รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๑๘ เมษายน ๒๕๕๕

เทพไท เสนพงศ์ หารือเรื่องสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีความเห็นว่าควรใช้สัดส่วนประชากร ๕๐๐,๐๐๐ คนต่อสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ๑ คน และให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ๑ คนในจังหวัดที่มีประชากรน้อยกว่า ๕๐๐,๐๐๐ คน และให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ๑ คนในจังหวัดที่มีประชากรน้อยกว่า ๕๐๐,๐๐๐ คน และให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ๑ คนในจังหวัดที่มีประชากรน้อยกว่า ๕๐๐,๐๐๐ คน

นายเทพไท เสนพงศ์ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ต่อมาตรา ๒๙๑/๑ ของกรรมาธิการเสียงข้างมาก ซึ่งยืนยันตามร่างเดิมของคณะรัฐมนตรี นั่นก็คือให้สภาร่างรัฐธรรมนูญมีสมาชิกประกอบด้วย สมาชิก ๒ ประเภท ก็คือ ๑. ประเภทที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรงจังหวัดละ ๑ คน กับส่วนที่ ๒ มาจากการคัดเลือกของที่ประชุมรัฐสภาจำนวน ๒๒ คน ทั้ง ๒ ประเด็นนี้ ท่านประธานครับ ผมก็ได้เสนอคำแปรญัตติโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่ ๑ ในประเด็นที่ ๑ ร่างเดิมของคณะรัฐมนตรีให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญมาจากการเลือกตั้งในจังหวัดละ ๑ คน ซึ่งหลักการในการเลือกตั้งผมจะกราบเรียนกับท่านประธานว่าผมเห็นด้วยครับว่า สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญต้องมาจากการเลือกตั้ง แต่การเลือกตั้งที่กำหนดว่าจังหวัดละ ๑ คน ผมเองไปพิจารณาดูว่ามันอาจจะไม่เป็นธรรมกับพี่น้องประชาชนในจังหวัดอื่น ๆ เพราะแต่ละจังหวัดมีประชากรในแต่ละจังหวัดไม่เท่าเทียมกัน ๗๗ จังหวัดในประเทศไทย ท่านประธานก็คงทราบว่ามีความเหลื่อมล้ำในเรื่องของประชากร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรุงเทพมหานครที่มีประชากรถึงประมาณเกือบ ๖,๐๐๐,๐๐๐ คน เมื่อเปรียบเทียบ กับจังหวัดระนองซึ่งมีประชากรแค่ ๑๘๓,๐๐๐ กว่าคน แต่ทั้ง ๒ จังหวัด มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญได้ ๑ คน ท่านประธานลองคิดดูครับ ประชากร ๖๐๐,๐๐๐ คน กับ ๑๐๐,๐๐๐ คน เราให้น้ำหนัก สสร. ๑ คนเท่าเทียมกัน ผมเกรงว่าเมื่อเทียบสัดส่วน ประชากรแล้วอาจจะเกิดความไม่เป็นธรรมกับพี่น้องประชาชน ผมจึงแปรญัตติว่าสมาชิก ที่มาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชนโดยตรงผมต้องการที่จะมาคิดสัดส่วน โดยใช้ประชากร ๕๐๐,๐๐๐ คนต่อสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ๑ คน จังหวัดใดมีประชากร น้อยกว่า ๕๐๐,๐๐๐ คน ให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญได้ ๑ คนเป็นอย่างต่ำนะครับท่านประธาน โดยให้ประชาชนมีสิทธิเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ๑ คน และให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ได้รับคะแนนสูงสุดเรียงลำดับเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญจนครบ นั่นก็หมายความว่า ไม่ว่าจังหวัดใดถ้าหากว่าใช้สัดส่วนประชากร ๕๐๐,๐๐๐ คนต่อ สสร. ๑ คน แต่พี่น้องประชาชนเลือกได้ ๑ เบอร์ นั่นก็คือวันแมนวันโหวต (One Man One Vote) ก็คือ โหวตได้ ๑ คน ซึ่งเหมือนกับการเลือกตั้ง ส.