ธนา ชีรวินิจ เสนอให้ตัดการคัดเลือก สสร. มาจากการประชุมรัฐสภาทั้งหมด

รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๑๘ เมษายน ๒๕๕๕

ธนา ชีรวินิจ เสนอให้ตัดการคัดเลือก สสร. มาจากการประชุมรัฐสภาทั้งหมด และเรียกร้องให้ประชาชนเลือกตั้งตัวแทนยกร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง โดยชี้ว่ากระบวนการคัดเลือกโดยประธานรัฐสภาอาจถูกกำหนดกติกาเพื่อประโยชน์ของรัฐบาลและพรรคการเมืองเสียงข้างมาก ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์ที่ต้องการให้ตัวแทนมาจากภาคประชาชนอย่างแท้จริง ธนา ชีรวินิจ เสนอให้เพิ่มจำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนเป็นจังหวัดละ 2 คน เพื่อลดความขัดแย้งและสร้างความปรองดอง โดยวิพากษ์วิจารณ์ว่ากระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลเลือกข้างประชาชนที่เห็นด้วยแต่ไม่แก้ไขปัญหาปากท้องอย่างจริงจัง และเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาเรื่องค่าครองชีพก่อน

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในมาตรา ๒๙๑/๑ ผมในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ได้ขอสงวนความเห็นเพื่อแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑ ดังนี้ครับท่านประธาน

ในมาตรา ๒๙๑/๑ ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ตามหมวดนี้ประกอบด้วย สมาชิกดังต่อไปนี้

(๑) สมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน จำนวนหนึ่งคน

(๒) สมาชิกซึ่งมาจากการคัดเลือกโดยที่ประชุมของรัฐสภา จำนวนยี่สิบสองคน ดังต่อไปนี้

(ก) ผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน จำนวนหกคน

(ข) ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ จำนวนหกคน

(ค) ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย หรือการร่างรัฐธรรมนูญ ตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภาประกาศกำหนด จำนวนสิบคน

ผมได้ขอแปรญัตติดังนี้ครับท่านประธาน โดยขอให้ตัดข้อความใน (๑) และ (๒) ทั้งหมด และใช้ข้อความดังต่อไปนี้แทนครับ

มาตรา ๒๙๑/๑ ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ตามหมวดนี้ ประกอบด้วยสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน จำนวนสองคน โดยประชาชนมีสิทธิเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญได้หนึ่งคน

ก่อนที่ผมจะหยิบยกประเด็นที่ผมขอตัดทั้ง (๑) และ (๒) ผมขออนุญาต ท่านประธานที่จะอภิปรายใน (๒) ก่อนว่าทำไมผมถึงต้องขอตัด (๒)

ประเด็นแรก ก็คือว่าวันนี้คณะรัฐมนตรีได้ยื่นขอแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เข้าสู่รัฐสภา โดยอ้างว่าเป็นไปตามความต้องการของภาคประชาชน จึงใช้สิทธิในการเสนอ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่รัฐสภา ซึ่งเรากำลังได้พิจารณากันอยู่ในขณะนี้ แต่ความปรากฏครับว่า ภาคประชาชนได้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ามาด้วยกัน ๓ ร่าง ซึ่งเมื่อสักครู่นี้ท่านสมาชิกวุฒิสภาท่านเจตน์ก็ได้เอ่ยนามของร่างภาคประชาชนทั้ง ๓ ร่างไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นร่างของท่านธิดา ท่านยอดเยี่ยม แล้วก็ภาคประชาชนอีก ๑ ร่าง ในร่างทั้ง ๓ ของภาคประชาชนครับ มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันก็คือเมื่อต้องการให้รัฐธรรมนูญเป็นรัฐธรรมนูญ ของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริงสมควรอย่างยิ่งที่จะให้ตัวแทนในการยกร่างรัฐธรรมนูญ คือ สสร. มาจากประชาชนโดยตรง นั่นก็คือหมายถึงว่า ให้ประชาชนเลือกคนที่จะมาทำหน้าที่ ยกร่างรัฐธรรมนูญ ให้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง โดยให้ตัด (๒) ทั้งหมด ไม่ว่าจะมีแนวความคิดว่า ๑. มาจากภาควิชาการ ๒. มาจากภาคเอกชน หรือภาคธุรกิจ หรือแม้กระทั่งภาคอื่นใด เพราะในภาคประชาชนมีความเห็นว่าคนที่เป็นตัวแทน ของภาคประชาชนมาจากการเลือกตั้งนั้นสามารถรวมเอานักวิชาการต่าง ๆ ที่มีความรู้ความสนใจ และความต้องการที่จะเสนอตัวเข้ามาเป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญสามารถใช้สิทธิตรงนี้ ในการลงสมัครรับเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนได้ ท่านมีความคิดว่าคนที่จะเข้ามา แก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นจะต้องมีความสนใจและมีความตั้งใจในการเข้ามาทำหน้าที่ ไม่ใช่ไปถูกชักจูงมา ไปถูกคัดสรรมา ไปถูกเลือกมา ซึ่งแน่นอนครับ กระบวนการเลือกตั้ง สสร. ใน (๒) ท่านประธานไม่ปฏิเสธหรอกครับ ไม่ว่าจะเป็นร่างของ ครม. ก็ดี จะเป็นร่าง ของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ยื่นมาก็ดี ท้ายที่สุดปฏิเสธไม่ได้ว่าตัวแทน สสร. ที่มาจากการคัดเลือกของที่ประชุมรัฐสภานั้นก็อยู่ในกระบวนการการคัดสรร ของพรรคการเมืองที่มีเสียงข้างมากในรัฐสภา ก็จะกลายเป็นว่าเราก็จะมี สสร. ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด แต่มาจากตัวแทนสัดส่วนของรัฐบาลและของเสียงข้างมาก ในรัฐสภา ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของภาคประชาชน เพราะฉะนั้นผมถึงกราบเรียน ท่านประธานว่า ผมจึงเสนอให้ตัด (๒) ออกทั้งหมด ที่ร่างของ ครม. ได้เสนอว่า ให้เลือกตั้ง โดยที่ประชุมรัฐสภาจำนวน ๒๒ คน จากผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน สาขารัฐศาสตร์ สาขารัฐประศาสนศาสตร์ และผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย หรือการร่างรัฐธรรมนูญตามหลักเกณฑ์ที่รัฐสภาประกาศกำหนด ซึ่งผมขออนุญาตท่านประธานที่จะเอ่ยก้าวล่วงไปในมาตรา ๒๙๑/๕ ครับท่านประธาน เพราะมาตรานี้ไปหยิบโยงเอามาตรา ๒๙๑/๕ ด้วย นั่นก็คือ ถ้าสมมุติว่าที่ประชุมรัฐสภาวันนี้ เห็นด้วยกับการที่จะให้มีสมาชิกมาจากการคัดเลือกของที่ประชุมรัฐสภา นั่นหมายถึงว่า ประธานรัฐสภาจะเป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์กติกาในการที่จะได้มาซึ่ง สสร. ใน (๒) คือมาจากการคัดเลือกของรัฐสภา ผมไม่สบายใจครับ เพราะในบทบัญญัติของการเสนอแก้ไข รัฐธรรมนูญครั้งนี้ได้กำหนดไว้อย่างนี้ครับท่านประธาน ในมาตรา ๒๙๑/๖ ให้สภาสถาบันอุดมศึกษา องค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคม องค์กรภาคเอกชนแต่ละแห่ง คัดเลือกบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติที่จะเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ที่ผมเอ่ยไปเมื่อสักครู่นี้ ในประเภทต่าง ๆ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) (ก) (ข) และ (ค) ประเภทละไม่เกิน ๒ คน โดยจัดทำเป็นบัญชีรายชื่อของแต่ละประเภท พร้อมทั้งรายละเอียด ตามที่ประธานรัฐสภากำหนด นี่ละครับท่านประธาน เพราะการที่ไปกำหนดว่าองค์กรใด จะเป็นองค์กรอุดมศึกษา องค์กรเศรษฐกิจสังคม องค์กรภาคเอกชน แต่ให้ประธานรัฐสภา ไปกำหนด ซึ่งตรงนี้พวกเรามีความไม่สบายใจว่าเมื่อประธานรัฐสภามาจากสมาชิกพรรคการเมือง ซึ่งเป็นเสียงข้างมากในรัฐสภา ย่อมที่จะกำหนดกติกา กฎเกณฑ์ในการที่จะได้ สสร. ให้เป็นไปตามความต้องการของคณะรัฐมนตรีหรือพรรคการเมืองที่ตัวเองสังกัดอยู่ และท่านประธานที่เคารพครับ หลังจากนั้นก็ให้ประธานรัฐสภาภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันพ้นกำหนดวันสมัครรับเลือกตั้งตามมาตรา ๒๙๑/๑ ส่วนองค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคม และองค์กรภาคเอกชนตามวรรคสองให้เป็นไปตามที่ประธานรัฐสภากำหนด หมายความว่า อย่างไรครับ หมายความว่าถ้าท่านประธานรัฐสภามีความเห็นว่าอยากที่จะให้ใครมาเป็นตัวแทน เพื่อที่จะให้ประธานรัฐสภาได้คัดเลือก ทำง่ายเลยครับ ไปจัดตั้งองค์กรกันโดยที่รู้กันอยู่แล้วว่า ประธานรัฐสภาจะกำหนดหลักเกณฑ์ที่จะวินิจฉัยว่าองค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม และองค์กรภาคเอกชนต่าง ๆ นี่จะต้องเข้าหลักเกณฑ์อย่างไร นั่นหมายถึงว่ามันจะมีการ รู้คำตอบของธงของการวินิจฉัยองค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กรภาคเอกชน ว่าจะเป็นอย่างไร ก็ไปรวมตัวกัน ซึ่งเราก็ไม่ปฏิเสธนะครับท่านประธานว่าสมาชิกวุฒิสภา ที่เรามีการคัดสรรจากภาควิชาชีพ ภาคองค์กรต่าง ๆ ถึงมีการตั้งกลุ่มตัวแทนในการเสนอ สมาชิกวุฒิสภาในชื่อที่เรา บางทีเราฟังก็ยังรู้สึกว่ามันไม่น่าจะเป็นตัวแทนภาคสังคมได้ อย่างเช่นเป็นตัวแทนของอาคารชุดอย่างนี้ท่านประธาน มันไม่ได้เป็นความหลากหลาย ของการเป็นตัวแทนของภาคประชาชนอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นผมก็เกรงว่าท้ายที่สุดถ้าประธานรัฐสภา สามารถกำหนดได้ เราก็จะมีตัวแทนห้องแถวละครับท่านประธานไปรวมตัวกันสัก ๑๐ คน แล้วก็เสนอรายชื่อนี้มา แล้วท้ายที่สุดประธานรัฐสภาซึ่งเป็นคนในพรรคการเมือง พรรคการเมืองมีเสียงข้างมากก็จะสามารถชี้ว่าจะเอาคนไหนเป็น สสร. ได้ ท้ายที่สุด ท่านก็จะมี สสร. ที่ไม่ได้มีความเป็นกลางแต่มาจากเสียงข้างมากและสามารถที่จะกำหนดธง ในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญได้ และนี่คือเป็นสิ่งที่พวกผมเป็นห่วงและมันจะเป็นอันตราย เพราะถ้าพี่น้องประชาชนมีความรู้สึกว่าบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตราใด ข้อใดมันไม่สามารถ สะท้อนปัญหาที่แท้จริงของสังคมได้ ประชาชนเขาสามารถจะแสดงความคิดเห็นของเขา ด้วยเจตนาบริสุทธิ์ แต่คนที่มาจากการคัดสรรจากกระบวนการที่จัดทำกันขึ้นเพื่อตอบสนอง ให้คนคนนั้นได้เป็น สสร. แน่นอนครับมันต้องมีข้อตกลง ข้อตอบแทนในการที่จะรับ ดำเนินการให้เป็นไปตามที่ผู้จะแต่งตั้งต้องการ ทำให้ผมเห็นผมว่ากระบวนการ การร่างรัฐธรรมนูญนั้นจะไม่เป็นไปตามความต้องการอย่างแท้จริงของพี่น้องประชาชน ทำให้ผมถึงเสนอท่านประธานว่าต้องตัดครับท่านประธาน อย่าเอาเลยครับ ถ้า สสร. ที่มาจากภาคประชาชนทั้งหมดมาจากการเลือกตั้งหลายท่านอาจจะบอกว่า แล้วจะมีความรู้ความเข้าใจในการร่างรัฐธรรมนูญอย่างไร จะมีความรู้ความเข้าใจในการ ที่จะดูองค์รวมของภาคธุรกิจ ภาคเศรษฐกิจ ภาคสังคม ภาคการเมืองอย่างไร ไม่เป็นอะไรครับท่านประธาน สสร. ก็เหมือน ส.