รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๔ · ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๕

(นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้ขึ้นบัลลังก์เวลา ๑๐.๐๗ นาฬิกา)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ ระหว่างที่ รอองค์ประชุมเพื่อไม่ให้เสียเวลาครับ จะให้มีการหารือจนกว่าองค์ประชุมจะครบนะครับ ท่านแรกเชิญท่านสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล ครับ

นายสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุโขทัย

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม สัมพันธ์ ตั้งเบญจผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอหารือเกี่ยวกับเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนนะครับ โดยเฉพาะในเรื่องของน้ําบาดาลครับท่านประธาน สืบเนื่องมาจากว่าผมเองนั้นได้รับการร้องเรียน จากพี่น้องในหมู่ ๑๐ บ้านนาไผ่ล้อม ตําบลไกรใน อําเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัยนะครับว่า น้ําบาดาลของหมู่บ้านนี้ซึ่งเป็นน้ําบาดาลที่เก่าแก่ แล้วก็ในการขุดเจาะก็ไม่สามารถที่จะ สูบน้ําขึ้นมาได้นะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมันได้อุดตัน แล้วก็น้ําเวลาขึ้นมาก็เป็นสีที่เหม็น และเหลืองนะครับ ทําให้ไม่สามารถอุปโภคบริโภคได้ ก็ฝากไปถึงกรมทรัพยากรน้ําบาดาล ให้ได้ลงไปในการที่เจาะบ่อบาดาลแล้วก็เปลี่ยนท่อน้ําใหม่ให้กับพี่น้องในหมู่ ๑๐ บ้านนาไผ่ล้อม ตําบลไกรใน อําเภอกงไกรลาศ

แล้วอีกเรื่องหนึ่งครับท่านประธาน ผมได้รับการร้องเรียนจากคนจังหวัดอุตรดิตถ์ ชื่อ นายวิลาศ จันทร์รุน ซึ่งอยู่บ้านเลขที่ ๑๖ หมู่ที่ ๑ ตําบลบ้านวังกอง ตําบลสองคอน จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งนายวิลาสได้ไปทํามาหากินในต่างประเทศมา แล้วก็หลังจากที่มาแล้วก็จะไปใช้สิทธิในการที่จะไปทําการโอนโฉนด โอนหลักฐานเอกสารสิทธิที่ดิน อะไรต่าง ๆ แล้วโดยใช้บัตรประชาชนตัวเอง แต่ถูกปฏิเสธว่าบัตรประชาชนนี้ที่ชื่อ นายวิลาศ จันทร์รุน นั้นไม่มีแล้วครับ เพราะว่าถูกสวมสิทธิไปอยู่ที่อําเภอลําปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ ดังนั้นก็ฝากถึงท่านประธานถึงกรมการปกครองได้ตรวจสอบเรื่องนี้ให้ด้วยครับว่าทําไม บัตรประชาชนเลขที่ของ นายวิลาศ จันทร์รุน นั้น ท่านไปอยู่ต่างประเทศมาพอกลับมา ถูกสวมสิทธิไปอยู่จังหวัดอื่นซึ่งเขาสงสัยว่าเป็นคนลาวหรือคนเขมรที่สวมสิทธิไปครับ ขอบคุณมากครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ เชิญครับ

นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุดรธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ใคร่ขอหารือท่านประธานด้วยความเดือดร้อนของ พี่น้องประชาชนในเรื่องถนนนะครับ อยากจะให้ท่านประธานทําหนังสือถึงกระทรวงคมนาคม ช่วยไปทําถนนลาดยางจากบ้านหนองไผ่คอนเจริญ ตําบลหนองหญ้าไซ อําเภอวังสามหมอ ผ่านไปยังบ้านดงง่าม ตําบลคําโคกสูง แล้วก็บ้านคําโคกสูงไปยังบ้านท่าศาลา ตําบลคําโคกสูง อําเภอวังสามหมอ เพราะว่าถนนตรงนี้พี่น้องประชาชนทั้ง ๒ อําเภอ แล้วก็ยังผ่าน ข้ามสะพานไปยังอําเภอสหัสขันธ์ด้วย จังหวัดกาฬสินธุ์ เหลือระยะทางประมาณ ๑๒ กิโลเมตร ที่จะทําให้พี่น้องประชาชนได้สัญจรไปมาได้สะดวกนะครับ

เรื่องที่ ๒ ชาวอําเภอศรีธาตุใคร่ขอขอบคุณ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี รัฐบาลชุดนี้ ได้จัดงบประมาณในปี ๒๕๕๕ ไปทําถนน ๔ เลน หรือว่าปรับย่านชุมชน แล้วก็ยังฝากขอบคุณ เรื่องพักชําระหนี้ แล้วก็เงินเอสเอ็มแอล (SML) อีกด้วยนะครับท่านประธาน ก็ฝากท่านประธาน ไปขอบคุณรัฐบาลแทนพี่น้องประชาชนด้วยนะครับ

เรื่องสุดท้ายนะครับ เรื่องความเดือดร้อนของนักเรียนที่ไม่มีอาคารเรียน นักเรียนโรงเรียนศรีธาตุพิทยาคม มีนักเรียนประมาณ ๓,๐๐๐ กว่าคน แต่อาคารเรียน ไม่เพียงพอ ก็อยากจะฝากท่านประธานไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการด้วยนะครับ ช่วยจัดงบประมาณไปก่อสร้างอาคารเรียนให้กับโรงเรียนศรีธาตุพิทยาคมด้วยนะครับ จักขอบพระคุณมากนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านประสงค์ นุรักษ์ เชิญครับ

นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่ ผู้แทนปวงชนชาวไทยครับ ผมใคร่ขอกราบเรียนหารือไปทางท่านประธานที่จะช่วยหารือ กับทางรัฐบาลครับว่าช่วยกรุณาทําความเข้าใจกับคนไทยที่อยู่ต่างประเทศด้วย เพราะเขา มีความกังวลมากครับในเรื่องที่เราได้มีการลงมติในการที่จะตัดสิทธิการใช้สิทธิในการเลือก สสร. ซึ่งหากจะมีขึ้นในอนาคตข้างหน้า ผมเองได้รับการประสานงานติดต่อมาตลอดเวลา ในหลายประเทศครับ ทั้งจากที่ประเทศนิวซีแลนด์ จากประเทศสหรัฐอเมริกาและจาก ประเทศฝรั่งเศส รวมทั้งประเทศมาเลเซียด้วยครับว่าเขาเสียดายสิทธิอันนี้ซึ่งควรมีควรได้ ในฐานะซึ่งเขาเป็นประชาชนของประเทศ อยู่ภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตย ซึ่งถูกกล่าวอ้างมาตลอดเวลาและถูกหยิบมาใช้ประโยชน์ในการกล่าวอ้างอย่างนี้ มาตลอดเวลา ผมหวังว่าทางรัฐบาลน่าจะมีความเข้าใจถึงความรู้สึกของพี่น้องประชาชนคนไทย ที่อยู่ต่างประเทศเป็นจํานวนแสนคน และได้ลงทะเบียนเลือกตั้งไว้แล้ว และได้มีการเลือกตั้ง ในต่างประเทศมาก่อนหน้านี้แล้ว เพียงแต่ต้องการจะแก้รัฐธรรมนูญโดยการที่จะจัดตั้งให้มี สสร. ขึ้นมาแล้วตัดสิทธิบุคคลเหล่านี้ ผมและบุคคลที่อยู่ต่างประเทศมีความเห็นตรงกันครับว่า ไม่ใช่แนวทางของระบอบประชาธิปไตย เพราะระบอบประชาธิปไตยนั้นจําเป็นจะต้องให้ประชาชนได้มีส่วนในการปกครองประเทศ ในทุกรูปแบบ ทุกกรณีให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ การปฏิบัติเช่นนี้ด้วยเหตุผลที่เพียงว่า ไม่มีเวลาในการที่จะจัดการให้เขาได้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ผมถือว่าเป็นการลิดรอนสิทธิ การลิดรอนสิทธิเช่นนี้ ไม่ใช่ประชาธิปไตยครับ แล้วถ้าหากว่าผมจะขนานการทํางานในลักษณะนี้ซึ่งพอจะเรียกได้ อย่างถูกต้องชัดเจนคงจะไม่ผิดครับ ผมจะขอเรียกว่าการดําเนินงานการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ปลอมครับ ขอขอบพระคุณมากครับ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านผุสดี ตามไท

นางผุสดี ตามไท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน ผุสดี ตามไท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ วันนี้ดิฉันขออนุญาตหารือท่านประธานในเรื่องปัญหา ที่ประชาชนเป็นกังวลที่สุดเรื่องหนึ่งคือเรื่องการเป็นหนี้สิน ที่จริงเราก็พูดกันหลายครั้ง แต่ว่าข้อมูลยืนยันค่ะท่านประธาน จากมหาวิทยาลัยหอการค้า จากสมาคมครอบครัวศึกษา แห่งประเทศไทยที่ได้ทํางานวิจัยศึกษาร่วมกันกับนักวิชาการมหาวิทยาลัยมหิดลพบว่า ครอบครัวไทย ๗๐ เปอร์เซ็นต์เป็นหนี้สิน ๘ เปอร์เซ็นต์ไม่อาจใช้หนี้ได้ ถ้าเผื่อว่า เรามีครอบครัวสัก ๑๕ ล้านครอบครัว ถึง ๑๐.๕ ล้านครอบครัวนะคะเป็นหนี้เป็นสิน ท่านประธานคะ หนี้สินเหล่านี้เราก็ต้องยอมรับว่าหลายคนพูดตรงกันว่าเป็นผลกระทบที่มาจาก ระบบทุนนิยมที่พุ่งเข้าใส่ประเทศไทยอย่างชนิดที่ตั้งตัวไม่ติด น้อยคนนักที่จะเตรียมตัวได้ แต่เอาล่ะคะท่านประธาน ส่วนหนึ่งการเป็นหนี้นั้นอาจจะมาจากความไม่มีวินัย ส่วนหนึ่ง อาจจะมาจากเรื่องของความไม่รู้กฎหมาย ไม่รู้เท่าทัน ไม่เข้าใจวิธีการบริหารจัดการเงิน แต่ที่แน่นอนมันมาจากเรื่องของการเอารัดเอาเปรียบคนตัวเล็กตัวน้อยจากผู้ให้กู้ ไม่ว่าจะเป็น สถาบันการเงิน ธนาคาร องค์กร แม้แต่รายบุคคล ทั้งการกําหนดดอกเบี้ยผิดนัด การกําหนด เบี้ยปรับ ค่าธรรมเนียมและอะไรอื่น ๆ แล้วผลคืออะไรคะท่านประธาน วันนี้ประชาชนที่เป็นลูกหนี้ ถูกคุกคามทวงหนี้ บางคนก็หนีกระเจิดกระเจิงทิ้งที่อยู่อาศัย ถูกฟ้องร้องแล้วก็ล้มละลายกันไป ทั้งผู้กู้และผู้ค้ําประกัน ตกงาน ฆ่าตัวตาย ฆ่าล้างครอบครัวหนีหนี้ก็มี ท่านประธานคะ ก็มีลูกหนี้ที่เขาต้องปากกัดตีนถีบเพื่อที่จะช่วยกันแก้ไขปัญหาซึ่งกันและกันด้วยกันเอง ไม่ว่าจะเป็น สภาลูกหนี้กู้วิกฤติแห่งชาติ ศูนย์ประสานงานลูกหนี้แห่งชาติ หรือแม้แต่ชมรมปฏิรูปสิทธิลูกหนี้ ที่เขาแก้ไขซึ่งกันและกัน ช่วยเหลือให้กําลังใจตามมีตามเกิด ดิฉันขออนุญาตกราบเรียนหารือ ท่านประธานอย่างนี้ไปยังท่านนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วยลุกขึ้น หาวิธีแก้ไขปัญหาสร้างประชาชนตัวเล็กตัวน้อยนี้ให้เข้มแข็งหลุดจากบ่วงหนี้อย่างถาวรได้ อย่างน้อยที่สุดถ้าเผื่อจะจัดสรรงบประมาณให้องค์กรประชาชนเหล่านี้ไปแก้ไขปัญหา ภาคสนาม นี่คือความทุกข์ยากของคนทั้งแผ่นดินซึ่งเป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งชาติอย่างจริง ๆ จัง ๆ ขอบพระคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านอํานวย คลังผา เชิญครับ

นายอํานวย คลังผา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลพบุรี

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายอํานวย คลังผา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะครับ เนื่องจากในขณะนี้พี่น้องประชาชนชาวจังหวัดลพบุรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งอําเภอโคกสําโรงมีโรงงานบดขนไก่ ทําให้พี่น้องประชาชนเดือดร้อนมากในขณะนี้ ส่งกลิ่นเหม็น ก็อยากจะฝากทางรัฐบาลผ่านท่านประธานโดยเฉพาะหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งปิดโรงงานทั้ง ๒ โรงครับ โรงที่ ๑ ตั้งอยู่ที่บ้านมะม่วงเจ็ดต้น ตําบลวังเพลิง อําเภอโคกสําโรง จังหวัดลพบุรี โรงงานที่ ๒ ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านห้วยยาง อําเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ซึ่งส่งกลิ่นเหม็นให้กับพี่น้องประชาชนเดือดร้อนตลอดมา ท่านประธานครับ ผมเคยเชิญ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมกับผู้ประกอบการทั้ง ๒ โรงงานมาชี้แจงในคณะกรรมาธิการ แต่ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะอุตสาหกรรมจังหวัดไม่ดูแล ปล่อยปละละเลย ส่งกลิ่นเหม็น ทาง อบต. วังเพลิง และ อบต. โคกสลุง ก็ได้ทําเรื่องผ่านอําเภอ ผ่านไปจังหวัดแต่ไม่ได้รับ การดูแลในส่วนนี้ ก็อยากจะฝากท่านประธานช่วยเร่งรัดดําเนินการให้หน่วยงานเร่งรัด ดําเนินการให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งพี่น้องชาวบ้านอยู่ไม่ได้ ส่งกลิ่นเหม็นมาก ซึ่งโรงงานบดขนไก่ ไปทําปุ๋ยส่งกลิ่นเหม็นเป็นสิบ ๆ กิโลเมตร ดังนั้นก็อยากจะฝากท่านประธานแจ้งเร่งรัด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งดําเนินการทั้ง ๒ โรงงานนี้ด้วยครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอท่านสุดท้ายนะครับ ท่านประเสริฐ ชิตพงศ์ ครับ

รองศาสตราจารย์ประเสริฐ ชิตพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา สงขลา

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม รองศาสตราจารย์ประเสริฐ ชิตพงศ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสงขลา ในฐานะเป็นสมาชิกของรัฐสภา ต้องขออนุญาตท่านประธานที่จะมีข้อสังเกตที่จะฝาก ท่านประธานไปเกี่ยวกับเรื่องของการที่มีกระแสของการที่จะเสนอพระราชบัญญัติเรื่องการปรองดอง อยู่ในขณะนี้นะครับ ในฐานะที่ผมได้ผ่านการทํางานทางด้านวิชาการมาในอดีตก่อนที่จะ มาทําหน้าที่เป็นสมาชิกวุฒิสภานะครับว่า เรื่องการปรองดองนั้นเป็นเรื่องที่ถ้าว่ากันโดยหลักวิชาแล้ว จะเป็นเรื่องของการที่เราจะต้องให้ฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของความขัดแย้งหรือการที่ ไม่อยู่กันด้วยความสงบ เป็นการมาพูดคุย เป็นการมาปรึกษาหารือกันเพื่อให้ตกผลึก มีการสานเสวนากัน อะไรกัน ซึ่งลักษณะเช่นนี้สถาบันพระปกเกล้าเองก็ได้เสนอแนวทาง เช่นเดียวกันนี้ว่าเรื่องของการปรองดองนั้นเป็นเรื่องของการที่จะต้องสานเสวนากันอย่างลึกซึ้ง ให้ทุก ๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้มาช่วยกันหาทางออกนะครับ แต่ทีนี้เมื่อมีการเสนอเป็น พระราชบัญญัติขึ้นมาว่าด้วยการปรองดอง ซึ่งถ้าว่าไปแล้วในที่ต่าง ๆ ทั่วโลก บังเอิญผมได้มีโอกาส เข้าไปร่วมในเรื่องของการเจรจาเรื่องความขัดแย้งในที่ต่าง ๆ มาหลายครั้ง ทั้งในยุโรปและในเอเชียเอง ก็พบว่าเรื่องของการปรองดองไม่ใช่เป็นเรื่องของการออกกฎหมาย แต่เป็นเรื่องของการที่จะต้อง เจรจาและสานเสวนากัน เพราะฉะนั้นการที่มีกระแสข่าวแล้วก็มีปรากฏออกมาว่ามีการเสนอ พระราชบัญญัติว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ พ.ศ. .... นั้นอยากให้มีการทบทวนว่าการจะ ปรองดองกันได้ไม่ใช่เริ่มต้นที่กฎหมาย แต่เริ่มต้นด้วยการเสวนากันให้ตกผลึก ให้เห็นด้วยกัน ทุกฝ่าย แล้วก็เมื่อไปดู ฟังจากข่าวต่าง ๆ แล้ว พระราชบัญญัติว่าด้วยความปรองดอง แห่งชาติ พ.ศ. .... ที่นําเสนอเข้ามานั้น ในเนื้อหาสาระจะเน้นไปในเรื่องของการนิรโทษกรรม เสียมากกว่า ก็เลยคิดว่าหากจะมีการเสนอพระราชบัญญัติที่จะเสนอเข้ามาพิจารณานั้น ถ้าจะให้ตรงจุดตามที่ได้มีเนื้อหาสาระอยู่ก็น่าจะเป็นพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมมากกว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ พ.ศ. .... นะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านวรชัยครับ เชิญครับ มีอะไรครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ผม วรชัย เหมะ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ การหารือร่วมกัน ผมไม่ทราบว่าพูดถึงเรื่องของ การเมืองได้หรือเปล่า เพราะว่าในการประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานสภาบอกว่า สามารถพูดได้เฉพาะเรื่องความเดือดร้อนของประชาชน แล้ววันนี้การประชุมร่วมกัน ผมเห็นบางท่านพูดถึงเรื่องการเมืองหลายรอบแล้วครับ ผมไม่ลุกขึ้นประท้วงครับ เพราะว่า ข้อตกลงร่วมกันของการประชุม การหารือนั้นไม่ทราบว่าแนวทางอย่างไรครับ ขอถาม ท่านประธานด้วยครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ที่จริงเรื่องของ การหารือเป็นอํานาจของประธานว่าจะให้มีการหารือหรือไม่ก็ได้นะครับ แต่ทีนี้เพียงแต่เป็นการ ขอความร่วมมือว่าถ้าจะหารือให้หารือในประเด็นที่มันไม่เกี่ยวกับการเมืองที่จะทําให้มีการ ถกเถียงกัน ทําให้เสียเวลานะครับ เพราะฉะนั้นก็ต้องขอความร่วมมือทุกท่านนะครับว่า ในประเด็นการหารืออย่าให้เป็นเรื่องที่ต้องเกี่ยวข้องกับการเมืองแล้วต้องมาถกเถียงกันนะครับ ผมจะอนุโลมพอสมควรนะครับ ทีนี้ฝ่ายรัฐบาลมีผู้เสนอชื่อจะหารือหลายท่าน ถ้าผมกระโดด ก็อาจจะโดนตําหนิ ผมก็จะเรียงไปตามลําดับนะครับ แล้วได้สักเท่าไรเห็นว่าพอสมควร ก็เอาเท่านั้นนะครับ แล้ววันพรุ่งนี้ มะรืนนี้ค่อยว่ากันต่อนะครับ เชิญท่านยุคล

นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จันทบุรี

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดจันทบุรี ในนามสมาชิกรัฐสภาครับ ผมขอหารือท่านประธานสภาผ่านไปยัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนเร่งด่วนนะครับ

เรื่องที่ ๑ ครับ ติดตามโครงการสร้างสัญญาณไฟจราจรปากทางบ้านช้างข้าม ตําบลช้างข้าม อําเภอนายายอาม จังหวัดจันทบุรี

เรื่องที่ ๒ ครับ ติดตามก่อสร้างอาคารศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในเขตพื้นที่ อบต. ตําบลนายายอาม อําเภอนายายอาม จังหวัดจันทบุรี

เรื่องที่ ๓ ให้ติดตามโครงการก่อสร้างถนนสายนิคมแพร่งขาหยั่ง-เขาลูกช้าง หมู่ที่ ๑๔ ตําบลทุ่งเบญจา อําเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรีนะครับ

เรื่องที่ ๔ ติดตามก่อสร้างถนนลาดยางสายคลองไม้หอม หมู่ที่ ๖ ตําบลเขาวัว อําเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรีนะครับ

เรื่องที่ ๕ ติดตามถนนขยายถนน ๔ เลน สายบ้านเขาไร่ยา ถึงมหาวิทยาลัย ราชมงคลกระทิง อําเภอเขาคิชกุฏ จังหวัดจันทบุรี

เรื่องที่ ๖ ติดตามก่อสร้างถนนขยาย ๔ เลน สายนายายอาม อําเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี

ผมขอส่งเอกสารให้ท่านประธานเพื่อติดตามโครงการทั้งหมดที่ผมเรียนให้ทราบ นะครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านสุนทรี ชัยวิรัตนะ

นางสาวสุนทรี ชัยวิรัตนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุนทรี ชัยวิรัตนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จังหวัดชัยภูมิ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ เรื่องที่อยากจะขอหารือกับท่านประธาน ในวันนี้ก็คือ ดิฉันเองได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนที่เมื่อตอนที่เกิดอุทกภัยที่ผ่านมา เขาได้รับผลกระทบ แล้วก็ทางธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ได้มีการปล่อยวงเงินกู้ จํานวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อให้เขาได้มากู้เพื่อไปปรับปรุงที่นาและในการทําการเพาะปลูก แต่ปรากฏว่ายังขาดก็คือทางธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ยังไม่ได้อนุมัติวงเงินกู้ให้กับ พี่น้องประชาชนโดยเฉพาะเกษตรกรที่ประสบปัญหาอีกเป็นจํานวนหลายรายแล้วก็หลายพื้นที่ ก็อยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วยเร่งรัดการปล่อยเงินกู้ให้กับ พี่น้องด้วยค่ะ

เรื่องที่ ๒ ก็ได้รับการร้องเรียนอีกเช่นกัน จากพี่น้องชาวตําบลบ้านเขว้า ตําบลทุ่งทอง อําเภอบ้านเขว้า จังหวัดชัยภูมิ ว่าต้องการขอให้หน่วยงานราชการ ไปดําเนินการติดตั้งไฟฟ้าส่องสว่างบริเวณถนนบริเวณบ้านต้อน หมู่ที่ ๖ บริเวณหน้าเทศบาลทุ่งทอง ถึงบ้านเขว้า หมู่ที่ ๑๔ เส้นทางสายนี้พี่น้องต้องใช้สัญจรไปมาเนื่องจากเป็นเส้นทางที่จะเข้าสู่ ตลาดประจําอําเภอ ตอนกลางค่ํากลางคืนไฟไม่มี ก็เป็นสถานที่หรือบริเวณที่เขามีการส่งยากัน ค่อนข้างเยอะแล้วก็เกิดอุบัติเหตุเป็นประจํา บ่อย ๆ ครั้งที่จะได้ยินข่าวว่ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้น ก็อยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วยดูแลงบประมาณจัดสรร เรื่องการก่อสร้างไฟฟ้าส่องสว่างให้กับพี่น้องเพื่อเป็นการลดยาเสพติดที่ระบาดในพื้นที่ จังหวัดชัยภูมิ แล้วก็เพื่อลดอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ ค่ะ

เรื่องสุดท้ายที่อยากจะขอหารือกับท่านประธานก็คือ เมื่อวานดิฉันเอง ได้รับโทรศัพท์ติดต่อจากพี่น้องชาวบ้านหนองม่วง ตําบลส้มป่อย อําเภอจัตุรัส เขาแจ้งกับ ดิฉันมาว่าตอนนี้ทางหน่วยงานราชการได้มีการไปยกระดับถนนบริเวณหน้าหมู่บ้านของเขาขึ้น ทําให้เมื่อมีฝนตกลงมาเกิดน้ําท่วมขังไม่สามารถระบายไปไหนได้ ตอนนี้เขาเดือดร้อนมาก ประกอบกับตอนนี้ยุงลายกําลังแพร่พันธุ์ค่ะ ก็อยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องให้ช่วยเร่งดําเนินการในการหาที่ระบายน้ําหรือว่าถนนที่ทําแล้วยังขาดที่ระบายน้ํา ก็ช่วยไปใส่ท่อระบายน้ําให้กับพี่น้องประชาชนด้วยค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสุริยา ปันจอร์ ครับ

นายสุริยา ปันจอร์ สมาชิกวุฒิสภา สตูล

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม สุริยา ปันจอร์ สมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอหารือท่านประธานเพื่อท่านประธาน จะได้แจ้งกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีอยู่ ๒-๓ เรื่อง ก็คือวิทยากรที่สอนวิชาอิสลามศึกษา ในพื้นที่ ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้มีหนังสือพร้อมทั้งโทรศัพท์มาแจ้งบอกว่าขณะนี้ ค่าตอบแทนของวิทยากรดังกล่าวซึ่งสอนเป็นรายชั่วโมง ชั่วโมงละ ๒๐๐ บาท มีบางเขตพื้นที่นั้น ผ่านมาแล้ว ๓-๔ เดือนยังไม่ได้รับค่าตอบแทน ประเด็นที่หนึ่ง

ประเด็นที่ ๒ ครูตาดีกา นั่นหมายถึงครูที่สอนใช้หลักสูตรตาดีกาซึ่งมีอยู่ใน ๔-๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีค่าตอบแทนเดือนละ ๒,๐๐๐ บาท ขณะนี้ผ่านไปแล้ว ๓-๔ เดือนก็ยังไม่มีค่าตอบแทนเช่นเดียวกัน และสุดท้ายอิหม่ามประจํามัสยิดในพื้นที่ ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้แจ้งทางโทรศัพท์บอกว่า ขณะนี้ผ่านไปแล้ว ๓ เดือน ๔ เดือน ซึ่งมีค่าตอบแทนเดือนละ อิหม่าม ๑,๒๐๐ บาท คอเต็บ บิหลั่นเดือนละ ๑,๐๐๐ บาท ผ่านไปแล้ว ๓-๔ เดือนก็ยังไม่มีค่าตอบแทน ยังไม่ได้รับ เพราะฉะนั้นความเดือดร้อนของผู้ปฏิบัติงานดังกล่าวก็เห็นว่าเป็นความเดือดร้อนจริง ๆ เพราะเป็นค่าใช้จ่ายประจําวัน ค่าใช้จ่ายประจําเดือนของเขา เพราะฉะนั้นจึงเรียน ท่านประธานเพื่อท่านประธานได้แจ้งไปยัง ๒ กระทรวงหลัก คือ กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงวัฒนธรรม ขอบพระคุณมากครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านสงกรานต์ครับ

นายสงกรานต์ จิตสุทธิภากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครสวรรค์

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สงกรานต์ จิตสุทธิภากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดนครสวรรค์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอหารือ ท่านประธาน ๓ เรื่องสั้น ๆ นะครับ

เรื่องแรก เรื่องเงินชดเชยเรื่องน้ําท่วมขณะนี้พี่น้องชาวเขตเทศบาลเมืองนครสวรรค์ ซึ่งตกหล่นในระยะแรกแล้วก็ยื่นขอเงินในระยะที่ ๒ กําลังกังวลว่าจะได้เงินหรือเปล่า และทราบว่ากําลังเป็นทุกข์เป็นร้อนอยู่นะครับ ผมจึงกราบเรียนท่านประธานให้แจ้งไปยัง กระทรวงมหาดไทยช่วยดําเนินการเรื่องนี้โดยด่วน เพราะเกรงว่าจะลุกลามเหมือนในจังหวัดอื่น ๆ

เรื่องที่ ๒ ขณะนี้ใกล้ถึงฤดูน้ําใหม่อีกแล้วนะครับ ทางพี่น้องในตําบลหนองกระโดน คือได้ขอให้ผมแจ้งท่านประธานเรียนไปยังกรมชลประทานว่ามีคลองอยู่ ๒ คลอง คือคลองหลวงพ่อพวงแล้วก็คลองหนองบอนซึ่งเป็นลักษณะตื้นเขินอยู่ อย่างคลองหลวงพ่อพวง มีพื้นที่ติดต่อในหมู่ที่ ๑๖ หมู่ที่ ๓ หมู่ที่ ๑ และหมู่ที่ ๒ ขณะนี้ทราบว่าชลประทานไปสํารวจแล้ว แต่ยังไม่มีงบประมาณ ฝากทางกรมชลประทานช่วยดูแลด้วย อีกคลองหนึ่งคือคลองหนองบอน อันนี้เป็นพื้นที่ใหญ่แล้วติดต่อในหลายหมู่บ้าน เรียนท่านประธานผ่านไปยังกรมชลประทาน ช่วยประสานด้วยนะครับ

เรื่องสุดท้าย เรื่องการขยายเขตประปาไปยังพื้นที่ในตําบลหนองกรด อําเภอเมืองนครสวรรค์นะครับ ขณะนี้พี่น้องในหมู่ที่ ๓ หมู่ที่ ๔ หมู่ที่๕ แล้วก็หมู่ที่ ๑ น้ําประปาไม่พอใช้นะครับ อยากให้ทางกระทรวงมหาดไทยหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยพิจารณาขยายเขตประปาด้วยนะครับ แล้วอีกหมู่หนึ่งคือที่หมู่ที่ ๘ แล้วก็หมู่ที่ ๑๗ ของตําบลหนองกรด อําเภอเมืองนครสวรรค์ครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านเปล่งมณีครับ

นางเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เลย

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันมีเรื่องหารือท่านประธานสภาเกี่ยวกับ เรื่องความเดือดร้อนพี่น้องประชาชนที่อยู่ห่างไกลความเจริญ ๒ เรื่อง

เรื่องแรก เป็นการขอให้ผลักดันในการก่อสร้างถนนลาดยางแบบเคพซีล (CAPE SEAL) สายบ้านห้วยมุ่น หมู่ที่ ๕ ถึงบ้านน้ําเย็น หมู่ที่ ๒ ระยะทาง ๗,๐๐๐ เมตร และสายบ้านหมากแข้ง หมู่ที่ ๔ ถึงชุมชนหมันขาว ระยะทาง ๓,๖๗๕ เมตร อยู่ในตําบลกกสะทอน อําเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย สืบเนื่องจากหมู่บ้านดังกล่าวอยู่บนที่ราบสูง ถนนยังเป็นถนนลูกรัง เวลาหน้าฝนจะไม่สามารถเดินทางเข้าออกในหมู่บ้านได้เลย ก่อให้เกิดอุบัติเหตุเสียชีวิต และทรัพย์สิน ส่วนหน้าแล้งก็จะเป็นฝุ่น ก่อให้เกิดความเดือดร้อนเรื่องด้านสุขภาพพี่น้องประชาชน ดิฉันจึงกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นหรือกรมทางหลวงชนบทช่วยเหลือผลักดันโครงการ ถนนลาดยางดังกล่าวด้วย

