รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๑๘ เมษายน ๒๕๕๕

วิรัช ร่มเย็น โต้แย้งวาระการประชุมสภา โดยอ้างถึงมาตรา ๒๙๑/๑ ของรัฐธรรมนูญ และเสนอให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนในแต่ละจังหวัดละ 2 คน

นายวิรัช ร่มเย็น กรรมาธิการ

ผมคงไม่กรุณาท่านประธานนะครับ ผมจะพูดตามที่สิทธิของผมนะ ท่านประธานครับ ผมเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อยครับ ได้แปรญัตติ ได้ขอสงวนไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑ ขออนุญาตท่านประธานอ่านให้ครบก่อน

มาตรา ๒๙๑/๑ ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามหมวดนี้ ประกอบด้วยสมาชิกดังต่อไปนี้

(๑) สมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน จังหวัดละหนึ่งคน

(๒) สมาชิกซึ่งมาจากการคัดเลือกโดยที่ประชุมของรัฐสภา จำนวนยี่สิบสองคน ดังต่อไปนี้

(ก) ผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน จำนวนหกคน

(ข) ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์ จำนวนหกคน

(ค) ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย หรือการร่างรัฐธรรมนูญตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภาประกาศกำหนด จำนวนสิบคน

ท่านประธานครับ ผมเองไม่ได้ดูหมิ่นดูแคลนนักวิชาการทุกแขนงทุกฝ่าย แต่ผมเห็นว่าการที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มันควรจะให้ประชาชนผู้มีอำนาจที่แท้จริง เจ้าของสิทธิที่แท้จริงเป็นผู้มีหน้าที่ในการร่างรัฐธรรมนูญ นั่นก็คือสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่เรียกว่า สสร. ผมเห็นด้วยที่จะให้มีการเลือกตั้ง สสร. โดยตรงจากประชาชน เพราะฉะนั้น ผมจึงได้แปรญัตติดังต่อไปนี้ครับ มาตรา ๒๙๑/๑ ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญทำหน้าที่จัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามหมวดนี้ ประกอบด้วยสมาชิก ผมตัดคำว่า ดังต่อไปนี้ ออก แล้วเติมคำว่า ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนจังหวัดละสองคน โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ผู้สมัครสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญได้หนึ่งคน ผมอธิบายอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ ผมให้แต่ละจังหวัดมี สสร. ได้จังหวัดละ ๒ คนเท่ากัน ซึ่งจะเป็นการสะท้อนเสียงข้างมาก และเสียงข้างน้อย ท่านประธานครับ ร่างของรัฐบาลบอกว่าให้มีจังหวัดละ ๑ คน โดยการเลือกตั้งโดยตรงเช่นกัน รวมแล้ว ๗๗ คน ของผมจังหวัดละ ๒ คน เอา ๒ ไปคูณ ก็เป็น ๑๕๔ คน ท่านประธานครับ อยากจะเรียนท่านประธานว่าในการเลือกตั้ง