ว. ในปี ๒๕๔๓ ครับท่านประธาน ผมคิดว่าถ้าเป็นอย่างนี้ ก็จะให้ความเป็นธรรมกับพี่น้องประชาชนในจังหวัดต่าง ๆ เมื่อเราเทียบสัดส่วนประชากร กับส่วนที่ ๒ ผมคิดว่าถ้าหากว่าเรามีสัดส่วนประชากรกำหนดจำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เราก็สามารถที่จะให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญในจังหวัดที่มีอาณาเขตกว้างขวางมีประชากร เยอะมากมายสามารถที่จะไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในเขตจังหวัดนั้น ๆ ได้ ถ้าหากว่าเราขีดเส้นให้จังหวัดละ ๑ คน ผมเกรงว่า สสร. ๑ คน จะไปรับฟังความคิดเห็น ของพี่น้องประชาชนในจังหวัดที่กว้างใหญ่ไพศาลได้อย่างไร เช่น ในจังหวัดนครราชสีมา จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งมีประชากรถึงเกือบ ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน ตรงนี้เองครับ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าการให้สัดส่วนประชากร ๕๐๐,๐๐๐ คน ต่อ สสร. ๑ คน จำนวนไม่มากครับท่านประธาน ถ้าท่านประธานจะไปดูจำนวนประชากรทั้งประเทศ ในช่วงสิ้นปี ๒๕๕๓ โดยประมาณปี ๒๕๕๔ ท่านประธานก็จะเห็นได้นะครับว่าถ้าเอาสัดส่วน ประชากร ๕๐๐,๐๐๐ คน ต่อ สสร. ๑ คน ก็จะได้สมาชิก สสร. ประมาณ ๑๓๐ คน ซึ่งจริง ๆ เมื่อรวมกับสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากประเภทที่ ๒ นะครับ จากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน ๒๒ คน ก็จะได้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญประมาณ ๑๕๐ คน ซึ่งเป็นตัวเลข ที่เพื่อนสมาชิกกรรมาธิการเสียงข้างมากหลายท่านเห็นด้วย และมีสมาชิกหลายคน ก็เห็นว่าจำนวน ๑๕๐ คน มันเป็นจำนวนที่พอเหมาะพอดีกับสภาร่างรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ทราบด้วยเหตุผลกลใดครับ ท่านประธานครับ มติก็กลับมาเป็นร่างเดิม ของคณะรัฐมนตรี นั่นก็คือ ๙๙ คน ซึ่งในความเห็นของผมผมคิดว่าเป็นจำนวนที่น้อยมากครับ จำนวน ๑๓๐ คน จากการเลือกตั้งในสัดส่วนประชากร ๕๐๐,๐๐๐ คนต่อ ๑ คน ถ้าหากว่า จะดูตัวเลขสัดส่วนจากจำนวนประชากรพอแยกได้ครับว่าในจังหวัดที่มี สสร. ได้ ๑ คน มีประมาณ ๔๔ จังหวัด มี สสร. ได้ ๒ คน มีประมาณ ๒๑ จังหวัด มี สสร. ได้ ๘ คน มี ๘ จังหวัด สสร. ได้ ๔ คน มี ๑ จังหวัด ๕ คน ๑ จังหวัด และ ๑๑ คน ๑ จังหวัด ซึ่งรวมแล้วเท่ากับ ๑๓๐ คน ผมคิดว่าเป็นตัวเลขที่พอเหมาะพอควร เพราะฉะนั้นผมเอง เลยแปรญัตติมาจาก (๑) ว่าให้คิดจากสัดส่วนของประชากร ๕๐๐,๐๐๐ คนต่อ ๑ คน และให้พี่น้องประชาชนเลือกได้ ๑ เบอร์เท่านั้นนะครับ ใน (๒) ท่านประธานครับ (๒) ร่างเดิมของคณะรัฐมนตรีและกรรมาธิการเสียงข้างมากยืนยัน นั่นก็คือบอกว่าสมาชิก ซึ่งมาจากการคัดเลือกโดยที่ประชุมรัฐสภาจำนวน ๒๒ คน มาจากผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน จำนวน ๖ คน ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ จำนวน ๖ คน ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย หรือการร่างรัฐธรรมนูญตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภากำหนด จำนวน ๑๐ คน รวมแล้วเป็น ๒๒ คน ในประเด็นนี้ผมไม่เห็นด้วยกับร่างของรัฐบาล นั่นก็คือที่มาของสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญประเภทที่ ๒ คือผู้เชี่ยวชาญ ผมเห็นด้วยในหลักการ ที่ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ ผู้มีประสบการณ์ในการร่างรัฐธรรมนูญ เพราะผมเชื่อว่าการร่างรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่สำคัญและต้องใช้ประสบการณ์ ความรู้ความสามารถในบางมุมในบางส่วน การที่จะให้สมาชิกที่มาจากการเลือกตั้ง ของประชาชนโดยตรงก็อาจจะขาดนักเทคนิคหรือคนที่ร่างรัฐธรรมนูญมืออาชีพ ก็เลยเป็นที่มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญประเภทที่ ๒ แต่ที่มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญประเภทที่ ๒ ครับท่านประธานที่ทำให้ผมติดใจ นั่นก็คือการให้สมาชิกรัฐสภาเป็นผู้เลือก เป็นผู้ลงมติว่าบุคคลใดจะเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ในประเภทที่ ๒ ถ้าเป็นอย่างนี้ก็หนีไม่พ้นนะครับว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญก็จะถูกข้อครหา จากพี่น้องประชาชน จากหลายฝ่ายว่าสมาชิกรัฐสภาชุดปัจจุบันมีส่วนได้เสีย มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้อง กับการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งหลักการของเราเราต้องการที่จะให้การร่างรัฐธรรมนูญ ปลอดจากการเมือง ปลอดจากการชี้นำของนักการเมือง ปลอดจากการครอบงำของสมาชิกรัฐสภา แต่เมื่อ (๒) บอกว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญประเภทที่ ๒ ต้องมาจากที่ประชุมหรือมติ ของที่ประชุมของรัฐสภาจำนวน ๒๒ คน ผมเกรงครับท่านประธาน ผมอาจจะมองโลกในแง่ร้าย แต่ว่ามันเป็นความจริงที่เกิดขึ้นในขณะนี้ก็คือว่า ถ้าหากว่าใช้สมาชิกรัฐสภาเป็นคนเลือก สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญประเภทที่ ๒ ผมเชื่อครับว่าข้อครหาเรื่องการบล็อกโหวต (Block vote) การเลือกคนของตัวเอง มีแน่นอนครับ สมาชิก ๒๒ คนก็จะได้คนที่เสียงข้างมาก นั่นก็คือรัฐบาลสามารถจะชี้นำหรือกำหนดได้ครับ อาจจะมีโพย อาจจะมีโผออกมาว่าให้เลือกใครบ้าง ในที่ประชุมกรรมาธิการได้พูดว่าเสียงข้างมาก เสียงของรัฐบาลไม่สามารถที่จะไปครอบงำ การเลือกตั้งได้ เพราะสมาชิกฝ่ายรัฐบาลในสภานี้มีจำนวน ๓๐๐ คน ถ้าเสียงเกินครึ่งหนึ่ง เสียงเกินข้างมากต้องใช้เสียงประมาณ ๓๒๕ คน ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานนะครับว่า เสียง ๒๕ คนที่ต้องการจะเพิ่มจาก ๓๐๐ เสียง หาไม่ยากสำหรับในสภาแห่งนี้ มีหลายคน พร้อมที่จะยอมยกมือให้ ยอมที่จะสนับสนุนเสียงของรัฐบาล เพราะฉะนั้นเป็นไปได้มากที่สุด ก็คือว่าถ้าเราใช้วิธีการเลือกโดยที่ประชุมรัฐสภา เราก็จะได้สมาชิกที่มาจากคนของเสียงข้างมาก คนของรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น รวมไปถึงใน (๓) ผู้มีประสบการณ์ทางการเมือง ผู้บริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย หรือการร่างรัฐธรรมนูญตามหลัก ที่ประธานรัฐสภากำหนดจำนวน ๑๐ คน อันนี้ก็ชัดเจนว่าประธานรัฐสภาก็มีส่วน ในการไปกำหนดหลักเกณฑ์คุณสมบัติของสมาชิกสภาประเภทที่ ๒ ก็จะถูกข้อครหาข้อนินทา อีกเช่นเดียวกันนะครับว่า ท่านประธานในฐานะที่เป็นคนมาจากพรรคการเมืองก็มีส่วนได้เสีย กับการกำหนดคุณสมบัติของสมาชิก สสร. ในประเภทที่ ๒ เพื่อไม่ให้มีข้อครหาเช่นนี้ ท่านประธานครับ ผมเลยแปรญัตติแก้ไขใหม่ในสมาชิกประเภทที่ ๒ ของผม นั่นก็คือว่า สมาชิกประเภทที่ ๒ ผมต้องการที่จะให้มาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชนโดยตรง หลักการที่ต้องการที่จะให้สภาร่างรัฐธรรมนูญมีมืออาชีพในการร่างรัฐธรรมนูญ อันนี้ผมเห็นด้วย เพราะฉะนั้นคนที่มาจากการเลือกตั้งในประเภทที่ ๒ ก็ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญ จากสาขากฎหมายมหาชน ๖ คน ผู้เชี่ยวชาญจากสาขารัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ ๖ คน ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดินจำนวน ๑๐ คน แต่ว่าทั้ง ๒๒ คนนี้ ท่านประธานครับ ผมต้องการที่จะให้สถาบันการศึกษาเป็นคนคัดเลือก เป็นคนคัดเลือก ผู้มีคุณสมบัติตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แล้วเสนอชื่อให้พี่น้องประชาชนเลือกตั้งโดยตรง โดยใช้เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง นั่นก็หมายความว่าถ้าหากว่าสถาบันการศึกษา เสนอสมาชิกตาม (๒) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญมาจำนวน ๕๐ คน ก็ให้ ๕๐ คนเป็นรายชื่อที่พี่น้องประชาชน ทั่วประเทศเลือก โดยสามารถเลือกได้ ๑ คน ๑ บัตร นั่นก็หมายความว่าเราจะได้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญประเภทที่ ๒ มาจากผู้เชี่ยวชาญ จากการเลือกตั้ง ของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ จากผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดคือได้ที่ ๑ จนถึง ๒๒ จนครบจำนวน ถ้าเป็นอย่างนี้ท่านประธานครับ เราก็สามารถจะอธิบาย กับพี่น้องประชาชนได้ว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ประเภทที่ ๒ มีความโปร่งใส ไม่มีการเมืองแอบแฝง ไม่มีใครเข้าไปครอบงำได้ เพราะเขตเลือกตั้ง คือเขตประเทศเป็นเขตที่กว้างครับประธาน ไม่สามารถที่ใครจะไปบล็อกโหวต หรือหาเสียง ไม่มีพรรคการเมืองใดจะไปมีอิทธิพลต่อโหวตเตอร์ (Voter) ต่อคะแนนเสียงให้เลือกคนในคนหนึ่ง ผมเห็นว่าการใช้วิธีการเลือกตั้งโดยใช้เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง โดยให้เลือก ๑ คน เราจะได้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ประเภทที่ ๒ ที่มาจากประชาชนโดยตรงและไม่มี การเมืองเข้าไปครอบงำครับ จาก (๑) (๒) ท่านประธานครับ ถ้าหากว่าดูจากตัวเลขผมคิดว่า ก็จะมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญประมาณ ๑๕๐ คน และเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่มาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชนโดยตรงจริง ๆ ถ้าเป็นเช่นนี้เราก็จะได้ คนที่ร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง ปลอดการเมือง และจะเป็นที่ยอมรับ ของพี่น้องประชาชน ข้อเสนอของผมดังกล่าว ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานผ่านไปยัง เพื่อนสมาชิกรัฐสภา ซึ่งในขณะที่กำลังแปรญัตติอยู่ กำลังพิจารณาในวาระที่สอง ได้มีเพื่อนสมาชิกหลายคนที่ได้สนับสนุนแนวทางของผม ผมก็อยากจะเรียนเหตุผล ต่อท่านประธานเพื่อผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกรัฐสภานะครับว่า ขอได้พิจารณาแนวทางข้อเสนอของผม ในการแปรญัตติครั้งนี้ ถ้าหากว่าเห็นชอบที่จะสนับสนุนให้มีการเลือกตั้ง สสร. โดยตรงทั้ง ๒ ประเภท และจำนวน ๑๕๐ คน ที่พอเหมาะพอควรผมก็อยากจะขอเสียงสนับสนุนในการสงวนคำแปรญัตติ ของผมเพื่อที่จะให้คำสงวนคำแปรญัตติของผมได้ผ่านการรับรองของเพื่อนสมาชิกรัฐสภา ด้วยเสียงข้างมากครับท่านประธาน ขอบคุณครับ