เรื่องที่ ๒ เกี่ยวกับเรื่องพี่น้องประชาชนร้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องสถานีสูบน้ํา ด้วยไฟฟ้าพร้อมคลองส่งน้ํา ณ บ้านกุดตอเรือ ซึ่งมีพี่น้องใช้อยู่ ๓ หมู่บ้าน ไม่ว่าจะเป็น บ้านนาเหว่อ บ้านกุดตอเรือ หรือบ้านฟากห้วย ตําบลทรายขาว อําเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ซึ่งหมู่บ้านทั้ง ๓ หมู่บ้านนี้อาศัยอยู่ริมน้ําเลย แต่เนื่องจากลําน้ําเลยอยู่ต่ําแล้วหมู่บ้านอยู่สูง ไม่สามารถที่จะนําน้ําดังกล่าวขึ้นมาใช้ในการเกษตรได้ ที่มีพื้นที่ทางการเกษตรถึง ๒,๐๐๐ ไร่ จึงกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ช่วยผลักดันสถานีสูบน้ําที่บ้านกุดตอเรือให้พี่น้องเกษตรกรทั้ง ๓ หมู่บ้านด้วยจะขอบพระคุณยิ่ง กราบขอบพระคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านสุรเดชครับ

นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ สมาชิกวุฒิสภา ปราจีนบุรี

เรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดปราจีนบุรี ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้ผมขอหารือเกี่ยวกับเรื่องกระทรวงคมนาคมครับ เมื่อวันก่อนรถไฟตกรางที่จังหวัดลําพูนก็ได้กู้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ผมคิดว่าเหตุการณ์นี้ ปรากฏนี้จะมีเกิดขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากอะไรครับ ที่ตกรางเนื่องจากว่าหมอนไม้ใช้มา ๕๐-๖๐ ปี หมดอายุแล้ว ไม่ได้เปลี่ยนเป็นหมอนคอนกรีต จึงทําให้หมอนไม้หมดอายุทําให้ตกราง ท่านประธานครับ แม้กระทั่งประเทศกัมพูชาเดี๋ยวนี้เขาเปลี่ยนเป็นหมอนคอนกรีตหมดแล้ว แต่ประเทศไทยยังเป็นหมอนไม้อยู่หลายร้อยกิโลเมตร ดังนั้นเองจึงเรียนท่านประธานผ่านไปยัง กระทรวงคมนาคมช่วยเร่งรัดเปลี่ยนหมอนไม้เป็นหมอนคอนกรีตเพื่อให้มีความมั่นคงแข็งแรง จะไม่มีเหตุการณ์ตกรางเช่นนี้อีก

อีกเรื่องหนึ่งนะครับ นอกเหนือจากการเปลี่ยนความมั่นคงทางรางแล้ว ระบบรางคู่ที่รถไฟที่เรามีอยู่ยังไม่ก้าวหน้าถึงไหน อย่าว่าแต่พูดถึงรถไฟความเร็วสูงเลยนะครับ ถ้าเราไม่ทําพัฒนาเรื่องรถไฟรางคู่ เหมือนเราขอถนน ๔ เลน ๒ เลน ตอนนี้รถไฟมีแค่เลนเดียว ต้องรอหลีกกัน ดังนั้นเองขนาดถนนยังมีสี่เลน แต่รถไฟมีแค่เลนเดียว ถ้าเราไม่พัฒนาเป็นรางคู่ อย่าหวังเลยว่าเราจะมีการพัฒนาขนส่งระบบรางที่ดีขึ้น

ท่านประธานครับ ขอพูดอีกเรื่องหนึ่งครับ ที่จังหวัดปราจีนบุรีที่จังหวัดของผม รถไฟบอกว่าถนนที่ตัดรถไฟเพื่อความปลอดภัยต้องมีถนนทางข้ามคือโอเวอร์พาร์ท (Over part) ที่จังหวัดปราจีนบุรีมีถนนได้รับจัดสรรงบประมาณในการก่อสร้างสะพานข้ามทางรถไฟถึง ๒๐๐ กว่าล้านบาท ที่ทางหลวงหมายเลข ๓๓ ที่ ก.ม. ๒๐๔ ที่อําเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี สร้างเกือบเสร็จ แต่ไม่สามารถสร้างต่อไปได้เนื่องจากว่าติดการรถไฟแห่งประเทศไทยว่า ไม่สามารถจะมอบพื้นที่ได้ แต่ที่ผมสอบถามว่าเกี่ยวกับเรื่องการย้ายสาธารณูปโภค เรื่องอาณัติสัญญาณซึ่ง ๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท ไม่รู้ว่าใช้งบประมาณไหน ปัจจุบันนี้สร้างเสร็จแล้ว ขาดตอม่อจุดเดียวก็ไม่สามารถสร้างได้ ทําให้รถที่ขนส่งหรือเดินทางในเส้นทางนี้ต้องเดินทาง ในเส้นทางขนาน จึงสูญเสียโอกาสในการก่อสร้าง ๒๐๐ กว่าล้านบาท แต่ไม่สามารถใช้ได้ครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมขออีกฝ่ายละ ๑ ท่าน ท่านบุญเลิศ เชิญครับ

นายบุญเลิศ ไพรินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฉะเชิงเทรา

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม บุญเลิศ ไพรินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เรื่องที่คนจังหวัดฉะเชิงเทราหารือมานาน และหลายครั้ง หลายหน หลายคน เรื่องถนนสายฉะเชิงเทรา-บางปะกง มันมีความชํารุด และคับแคบมาก เนื่องจากตอนน้ําท่วมรถที่จะขึ้นภาคตะวันออกเฉียงเหนือทั้งหมด ไปทางสายนี้ครับ ผมและ พลตํารวจโท พิทักษ์ จารุสมบัติ ส.ส. เขต ๔ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ไปพบอดีตท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แล้วก็อดีตอธิบดีกรมทางหลวง ตั้งแต่วันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๔ ท่านก็รับปากว่าจะจัดสรรงบประมาณชั่วคราวให้ ๒๐๐ ล้านบาท จัดทําโอเวอร์เลย์ (Overlay) ชั่วคราวไปก่อน แต่กระผมคิดว่าโอเวอร์เลย์ก็ไม่ได้ คิดว่าน่าจะขยายถนนสายนี้ เพราะว่าเป็นสายยุทธศาสตร์ เป็นสายเศรษฐกิจไปแล้ว ถนนสายนี้รองรับรถบรรทุกทุกชนิดที่จะขึ้นอีสาน เพราะฉะนั้นจําเป็นต้องใช้ถนนสายนี้อย่างมาก เพราะฉะนั้นก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงคมนาคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรมทางหลวงแผ่นดินให้ช่วยกรุณาทําแผนในการขยายถนนสายนี้เป็น ๘ เลน แล้วจะทําให้ รองรับความแออัดของรถบรรทุกและรถสัญจรไปมาได้อย่างสะดวกรวดเร็วเพื่อประหยัดเวลา ในการขนส่งสินค้าและบริการต่าง ๆ ขอกราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านนิยม วรปัญญา

นายนิยม วรปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นิยม วรปัญญา ส.ส. ลพบุรี บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ท่านประธานได้ให้โอกาสหารือนี่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ มากครับ ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึง ผมได้รับฝากมาให้มาขอบคุณท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

กี่เรื่องครับ ท่านนิยมครับ มีทั้งหมดกี่เรื่อง เราฝากเหมือนเคยดีไหมครับ

นายนิยม วรปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ สะพานข้ามแม่น้ําป่าสักชลสิทธิ์ที่มะนาวหวานนี่นะครับ กรมโยธาธิการและผังเมืองสร้างไว้ และเดี๋ยวนี้น้ําท่วมเพราะเกิดจากการสร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เป็นเวลาเกือบ ๑๐ ปีมาแล้วครับ ยังไม่ได้ทําการแก้ไขเลยครับ แล้วก็สะพานข้ามแม่น้ําท่าบกสูง เกาะรัง ทางเข้าหนองตะกุดครับ แล้วก็สะพานข้ามคลองลําสนธิที่บ้าน ๒ แห่งครับ

แล้วข้อที่ ๒ เรื่องถนนที่ชํารุดที่ถูกภัยพิบัติจากน้ําท่วม ป่านนี้ซ่อมแล้ว ยังใช้การได้ไม่ดีครับ มีการซ่อมเหมือนกัน แต่ว่าซ่อมเป็นบางตอน ทีนี้ถนนมันใช้แบบถาวร ไม่ได้ครับ จํานวนที่เขาร้องเรียนมา ๗๕ สายครับ

แล้วก็ข้อที่ ๓ ก็เรื่องขอให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาช่วยจัดให้มีลานกีฬา แล้วก็ส่งเสริมการท่องเที่ยวน้ําตกวังก้านเหลือง น้ําตกตาวต้น น้ําตกน้ําโตน วังแสนดี และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ครับ

ข้อที่ ๔ ขอให้ยกฐานะโรงพยาบาลสมเด็จพระนารายณ์ที่ลพบุรีเป็น โรงพยาบาลศูนย์ เพราะโรงพยาบาลนี้มีบริเวณที่จะต้องมาใช้จํานวนมาก ๒๐๐-๓๐๐ กว่าโรง ขอเป็นศูนย์ครับ เหมือนกับที่ทางของจังหวัดนครปฐมครับ

ข้อที่ ๕ ขอให้กระทรวงสาธารณสุขยกฐานะโรงพยาบาลชัยบาดาลเป็น ๓๐๐ เตียงครับ

ข้อที่ ๖ ขอให้มีการส่งเสริมอนามัยของวัดหลวงพ่อเณร วัดซับน้อยพัฒนา เป็นวัดเก่าแก่ อยู่ห่างไกลมาก มีอนามัยแต่ว่ามีเตียงคนไข้เพียงเตียงเดียว และขอให้ยกเป็น ๓๐ เตียงครับ ขอให้ท่านประธานช่วยกรุณาประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ด้วยครับ ขอบคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ขอท่านสุดท้าย ท่านวรวิทย์ครับ เชิญครับ

นายวรวิทย์ บารู สมาชิกวุฒิสภา ปัตตานี

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วรวิทย์ บารู สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดปัตตานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ขณะนี้มีความเดือดร้อน ค่อนข้างมากเกี่ยวกับราคามะพร้าวแล้วก็เกี่ยวกับมะพร้าวไม่มีคนซื้อนะครับ ท่านประธานครับ จังหวัดปัตตานีหรือว่าจังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส ถึงแม้ว่าหลักอยู่ที่การประมงในจังหวัดปัตตานี แล้วก็จังหวัดยะลา หลักก็คือการทําสวนยางพารา แล้วก็ส่วนหนึ่งของประชาชนก็คือ การทําสวนมะพร้าว มะพร้าวขณะนี้จากลูกละ ๑๔ บาท เหลือ ๔ บาท แถมยังไม่มีคนเข้าไปซื้อ นะครับ เพราะฉะนั้นเมื่อวานนี้ก็ได้รับการร้องเรียนมาจากพี่น้องประชาชนในอําเภอทุ่งยางแดง แล้วก็ตําบลพิเทน บอกว่าวันนี้เป็นความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส ขณะที่ราคาผลผลิต ทางด้านเกษตรคือมะพร้าวไม่มีคนซื้อและราคาตกต่ําจาก ๑๔ บาทเหลือ ๔ บาทก็ไม่มีคนซื้อ ประกอบกับนํามาเป็นเรื่องที่ ๒ ก็คือ ค่าใช้จ่ายที่จะต้องจ่ายให้แก่สถาบันอุดมศึกษาที่ลูก ๆ เข้าเรียน มันสูงกว่าปีที่แล้วค่อนข้างมาก สูงเท่าไร ผมก็พยายามสอบถามก็บอกว่าโดยเฉลี่ย ประมาณ ๙,๐๐๐ บาทจากปีที่แล้ว เพิ่มขึ้น ๙,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เมื่อดูแล้ว สถานการณ์ที่มันซ้ําเติมจากสถานการณ์ที่มันเป็นอยู่ก็น่าที่จะเรียนผ่านท่านประธานนะครับว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องควรที่จะเข้าไปดูแลแก้ไขอย่างเร่งด่วนนะครับ ที่อื่น ๆ ในเรื่องของผลิตผลทางการเกษตร โดยเฉพาะราคา เมื่อตกมันก็จะมีการร้องเรียน มีการประท้วง แต่ทางจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่เคยมีนะครับที่จะเทลองกอง หรือจะเทลางสาด ทุเรียน บนถนนหนทางนี่นะครับ เพราะฉะนั้นในขณะที่สถานการณ์เช่นนั้นผมอยากที่จะเรียนฝาก ท่านประธานผ่านไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องช่วยดูแล เพราะว่ามันเป็นความเดือดร้อนอย่างสาหัสของ พี่น้องประชาชน ท่ามกลางความรุนแรงทั้งหลายที่เขาเผชิญอยู่ทุกวันแล้วนะครับ ขอขอบคุณครับ

จํานวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๕๗๖ คน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ มีผู้มาลงชื่อ ๓๕๗ ท่านนะครับ ถือว่าครบองค์ประชุมครับ ผมขออนุญาตเข้าสู่ระเบียบวาระนะครับ

ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม

ซึ่งไม่ได้ปรากฏในระเบียบวาระ คือเรื่องการรับทราบคําสั่งศาลฎีกาครับ ด้วยประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกาได้มีหนังสือแจ้งว่าตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอให้ศาลฎีกามีคําสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของ ท่านมนต์ไชย ชาติวัฒนศิริ แล้วขอให้มีการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ เขตเลือกตั้งที่ ๕ ใหม่ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๓๙ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๑๑ และ มาตรา ๑๑๖ ครับ

บัดนี้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งได้มีคําสั่งให้รับคําร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ไว้พิจารณาวินิจฉัยแล้ว เมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๕ ครับ ดังนั้น ท่านมนต์ไชย ชาติวัฒนศิริ จึงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปไม่ได้ และไม่ให้นับเข้าในจํานวนรวมของสมาชิกเท่าที่มีอยู่ของ สภาผู้แทนราษฎร ดังนั้นจํานวนสมาชิกรัฐสภามีทั้งหมด ๖๔๓ ท่าน โดยเป็น ส.ส. ๔๙๗ ท่าน ส.ว. ๑๔๖ นะครับ องค์ประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ก็คือ ๓๒๒ ท่าน จึงแจ้งให้ที่ประชุมทราบครับ

(ที่ประชุมรับทราบ)

แล้วอีกเรื่องหนึ่งครับ เนื่องจากวันนี้ท่านประธานวุฒิสภาท่านติดภารกิจอยู่ที่ต่างประเทศนะครับ เพราะฉะนั้น ผมคงต้องทําภารกิจตรงนี้คนเดียว ก็อาจจะต้องขอพักบ้างเป็นระยะตามสมควรนะครับ

และอีกเรื่องหนึ่งครับ เรามีเรื่องด่วนที่จะต้องประชุมร่วมกันในรัฐสภา ทั้งหมด ๘ เรื่อง ซึ่งผมไม่อยากให้รัฐสภาเป็นตัวถ่วงของฝ่ายบริหาร ฉะนั้นถ้าเป็นไปได้ ผมต้องการระบายเรื่องด่วนทั้ง ๘ เรื่องนี้ออกไปให้หมด ในก่อนช่วงที่จะปิดสมัยประชุมนะครับ ถ้าวันนี้พิจารณาจบก็ดีครับ ถ้าไม่จบ ยังไม่ครบทั้ง ๘ เรื่องก็จะขอไปพิจารณาต่อในวันที่ ๕ มิถุนายน หลังจากลงมติรัฐธรรมนูญวาระที่สามเสร็จนะครับ จนกว่าจะจบทั้ง ๘ เรื่องนะครับ ก็ต้อง ขอความร่วมมือจากท่านสมาชิกนะครับ เพื่ออยู่ให้เป็นองค์ประชุมด้วยนะครับ

ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มี

ต่อไปเรื่องด่วนที่ ๑

เรื่องด่วน

๑. ความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนระหว่างรัฐบาลแห่ง ราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสหภาพพม่า (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)

เชิญท่านรัฐมนตรีครับ ถ้าพร้อมเชิญแถลงได้เลยนะครับ

นายนิวัฒน์ธํารง บุญทรงไพศาล รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาและสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม นายนิวัฒน์ธํารง บุญทรงไพศาล รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายให้กล่าวคําแถลงแทน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในนามของคณะรัฐมนตรี รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่จะได้นําเสนอความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนระหว่างรัฐบาลไทย กับรัฐบาลแห่งสหภาพพม่า เพื่อขอให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาให้ความเห็นชอบ การดําเนินการให้มีผลใช้บังคับต่อไป ประเทศไทยและสหภาพพม่าหรือปัจจุบันเรียกว่าเมียนมาร์ ได้เริ่มดําเนินการเพื่อจัดทําความตกลงฉบับนี้ตั้งแต่ปี ๒๕๓๒ โดยทั้ง ๒ ฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความตกลงฯ กันเป็นระยะ และในการเจรจารอบแรกที่กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ ๑๕-๑๖ กันยายน ๒๕๔๘ ทั้ง ๒ ฝ่ายสามารถตกลงในความตกลงกันได้ และเมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๐ คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบและอนุมัติให้กระทรวงการต่างประเทศ ลงนามในความตกลงฯ ดังกล่าว และหลังจากลงนามแล้วให้ทั้ง ๒ ฝ่ายดําเนินการให้ความตกลงฯ มีผลใช้บังคับ ซึ่งความตกลงฯ ข้อ ๑๔ มีสาระกําหนดให้ภาคีคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจะต้องแจ้งเป็น ลายลักษณ์อักษรให้อีกฝ่ายทราบว่าได้ดําเนินการตามกระบวนการกฎหมายภายใน ของประเทศตนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ความตกลงฯ จึงจะมีผลใช้บังคับ ซึ่งความตกลงฯ นี้ เกิดขึ้นก่อนที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ จะมีผลใช้บังคับ จึงได้รับข้อยกเว้นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๕ แต่จะต้องดําเนินการในส่วนที่เหลือ คือการนําเสนอให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบความตกลงฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ วรรคสอง และกระทรวงการต่างประเทศดําเนินการตามมาตรา ๑๙๐ วรรคสี่ ปัจจุบันเมียนมาร์ได้แจ้ง ฝ่ายไทยเมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๔ ว่า ได้ดําเนินการตามขั้นตอนภายในเพื่อให้ความตกลงฯ มีผลใช้บังคับเสร็จเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นในคราวประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๔ คณะรัฐมนตรีมีมติให้ความเห็นชอบความตกลงฯ และให้ดําเนินการให้รัฐสภา พิจารณาเห็นชอบให้ความตกลงฉบับนี้มีผลใช้บังคับต่อไป ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผมขอกราบเรียนเกี่ยวกับวัตถุประสงค์การจัดทําความตกลงฉบับนี้ ดังนี้

ความตกลงฯ ฉบับนี้เป็นหนังสือสัญญาระหว่างประเทศที่มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนของทั้ง ๒ ประเทศ ว่าการลงทุนของตนนั้นจะได้รับ การคุ้มครองในระดับที่เป็นมาตรฐานสากลจากสถานการณ์ต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ การปฏิบัติที่เป็นธรรมและเท่าเทียมกัน การโอนผลประโยชน์เข้าออกโดยเสรี เป็นต้น ความตกลงฯ มีลักษณะต่างตอบแทน กล่าวคือในขณะที่นักลงทุนไทยได้รับการคุ้มครอง การลงทุนในประเทศที่เข้าไปลงทุน ซึ่งเป็นประเทศคู่ภาคีความตกลงฯ ประเทศไทยก็จะต้อง ให้ความคุ้มครองนักลงทุนของประเทศคู่ภาคีความตกลงฯ ที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย เช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงเป็นการสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนไทยให้ไปลงทุนในต่างประเทศ มากขึ้น พร้อมกับให้ความมั่นใจแก่ชาวต่างชาติในการเข้ามาลงทุนในประเทศไทยด้วย ปัจจุบันมีการทําความตกลงฯ ประเภทนี้ทั่วโลกประมาณ ๓,๐๐๐ ฉบับ โดยประเทศไทย ได้เริ่มการเจรจาความตกลงฯ กับประเทศต่าง ๆ ตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๐๓ โดยได้ลงนามไปแล้ว ๓๙ ฉบับ และในจํานวนนี้มีผลใช้บังคับแล้ว ๓๖ ฉบับ ที่เหลืออีก ๓ ฉบับ ได้แก่ ความตกลงฯ กับสหภาพพม่า ซึ่งนําเสนอในวันนี้เป็นต้น ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผมขอเรียนว่า ความตกลงฯ ฉบับนี้คุ้มครองเฉพาะการลงทุนที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยแล้ว เท่านั้น และเป็นไปตามนโยบายการจัดทําความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน ของไทยกับประเทศต่าง ๆ โดยสาระสําคัญของความตกลงฯ เป็นไปตามเอกสารที่ได้เสนอต่อ รัฐสภาแล้ว ท่านประธานรัฐสภาและท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ กระผมขอเรียนเพิ่มเติมว่าประโยชน์ของ ความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนนี้จะเป็นเครื่องมือสําคัญที่ช่วยสร้างความมั่นใจ และคุ้มครองนักลงทุนไทยในการไปลงทุนในเมียนมาร์ ซึ่งมีจํานวนมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยปัจจุบัน ประเทศไทยมีมูลค่าการลงทุนสะสมตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๓๑ ถึงเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๔ จํานวน ๙.๖ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ ๒.๙ แสนล้านบาท ซึ่งเป็นอันดับ ๒ รองจากประเทศจีน ตามด้วยอันดับ ๓ คือประเทศเกาหลีใต้ สาขาการลงทุนของประเทศไทย ในเมียนมาร์ที่สําคัญได้แก่ พลังงาน ไฟฟ้า อุตสาหกรรม ประมง ปศุสัตว์ เป็นต้น ทั้งนี้มูลค่า การลงทุนสะสมของประเทศไทยในเมียนมาร์เคยครองอันดับ ๑ จนกระทั่งปลายปี ๒๕๕๓ นอกจากนี้ความตกลงฯ ฉบับนี้จะสนับสนุนนโยบายรัฐบาลที่จะร่วมมือพัฒนาในสาขาต่าง ๆ ในประเทศสมาชิก ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิระวดี เจ้าพระยา แม่โขง ทั้งในด้าน การท่องเที่ยว อุตสาหกรรม พลังงานและเกษตรกรรม ปัจจุบันประเทศไทยมีความตกลง ลักษณะเดียวกันกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ประเทศลาว ประเทศกัมพูชา และประเทศเวียดนามแล้ว ยกเว้นเมียนมาร์

สําหรับประเด็นการดําเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ วรรคสี่นั้น กระทรวงการต่างประเทศได้จัดกิจกรรมในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อประชาสัมพันธ์ความตกลงฯ ระหว่างประเทศไทยกับสหภาพพม่าหรือเมียนมาร์เพื่อให้ความรู้กับนักลงทุนหรือผู้สนใจ สรุปได้ดังนี้

๑. ภายหลังจากการลงนามความตกลงฯ กระทรวงการต่างประเทศได้นําความตกลงฯ พร้อมคําแปลภาษาไทยบรรจุไว้ในเว็บไซต์ (Web site) ของกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ โดยในช่วงระยะเวลาระหว่างเดือนมกราคม-สิงหาคม ๒๕๕๔ มีจํานวนการเข้าชมเว็บไซต์ถึง ๔๒๒,๖๐๘ ครั้ง

๒. กระทรวงการต่างประเทศได้จัดอภิปรายสาธารณะ เรื่องกรอบการเจรจา ความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนของประเทศไทยกับประเทศต่าง ๆ เมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๕๓ ซึ่งทําให้ผู้เข้าร่วมเข้าถึงรายละเอียดของความตกลงฯ ระหว่างไทย-เมียนมาร์

๓. การจัดสัมมนาให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากความตกลงฯ เมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๔ และวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๔

๔. จัดการประชุมส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชนเมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๔ เพื่อขอความเห็นต่อการดําเนินการให้ความตกลงฯ มีผลใช้บังคับ ตามมาตรา ๑๙๐ วรรคสี่ ของรัฐธรรมนูญ ที่ประชุมสรุปว่าความตกลงฯ ดังกล่าว จะมีผลประโยชน์ต่อนักลงทุนไทยเป็นอย่างยิ่งและจะไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนหรือ ผู้ประกอบการขนาดกลางหรือขนาดย่อมในประเทศไทย นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมอื่น ๆ อีกหลายอย่าง หลายประการที่กระทรวงการต่างประเทศได้ดําเนินการ ซึ่งมีรายละเอียด ตามที่เสนอไว้ในเอกสารประกอบการประชุมแล้ว

กระผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติจะได้พิจารณา ให้ความเห็นชอบความตกลงเพื่อการส่งเสริมและการคุ้มครองการลงทุนระหว่างรัฐบาลไทย กับรัฐบาลพม่าเพื่อให้มีผลใช้บังคับต่อไป ขอกราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมจะเรียนเชิญให้อภิปราย ตามลําดับนี้นะครับ ท่านเจริญ ภักดีวานิช แล้วก็ตามด้วยท่านอนุรักษ์ บุญศล แล้วก็ท่านวินัย สมพงษ์ นะครับ เชิญท่านเจริญครับ

นายเจริญ ภักดีวานิช สมาชิกวุฒิสภา พัทลุง 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม เจริญ ภักดีวานิช สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดพัทลุง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมก็จะพยายามสรุปสั้น ๆ เพื่อประหยัดเวลาของสภาครับท่านประธาน ก่อนอื่นกระผม ขอสนับสนุนความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย และรัฐบาลแห่งสหภาพพม่าฉบับนี้ของรัฐบาล มีผลอยู่ ๓-๔ ประการครับท่านประธาน ถ้าท่านประธานติดตามเมื่อกี้ ท่านรัฐมนตรีได้แจ้งให้ทราบว่าเมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม ประเทศพม่า ได้อนุมัติกรอบนี้แล้วนะครับ และปลายปี ๒๕๕๔ ท่านนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ได้ไปประเทศพม่า ที่จริงนักลงทุนของเราเข้าไปลงทุนตั้งแต่ปี ๒๕๓๑ จนถึงปัจจุบัน จํานวนมาก ท่านประธานครับ ของเราจะรองจากประเทศจีนและประเทศฮ่องกงเป็นอันดับ ๒ ครับ เมื่อกี้ ท่านรัฐมนตรีก็บอกว่าประเทศไทยไปลงทุนไว้ประมาณเกือบ ๆ ๑๐,๐๐๐ ล้านยูเอสดอลลาร์ แล้วก็ประมาณ ๖๑ โครงการครับท่านประธาน โครงการใหญ่ ๆ ที่เราไปลงที่นั่นจะมีปัญหา ถ้าท่านประธานติดตามข่าว เมื่อ ๓-๔ เดือนที่ผ่านมา โรงแรมของประเทศไทยที่ประเทศพม่า เขาสร้างสนามกอล์ฟ บ้านพักคนงานถูกเผา การไฟฟ้าฝ่ายผลิตไปวางสํารวจเพื่อสร้างเขื่อนพลังน้ํา ก็ถูกลอบยิง พนักงานก็ต้องกลับเมืองไทย ที่กระผมกราบเรียนตรงนี้เพื่อต้องการกราบเรียน ท่านประธานว่า ความตกลงนี้จะช่วยให้นักลงทุนของเราเกิดความมั่นใจ เป็นการคุ้มครอง ท่านประธานครับ ขณะนี้ทุกประเทศมุ่งไปสู่ประเทศพม่า เพราะว่าทรัพยากรค่อนข้างมาก หลังการเลือกตั้งถ้าท่านประธานติดตามข่าวจะเห็นว่า เดิมนั้นนักลงทุนจะกังวลเรื่องการส่งสินค้า ไปทางประเทศยุโรปหรือประเทศสหรัฐอเมริกา เพราะถูกกีดกันการค้าเนื่องจากปัญหา ทางการเมือง แต่หลังจากการเลือกตั้งแล้ว ถ้าท่านประธานติดตามข่าวนะครับ ประเทศสหรัฐอเมริกา ก็เริ่มตั้งทูตแล้วก็เริ่มผ่อนคลาย เพราะฉะนั้นนักลงทุนของเราสามารถเพิ่มการลงทุนที่ ประเทศพม่าค่อนข้างได้มาก ถ้าท่านประธานดูแผนที่ ประเทศพม่าถ้าเราเปลืองทุนมาก ๆ ไปประเทศอินเดีย ๑,๐๐๐ กว่าล้านคน ถ้าไปประเทศจีนก็ ๑,๓๐๐ กว่าล้านคน โอกาสที่จะเติบโต ค่อนข้างมาก จีดีพี (GDP) ของประเทศพม่า ปี ๒๕๕๔ ปี ๒๕๕๓ ประมาณเกินกว่า ๕ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ เดิมนั้นนักลงทุนจะมีปัญหาเรื่องระบบการแลกเปลี่ยน ซึ่งกระผมจะประหยัดเวลา จะไม่กราบเรียนท่านประธานครับ ขณะนี้ประเทศพม่า ก็ได้จ้างบริษัทต่างประเทศ คนต่างประเทศไปวางระบบทั้งเรื่องของกฎเกณฑ์ กฎหมาย ส่งเสริมการลงทุน ซึ่งเขาเพิ่งออกให้ส่งเสริมการลงทุน ๘ ปี ลดภาษีให้ ๘ ปีเหมือนประเทศไทย อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เป็นแรงจูงใจที่กระผมกราบเรียนท่านประธานเพื่อให้เห็นว่าความตกลงนี้ จะช่วยให้นักลงทุนของเราเข้าไปลงทุนประเทศพม่ามากขึ้น และเกิดความมั่นใจยิ่งขึ้น กระผมมีข้อสังเกตจากข้อตกลง ๓ ข้อ เผื่อท่านรัฐมนตรีจะได้เข้าไป ซึ่งจะเป็นข้อเสนอ ในตอนท้าย

