เจตน์ ชี้ร่าง รธน.สงวนที่นั่ง 100 คน เสนอแก้ระบบเลือกตั้ง สสร.

รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๑๘ เมษายน ๒๕๕๕

เจตน์ ศิรธรานนท์ ระบุว่ามาตรา ๒๙๑/๑สงวนที่นั่งสมาชิกและกรรมาธิการไว้ ๑๐๐ ท่าน และเตือนว่าหากใช้ระบบจดชื่ออาจทำให้คิวการประชุมติดขัด จึงเสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญโดยให้ สสร. มาจากการเลือกตั้ง 200 คน พร้อมทั้งคัดค้านการแก้ไขทั้งฉบับเพื่อล้มล้างมาตรา 309 โดยยืนยันหลักการเดิมที่สอดคล้องกับข้อบังคับการประชุมรัฐสภา

นายเจตน์ ศิรธรานนท์ กรรมาธิการ

ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ท่านประธานครับ ในมาตรา ๒๙๑/๑ มีสมาชิกและกรรมาธิการสงวนไว้ถึง ๑๑๐ ท่าน ถ้าหากว่าท่านประธานใช้กรณีที่จดชื่อขึ้นไปมันก็จะมีปัญหาว่าคิวไม่รู้จะอยู่ตรงไหนเลย ตรงนี้ผมอยากจะฝากไว้ในประเด็นแรก

ทีนี้ในกรณีมาตรา ๒๙๑/๑ มีผู้ที่จะสงวนคำแปรญัตติไว้มากมาย มี ส.ว. ที่สงวนคำแปรญัตติในมาตรานี้ถึง ๔๓ ท่าน มีกรรมาธิการแปรญัตติเฉพาะมาตรานี้ถึง ๑๓ ท่าน ท่านประธานครับ ในมาตรานี้เขียนที่มาของ สสร. ว่ามี ๒ ประเภท มี สสร. เลือกตั้ง แล้วก็มี สสร. สรรหา ผมแปรญัตติและนำเข้าไปโหวต (Vote) ในคณะกรรมาธิการเมื่อวันพุธที่ ๒๘ มีนาคม ให้มี สสร. ประเภทเดียวมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด จำนวน ๒๐๐ คน มีสมาชิก สงวนให้มี สสร จำนวน ๒๐๐ คน ถึง ๔๕ ท่าน โดยแบ่งเขตตามฐานประชากรทั่วประเทศ ตามแบบการเลือกตั้ง ส.ว. ปี ๒๕๔๓ ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ท่านประธานครับ อนุโลม ตามมาตรา ๙๔ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย วรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ โดยคำนวณจากหลักฐานทะเบียนราษฎร์ ในปี ๒๕๕๔ เฉลี่ยด้วย สสร. จำนวน ๒๐๐ คน ก็จะมีจำนวนของฐานของประชากรจะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ ๓๒๐,๐๐๐ คน จังหวัดใด ที่มีราษฎรที่น้อยกว่าเกณฑ์ให้มี สสร. ได้ ๑ คน ถ้าหากว่ามีจำนวนประชากรมากกว่า ๓๒๐,๐๐๐ คน ก็เอาจำนวน ๓๒๐,๐๐๐ คนไปหาร ถ้าหากว่าหารได้ก็จะมีจำนวน สสร. อย่างน้อยเท่ากับจำนวนที่หารได้นั้น ถ้าหากว่ามีเศษเก็บเอาไว้ก่อน แล้วถ้าพิจารณา สสร. ทั้งหมดแล้วจึงเอาเศษมาคิดแล้วก็ไล่เศษไปเรื่อย ๆ จนครบ ๒๐๐ คน เมื่อครบ ๒๐๐ คน วิธีนี้ก็จะทำให้ได้ตัวของ สสร. เหมือนกับตอนที่เราเลือกตั้ง ส.ว. ปี ๒๕๔๓ ญัตติของผม สอดคล้องกับท่าน ส.ส. วิรัตน์ กัลยาศิริ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยของพรรคประชาธิปัตย์ ส.ส. พรรคฝ่ายค้านและเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาอีกหลายท่านก็เห็นด้วยกับแนวคิดอย่างนี้ ในการโหวตในคณะกรรมาธิการในวันดังกล่าวก็ใช้วิธีการโหวตตามข้อบังคับการประชุม ผลการโหวตปรากฏว่าร่างของรัฐบาลแพ้ร่างอีก ๙ ร่างที่เสนอด้วยคะแนน ๑๐ : ๑๒ แต่วันรุ่งขึ้นคือวันพฤหัสบดีที่ ๒๙ มีนาคม ก็มีการพลิกมตินะครับ ก็ใช้หลักการ ของร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขึ้นมาพิจารณา โดยที่ว่า หลักการ เราก็จะพิจารณากันในวันแรก ๆ ว่าเราแขวนหลักการและเหตุผลเอาไว้ก่อน เก็บไว้พิจารณา ในรายละเอียดของมาตราต่าง ๆ ให้เสร็จสิ้นแล้ว จึงนำหลักการและเหตุผลมาพิจารณา แต่ว่าเมื่อกรรมาธิการเสียงข้างมากแพ้มติไปแล้วก็จึงรีบเร่งที่จะนำหลักการมาพิจารณา ซึ่งพอเรานำหลักการมาพิจารณามันก็จะทำให้ร่างที่ชนะไป ๙ ร่างตกไป จริง ๆ มันมี ๘ ร่าง อีกร่างหนึ่งมี สสร. ที่สรรหาด้วย จริง ๆ แล้วข้อเสนอแนะของกรรมาธิการเสียงข้างน้อย หลายท่านรวมทั้งผมมีทางในการแก้ไขให้เป็นไปตามเจตนา ของกรรมาธิการเสียงข้างมาก หลายประการ ตั้งแต่ให้นำผลมาโหวตกันในสภาใหญ่ ซึ่งด้วยเสียงข้างมากของสมาชิกรัฐสภา ก็สามารถเอาชนะได้ในชั้นของที่ประชุมรัฐสภาใหญ่อยู่แล้ว หรือแม้กระทั่งเมื่อผ่านการพิจารณาไปแล้วให้มีกรรมาธิการท่านหนึ่งท่านใดเสนอคำแปรญัตติ เข้ามาใหม่ โดยใช้ร่างเดิมของรัฐบาล หรือว่าร่างเดิมของรัฐบาลมาปรับแต่ง ตกแต่งเล็กน้อย แล้วก็เข้ามาสู้กับร่างที่ชนะไป ก็สามารถที่จะพลิกมติได้ หรือแม้กระทั่งพิจารณา ไปจนวาระสุดท้ายแล้ว จึงจะเอาเรื่องของหลักการและเหตุผลมาพิจารณาก็ยังเป็นไปได้ ด้วยวิธีการต่าง ๆ เหล่านี้มันจะเป็นวิธีที่ละมุนละม่อมมากกว่าที่กรรมาธิการเสียงข้างมาก จะพลิกมติไปในวันรุ่งขึ้นเท่านั้นเอง เพราะว่าในกระแสแล้วมันยากต่อการยอมรับ แล้วมันก็ดูเหมือนว่าทางกรรมาธิการจะใช้เสียงข้างมากลากไป ซึ่งจริง ๆ แล้วด้วยเจตนา ด้วยวิธีการต่าง ๆ มันมีมากมายที่สามารถทำได้โดยไม่มีปัญหาเหมือนในปัจจุบัน โดยเฉพาะ ในข้อบังคับการประชุมของรัฐสภา ข้อ ๙๖ วรรคสุดท้าย ที่เขียนว่าการแปรญัตติเพิ่มมาตราขึ้นใหม่ หรือตัดทอน หรือแก้ไขมาตราเดิมต้องไม่ขัดกับหลักการแห่งร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เว้นแต่การแก้ไขเพิ่มเติมมาตราที่เกี่ยวเนื่องกับหลักการนั้น เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นว่า ถ้าผมยังเสนอญัตติแบบเดิมให้ สสร. มาจากเลือกตั้งทั้งหมด ๒๐๐ คน มันก็จะขัดกับหลักการ และขัดกับข้อบังคับของการประชุมรัฐสภา เพราะฉะนั้นผมจึงใช้สิทธิของกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ซึ่งอาจจะได้เปรียบเพื่อน ๆ สมาชิกหลาย ๆ ท่าน ที่ไม่สามารถที่จะกลับญัตติ หรือว่าแปรญัตติ เข้าไปใหม่ ผมก็ใช้สิทธินี้แปรญัตติกลับเข้าไปใหม่ โดยเพื่อให้สอดคล้องกับหลักการและเหตุผล โดยเพิ่ม สสร. ประเภทที่ ๒ เข้ามา จำนวน ๒๒ คน ให้ตรงกับมติของคณะกรรมาธิการ เพื่อจะได้เป็นทางเลือกหนึ่งของผู้ที่แปรญัตติให้มี สสร. ประมาณ ๒๐๐ คน ซึ่งมีอยู่ถึง ๔๕ ท่าน โดยมีรายละเอียดและที่มาที่ไปของ สสร. จากนักวิชาการเหมือนร่างของคณะกรรมาธิการ ทุกประการ คือมีผู้เชี่ยวชาญ ๓ ประเภท ทั้งสาขากฎหมายมหาชน ๖ คน สาขารัฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์ ๖ คน และผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม ๑๐ คน แต่ผมยังยืนยันจำนวน สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง จำนวน ๒๐๐ คนนั้น เพราะต้องการให้ที่มาของ สสร. มีความชอบธรรมมากที่สุด ถ้าเจตนารมณ์ ของผู้ที่ร่างรัฐธรรมนูญต้องการพัฒนาประชาธิปไตย และเพื่อให้สามารถแก้ไขความขัดแย้ง ทางการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผมจึงเห็นว่าที่มาที่ไปของ สสร. มีความสำคัญอย่างมาก ท่านประธานครับ ถึงรัฐธรรมนูญฉบับ ปี ๒๕๕๐ เป็นรัฐธรรมนูญที่ได้รับการต่อต้านมาก จนเป็นที่มาของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันนี้ ผมก็ยังเห็นว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เป็นรัฐธรรมนูญที่มีส่วนดีมากมาย ทั้งเรื่องของการคุ้มครองส่งเสริม ขยายสิทธิและเสรีภาพ ของประชาชน ลดอำนาจผูกขาดของรัฐ และเพิ่มอำนาจของประชาชน ทำการเมือง ให้มีความโปร่งใสมีคุณธรรมและจริยธรรม รวมถึงข้อที่ ๔ ที่ทำให้องค์กรตรวจสอบ มีความอิสระและเข้มแข็ง สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผมจึงไม่เห็นด้วย กับการแก้ไขทั้งฉบับ ซึ่งมีผู้สงสัยว่าทำไมจะต้องแก้ไขทั้งฉบับ แก้เพื่อล้มล้างมาตรา ๓๐๙ เพื่อช่วยใครบางคนหรือไม่ เพราะเมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ไม่มีมาตรา ๓๐๙ อีกต่อไป และ สสร. จะเขียนรัฐธรรมนูญให้ออกมาอย่างไรก็ได้ตามที่รัฐบาลต้องการ ถ้ารัฐบาล หรือพรรคเพื่อไทยคุมเสียงส่วนใหญ่ของ สสร. ได้ ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งถูกโจมตีมากมายว่าได้มาจากการปฏิวัติ รัฐประหาร ทั้งที่รัฐบาลชุดนี้รวมถึง ส.ส. และ ส.ว. ที่นั่งอยู่ในที่นี้ล้วนแล้วแต่มาจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ทั้งสิ้น รวมทั้งการผ่าน การทำประชามติของประชาชนทั้งประเทศ ด้วยคะแนน ๑๔.๗ ล้านเสียง ดังนั้นเมื่อมีการตั้ง สสร. ขึ้นใหม่ ผมจึงเห็นว่าจะต้องยึดโยงกับประชาชนให้มากที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ ไม่ต้องการให้เป็นรัฐธรรมนูญของพรรคการเมืองหรือของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง การใช้จำนวน สสร. ๒๐๐ คนมาจากการเลือกตั้งทั้งประเทศ ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง แบ่งเขตตามฐานประชากรอย่างน้อยจังหวัดละ ๑ คน ประชาชนจึงมีความเสมอภาค และมีสิทธิเท่าทียมกันในการเลือก สสร. คือ ๑ คนมีสิทธิ ๑ เสียงต่อจำนวนประชากร ๓๒๐,๐๐๐ คนโดยประมาณ ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของมากที่สุด และเป็นการ แก้คำครหาที่ว่าเป็นการวางแผนของรัฐบาลเพื่อให้ได้ สสร. ที่เป็นคนของตัวมาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้เป็นไปอย่างที่ตัวเองต้องการ ในญัตติแรกผมเสนอให้ สสร. มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด เพราะต้องการการพัฒนาประชาธิปไตยให้มากกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ด้วยซ้ำ ที่ไม่ต้องการให้มี สสร. นักวิชาการเลย แล้วก็สามารถที่จะไปตั้งเพิ่มในคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาได้ภายหลัง จึงจะถือได้ว่ารัฐธรรมนูญเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน อย่างแท้จริง อนึ่ง คณะกรรมาธิการยังได้เชิญภาคประชาชนมาแสดงความคิดเห็น ในการประชุมครั้งที่ ๖ ในวันพุธที่ ๒๑ มีนาคม ภายหลังการพิจารณาในภาพรวม โดยยังไม่ลงรายละเอียด และเสนอร่างของประชาชนจากกลุ่มต่าง ๆ ได้แก่ข้อเสนอ ของอาจารย์โคทม อารียา กับคณะ ผู้อำนวยการสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ของมหาวิทยาลัยมหิดล ร่างของผู้ช่วยศาสตราจารย์ธิดา ถาวรเศรษฐ์ หัวหน้า นปช. หรือกลุ่มเสื้อแดงผู้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับภาคประชาชนรวมถึงร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับประชาชนของคุณยอดเยี่ยม ศรีมันตะ ซึ่งทุกร่างเสนอ สสร. จำนวนแตกต่างกัน ตั้งแต่ ๙๙ คนถึง ๓๗๕ คน แต่คณะกรรมาธิการยังคงหลักการให้มี สสร. ๒ ประเภทนั้นอยู่ อ้างว่าหลักการเปลี่ยนไม่ได้ทั้ง ๆ ที่ประชุมในเบื้องต้นก็ไม่ชัดเจนว่าหลักการและเหตุผล จะเปลี่ยนได้หรือไม่ การที่เชิญภาคประชาชนมาแสดงความคิดเห็นและกรรมาธิการหลายท่าน มีความเห็นสอดคล้องกับภาคประชาชนที่ว่าจะให้ สสร. มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด เพื่อจะได้ยึดโยงกับประชาชนและมีส่วนร่วมในการปรองดอง มีเวทีแสดงความคิดเห็น เกิดรัฐธรรมนูญที่สะท้อนถึงอุดมการณ์ร่วมและเป็นสัญญาประชาคมของคนไทยทั้งชาติ แต่ที่เป็นน่าเสียใจที่คณะกรรมาธิการเพียงแต่รับฟังเฉย ๆ รัฐบาลอ้างตลอดเวลาว่าต้องการ รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน แต่เวลาประชาชนเสนอท่านก็ไม่รับ ผมมีความเสียดายความคิดที่ดี ๆ แล้วก็เสียดายเวลาที่เชิญตัวแทนภาคประชาชนมาเสนอความเห็น ในทางกลับกัน คณะกรรมาธิการยืนยันในร่างที่มี สสร. ๒ ประเภทโดยมี สสร.