ส. เหมือน ส.ว. นี่ละครับ เมื่อท่านมีอำนาจในการที่จะไปร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ท่านมีตัวช่วยได้เยอะเลยครับ ท่านจะตั้งที่ปรึกษาของสภา สสร. ก็ทำได้ ท่านจะตั้งที่ปรึกษา ของกรรมาธิการที่จะไปยกร่าง ก็ทำได้ ท่านจะไปตั้งอนุกรรมาธิการดึงคนที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญเหล่านี้มาช่วยท่านในการยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็ทำได้ เพราะฉะนั้น ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าไม่ได้เป็นที่น่าเป็นห่วงเหมือนกับที่หลาย ๆ คน หรือเหมือนกับที่คณะรัฐมนตรีได้พยายามที่จะหยิบยกเหตุผลว่าทำไมเราถึงต้องมี สสร. ใน (๒) ก็คือการคัดเลือกของที่ประชุมรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ในหลักเกณฑ์ ของมาตรา ๒๙๑/๖ ที่โยงกับมาตรา ๒๙๑/๑ ที่ผมได้ใช้สิทธิในการแปรญัตตินั้น ยังระบุไว้อีกครับท่านประธานว่าให้ประธานรัฐสภาแต่งตั้งคณะกรรมการจำนวน ๑๕ คน ตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภากำหนด โดยหลักเกณฑ์นี้ให้รวมถึงการประชุม การลงมติ การดำเนินการของคณะกรรมการ เงินและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นของกรรมการด้วย เพื่อดำเนินการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามผู้ได้รับการเสนอชื่อ เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามวรรคสองให้แล้วเสร็จภายใน ๒๐ วันและส่งผล การตรวจสอบต่อประธานรัฐสภา โดยในการประชุมของคณะกรรมการให้นำบทบัญญัติ ว่าด้วยเอกสิทธิ์ตามมาตรา ๑๓๐ และความคุ้มกันตามมาตรา ๑๓๑ มาใช้บังคบโดยอนุโลม ทำไมผมถึงไม่เห็นด้วยครับท่านประธาน เพราะประธานรัฐสภาแต่งตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่ง จำนวน ๑๕ คน ตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภากำหนด ซึ่งแน่นอนครับหลักเกณฑ์ ที่ประธานรัฐสภากำหนดก็จะเป็นหลักเกณฑ์ที่อาจจะเอื้อประโยชน์ให้กับคนที่ตัวเอง ต้องตั้งใจว่าอยากให้มาทำหน้าที่เป็น สสร. คนที่ตรงกับ ครม. คนที่ตรงกับเสียงข้างมาก เจาะจงที่อยากจะให้ได้รับการคัดเลือกมา ประธานรัฐสภาก็ไปกำหนดหลักเกณฑ์นั้นให้สอดคล้อง หลักเกณฑ์นี้ยังรวมถึงการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามผู้ได้รับการเสนอชื่อ เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามวรรคสองด้วย และระบุอย่างนี้ครับท่านประธาน ให้แล้วเสร็จ ภายใน ๒๐ วัน และส่งผลการตรวจสอบต่อประธานรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ในรัฐสภาแห่งนี้เคยพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการที่สำคัญ ๆ หลายคณะ ยกตัวอย่าง คณะกรรมการ ปปง. คณะกรรมการ ปปท. ท่านประธานรู้ไหมครับว่าเราใช้เวลา ในการพิจารณาคุณสมบัติต่าง ๆ ของคณะกรรมการต่าง ๆ เหล่านั้นเท่าไร บางคณะใช้เวลา ๓ เดือน ๔ เดือน ๖ เดือน บางคณะใช้เวลามากกว่านั้นครับ ทำไมผมถึงบอกว่าต้องใช้เวลาครับ เพราะเวลาที่ท่านมีรายชื่อของคนที่สมัคร สสร. เข้ามาแล้ว สมมุติครับท่านประธาน ๒๐๐ คน คณะกรรมการซึ่งมี ๑๕ คนนี่นะครับ จะได้รายละเอียดของผู้สมัคร สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตาม (๒) ท่านต้องทำอย่างไรครับ อยู่ ๆ ท่านไม่รู้จักหรอกครับ คน ๒๐๐ คนเป็นใคร ที่ไหน ท่านก็ต้องมีหนังสือแจ้งไปที่หน่วยงานของรัฐ แจ้งไปที่ธนาคารต่าง ๆ เพื่อให้ส่งข้อมูลบุคคลหรือส่งไปตามทะเบียนราษฎร์ กรมราชทัณฑ์ หรือหน่วยงานต่าง ๆ กว่าหน่วยงานต่าง ๆ เหล่านี้จะได้รับหนังสือจากคณะกรรมการตรวจสอบข้อมูลข้อเท็จจริง แล้วส่งกลับให้คณะกรรมการที่ท่านประธานรัฐสภาแต่งตั้งขึ้น ท่านประธานดูสิครับ ๒๐ วัน ทันหรือครับ ไม่มีทางที่จะทัน แล้วท้ายที่สุดคณะกรรมการชุดนี้โดยบังคับของร่างรัฐธรรมนูญ ต้องพิจารณาครับ มีข้อมูลแค่ไหน เอาแค่นั้น ท้ายที่สุดก็จะให้การรับรองโดยที่ไม่สามารถ ตรวจสอบคุณสมบัติให้เป็นไปด้วยความถูกต้อง ชอบธรรม เราก็จะได้ สสร. ที่อาจจะ ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ แล้วเราก็ไม่ได้ระบุด้วยครับว่า สสร. เหล่านี้ เมื่อมาจากการคัดเลือกแล้วมีคุณสมบัติไม่ถูกต้องแล้วจะสามารถถอดถอนออกจาก การเป็น สสร. ได้หรือไม่ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ ครม. เสนอก็ไม่มีการเขียนเรื่องนี้ไว้ เขียนไว้เฉพาะ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง ให้ศาลอุทธรณ์ต่าง ๆ เป็นผู้พิจารณาให้ใบเหลือง ใบแดง กับผู้สมัครรับเลือกตั้ง สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรงเท่านั้น ท้ายที่สุด คนที่เรากลัวกันว่าไม่ได้มีความตั้งใจในการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อผลประโยชน์ ของพี่น้องประชาชนโดยตรงก็จะใช้กระบวนการนี้สอดแทรกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ ๒๒ คน ที่มาจากการคัดเลือกของรัฐสภา ผมกราบเรียนท่านประธานว่าการพิจารณาแก้ไข บทบัญญัติรัฐธรรมนูญนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง แล้วท่านประธานมาดูต่อสิครับ ให้ประธานรัฐสภาจัดทำบัญชีรายชื่อของบุคคลที่คณะกรรมการส่งมา แยกเป็นประเภท แต่ละประเภทให้เรียงรายชื่อตามลำดับอักษรและให้ประธานรัฐสภาเรียกประชุมรัฐสภา ภายใน ๑๕ วัน นับแต่ได้รับผลการตรวจสอบดังกล่าวเพื่อให้รัฐสภาลงมติคัดเลือกผู้สมควร ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ นั่นหมายถึงว่ากระบวนการ ๒๐ วัน ของคณะกรรมการพิจารณาคุณสมบัติที่ประธานรัฐสภาดำเนินการนั้นได้ข้อมูลครบถ้วน ถูกต้องตรงตามความเป็นจริงหรือไม่ ไม่สามารถยืนยันได้ แต่ว่ารัฐธรรมนูญบังคับว่า ต้องส่ง ๒๐ วันให้กับประธานรัฐสภา เมื่อประธานรัฐสภาได้รับแล้วให้รัฐสภาลงมติคัดเลือก ผู้สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญทันทีครับ หมายความว่าอย่างไรครับ หมายความว่าไม่เปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบทัดทานหรือดำเนินการเพื่อที่จะให้ได้ สสร. ที่เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ผมถึงเรียนท่านประธานว่าท้ายที่สุดคนที่ถูกจำกัดสิทธิ เนื่องจากพวกเราได้ยกประเด็นในที่ประชุมมากมาย ยกตัวอย่างท่านประธานครับ ในมาตรา ๒๙๑/๓ ถ้าผมจำไม่ผิด ที่ผมเคยได้ลุกขึ้นอภิปรายในที่ประชุมรัฐสภาและลุกขึ้นพูด ในคณะกรรมาธิการวิสามัญว่าท่านไปตัดคุณสมบัติของผู้สมัครเป็น สสร. ในเรื่องของการพ้นโทษ มาไม่เกิน ๕ ปีได้อย่างไร ผมใช้คำนี้ครับท่านประธานว่า นายแน่มาก แน่มากที่กล้าเสนอคุณสมบัติของ สสร. เข้ามา โดยไปตัดคุณสมบัติเพียงเรื่องเดียว เรื่องของการต้องโทษไม่พ้น ๕ ปีออกไป ให้สามารถเป็น สสร. ได้ โดยไม่เกรงกลัวเลยว่าพี่น้องประชาชนจะรู้สึกอย่างไร ผมถึงใช้คำว่า นายแน่มาก แต่ท้ายที่สุดครับผมเชื่อว่ากรรมาธิการวิสามัญก็คงไปพิจารณาแล้ว ก็เลยนำตัว (๕) กลับเข้ามาสู่ ตอนแรกผมก็แปลกใจครับท่านประธาน กรรมาธิการเสียงข้างมาก ทำไมเรื่องนี้เห็นด้วยกับพวกเราเสียงข้างน้อย ไม่แปลกใจครับท่านประธาน เพราะมันมีช่อง ของการเป็น สสร. อยู่อีกช่องหนึ่ง ก็คือช่องใน (๒) นี่อย่างไรครับ ท่านก็จะใช้กระบวนการต่าง ๆ ที่ท่านคิดว่าสามารถดำเนินการได้ ก็เอามาใส่ไว้ใน สสร. (๒) ผมกราบเรียนท่านประธานครับ ให้ผู้ได้รับคัดเลือกที่ได้คะแนนสูงสุดตามลำดับจำนวนที่กำหนดไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) เป็นผู้ได้รับคัดเลือกเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่มีผู้ได้คะแนนเท่ากันในลำดับใด อันเป็นเหตุให้จะมีจำนวนผู้ได้รับคะแนนสูงสุดเกินจำนวนดังกล่าวให้ดำเนินการลงคะแนนใหม่ เฉพาะผู้ได้รับคะแนนเท่ากันนั้น ถ้ายังมีคะแนนเท่ากันอีกให้ประธานรัฐสภาทำการจับฉลาก ผู้ใดเป็นผู้ได้รับคัดเลือก ท่านประธานเห็นไหมครับ การโหวตในกรรมาธิการก็ดี การโหวต ในสภาผู้แทนราษฎรก็ดี การโหวตในรัฐสภาก็ดี ทุกครั้งไม่เคยผิดโผจากที่รัฐบาลหรือเสียงข้างมาก ได้กำหนดไว้เลย มีอยู่ครั้งเดียวครับ ในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่พวกผมเป็นกรรมาธิการนี่ละครับ วันที่ถึงมาตรา ๒๙๑/๑ ที่เรากำลังพิจารณากันอยู่ในขณะนี้ อยู่ ๆ ท่านประธานก็ให้มีการลงมติ ซึ่งพวกเราหลายคนก็ทักท้วงว่ายังพิจารณากันไม่เสร็จสิ้นกระบวนความ แต่ท้ายที่สุด ก็ยังดึงดันที่จะให้มีการลงมติ เราก็ลงมติครับท่านประธาน การลงมตินั้นก็คือการเรียกมติว่า ที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญจะเห็นด้วยกับร่างของคณะรัฐมนตรีหรือเห็นด้วยกับร่าง ของผู้แปรญัตติจำนวน ๙ ร่าง ผมเป็น ๑ ใน ๙ ร่างที่ไม่เห็นด้วยกับ ครม. การออกเสียงลงมติ ในวันนั้นพวกเราก็ตกใจครับท่านประธาน เพราะเราไม่คิดว่าเสียงข้างน้อยอย่างพวกเรา จะสามารถชนะในการลงมติของกรรมาธิการได้ แต่ปรากฏว่าวันนั้นมันเกิดความ อาจจะประสานงานกันไม่ดีก็แล้วแต่ เสียงของกรรมาธิการเสียงข้างน้อยกลับได้คะแนน ๑๒ ส่วนของเสียงของที่เห็นด้วยกับคณะรัฐมนตรีได้ ๑๐ มีสมาชิกวุฒิสภาบางท่าน ไม่ได้ลงคะแนน ท้ายที่สุดเราชนะครับ แล้วกรรมาธิการเสียงข้างน้อยก็ปรึกษากันครับว่า ถ้าอย่างนั้นความรู้สึกของเสียงข้างน้อย เมื่อเราชนะการลงมติของร่าง ครม. เราไม่ได้มอง ไปที่อื่นเลยครับท่านประธาน เรามองกลับไปร่างของภาคประชาชนทันทีครับ เพราะเราเห็นว่า นี่เป็นโอกาสเดียวที่ภาคประชาชนที่เขาเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ามา แล้วไม่ได้รับ การเอาใจใส่จากคณะรัฐมนตรี หยิบเขาทิ้งไว้กับพื้น ไม่ได้สนใจใยดี วันนี้จะเป็นโอกาส ที่เราจะหยิบร่างของภาคประชาชนกลับเข้ามาสู่การพิจารณาของรัฐสภา ถ้า ครม. และเสียงข้างมาก ที่ยืนยันนักยืนยันหนาครับว่าท่านทำการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ตามความเห็นของภาคประชาชน แล้วภาคประชาชนที่เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ามาก็เป็นกระบวนการเดียวกับ คณะรัฐมนตรีทั้งสิ้น แต่ท้ายที่สุดท่านก็ไม่เอา เรานี่ละครับกำลังจะหยิบยกภาค ของร่างประชาชนสวมกลับเข้ามา แน่นอนครับ เราอยากจะดูครับว่าวันที่ร่าง ของภาคประชาชนกลับเข้ามาสู่รัฐสภาในวาระที่สองอย่างในวันนี้ครับ แล้วผ่านในวาระที่สาม ท่านจะกล้าหักร่างของประชาชนหรือไม่ แต่ท้ายที่สุดท่านไม่รอเวลานั้นครับ ท่านใช้มติเสียงข้างมาก กลับร่างของสมาชิกกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านเรียกประชุมใหม่ครับ ท่านระดมคนใหม่ กลับมติ ก่อนจะกลับมติท่านอ้างเหตุผลสารพัดครับ ว่าเป็นการดำเนินการอาจจะขัด ต่อหลักการของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทำไม่ได้ แต่ท้ายที่สุดท่านก็กลับมาสู่ เอาร่างฉบับนี้ กลับไปเป็นไปตามร่างที่ ครม. เสนอ เพราะผมเข้าใจครับว่าท่านไม่ต้องการให้เหตุการณ์ที่ร่างภาคประชาชนกลับมาแทนร่าง ของ ครม. เข้าสู่การพิจารณาในวันนี้ แล้วท่านไม่สามารถยืนยันให้เป็นไปตามความต้องการ ของภาคประชาชนได้ และท่านก็จะทำให้พี่น้องประชาชนทั้งประเทศเห็นว่าท้ายที่สุด ท่านใช้ภาคประชาชนเป็นเครื่องมือจบแล้ว วันนี้เป็นเรื่องที่ท่านอยากที่จะคงความเห็น เพื่อผลประโยชน์ของการทำงานของท่านเท่านั้น ผมถึงบอกท่านประธานว่า เราเห็นความไม่ชอบมาพากลมากมาย ในกรรมาธิการวิสามัญ ผมขออนุญาตท่านประธานตรงนี้ครับ สิทธิในการที่จะเรียกร้องในการดำเนินการของกรรมาธิการทั้งหมดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผมยังถือสิทธิอันนี้ที่จะใช้สิทธิต่อไปในการที่จะยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญในการที่จะวินิจฉัยว่า กระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญหรือไม่ เมื่อท่านใช้เสียงข้างมากทุกอย่างที่ท่านมีท่านทำไปเถอะครับ แต่ผมเชื่อว่าความยุติธรรม ความถูกต้อง หลักเกณฑ์ หลักนิติรัฐ หลักนิติธรรมของประเทศนี้ยังสามารถเดินหน้าได้ ยังสามารถใช้ได้ และวันนั้นเราก็จะไปพิสูจน์ต่อไปว่ากระบวนการเร่งรีบ รีบร้อน ลุกลี้ลุกลน จนทำให้กระบวนการของการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกิดปัญหาอุปสรรคมาเป็นลำดับ ๆ วันนี้ที่หลายคนพูดกันว่าใช้เวลา ๔ วัน ท่านประธานครับด้วยใจเป็นธรรม ทุกท่านที่ลุกขึ้น อภิปรายทั้งหมดผมเชื่อว่าไม่มีใครที่ลุกขึ้นมาอภิปรายโดยไม่มีเหตุไม่มีผลในการที่จะเสนอ ความเห็นต่อรัฐสภา เพราะถ้าอย่างนั้นพี่น้องประชาชนที่เขาติดตามรับฟังการถ่ายทอดทั่วประเทศ เขาก็คงไม่ให้เครดิต และท้ายที่สุดก็จะเป็นการฆ่าตัวตายของนักการเมืองคนนั้นในสภา หรือรัฐสภา แต่ทุกสิ่งที่เราได้ทำหน้าที่ท่านประธานก็ได้รับฟังแล้วว่าทุกเหตุผล ทุกความเห็นนั้น กลั่นกรองมาเพื่อที่จะให้พี่น้องประชาชนได้รับฟังความเห็นต่าง ได้รับฟังความเห็นอีกมุมหนึ่ง ที่จะเป็นประโยชน์เพื่อสะท้อนให้เห็นภาพของประเทศ ภาพของสังคมว่าจะเดินหน้ากันอย่างไร ถ้ามีความคิดเห็นต่างที่เกิดขึ้นมากมายอย่างเช่นในปัจจุบันนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ นั่นคือสิ่งที่ผมกราบเรียนท่านประธานว่าผมไม่เห็นด้วยครับ เพราะกระบวนการของ สสร. (๒) ท้ายที่สุดท่านก็จะไปเอาคนที่เห็นด้วยกับท่าน คนที่พร้อมจะรับการทำงานตามที่ท่าน วางแผนไว้ว่าต้องร่างรัฐธรรมนูญแบบนี้ ต้องเดินหน้าอย่างไร ต้องเร่งรัดกระบวนการ ตามที่ท่านต้องการ เราก็จะไม่ได้รัฐธรรมนูญที่มาจากพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง ผมจึงต้องตัด (๒) แต่ทีนี้พอมาใน (๑) ครับท่านประธาน ในร่างของคณะรัฐมนตรีนี้ ท่านเขียนไว้อย่างนี้ครับว่าให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามหมวดนี้ ประกอบด้วย สมาชิกดังต่อไปนี้

(๑) สมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนจังหวัดละ ๑ คน ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าจังหวัดละ ๑ คน เราก็จะได้ สสร. จากการเลือกตั้ง ๗๗ คน รวม สสร. ที่ท่านสามารถกำหนดคนได้อีก ๒๒ คน เป็น ๙๙ คน กลายเป็น สสร. ฉบับ ๙๙ คน มาทำหน้าที่ในการร่างรัฐธรรมนูญ ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าถ้าเราคิดว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นการตอบโจทย์ปัญหาความขัดแย้งของสังคม กระบวนการ ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องนำมาซึ่งกระบวนการที่จะสามารถลดความขัดแย้ง ลดความไม่เข้าใจ ลดปัญหาของสังคมลงได้ รัฐธรรมนูญฉบับนั้นถึงจะเป็นรัฐธรรมนูญที่นำพา ประเทศชาติไปสู่ความปรองดองและสมานฉันท์ แต่หลักการ หลักคิดในการเสนอ แก้ไขรัฐธรรมนูญของคณะรัฐมนตรีไม่ได้ตอบโจทย์เรื่องของการแก้ไขและลดปัญหา ความขัดแย้ง นี่คือสิ่งหนึ่งที่ทำให้เพื่อนสมาชิกในรัฐสภาแห่งนี้ถึงต้องแปรญัตติกัน ๑๗๒ คน แปรญัตติในทุกประเด็นของมาตรา และสิ่งที่ท่านประธานได้รับฟังการอภิปราย ของท่านสมาชิก ท่านประธานปฏิเสธไม่ได้หรอกครับว่าทุกความเห็นที่อภิปรายนั้น มันมีมุมมอง มันมีข้อเท็จจริงที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ของคณะรัฐมนตรี ทำไมผมถึงบอกว่าการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนจังหวัดละ ๑ คน ไม่สามารถตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและสร้างความปรองดองในชาติได้ ผมได้เคยอภิปรายกับท่านประธานว่าในวันที่คณะรัฐมนตรีเสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เข้าสู่สภา ผมบอกว่าวันนั้นรัฐบาลเลือกข้าง เลือกถือข้างประชาชนอย่างไรครับ เพราะรัฐบาลทราบดีว่า ในวันที่ประชาชนเกิดความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงทางความคิดทางการเมือง มีความคิดอยู่ ๒ ฝัก ๒ ฝ่าย รัฐบาลมีสิทธิที่จะเสนอแล้วก็ขายไอเดีย (Idea) ในการที่จะได้รับการเลือกตั้ง เข้ามาเป็นรัฐบาล แต่ถ้ารัฐบาลเป็นรัฐบาลแล้วรัฐบาลไม่มีสิทธิที่จะเลือกเอาประชาชน มายืนข้างตัวเอง แล้วก็ผลักไสประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับตัวเองออกไปยืนอีกข้างหนึ่ง นั่นไม่สามารถทำให้ประเทศชาติเดินหน้าได้ เพราะจะเป็นการสร้างความขัดแย้งที่เพิ่มเติมขึ้น ในสังคม และให้ดำรงอยู่ตลอดไป ผมถึงกราบเรียนท่านประธานว่าผมเสียใจ วันที่คณะรัฐมนตรีหยิบยกแล้วก็แสดงเหตุผลกับพี่น้องประชาชนว่ารัฐบาลขอสงวนสิทธิ ในการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่รัฐสภา โดยการแก้ไขให้เป็นไปตามที่ภาคประชาชน มีความต้องการ แสดงว่ารัฐบาลเลือกข้างที่จะอยู่ฝั่งตรงข้ามกับประชาชนที่เขาไม่เห็นด้วย กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือประชาชนที่ยังมีความรู้สึกว่าทำไมไม่เอาเวลาในการแก้ไขปัญหา ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนเรื่องของแพง เรื่องน้ำมันแพง ค่าครองชีพที่มันสูงขึ้น เรื่องของการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ซึ่งวันนี้ก็ยังไม่สามารถเดินหน้าได้จนสร้างความมั่นใจ ให้กับพี่น้องประชาชนได้ ทำไมรัฐบาลไม่เลือกที่จะทำหน้าที่ตรงนั้น แต่กลับมาเร่งรัด รีบร้อน แล้วก็แบ่งแยกพี่น้องประชาชนอย่างชัดเจน ตอบโจทย์ได้อย่างเดียวครับท่านประธาน ผมเคยเรียนท่านประธานว่าถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้รัฐบาลตั้งธงว่าแก้ไขเพื่อผลประโยชน์ ของพี่น้องประชาชนและประเทศชาติเป็นหลัก โดยไม่มีธงอื่นแอบแฝง จะไม่เกิดปัญหา ความขัดแย้งในสังคมนี้เลยครับ จะไม่เกิดกลุ่มม็อบ (Mob) กลุ่มมวลชนที่จะมาแสดงความคิดเห็น และแน่นอนครับท่านประธาน วันนี้ก็มีชัดเจนแล้วครับว่าหลายมวลชนกำลังรอดูท่าทีของรัฐบาล ถ้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้โยงไปถึงมาตรการในการที่จะช่วยเหลือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง รัฐบาลและประเทศก็ต้องเผชิญกับความเห็นที่ขัดแย้ง แล้วก็แตกแยกในสังคมอีกครั้งหนึ่ง รัฐบาลรู้ไหมครับว่าเมื่อหยิบยกรัฐธรรมนูญฉบับนี้เข้าสู่สภาแล้วจะเกิดปัญหานี้ ผมเชื่อว่ารัฐบาลรู้ แต่รัฐบาลก็จะเร่งรีบดำเนินการให้เร็วที่สุด ผมไม่ประหลาดใจครับว่า ทำไมรัฐบาลเร่งรีบ วันนี้โจทย์ที่สังคมรอดูอยู่มันเริ่มชัดเจนขึ้น เห็นภาพมากขึ้น เพราะวันนี้รัฐบาล ไม่สามารถแก้ไขปัญหาของแพงที่แพงกันทั้งแผ่นดินในประเทศได้ครับ วันนี้คนทั้งแผ่นดิน ร้องโอดครวญว่าของแพง ค่าครองชีพสูง โดยที่รัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้ารัฐบาลปล่อยให้ปัญหานี้คาราคาซังไปอีก ๓ เดือน ๖ เดือน พลังในการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลก็จะลดลง เพราะประชาชนทนไม่ได้ที่ตัวเอง จะต้องอยู่ในสภาพที่เลือกรัฐบาลมาแล้ว แต่ไม่ได้ให้ความสำคัญในปัญหาปากท้อง ของพี่น้องประชาชนมากกว่าการที่เข้าไปดูแลแก้ไขปัญหาให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ถึงต้องเร่งรีบอย่างไรท่านประธาน ขบวนการเร่งรีบก็ไม่สามารถตอบโจทย์ให้กับ พี่น้องประชาชนได้ว่าท้ายที่สุดไม่ได้ทำเพื่อผลประโยชน์ของคนทั้งแผ่นดิน ผมถึงกราบเรียน ท่านประธานว่าผมจึงเสนอว่าสมาชิกที่เป็น สสร. มาจากการเลือกตั้งนั้นให้มาจาก การเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนจังหวัดละ ๒ คน โดยประชาชนมีสิทธิเลือก สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญได้ ๑ คน ทำไมผมถึงเสนอความคิดเห็นอย่างนี้ครับท่านประธาน ผมมีความเห็นผม และตอบโจทย์เรื่องของการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้ วันนี้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นจะต้องมาทำหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ ของพี่น้องประชาชนและประเทศชาติเป็นที่ตั้ง ถ้าวันนี้เราพูดกันว่าปัญหาความขัดแย้ง ของบ้านเมือง ปัญหาความรุนแรงของการมีความเห็นที่ไม่ตรงกันทางการเมืองเป็นปัญหาสำคัญ ของประเทศชาติต้องแก้ไขก่อน ทำไมเราไม่เอาขบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นตัวตอบโจทย์ปัญหา ความขัดแย้งของพี่น้องประชาชนละครับ วันนี้ชัดเจนครับ มีเสียงข้างมากรัฐบาล มีเสียงข้างน้อย ที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกับรัฐบาล โดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ รัฐบาลใช้วิธีเลือก สสร. ๑ คน จาก ๑ จังหวัด เพราะรัฐบาลมีความมั่นใจว่า ท่านสามารถกุมเสียงข้างมากได้ ท่านสามารถได้ตัวแทน ในแต่ละจังหวัดซึ่งสอดคล้องกับจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของท่าน ท่านไม่เคยคิดเลยครับว่า ทำอย่างไรที่ท่านจะเอาเสียงข้างน้อยที่เขาไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือเสียง ที่ยังมีความเป็นกลางอยู่ นำคนเหล่านี้เข้ามาสู่กระบวนการของการร่างรัฐธรรมนูญ เอาความเห็นต่างกลับมารวมกัน กลับมาสมานกันเพื่อที่จะเดินหน้าลดความขัดแย้ง ให้คนที่ถูกทิ้งไว้อีกฟากหนึ่งของรัฐบาลกลับเข้ามาสู่กระบวนการของการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ท้ายที่สุดคนอีกกลุ่มหนึ่งก็ไม่สามารถพูดได้ว่าตัวเองไม่ได้มีส่วนร่วมในกระบวนการ แก้ไขรัฐธรรมนูญเลย เพราะรัฐบาลเลือกที่จะยึดโยงและยืนข้างกับเสียงข้างมาก และคนที่เห็นด้วยกับรัฐบาลเท่านั้น ผมถึงบอกท่านประธานครับว่าวันนี้ถ้าเรามีภาพชัดเจนว่า มันมีเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย ทำอย่างไรเราจึงจะได้เสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย เข้ามาเป็น สสร. วิธีการของผมอย่างไรครับท่านประธาน เลือกจังหวัดละ ๒ คน คนแรก ที่ได้รับการเลือกตั้งปฏิเสธไม่ได้เลยครับนั่นคือเสียงข้างมากของจังหวัด แต่ในขณะเดียวกัน คนอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นเสียงข้างน้อยจะสามารถเป็นตัวแทนเข้ามาทำหน้าที่ได้ในรัฐสภา เพื่อทำหน้าที่ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลายคนบอกว่าถ้าอย่างนั้นจังหวัด อย่างกรุงเทพมหานครซึ่งมีประชากรมากมาย ๖,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคน ทำไมให้ตัวเลข สสร. เพียงแค่ ๑ คน หรือ ๒ คน ถ้าวิธีคิดของผมตอบตรรกะเรื่องของเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยได้ ทำไมไม่ให้มีจำนวน สสร. มากสัก ๑๘ คนเท่ากับ ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้ง ผมตอบท่านประธานอย่างนี้ครับ ตัวแทนของเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยนั้นจะต้องเป็นตัวแทน ที่สามารถสื่อถึงนัยที่มีความสำคัญกับจำนวนเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยได้ เสียงข้างน้อย ที่มาเป็นลำดับ ๒ จากเสียงข้างมากสามารถเป็นตัวแทนของเสียงข้างน้อยได้อย่างแท้จริง แต่ถ้าท่านปล่อยให้มีการเลือก สสร. ไปถึงจำนวน ๑๐ คน ๑๑ คน ๑๒ คน ท่านจะได้ สสร. ที่อาจจะมาจากการเลือกตั้งเพียงแค่ไม่กี่พันเสียงหรือหมื่นกว่าเสียง นั่นคือไม่สามารถ ตอบโจทย์ความสำคัญที่แสดงนัยสำคัญของคะแนนของเสียงข้างน้อยได้ ผมถึงบอก ท่านประธานว่าเอาแค่ ๒ คน ๒ คนแล้วได้ตัวเลขพอเหมาะพอสม ๑๕๔ คน ๑๕๔ คน เป็นตัวเลขที่เหมาะสมในการที่จะทำร่างรัฐธรรมนูญ เพราะมีตัวเลขที่ไม่น้อยเกินไป แล้วก็ไม่มากเกินไป เพราะว่ารัฐบาลโดยคณะรัฐมนตรีเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ นะครับท่านประธาน กำหนดเวลาในการพิจารณาของ สสร. ค่อนข้างที่จะจำกัดเวลา ในการทำงานพอสมควร เพราะฉะนั้นถ้าองค์ประชุมของ สสร. มันมากเกินไปมันเดินหน้า ในการที่จะจัดทำร่างรัฐธรรมนูญลำบาก แต่ถ้าน้อยเกินไปมันก็ไม่สามารถสื่อหรือสะท้อน ปัญหาของสังคม ปัญหาของพี่น้องประชาชนและใช้เวลาในการที่จะหยิบยก ถกประเด็นต่าง ๆ ให้เกิดข้อสรุปที่ตรงกับข้อเท็จจริงของบ้านของเมืองได้ นั่นคือสิ่งที่ผมกราบเรียนท่านประธานว่า ผมจึงเสนอให้ท่านคณะกรรมาธิการวิสามัญให้ตัดข้อความใน (๑) (๒) ทั้งหมด และใช้ข้อความที่ผมได้เสนอท่านประธานมา สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธาน ก็คือว่าผมเสียดายครับ ความจริงคำแปรญัตติของท่านสมาชิกร้อยกว่าท่านที่ได้เดินไปชี้แจง ความเห็นต่อกรรมาธิการวิสามัญ ถ้าผมจำไม่ผิดเป็นวันที่ ๕ เมษายน ไปชี้แจงความเห็นว่า ทำไมเขาถึงต้องแปรญัตติ ทำไมเขาถึงไม่เห็นด้วยกับร่างของคณะรัฐมนตรี ผมเสียดายครับ ที่กระบวนการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญครั้งนั้นสูญเสียโอกาสในการที่จะรับฟัง ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการที่จะเดินหน้าในการจัดทำรัฐธรรมนูญ ถ้าท่านรอให้ผู้แปรญัตติ มาแสดงความเห็นต่อกรรมาธิการ ท่านจะได้เห็นความเห็นต่างที่มีมุมมองที่ดี มีมุมมอง ที่จะสามารถเดินหน้าและแก้ไขปัญหาของประเทศได้ ท่านอย่าถือฐิทิครับ กรรมาธิการ อย่าถือฐิทิว่าท้ายที่สุดท่านมาจากพรรครัฐบาล ท่านจะต้องเดินหน้าตามมติของคณะรัฐมนตรี หรือร่างของคณะรัฐมนตรี เพราะวันนี้รัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องของพรรครัฐบาล ไม่ใช่เรื่อง ของพรรคฝ่ายค้าน แต่เป็นเรื่องของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง ถ้าวันนั้นเราได้ทำหน้าที่กัน รับฟังความเห็นการแปรญัตติ ๑๗๐ คน ก่อนที่เราจะมาสรุปว่ากรรมาธิการจะเอาอย่างไร ผมเชื่อครับว่าเราจะได้ประเด็นต่าง ๆ ที่ลดน้อยลง ความเห็นต่างที่ขัดแย้งลดลง จำนวนผู้ขอแปรญัตติ ก็จะน้อยลง การทำหน้าที่ในวาระที่สอง วาระที่สาม ก็จะสามารถเดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่เราไม่ทำครับ เราพิจารณากรรมาธิการวิสามัญเสร็จสิ้นแล้ว เราให้ผู้แปรญัตติเข้ามาชี้แจง เพื่อให้พิธีกรรมตามข้อบังคับมันเสร็จสิ้นเท่านั้น แล้วคนที่แปรญัตติพูดกับใครล่ะครับท่านประธาน ถึงมีท่านสมาชิกลุกขึ้นในที่ประชุมแห่งนี้ว่า ตัวเองพูดกับประธานคนเดียว ไม่มีคณะกรรมาธิการคนไหนมารับฟัง ไม่มีการซักถาม พูดเสร็จ จบ เดินออก สมาชิกท่านใหม่มานั่ง แล้วก็พูดต่อห้องประชุมกรรมาธิการวิสามัญ มันถึงไม่เกิดประโยชน์ในกระบวนการ ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไรครับท่านประธาน สิ่งที่ผมหยิบยกขึ้นพูดกับท่านประธานทั้งหมด ผมเชื่อครับว่ารัฐสภาแห่งนี้ยังเป็นหลัก ยังเป็นที่พึ่งของพี่น้องประชาชน ผมพูดเพื่อให้ หลักการแห่งความถูกต้องนี้ได้จารึกไว้ในที่ประชุมรัฐสภา ว่าการดำเนินการที่ถูกต้อง เราจะต้องเดินหน้ากันอย่างไร วันนี้ท่านมีเสียงข้างมาก ผมเสียงข้างน้อย ผมเคารพ แต่ผมก็มีสิทธิที่จะใช้กระบวนการเสียงข้างน้อย ใช้ที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้นำความคิดเห็น แตกต่างของผมมาพูดต่อพี่น้องประชาชนและต่อที่ประชุมรัฐสภา พี่น้องประชาชน จะเห็นด้วยหรือไม่ อย่างน้อย ๆ เขาได้รับฟังความเห็นต่างที่พูดจาด้วยเหตุด้วยผล เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ทุกกระบวนการอย่างถูกต้อง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเชื่อว่ามีเพื่อนสมาชิกหลายคนที่แปรญัตติในมาตรา ๒๙๑ ผมกราบเรียนท่านประธานครับ ว่าถ้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้คณะรัฐมนตรีก็ดี พรรคร่วมรัฐบาลก็ดีมีธงที่จะแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนและผลประโยชน์ที่แท้จริง ของประเทศชาติ การเลือก สสร. จังหวัดละ ๒ คน ดั่งที่ผมได้อภิปรายแล้วสามารถตอบโจทย์ และลดปัญหาของความขัดแย้งทางความคิดทางการเมืองและให้ที่ประชุมรัฐสภาของ สสร. เป็นที่ประชุมที่จะสมานความคิดแตกต่าง แตกแยกเพื่อให้ได้เห็นมุมมองของทั้ง ๒ ฝ่าย และท้ายที่สุดจะไม่มีคนปฏิเสธว่าตัวเองไม่มีส่วนร่วมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเลย แล้วไปใช้ วิธีการที่จะให้ได้มาของรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ แล้วท้ายที่สุด เราก็ไม่หวังที่จะให้บ้านเมืองเกิดความวุ่นวายอีกครั้งหนึ่ง นั่นคือสิ่งที่ผมได้กราบเรียน ท่านประธานว่าพิจารณาผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้งเถอะครับ แล้วท่านจะสามารถเดินหน้าและนำพาประเทศชาติออกไปได้ กราบขอบพระคุณครับ