อันแรกคือคํานิยาม ข้อที่ ๑ ข้อที่ ๕ ของคํานิยาม คําว่า สกุลเงินที่ใช้โดยเสรี หมายถึงสกุลเงินเพื่อกองทุนการเงินระหว่างประเทศ เดิมนั้นนักลงทุนจะกังวลระบบ การแลกเปลี่ยนเงินทุนของประเทศพม่านะครับ ประเทศพม่ากําหนดไว้ ๖ จ๊าดต่อดอลลาร์ นะครับ แต่ว่าตลาดมืดนั้น ๘๐๐ จ๊าด ความแตกต่างค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นทางรัฐบาล ช่วยติดตามเรื่องนี้ด้วยนะครับ

ประการที่ ๒ ก็คือเรื่องข้อที่ ๓ การลงทุนและการคุ้มครอง อันนี้เป็นประเด็นสําคัญ อยากให้ท่านรัฐมนตรี ผมจะมีข้อเสนอในตอนท้ายนี่ครับ ในการคุ้มครองการลงทุน ข้อที่ ๒ การลงทุนของผู้ลงทุนของภาคีแต่ละฝ่ายจะได้รับที่เป็นธรรมและเที่ยงธรรมตลอดเวลา เมื่อกี้ท่านรัฐมนตรีก็บอก แต่หลักการนี้เวลาปฏิบัติ ขอให้ท่านรัฐมนตรีวางกรอบให้เกิด ความเป็นรูปธรรม ว่าอะไรบ้างเป็นธรรม มีเรื่องอะไรบ้าง เพราะว่าประเทศพม่า ท่านประธานและท่านรัฐมนตรีคงจะทราบนะครับว่าเขามีหลายกลุ่มที่แตกแยกทางความคิด ทางการเมืองค่อนข้างสูง

๑๓/๑

สําหรับข้อที่ ๕ ที่กระผมจะมีข้อสังเกตก็คือการทดแทนความสูญเสีย บทเรียนจากเขมรถ้าท่านประธานจําได้ เพราะดาราของเราได้แสดงภาพทําให้ชาวเขมร ปลุกระดมขึ้นมา โรงแรมของเราที่ประเทศเขมรก็ถูกเผาเมื่อหลายปีที่ผ่านมา ในกรณีประเทศพม่า ก็ตาม เพราะฉะนั้นการทดแทนความสูญเสียขอให้ท่านรัฐมนตรีได้วางกรอบ ถึงแม้ข้อตกลง เขาบอกว่าผู้ลงทุนของภาคีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งซึ่งการลงทุนของตนในดินแดนของภาคีอีกฝ่าย เมื่อประสบความสูญเสียจากสงคราม หรือจากการจลาจลก็ดี หรือการก่อการร้าย ตรงนี้ถ้าเรา วางกรอบไม่ดีถึงแม้จะมีความตกลงก็ตามแต่เป็นรูปธรรมในผลปฏิบัติค่อนข้างลําบาก เพื่อประหยัดเวลาของสภาแห่งนี้ กระผมมีข้อเสนอท่านรัฐมนตรี ๓-๔ ข้อ เพราะฉะนั้น บางเรื่องอาจจะอยู่ในข้อตกลง แต่บางเรื่องเผื่อทางรัฐบาลจะได้วางกรอบในการแก้ปัญหา การลงทุนในประเทศพม่า กระผมกราบเรียนไปแล้วจากข้อที่ ๑ ข้อที่ ๓ ข้อที่ ๕ ในข้อตกลง

ประการที่ ๑ ก็คือขอให้รัฐบาลวางกรอบแนวปฏิบัติที่เป็นธรรมในการคุ้มครอง พร้อมรายละเอียดเพื่อสื่อสารให้กับนักลงทุนเกิดความมั่นใจ ผมคิดว่าทางกระทรวงพาณิชย์ ต้องรีบเพื่อให้นักลงทุนเรามั่นใจ

ประการที่ ๒ ก็คืออยากให้เร่งรัดเรื่องการผลักดันเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด-เมียวดี สมาชิกวุฒิสภาได้หารือในการประชุมวุฒิสภาหลายครั้ง เห็นว่าตรงนี้ถ้าเผื่อว่าเราสามารถ ผลักดันเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด-เมียวดีได้ ก็นําไปสู่เป็นศูนย์กลางในการที่จะเกิดการทั้งลงทุน และการกระจายสินค้า และเพิ่มมูลค่าของการค้าขายระหว่างประเทศ

ประการที่ ๓ ผมเข้าใจว่ามีความจําเป็นที่รัฐบาลต้องเปิดจุดผ่านแดนเพิ่มมากขึ้น ในกรณีของบ้านกิ่วผาวอกที่อําเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ กรณีของบ้านห้วยต้นนุ่น ที่อําเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน กระผมยกตัวอย่าง ๒ จุดนี้ ถ้าเผื่อรัฐบาลไปเร่งรัด กระทรวงการต่างประเทศไปเร่งรัดในการเปิดจุดผ่านแดนที่เป็นถาวรขึ้นก็จะทําให้เกิดมูลค่า มากขึ้น

อันสุดท้ายที่สําคัญมาก ๆ กระผมเข้าใจว่าขณะนี้ไม่ว่าโครงการท่าเรือน้ําลึก และนิคมอุตสาหกรรมทวายจะมีผลกระทบต่อระบบสิ่งแวดล้อมค่อนข้างมาก จะปล่อย ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปีละประมาณ ๓๐ ล้านตัน ปล่อยก๊าซซัลเฟอร์จากโรงงานปีละ ๔๐๐,๐๐๐ ตัน ผลกระทบเหล่านี้จะเกิดอะไรขึ้น สินค้าที่เราไปลงทุนถ้าระยะยาวอาจจะได้รับ การต่อต้านจากประเทศที่เขามีความเคร่งครัดในเรื่องของระบบสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะ อียู (EU) เพราะฉะนั้นตัวนี้รัฐบาลต้องให้ข้อมูลและพยายามที่จะให้ผู้ลงทุนวางแผนระยะยาว ไว้ด้วยนะครับ

อันสุดท้ายก็คือขณะที่ไปลงทุนท่านประธานครับ ท่าเรือน้ําลึกและ นิคมอุตสาหกรรมทวายนั้นประชาชนพม่าประมาณ ๒๐ หมู่บ้านเขาเดือดร้อน ๓๒,๐๐๐ คน เมื่อเราไปลงทุนแล้วคนเหล่านี้เกิดเดือดร้อน ถ้าเกิดร้องเรียนในต่างประเทศ เราไปลงทุนแล้ว จะเกิดกระทบกับผู้ลงทุน เพราะฉะนั้นรัฐบาลช่วยดูแลตัวนี้ด้วยนะครับ

ประเด็นสุดท้ายที่จะเกี่ยวกับเมืองไทยที่กระผมกราบเรียนท่านประธานก็คือ เรื่องของถนนที่จะสร้างจากบางใหญ่ไปจังหวัดกาญจนบุรี สายนั้นถ้าออกแบบไม่ดีจะเป็น ถนนที่ขวางทางน้ํา น้ําจะท่วมยาว ๓-๔ ข้อข้างหลังนี้อาจจะไม่เกี่ยวกับข้อตกลงครั้งนี้ แต่ก็เป็นกรอบอันหนึ่งที่รัฐบาลจะได้วางแนวในการที่จะให้เกิดการค้าระหว่างไทย-พม่า เกิดความมั่นคงและเกิดความมั่นใจของนักลงทุน แล้วบางเรื่องอาจจะส่งผลกระทบ ความเดือดร้อนกับพี่น้องประชาชน ก็เพื่อประหยัดเวลาสภากระผมขอกราบเรียน ท่านประธาน ขอบคุณมากครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านอนุรักษ์ บุญศล

นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สกลนคร 🔗

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้นั้นต้องบอกว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีมากเลยค่ะ เพราะว่าการค้า จะได้เจริญรุ่งเรืองกับพม่าซึ่งใกล้ ๆ เรา ความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสหภาพพม่า วันนี้นั้นก็เป็นความโชคดี ของประชาชนทั้ง ๒ ประเทศเลยทีเดียวค่ะ เพราะว่าความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนเป็นกรอบความร่วมมือสําคัญ ที่จะสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนต่างชาติในการเข้ามาลงทุนในประเทศไทย รวมทั้ง ให้นักลงทุนไทยที่ไปลงทุนในประเทศพม่าว่าการลงทุนของตนจะได้รับความคุ้มครองจาก รัฐบาลของประเทศผู้ได้รับการลงทุน โดยจะได้รับความคุ้มครองการเวนคืน ได้รับการปฏิบัติ เยี่ยงคนชาติ และชาติที่ได้รับอนุเคราะห์ยิ่ง รวมทั้งได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมและ เท่าเทียมกันกับการลงทุนในประเทศผู้ได้รับการลงทุนอื่น ๆ ด้วยนะคะ ทีนี้นั้นคือการลงทุน ระหว่างประเทศ นั่นคือการลงทุนระหว่างประเทศ ท่านประธานผ่านไปถึงท่านรัฐมนตรีคะ จะมีข้อตกลงร่วมกันอย่างชัดเจนและชัดแจ้ง และดิฉันได้อภิปรายไปแล้วว่านั่นคือ ทั้ง ๒ ประเทศนั้นจะมีข้อตกลงให้กับนักลงทุนทั้ง ๒ ประเทศ แต่ดิฉันสนใจว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ จะครอบคลุมพรมแดนของประเทศไทย ประเทศพม่าหรือไม่ ตามดิฉันมาค่ะ ท่านประธาน ประเทศไทยมีชายแดนติดต่อกับประเทศพม่ากว่า ๑,๘๐๐ กิโลเมตรเลยทีเดียว แล้วทีนี้นั้นการแลกเปลี่ยนสินค้าแล้วก็มีกําไรบ้างจากการค้าขาย ซึ่งมีปัญหามายาวนานแล้ว ไม่ใช่น้อย ๆ นะคะ ชายแดน พรมแดนระหว่างไทย-พม่า ๑,๘๐๐ กิโลเมตร แล้วเป็นทางบกอยู่ ๑,๒๕๐ กิโลเมตร เป็นทางน้ําอยู่ ๕๕๐ กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ ๑๐ จังหวัดค่ะ ท่านประธาน มีจังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดตาก จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดราชบุรี จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดชุมพร และจังหวัดระนอง ๑,๘๐๐ กิโลเมตรนี้น่าจะเป็น ๑,๘๐๐ กิโลเมตรซึ่งเป็นเงินหมุนอย่างรวดเร็ว ทันใจ ไพร่ฟ้าหน้าตาสดใสเป็นอย่างยิ่งเลยทีเดียวค่ะท่านประธาน เพราะว่ามีการทําการค้าการขาย ระหว่าง ๒ ประเทศมายาวนานแล้วนะคะ แต่ทีนี้นั้นกรอบข้อตกลงนี้ดิฉันอยากให้ครอบคลุม ถึงชายแดนด้วย เป็นการค้าระหว่างประเทศคุ้มครองทั้ง ๒ ประเทศ ทีนี้การค้าตามแนว ชายแดนจะแก้ปัญหาและคุ้มครองหรือไม่ อย่างไรคะ ท่านประธานผ่านไปถึงท่านรัฐมนตรีนะคะ เพราะว่ามันมีการค้าชายแดนที่เป็นของกระทรวงพาณิชย์ ประเทศพม่าได้ออกประกาศ ฉบับที่ ๙/๙๙ ลงวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ ห้ามนําเข้าสินค้าในรูปแบบการค้าปกติ ผ่านทางชายแดน จํานวน ๑๕ รายการ ซึ่งประกอบ ๑. ผงชูรส ๒. น้ําหวาน ๓. เครื่องดื่ม ๔. ขมมปังกรอบทุกชนิด ๕. หมากฝรั่ง ๖. ขนมเค้ก ๗. ขนมเวเฟอร์ ๘. ช็อกโกแลต ๙. อาหารกระป๋องทั้งเนื้อสัตว์และผลไม้ ๑๐. เส้นหมี่ทุกชนิด ๑๑. เหล้า เบียร์ ๑๒. บุหรี่ ๑๓. ผลไม้สดทุกชนิด ๑๔. ผลิตภัณฑ์พลาสติกสําหรับใช้ในครัวเรือนและใช้ส่วนตัวทุกชนิด ๑๕. สินค้าที่ควบคุมการนําเข้าโดยกฎหมายที่มีอยู่แล้ว เห็นไหมคะ ตัวนี้นั้นจะเป็นปัญหา อุปสรรคหรือไม่ ดิฉันอยากให้ ๑๐ จังหวัดพรมแดนไทย-พม่านั้น พี่น้องประชาชนนั้น ได้ค้าขายกันอย่างมีความสุข ไม่ใช่มีแต่ข้อห้าม ข้อห้ามและข้อห้าม ซึ่งข้อห้ามมากเกินไปนั้นก็ส่งผลต่อการค้าการขายด้วยค่ะ ท่านประธานคะ มีคําหนึ่งที่กล่าวว่า รวดเร็ว มั่งคั่ง กรอบตกลงการค้าของพม่า-ไทยนี่ก็ถือว่ายังช้าไปอยู่ ทีนี้นั้น ๑๕ รายการนั้น ครอบคลุมหรือไม่นะคะ แล้วก็ประเทศพม่า สหภาพพม่าให้เหตุผลว่าเพื่อสงวนเงินตรา ต่างประเทศและคุ้มครองอุตสาหกรรมภายในประเทศจึงห้ามสินค้า ๑๕ รายการ ผ่านชายแดนเข้าไปในประเทศพม่า

ทีนี้ในข้อ ๒ ค่ะ ดิฉันอยากจะให้รัฐบาลไทยดูแลพี่น้อง ๑๐ จังหวัด ๑,๘๐๐ กิโลเมตร ๑,๒๕๐ กิโลเมตรทางบก ๕๕๐ กิโลเมตรทางน้ํานั้นเป็นผืนพรมแดนที่เป็น ทองคําโดยการค้าอย่างเป็นธรรมนะคะ

ข้อที่ ๒ ประเทศพม่ากําหนดมาตรการต่าง ๆ ที่เป็นการจํากัดปริมาณนําเข้า เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้า เช่น การเปิดแอลซี (LC) เพื่อนําเข้าสินค้า ต้องเป็นเงินที่ได้จาก การส่งออกเท่านั้น กําหนดเพดานการนําเข้าไม่เกินปีละ ๑๐๐,๐๐๐ เหรียญสหรัฐต่อบริษัท แล้วก็ยังห้ามนําเข้าสินค้าที่ดิฉันกล่าวมาแล้วอย่างละเอียด ๑๕ ชนิดที่บอกกล่าว ท่านประธานผ่านไปถึงท่านรัฐมนตรีด้วยความเคารพค่ะ นั่นคือการค้าที่กรอบตัวนี้นั้น จะส่งเสริมพี่น้องทั้ง ๒ ประเทศหรือไม่ อย่างไร

ทีนี้ข้อ ๓ ค่ะ ข้อจํากัดในการมอบอํานาจให้ท้องถิ่นออกเอกสารรับรองของ ทางการประเทศพม่า เช่น ฟอร์มเอไอเอสพี (FORM AISP) ทําให้เป็นอุปสรรคต่อผู้ติดต่อการค้า ไม่สามารถใช้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ได้ ดังนั้นแล้วกรอบประโยชน์ที่เป็นประโยชน์ ทั้ง ๒ ประเทศนั้นควรจะนํามาแก้ปัญหา ๑๐ จังหวัด และ ๑,๘๐๐ กิโลเมตรอย่างสมบูรณ์ที่สุด ก็จะเป็นความโชคดีกับพี่น้องทั้ง ๒ ประเทศค่ะท่านประธานที่เคารพคะ เวิลด์ อีคอนอมิค ฟอรัม (World Economic Forum) คือสองวันพรุ่ง วันนี้ข้อตกลงเจริญรุ่ง ไทย-พม่า หน้าตาสดใส ความสัมพันธ์มั่นคง คนมั่งคั่งจีรังทั้งเทศไทย เงินกําลังจะหมุนไป ไทย-พม่า ศรัทธาข้อตกลง ขอบพระคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านวินัย สมพงษ์ ครับ

พันเอก วินัย สมพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พันเอก วินัย สมพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ บัญชีรายชื่อ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมใคร่ขออภิปรายเพื่อให้การ สนับสนุนความตกลงเพื่อการส่งเสริมและการคุ้มครองการลงทุนระหว่างรัฐบาลไทยกับ รัฐบาลพม่า ดังต่อไปนี้ครับ

ท่านประธานครับ นอกจากกระผมจะอภิปรายในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผม ยังขออนุญาตอภิปรายในฐานะที่กระผมเป็นกรรมการบริหารของหน่วยรัฐสภาไทยในสมาคมอาเซียน ๑๐ ประเทศอีกฐานะหนึ่งด้วย ท่านประธานครับ นักลงทุนของไทยได้รอความตกลงฉบับนี้ มาเป็นเวลา ๓๒ ปี ๓๒ ปีที่นักลงทุนไทยได้กล้าหาญตัดสินใจเสี่ยงไปลงทุนในประเทศพม่า ทั้ง ๆ ที่ไม่มีความแน่นอน เพราะประเทศพม่าตั้งแต่บัดนี้ย้อนไปจนถึงวันที่ประเทศไทย ไปเริ่มลงทุนคือเมื่อปี ๒๕๓๑ ปี ๒๕๓๒ ๓๐ กว่าปีที่ผ่านมาประเทศพม่าปกครองโดยรัฐบาลทหาร และค่อนข้างจะเป็นประเทศที่ปิด เพราะฉะนั้นนักลงทุนไม่ว่าจะไปลงทุนด้านไหน ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไปลงทุนทางด้านการท่องเที่ยว ทางด้านพลังงาน ทางด้านเกษตร ทางด้านอุตสาหกรรม ปศุสัตว์ ไม่ว่าด้านใดเสี่ยงทั้งสิ้นนะครับ เพราะฉะนั้นเมื่อเรารอมาถึง ๒๓ ปี เมื่อประเทศไทยกับประเทศพม่าได้สามารถตกลงกันได้ กระผมจึงถือโอกาสอภิปรายเพื่อให้การสนับสนุนความตกลงนี้ ท่านประธานครับ การลงทุน ของประเทศไทยที่สะสมกันมาตั้งแต่แรก ๒๒ ปี ๒๓ ปี ๒๔ ปี ถึงวันนี้เรามีเงินลงทุน ในประเทศพม่าเป็นลําดับ ๒ รองจากประเทศจีน เงินที่ลงทุนก็ประมาณเกือบ ๑๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ประเทศจีนลงทุนในประเทศพม่าซึ่งมากระหน่ําลงทุนอย่างหนัก ในระยะไม่กี่ปี เขาลงทุนประมาณ ๒๗ เปอร์เซ็นต์ ส่วนประเทศไทยนี่ลงทุนน้อยกว่าเขา นิดเดียวครับ เป็นลําดับ ๒ รองจากประเทศจีน แต่ถ้ามองในเรื่องการค้าตามแนวชายแดน ซึ่งชายแดนไทย-พม่า ๑,๘๐๐ กิโลเมตร ตั้งแต่เหนือจรดใต้ ตั้งแต่จังหวัดเชียงรายจรดจังหวัดระนอง มีด่านอยู่ทั้งถาวรและชั่วคราวรวม ๑๐ ด่าน มูลค่าการค้าขายระหว่างประเทศ ตามแนวชายแดนไทย-พม่า มูลค่าก็อยู่ลําดับ ๒ รองจากการค้าตามแนวชายแดน ลําดับ ๑ ก็คือไทย-มาเลเซีย ส่วนไทย-พม่า ค้าแนวชายแดนมูลค่าการค้าปีหนึ่งประมาณ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็มีลําดับ ๒ เพราะฉะนั้นประเทศพม่าจึงมีความสําคัญทั้งด้านการลงทุนและการค้า ตามแนวชายแดน และกระผมขอกราบเรียนว่าแนวโน้มของการลงทุน การค้าตามแนวชายแดน ระหว่างไทย-พม่าจะมีแนวโน้มสูงขึ้น สูงขึ้น ทําไมผมจึงพูดอย่างนั้น ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้ามองในแง่ของการเมืองภายในประเทศและการเมืองต่างประเทศของพม่า เราจะเห็นว่า นับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๓ เมื่อท่าน พลเอก เต็ง เส่ง ได้ลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรีทหาร นายกรัฐมนตรีที่มาจากการแต่งตั้งไม่เอาแล้ว ลาออกครับ มาลงสมัครรับเลือกตั้ง แล้วนายพล เต็ง เส่ง ก็ได้รับเลือกตั้งจากพี่น้องประชาชนชาวพม่าให้กลับไปเป็น นายกรัฐมนตรีใหม่อีกครั้งหนึ่ง แต่เป็นนายกรัฐมนตรีซึ่งมาจากการเลือกตั้ง ไม่ใช่แต่งตั้ง เพราะฉะนั้นปี ๒๕๕๓ จึงเป็นจุดเปลี่ยนของประเทศพม่าที่เปลี่ยนจากการปกครองโดยทหาร มาเป็นการปกครองโดยพลเรือนครับ ถึงแม้ว่า พลเอก เต็ง เส่ง จะเป็นทหาร แต่เมื่อเขามาจาก การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นของการปกครองโดยพลเรือน นั่นเป็นจุดเริ่มต้น เป็นจุดเทิร์นนิ่ง พอยท์ (Turning Point) ที่สําคัญที่เมื่อเต็ง เส่ง เข้ามา ปกครองประเทศโดยการเลือกตั้งของประชาชน ประเทศพม่าก็เริ่มเปลี่ยนนโยบายครับ คือเริ่มที่จะให้รัฐวิสาหกิจต่าง ๆ นั้นเป็นของเอกชน คือไพรเวทไทซ์ (Privatize) ขายให้เอกชน เข้ามาบริหารจัดการมากขึ้น ๆ เพราะฉะนั้นเมื่อมีการกระจาย การไพรเวทไทล์เซชั่น (Privatization) คือให้เอกชนมาลงทุนแทนรัฐ จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่จําเป็นจะต้องมีการเชิญชวน ต่างประเทศมาลงทุนในประเทศพม่ามากขึ้น ๆ นั่นเป็นเวทีการเมืองภายในประเทศพม่า ส่วนเวทีการเมืองต่างประเทศพม่า ท่านประธานครับ ปี ๒๕๕๖ ปีหน้า ประเทศพม่าจะเป็น เจ้าภาพซีเกมส์ (SEA Games) ครับ เห็นไหมครับ ประเทศพม่าจะเป็นเจ้าภาพซีเกมส์ ปี ๒๕๕๗ อีกปีถัดไปครับ ประเทศพม่าจะเป็นประธานกลุ่มประเทศอาเซียน (ASEAN) ๑๐ ประเทศ อาเซียนมี ๑๐ ประเทศ เขาจะเปลี่ยนแปลงกันเป็นประธานกลุ่มประเทศอาเซียน ประเทศละปี ๆ หมุนเวียนเปลี่ยนกันไป เมื่อปี ๒๕๕๗ ก็จะเป็นคิวของประเทศพม่า ซึ่งกลุ่มประเทศอาเซียนอื่นก็ให้การสนับสนุน ไม่มีใครปฏิเสธ โดยเฉพาะประเทศไทย ให้การสนับสนุนประเทศพม่าเป็นประธานมาโดยตลอดครับ และในปี ๒๕๕๘ ประเทศพม่า ก็จะเข้าสู่สังคมเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศอาเซียน จะเห็นว่าแนวโน้มการเมืองของประเทศพม่า ในเวทีโลกนั้นจะมีความสดใสนะครับ เป็นที่น่าสนใจของทั่วโลกในการที่จะไปลงทุนมากขึ้น มากขึ้น ท่านประธานที่เคารพครับ นั่นในแง่ของการเมืองในและต่างประเทศ

ทีนี้ถ้าหันมามองภาพของประเทศพม่าในแง่ของภูมิรัฐศาสตร์หรือ ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่าจีโอโพลิติกส์ (GO Politics) จะเห็นว่าประเทศพม่านั้นตั้งอยู่ระหว่าง มหาอํานาจทางเศรษฐกิจ มหาอํานาจทางประชาชน ๒ ประเทศ คือประเทศพม่าอยู่ตรงนั้น ทางซ้ายมือประเทศพม่า ทางทิศตะวันตกของประเทศพม่าก็เป็นประเทศอินเดียซึ่งเป็น ประเทศมหาอํานาจทางเศรษฐกิจประเทศหนึ่งและเป็นประเทศมหาอํานาจทางประชากร และทางเหนือของประเทศพม่าก็กลายเป็นประเทศจีนซึ่งก็เป็นประเทศมหาอํานาจ ทางเศรษฐกิจและเป็นประเทศที่มีประชากรเป็นพันล้านคนนะครับ ซึ่งเป็นแหล่งผลิต แหล่งบริโภคที่สําคัญ เพราะฉะนั้นเมื่อประเทศพม่าตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์อย่างนี้ ประเทศพม่า จึงเป็นประเทศที่มหาอํานาจของโลก ไม่ว่าตะวันตก ตะวันออกให้ความสนใจประเทศพม่า เป็นอย่างยิ่ง พยายามผลักดันให้ประเทศพม่านั้นเปิดประเทศมาโดยตลอด

ท่านประธานที่เคารพครับ อีกประเด็นหนึ่ง นอกจากจุดที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ อย่างที่ผมได้กราบเรียนแล้ว ประเทศพม่ายังเป็นจุดที่จะออกไปสู่ทะเล ตามแนวเหนือ ใต้ จะเห็นว่าประเทศจีนนั้นเล็งเหลือเกินครับ ที่จะลงสู่ทะเล ลงสู่อ่าวเบงกอล ลงสู่มหาสมุทรอินเดีย ซึ่งอยู่ที่บริเวณท่าเรือน้ําลึกทวาย เพราะฉะนั้นประเทศจีนจึงได้ทุ่มงบประมาณมากมายมหาศาล สร้างถนน สร้างท่าเรือน้ําลึกเพื่อที่จะออกสู่ทะเลตรงบริเวณท่าเรือน้ําลึกที่ทวาย อย่างนี้เป็นต้น ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ประเทศพม่าค่อย ๆ เปิดประตู แง้มประตูให้ต่างประเทศ มาลงทุน ค่อย ๆ แง้ม ค่อย ๆ เปิดด้วยความระมัดระวัง นั่นคือทําไมข้อตกลงไทย-พม่า จึงต้องรอมาถึง ๓๒ ปี ประเทศพม่าไม่ผลีผลามครับ เพราะประเทศพม่าเป็นประเทศที่มี ทรัพยากรมากมายมหาศาล ทั้งบนดิน ใต้ดิน มีทั้งแก๊ส มีทั้งน้ํามัน มีทั้งพลังงานไฟฟ้า ประชากร ๕๘ ล้านคน นี่ละประเทศพม่าวันนี้จึงค่อย ๆ แง้มประตูเปิดเชื้อเชิญการลงทุน จากทั่วโลกไปลงทุนที่ประเทศพม่ามากขึ้น มากขึ้น

ทีนี้ท่านประธานครับ เราหันมาดูเศรษฐกิจของประเทศพม่าวันนี้ ถ้าเปรียบเทียบกับจีดีพีนะครับ มวลรวมของผลิตผลของประเทศของประเทศไทยกับประเทศพม่า ของประเทศไทยนั้น จีดีพีของประเทศไทยจะมากกว่าประเทศพม่า ณ วันนี้นะครับ ประมาณ ๑๐ เท่า ประเทศพม่าโต ๑ ส่วน จีดีพี ๑ ส่วน แต่วันนี้ประเทศไทยโตกว่าเขา ๑๐ ส่วนครับ ๑๐ เท่า รายได้ส่วนบุคคล รายได้ต่อหัวของประเทศไทยมากกว่าประเทศพม่า ๒ เท่า แต่เงินเฟ้อ ที่ประเทศพม่ามากกว่าประเทศไทย ๓ เท่า ตัวเลขที่กระผมได้กราบเรียนมานี้สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศพม่านั้นจะมีความสามารถในการที่จะเร่งจีดีพีให้เติบโตมากขึ้น มากขึ้น วันนี้เขา ๑ เท่า เราจีดีพี ๑๐ เท่า อีกไม่ช้าไม่นานครับ จีดีพีของเขาจะพรวด พรวด พรวด สูงขึ้น เทียบกับ ประเทศไทย เพราะทรัพยากรของประเทศพม่ามากมายมหาศาล เพราะเนื้อที่ประเทศพม่า โตกว่าประเทศไทยเล็กน้อย และเพราะประชาชนประเทศพม่ามีใกล้เคียงกับประเทศไทย อย่างนี้เป็นต้น อย่างไรก็แล้วแต่ท่านประธานที่เคารพครับ การมาลงทุนในประเทศพม่านั้น อดีตที่ผ่านมาจําเป็นจะต้องลงทุนด้วยความระมัดระวัง เพราะระหว่างไทยกับพม่าเราไม่มี ข้อตกลงว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน นักลงทุนต้องเสี่ยงเอาเอง อัตรา การแลกเปลี่ยน ๑ เหรียญสหรัฐ ถ้าอัตราแลกเปลี่ยนตามระบบ ตามเรต (Rate) ราชการ ๑ เหรียญสหรัฐก็แลกได้ ๗-๘ จ๊าด แต่ถ้าเผื่อเป็นการแลกเปลี่ยนในตลาดมืดจะได้มูลค่า ๑ เหรียญยูเอสดอลลาร์ ประมาณ ๗๐๐-๘๐๐ จ๊าด จะเห็นว่ามีความแตกต่างกันประมาณเกือบ ๑๒๕ เท่า อย่างนี้เป็นต้น นอกจากนี้ท่านประธานครับ การที่นักลงทุนไปลงทุนในประเทศพม่านั้น แม้เราจะมีทุนในประเทศพม่าเพียง ๑ เปอร์เซ็นต์ แต่เป็นคนต่างชาติ พม่าก็ถือว่าเป็นบริษัทต่างชาติ การเป็นบริษัทต่างชาติจะได้รับการคุ้มครอง ได้รับการส่งเสริมน้อยกว่านักลงทุนของเขาเอง ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ประเทศพม่ายังไม่มีกฎหมายว่าด้วยการลงทุนโดยทั่ว ๆ ไป เหมือนอย่างประเทศไทย อย่างไรก็แล้วแต่ครับ ประเทศพม่าพยายามปรับตัว ปรับเปลี่ยนตัวนะครับ ประเทศพม่า พยายามประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษ และในเขตเศรษฐกิจพิเศษนั้นก็ได้ออกหลักเกณฑ์ ออกกฎเกณฑ์เพื่อให้นักลงทุนต่างชาติสามารถมาลงทุนได้มากขึ้น ง่ายขึ้น กําหนดวิธีการชําระ ค่าแรงงาน ค่าสาธารณูปโภคในการลงทุนด้วยเงินยูเอสดอลลาร์ อย่างประเทศจีนสามารถใช้ เงินหยวนชําระค่าแรงงานและค่าสาธารณูปโภคได้ เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อประเทศไทยทําความตกลง กับเขาได้ว่าด้วยการค้าการลงทุน จะดีที่สุดถ้าเผื่อรัฐบาลไทยสามารถเจรจาต่อรองให้ นักลงทุนไทยใช้เงินบาทในการชําระค่าแรงงาน ค่าสาธารณูปโภค ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้สภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งชาติของพม่าได้เปิดโอกาสกว้างมากขึ้น ๆ เพื่อเชื้อเชิญ นักลงทุนมาลงทุนในประเทศพม่า จะเห็นว่าเมื่อมีการประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษออกไป อย่างที่ทวายเขาก็จะมีการกําหนดว่านักลงทุนที่มาจากต่างประเทศจะได้รับสิทธิพิเศษในการ ลงทุนมากน้อยแค่ไหน เพียงใด จะใช้การธนาคารเพื่อประโยชน์ในการชําระนิติกรรมสัญญาต่าง ๆ ในการลงทุนได้อย่างไร จะได้รับการผ่อนปรนภาษีอย่างไร อย่างนี้เป็นต้น อย่างไรก็แล้วแต่ ท่านประธานที่เคารพครับ แม้กระผมจะส่งเสริม แม้กระผมจะสนับสนุนให้ประเทศไทย ไปทําความตกลงกับพม่าเพื่อคุ้มครองนักลงทุนของประเทศไทยอย่างไรก็แล้วแต่ กระผม ก็อยากจะฝากให้ข้อคิด ให้ข้อควรระวังกับรัฐบาลไทยดังต่อไปนี้ครับ ท่านประธานครับ ประเทศไทยกับประเทศพม่า ประเทศไทยกับเพื่อนอาเซียนอื่น ๆ อีกหลายประเทศ ของเรา ในกลุ่มอาเซียน ๑๐ ประเทศ มันมีความขมขื่นต่อกันในทางประวัติศาสตร์ไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศไทยมีความขมชื่นกับประเทศพม่า กับประเทศเพื่อนบ้านเหมือนกับประเทศอื่นที่อยู่ใกล้เคียงกัน ทําอย่างไรเราจะก้าวข้ามความขมขื่น อย่างนี้ไปได้ ทําอย่างไรเราจะไม่ระแวงกันเรื่องประเทศไทยกับเพื่อนบ้าน เพื่อนบ้านกับ ประเทศไทย ที่ได้ต่อสู้ดิ้นรนแข่งขันกันมาอย่างไม่ลดราวาศอก ไม่คิดว่าเป็นเพื่อนกัน แต่แข่งขันเอาเป็นเอาตาย และทําอย่างไรครับที่เราจะเอาชนะความไม่เป็นหนึ่งในกลุ่ม ภูมิภาคอาเซียน อาเซียน ๑๐ ประเทศพูดคนละภาษา นับถือคนละศาสนา จะไม่มีความเป็นหนึ่ง ในเชิงวัฒนธรรมประเพณี อุปสรรคในเรื่องประวัติศาสตร์ที่ขมขื่นต่อกัน ความขมขื่นที่ต้อง ดิ้นรนต่อสู้กัน และความไม่เป็นหนึ่งในเชื้อชาติ ศาสนา ภาษานั้นเราจะต้องก้าวข้ามและต้องอดทน ไม่ให้เขาระแวงเรา และไม่ให้เราต้องระแวงเขา