สสร. ตามที่ผมแปรญัตติผมอยากให้คนที่ไปลงเลือกตั้งไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ท่านประธานครับ เมื่อเลือกตั้งแล้วคะแนนของเขามันมีค่า คะแนนของเขาควรที่จะได้ตอบสนองตามที่เขาปรารถนา นั่นก็คือเขาต้องการ สสร. หากว่ามีการเลือกตั้ง สสร. จังหวัดละ ๑ คน แน่นอนที่สุดแล้วครับ ผมจะเรียนว่าพรรคการเมืองที่ได้กุมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรย่อมจะมีโอกาสครับ มีโอกาสที่จะได้ สสร. เสียงข้างมากค่อนข้างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันนี้ แต่ว่าถ้าให้แต่ละจังหวัดเลือกตั้งได้ ๒ คน ประชาชน ๑ คน กาบัตรเลือกได้ ๑ คน เพราะฉะนั้นก็จะเลือกคล้าย ๆ สมาชิกวุฒิสภาครับท่านประธาน ผมคิดว่าจังหวัด ที่มี สสร. ๒ คน เมื่อคนที่ ๑ ได้จำนวนเสียงไปจำนวนหนึ่งเท่าไรก็แล้วแต่นะครับ ได้เป็นที่ ๑ ก็ได้เป็น สสร. อีกท่านหนึ่งได้เสียงรองลงมาก็มีโอกาสได้เป็น สสร. เช่นเดียวกัน นี่คือสิ่งที่ผม แปรญัตติและต้องการให้เป็นเช่นนั้น แต่ว่าเป็นเสียงข้างน้อยครับท่านประธาน ในกรณีเดียวกันในขณะเดียวกันท่านประธานครับ ผมนำเรียนว่าที่ผมต้องตัด (๑) (๒) รวมทั้ง (ก) (ข) (ค) ออกนี่ มิใช่เห็นว่านักวิชาการแต่ละแขนง แต่ละประเภทนั้นไม่มีประโยชน์ มีความสามารถครับ แต่โดยระบบรัฐสภาของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา เมื่อได้จำนวน สสร. สมมุติว่าเป็นไปตามที่ผมต้องการนะครับ ท่านสมาชิก ได้กรุณาลงมติแล้วเป็นไปตามที่ผมต้องการ คือจังหวัดละ ๒ คน ๑๕๔ คน ท่านประธานครับ ก็จะมาประชุมกัน กระบวนการต่าง ๆ ก็สามารถที่จะทำให้ได้นักวิชาการตามที่บัญญัติ ไว้ในมาตรา ๒๙๑ (๒) และ (ก) (ข) (ค) นั่นก็คือสามารถที่จะได้นักวิชาการให้ตรงกับ ประเภทที่กำหนดไว้หรือมากกว่านั้นยังได้เลย จะได้นักวิชาการเข้ามาทำหน้าที่ ร่วมร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามที่ร่างรัฐบาลได้เขียนไว้ ท่านประธานครับ นี่คือเจตนารมณ์ นี่คือหลักการที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นหลักที่ดีกว่าร่างของรัฐบาล พูดถึงร่างของรัฐบาล ผมนำเรียนท่านประธานซึ่งไม่ได้ออกนอกทางอะไรเลย ผมนำเรียนครับว่าผมทำหน้าที่ กรรมาธิการซึ่งเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อยในคณะกรรมาธิการแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับ ขอนำเรียนว่าได้พบเห็นหลายสิ่งหลายอย่าง ความจริงก็เกรงใจท่านประธาน ท่านเพื่อนกรรมาธิการหลาย ๆ ท่าน แต่ต้องบันทึกไว้ อะไรที่ไม่ดี อะไรที่ไม่ถูกต้อง อะไรที่ขัดกับระเบียบข้อบังคับ ในโอกาสต่อ ๆ ไปจะได้ไม่ปฏิบัติกัน ผมนำเรียนว่า มาตรา ๒๙๑/๑ นี่ละครับ เสียงข้างน้อยอย่างพวกผมชนะเสียงข้างมากอยู่หนึ่งค่ำคืนแค่นั้นละครับ อย่างที่เพื่อนสมาชิกได้พูดไปบ้างแล้ว ผมนำเรียนว่าวันนั้นมีการลงมติในร่างในมาตรา ๒๙๑/๑ ซึ่งท่านประธานขอประทานอภัย ท่านประธานสามารถ แก้วมีชัย ท่านประธาน คณะกรรมาธิการ ผมนั่งอยู่ตลอดครับ ผมรู้ว่าท่านถามหลายครั้งว่าต่อไปนี้จะมีการลงคะแนนนะ ท่านสมาชิก ท่านกรรมาธิการท่านใดเห็นด้วยกับร่างรัฐบาลกรุณายกมือขึ้น ยกแล้วนับไปนับมา อยู่ ๑๐ ท่าน ได้ ๑๐ ท่าน ผมไม่ต้องอธิบายอะไรเพิ่มเติม ใครเดือดร้อนก็ลุกขึ้นมาแก้ตัว ก็แล้วกัน ๑๐ ท่าน ท่านถามต่อไปครับ ใครเห็นด้วยกับร่างของคณะกรรมาธิการซึ่งได้แปรญัตติ ผมเรียนนะครับวันนั้นมีการแปรญัตติอยู่ ๙ ร่าง ทั้ง ๙ ร่างที่มีการแปรญัตตินั้น ส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดท่านประธานครับ ให้มี สสร. ประเภทเดียว คือมาจากการเลือกตั้ง ของพี่น้องประชาชนในแต่ละจังหวัด บ้างก็บอกว่าให้มี สสร. เลือกตั้งโดยตรง ๒๐๐ คน บ้างก็บอกให้ ๑๐๐ กว่าคน แต่ทั้งหมดนั้นสะท้อนให้เห็นว่ากรรมาธิการเสียงข้างน้อย รวมทั้งกรรมาธิการที่เป็นสมาชิกวุฒิสภา ก็เรียนตรง ๆ ครับ จะว่าพาดพิงก็ได้ แต่ว่าพาดพิง ตามความเป็นจริง คือคุณหมอเจตน์กรรมาธิการจากวุฒิสภาก็แปรญัตติในทำนองนี้ครับ ทั้งหมด ๙ ร่าง เมื่อถามร่างรัฐบาลแล้วได้ ๑๐ เสียง ก็หันมาถามว่า ใครเห็นด้วยกับ ผู้แปรญัตติ ซึ่งแปลว่าในส่วนของผู้แปรญัตติ ๙ ร่างนี้ใครเห็นด้วยกับ ๙ ร่าง ท่านประธานครับ ได้ ๑๒ เสียง เสียงข้างน้อยชนะเสียงข้างมากเป็นประวัติศาสตร์ แต่เป็นประวัติศาสตร์ที่ค่อนข้างจะสั้นเหลือเกิน ผมเข้าใจว่าคืนนั้นละครับ ท่านประธานสามารถ แก้วมีชัย แล้วก็ท่านกรรมาธิการหลายท่านในเสียงข้างมากก็คงจะ ได้รับโทรศัพท์จากแดนใกล้บ้าง แดนไกลบ้าง ผมไม่ต้องบอกว่าใครอยู่ที่ไหน อะไร โทรศัพท์มาอย่างไร เพราะรุ่งขึ้นก็เห็นท่านประธานกับคณะหน้าตาเคร่งเครียด ท่านประธานครับ ตกลงอย่างนั้นท่านประธานก็สรุปว่าตกลงร่างของรัฐบาลคือมาตรา ๒๙๑/๑ เป็นอันตกไปนะ ทีนี้จะถามว่าจะเอาร่างของผู้แปรญัตติซึ่งเป็นฝ่ายชนะใน ๙ ร่างนี้จะเอาร่างไหน ด้วยความเคารพจริง ๆ ท่านประธาน ท่านประธานสามารถถามดีแล้วในช่วงแรก ว่าใครเห็นด้วยกับร่างของผู้แปรญัตติ ก็มีร่างของท่าน ส.ว. ท่านวุฒิสมาชิก มีร่างของคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยบางท่านมีข้อความคล้าย ๆ กัน ตรงกัน ถ้าจำไม่ผิด ขอประทานอภัยต้องเอ่ยนาม คุณวิรัตน์ กัลยาศิริ ปรากฏว่าก็มีการยกไม้ยกมือกันนับคะแนน ได้จำนวนหนึ่ง แต่ท่านประธานสามารถก็ปากไวไปหน่อย ขอประทานอภัยไม่ได้ตำหนิ แต่พูดให้ฟัง ท่านประธานครับ ท่านถามต่อว่าแล้วใครไม่เห็นชอบ ถ้าถามอย่างนี้พวกผม ก็บอกว่าถ้าอย่างนั้นถามอย่างนี้ไม่ถูก ถ้าถามอย่างนี้ก็แปลว่า ๙ ร่างนี้ไม่มีร่างไหนเลย ที่คณะกรรมาธิการในคณะจะเห็นชอบ ก็จบลงตรงนั้น ก็คือตกลงกันไม่ได้ แล้วก็พยายาม ที่จะเบี่ยงไปยังกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ของข้อบังคับ ในที่สุดท่านประธานครับ มาตรานี้ละครับ ที่มีการเขาเรียกว่าทบทวน ภาษารัฐสภาบอกทบทวน ซึ่งถ้ามีการทบทวนอย่างนี้ที่ผมต้องให้ บันทึกไว้เพราะว่าในอนาคตถ้ามีการทบทวนอย่างนี้ มีการยกไม้ยกมือแล้วชนะกันแล้ว แล้วมีการทบทวนอย่างนี้ข้อบังคับก็จะเป็นหมัน ไม่สามารถบังคับได้โดยสิ้นเชิง เพราะว่าเสียงข้างมาก เมื่อแพ้จะโดยเหตุผลกลใดก็ตามแต่ท่านก็กลับเข้ามาประชุมระดมโทรศัพท์เชิญเพื่อน ๆ มาประชุมให้มาก แล้วก็กลับมติ มติจริง ๆ แล้ววันพุธที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๕ เป็นการประชุม ครั้งที่ ๘ ท่านประธาน ผมจดไว้ไม่ผิดเพี้ยน ลงมติแล้วร่างรัฐบาลแพ้ ๑๐ ต่อ ๑๒ ในขณะเดียวกันเมื่อตั้งหลักได้ในค่ำคืนวันนั้นเข้าใจว่าคงไม่ได้นอนกัน ปรากฏว่า เป็นการประชุมอีกครั้งหนึ่ง ครั้งที่ ๙ วันพฤหัสบดีที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๕๕ พลิกมติครับ ผมคิดว่านี่คือพฤติกรรมที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นแต่ก็เกิดขึ้นแล้ว ผมเสียงข้างน้อยอาจจะทำอะไรไม่ได้ แต่ก็ต้องบอกให้พี่น้องประชาชนเจ้าของสิทธิที่แท้จริงได้รับทราบไว้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ นั้น มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนว่าจริง ๆ แล้วสิ่งที่ผม แปรญัตติมันต้องด้วยเหตุผลและต้องด้วยความเห็นของภาคประชาชน เพราะก่อนหน้าวันพุธที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๕ เราได้เชิญ เมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านี้เราได้เชิญ เรียกว่าภาคประชาชน ขอประทานอภัยต้องเอ่ยชื่อเป็นบางชื่อ แล้วก็ไม่ได้ทำให้ท่านเสียหาย เราได้มีหนังสือเชิญ เราในที่นี้คือคณะกรรมาธิการโดยคำสั่ง โดยหนังสือที่ลงนามโดยท่านประธานสามารถ แก้วมีชัย ขอประทานอภัยต้องเอ่ยนาม ท่านประธานครับ มีท่านอาจารย์โคทม อารียา มีคุณธิดา ถาวรเศรษฐ มีนายเยี่ยมยอด แล้วก็อีกหลายท่านครับท่านประธาน มีคุณประพันธ์ศักดิ์ ผมต้องเอ่ยว่ามีคำว่า ภาคประชาชนในที่นี้ มีหลายท่าน หลายกลุ่ม หลายคณะ มีนายวรัญชัยก็มี ขอประทานอภัย ท่านที่ผมไม่ได้เอ่ยชื่อนะครับ เอาว่ามีภาคประชาชนเข้ามาแสดงความคิดเห็นมากมาย ผมเรียนตรง ๆ เลยครับ ภาคประชาชนที่เข้ามาแสดงความเห็นมีความเห็นเหมือน หรือคล้าย ๆ กับคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่แปรญัตติไปแล้ว ๙ ร่างที่ผมกล่าวข้างต้น เหมือนเลยครับ ในขณะเดียวกันผมขอประทานอนุญาตเพื่อให้เห็นจริงเห็นจัง ร่างของผู้แปรญัตติทั้ง ๙ ร่างนี้ มันไปตรงกับความคิดเห็นของนายเหวง โตจิราการ และครอบครัว ผมใช้คำว่า ครอบครัว เพราะว่าคุณเหวงแล้วก็คุณธิดา ถาวรเศรษฐ์ เหมือนกันนะครับ เวลาคุณธิดาเข้ามาชี้แจง ไม่ได้เสียหายนะครับ ชี้แจงมีบันทึกเทปของชวเลขอยู่ คุณหมอเหวงก็นั่งพยักหน้าเห็นด้วย ๆ จะด้วยเหตุผลกลใดไม่ทราบเห็นด้วยทุกประการ ในการให้พี่น้องประชาชนในแต่ละจังหวัด เลือกตั้ง สสร. โดยตรง จำนวนอาจจะต่างกันแต่หลักการเหมือนกัน แต่ถึงเวลาลงมติจริง ๆ ท่านประธานที่เคารพ คุณหมอเหวงไปลงมติเข้าข้างรัฐบาล ถามว่าทำไมคุณหมอทำอย่างนี้ คำตอบไม่ตรงทีเดียวแต่แปลว่าก็เพื่อความอยู่รอด ท่านประธานครับ ผมจึงเรียน ท่านประธานว่าความเห็นของคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่จะให้มีการเลือกตั้งโดยตรง จากประชาชนไม่ใช่เป็นความเห็นที่โดดเดี่ยว เป็นความเห็นที่นักวิชาการและภาคประชาชน หลายแขนงเห็นชอบ เห็นดีเห็นงาม แต่ไม่ทราบเพราะอะไรดลใจให้คณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากไม่เห็นด้วย ไม่เห็นชอบ ท่านประธานครับ ผมเรียนท่านประธานว่า ย้ำอีกทีครับ เมื่อมีการเลือก สสร. จังหวัดละ ๒ คน ได้ ๑๕๔ คนแล้ว สมมุติภาพอันนั้นเกิดขึ้นในสภานี้ ของเขาสามารถดำเนินการได้ครับ เขาจะเชิญนักวิชาการ จัดตั้งคณะกรรมาธิการ จะทำอะไร ตามระบบของรัฐสภาได้ไม่ต้องเป็นห่วงแล้วผมไม่ได้ไปมองว่านักวิชาการที่ระบุไว้ใน (๒) ในมาตรา ๒๙๑/๑ (ก) (ข) (ค) จะไม่เป็นประโยชน์ เป็นประโยชน์ครับ แล้วท่านเป็นมืออาชีพ ท่านได้เข้ามาทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญแน่นอนครับ ท่านประธานครับ ผมเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพว่าเหตุผลเหล่านี้คือเหตุผลที่ผมแปรญัตติตัดข้อความบางตอนของร่างรัฐบาล แล้วเสนอแปรญัตติตามที่ผมได้นำกราบเรียนท่านประธาน ก็หวังว่าท่านสมาชิกรัฐสภา คงจะได้มีโอกาสพิจารณาวินิจฉัย แล้วก็เรียกร้องว่าขอให้กำลังใจกับพี่น้องประชาชน คนทั่วประเทศครับ ที่เขารอรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อยู่ว่าจะมีการร่าง การร่างจะต้องมี สสร. คือสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในอนาคตหน้าตาจะออกมาประการใด อย่างไรนั้น สสร. จะมีกี่ท่านก็ตาม ถ้าร่างที่ผมเสนอชนะก็มี ๑๕๔ คน ถ้าแพ้ก็มี ๗๗ คน ก็จะได้ทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ ผมขออนุญาตเรียกร้องให้ท่านสมาชิกรัฐสภา ได้กรุณาหันมาดู แล้วก็พิจารณาเรื่องที่ผมได้นำเสนอด้วยครับ ขอบพระคุณครับ