นริศา อดิเทพวรพันธุ์ แปรญัตติแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๙๑/๑ เพื่อให้สภาร่างรัฐธรรมนูญมีหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเรียกร้องให้มีการปรับปรุงสัดส่วนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม และกระจายการมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมกันของประชากร โดยเฉพาะในจังหวัดชายแดนภาคใต้ นอกจากนี้ยังเรียกร้องการเพิ่มจำนวน สสร. เพื่อให้ประชากร 300,000 คน มีโอกาสเลือก สสร. 1 คน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นริศา อดิเทพวรพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันได้ขอแปรญัตติ แก้ไขเพิ่มเติมความในมาตรา ๒๙๑/๑ ดังนี้ มาตรา ๒๙๑/๑ ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญมีหน้าที่ ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามหมวดนี้ประกอบด้วยสมาชิกดังต่อไปนี้
(๑) สมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ตัดคำว่า จังหวัดละ หนึ่งคน ออก เพิ่มข้อความดังนี้ค่ะ การเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตาม (๑) ให้ถือเขตจังหวัด เป็นเขตเลือกตั้ง และให้ผู้มีสิทฺธิเลือกตั้งออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งผู้สมัครรับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญในเขตจังหวัดนั้น ๆ ได้หนึ่งคน ให้แต่ละจังหวัดมีจำนวน สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญในสัดส่วนของราษฎรสามแสนคนต่อสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหนึ่งคน เมื่อได้จำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่พึงมีในแต่ละจังหวัดตามวรรคสามแล้ว หากจังหวัดใดมีเศษของจำนวนราษฎรที่เหลือจากการคำนวณมากกว่า ๑๕๐,๐๐๐ คน ให้จังหวัดนั้นมีสภาร่างรัฐธรรมนูญเพิ่มได้อีก ๑ คน ดิฉันมีประเด็นสำคัญที่อยากจะชี้ ให้ท่านประธานเห็นถึงความสำคัญในเรื่องของสัดส่วน ท่านประธานจะเห็นว่าจากการที่ท่าน ได้ร่างรัฐธรรมนูญให้แต่ละจังหวัดนั้นมี สสร. ได้เพียง ๑ คนต่อ ๑ จังหวัด ดิฉันคิดว่าสัดส่วน ตรงนี้ไม่น่าที่จะถูกต้อง เพราะว่าจำนวนประชากรในแต่ละจังหวัดนั้นมีไม่เท่ากัน ท่านประธานจะเห็นว่าในกรุงเทพมหานครประกอบไปด้วยประชาชน ประชากรเกือบ ๖,๐๐๐,๐๐๐ คน ซึ่งมีความแตกต่างหลากหลายกัน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของสังคม ในเรื่องของฐานะ ในเรื่องของกลุ่มอาชีพ ซึ่งตรงนี้คงที่จะปฏิเสธไม่ได้ เขาก็มีโอกาสเลือก สสร. ได้เพียง ๑ คนเท่านั้น ท่านประธานคะ เมื่อเรามาดูในรายละเอียดของแต่ละจังหวัด ในประเทศไทย จะเห็นว่าจังหวัดที่มีประชากรมากกว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน มีถึง ๒๐ จังหวัด ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดอุดรธานี จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งดิฉันจะไม่กล่าวทุกจังหวัด หรือแม้กระทั่งจังหวัดสงขลาและจังหวัดนครศรีธรรมราช ของดิฉัน ซึ่งมีประชากรถึง ๑,๕๐๐,๐๐๐ คน ก็มีโอกาสที่จะมี สสร. ที่จะมาเป็นตัวแทน ของพวกเราได้เพียง ๑ คน ท่านประธานคะ จังหวัดเหล่านี้มีโอกาสในการเลือก สสร. เท่ากับจังหวัดเล็ก ๆ ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดพังงา ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดระนอง ซึ่งเล็กที่สุดในประเทศไทย ซึ่งมีประชากรเพียง ๑๘๐,๐๐๐ คนเท่านั้น หรือไม่ว่าจะเป็น จังหวัดสมุทรสงคราม แต่ว่าสิ่งที่เขาจะมาทำเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ค่ะท่านประธาน การร่างรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ และกฎหมายฉบับนี้ ก็มีผลกับคนไทยทุก ๆ คนเท่าเทียมกัน เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าในการที่ท่านจะเพิ่มจำนวน สสร. ให้ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม ทุกหมู่ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ น่าจะเป็นการที่ท่าน จะได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่สมบูรณ์ที่สุด แต่ ณ ขณะนี้ท่านจะมี สสร. เพียง ๗๗ คน จากทั่วทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นตรงนี้ดิฉันต้องขอให้ท่านนั้นได้ทบทวนในเรื่องของสัดส่วน ซึ่งเป็นเรื่องที่ดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากที่สุด
เรื่องที่ ๒ ที่ดิฉันอยากที่จะเน้นย้ำ แล้วก็ขอให้ท่านนั้นได้ทบทวนกันอีกครั้งหนึ่ง ในเรื่องของการกระจายการมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมกันของประชากร จากการที่ท่าน ได้ร่างจำนวน สสร. ว่าใน ๑ จังหวัดนั้นมีจำนวน สสร. ได้เพียง ๑ คน ท่านมาดูใน ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ ประชาชนที่นั่นมีทั้งประชาชนที่เป็นพี่น้องชาวไทยพุทธและพี่น้อง ที่เป็นมุสลิม ท่านกำหนดจำนวน สสร. เพียง ๑ คนต่อ ๑ จังหวัด ถ้าเกิดว่าชาวไทยพุทธ ได้รับการเลือกตั้งมาเป็น สสร. แน่นอนค่ะพี่น้องมุสลิมก็อาจจะเกิดความน้อยใจว่าเขาไม่ได้มีโอกาส ในการที่จะเข้ามาร่วมร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ดิฉันคิดว่าเป็นประเด็นที่สำคัญ ท่านประธานเองก็ตามค่ะ ท่านก็คงที่อยากจะมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเราคิดว่าเป็นฉบับของประชาชนด้วยเช่นเดียวกัน แต่เมื่อท่านตัดพี่น้องมุสลิมเหล่านี้ ออกไปในกรณีที่เขาเกิดไม่ได้รับการเลือกตั้งเขาก็จะเกิดความน้อยใจ มีความรู้สึกว่าเขาถูกกีดกัน ออกไปจากการร่างรัฐธรรมนูญ นั่นก็จะเป็นสาเหตุให้อาจจะมีผู้ไม่หวังดีหยิบประเด็นนี้ขึ้นมา สร้างความแตกแยก ท่านพยายามที่จะให้พี่น้องชาวไทยเกิดความปรองดอง แต่การปรองดอง ไม่อาจเกิดขึ้นได้จากการที่ท่านจะมี สสร. เพียงจังหวัดละ ๑ คนเท่านั้น ดิฉันขอให้ท่าน ทบทวนว่าท่านจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทำไมในเมื่อประเทศไทยเกิดความแตกแยก ตรงนี้ดิฉันขอเน้น ดิฉันได้แปรญัตติไว้ค่ะว่าให้ประชากร ๓๐๐,๐๐๐ คน ได้มีโอกาสที่จะเลือก สสร. ของเขาได้ ๑ คน เราลองมาดูในรายละเอียดนะคะ จังหวัดนราธิวาสจากเดิมตามร่าง ของท่านจะมี สสร. ได้เพียง ๑ คน แต่ถ้าเกิดตามที่ดิฉันได้แปรญัตติจังหวัดนราธิวาส ซึ่งมีประชากร ๗๐๐,๐๐๐ คน จะสามารถมี สสร. ได้ ๒ คน แน่นอนค่ะพี่น้องไทยพุทธ อาจจะได้ ๑ ที่ พี่น้องมุสลิมอาจจะได้ ๑ ที่ ก็เกิดความปรองดองเกิดขึ้น หรือเรามาดู ที่จังหวัดยะลาซึ่งมีประชากร ๔๖๐,๐๐๐ คน แน่นอนค่ะ ๓๐๐,๐๐๐ คนแรกก็จะได้ สสร. ๑ คนเศษที่เหลือเขามีโอกาสที่จะมี สสร. ได้อีก ๑ คน เพราะดิฉันได้เขียนร่างคำแปรญัตติว่า เศษของจังหวัดใดที่เหลือมากกว่า ๑๕๐,๐๐๐ คน ให้มี สสร. ได้อีก ๑ คน นั่นก็หมายถึงจังหวัดยะลาก็จะมี สสร. ได้ถึง ๒ คน พี่น้องมุสลิมก็อาจจะได้ ๑ ที่นั่ง พี่น้องไทยพุทธก็อาจจะได้ ๑ ที่นั่ง หรือแม้กระทั่งว่าเรามาดูจังหวัดที่มีสัดส่วน ของพี่น้องมุสลิมเยอะในจังหวัดทางภาคใต้ อาจจะเป็นที่จังหวัดสงขลา ซึ่งมีประชากรถึง ๑,๓๐๐,๐๐๐ คน หรือที่จังหวัดนครศรีธรรมราชของดิฉันซึ่งมีประชากรถึง ๑,๕๐๐,๐๐๐ คน โดยสัดส่วน ๓๐๐,๐๐๐ คนต่อ สสร. ๑ คน จังหวัดสงขลาก็อาจจะมี สสร. ได้ถึง ๔ คน ที่จังหวัดนครศรีธรรมราชก็อาจจะมี สสร. ได้ถึง ๕ คน เพราะฉะนั้นพี่น้องมุสลิมก็มีโอกาส ในการที่จะมานั่งร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นของคนไทยทุก ๆ คน ตรงนี้ดิฉันคิดว่า น่าที่จะเป็นสัดส่วนที่ท่านน่าจะให้ความสำคัญนะคะ คราวนี้ท่านประธาน หรือท่านประธาน คณะกรรมาธิการ หรือเพื่อน ๆ ที่อยู่ในรัฐสภาแห่งนี้อาจจะอ้างได้ว่า สสร. ที่จัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญในปี ๒๕๔๐ ท่านก็มี สสร. จังหวัดละ ๑ คน แต่ดิฉันต้องบอก ต้องเรียนกับท่านว่า บริบททางการเมือง ณ ขณะนั้นกับขณะนี้เรามีความแตกต่างกัน ณ ขณะตอนที่เรา ร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ณ ตอนนั้นทุกคนมีความพร้อมที่จะเข้าสู่การเปลี่ยนแปลง แต่ ณ ขณะนี้ไม่ว่าจะเป็นตัวท่านประธานเอง หรือเพื่อน ๆ สมาชิกรัฐสภาก็คงที่จะทราบแล้ว นะคะว่าขณะนี้บ้านเรามีความแตกแยกแบ่งออกเป็นฝักเป็นฝ่าย เพราะฉะนั้นท่านไม่สามารถ ที่จะนำคำอ้างเมื่อว่า สสร. ในการร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็ใช้เพียงจังหวัดละ ๑ คน เนื่องจากบริบททางการเมืองนั้นแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นท่านประธานคะ ณ ขณะนี้ ประชาชนมีความรู้สึกในเรื่องของความคลางแคลงใจ ในเรื่องของความไม่ไว้วางใจ ในเรื่องของความเชื่อมั่น ขาดความเชื่อมั่น ในเรื่องของความกังวลใจ และความหวาดระแวง ว่าจำนวน สสร. ที่ท่านได้ตั้งไว้ ๗๗ คน จากการเลือกตั้ง และอีก ๒๒ คน จากการแต่งตั้งนั้น แน่นอนค่ะ หลายคนก็มั่นใจว่าเขาได้ถูกล็อกสเปกไว้หมดแล้ว ก่อนหน้านี้ได้มีกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยได้อภิปรายไปก่อนหน้าดิฉันว่าบางคนทราบแล้วด้วยซ้ำว่าใครที่จะได้มีโอกาส มาเป็น สสร. เพราะฉะนั้นการแก้ไขประเด็นตรงนี้ดิฉันคิดว่าการที่เราจะเพิ่มจำนวน สสร. น่าที่จะแก้ไขปัญหาให้เกิดขึ้น ให้หมดไปได้ เพราะฉะนั้นดิฉันต้องขอเน้นย้ำท่านว่า การเพิ่มจำนวน สสร. ให้มากกว่าจังหวัดละ ๑ คน ถ้าเกิดว่าท่านที่จะแปรญัตติ หรือลงคะแนนตามที่ดิฉันได้แปรญัตติไว้ก็คือ จำนวนประชากร ๓๐๐,๐๐๐ คนต่อ สสร. ๑ คน น่าที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้พี่น้องประชาชนได้นะคะ เมื่อสักครู่ได้มีท่านผู้อภิปราย ก่อนหน้าดิฉันแล้วได้กล่าวว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับทรราช ท่านอยากที่จะมีการแก้ไข แต่ดิฉันคิดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะเกิดขึ้น จะต้องเป็นรัฐธรรมนูญสำหรับประชาชนทุกคน ไม่ใช่เป็นรัฐธรรมนูญสำหรับ เพื่อใครเพียงคนใดคนหนึ่งเท่านั้นอย่างที่เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ ณ ขณะนี้ เพราะฉะนั้น ดิฉันขออนุญาตท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกรัฐสภาขอให้ท่านได้คิด และได้ตระหนัก ถึงความจำเป็นในเรื่องของการเพิ่มจำนวนสัดส่วนของ สสร. ตามที่ดิฉันได้แปรญัตติไว้ด้วย ขอบพระคุณค่ะ