อีกประการหนึ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ ชายแดน ๑,๘๐๐ กิโลเมตร จากเหนือจรดใต้ ตามแนวชายแดนนั้นเป็นที่อยู่ของชนกลุ่มน้อย ทางเหนือก็มีฉาน มีกะฉิ่น มีกระเหรี่ยง ทางตอนใต้ก็มีพวกมอญอย่างนี้เป็นต้น ในอดีตที่ผ่านมาช้านานครับ พม่าก็มี ความระแวงประเทศไทยมาโดยตลอดว่าประเทศไทยนั้นได้อาศัยชนกลุ่มน้อยเป็นรัฐกันชน ประเทศไทยได้ให้สิทธิคนกลุ่มน้อยมาพึ่งพิง มาอาศัย แล้วกลับไปทําร้ายรัฐบาลพม่า ความระแวงอันนี้เองที่ทําให้ด่าน ๑๐ ด่านตั้งแต่เหนือจรดใต้ ๑,๘๐๐ กิโลเมตรนี้ไม่มี ความมั่นคงถาวร เวลาเขาระแวงเรา ด่าน ๑๐ ด่าน ถาวร ๒ ด่าน ชั่วคราวอีก ๘ ด่าน บางที อยากจะปิดก็ปิด อยากจะเปิดก็เปิด เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อไปทําความตกลง ว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองการค้าไทย-พม่าแล้ว อย่าลืมว่ารัฐบาลไทยจะต้องมีนโยบาย ที่จะลดความหวาดระแวงระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่าให้ได้ด้วย ถ้าไม่สามารถ ลดความหวาดระแวงในเรื่องชนกลุ่มน้อย ในเรื่องความขมขื่นในเชิงประวัติศาสตร์ ถึงแม้จะมี ข้อตกลงอย่างไรถ้าแก้ความหวาดระแวงไม่ได้ ข้อตกลงนั้นก็อาจจะไม่เกิดประโยชน์กับ คนลงทุนของประเทศไทยอย่างแท้จริง กระผมก็ใคร่ขอให้ข้อเสนอแนะและอภิปรายแต่เพียงเท่านี้ ด้วยความเคารพอย่างสูงครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

๓ ท่านต่อไปนะครับ ท่าน พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ ท่านวรชัย เหมะ และตามด้วยท่านกษิต ภิรมย์ เชิญท่านสุรศักดิ์ครับ

พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนระหว่าง รัฐบาลไทยกับรัฐบาลแห่งสหภาพพม่า ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของ ประเทศไทยได้ไปลงนามตั้งแต่วันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๕๑ โดยที่ขณะนั้นก็ไม่ได้นําเรื่องนี้เข้ารัฐสภา ท่านรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจง ผมก็เข้าใจว่าเรื่องมันผ่านมาแล้ว ผมจะ ไม่มาต่อว่าหรือว่าฟื้นฝอยหาตะเข็บ แต่อยากจะแสดงให้เห็นว่าการที่ไม่นําเข้ามาครั้งนั้น มันก็ทําให้เกิดความล่าช้า ถ้าสมมุติว่าเรานําเข้าครั้งนั้นแล้ว ตามข้อ ๑๔ หลังจากที่ผ่านสภาในวันนี้ ผลการบังคับใช้ก็จะเร็วขึ้น ครั้งนี้ก็เลยช้ากว่าประเทศพม่านะครับ เพราะว่าประเทศพม่า เขาแจ้งมาแล้วว่าเขาได้ดําเนินการตามข้อ ๑๔ ของความตกลงเรื่องนี้ ว่าเขาได้ดําเนินการ ตามกฎหมายภายในเรียบร้อยแล้ว ส่วนประเทศไทยเรายังไม่เรียบร้อย เพิ่งมาจะมาเข้าสภาวันนี้ เมื่อเราแจ้งให้ประเทศพม่าแล้ว ความตกลงฉบับนี้ถึงจะมีผลการบังคับใช้ ก็เป็นระยะเวลา บังคับใช้ ๑๐ ปี จนกว่าคู่ภาคีแต่ละประเทศอาจจะขอเปลี่ยนแปลง ทั้งหมดนี้ไม่ได้ต่อว่านะครับ ไม่ต้องประท้วงหรืออะไรทั้งสิ้น ผมต้องการเรียนท่านประธานว่า ถ้าสมมุติว่าเราดําเนินการ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ทุกอย่างจะเร็วขึ้น เมื่อกี้เพื่อนสมาชิกรัฐสภาหลายท่าน ก็ได้พูดว่าโอกาสก็ได้เสียไป การลงทุนขณะนี้ข้อมูลทั้งที่อยู่ในรายงานที่แจกให้สมาชิกรัฐสภา กับที่ท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจงก็เห็นว่าสูง แต่ผมยังห่วงอยู่ว่าจากข้อมูลนักธุรกิจที่ไปค้าขายกับ ประเทศพม่าโดยตรง เขาพูดบางอย่างไม่ตรงกับที่เราเห็นอยู่ ยกตัวอย่างเช่น หลายคนก็บ่นว่า สู้ประเทศสิงคโปร์ไม่ได้ ไม่ว่าจะค้าขายอะไรจะช้ากว่า แต่ข้อมูลตรงนี้ก็จะไม่เห็นเลยว่า ประเทศสิงคโปร์ไปลงทุนอะไร มีแต่เห็นว่าฝ่ายประเทศไทยไปลงทุนมากถึง ๒.๙ แสนล้านบาท คิดเป็นอันดับ ๒ รองจากประเทศจีน ผมอยากจะให้ท่านรัฐมนตรีได้ช่วยกรุณาตรวจสอบ ข้อเท็จจริงอีกทีนะครับ ว่าแท้จริงแล้วมันมีรายละเอียดปลีกย่อยอะไรอีกไหม ซึ่งทาง กระทรวงการต่างประเทศไม่ได้รับข้อมูลตรงนี้ ผมไม่อยากให้ประเทศไทยเสียโอกาส เพราะเราก็ติดกับประเทศพม่า ใกล้กว่าประเทศสิงคโปร์เขาตั้งเยอะ นักการเมือง คนรวย ในประเทศพม่าเวลาเจ็บป่วยแทนที่จะมาโรงพยาบาลดี ๆ ของประเทศไทยกลับไปที่ประเทศสิงคโปร์ ทําให้เราเสียโอกาส นักการเมือง นักธุรกิจในประเทศพม่าก็ไปฝากเงินในประเทศสิงคโปร์ ทั้งหมดผมคิดว่ามันถึงโอกาสแล้วซึ่งประเทศไทยจะใช้ความตกลงข้อนี้ให้เป็นประโยชน์ แล้วก็แก้ไขปัญหาข้อขัดข้องซึ่งนักธุรกิจจริง ๆ เขาประสบอยู่ แก้ไขข้อขัดข้องตรงนี้นะครับ ก็จะทําให้สิ่งที่เราจะพัฒนาเศรษฐกิจของเราแล้วก็สร้างความมั่นคงของอาเซียนประสบ ความสําเร็จ ในอดีตเราเคยมองประเทศพม่าเหมือนเป็นประเทศซึ่งปกครองโดย เผด็จการทหาร เราต่อว่าเขามาเยอะนะครับ โดยนักประชาธิปไตยจ๋าในบ้านเรา ซึ่งก็ไม่ทราบว่า ต้นเหตุและความจําเป็นทําไมเขาต้องทําอย่างนั้น ก็ดูว่าในอนาคตประเทศไทยกับประเทศพม่า ใครจะไปไกลกว่ากัน ผมเองก็เป็นห่วงนะครับ เพราะว่าตอนเป็นเด็กเรียนหนังสือมาก็รู้สึก ไม่พอใจประเทศพม่า เรามีประวัติศาสตร์บาดหมางอะไรกันอยู่ แต่เดี๋ยวนี้ต้องลืมในอดีต ทั้งหมดนี่ยังห่วงอยู่ เพราะว่าในประวัติศาสตร์ที่ผมเป็นเด็กเรียนมาเรารบกับประเทศพม่า หลายครั้งเราแพ้ เราแพ้เพราะความแตกความสามัคคีในชาติ ผมย้ํานะครับ เราแพ้เพราะ ความแตกความสามัคคีในชาติ รบกันนี่เราเก่ง แต่รบกับต่างประเทศนั้นเราเก่งน้อยไปหน่อย เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ก็คงจะต้องแก้ไข

ขณะนี้ปัญหาที่นักลงทุนไทยในประเทศพม่าได้บอกเล่าขานมาก็คือว่า โครงการหลายโครงการของเขาประสบปัญหาในด้านการระดมทุน ผมไม่ทราบว่ารายละเอียด ข้อเท็จจริงเกิดอะไรขึ้นทําให้มีปัญหาเรื่องนี้ แล้วก็โชคร้ายครับ เดิมผมคิดว่าประเทศไทยเรา โชคร้ายที่สุดซึ่งมีนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมขวางทุกเรื่อง จะสร้างอะไร จะก่ออะไรไม่ได้ทั้งหมด จนต่อไปประเทศไทยอาจจะไม่มีไฟใช้เพราะต้องไปลงทุนในประเทศพม่า ก็ดูข่าวในทีวีเมื่อ หลายเดือนที่ผ่านมาก็เห็นนักเคลื่อนไหวในประเทศพม่าเริ่มแล้ว แต่ผมคิดว่ารัฐบาลพม่า คงจะฉลาดพอ อย่างน้อยนักประชาธิปไตย อย่างนางออง ซาน ซูจี ตอนนี้ก็ได้เข้าสภาแล้ว ก็คงไม่ใช่การเมืองข้างถนนมาสร้างปัญหา เหมือนที่เราเห็นในประเทศไทย ทั้งหมดที่ผมพูดไม่ได้ต้องการที่จะเสียดสีใคร ต้องการที่เรา จะแก้ปัญหาข้อผิดพลาดในอดีตเพื่อให้ประเทศไทยเรานั้นมีความเจริญก้าวหน้า

อีกประเด็นหนึ่งครับ ก็เกี่ยวกับเรื่องสกุลเงินซึ่งกําหนดไว้ในข้อบังคับ และข้อตกลงตัวนี้นะครับ ซึ่งจะใช้สกุลเงินเสรี แล้วก็จะมีไอเอ็มเอฟ (IMF) เข้ามาเกี่ยวข้อง เรื่องนี้ผมคิดว่าท่านรัฐมนตรีน่าจะใช้โอกาสซึ่งเปิดโอกาสหรือว่าเสนอรัฐบาลก็ได้ครับว่า สกุลเงินบาทของไทยนั้นเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่มีสินทรัพย์รองรับ หลายประเทศเขาพิมพ์เงินมา ไม่มีสินทรัพย์รองรับนะ ของเรายังมีอยู่ เพราะจุดนี้ถ้าสมมุติรัฐบาลเปิดโอกาสหรือสนับสนุน ให้ธนาคารพาณิชย์ของประเทศไทยไปขยายสาขาในประเทศพม่าให้มากขึ้น ธนาคารพาณิชย์ไม่ไป ก็ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐตอนนี้ก็มีเงินฝากอยู่เยอะ ไปเสีย แล้วใช้สิ่งซึ่งเรามีความแข็งแกร่งอยู่ อาจจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องการลงทุนในพม่าที่กระผมได้กราบเรียนแล้วนะครับ

ประการสุดท้าย ผมจะไม่ใช้เวลามากนะครับ เกี่ยวกับเรื่องความตกลงในเรื่อง การชดเชยค่าเสียหาย คืออันนี้อยู่ในข้อตกลง ข้อ ๕ ที่ว่าผู้ลงทุนภาคีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่ง ซึ่งไปลงทุนในอีกประเทศหนึ่ง แล้วก็เกิดปัญหาเรื่องการปฏิวัติครับ ผมเอาประเด็นสั้น ๆ ครับ การปฏิวัติ การประกาศสภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ การก่อกบฏ การก่อการร้ายด้วยอาวุธ การก่อการจลาจล หรือเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกัน ถ้าเผื่อเกิดความเสียหายกับนักลงทุน ก็จะมีการชดเชย ผมเลยเป็นห่วงท่านประธานครับ ผมไม่ทราบว่าระหว่างประเทศไทย กับประเทศพม่าใครจะปฏิวัติก่อนใคร เพราะฉะนั้นก็กราบเรียนท่านประธานนะครับ ช่วยบอกรัฐบาลว่าอย่าพยายามสร้างเงื่อนไขที่ทําให้เกิดการปฏิวัติขึ้นมาอีก สิ่งใดที่ไม่จําเป็น ก็อย่าพยายามหาเรื่องให้มันเกิดขึ้น คราวที่แล้วก็เสียเวลามา ๗-๘ วันในการพิจารณาแก้ไข ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ท่านดูก็แล้วกันว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น ทั้งหมดนี้ถ้าสมมุติว่าเราช่วย กําจัดเงื่อนไขตรงนี้ เรื่องนี้ก็ไม่เกิดขึ้น ผมอายครับ ถ้าสมมุติว่าประเทศไทยจะปฏิวัติก่อน ประเทศพม่า ก็ขอกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าพยายามยับยั้งอย่าให้เกิดเรื่องนี้ขึ้น นะครับ

อีกประการหนึ่งเพื่อความปลอดภัยนะครับ เรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเงินจ๊าดของ ประเทศพม่าในตลาดมืดกับทางการต่างกันเยอะ มีปัญหาซึ่งลําบาก เพราะฉะนั้นถ้าสมมุติว่า เพื่อจะสนับสนุนนักลงทุนให้พ้นจากความเสี่ยงในเรื่องที่สมมุติทางประเทศพม่าเกิดความวุ่นวาย แล้วเขาได้รับการชดเชยเป็นเงินจ๊าดซึ่งมีมูลค่าไม่แน่นอน ก็อยากจะให้มีการประกันภัยครับ ในภาพรวมแล้วผมก็ขอสนับสนุนความตกลงฉบับนี้นะครับ แล้วขอให้รัฐบาลรีบดําเนินการ โดยเร็ว รวมทั้งขอให้ทางรัฐบาลได้กรุณาฟังความคิดข้อเสนอแนะและความเห็นของกระผม เพื่อนําไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ ขอขอบคุณครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านวรชัย เหมะ ครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ 🔗

ท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้ความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน ระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลพม่า ท่านประธานครับ ผมได้เห็นใจนักลงทุนไทยในประเทศพม่า แล้วก็เห็นใจนักลงทุนไทยหลายประเทศครับ แล้วก็เห็นใจรัฐบาลที่ผ่านมาทุกสมัยครับ และเห็นใจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศครับ ท่านประธานครับ มาตรา ๑๙๐ นั้น เป็นอุปสรรคต่อการเจรจาว่าด้วยการค้าและการลงทุนกับต่างประเทศครับ มาตรา ๑๙๐ นั้น ในวงเล็บแรก หนังสือสัญญาโดยการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตประเทศไทยนั้นจะต้องยื่นรัฐสภา เรื่องนี้ผมเห็นด้วยครับ มีความสําคัญครับ แต่ว่าในเรื่องว่าด้วยการลงทุนและผลประโยชน์ ของประเทศชาติว่าด้วยการค้านั้นมันไม่ได้ครับ เพราะว่ายุคนี้มันยุคที่จะต้องทันเหตุการณ์ครับ ถ้ารัฐบาลหรือตัวแทนของรัฐบาลไปเจรจาว่าด้วยการค้ากับประเทศหนึ่งประเทศใดครับ แล้วก็หลาย ๆ ประเทศครับ เราต้องมารายงานต่อรัฐสภา ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ไม่ทันกับเหตุการณ์ครับท่านประธานครับ ยุคนี้เรามีการตกลงร่วมกัน การประชุมกับนานาประเทศหลาย ๆ ประเทศ ประเทศอื่น เจรจาตกลงเสร็จลงนามได้เลยครับท่านประธาน เขาทําการค้าได้เลยครับ เจรจาเสร็จลงนามได้เลย มีผลบังคับได้ทันทีครับ แต่ประเทศไทยครับ ล้าหลังที่สุดในประเทศอาเซียนด้วยกัน เจรจาตกลง ว่าด้วยการค้าการลงทุนเสร็จ ต้องกลับมาเสนอต่อรัฐสภา และต้องทําให้เสร็จภายใน ๖๐ วันครับ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง เป็นเรื่องที่ทําให้ประเทศไทยเสียโอกาสทางการค้าและการลงทุน นอกประเทศ ท่านประธานครับ ประเทศพม่านั้น เราต้องยอมรับว่ายุคหลายปีที่ผ่านมา ประเทศพม่านั้นเป็นยุคของการปกครองภายใต้ระบบเผด็จการ หลังจากนั้นผู้เผด็จการเห็นว่า รักษาไม่ได้แน่นอน ถ้าประเทศชาติยังเป็นอย่างนั้นอยู่ จึงให้มีรัฐธรรมนูญ ให้มีการเลือกตั้ง มีการลดความขัดแย้ง ลดปัญหาภายในประเทศพม่า มีการเจรจาระหว่างชนกลุ่มน้อย เจรจา ระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้าน.ให้มีการเลือกตั้งประเทศจากระบบเผด็จการมาเป็น ประชาธิปไตยครับ ท่านประธานรัฐสภาครับ จากการปิดประเทศของประเทศพม่ามายาวนาน ทําให้นักลงทุนหลายประเทศไปลงทุนประเทศพม่าน้อยครับ แม้แต่นักลงทุนในประเทศไทย ไปลงทุนในประเทศพม่าก็ขาดความเชื่อมมั่นครับ เพราะว่าไม่ทราบว่าสถานการณ์นั้น เป็นอย่างไร ความมั่นคงไม่มีเลยครับ เพราะฉะนั้นในเมื่อไม่มีความมั่นคง ความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน ก็ไม่มีครับ การลงทุนน้อย ท่านประธานครับ นักลงทุนไทยไปลงทุนในประเทศพม่า สร้างรายได้เอากลับสู่ประเทศไทยครับ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ การสร้างความเข้มแข็ง ในทางเศรษฐกิจของประเทศ เราจะแข็งแกร่งคนเดียวไม่ได้ครับ เราจะโตคนเดียวไม่ได้ครับ เราจะมีความเป็นอยู่ที่ดีประเทศเดียวไม่ได้ครับ มันต้องอยู่ร่วมกันครับท่านประธาน ในแถบอาเซียน หลายประเทศครับ ประเทศพม่า ประเทศกัมพูชา ประเทศลาว ประเทศมาเลเซีย รอบชายแดน ของประเทศไทย หลายประเทศต้องพึ่งพาเศรษฐกิจร่วมกันครับท่านประธานครับ ประเทศไทย จะอยู่คนเดียวไม่ได้ หรือพม่าจะอยู่คนเดียวไม่ได้ หลายประเทศต้องพึ่งพาซึ่งกันและกันครับ ท่านประธานครับ เรามีนักลงทุนหลายท่านด้วยกันครับ ไปลงทุนต่างประเทศครับ แต่ว่าการคุ้มครอง การดูแลว่าด้วยการลงทุนจากรัฐบาลระยะหลายปีที่ผ่านมานั้นทําลําบากครับ เพราะว่า รัฐบาลต้องมาเสนอต่อรัฐสภา เพราะฉะนั้นนักลงทุนต้องอาศัยความสามารถและความเสี่ยง ไปลงทุนแต่ละประเทศ นี่คือไม่ยุติธรรมสําหรับนักลงทุน สําหรับประเทศไทย แล้วก็การเสียโอกาส ของประเทศไทย วันนี้เห็นชัด ๆ ครับว่ารัฐบาลไปเจรจาตกลงว่าด้วยการค้าและการลงทุน เสร็จมานานพอสมควรครับ แต่เรื่องนี้ยังไม่ไปถึงไหนเลยครับท่านประธานครับ ทําให้นักลงทุน ที่ลงทุนไปแล้ว หรือว่าประเทศไทยเสียโอกาสตั้งกี่เดือนมาแล้วครับ บางครั้งรัฐบาลมีภารกิจอื่น อีกหลายเรื่อง อีกหลายภารกิจ ไม่ใช่มีภารกิจเรื่องนี้เรื่องเดียว แต่ว่าในเมื่อส่งตัวแทนไปเจรจา โดยเฉพาะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ไปเจรจาเสร็จ ดองเรื่องไว้ครับ กว่าเรื่องจะมาผ่าน กว่าเรื่องจะเข้าเป็นญัตติ เป็นวาระของที่ประชุมรัฐสภานั้น ต้องมีการนัดหมาย ต้องมีการ ประสานงานครับ กว่าจะรวมประชุมได้นั้นติดวาระอื่นครับท่านประธาน นี่คือการล่าช้า นี่คือการเสียโอกาสของประเทศไทย เพราะมาตรา ๒๙๑ ไม่ทราบใครเป็นคนเขียนครับ มาได้อย่างไร นี่คือกับดักของประเทศไทยอย่างหนึ่งครับ เพราะฉะนั้นมาตรา ๑๙๐ นี้ผมเห็นว่าไม่ยุติธรรมสําหรับประเทศไทยเลยครับท่านประธาน วันนี้รัฐบาลไทยเห็นความสําคัญของการค้าของการลงทุนร่วม ไม่ว่าจะเป็นประเทศ ในอาเซียน ในเอเชีย (Asia) หรือว่าในประเทศยุโรป มันต้องอาศัยความเชื่อมั่นครับ ต้องอาศัยการเจรจาครับ ต้องอาศัยการคุ้มครองนักลงทุนไทยที่ไปลงทุนต่างประเทศครับ ต้องทําข้อตกลงทุกประเทศครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นถ้าเรายังล้าหลังอยู่ ใช้มาตรา ๑๙๐ อยู่นี้ ประเทศไทยเสียโอกาสครับ ผมขอพูดยาวไปนิดหนึ่งครับว่ามาตรา ๑๙๐ ต้องแก้ครับ ท่านประธาน แต่ไม่ใช่วันนี้ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นวันนี้ประเทศพม่ามีทรัพยากร ที่สมบูรณ์แบบครับ เพราะว่านักลงทุนหลายประเทศเพิ่งจะเข้าไปลงทุนเมื่อรัฐบาลที่มีการเลือกตั้ง ที่ผ่านมาครับ นี่คือสิ่งสําคัญครับ เพราะฉะนั้นอย่าให้ประเทศไทยและคนไทยเสียโอกาส ในเรื่องนี้เป็นเด็ดขาดครับ เราต้องให้โอกาสรัฐบาล เราต้องสนับสนุนรัฐบาลในการทํา ข้อตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองรัฐบาลไทยและรัฐบาลพม่าที่จะมาลงทุนในประเทศไทย ท่านประธานครับ ประเทศพม่านั้นเราต้องยอมรับว่าจีดีพีน้อยกว่าประเทศไทยมากครับ แต่ว่าวันนี้เขามีทรัพยากรมนุษย์มากมายครับ คนพม่ามาทํางานในประเทศไทยเยอะเลยครับ หลายแสนคนครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นแรงงานเป็นสิ่งสําคัญสําหรับประเทศไทย ในวันนี้ โรงงานหลายโรงงานครับ วันนี้คนไทยไม่พอครับ รับสมัครทุกที่ครับ มีแรงงานต่างด้าว หลายประเทศครับ ไม่ว่าประเทศกัมพูชา ประเทศพม่า เราต้องเจรจากับเขาว่าแรงงานต่างด้าว เข้ามาอย่างไร เงื่อนไขไม่ยากลําบากอย่างไร ค่าแรง สวัสดิการอย่างไร เพราะฉะนั้นเราต้อง นําเข้าแรงงานจากประเทศพม่ามาใช้ในประเทศไทย เพราะฉะนั้นรัฐบาลต้องไปทําข้อตกลงครับ ว่าแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาประเทศไทยนั้นมีเงื่อนไขอะไรบ้างครับ ต้องให้อํานาจรัฐบาล ไปเจรจาครับท่านประธาน หรือว่านักลงทุนไทยไปทํางานต่างประเทศนั้นรัฐบาลพม่าเขาต้อง คุ้มครองอย่างไรบ้างครับ นี่สิ่งที่เราต้องทําครับ เพราะว่าอย่าให้ประเทศไทยเสียโอกาสเลยครับ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นวาระนี้เป็นวาระสําคัญครับ ผมต้องขอบคุณรัฐบาลครับ แล้วก็ส่งเสริมในเรื่องของการเจรจาแล้วก็กรอบการตกลงทําสัญญาครับ ต้องทําด่วนทันทีครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านกษิต ภิรมย์ ครับ

นายกษิต ภิรมย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมจะไม่ใช้เวลานานแล้วจะขอพูด ๓-๔ ประเด็นหลัก ๆ นะครับเพื่อประกอบการพิจารณา ของรัฐบาลผ่านท่านประธาน