เลือกตั้งเพียง ๗๗ คน ท่านประธานครับ จำนวน ๗๗ คนมันไม่สามารถที่จะไปทำประชาพิจารณ์ทั่วประเทศ ๗๗ คนบวก ๒๒ คนมันน้อยเกินไป ถ้าหากว่าท่านเพิ่มจำนวนของ สสร. ขึ้นเพราะเราเห็นว่า ในกรณีที่เราจะไปทำประชาพิจารณ์เพื่อให้ประชาชนเกิดการมีส่วนร่วมแล้วก็สามารถ แสดงความคิดเห็นได้ทั่วประเทศ ถ้าหากว่าเรามีจำนวน สสร. ที่มากพอการทำประชาพิจารณ์ มันก็จะได้ประโยชน์อย่างมากมาย การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนสำคัญมาก เพราะว่าการมีส่วนร่วมเท่านั้นที่จะทำให้ประชาชนรู้สึกว่าตัวเองเป็นเจ้าของรัฐธรรมนูญ ถ้าหากว่าต่อไปมีใครที่จะมาล้มล้างรัฐธรรมนูญด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้องแล้วประชาชน เขาจะออกมาต่อสู้ ไม่ได้เอาพวงมาลัยหรือไม่ได้เอาของขวัญมาให้เหมือนกับวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๔๙ ที่ผ่านไป เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นว่าภาคประชาชนถ้าหากใช้ สสร. เพียง ๙๙ คน จะเป็นจำนวนที่น้อยเกินไปไม่สามารถทำประชาพิจารณ์ ไม่สามารถสร้างความมีส่วนร่วม ของประชาชนได้ก็จะไม่ได้ สสร. ที่ไม่ได้มาจากประชาชนที่แท้จริงและไม่ได้รัฐธรรมนูญ ที่เป็นของประชาชนที่แท้จริง ผมซึ่งไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการที่ผมเสนอ สสร. ให้มี ๒ แบบ ทั้งเลือกตั้งและสรรหา ทั้ง ๆ ที่ว่าโดยจิตใจเบื้องลึกของผมเอง ผมยังเห็นว่า สสร. ควรจะมีประเภทเดียว มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ๒๐๐ คน แต่เมื่อต้องการให้มันไม่ผิดหลักการ แล้วก็ไม่ผิด ข้อบังคับของการประชุมรัฐสภา ผมก็จึงจำเป็นที่จะต้องเสนอให้มี สสร. เลือกตั้งเพิ่มมา ๒๒ คน เพื่อจะได้เป็นทางเลือกให้กับเพื่อน ๆ สมาชิกในกรณีที่เพื่อน ๆ สมาชิกเห็นว่าจำนวน ควรจะเป็น ๒๐๐ คน แต่ว่าถ้าหากว่าเพื่อนสมาชิกซึ่งส่วนใหญ่เสนอให้เลือกตั้ง ๒๐๐ คนทั้งหมด ในกรณีที่เลือกตั้งทั้งหมดนี้มันก็จะเป็นไปไม่ได้ในกรณีที่ว่ามันขัดกับหลักการและขัดกับ ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมจึงขอวิงวอนกรรมาธิการเสียงข้างมาก รวมถึงเพื่อนสมาชิกในรัฐสภานี้ทุกท่าน ขอให้ท่านสนับสนุนที่มาของ สสร. ในมาตรา ๒๙๑/๑ ให้สนับสนุนที่มาของ สสร. ให้มีจำนวน สสร. เลือกตั้ง ๒๐๐ คน ตามเสียงเรียกร้อง ของภาคประชาชน และพรรคฝ่ายค้าน รวมถึง ส.ว. อีกหลายท่านที่สงวนคำแปรญัตติ ซึ่งจะได้อภิปรายต่อไป โดยยังคงให้มี สสร. สรรหา ๒๒ คนเหมือนเดิม และเพื่อให้เป็นไปตาม หลักการและเหตุผล เป็นไปตามข้อบังคับการประชุมของรัฐสภา แต่ข้อสำคัญเพื่อให้เห็นว่า รัฐบาลซึ่งกุมเสียงข้างมากในรัฐสภา รับฟังเสียงข้างน้อยเป็นการประนีประนอม และรับฟังภาคประชาชน เพราะฉะนั้นขอให้เพิ่ม สสร. เลือกตั้งจาก ๗๗ คนเป็น ๒๐๐ คน โดยเลือกตามเขตพื้นที่ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวมาแล้วครับ ขอบคุณครับ