐ คะแนน ได้ที่ ๒ ๓,๐๐๐,๐๐๐ คะแนน คนที่ ๑๐ อาจจะมี คะแนนแค่ ๒๐๐,๐๐๐ คะแนนก็ได้ แต่ว่าคะแนนทั้งหมดมันสะท้อนความต้องการว่า ทั้งหมดของประเทศนี้ไปสู่การเป็น สสร. ที่บริสุทธิ์ยุติธรรมจริง ๆ ไม่มีการแทรกแซงจริง ๆ ไม่มีใครหวงแหน ไม่มีใครไปกลับมติ แล้วก็มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน เวลาเขาไปทำหน้าที่ร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เขาก็ร่างจริง ๆ เพื่อผลประโยชน์ ของคนทั้งประเทศ ไม่ใช่เพื่อใครคนใดคนหนึ่งท่านประธานที่เคารพครับ ผมก็เลย สงวนความเห็นไว้ ผมเรียนท่านประธานว่าและวิธีการของผมก็คือว่าทั้งหมดให้ กกต. ไปจัดการเลือกตั้ง และเดี๋ยวผมก็จะมีแปรญัตติที่มันสอดคล้องกับที่ผมสงวนไว้ในมาตรานี้ ผมเรียนท่านประธานว่า ความคิดเห็นที่สำคัญ ๆ ของเพื่อนสมาชิก ที่เป็นประโยชน์ ขออนุญาตเอ่ยนามสมาชิก ท่านหนึ่งครับ ถึงแม้ว่าไม่มีเนื้อหาในการแปรญัตติ ท่านพูดถึงเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ท่านพูดถึงธรรมชาติ พูดถึงต้นไม้ ท่านประธานก็จะไม่ให้อภิปราย ผมคิดว่าอะไรที่มันเกิดประโยชน์ ต่อการกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับที่จะทำขึ้นใหม่มันเกิดขึ้นแน่ครับท่านประธาน มันเกิดขึ้นแน่นอนเพราะว่าท่านสามารถใช้เสียงข้างมาก ใช้มติดำเนินการได้อยู่แล้ว ขอความกรุณาท่านประธานว่าอันไหนที่เป็นประโยชน์ก็ขอให้ใส่ไว้เป็นความคิดเห็น อย่างน้อยที่สุดสภาแห่งนี้ได้มีบันทึกสิ่งที่เขาคิด ถึงแม้ไม่ได้มาอยู่ในรัฐธรรมนูญก็ไม่เป็นอะไร เป็นการแสดงความคิดเห็นแทนพี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ กฎหมายรัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายศักดิ์สิทธินะครับ เป็นกฎหมายสูงสุด สุกเอาเผากินไม่ได้ครับ รวบรัดก็ไม่ได้ และต้องมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย ผมเน้นว่า ๒ วิธีของผมตามที่ผมสงวนความคิดเห็นไว้ต้องมาจากการเลือกตั้ง และเน้นอย่างที่สุด ก็คือว่า ๑ คนเลือกได้ ๑ เสียง สะท้อนทุกเสียงเป็นที่มาของ สสร. ถ้า สสร. บริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่มีปัญหาเลยครับ ท่านประธานครับ ท่านประธานทำได้เลย ผมทราบดีครับ ผมสุดท้าย แล้วครับท่านประธานครับ ผมทราบดีครับว่าท้ายสุดของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ท้ายสุด ของกฎหมายปรองดองมันนำไปสู่อะไร มันนำไปสู่นิรโทษกรรมให้กับใครบางคนหรือเปล่า อันนี้กรรมาธิการเสียงข้างมากก็ต้องตอบให้สังคมคลายความสงสัยแล้วก็หวาดระแวง ความจริงมีเหตุผลมากมายที่เราอภิปรายกันไป แต่ว่าเหตุผลสำคัญที่สุดคือความหวาดระแวง นี่ละครับ มันเป็นหัวใจเลยครับ ผมขออนุญาตท่านประธานนิดเดียว ความหวาดระแวงอันนี้ มันจะก่อให้เกิดปัญหาอีกมากมาย ผมฝากท่านประธานสามารถว่าทั้ง ๒ ส่วนนี้ ไม่ว่าจะเป็น คณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางปรองดองแห่งชาติ ไม่ว่าจะเป็นกรรมาธิการ แก้รัฐธรรมนูญถ้ามันนำไปสู่การนิรโทษกรรมให้กับคนบางคน ผมอยากให้ท่านดูตัวอย่างนะครับ บัวขาว ป ประมุข ครับ เป็นนักชกมวยไทยไฟท์เตอร์ (Fighter) มีชื่อเสียง มีความรู้น้อยครับ มีความรู้น้อยเป็นขวัญใจของคนทั้งประเทศ ขึ้นไปชกทั้ง ๆ ที่รู้ว่าอาจจะผิดกฎหมาย แต่ก็ประกาศกับแฟน ๆ ของตัวเองว่ารู้ว่าชกแล้วต้องติดคุกก็ยอมติดคุก กระผม ฝากท่านประธานว่าให้ยึดแบบบัวขาว ป ประมุข ครับ ถึงแม้ว่าเป็นคนความรู้น้อยแต่ว่า รู้จักกฎกติกาของบ้านเมือง บ้านเมืองจะได้สงบครับ ขอบพระคุณครับ