ประเด็นแรกเลยก็คือว่าในช่วง ๑๕ ปีที่ผ่านมานั้นสถานะของประเทศไทย ในเวทีโลกได้เปลี่ยนแปลงไป คือจากการเป็นประเทศที่รับการลงทุนจากต่างประเทศ เราเริ่มที่จะ มาเป็นผู้ไปลงทุนในต่างประเทศมากยิ่งขึ้น แล้วก็มิได้จํากัดอยู่ที่แค่บริษัทยักษ์ใหญ่หรือว่า รัฐวิสาหกิจใหญ่ ๆ เช่นการปิโตรเลียม แต่ในระดับขนาดกลางและขนาดย่อมเช่นพวกเอสเอ็มอี (SME) ก็จะไปมากยิ่งขึ้นเป็นลําดับ แล้วก็ระดับขนาดกลางและขนาดย่อมนั้นก็แน่นอน จะอยู่ในฐานะที่จะไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านได้เป็นสําคัญ แล้วก็ด้วยเหตุเช่นนี้ตัวเลข สถิติต่าง ๆ ก็แสดงว่าสัดส่วนของการลงทุนของประเทศไทยในประเทศเพื่อนบ้านนั้นขึ้นมาอยู่ใน ระดับต้น ๆ เป็นลําดับ แล้วก็ด้วยเหตุเช่นนั้นการที่จะมีข้อตกลงหรือความตกลงว่าด้วย การคุ้มครองแล้วก็ส่งเสริมการลงทุนของประเทศไทยร่วมกับมิตรประเทศนั้นก็ยิ่งเป็นสิ่งที่ดี แล้วก็เอกชนของประเทศไทยจะต้องได้รับการส่งเสริมแล้วก็คุ้มครองจากรัฐบาลเป็นสําคัญ เมื่อออกไปทําธุรกิจในต่างประเทศ โดยเฉพาะในเรื่องของการลงทุน ในแง่นี้ในหลักการแล้ว กระผมเห็นด้วย แต่อย่างนี้ครับท่านประธานครับ ข้อตกลงอันนี้ระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่านั้น เป็นข้อตกลงหรือความตกลงที่ได้มีการเจรจาช่วงที่ทางฝ่ายประเทศพม่ายังเป็นรัฐบาลทหารอยู่ การเจรจาได้แล้วเสร็จในช่วงที่ประเทศพม่ายังไม่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบทหาร มาสู่ระบอบการเป็นประชาธิปไตย แล้วก็ถึงแม้ว่ารัฐบาลพม่าจะได้บอกเราเมื่อกลางปีที่แล้วว่า กระบวนการภายในเขาได้ทําแล้วเสร็จก็ตาม แต่เท่าที่ผมทราบว่าในรัฐบาลประชาธิปไตยของ ประเทศพม่าซึ่งมีอายุประมาณปีเศษ ๆ เขาจะต้องทบทวนกฎหมายต่าง ๆ ทั้งหมด โดยเฉพาะกฎหมายส่งเสริมการลงทุน กฎหมายว่าด้วยการโอนเงินไปมาระหว่างประเทศ หรืออัตราแลกเปลี่ยน กฎหมายว่าด้วยการประกันภัย กฎหมายว่าด้วยการทําธุรกิจ เพราะฉะนั้นประเด็นที่ผมอยากจะฝากไว้เป็นการบ้านก็คือว่า เมื่อรัฐสภาในวันนี้ให้ความเห็นชอบ ต่อความตกลงอันนี้แล้ว อย่าเพิ่งรีบลงนามได้ไหมครับ เพราะว่ามันมีความจําเป็นที่รัฐบาลไทย จะต้องศึกษาว่า ณ วันนี้ภายใต้รัฐสภาใหม่ของประเทศพม่าที่มาจากการเลือกตั้ง ในระบอบประชาธิปไตยนั้นกําลังจะมีออกกฎหมายภายในกี่ฉบับที่มันจะเกี่ยวโยงกับ การส่งเสริมการลงทุนของประเทศพม่า เราจะต้องให้ได้รับความแน่ใจในเรื่องนี้เสียก่อน เอาประเด็นง่าย ๆ ครับ ในข้อ ๗ ว่าด้วยการโอนเงินอย่างเสรีที่เรียกว่าฟรีทรานส์เฟอร์ (Free transfer) เราก็ยังรู้กันอยู่ว่าระบบการเงินของประเทศพม่ามันยังไม่ลงตัว อัตราแลกเปลี่ยนยังไม่ได้ลอยเต็มที่ ยังมีการควบคุม ยังไม่เป็นการเสรีครับ เพราะฉะนั้นสภาพความเป็นจริง ณ วันนี้ในประเทศพม่า กับสิ่งที่ปรากฏไว้ในความตกลงระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่าในเรื่องของการส่งเสริม และคุ้มครองการลงทุนนั้นมันไม่สอดคล้องกัน และมันก็ต้องมีคู่ขนานในเรื่อง อัตราแลกเปลี่ยน ในเรื่องของการประกันภัย กฎหมายทําธุรกิจเรื่องของการจัดตั้งบริษัท เพราะอย่าลืมว่าในช่วงของรัฐบาลพม่านั้นเดิมก็เป็นสังคมนิยม ต่อมาก็เป็นรัฐบาลทหาร แล้วก็ทหารก็เป็นคนที่คุมเศรษฐกิจทั้งหมด มันไม่มีสิทธิเสรีภาพหรือความเป็นเสรี หรือยังเป็น ระบบทุนนิยมอยู่ แต่ว่าความตกลงระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่าฉบับนี้มันเป็น ความตกลงในกรอบของการค้าเสรี แต่ว่ากฎหมายภายในของประเทศพม่า กลไกก็ดี บุคลากรของเขาก็ดี มันยังไม่มีความพร้อม ผมก็เป็นห่วงว่าถ้าเผื่อเอกชนของไทย โดยเฉพาะ ในระดับเอสเอ็มอีขนาดกลางและขนาดย่อม ไปลงทุนแล้วไปเจอกับมาตรการกฎเกณฑ์ที่ ไม่แน่ชัด แล้วก็ความคุ้มครองของข้อตกลงว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน อันนี้ระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่าไม่สามารถที่จะรองรับได้แล้วจะทําอย่างไรกัน ก็อยากจะฝากเป็นข้อคิดอันนี้ต่อฝ่ายรัฐบาลผ่านท่านประธานว่าศึกษาข้อต่าง ๆ เหล่านี้ ให้มันลงตัวเสียก่อน แล้วต้องได้รับความมั่นใจจากรัฐบาลพม่าว่าเขาสามารถที่จะปฏิบัติตาม ข้อตกลงอันนี้ได้อย่างจริง ๆ จัง ๆ ถ้าเผื่อยังไม่ได้เขาจะใช้เวลาอีกกี่เดือนในการที่จะ ออกกฎหมายภายในที่มันจะสอดคล้องกับในเรื่องของการส่งเสริมการลงทุนของเขา อันนั้น ก็เป็นประเด็นแรกที่ผมอยากจะฝากรัฐบาลไว้

ส่วนประเด็นที่ ๒ ก็คือผมได้อ่านความตกลงอันนี้แล้วก็เป็นห่วงอยู่นิดหนึ่ง มันไม่มีบทบัญญัติใด ๆ ว่าให้มีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมเพื่อจะดูแลความตกลงอันนี้ ถ้าเผื่อไม่มีในอันนี้แล้วจะทําอย่างไร จะมีการประชุมในระดับรัฐมนตรีต่างประเทศ หรือรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีร่วมกับทางฝ่ายประเทศพม่า เพื่อจะได้มีการทบทวน การปฏิบัติตามความตกลงอันนี้ เพราะผมแน่ใจว่าเอกชนของไทยเมื่อไปลงทุนในประเทศพม่าแล้ว จะมีปัญหา แล้วเขาจะไปร้องแรกแหกกระเชอกับใครละครับ เขาจะได้รับการดูแลอย่างไร มันน่าที่จะมีคณะกรรมาธิการร่วมระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่าเพื่อดูในเรื่องของ การส่งเสริมแล้วก็คุ้มครองการลงทุนระหว่างกันและกัน เมื่อเอกชนไทยไปทําธุรกิจ ในประเทศพม่า ไปที่ศาลไม่ได้เรื่อง ไปที่สํานักงาน สมมุติว่าบีโอไอ (BOI) ของเขาไม่ได้เรื่อง ไปที่กระทรวงเศรษฐกิจก็ไม่ได้เรื่อง แล้วจะทําอย่างไร มันน่าจะมีคณะกรรมาธิการร่วมนี้ ในการที่จะให้ความมั่นใจกับทางภาคเอกชนของไทยว่ามันมีกลไกถาวรที่จะดูแลทุกข์สุข แล้วก็การทําธุรกิจของเขาได้ ก็อยากจะฝากประเด็นนี้ไว้ด้วยนะครับ

ส่วนอีกประเด็นหนึ่งที่มันเป็นเรื่องของกิจกรรมข้างเคียงที่ก็ยังไม่ได้เห็นภาพว่า รัฐบาลได้เร่งดําเนินการ เพราะว่าตอนนี้ก็คงจะทราบกันดีในกรอบของจีเอ็มเอส (GMS) ก็ดี ในกรอบของแอคเมคส์ (ACMECS) ก็ดี แล้วก็ในกรอบของอาเซียนก็ดี มันจะเป็นเรื่องของ การร่วมมือในการที่จะนําไปสู่ความเป็นเสรีและความสะดวกสบายของการข้ามแดนทั้งหลาย เพราะฉะนั้นด่านศุลกากรก็ดี ยังไม่มีความพร้อม ถนนหนทาง สะพานก็ยังไม่พร้อม การจัดสรรงบประมาณทําอย่างไรในปีนี้ รวมทั้งเงินกู้ที่รัฐบาลจะขอกู้มากมายมหาศาลว่าจะไปช่วยเร่งแก้ปัญหาเพื่อให้มาได้ซึ่งความสะดวก ในการสัญจรไปมา การทําธุรกิจการท่องเที่ยวระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่าอย่างไร มีการจัดลําดับความสําคัญหรือยังในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานทางด้านคมนาคม ในเรื่องของ การทําให้ด่านศุลกากรของเรานั้นเป็นประตูที่สวยงามของประเทศไทย เราดูแลทุกข์สุข ของข้าราชการต่าง ๆ อย่างไร แล้วก็ความปลอดภัยจากอาชญากรรมทั้งหลาย จะมีการปฏิรูป บทบาทภารกิจของตํารวจตระเวนชายแดนหรือไม่อย่างไร เพื่อทุกอย่างมันจะได้ปลอดภัย แล้วก็ปราบปรามอาชญากรรมได้ นอกจากนั้นแล้วไม่ใช่แค่เรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน แล้วก็การบริการของรัฐ ในช่วง ๘-๙ เดือนที่ผ่านมายังไม่มีข่าวออกมาจากรัฐบาลหรือ จากกระทรวงการต่างประเทศว่าการเจรจาว่าด้วยการปักปันเขตแดนระหว่างประเทศไทย กับประเทศพม่า ๑,๘๐๐ กิโลเมตร แล้วก็อีก ๙๕ กิโลเมตร บนแม่น้ําสาละวิน และแม่น้ําอื่น ๆ นั้น ณ วันนี้อยู่ที่ไหน มันจะทํามาค้าขายกันได้อย่างไร เพราะว่าตลอดแนวชายแดนไทยจะมี เขตเศรษฐกิจเสรีอีอีแซด (EEZ) หรือจะเขตโลจิสติกส์ (Logistics) ของประเทศไทย ของประเทศพม่า ถ้าเผื่อสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มันไม่ลงตัว ไม่สะดวก ไม่รู้เขตแดนอยู่ที่ไหน ด่านศุลกากรยังไม่เข้าที่ ถนนมันยังไม่ไปได้ อาชญากรรมยังมี มันก็จะทําให้ความตกลง ว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนนั้นมันไม่สะดวกสบาย เราไม่ได้เข้าไปลงทุน ลึกเข้าไป ในประเทศพม่า มันจะมีการทํามาค้าขายธุรกิจมากมายตลอดแนวชายแดนไทย-พม่า เพราะฉะนั้นกิจกรรมคู่ขนานตลอดแนวชายแดนที่จะไปกับความตกลงว่าด้วยการส่งเสริม และคุ้มครองการลงทุนนั้นเป็นเรื่องสําคัญยิ่ง รัฐบาลจะต้องดูทุกสิ่งทุกอย่างในภาพรวมนะครับ

ส่วนประเด็นสุดท้ายครับท่านประธาน ตลอดแนวชายแดนเรายังมี ค่ายผู้อพยพอีกประมาณ ๙-๑๐ ค่าย อีกประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคน จะได้เริ่มมีการเจรจา กับรัฐบาลพม่าหรือยัง ในการที่จะเริ่มมีการเตรียมการให้ชาวพม่าที่เขาได้หนีภัยการสู้รบนั้น กลับไปสู่ประเทศเขา ไปช่วยพัฒนาประเทศของเขา คู่ขนานกันไปกับข่าวที่ว่า ณ วันนี้ การเจรจาระหว่างรัฐบาลประชาธิปไตยของประเทศพม่ากับบรรดาแกนนําชนกลุ่มน้อย ตลอดแนวชายแดนไทย-พม่า และประเทศพม่ากับประเทศจีนนั้นมันมีความคืบหน้า ก็หมายความว่าจะมีความสงบตลอดแนวชายแดน จะมีสันติภาพ สันติสุขตลอดแนวชายแดน เพราะฉะนั้นการคงไว้ซึ่งค่ายผู้อพยพนั้นมันก็จะดูเป็นเรื่องของการสวนทางกับความตกลงอันนี้ แล้วก็ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่า แล้วก็ความร่วมมือของประเทศไทย กับประเทศพม่าจะเป็นในกรอบของจีเอ็มเอสหรืออาเซียน มันเป็นไปไม่ได้นะครับ ถ้าเผื่อ ปัญหาค้างคาต่าง ๆ เหล่านี้ยังจะคงค้างอยู่ เพราะฉะนั้นรัฐบาลจะต้องเร่งดําเนินการหลาย ๆ อย่าง เหมือนกับตีระนาดนะครับ มันจะต้องตีหลาย ๆ โน้ตพร้อม ๆ กันไปให้ได้ แล้วก็จัดลําดับ ความสําคัญให้มันแน่ชัด โดยเฉพาะในการที่จะใช้งบประมาณประจําแล้วก็เงินกู้จะต้อง นําไปสู่การพัฒนาชายแดนของไทย ไม่ใช่แค่ประเทศไทยกับประเทศพม่านะครับ ที่เหลืออีก ๓,๐๐๐ กิโลเมตร รวมไปแล้วประมาณ ๕,๐๐๐ กว่ากิโลเมตรมันจะต้องสวยงาม ด่านทางเข้าสู่ประเทศไทยจะต้องสวยงามเหมือนกับทางเข้าที่ลอบบี้ (Lobby) ของโรงแรม ต่าง ๆ ครับ ก็ขอกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลมา ณ ที่นี้ ขอขอบพระคุณมากครับ

แล้วก็ประเด็นสุดท้ายก็คือว่าสิ่งที่ได้ตั้งข้อสังเกตไว้นั้นจะได้มีโอกาสได้รับการชี้แจง จากรัฐบาลไปอีกสักเดือน ๒ เดือนข้างหน้าไหมครับว่าข้อห่วงกังวลเหล่านี้ได้มีการเจรจากับ ประเทศพม่า มีการติดตามเพื่อจะให้การลงทุนของไทยในประเทศพม่าภายใต้ความตกลง อันนี้นั้นมีความราบรื่น มีความแน่นอน แล้วก็จะได้มีความเจริญมั่งคั่งต่อทั้ง ๒ ประเทศ ขอกราบขอบพระคุณครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสนธยา แสงเภา แล้วตามด้วยท่านสมคิดนะครับ

พันตํารวจเอก สนธยา แสงเภา สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พันตํารวจเอก สนธยา แสงเภา สมาชิกวุฒิสภาจากการสรรหา ภาคเอกชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นกระผมต้องประทานกราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพว่าสําหรับในวันนี้นั้นเป็นเรื่องของความตกลงเพื่อส่งเสริมและคุ้มครอง การลงทุนระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสหภาพพม่า โดยที่ ฯพณฯ รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีได้กรุณานําเสนอ ซึ่งเป็นผู้แทนของ คณะรัฐมนตรี กระผมใคร่ขออภิปรายแสดงความคิดเห็นในเรื่องความตกลงดังกล่าว โดยเหตุ ที่มีความจูงใจในประการแรก กล่าวคือกระผมเป็นสมาชิกวุฒิสภา มีหน้าที่ตรวจสอบควบคุม การบริหารราชการแผ่นดินด้วยการตั้งคณะกรรมาธิการ ท่านประธานครับ ก่อนที่จะปิดสมัยประชุม ของวุฒิสภาที่ผ่านมานั้น กระผมและคณะกรรมาธิการกิจการองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และติดตามการบริหารงบประมาณของวุฒิสภา ภายใต้ท่านประธาน จิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ต้องประทานอภัยที่เอ่ยนามท่าน ได้มีโอกาสเดินทางไปที่ประเทศเมียนมาร์ และได้เห็นความเจริญเติบโต ทางด้านเศรษฐกิจ ทางด้านสังคม ทางด้านการเมือง ดังนั้นในวันนี้ที่รัฐบาลได้กรุณานําเสนอมานั้น ผมได้ตรวจดูนะครับ จากเหตุผลและความจําเป็นที่จะเสนอเพื่อให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบนั้น เป็นไปตามกติกาของรัฐธรรมนูญในฉบับปัจจุบันที่ได้วางหลักเอาไว้ว่า รัฐธรรมนูญซึ่งจะต้อง ได้รับความเห็นชอบในกรอบการที่จะไปเจรจากับต่างประเทศ โดยที่กระทรวงการต่างประเทศนั้น ก็จะต้องดําเนินการให้มีผลผูกพัน ดังนั้นผมกราบเรียนว่าโดยเป้าหมายหลักของความตกลง ดังกล่าวนั้นก็จะมีด้วยกัน ๕๙ โครงการ มูลค่า ๗๔,๐๐๐ ล้านยูเอสดอลลาร์นั้น หรือคิดเป็น ร้อยละ ๔๗ ของการลงทุน กระผมกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังรัฐบาลว่ากระผม ค่อนข้างที่จะเห็นด้วยในหลักการเบื้องต้น แต่ถ้ารัฐบาลหรือฝ่ายค้านได้อภิปราย จะเห็นด้วยหรือไม่ ถ้ามีเหตุมีผล เมื่อถึงขั้นลงมติกระผมก็จะได้พิจารณาเป็นกรณีพิเศษ ท่านประธานครับ กระผมได้ดูแล้วสาระสําคัญของการตกลงนั้นนับว่าเป็นขวัญกําลังใจนะครับ เหมือนกับว่า เป็นแรงจูงใจในหลักของทฤษฎีของท่านมาสโลว์ที่ว่าเป็นขวัญกําลัง และสาระสําคัญ ของความตกลงในข้อ ๔.๒.๔ นั้น สาระสําคัญว่าในกรณีการลงทุน ผู้ลงทุนของภาคีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่ง ถ้าประสบความสูญเสียอันเนื่องมาจากสงครามหรือขัดกันด้วยเหตุอาวุธอื่น ๆ มีการปฏิวัติ ภาวะฉุกเฉิน ก่อกบฏ ก่อการร้าย ก่อการจลาจลก็ดีนะครับ รัฐบาลก็จะต้องให้การดูแล เยียวยาความสูญเสียเหล่านั้น นี่ละครับคือมูลเหตุจูงใจที่กระผมจะต้องพิจารณา ให้การสนับสนุนที่จะให้ความเห็นชอบดังกล่าว ท่านประธานครับ มีสมาชิกหลายท่าน ได้กรุณาอภิปรายไปแล้วว่าในการดําเนินการตามข้อตกลงดังกล่าวนั้นแม้จะล่าช้า ท่านประธานครับ เลท เบทเทอร์ แดน บีฟอร์ (Late better than before) ช้าหรือสาย ดีกว่าไม่ทําเสียเลยครับ ดังนั้นกระผมกราบเรียนว่าตามข้อตกลงดังกล่าวนั้น กระผม น่าจะต้องให้การสนับสนุนอย่างยิ่งครับ แต่สิ่งหนึ่งท่านประธานที่กระผมในฐานะสมาชิกรัฐสภา และมีส่วนร่วมในการส่งเสริมสนับสนุนในข้อตกลงดังกล่าว กระผมอดที่จะแสดงความกังวลใจ ผ่านไปยังรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศว่าในการตกลง เมื่อหลังจากที่ท่านได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว สิ่งที่ท่านจะต้องพึงระมัดระวังก็คือ ในประการแรก ทางด้านความมั่นคงครับ ๒. แรงงานต่างด้าว ๓. กรณีที่จะมีการแฝงเข้ามา เกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษหรือไม่ แม้ขณะนี้ความร่วมมือของประเทศทั้ง ๒ จะเป็นไปด้วยดี ทางด้านยาเสพติด แต่กระผมก็ขอความกรุณาผ่านท่านประธานไปยังรัฐบาล ขอความกรุณาได้โปรดเพิ่มความเข้ม ในการตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็นแรงงานหรือยาเสพติดให้โทษดังกล่าว ดังนั้นครับท่านประธาน ในท้ายที่สุดนี้กระผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าในการที่ท่านผู้นําฝ่ายค้านของรัฐบาลปัจจุบัน ของประเทศเมียนมาร์จะเดินทางมาที่กรุงเทพมหานคร อาจจะเป็นวันนี้ และท่านก็จะ ลงพื้นที่เดินทางไปดูแรงงานที่จังหวัดสมุทรสาคร หรือปริมณฑลใกล้เคียงนั้น ก็นับว่าเป็น นิมิตหมายอันดียิ่งที่เราจะได้มีความตกลงร่วมกันในการที่รัฐบาลจะทําการตกลงดังกล่าว เพื่อให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล กระผมในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ก็ขอแสดงความเห็น และตั้งข้อสังเกตดังที่กราบเรียนมาแล้ว กระผมใคร่ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานอย่างสูงครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านรัฐมนตรีเชิญครับ

นายสมคิด บาลไธสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หนองคาย

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม สมคิด บาลไธสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสมคิด เดี๋ยวให้ ท่านรัฐมนตรีก่อนครับ ท่านรัฐมนตรีขอชี้แจงก่อนนิดหนึ่ง

นายนิวัฒน์ธํารง บุญทรงไพศาล รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติครับ ผมขออนุญาต นิดเดียวครับ ขออนุญาตชี้แจงเรื่องขั้นตอนที่ได้มาของข้อตกลงนี้ เพราะว่าท่านสมาชิกหลายท่าน พูดถึงเรื่องช้าจะได้เข้าใจตรงกัน แล้วก็มีอยู่ในเอกสารนี้แล้วนะครับ ในหน้าแรกเลย ต้องเรียนว่าข้อตกลงนี้จริง ๆ แล้วมติ ครม. อนุมัติเมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๐ หลัง อันนี้คือ รัฐบาลที่ไม่ได้มีการเลือกตั้ง เป็นรัฐบาลสมัยโน้น มีนาคม ๒๕๕๐ อันนี้ก่อนกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีผลใช้บังคับด้วย เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติให้กระทรวงการต่างประเทศ ลงนามและดําเนินการให้ข้อตกลงนี้มีผลใช้บังคับ แล้วกระทรวงการต่างประเทศหลังจากนั้น ลงนามเมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๕๑ นะครับ ต่างกันประมาณ ๑ ปี สาเหตุไม่ทราบ แต่ว่า รัฐบาลมีการเปลี่ยนแปลง หลังจากรัฐบาลนั้นเมื่ออนุมัติ มีนาคม ๒๕๕๐ แล้ว รัฐบาลชุดนั้น ได้เปลี่ยนไปเพราะมีการเลือกตั้งนะครับ เปลี่ยนเมื่อรัฐบาลชุดปี ๒๕๕๐ หมดวาระเมื่อวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ เพราะฉะนั้นวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ มาถึงรัฐบาลใหม่ลงนามเมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๕๑ ไม่กี่เดือนนะครับต่างกัน เพราะฉะนั้นตรงช่วงนี้เสียเวลาเรื่องการลงนาม แล้วก็ที่ลงนามแล้วมาเสนอสภาก็มีเหตุผลว่า เพราะว่าได้มีมาตรา ๓๐๕ ในรัฐธรรมนูญ ที่ได้เป็นข้อยกเว้นที่ไม่ต้องนํามาสู่มาตรา ๑๙๐ สามารถที่จะดําเนินการลงนามในสัญญาได้ เขาจึงลงนามในสัญญานะครับ อันนี้ก็เลยขออนุญาตชี้แจงตรงนี้นะครับ แล้วก็อันนั้นคือ เมื่อ ครม. อนุมัติแล้ว มีการลงนามแล้วห่างกัน ๑ ปี เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลด้วย นะครับ หลังจากนั้นแล้วท่านสังเกตวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๕๑ ถึงสิงหาคม ๒๕๕๔ ต่างกัน ประมาณ ๓ ปีครึ่ง ๓ ปีไม่ถึง ๓ ปี ๓ เดือน ประมาณนั้น ประเทศพม่าได้ทําการไปผ่าน ข้อกฎหมายของเขา เสร็จเรียบร้อยจึงแจ้งเรามาตามเป็นลายลักษณ์อักษร คราวนี้ว่าไปตาม ข้อตกลง ข้อ ๑๔ เขาดําเนินการในช่วง ๓ ปีครึ่ง แต่เราในช่วงนั้นไม่ได้ดําเนินการ เท่าที่ เป็นเอกสารอยู่ จนกระทั่งเมื่อประเทศพม่าบอกมายังรัฐบาลไทย เมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๔ นะครับ รัฐบาลนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์แถลงนโยบายเมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๔ ก่อนรัฐบาลยิ่งลักษณ์เข้ามารับหน้าที่นิดหนึ่งนะครับ แล้วหลังจากที่แถลงนโยบาย และได้เข้ามา ทํางานแล้ว หลังจากนั้นวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๔ คือหลังจากนั้นอีกกี่เดือนครับ ๓ เดือน โดยประมาณ สิงหาคม กันยายน ตุลาคม ๒ เดือนนะครับ คณะรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ก็ได้มีมติอนุมัติให้นําเรื่องเสนอรัฐสภา แล้วก็ได้เสนอเรื่องมาเมื่อวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๔ หลังจากนั้นอีกไม่กี่วันนะครับ แล้วเราก็มีการประชุมวันนี้ วันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๕ ซึ่งอันนี้ก็คงจะเรื่องเกี่ยวกับ การจัดระเบียบวาระการประชุมหรืออะไรก็แล้วแต่ อันนี้คือขั้นตอนการดําเนินการ จึงอยากกราบเรียน ที่ประชุมเพื่อทราบนะครับว่าขั้นตอนของเราเป็นอย่างนี้ตามกฎหมายมาตรา ๑๙๐ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านสมคิดแล้วตามด้วย ท่านพุทธิพงษ์นะครับ

นายสมคิด บาลไธสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หนองคาย 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สมคิด บาลไธสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองคาย พรรคเพื่อไทย ผมก็ขอแสดงความดีใจที่ทางรัฐบาลได้นําข้อตกลงในการส่งเสริมและคุ้มครอง การลงทุนระหว่างไทย-พม่าเข้ามาในสภาวันนี้ เพราะเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับมาตรา ๑๙๐ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ แล้วก็เพื่อยืนยัน เพื่อสนับสนุนให้มีผลใช้บังคับ ณ โอกาสต่อไปครับ ผมว่าโครงการนี้ที่เราเสนอเข้ามารู้สึกช้าไปสักเล็กน้อยนะครับ เพราะว่ามันเป็นการลงทุน ของนักลงทุนไทยเราไปทําในประเทศพม่าก็เยอะ ไม่ว่าเรื่องพลังงาน เรื่องเกษตรกรรรม ผมอยากจะพูดถึงเรื่องพลังงานสักเล็กน้อยนะครับ ที่ว่าทางรัฐบาลของเรามีปัญหา ทางการเมืองอยู่มาในอดีตก็ทําให้เกิดความล่าช้าทางการเกษตรด้วย อันนี้นักลงทุนเรา ไปลงทุนก็มีมากแต่ก็เกิดความไม่คล่องตัวในการลงทุนเนื่องจากข้อตกลงดังกล่าว ความล่าช้า พวกนี้แม้แต่เรื่องที่เราเคยไปลงทุนเรื่องข้อตกลงเรื่องพลังงานกับรัฐบาลพม่าเมื่อหลายปีมาแล้ว จนหมดเวลาของการตกลงเอ็มโอยู (MOU) กับรัฐบาลพม่าเรื่องพลังงานไฟฟ้า โดยเฉพาะ ที่เขื่อนฮัตจีที่แม่น้ําสาละวินพวกนี้ ซึ่งประเทศพม่ามีความสามารถทางการผลิตตั้ง ๗,๐๐๐ เมกะวัตต์ต่อปี แต่ของประเทศไทยเราก็ยังไม่ได้ทําอะไรเลย ก็ทําให้ข้อตกลงนี้ หมดเวลาไปแล้ว ผมเพียงยกตัวอย่างความล่าช้าของการทําข้อตกลงต่าง ๆ หรือที่มะริด ที่จะทํากับโครงการทวายก็เช่นเดียวกัน ทั้ง ๆ ที่เราทําเอ็มโอยูกับรัฐบาลพม่าตั้ง ๓,๐๐๐ เควี (KV) ผ่านมาจนหมดเวลาแล้วเราก็ยังไม่ได้ดําเนินการอะไร อันนี้หมายถึงความล่าช้าในการ ดําเนินการต่าง ๆ ปัญหาชายแดนไทย-พม่าร่วม ๒,๐๐๐ กิโลเมตร นี่ก็คือปัญหาหนึ่งที่ทําให้ นักลงทุนไม่สบายใจ มีนักลงทุนมาให้ข้อมูลพวกกระผมในฐานะเป็นกรรมาธิการ กิจการชายแดนไทยของสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะที่ผมเป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการ กิจการชายแดนไทย (อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ําโขง : GMS) ของสภาผู้แทนราษฎร ได้รับรายงาน จากนักลงทุนที่ไปลงทุนในประเทศพม่าโดยเฉพาะไปทําพวกแร่ดีบุกวุลแฟรมพวกนี้ แร่เกี่ยวกับอุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ โดยเฉพาะดีบุกมีปัญหามากเลย ผู้ลงทุนต้องใช้เรือเดินอ้อมไป ประเทศสิงคโปร์ แหลมมลายู ถึงเข้ามาประเทศไทย เสียเวลามาก บางท่านก็ไปถึงแค่จังหวัดระนอง ก็ทําให้การขุดแร่ที่ประเทศพม่าโดยเฉพาะที่จังหวัดกาญจนบุรีแถวนี้ ทั้ง ๆ ที่เรามีด่านพระเจดีย์สามองค์ ที่เมืองพญาตองซูที่ด่านพระเจดีย์สามองค์ ทางรัฐบาลเราก็ยังไม่ได้รับความร่วมมือในการขนแร่ เข้ามาในประเทศ อันนี้ก็คือปัญหาหนึ่งที่ทําให้นักลงทุนหนักใจ ทั้ง ๆ ที่แร่ดีบุกในประเทศพม่า มีเยอะแยะมาก อยู่ชายแดนจังหวัดกาญจนบุรี นี่คือปัญหาหนึ่งที่ว่าเพราะข้อตกลงของเรา มันช้าไปทําให้ประเทศไทยเสียประโยชน์ ประเทศพม่าต้องขนแร่ บางทีขนขึ้นไปทางประเทศจีนครับ ไม้สักขนไปทางประเทศจีน เพราะเรามีปัญหากฎหมายภายในประเทศเรานะครับ นี่คือเราเสียเปรียบนะครับ เขามีแร่ เยอะแยะนะครับ แร่ดีบุก พลอย ทองคํา แล้วก็หยก ประเทศพม่านี่มีเยอะโดยเฉพาะหยกครับ เป็นสินค้าที่มีราคาแพง แล้วก็หาง่ายในประเทศพม่า แต่คนไทยเรา ไม่รู้กฎหมายของเรา เป็นอย่างไรอยู่ มันไม่ทันสมัย เข้ามาก็กลายเป็นของเถื่อน ของปลอมไป เขาออกไปทาง ประเทศจีนที่ทางด่านมูเซทางเหนือประเทศพม่าไปเข้าทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน ที่ด่านรุ่ยลี่นะครับ เป็นด่านใหญ่มาก เต็มไปด้วยหยก เมืองทั้งเมืองเป็นหยกเลยนะครับ นี่คือเราเสียโอกาส เพราะว่าเราทําข้อตกลงล่าช้าไป ทําให้พ่อค้าของประเทศไทยเรา เสียโอกาสนะครับ

อีกปัญหาหนึ่งที่หลายท่านได้เสนอไปเกี่ยวกับเรื่องปัญหาชายแดน ชายแดน ประเทศพม่านี่ก็คือข้อสังเกตว่าเราจะทําอย่างไร ผมเองในฐานะเป็นประธาน คณะอนุกรรมาธิการกิจการชายแดนไทย (อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ําโขง : GMS) เราได้ไปสนใจกับ ประเทศพม่ามาก ประเทศลาว ประเทศจีน ประเทศเวียดนาม ประเทศเขมร เราไปได้สะดวกแล้ว แต่เหลือประเทศพม่าประเทศเดียวที่มีปัญหาในการขนส่งหรือการข้ามแดนนะครับ ผมก็ไม่รู้ว่า เราจะทําอย่างไร ถ้าเราทําข้อตกลงแล้วปัญหาชายแดนประเทศพม่า ทางเหนือก็รัฐฉาน ลงมาถึงจังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่นะครับ รัฐฉานก็เป็นรัฐใหญ่ของรัฐหนึ่งในประเทศพม่า มีประชากรซึ่งเป็นคนไทยใหญ่มากนะครับ พูดภาษาไทยได้เหมือนเราทุกคํานะครับ ใต้ลงมาอีก แถวจังหวัดแม่ฮ่องสอนก็เป็นรัฐกะยาหรือกะเหรี่ยงแดง เขาเป็นรัฐอิสระนะครับ ก็ยังมีปัญหา กับรัฐบาลอยู่ ใต้ลงมาอีกก็เป็นรัฐกะเหรี่ยง กะเหรี่ยงก็อยู่ตั้งแต่จังหวัดตากลงมาจังหวัดกาญจนบุรี จนถึงจังหวัดราชบุรี เราจะทําอย่างไร โดยเฉพาะที่กะเหรี่ยงนี่เป็นตัวผ่านสินค้าของประเทศไทย และประเทศพม่าจะผ่านไปหาซึ่งกันและกัน นี่คือปัญหาตรงที่ พลตรี นะคะมวยอยู่นะครับ ถ้าเราจะไปจริง ๆ เราก็ต้องได้ไปขอผ่านแดนตรงนี้ ถ้า พลตรี นะคะมวยฟังอยู่นะครับ ผมอยากไปเจอท่านอยู่ อยากไปขอผ่านแดน นําสินค้าไทยไป แค่เขาเอาต้นไม้ ต้นมะพร้าว มาขวางทางเรานั่นคือการปิดด่านแล้ว นี่คือปัญหาที่จังหวัดตากนะครับ นี่คือปัญหาใหญ่เลย โดยเฉพาะที่จังหวัดตาก อําเภอแม่สอดนี่ เขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอดเราไปถึงไหนแล้วครับ ผมอยากให้ขยายไป นอกจากอําเภอแม่สอดแล้วอําเภอแม่สาย จังหวัดหนองคาย จังหวัดมุกดาหาร จังหวัดนครพนม จังหวัดอุบลราชธานี แล้วก็ที่อําเภอสะเดาพวกนี้ครับ อยากให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ อยากให้รัฐบาลเร่งกฎหมายนี้ออกมาเร็ว ๆ เพื่อสนับสนุนกิจกรรม โดยเฉพาะที่อําเภอแม่สอดนี้ เป็นจุดส่งสินค้าที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยที่ไปประเทศพม่า นอกจากอําเภอแม่สายแล้วนะครับ ด่านตะวันตกก็คืออําเภอแม่สอด เพราะฉะนั้นตรงนี้คือสําคัญมากนะครับ ใต้ลงมาก็เป็นรัฐมอญ ต่างคนก็ต่างยังเป็นอิสระกันอยู่ มีกองกําลังเป็นของตัวเองอยู่ นี่เป็นข้อสังเกตว่าถ้าเราไปทําเอ็มโอยู กับรัฐบาลพม่าแล้วเราจะไม่ได้ทําเอ็มโอยูกับรัฐบาลท้องถิ่นเล็ก ๆ นี้อีกหรือ เพราะว่าเราผ่านแดน กองกําลังพวกนี้ที่เขาต้องเก็บส่วยผ่านแดนต่าง ๆ นี่คือปัญหาของประเทศไทยนะครับ เดี๋ยวนี้เราช้าไป เดี๋ยวนี้ประเทศจีนเขาเข้ามา ลงมาจากมูเซเข้ามาด่านรุ่ยลี่ มูเซ แล้วก็ลงมา ที่เนปีดอ แล้วก็มาที่มัณฑะเลย์ เป็นเส้นทางเศรษฐกิจใหญ่ก่อนจะลงมาถึงย่างกุ้ง แล้วก็จากมัณฑะเลย์เขาเข้าประเทศอินเดีย จากย่างกุ้งเข้าไปจิตตะกองที่ประเทศบังกลาเทศ เส้นทางเส้นนี้เป็นเส้นสําคัญมาก เพราะว่าสินค้าของไทยเราไปได้เป็นบางตัวที่เราไป ตรวจสอบตามตลาดของประเทศอินเดียด้านรัฐอัสสัมนะครับ ก็มีสินค้าไทยโดยเฉพาะฟองน้ํา เครื่องจักรไฟฟ้าพวกนี้มีไปถึงประเทศอินเดียแต่ยังมีจํานวนน้อย นะครับ ผมก็อยากให้รัฐบาลเราได้ตกลงแล้วก็รีบเจรจากับประเทศพม่าโดยเร็ว โดยเฉพาะ อยากให้เปิดด่านทุกด่านเลยครับ ทั้งด่านที่เป็นด่านธรรมชาติทางชายแดนประเทศพม่า คนพม่า ๔๐-๕๐ ล้านคน เกือบจะเท่า ๆ กับประเทศไทย ถ้าเขารวมกับชนเผ่าต่าง ๆ ที่ไม่ขึ้นทะเบียน ผมว่ามากกว่าประเทศไทยด้วย แต่เพราะในอดีตของเรา เรารู้จักประเทศพม่าในแค่ มีความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์การรบกัน การเป็นศัตรูกัน ผมอยากให้เปลี่ยนความคิด หมดเลย ถ้าเราเปิดชายแดนพม่าได้มากเท่าไร ผมว่าสินค้าไทยจะไปอยู่ในประเทศพม่า เพราะประเทศพม่าสนใจสินค้าไทยมากกว่าสนใจสินค้าประเทศจีน เราจะทําอย่างไร จะเปิดด่านชายแดน หาโอกาสให้เปิดด่านได้มากที่สุด ไม่ว่าที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน บ้านน้ําเพียงดิน ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน หรือด่านแม่ขุนยวม หรือด่านพุน้ําร้อนที่เราจะไปทวาย หรือด่านพระเจดีย์สามองค์ ก็ตาม อําเภอแม่สอด ด่านสิงขรที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งพวกผมไปทั่วประเทศ เพราะเป็น กรรมาธิการกิจการชายแดนไทย ซึ่งรู้ซึ้งใจกับพวกพี่น้องทางประเทศพม่า เขาก็อยากเข้ามา เหลือเกิน แต่ว่าก็ยังมีกฎหมายบางตัว บางฉบับ โดยเฉพาะอํานาจของผู้ว่าราชการจังหวัด บางแห่งก็สามารถที่จะเปิดชายแดนให้สินค้าบางชนิดข้ามไปได้ ผมก็อยากให้รัฐบาลของเรา ให้ความสําคัญชายแดนพม่ามากขึ้นกว่านี้สักเท่าตัวเลยนะครับ เพราะว่าเราจะระบายสินค้า นะครับ ผมก็ขอขอบคุณทางรัฐบาลที่นําข้อตกลงนี้เข้ามาเพื่อให้ทางรัฐสภาเราได้รับทราบ เพื่อเราจะได้ช่วยกันแก้ไขปัญหาสินค้าชายแดนของเราต่อไป ขอบคุณมากครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ครับ

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร 🔗

ท่านประธานสภาที่เคารพ พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ต้องเรียนท่านประธานนะครับว่าตามที่ทางรัฐบาลได้นําข้อตกลงเพื่อการส่งเสริม และคุ้มครองการลงทุนระหว่างรัฐบาลไทยแล้วก็รัฐบาลพม่าเข้ามาหารือในรัฐสภาในครั้งนี้ ต้องเรียนท่านประธานรัฐสภาว่าจริง ๆ แล้วข้อตกลงนี้เป็นข้อตกลงที่ต้องเรียนว่ามีความจําเป็น พอสมควรเลยนะครับ แล้วก็มีการผลักดันมาหลายยุคหลายสมัยตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว ซึ่งท่านอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ก็ได้ผลักดันเรื่องนี้มาพอสมควร รวมทั้งมีท่านรัฐมนตรี ในรัฐบาลชุดที่แล้วหลายท่านที่ได้มีโอกาสได้เดินหน้าไปผลักดันในเรื่องของการส่งเสริม การลงทุน แล้วก็ขยายเครือข่ายทางด้านการขนส่งไปยังประเทศพม่า ซึ่งผมเชื่อว่า ท่านรัฐมนตรีอลงกรณ์ก็เป็นท่านหนึ่งที่ได้เดินทางไปยังประเทศพม่าในเรื่องของการสื่อสาร นะครับ แล้วก็พยายามทําความเข้าใจในเรื่องของการลงทุน โดยเฉพาะเส้นทาง การเปิดเส้นทางการค้าไปยังภูมิภาคอื่น ๆ โดยผ่านเส้นทางทางประเทศพม่า แต่ว่า สาระสําคัญที่ผมอยากจะเรียนท่านประธานไปยังรัฐบาลก็คือว่าเรื่องนี้จริง ๆ แล้วผมได้ฟัง ท่านรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีได้กรุณาตอบเมื่อสักครู่ว่าเป็นเรื่องเป็นไปตาม รัฐธรรมนูญตามมาตรา ๑๙๐ แล้วก็มีการนําเสนอเข้ามาตั้งแต่เดือนตุลาคมตามที่ ท่านรัฐมนตรีได้กรุณานําเรียนเมื่อสักครู่ ก็บอกว่าเป็นกระบวนการของกฎหมายที่ นําเข้าเสนอต่อรัฐสภาตามมาตรา ๑๙๐ จริง ๆ แล้วถ้าท่านรัฐมนตรีพูดอย่างนั้น รัฐบาล หมายความอย่างนั้น ผมคิดว่าผมก็จะพยายามรับฟังครับ แต่ผมก็มีอีกมุมหนึ่ง อีกด้านหนึ่ง ที่อยากจะผ่านท่านประธานไปถึงรัฐบาลนะครับ ก็เสียดายที่วันนี้ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ไม่ได้เข้า และผมเชื่อว่าท่านรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีท่านนี้ ท่านก็คงได้รับมอบหมายมา แต่จริง ๆ แล้วสาระสําคัญผมก็อยากจะฝากไปถึงทางรัฐบาลโดยรวม ที่รับผิดชอบโดยตรง ผมเรียนอย่างนี้ครับว่า ต้องยอมรับว่าตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาก็ไม่ได้ให้ความสําคัญในเรื่องของ ท่าเรือหรือการเปิดในส่วนของประเทศพม่า โดยเฉพาะในส่วนของท่าเรือน้ําลึกทวายมากนัก ที่ผมพูดอย่างนี้เพราะว่าก็ได้ติดตามอยู่ตลอดครับว่ามีการนําเสนอในเรื่องของ พ.ร.บ. ต่าง ๆ หรือว่ากฎเกณฑ์ต่าง ๆ แต่ที่ผมจะฝากท่านประธานไปถึงรัฐบาลก็คือว่าเมื่อไม่นานมานี้ คือปลายปี ๒๕๕๔ ครับ ประมาณวันที่ ๑๕-๑๖ ธันวาคม ได้มีการนําเสนอข่าวโดยเป็นสํานักข่าว ที่เชื่อถือได้ ผมขออนุญาตเอ่ยนามก็คือสํานักข่าวบางกอกโพสต์ครับ แล้วก็มีการขยายเครือข่าย ไปอีกหลายสื่อหนังสือพิมพ์ในประเทศไทยแล้วก็รวมทั้งในประเทศพม่าด้วย ผมขออนุญาต นะครับ มีการให้สัมภาษณ์จากท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ที่ท่านได้มีภารกิจ ไปประเทศพม่าในช่วงนั้นพอดีคือวันที่ ๑๕ และ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๔ ท่านก็ให้สัมภาษณ์ครับว่า ท่านมีโอกาสได้มาประเทศพม่าในครั้งนี้เพื่อจะไปเยือนประเทศพม่าแล้วได้มีโอกาสได้พบกับ ผู้หลักผู้ใหญ่อาวุโสของประเทศพม่าทั้งท่านประธานาธิบดีและท่านอื่น ๆ อีกมากมาย เพื่อเป็นการปูทางให้กับการมาเยือนประเทศพม่าของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร แล้วท่านก็บอกว่าท่านก็ได้มีโอกาสจะได้เดินทางไปดูพื้นที่โครงการก่อสร้างท่าเรือน้ําลึกที่ทวาย ก็เป็นข่าวปกติครับ ที่ ฯพณฯ อดีตนายกรัฐมนตรีก็ได้ไปเยือนแล้วก็ได้ให้สัมภาษณ์ เพียงแต่ ประเด็นที่ผมอยากจะฝากไว้ก็คือว่าหลังตั้งแต่มีการสัมภาษณ์แล้วก็ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ได้ไปประเทศพม่ามาเมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๕๔ นั้น พอหลังจากนั้นก็มีการขับเคลื่อนในเรื่องของ การตื่นตัวของรัฐบาลชุดนี้ขึ้นมาเกี่ยวกับโครงการทั้งหลายในประเทศพม่า ซึ่งก็เป็นสิ่งดีครับ เพราะว่าเพื่อนสมาชิกหลายคนก็บอกแล้วว่าจริง ๆ ก็มีอีกหลายมติที่ประเทศไทย และประเทศพม่าซึ่งเป็นเพื่อนบ้านกันก็ควรจะมีการสื่อสารกันมากขึ้น เพียงแต่ประเด็นที่ ผมกังวลก็คือว่านอกจากนั้นท่านก็ยังพูดถึงเรื่องการเข้าไปศึกษาดูเรื่องสัมปทาน ก๊าซธรรมชาติในประเทศพม่าว่าเป็นสิ่งที่ทางตัวท่านอดีตนายกรัฐมนตรีเองท่านก็สนใจ ก็คงไม่แปลกอะไรที่ผมจะตั้งข้อสังเกตผ่านท่านประธานไปถึงท่านรัฐมนตรีนะครับ ซึ่งวันนี้เป็นท่านรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี แล้วเมื่อสักครู่นี้ท่านบอกว่าวาระนี้ เข้ามาตั้งแต่เดือนตุลาคมแล้วก็ส่งเข้ามาตามกระบวนการไม่ได้มีอะไรที่เร่งด่วนหรือรีบร้อน แต่ผมเรียนว่ามีอีกเรื่องหนึ่งที่ฝากไปเทียบเคียงก็คือว่าเมื่อ ๒ สัปดาห์ที่แล้ว รัฐบาลของท่านนี่ละครับ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ท่านได้ไปประชุม ครม. สัญจรที่จังหวัดกาญจนบุรี แล้วก็มีการนําเสนอ วาระสาระสําคัญในการประชุม ครม. สัญจรก็คือในเรื่องของการส่งเสริมแล้วก็เข้าไปดูแล ในเรื่องของท่าเรือน้ําลึกที่ทวาย แล้วจังหวัดกาญจนบุรีก็เป็นจังหวัดที่ใกล้เคียงกับท่าเรือน้ําลึกทวาย สามารถจะต่อเส้นทางออกไปยังเมืองทวายได้ ก็ไปใช้ ครม. สัญจรที่จังหวัดกาญจนบุรี แล้วก็มีสาระสําคัญหลัก ๆ ในการประชุมที่นั่นก็คือในเรื่องของการส่งเสริมงบประมาณ ผลักดันต่าง ๆ ในการข้ามไปลงทุนในประเทศพม่า ประกอบกับมาวันนี้ก็มีการนําในเรื่องของ ข้อตกลงของประเทศพม่ากับประเทศไทยเข้ามา ผมก็อยากจะฝากท่านประธานไปถึงรัฐบาลว่า วาระแบบนี้ถ้าไม่มีอะไรที่ลึกไปกว่าที่ผมพูด ผมก็รู้สึกดีใจด้วยครับ เพราะเป็นสิ่งที่จําเป็นจริง ๆ สําหรับนักลงทุนทั่วไป แต่ก็ไม่อยากให้มีเป็นวาระเฉพาะกิจ เฉพาะการเข้าไปดูแลเฉพาะ คนบางกลุ่มหรือเฉพาะกลุ่มคนที่ได้มีแนวทางว่าจะเข้าไปลงทุนในประเทศพม่าเท่านั้น จริง ๆ การทําการค้ากับประเทศพม่านั้นมีทั้งลงทุนรายเล็ก รายใหญ่ ซึ่งผมก็ได้ดูในข้อตกลง ต่าง ๆ ก็ค่อนข้างจะครอบคลุมพอสมควร แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องเรียนฝากไว้นะครับ เป็นสิ่งที่ เราก็มีความกังวลด้วยก็คือว่าในอดีตนอกเหนือจากการออกเป็นตัวบทกฎหมายหรือความตกลง ที่เข้าไปลงทุนระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่าในเรื่องของการลงทุนแล้ว ในอดีตเคยมี นักลงทุนรายใหญ่แล้วก็มีความสัมพันธ์กับรัฐบาลชุดนี้ได้เคยเข้าไปลงทุนขนาดใหญ่ ในประเทศพม่า แล้วจนถึงทุกวันนี้ก็ยังทําให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและประเทศพม่า ก็ยังมีปัญหาอยู่บ้าง แล้วก็เป็นปัญหาที่ค้างคาใจกันมานาน แล้วก็เป็นคนใกล้ชิดของรัฐบาล ชุดนี้ครับ ได้สัมปทานเข้าไปทําอยู่ในประเทศพม่า ที่ผมนําเรียนเพราะเนื่องจากว่าการที่เราพูดถึงข้อตกลงการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน ไทย-พม่านั้น ท่านประธานครับ มันคงไม่ใช่เฉพาะข้อตกลงที่อยู่ในเอกสารที่เราได้เอามา ศึกษากันในวันนี้ จริง ๆ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็เป็นสิ่งที่สําคัญ นักลงทุนบางราย ที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวแล้วทําลายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็มี ผมถึงอยากฝาก ท่านประธานไปถึงรัฐบาลว่าลองไปเปิดดูครับ ผมเชื่อว่าไม่อยู่ไกลเกินกว่าที่ท่านจะมองเห็น แน่นอนว่าเป็นเครือญาติของรัฐบาลชุดนี้นั่นละครับ ที่เคยเข้าไปทําแล้วก็ยังสร้างปัญหา มาจนถึงทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นข้อตกลงนี้อาจจะช่วยไม่ได้ครับ ถ้าความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเรา ในเชิงการลงทุนนั้นมีนักธุรกิจบางรายที่ไปทําชื่อไม่ค่อยจะดีนักในประเทศพม่า แล้ววันนี้ ก็ยังไม่ลงตัวครับ และผมเชื่อว่าก็คงจะลงตัวยากเพราะเนื่องจากว่าคนที่ไปทํานั้น เป็นผู้ที่เรียกว่ามีความใกล้ชิดอย่างมากกับ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี แบบนี้ครับคือสิ่งที่ผมคิดว่า การที่เรามาหารือกันเรื่องข้อตกลงต่าง ๆ ก็ควรจะเป็นสิ่งที่นํามาในทางปฏิบัติด้วย ต้องพร้อมใจกัน ทั้งฝ่ายรัฐ ภาคเอกชน รวมไปถึงในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

ท่านประธานครับ มันมีอีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะฝากไปก็คือว่าพอดีวันนี้ ให้ท่านรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีมาแทน ก็อยากจะฝากไปว่าจริง ๆ ในส่วนของ เนื้อหาในนี้ถ้าอ่านดูดี ๆ ก็จะเป็นกระทรวงการต่างประเทศที่จะเป็นสาระสําคัญหลัก ในทุก ๆ ตัวหนังสือที่ผมได้มองลงไป แต่จริง ๆ แล้วยังมีกระทรวงอุตสาหกรรม ยกตัวอย่างเช่น คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนบีโอไอก็ทําในเรื่องการลงทุนนี้อย่างต่อเนื่องมาตลอด หรือแม้กระทั่งกระทรวงพาณิชย์ซึ่งก็เป็นกระทรวงที่ต้องดูแลในเรื่องของการค้า การแลกเปลี่ยนบุคลากร รวมถึงการสนับสนุนในเรื่องของการพาณิชย์ การค้าขาย ก็ควรที่จะต้อง อยู่ในกระบวนการนี้ด้วย เพียงแต่ผมอาจจะพูดรวบไปว่าทั้งหมด รวมถึงสาระสําคัญที่สรุปมา ส่วนใหญ่จะเป็นกระทรวงการต่างประเทศทั้งนั้น ก็อยากจะฝากไปว่าถ้าเป็นไปได้ก็ควรจะ บูรณาการเอาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ซึ่งเขามีหน้าที่หลักเข้ามาทําด้วย ก็จะได้ประโยชน์ เป็นอย่างมาก แล้วผมทราบดีว่าข้อตกลงระหว่างไทย-พม่าฉบับนี้ที่เอาเข้ามาจริง ๆ แล้ว มีการตกลงพูดคุยกันไปก่อนหน้านี้นานแล้ว เพียงแต่วันนี้เอาเข้ามาเนื่องด้วยติดในเรื่องของ มาตรา ๑๙๐ ผมก็ฝากทางท่านประธานไปถึงรัฐบาลว่ามันอาจจะมีสาระสําคัญอะไรที่ควรจะต้อง ปรับเปลี่ยนเพราะเวลามันก็ผ่านมาเนิ่นนานแล้ว ยกตัวอย่างเช่น ไม่ทราบว่าท่านรัฐมนตรี ที่ได้รับมอบหมายมานี้ท่านได้ทราบไหมครับว่าข้อตกลงในกรอบอาเซียนระหว่างประเทศไทย กับเพื่อนสมาชิกในอาเซียนได้มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๕๕ ซึ่งเขาเรียกว่า ข้อตกลงเอซีไอเอ (ACIA) ก็ย่อมาจาก อาเซียน คอมพรีเฮนซิฟ อินเวสท์เมนท์ อะกรีเมนท์ (ASEAN Comprehensive Investment Agreement) ซึ่งเป็นเรื่องของการพูดถึงในการ ครอบคลุมในสิ่งที่เรากําลังหารือนี้อยู่แล้วครับ ในบางส่วนหรืออาจจะส่วนใหญ่กว่านี้ด้วยซ้ํา แล้วก็เป็นข้อตกลงที่ครอบคลุมทั้งสมาชิกอาเซียนทุกประเทศ เพราะฉะนั้นผมไม่แน่ใจว่า สาระสําคัญของการนําข้อตกลงฉบับนี้เข้ามา นอกเหนือจากว่ามันยื่นมานานแล้วตามที่ ท่านรัฐมนตรีได้บอก วันนี้มันมีอีกหลายเรื่องที่มันได้คืบหน้าแล้วเดินไปในกรอบภูมิภาคอาเซียน มาโดยตลอด ผมก็ไม่แน่ใจว่ามันจะมีความทับซ้อนหรือมันจะมีสิ่งใดที่มากกว่า หรือน้อยกว่า ในข้อตกลงฉบับที่นําเข้ามาในรัฐสภาวันนี้ เพราะเท่าที่ผมทราบก็คือว่าในข้อตกลงที่บอกว่า เป็นเกี่ยวกับสมาชิกอาเซียน เอซีไอเอนั้นไม่จําเป็นต้องมาเซ็นกันประเทศกับประเทศแบบนี้ สามารถใช้ในสมาชิกอาเซียนได้เลย แล้วก็เพิ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๕๕ ที่ผ่านมานี้เอง แล้วผมก็เรียนท่านประธานว่ากรณีแบบนี้ถ้าจะได้ความกระจ่างว่าความแตกต่าง ระหว่างกรอบที่เซ็นภาพรวมกับทุกประเทศในเพื่อนสมาชิกอาเซียนกับกรอบที่ตกลงระหว่าง ประเทศไทยกับประเทศพม่านั้นจะมีผลดี ผลเสีย จะมีอะไรที่แตกต่างกับสิ่งที่เราเซ็นกับ ๑๐ ประเทศหรือไม่ ผมก็อยากทราบครับ หรือว่ามีความจําเป็นที่จะต้องเอาอันนี้ให้ผ่านไป เพราะว่าได้คุยกันไว้นานแล้ว ก็เลยต้องผ่านไปตามกระบวนการ ก็ไม่เป็นอะไรครับ แต่ผมก็อยากจะฝากไปว่าจริง ๆ ถ้ามันไม่สามารถครอบคลุมอยู่ใน ๑๐ ประเทศได้ก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะว่าประเทศไทยก็เป็นสมาชิกอาเซียนที่มีความแข็งแรง มีความชัดเจน เป็นเจ้าภาพการประชุม ด้วยความแข็งแรงและตั้งใจ แล้วอยู่ดี ๆ ถ้ามีคนอื่นถามว่าแล้วมันต่างกับที่เซ็นกับ เพื่อนสมาชิกอื่น ๆ อย่างไร ทําไมต้องมาเซ็นเฉพาะกับประเทศพม่า ผมก็ไม่แน่ใจว่า เราจะตอบอีก ๘-๙ ประเทศนั้นอย่างไร หรือถ้าวันนี้ผู้ที่มาชี้แจงและทางท่านรัฐมนตรีด้วย สามารถจะบอกความแตกต่างระหว่างข้อตกลงนี้กับข้อตกลงเอซีไอเอได้ก็จะเป็นพระคุณครับ เพราะว่าเราก็อยากทราบเหมือนกันว่าสาระสําคัญมันแตกต่างกันตรงไหน ทําไมต้องเอาเข้ามา หารืออีกครั้งหนึ่ง

กลับมาในเรื่องสุดท้ายครับ ก็อยากจะสอบถามไปยังรัฐบาลครับว่า ถ้าวันนี้ มีการผลักดันในเรื่องของการลงทุนในประเทศพม่าจริง ผมก็อยากจะสอบถามว่าสาระสําคัญ ที่อยู่ในข้อตกลงฉบับนี้ก็จะมอบหมายให้กระทรวงต่างประเทศนั้นเป็นเจ้างานหลัก นั่งหัวโต๊ะ ในการที่จะพูดคุยเผยแพร่และนําไปสู่การปฏิบัติ ผมอยากจะเรียนท่านประธานไปถึง ท่านรัฐมนตรีแล้วก็รัฐบาลครับว่า ในอดีตที่ผ่านมาในเรื่องของการค้าการลงทุน ส่วนใหญ่แล้ว สาระสําคัญและความจําเป็นที่สุดก็ต้องเป็นของท่านนายกรัฐมนตรี หรือแม้กระทั่ง รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีก็ถือว่ามีความใกล้ชิดแล้วก็จะต้องเดินทางไปในทุก ๆ ประเทศ ที่ท่านรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีไปเยือน ยกตัวอย่างเช่น ขณะนี้ผมเชื่อว่าท่านนายกรัฐมนตรี กําลังเดินทางกลับจากประเทศออสเตรเลีย ก็มีทั้งท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และอื่น ๆ ไปแล้วก็ไปพูดถึงเรื่องการค้า การลงทุน และการพาณิชย์ด้วย เช่นกันครับ แต่ทําไมสาระสําคัญในการตกลงต่าง ๆ ก็ไปขึ้นอยู่ภายใต้ กรอบกระทรวงการต่างประเทศทั้งหมด ไม่ทราบว่าท่านให้ความสําคัญในเรื่องการลงทุนนั้น ขนาดไหน ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วท่านนายกรัฐมนตรีก็เอากระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงอื่น ๆ ตามไปด้วยเป็นโขยงครับ เพราะเชื่อว่าการลงทุนเป็นสิ่งที่สําคัญสําหรับประเทศเรา แต่วันนี้ เวลาจะตกลงอะไรกันทีก็เห็นใช้กระทรวงต่างประเทศเป็นคนออกกรอบแล้วก็เป็นคนนําเสนอ ในรัฐสภาแห่งนี้ด้วย ผมก็ไม่แน่ใจว่าท่านได้มีโอกาสได้ถามหน่วยงานอื่นซึ่งรับผิดชอบในเรื่องของ การค้าการลงทุนโดยตรงหรือไม่ แล้วก็อยากจะฝากไปว่าในนี้ถ้าไปดูสาระสําคัญมีอยู่เรื่องหนึ่ง ที่อันตรายมากก็คือบอกว่าในการเข้ามาร้องทุกข์ ร้องเรียนถ้าเกิดไปลงทุนแล้วมีการทําผิด ในเรื่องของคู่สัญญาต่าง ๆ อย่างเช่น เอกชนไปลงทุนในประเทศพม่าแล้วมีปัญหา สิ่งที่เขา จะทําต่อไปจากนี้ได้ก็คือว่าต้องมาเสนอเรื่องที่มีปัญหาหรือขัดแย้งเกิดขึ้นตามกรอบที่ เขียนอยู่ในนี้แล้วนําเสนอมาที่กระทรวงการต่างประเทศ แล้วกระทรวงการต่างประเทศ จะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อพิจารณาว่าเข้าข่าย เข้ากรอบในการร้องเรียนหรือไม่ แล้วก็ให้เวลา ๖๐ วัน แล้วต่อได้อีก ๖๐ วัน ผมก็อยากจะสอบถามว่ากระทรวงการต่างประเทศ จะสามารถวิเคราะห์พิจารณาโดยใช้คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นให้กับเอกชนถ้าเกิดมีปัญหาแล้วก็ พยายามที่จะเดินเข้ามาสู่กรอบการตกลงในครั้งนี้ ท่านจะทําได้ครอบคลุมขนาดไหน ท่านจะตั้งใครเป็นคณะกรรมการ คณะกรรมการชุดนี้จะประกอบด้วยใครบ้าง หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเป็นใครบ้าง ไม่มีครับ เขียนไว้กว้าง ๆ ว่าจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา พิจารณา ผมก็กลัวอีกครับว่า ถ้าอย่างนั้นมีเข้ามา ๑๐๐-๒๐๐ เรื่อง ท่านจะเลือกย่างไรครับ ว่าจะทําให้ใครก่อน ใครหลัง ท่านจะรู้ได้อย่างไรว่าอันไหนท่านจะปัดเขาตกบอกว่าไม่เข้ากรอบ อันไหนท่านจะช่วยผลักดันอย่างเต็มที่เพื่อสิทธิแล้วก็ประโยชน์ของพี่น้องประชาชนนักลงทุน ของคนไทย เพราะฉะนั้นท่านประธานจะเห็นนะครับว่าในข้อตกลงนี้เขียนไว้กว้างมาก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแทบจะไม่เข้ามามีส่วนร่วมเลย เพราะถ้าได้อ่านไปในทุก ๆ ข้อตกลง ตั้งแต่นิยามเป็นต้นไป ส่วนใหญ่ก็จะใช้กระทรวงต่างประเทศเป็นหลักเท่านั้น แล้วคณะกรรมการที่ผมเรียนว่าจะตั้งขึ้นโดยกระทรวงต่างประเทศนั้นผมคิดว่าเรื่องนี้สําคัญมาก เพราะจะเป็นคณะกรรมการที่ขับเคลื่อนเมื่อนักลงทุนเขามีปัญหา ผมก็ไม่ทราบว่า จะมีกระทรวงพาณิชย์ไหม จะมีกระทรวงอุตสาหกรรมไหม จะมีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ในระดับปฏิบัติมากน้อยแค่ไหน ก็ไม่มีครับ ในสาระสําคัญก็เขียนเปิดกว้าง ๆ ไว้ว่า ให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณา แล้วก็ให้เวลาตอบว่าเข้าข่ายหรือไม่ จะเดินหน้าใช้ข้อตกลงนี้หรือไม่ภายใน ๖๐ วัน แล้วก็สามารถยืดต่อได้อีก ๖๐ วัน นี่คือสิ่งที่ ผมคิดว่าทางรัฐบาลต้องไปดูครับ ถ้าท่านคิดว่าในอดีตที่ผ่านมาท่านทําแล้วมีความน่าเชื่อถือ ผมก็ไม่ติดใจครับ แต่ต้องยอมรับว่าอย่างที่ผมเกริ่นไว้ตั้งแต่ตอนต้นว่า ตอนแรกท่านไม่ได้ ขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างจริงจัง ๖ เดือนแรกผมไม่เห็นรัฐบาลชุดนี้และท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดถึง การส่งเสริมในเรื่องของการไปผลักดันให้ท่าเรือกับประเทศพม่า ก็คือท่าเรือน้ําลึกที่ทวาย เป็นสาระสําคัญ จะเห็นก็หลังจากวันที่ ๑๕ วันที่ ๑๖ ธันวาคม ที่ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ไปเยือนประเทศพม่าแล้วก็ไปเห็นท่าเรือน้ําลึกทวาย แล้วก็พูดถึงแนวทางว่าน่าสนใจและ น่าดําเนินการในเรื่องนี้อย่างมาก หลังจากนั้นท่านก็ประชุม ครม. สัญจรที่เมืองกาญจน์ มีการผลักดัน รวมทั้งวันนี้ก็มีการผลักดันกรอบข้อตกลงในเรื่องของกรอบความคุ้มครองการลงทุนไทย-พม่า ให้เกิดขึ้น แล้วในอดีตที่ผมบอกไปแล้วว่าท่านไปดูเถอะครับ คนที่เคยไปลงทุนประเทศพม่า แล้วไปสร้างชื่อไม่ค่อยดีไว้ก็ไม่อยู่ไกลกับรัฐบาลชุดนี้นัก เพราะฉะนั้นมีความจําเป็นอย่างยิ่ง ที่ผมก็มีความประสงค์ดีครับ อยากจะฝากท่านประธานไปถึงรัฐบาลว่าท่านอย่าผลักดัน นโยบายระหว่างประเทศ อย่าผลักดันนโยบายเรื่องการส่งเสริมการลงทุน การค้าต่าง ๆ เพราะต้องคอยให้ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณไปก่อนรัฐบาลถึงเดินตามไป ท่านต้องเป็น ตัวของตัวเอง เอาหลักข้อคิด หลักการค้าการลงทุนที่ถูกต้อง ความจําเป็นของนักลงทุนที่เกิดขึ้น มาเป็นสาระสําคัญ ท่านอย่าเดินตามใครโดยที่ท่านยังไม่ได้ดูว่ามันได้ประโยชน์กับประเทศนั้น หรือประเทศเรามากน้อยสักแค่ไหน ที่ผมพูดนี้ผมไม่ได้มีเจตนาอย่างอื่น เพียงแต่ว่าผมได้เห็น ตามข่าว แล้วก็ได้เห็นว่ามันเกิดขึ้นจริง แล้วท่านก็ผลักดันจริง ผมก็ฝากไปว่าจริง ๆ แล้ว มันมีด่านอีกหลายด่านที่อยู่ติดกับพรมแดนประเทศพม่า ยังมีการค้าการลงทุนอีกหลายประเทศ ที่เราต้องเร่งผลักดัน ไม่ใช่เป็นไปตามที่รัฐบาลชอบบอกว่าต้องรีบเอาเข้า เพราะมาตรา ๑๙๐ ไม่ใช่ครับ ท่านต้องหาปัจจัยสําคัญที่จะต้องเร่งผลักดันเพื่อตัวเลขการค้าการลงทุน เพื่อเงินที่จะ เข้าประเทศเรา เพราะฉะนั้นผมกังวลเป็นอย่างยิ่งว่าถ้าเป็นแบบนี้ทุกคนก็จะมีความกังวลว่า ถ้าท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณไม่เดินทางไปไหน รัฐบาลในเรื่องของนโยบายต่างประเทศ และนโยบายการค้าการลงทุนก็จะไม่เดิน ถ้าอย่างนี้มันก็คงไม่เหมาะสม แล้วก็คงไม่สามารถ สร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศโดยรวมได้ เพราะฉะนั้นผมก็ฝากไว้ครับว่าความคิดแบบนี้ อย่าให้เกิดขึ้น สิ่งที่เราต้องทํากันในเรื่องของกรอบการค้าการลงทุนกับประเทศอื่น ๆ ผมก็ฝากถามท่านประธานไปถึงท่านรัฐมนตรีด้วยว่า ฝากท่านรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ไปด้วยครับว่ายังมีอีกกี่ประเทศที่ยังค้างคาแบบนี้ ผมได้ยินว่ามีอีกหลายประเทศ รวมทั้งไม่ใช่ ประเทศเพื่อนบ้านเราด้วย เป็นข้อตกลงการค้าระหว่างภูมิภาคอื่นกับประเทศไทยก็ยังมีค้างอยู่อีก หลายฉบับมาก ก็อยากให้เร่งทําเพื่อเป็นประโยชน์กับประเทศนี้ แล้วก็อย่าไปใช้แนวนโยบาย ที่คิดไปทําไป แล้วก็คอยให้คนมาผลักดันอย่างนี้ ผมคิดว่ามันจะส่งสัญญาณที่ไม่ดีเลย กับการค้าการลงทุนของประเทศไทย ผมก็ไม่มีอะไรมากครับ อยากจะฝากท่านประธาน ไปเท่านี้ แล้วก็ฝากให้ไปดูว่าสาระสําคัญรวมถึงสิ่งที่ผมสอบถามไปในเรื่องของกรอบการค้า การลงทุนในด้านของการคุ้มครองผู้ลงทุนที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกอาเซียนที่มีผลบังคับใช้ไป วันที่ ๒๙ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕ นั้น มีความแตกต่างอย่างไรกับกรอบข้อตกลง ที่เข้ารัฐสภาในวันนี้ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านวิทยา อินาลา ครับ

นายวิทยา อินาลา สมาชิกวุฒิสภา นครพนม 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม วิทยา อินาลา สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดนครพนม วันนี้ก็จะมาแสดงความคิดเห็น แล้วก็จะให้ความเห็นชอบกับความตกลงเพื่อการส่งเสริมและการคุ้มครองการลงทุนระหว่าง ไทย-พม่า ซึ่งรัฐบาลจะไปเจรา ไปเซ็นสัญญากับประเทศพม่า แต่ก่อนอื่นที่ผมจะเข้าสู่เนื้อหา จากเอกสารที่กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ที่แปลเป็นภาษาไทย ขึ้นมา ผมไม่แน่ใจว่าภาษาที่เกิดใหม่หรือเปล่า คําว่า ปฏิบัติ ที่เขียน ปฏิบัติ ผมดูแล้วมีอยู่ประมาณ ๑๐ คํา เขียนว่า ประติบัติ ในคําที่แปลออกมาตรงนี้ ความหมายนี่อันนี้เป็นบัญญัติใหม่ของกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศใช่หรือไม่ ท่านจะไปเจรจากับคนอื่น แค่ภาษาไทยยังผิดเลย อันนี้ก็คือ ฝากท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีด้วยว่าการที่เราจะทําอะไร ประเทศไทยเราต้องเป็นมืออาชีพ ไม่ใช่สักจะเขียนอย่างไรก็ได้ บ้านเมืองเราถึงเป็นอย่างนี้ ทีนี้เข้าสู่เนื้อหาว่าสมควรจะให้ความเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ในการเจรจา ระหว่างประเทศ ตรงนี้ผมคิดว่าประเทศไทยกับประเทศพม่าในเรื่องของการส่งเสริมการลงทุน แล้วก็คุ้มครองนักลงทุนผมเห็นด้วย ก่อนที่จะเข้าไปก็จะปูพื้นว่าหลาย ๆ ท่านในนี้ หรือหลาย ๆ ท่าน ที่อยู่ในประเทศไทยตรงนี้ยังไม่เข้าใจคําว่า เมียนมาร์ (Myanmar) คืออะไร พม่าคืออะไร ตอนนี้คําว่า ยูเนียนออฟเมียนมาร์ (Union of Myanmar) ไม่มีแล้วครับ เมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๓ พม่าที่เราบอกว่า ยูเนียนออฟเมียนมาร์ หรือแต่ก่อนเราบอกว่าจากเบอร์มา (Burma) มาเป็น ยูเนียนออฟเมียนมาร์ เปลี่ยนธงชาติแล้วครับ หลังจากได้รัฐธรรมนูญใหม่ ปี ๒๕๕๑ ชื่อประเทศก็เปลี่ยน จาก ยูเนียนออฟเมียนมาร์ เป็น เดอะริพับลิก ออฟยูเนียน ออฟเมียนม่า (The Republic of Union of Myanmar) ถ้าเป็นภาษาไทยก็คือสาธารณรัฐ แห่งสหภาพเมียนมาร์ ความหมายตรงนี้คืออะไรครับ วิชัน (Vision) ของพม่าตอนนี้เปลี่ยนแล้วครับ คําว่าเปลี่ยนคืออะไรครับ เขารวบรวมเอารัฐต่าง ๆ ที่เกิดปัญหากัน ชนกลุ่มน้อยเข้ามาเป็น สาธารณรัฐ คือหลาย ๆ กลุ่มเป็นจังหวัดเข้ามาสู่ประเทศเดียวกัน แต่ก่อนคําว่า เบอร์มา คือชนชาติเฉพาะพม่าเท่านั้นเอง ต่อไปทหารยึดจากประชาธิปไตยเป็นรัฐบาลสังคมนิยม ปกครองแบบทหาร ก็ใช้คําว่า ยูเนียนออฟเมียนมาร์ แต่สหประชาชาติยังใช้คําว่า เบอร์มา อยู่ แต่ปัจจุบันนี้เป็นสาธารณรัฐแล้วละครับ เพราะฉะนั้นวิชันของประธานาธิบดีเต็ง เส่งคนนี้ ผมถือว่าอนาคตพม่าจะเป็นผู้นําของอาเซียนด้วยซ้ําไป โดยเฉพาะประเทศไทยยังคิดแบบนี้อยู่ ทําไมครับ ประเทศพม่าแต่ก่อนชนกลุ่มน้อยรบราฆ่าฟันกัน โดยเฉพาะติดชายแดนกับ ประเทศไทย มี ๒,๔๐๑ กิโลเมตร ถือว่ายาวที่สุด ผมจะเรียกพม่าก็แล้วกันนะครับ เพราะมันยาว ติดกับประเทศไทยเป็นอันดับ ๑ อันดับ ๒ ก็คือประเทศจีน ๒,๑๘๕ กิโลเมตร อันดับ ๓ ประเทศอินเดีย ๑,๔๖๓ กิโลเมตร เห็นไหมครับ ถ้าเปรียบเทียบทางภูมิศาสตร์ของประเทศพม่า ประเทศพม่าได้เปรียบ เพราะว่าติดกับประเทศจีน ติดกับประเทศอินเดีย ติดกับประเทศไทยด้วย ประเทศพม่าสมัยก่อน ผมเพิ่งไปประชุมดับบลิวทีโอ (WTO) เป็นตัวแทนของวุฒิสภา ไปประชุมดับบลิวทีโอที่สิงคโปร์ ได้คุยกับตัวแทนของสมาชิกวุฒิสภาแล้วก็สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ของประเทศพม่าเขาบอกว่า ประเทศไทยกับประเทศพม่าเรามีพื้นที่ที่ติดชายแดน ๒,๐๐๐ กว่ากิโลเมตร ทําอย่างไรเราจะให้การค้าการขายมันเกิดดีขึ้น โดยเฉพาะ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเราก็เหมือนกัน ก็ให้ดีเหมือนกัน เพราะเป็นศาสนาพุทธ เหมือนกัน แต่เขาบอกว่าเสียดายที่ประเทศไทยเรายังมีการเกิดความไม่เข้าใจระหว่างต่างพรรค ต่างพวก ต่างสีกันอยู่ตรงนี้ เขาบอกว่าถ้านึกถึงเขาเมื่ออดีตแล้ว มีความยากลําบากแสนเข็ญ ขนาดไหน เมืองไทยจะเอาแบบเขาเมื่ออดีตใช่หรือไม่ สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลจะทําอะไรเรื่องการค้า มันต้องมีความผูกพันกัน มันต้องมีความเป็นมิตรกัน การคุยอะไรกันในเรื่องนโยบาย ต่างประเทศ ในเรื่องต่างประเทศก็ต้องคุยอีกแบบหนึ่ง ธุรกิจก็ต้องว่ากันอีกแบบหนึ่ง โดยเฉพาะมีท่านรัฐมนตรีท่านหนึ่งในรัฐบาลชุดนี้ ไปพูดเกี่ยวกับเรื่องนะคะมวย ทําให้เกิดการค้าการขายระหว่างชายแดนเมียวดีกับแม่สอด ของเราเป็นอย่างไรครับ หยุดชะงักลง เพราะอะไรครับ เพราะเราไม่รู้กติกาว่าการค้ามันต้อง ทําอย่างไร การค้ากับการเมืองมันไปด้วยกันได้ไหม ได้ แต่ไม่ใช่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ คําว่า นะคะมวย นี่มันคืออะไร ความหมายก็คือ ผมไปถามพม่า ภาษานี้คืออะไรครับ บอกหน่อยสิ เขาบอก นะคะมวย หรือ เขาบอกคือหนวด คือว่าทหารตรงนั้นก็คือมีหนวด เป็นชื่อเล่นของเขา เพราะฉะนั้นผมบอกว่ารัฐบาลจะทําสัญญาอะไรกับใครโดยเฉพาะเรื่องการค้า สิ่งสําคัญที่สุด ก็คือต้องสร้างความทรัสท์ (Trust) ความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน ถ้าไม่มีความไว้เนื้อเชื่อใจ ทําอย่างไรก็ไม่เกิด การค้าก็ไม่เกิดครับ ทีนี้ถามว่าทําไมครับ ตอนนี้ประเทศพม่าหลังจาก รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาจากปี ๒๕๕๑ มีการเลือกตั้งใหม่วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๕ สมาชิก ของพรรคออง ซาน ซูจี ได้มา ๔๐ กว่าที่นั่ง สหภาพยุโรปลดการแซงก์ชัน (Sanction) ๑ ปี ประเทศสหรัฐอเมริกายังมีการแซงก์ชันอยู่ ตอนนี้ทั่วโลกให้ความสําคัญกับประเทศพม่า ให้ความสําคัญกับอาเซียน โดยเฉพาะประเทศพม่า เพราะประเทศพม่าเป็นประเทศที่เปิดใหม่ ถ้าเป็นสาวก็คือสาวบริสุทธิ์แล้วสวยด้วย ทําไมถึงบอกว่าสาวบริสุทธิ์และสวยด้วย เพราะอะไรครับ ประเทศพม่ามีประชากร ๖๐ ล้านคน มีพื้นที่ ๖๐๐,๐๐๐ กว่าตารางกิโลเมตร มากกว่าประเทศไทย ๑.๓ เท่า ถามว่าถ้าเปรียบเทียบกัน ธรรมชาติเป็นอย่างไรครับ เขามีน้ํามัน น้ํามันอยู่ตรงไหนครับ ถ้าเป็นออฟชอร์ (Offshore) อยู่ในทะเล ก็คืออยู่ในอ่าวเบงกอล ตอนนี้กําลังมีข้อถกเถียงกันอยู่ระหว่างประเทศพม่ากับประเทศบังกลาเทศว่า พื้นที่น้ํามัน ที่อยู่ในอ่าวเบงกอลหรือว่าแก๊สธรรมชาติที่อยู่ในอ่าวเบงกอล จะเป็นของใคร จะร่วมมือกันไหม หรือว่าจะแบ่งผลประโยชน์กันอย่างไร นี่เขาคุยกันแล้ว ประเทศพม่ามีต้นไม้ ประเทศพม่า มีแร่ธาตุ นี่ละครับคือความสําคัญของประเทศพม่า แล้วก็วันที่ ๑ เมษายน มีการเลือกตั้ง แล้วสิ่งสําคัญที่สุดคือเปลี่ยนประเทศพม่าให้เป็นที่ยอมรับของนักลงทุนต่างชาติก็คืออะไรครับ แต่ก่อนประเทศพม่า ใครจะค้าขายกับประเทศพม่าค่อนข้างจะลําบาก ทําไมครับ เพราะประเทศพม่ามีอัตราแลกเปลี่ยนเงินจ๊าดกับเงินยูเอสดอลลาร์ มี ๒ อัตรา อย่างที่ท่านสมาชิก หลายท่านบอกว่า ถ้าเป็นค้าขายกันในทางถูกต้อง ก็คือ ๑ เหรียญยูเอสดอลลาร์ ประมาณ ๖ จ๊าด แต่ถ้าเป็นแบบใต้ดินหรือเขาเรียกว่าเป็นชาโดว์ อีคอนอมี (Shadow economy) ก็คือเป็น เศรษฐกิจใต้ดิน ๑ เหรียญยูเอสดอลลาร์เท่ากับ ๘๒๐ จ๊าด ต่างกันเกือบ ๑๓๐ กว่าเท่าครับ แล้วใครจะไปเกิดการค้าขายขึ้นมาตรงนี้ แต่เมื่อประเทศพม่าเขาเห็นแล้วว่า เมื่อท่านเต็ง เส่ง ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีบอกว่า ท่านจะเปลี่ยนอัตราแลกเปลี่ยนเป็นหนึ่งเดียว ก็คือท่านให้เอา ประเทศพม่าใช้ไอเอ็มเอฟ กองทุนการเงินระหว่างประเทศเป็นที่ปรึกษาว่า จาก ๒ อัตราแลกเปลี่ยน จาก ๖ จ๊าดเท่ากับ ๑ ยูเอสดอลลาร์กับ ๘๒๐ จ๊าดเท่ากับ ๑ ยูเอสดอลลาร์ ให้เป็นอัตราเดียว อันไหนที่มันเหมาะสม จ้างกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ก็คือไอเอ็มเอฟเป็นที่ปรึกษา สรุปเมื่อวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๔ เขาเปลี่ยนเป็นหนึ่งเดียวกัน ก็คือ ๑ เหรียญยูเอสดอลลาร์ ประมาณ ๘๒๐ จ๊าด ตอนนี้ผมคิดว่าน่าจะมากขึ้น เพราะว่าค่าเงินของจ๊าดมันอ่อนลง ผมว่า น่าจะประมาณ ๘๕๐-๘๖๐ จ๊าดต่อ ๑ เหรียญยูเอสดอลลาร์ เพราะฉะนั้นอันนี้มันบ่งบอก อะไรครับ บ่งบอกให้นักลงทุนต่างประเทศ ตอนนี้ที่กําลังรออยู่ ประเทศพม่าเปิดประเทศ วิ่งกรูเข้าไปแล้ว โดยเฉพาะในอาเซียนใครได้ประโยชน์สูงสุดครับ ตอนนี้คือประเทศสิงคโปร์ครับ ประเทศสิงคโปร์เป็นที่ปรึกษา โดยเฉพาะประเทศพม่า ใช้โมเดล (Model) ประเทศสิงคโปร์ในการพัฒนาประเทศ การพัฒนาเศรษฐกิจ การเงินทุกอย่าง จากประเทศพม่าโดนแซงก์ชัน แต่ไปที่ประเทศสิงคโปร์ ประเทศสิงคโปร์กินคอมมิชชัน (Commission) อย่างน้อย ๕-๗ เปอร์เซ็นต์ แล้วประเทศไทยล่ะครับอยู่ตรงไหน นักลงทุนไทย ที่ไปก็มีแต่เฟิร์ม (Firm) ใหญ่ ๆ ทั้งนั้น มีเอสซีจี (SCG) ที่ผมเห็นนะครับ มีปูนซิเมนต์ไทย ที่เข้าไป นอกนั้นยังไม่เห็นอะไรเลย เพราะอะไรครับ เพราะกฎหมายการลงทุนของเมียนมาร์ หรือของประเทศพม่าตอนนี้ยังไม่ออกมา ถ้าบริษัทต่างประเทศไปลงทุนในประเทศพม่า ก็คือเป็นบริษัทของประเทศพม่า ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นท่านต้องไปร่วมทุน หรือให้ประเทศพม่าเป็นนอมินี (Nominee) เหมือนกับประเทศไทยที่มีนอมินีกันอยู่ทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นตรงนี้นักลงทุนต่างประเทศกําลังรออยู่ว่าเมื่อไรกฎหมายของเอฟดีไอ (FDI) ก็คือ ฟอริน ไดเรคท์ อินเวสท์เมนท์ (Foreign Direct Investment) คือการลงทุน จากต่างประเทศจะเข้ามา ตอนแรกประเทศพม่าบอกว่าเมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์เดือนนี้จะเสร็จ สุดท้ายสรุปก็ยังไม่เสร็จก็ต้องดีเลย์ (Delay) กันอยู่ เมื่อกฎหมายตัวนี้ออกมา แล้วคิดว่า จะออกมาเร็ว ๆ นี้ นักลงทุนต่างชาติเข้าไปแน่นอน ถามว่าไทยเพิ่งจะมาทําหรือครับ โอเค ทําแล้วก็ยังไม่สาย แต่ทําแล้วท่านต้องให้ประโยชน์กับนักลงทุนของไทยที่จะไปลงทุนในต่างแดน โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านที่เราเป็นพม่ากันอยู่ทุกวันนี้ ทวาย ท่าเรือน้ําลึกทวาย เป็นอย่างไร ค่าแรง ๓๐๐ บาทต่อวันตอนนี้มีปัญหา อีกหน่อยถ้าท่าเรือน้ําลึกทวายเกิดขึ้น ผมคิดว่าไม่เกิน ๕ ปี เศรษฐกิจประเทศพม่าดีขึ้น ผมคิดว่า ๕-๑๐ ปี ตอนนี้ค่าแรงขั้นต่ํา ประเทศพม่าประมาณ ๒ เหรียญต่อวัน ตีว่า ๓๐ บาทต่อ ๑ ยูเอสดอลลาร์ ก็คือ ๖๐ บาท ค่าแรงเมืองไทย ๓๐๐ บาท ห่างกัน ๓.๓ เท่า ๓ เท่ากว่า ตอนนี้พม่ามาเมืองไทยแน่ แต่อีกหน่อยทวายเกิดขึ้น ค่าแรงประเทศพม่าเพิ่มขึ้น คนงานพม่ากลับไปประเทศเขา ประเทศไทยตอนนี้ยังใช้ค่าแรงอยู่ ๓๐๐ บาทต่อวันมีปัญหาแน่ เพราะฉะนั้นทางรัฐบาล ท่านประธานครับ ทางรัฐบาลต้องคํานึงว่าถ้าพม่ากลับไปแล้ว ธุรกิจที่ไทยเรา โดยเฉพาะ ธุรกิจที่ใช้แรงงานคน สิ่งทอ อิเล็กทรอนิกส์ พวกอาหารทะเล ตรงนี้คนงานเขาไปหมด จะไปอย่างไร สิ่งที่เขาจะอยู่ได้ เขาต้องย้ายตามไปไหม เขาบอกว่าถ้าเราจะไปลงทุนต่างประเทศ ต้องพูดภาษาเพื่อนบ้านให้เป็น ถ้าเราจะไปลงทุนประเทศพม่าต้องพูดภาษาพม่าให้เป็น พูดภาษาอังกฤษให้เป็น แต่เมืองไทยได้เปรียบครับ แรงงานพม่ากลับไป นักลงทุนไทยกลับไป ไม่ต้องพูดภาษาอังกฤษ ไม่ต้องพูดภาษาพม่า พูดภาษาไทยครับ เพราะแรงงานพม่าที่ จากเมืองไทยกลับไปอยู่เขาพูดภาษาไทยรู้เรื่อง เพราะฉะนั้นตรงนี้รัฐบาลจะให้การสนับสนุนอย่างไร ต้องเตรียมพร้อมไว้ตรงนี้นะครับ แล้วสิ่งหนึ่ง บีโอไอ การส่งเสริมการลงทุนบอกว่าส่งเสริมให้ นักลงทุนไทยไปลงทุนในอาเซียน ไปลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่แข็งแรงแล้ว ออกไปลงทุนในต่างประเทศ ถามว่าท่านมีกฎหมายลงทุนต่างประเทศ ท่านส่งเสริม ใช่ แต่เวลานักลงทุนต่างประเทศ นักลงทุนไทยที่ได้กําไรออกมานี่ สมมุติว่าผมไปลงทุนที่ ประเทศพม่า ได้รับการส่งเสริมการลงทุน แต่ผมได้กําไร ผมเอาเงินเข้าประเทศ ตรงนี้ผมต้อง เสียภาษี คอร์พอเรท แทกซ์ (Corporate tax) ภาษีนิติบุคคลรัฐที่ธุรกิจทํากําไรแล้วต้องเสีย ๒๓ เปอร์เซ็นต์ ใช่หรือไหม ถ้าใช่ ผมต้องเสียภาษี ๒ ต่อ ก็คือเสียที่ภาษีที่ผมไปประกอบการ กับ ๒. เอาเงินกําไรเข้ามาในประเทศไทยต้องเสียภาษีอีก ก็คือเสีย ๒ เด้ง ถามว่าใครจะไป ลงทุนละครับ ตรงนี้ท่านมีกติกาไหม ท่านมีกฎหมาย มีอะไรไหมที่จะไปรองรับตรงนี้ ท่านบอกส่งเสริม ส่งเสริม แต่ในทางปฏิบัติมันทําไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราจะเปิดอาเซียนอยู่แล้วในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๘ กฎหมายผมบอกว่า เกี่ยวกับการลงทุน การคุ้มครองนักลงทุน หรือการลงทุนในเรื่องของการบริการ การค้าอะไรต่าง ๆ ตรงนี้ กฎหมายมีตั้งเยอะแยะ ซึ่งเราจะต้องแก้ไขปรับปรุงให้มันทันสมัย ถ้ายังไม่ทําตรงนี้อยู่ การแข่งขันในอาเซียนที่เราจะเปิดในอาเซียน ทุกคนบอกอาเซียน อาเซียนตรงนี้อยู่ ประเทศไทย แข่งไม่ได้หรอกครับ ผมว่าคนที่เปิดแข่งได้ ได้เปรียบที่สุดในประชาคมอาเซียนก็คือประเทศสิงคโปร์ เพราะอะไรครับ เพราะประเทศสิงคโปร์ทุกวันนี้เขาไปอยู่แล้ว ไปทั่วโลก ไปทั้งอาเซียน นอนอาเซียน (Non-ASEAN) อยู่ ยิ่งเราเปิดอาเซียนเมื่อไร เขายิ่งได้ประโยชน์มากเท่านั้น ถามว่าตอนนี้ประเทศไทยเราจะจัดโพซิชันนิ่ง (Positioning) ประเทศไทยในเรื่องของ การแข่งขันอยู่ตรงไหน มีแน่ชัดหรือยัง ชัดเจนหรือยัง ถ้าชัดเงินต้องลงไป อันนี้ก็ฝากท่านไว้ด้วย นะครับ ตรงหนึ่งผมอยากจะได้คําตอบนะครับ ท่านประธานครับ ก็คือว่าคําถามผมว่า ถ้าบีโอไอตอนนี้สนับสนุนนักลงทุนไปลงทุนต่างประเทศ แล้วสมมุติว่านักลงทุนได้กําไรออกมา เสียภาษีให้กับประเทศพม่า สมมุติ แล้วเรานําเงินกลับมาประเทศ เงินกําไรตรงนี้เข้ามาประเทศ ต้องเสียภาษีใช่หรือไม่ ถ้าไม่เสียหรือเสีย ท่านมีแนวนโยบายแบบไหนในการที่จะ ให้ประโยชน์กับนักลงทุนไทยที่ไปลงทุนต่างประเทศครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญอาจารย์เจริญ คันธวงศ์ ครับ

นายเจริญ คันธวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายเจริญ คันธวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะที่เป็นสมาชิกรัฐสภา กระผมขอสนับสนุนความตกลงเพื่อส่งเสริมและคุ้มครอง การลงทุนระหว่างไทย-เมียนมาร์ สาเหตุก็เพราะว่าที่จริงแล้วเราเป็นประเทศใกล้เคียงกัน ดังที่สมาชิกหลายท่านได้แสดงความคิดเห็นไปแล้ว แต่ว่าก่อนที่จะมีข้อตกลงในเรื่องนี้ เราก็เคยทํามาค้าขายกันมาก่อน แต่ว่าขาดหลักประกันที่แน่ชัด ฉะนั้นข้อตกลงนี้ที่จริงแล้ว ก็ได้เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๒ สมัยนั้นท่านชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี และผมก็ได้มีโอกาสร่วมอยู่ในคณะรัฐมนตรีนั้นด้วย แล้วกระผมก็ได้ไปประเทศพม่าบ่อย แล้วก็ได้มีโอกาสเจริญสัมพันธไมตรีกันในระดับต่าง ๆ หลายระดับ ฉะนั้นกฎหมายฉบับนี้ ผมเห็นว่าจะเป็นประโยชน์มากต่อประเทศไทยและประเทศเมียนมาร์ด้วยกัน เพราะว่า ดังที่ท่านสมาชิกหลายท่านได้พูดแล้วว่าทรัพยากรธรรมชาติในประเทศเมียนมาร์นั้น มีมากมาย ทั้งน้ํามัน ทั้งก๊าซและสิ่งต่าง ๆ อีกหลายอย่าง รวมทั้งพลังงานด้วย ปัญหามีอยู่ว่า เมื่อเรามีข้อตกลงอันนี้แล้วใครจะได้ประโยชน์อย่างไรบ้าง ทั้งประเทศไทยและทั้งประเทศเมียนมาร์ ข้อตกลงนี้ประกอบด้วยข้อตกลงทั้งหมด ๑๔ ข้อด้วยกัน แต่ว่าอย่างที่ท่านอดีตรัฐมนตรีกษิต ภิรมย์ ได้ให้ข้อคิดไปแล้วว่า ไม่ได้แปลว่าเมื่อเรามีข้อตกลงนี้แล้วการค้าขายเราจะเจริญรุ่งเรือง อุปสรรคต่าง ๆ นั้นจะหมดลงไป แต่ว่าในทางตรงกันข้ามกระผมก็อยากจะขอให้ข้อคิดนี้ แก่คนไทยที่ฟังอยู่ แล้วก็ขอให้ข้อคิดนี้แก่รัฐบาลผู้ที่จะนําไปปฏิบัติ ก็เพราะว่าประเทศพม่านั้น หรือเมียนมาร์นั้นเป็นประเทศปิดเสียนาน ซึ่งบางคนเขาเรียกว่าประเทศที่ปกครองโดยระบบทหาร มาเป็นเวลานาน ฉะนั้นการที่จะเข้าใจการลงทุนระหว่างประเทศนั้นคงจะมีปัญหามาก แม้ว่าในข้อตกลงทั้ง ๑๔ ข้อนี้ เราจะพูดถึงวิธีการต่าง ๆ เพื่อให้ความมั่นใจต่อผู้ลงทุนก็ตาม แต่ผมคิดว่าคงไม่ง่ายอย่างที่ได้เขียนไว้ใน ๑๔ ข้อนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเรื่องการลงทุน ในประเทศเมียนมาร์นั้น ถ้าถูกปฏิวัติ ถูกเวนคืน เราจะได้รับการชดเชยอย่างไรบ้าง และเมื่อมีข้อพิพาทเราจะมีการระงับข้อพิพาทอย่างไรบ้าง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ผมว่าเรื่องนี้ ทางประเทศเมียนมาร์ยังไม่ค่อยพร้อมเท่าไร ถ้าเปรียบเทียบกับประเทศไทย ประเทศไทยเรานั้นมีบอร์ดบีโอไอ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน มาเป็นเวลาช้านาน และคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนของประเทศไทยนั้นก็ได้มีประสบการณ์ ที่จะติดต่อกับนานาประเทศมาเป็นเวลาช้านาน แม้กระนั้นก็ตามเราก็ยังมีบางอย่าง ที่เราจะต้องปรับปรุงแก้ไขอีก ถ้าเปรียบเทียบกับประเทศพม่าแล้วประเทศพม่ายังไม่มี ประสบการณ์ในเรื่องนี้มากนัก ฉะนั้นอาจจะมีปัญหา เรื่องนี้ต้องขอฝากทางกระทรวงการต่างประเทศ ได้พยายามที่เอาใจใส่ในเรื่องนี้มากขึ้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปตท. หรือบริษัทใหญ่ ๆ นั้น มีปัญหาน้อย เพราะว่าเขามีความสัมพันธ์ที่ดี รู้จักติดต่อกัน แต่ว่าคนไทย พ่อค้าขนาดเล็ก และขนาดกลางนั้นน่าจะมีปัญหา เรื่องนี้จึงต้องขอฝากทางกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงการต่างประเทศไว้หาทางแก้ไขด้วย แล้วนอกจากนี้พึงสังวรไว้ก็คือว่าคนไทยนั้น เวลาไปคบกับประเทศเพื่อนบ้านมักจะมีท่าทีในเชิงทางดูถูกเขา อันนั้นเป็นการทําลาย มิตรภาพ ทําลายความสัมพันธ์ที่ดีกัน เมื่อทําลายความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันแล้วต่อไปปัญหาต่าง ๆ ก็จะเกิดขึ้น เรื่องนี้ต้องขอฝากรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีไว้ด้วยครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแสดงออกต่าง ๆ ของสื่อ และการแสดงออกทางการบันเทิงนั้นก็ไม่ควรจะออกในทางเย้ยหยัน ควรจะออกในทางสร้างสรรค์และให้เกียรติประเทศเพื่อนบ้าน และสําหรับคนไทยที่ไป ทํามาค้าขายนั้นบางคนรู้จักคนในรัฐบาลชุดนี้ รู้จักกับคนมีอํานาจหลาย ๆ อย่าง ก็ได้สร้างปัญหา ในเรื่องนี้ไปแล้ว เรื่องนี้ต้องขอเตือนรัฐบาลไว้ด้วยว่ามีคนใกล้ชิดกับรัฐบาลได้มีโครงการ ที่ไปทําโทรศัพท์ในประเทศเมียนมาร์แล้ว แล้วก็มีปัญหากัน เรื่องนี้จึงขอเตือนไว้ด้วยว่า อย่าไปให้ผลประโยชน์ของคนบางคนไปเอาเปรียบประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมียนมาร์ แล้วจะทําให้คนไทยหลาย ๆ คนเสียโอกาส สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จึงขอฝากไว้ให้รัฐบาล ในการนําไปปฏิบัติด้วย ผมขอฝากข้อคิดไว้แต่เพียงเท่านี้ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสุรเดชเชิญครับ

นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ สมาชิกวุฒิสภา ปราจีนบุรี 🔗

เรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดปราจีนบุรี ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ วันนี้เรามาพิจารณาเรื่อง ความตกลงเพื่อการส่งเสริม และคุ้มครองการลงทุนระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสหภาพพม่า วันนี้เองต้องยอมรับว่าประเทศพม่าเป็นประเทศที่เนื้อหอม หลายคนรุมตอม หลายคน สนใจประเทศพม่า ถ้าเทียบกับปีที่แล้วประเทศพม่ายังโดนคว่ําบาตรอยู่ แม้กระทั่ง ประเทศสหรัฐอเมริกาเอง สหภาพยุโรปเอง เมื่อก่อน ๒ กลุ่มนี้คว่ําบาตร ปัจจุบันนี้ก็พยายาม ปรับท่าทีเพื่อที่จะมาลงทุน เพื่อจะมาค้าขายกับประเทศเพื่อนบ้าน กับประเทศพม่า ประเทศไทยเอง เป็นประเทศที่ติดกับประเทศสหภาพพม่าหรือเมียนมาร์ที่เราพูดกัน ดังนั้นเองความตกลง เพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนจึงเป็นสิ่งที่จําเป็นที่จะต้องกระทํา เนื่องจากว่า ถ้าเรามีความตกลงนี้แล้วนักลงทุนไทยที่ไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน รวมกระทั่งถึง ในประเทศพม่าจะขาดความมั่นใจ ทําให้นักลงทุนเราไม่สามารถกระทําได้ ดังนั้นเองความตกลง ที่ทางรัฐบาลได้เสนอมาครั้งนี้ผมเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีและจําเป็น แต่ว่าอาจจะล่าช้าด้วยซ้ําไป เพราะว่าเรื่องนี้บรรจุตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนเราเพิ่งมาพิจารณาเดือนพฤษภาคม ใช้เวลาถึง ๖ เดือน ซึ่งประเทศพม่าเองเขาทําความตกลง คือเขาตอบมาแล้วตามความตกลงข้อ ๑๔ ว่า เขาพร้อมที่จะตกลงตามข้อตกลงแล้ว ขาดรอประเทศไทยฝ่ายเดียว ซึ่งเราใช้เวลา การพิจารณานั้นใช้เวลาค่อนข้างจะนาน ต้องยอมรับว่าความตกลงนั้นเป็นความตกลงที่ เป็นไปตามข้อตกลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ วรรคสอง ซึ่งบอกว่าความตกลงใด ๆ จะต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภาแห่งนี้ และในบรรทัดสุดท้ายของวรรคสองนั้นก็บอกว่า รัฐสภาจะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน ๖๐ วัน นับจากวันที่รับเรื่องดังกล่าว ปัจจุบันนี้ก็ ๖ เดือนแล้ว แต่ว่าไม่มีผลบังคับใช้ แต่ว่า เขาเขียนว่าให้แล้วเสร็จภายใน ๖๐ วัน แต่เราเองนั้นใช้เวลาถึง ๖ เดือน ก็เป็นข้อสังเกต ซึ่งถ้าเกิดมีโอกาสแก้ไขรัฐธรรมนูญก็คงจะพิจารณาตรงนี้ได้ว่าให้สอดคล้อง ในการที่จะ ให้ความเห็นชอบจากรัฐสภา ผมว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะว่าเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ดี สมาชิกวุฒิสภาก็ดี ได้อภิปรายอย่างกว้างขวางและอย่างรอบคอบ เป็นสิ่งที่ดีและละเอียดรัดกุม เพราะประเทศพม่าเอง ถึงแม้ว่าเป็นประเทศที่เผด็จการ แต่เขาก็มีสภา เขามีการถกเถียงกันอย่างรอบคอบ และโดยยึดหลักผลประโยชน์ ของประเทศชาติเป็นหลัก ดังนั้นเอง ถ้า ๒ ฝ่ายยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติ ทั้ง ๒ ฝ่ายเป็นหลัก ดูรายละเอียดให้รอบคอบ มีผลประโยชน์ร่วมกันก็เป็นสิ่งที่ดีที่จะ หาความตกลงหรือจุดร่วมทุนกันได้อย่างไร ท่านประธานครับ เราเองการคุ้มครองในการลงทุน ไทย-พม่า ถ้าเกิดเทียบประเทศพม่าลงทุนประเทศไทยถือว่าน้อยมาก แต่ถ้าเกิดว่า เทียบประเทศไทยลงทุนประเทศพม่าถือว่ามหาศาล ซึ่งในเอกสารของรัฐสภาบอกว่า ไทยลงทุนอันดับ ๑ แต่ทางท่านรัฐมนตรีบอกว่าประเทศไทยอันดับ ๒ ก็ไม่เป็นอะไรนะครับ เพราะจริง ๆ แล้วประเทศจีนลงทุนในประเทศพม่าค่อนข้างจะมาก นอกเหนือจากลงทุน ในประเทศพม่าแล้วก็มีบทบาท มีอิทธิพลในประเทศพม่าค่อนข้างเยอะ จนเป็นที่มาของ ประเทศสหรัฐอเมริกาและอียูต้องกลัวตกขบวนเลยต้องมีบทบาทในประเทศพม่าตามมา ดังนั้นประเทศไทยเองก็ควรจะใช้ศักยภาพที่มีอยู่ในประเทศที่เป็นสมาชิกอาเซียนก็ดี เป็นประเทศที่อยู่ติดกันซึ่งมีพรมแดนถึง ๒,๔๐๑ กิโลเมตรก็ดี แล้วประเทศพม่ามีความชื่นชอบ ในวัฒนธรรม ชื่นชอบในสินค้าอุปโภคบริโภค ชื่นชอบในบันเทิง ประเทศพม่าดูละครไทยได้มาก แม้กระทั่งประเทศพม่าเองก็คนมาทํางานในประเทศไทยเป็นจํานวนหลายล้านคน มีทั้งมาใหม่ และกลับไป ดังนั้นเองคนพม่าซึมซับวัฒนธรรม ซึมซับประเพณีของไทยเป็นอย่างดี ดังนั้นเอง การที่เราลงทุนในประเทศพม่านั้นก็เป็นสิ่งที่ดี และประเทศพม่าเองก็ให้เกียรติกับเครดิตไทย ผมเองก็เคยพาคณะ ผมเป็นประธานคณะกรรมาธิการการพลังงาน วุฒิสภา ก็ได้โอกาสไปพบกับ ท่านประธานรัฐสภาพม่า ได้โอกาสไปพบกับรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน ได้โอกาสพบกับ รัฐมนตรีไฟฟ้า ๑ ประเทศพม่า ทั้ง ๓ ท่านให้การต้อนรับอย่างดี ให้การร่วมมือร่วมใจอย่างดี ขอให้ประเทศไทยมีความจริงใจในการลงทุน ก็ทางประเทศพม่าพร้อมที่จะตอบรับแล้ว โดยเฉพาะอย่างเช่นเรื่องพลังงาน แก๊สในประเทศพม่า ปตท.สผ. ได้สัมปทานในอ่าวพม่า ส่งแก๊สเข้ามาในประเทศไทย ใช้มาผลิตกระแสไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าในเมืองไทย ๗๐ เปอร์เซ็นต์มาจากแก๊ส และ ๑ ใน ๓ ของแก๊สมาจากพม่า ดังนั้นเองถ้าเกิดความร่วมมือร่วมใจ กันไม่ดี ปัญหาเพราะว่าเรายังพึ่งพาพลังงานเป็นจํานวนมาก หรือแม้กระทั่งประเทศไทยเอง โดยเฉพาะ ปตท.สผ. ก็ได้สัมปทานแปลงใหม่นอกเหนือจากในทะเลแล้ว ได้สัมปทานอีก ๒ แปลงบนบก ซึ่งจะมีการลงนามในสัปดาห์หน้าในวันที่ ๖ มิถุนายน ก็เป็นนิมิตหมายที่ดี ที่เป็นความตกลง หรือความร่วมมือระหว่างบริษัทของประเทศไทยที่ได้สัมปทานในประเทศพม่า หรือแม้กระทั่งพลังงานที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่นําเข้าพลังงาน เรายังต้องการพลังงาน อีกจํานวนมาก แม้กระทั่งพลังงานถ่านหิน ซึ่งถ่านหินในประเทศพม่าก็มีเป็นจํานวนมาก ก็สามารถนําเข้าถ่านหิน หรือแม้กระทั่งผลิตโรงไฟฟ้าที่ประเทศพม่าแล้วส่งมายังประเทศไทยได้ อย่างเช่นโครงการที่เดิมทีมีโครงการที่ทวาย จะมีโรงงานไฟฟ้าขนาด ๓,๐๐๐ เมกะวัตต์ โดยใช้พลังงานถ่านหินแล้วก็ส่งกระแสไฟฟ้ามาที่ประเทศไทย หรือโครงการเชียงตุงที่ยังอยู่ เหนือจังหวัดเชียงรายก็มีแหล่งสํารองพลังงานถ่านหิน ก็สามารถที่จะส่งกระแสไฟฟ้ามา ประเทศไทยได้ หรือแม้กระทั่งพลังงานน้ําเขื่อนฮัตจี ซึ่งมีกระแสไฟฟ้า สามารถ ผลิตกระแสไฟฟ้าได้หลายพันเมกะวัตต์เช่นเดียวกัน ดังนั้นเองความร่วมมือต่าง ๆ นั้นผมว่า เป็นสิ่งที่จําเป็น เราต้องมีความตกลงและที่สําคัญคือต้องคุ้มครองนักลงทุนไทยที่ไปลงทุน ในประเทศพม่าเป็นอันมาก หรือแม้กระทั่งที่หลายคนพูดกันคือโครงการท่าเรือน้ําลึกทวาย โครงการท่าเรือน้ําลึกทวายนั้นเป็นโครงการซึ่งสามารถเป็นโครงการ อีสท์ เวสท์ คอริดอร์ (East-West Corridor) ของอาเซียนก็ว่าได้ เป็นโครงการที่ผู้นําอาเซียนทําความตกลงกันใน ความตกลงอาเซียน คอนเนคทิวิตี (ASEAN Connectivity) เพราะว่าเห็นควรที่จะส่งเสริม ท่าเรือน้ําลึกทวาย เพราะน้ําลึกทวายนั้นเป็นประตูเชื่อมระหว่างทะเลฝั่งมหาสมุทรอินเดีย มายังมหาสมุทรแปซิฟิก หรือมายังอ่าวไทยได้ ซึ่งระยะทางเพียง ๑๖๐ กิโลเมตรเท่านั้น แต่ท่านประธานครับ การลงทุนโครงการนี้ หลายแสนล้านบาท ลงทุนโดยนักลงทุนไทย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่เราเอง รัฐบาลไทยเอง ถ้าเทียบกับประเทศอื่น ๆ เขาจะลงทุนอะไร อย่าว่าได้แค่การคุ้มครองนักลงทุนไทยเท่านั้น ถ้าเป็นประเทศอื่น ๆ นั้นเขาทั้งทูตเอง ทั้งนายกรัฐมนตรีเอง ต้องช่วยกันแล้ว อันนี้ ก่อนหน้านี้ ข้อตกลงนี้ ผู้ประกอบการของคนไทยคือบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จํากัด (มหาชน) ทําความตกลงตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ลงทุนไทยโดย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ทําเองโดยรัฐบาลไม่ได้ ให้ความร่วมมือ แม้กระทั่งรัฐบาลชุดนี้ เดิมทีโครงการท่าเรือน้ําลึกทวายรัฐบาลเองก็ไม่ให้ ความชัดเจน จะไม่พูดถึงส่งเสริมโครงการท่าเรือน้ําลึกทวาย ไปพูดถึงโครงการท่าเรือน้ําลึก แลนด์บริดจ์ (Land bridge) ที่อําเภอปากบารา จังหวัดสงขลาด้วยซ้ําไป ไม่ส่งเสริมท่าเรือน้ําลึกทวาย ทําให้ผู้สนใจ นักลงทุนต่าง ๆ ไม่มั่นใจในโครงการดังกล่าว ดังนั้นเองนอกเหนือจาก การคุ้มครองนักลงทุนแล้ว อยากให้รัฐบาลส่งเสริมนักลงทุนไทยที่ไปประเทศเพื่อนบ้าน รวมกระทั่งถึงในประเทศพม่าว่าจะทําอย่างไรให้นักลงทุนของไทยนั้นประสบความสําเร็จ อย่าคิดแต่เพียงว่าไปส่งเสริมหรือช่วยเหลือนักลงทุนไทยแล้วจะได้ผลประโยชน์อะไร เราต้อง มองว่าคนไทยได้อะไร ถ้าเกิดนักลงทุนไทยได้ ประเทศไทยก็ได้ ซึ่งโครงการนี้เป็นโครงการที่จําเป็น นอกเหนือจากเป็นโครงการน้ําลึก เพราะว่าท่าเรือน้ําลึกทวายนั้นถ้าเทียบฝั่งอันดามันแล้ว ประเทศไทยตั้งแต่จังหวัดระนอง จังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต จังหวัดกระบี่ จังหวัดสตูล ไม่สามารถสร้างท่าเรือน้ําลึกได้ เราต้องผ่านช่องแคบมลายู ผ่านประเทศสิงคโปร์ ดังนั้นเอง เราอย่าคิดว่าท่าเรือน้ําลึกทวายเป็นประเทศพม่า เราคิดว่าท่าเรือน้ําลึกทวายถึงแม้อยู่ใน ประเทศพม่าก็ตาม ต้องมองว่าเป็นประเทศเพื่อนบ้าน เป็นสมาชิกอาเซียน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ต้องลดคําว่า พรมแดน ออกไป จะทําอย่างไร ให้ความร่วมมืออย่างไร ดังนั้นเองถึงกราบเรียนว่า ความตกลงนี้ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี เป็นนิมิตหมายที่ดี แต่ผมว่าช้าไป ควรจะเร็วกว่านี้ และต้องให้ เนื้อหาครอบคลุมมากกว่านี้ เพราะในความตกลงนี้พูดถึงเรื่องการส่งเสริมและการคุ้มครอง การลงทุน แต่ในรายละเอียดทั้ง ๑๔ ข้อนั้น มีแต่เพียงการคุ้มครองการลงทุน แต่ว่าการส่งเสริม ไม่มีสักเท่าไร ดังนั้นจึงฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีนะครับว่า เราจะส่งเสริม ช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยอย่างไรให้มีศักยภาพ เพราะเราเองไม่ใช่แค่แข่งกับประเทศพม่า เท่านั้น ประเทศพม่าเป็นเนื้อหอม ตอนนี้บทบาทหรืออิทธิพลในประเทศพม่านั้นคือประเทศจีน ประเทศจีนมีท่าเรือน้ําลึกคล้าย ๆ ท่าเรือน้ําลึกทวายอีกอันหนึ่ง อยู่บริเวณอ่าวเบงกอล เขากําลังก่อสร้างเกือบเสร็จแล้ว เขาวางท่อแก๊สไปยังประเทศจีน ไปยังคุนมิง หรือแม้กระทั่ง ประเทศอินเดียเองก็เริ่มมีบทบาทมากขึ้น หรือแม้กระทั่งประเทศสหรัฐอเมริกา หรืออียู ก็มีบทบาทมากขึ้น ดังนั้นเองประเทศพม่า ถ้าเราไม่ใช้โอกาสที่มีอยู่ในการส่งเสริม หรือคุ้มครองการลงทุนในประเทศพม่าซึ่งเรามีศักยภาพทางด้านภูมิศาสตร์อยู่แล้ว ซึ่งติดถึง ๒,๔๐๑ กิโลเมตร จะเสียโอกาส เพราะเราไม่สามารถที่จะไปส่งเสริมหรือแข่งขัน หรือลงทุน ในประเทศอื่น ๆ ได้ นอกเหนือจากประเทศพม่า จะไปแข่งในยุโรปหรือ จะไปลงทุนใน ประเทศสหรัฐอเมริกาหรือ คงได้แค่ร้านอาหาร แต่อุตสาหกรรมหลักที่เป็นเรื่องเป็นราว ที่เป็นหน้าเป็นตาไม่สามารถแข่งขันได้

แล้วอีกอย่างหนึ่งท่านประธานครับ อุตสาหกรรมบางอย่างเมืองไทย เป็นผู้อยากมีความเจริญทางด้านจีดีพี ต้องการใช้ทรัพยากร แต่ต่อต้านเรื่องเอ็นจีโอ (NGO) ค่อนข้างจะแรง อุตสาหกรรมบางอย่างไม่สามารถสร้างได้ ประเทศพม่าเอง เป็นประเทศ ที่มีทรัพยากร แต่ประเทศพม่าไฟดับ มีการประท้วงกัน มีผู้ล้มตาย เพราะว่าเขามีทรัพยากร แต่ขาดการลงทุน ดังนั้นเอง เราเองควรจะลงทุน โดยเฉพาะพลังงาน เพื่อที่จะให้ประเทศพม่า มีพลังงานได้ใช้ มีผลกําไรของผู้ประกอบการไทย และสามารถนําทรัพยากรหรือพลังงาน นําเข้าประเทศไทยก็ได้เช่นเดียวกัน หรือแม้กระทั่งอุตสาหกรรมบางอย่าง อย่างเช่น อุตสาหกรรมหนัก อย่างเช่นเหล็ก เหล็กต้นน้ํา เมืองไทยเองก็ไม่สามารถก่อสร้างได้ จะสร้างที่ จังหวัดระยองก็ไม่ได้ สร้างที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ก็ไม่ได้ ปัจจุบันนี้ผู้ประกอบการไทย อย่างเช่นสหวิริยาต้องไปลงทุนโรงเหล็กต้นน้ําที่ประเทศอังกฤษ ดังนั้นเอง ถ้าโครงการ ท่าเรือน้ําลึกทวายนอกจากสามารถสร้างท่าเรือน้ําลึกแล้วยังสามารถสร้างอุตสาหกรรมปิโตรเคมี สร้างอุตสาหกรรมหนักอย่างเช่นเหล็กต้นน้ําได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นเอง ท่านประธานครับ ผมเห็นด้วยในความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนระหว่าง รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสหภาพพม่า แต่อยากจะให้เร็วกว่านี้และอยากให้คุ้มครองมากกว่านี้ โดยเฉพาะการที่บอกว่าเราเอง ต้องเปลี่ยนทัศนคติ เปลี่ยนบทบาทแล้วว่าเราจะไม่ให้ผู้ประกอบการไทยไปตายดาบหน้า แล้วพอมีปัญหาก็ช่วยแก้ไข นอกเหนือจากการคุ้มครองแล้วเราควรจะมีทางการทูต กระทรวงการต่างประเทศเรามีสถานทูต มีสํานักงานพาณิชย์ ควรที่จะช่วยเหลือเป็นลักษณะ วันสต็อปเซอร์วิส (One stop service) แล้วกฎระเบียบต่าง ๆ ที่มีควรจะแก้ อะไรที่เป็น อุปสรรคทางการค้า หรือนอน แทริฟ แบร์รีเออร์ (Non-Tariff barrier) ควรจะลดไป อุปสรรคต่าง ๆ เพราะเราเองการค้าขายยิ่งเปิดโอกาสมากยิ่งสะดวกมาก เราจะได้เปรียบ เรื่องการค้าการขาย ทางพม่าเองก็จะได้มีความอยู่ดีกินดีขึ้นแลกกับทรัพยากรที่เขามีอยู่ เป็นมหาศาล

และสุดท้ายนี้ฝากว่าความตกลงต่าง ๆ จะสําเร็จได้อยู่ที่ความจริงใจ ถ้าเราไม่มี ความจริงใจ วันนี้เขาไม่รู้ วันหลังเขาก็รู้ แล้วก็ไม่มีความยั่งยืน ดังนั้นเองความตกลงที่มี นอกเหนือจากที่เราจะคุ้มครองนักลงทุนไทยแล้วก็ควรจะเพิ่มการส่งเสริมให้นักลงทุนไทย มากยิ่งขึ้น ทํางานเชิงรุก แล้วที่สําคัญคือต้องมีความจริงใจในความตกลงต่าง ๆ เพื่อจะให้ ยั่งยืนต่อไปครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

อันดับที่จะอภิปรายต่อไป นะครับ คุณหมอเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ แล้วตามด้วยท่านวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ นะครับ แต่ขออนุญาตพักทานข้าวสักครึ่งชั่วโมงครับ ขอบคุณครับ

พักประชุมเวลา ๑๓.๒๗ นาฬิกา

เริ่มประชุมต่อเวลา ๑๔.๓๕ นาฬิกา

ผมขออนุญาตประชุมต่อเลยครับ เชิญคุณหมอเธียรชัยครับ

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก 🔗

เรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดตาก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้ก่อนที่จะให้ความเห็นชอบ เกี่ยวกับความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย กับรัฐบาลแห่งสหภาพพม่านั้น ผมคิดว่ามีความจําเป็นที่เราควรจะต้องรู้เรื่องราวในอดีต สักเล็กน้อยนะครับ ในวันนี้จากหัวข้อที่ผมได้เรียนให้ท่านประธานทราบก็จะเห็นว่าประเทศพม่า ไม่ได้มีการปกครองโดยระบบกษัตริย์ ซึ่งในอดีตที่ผ่านมามีระบบกษัตริย์อยู่ และระบบกษัตริย์ ของประเทศพม่าก็ได้สิ้นสุดลงตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ รวมทั้งได้เสียเอกราชให้กับประเทศอังกฤษ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ทําให้ประเทศพม่า หลังจากที่ตกอยู่ภายใต้อาณานิคมของประเทศฝรั่งเศส ความคิดเปลี่ยนไป จากการที่เคยเป็น ผู้ชนะสิบทิศ วันนี้ที่ผ่านมา ๕๐ ปีเศษนะครับ พม่าหลังจากได้เอกราชจากประเทศอังกฤษแล้ว ก็มีความคิดในลักษณะที่ไม่มีความไว้วางใจต่อประเทศทางตะวันตก และด้วยเหตุผลหลาย ๆ ประการ ทําให้ประเทศพม่าต้องอยู่ในฐานะของการปิดประเทศเป็นเผด็จการรัฐบาลทหาร ประเทศพม่า อยู่ได้ครับ เพราะพรมแดนส่วนหนึ่งได้ติดกับประเทศใหญ่ก็คือประเทศจีนนะครับ แล้วส่วนหนึ่ง ก็ได้พึ่งอาศัยจากประเทศอินเดีย นี่คือเรื่องที่ทําให้การที่ประเทศพม่าจะเปิดให้คนไปลงทุน มันทําให้เกิดความต้องมีข้อตกลงและกรอบการเจรจาที่อาจจะไม่สามารถเข้าถึงการคุ้มครอง การลงทุนของนักลงทุนของประเทศไทยหรือประเทศอื่นที่ยุ่งเกี่ยวนะครับ ท่านประธานครับ วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๕ คือเมื่อประมาณ ๒ เดือนเศษ ประเทศพม่าได้เปลี่ยนโฉม ครั้งยิ่งใหญ่ ก็คือจัดให้มีการเลือกตั้งซ่อม ๔๕ ที่นั่งครับ เราได้คนสําคัญอย่าง นางออง ซาน ซูจี เข้ามานะครับ ซึ่งติดอยู่ในคุกนาน ๒๐ กว่าปีเศษ เป็นสตรีคนเดียวครับที่มีความเด็ดเดี่ยว ต่อสู้กับเผด็จการทหาร ยอมตกอยู่ภายใต้การคุมขังโดยสงบ แต่เบื้องหลังมีประชาชน หลายสิบล้านคนให้การสนับสนุน แล้วก็เป็นผลทําให้การเลือกตั้งในครั้งนั้น พรรคของท่าน ได้รับชัยชนะ ผลจากการชัยชนะในวันที่ ๑ เมษายน ก็ทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบาย ของรัฐบาลทหารเกิดขึ้นดังที่พวกเราทราบกันดีแล้ว นั่นก็คือประเทศต่าง ๆ ได้พากันหลั่งไหล พร้อมที่จะไปลงทุนในประเทศพม่า ประเทศไทยเราก็เป็นประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิดกัน แม้ว่าจะได้มีการค้าขายตามพรมแดนด้านตะวันตกในหลายด่านนี่นะครับ แต่ก็เป็นการค้าขาย ของพี่น้องประชาชน เป็นการลงทุนในระดับที่ไม่มีขนาดใหญ่มากนัก นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ขณะนี้ ประเทศต่าง ๆ ไม่ใช่ประเทศฝ่ายตะวันตกซึ่งเป็นประเทศฝ่ายขวาในสมัยก่อน อย่างเช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศอังกฤษ ยุโรปทั้งประเทศ แต่หมายถึงประเทศรัสเซีย รวมทั้งประเทศเกาหลีเหนือและอีกหลายประเทศก็ได้เข้าไปร่วมแสวงหาการลงทุน ในประเทศพม่า เพราะเป็นประเทศที่ยังมีความอุดมสมบูรณ์ทางด้านทรัพยากรธรรมชาติ ยังมีช่องว่างในการพัฒนาประเทศเพื่อการลงทุนอีกมากมายที่ฐานะทางเศรษฐกิจ ของประเทศพม่าคงไม่สามารถที่จะรองรับได้อย่างเพียงพอนะครับ การเปิดประเทศ ของประเทศพม่าในครั้งนี้จึงถือว่าเป็นการเปิดยุทธศาสตร์ทางการทูตที่สําคัญ หลายประเทศ ที่คิดว่าเราอยู่ใกล้ชิดน่าจะได้เปรียบ ผมมักจะมีความมั่นใจว่าไม่ค่อยแน่ใจครับว่า ความได้เปรียบนั้นมันจะเกิดขึ้นจริงหรือเปล่า เพราะเวทีของทางการทูตมันไปไกลกว่าที่ ประเทศพม่าจะต้องมาพึ่งแค่เพื่อนบ้านกลุ่มเอเชียอาคเนย์นะครับ หรือสมาคมของเออีซี (AEC) ที่จะเกิดขึ้นใน ๒ ปีข้างหน้านะครับ แต่หมายถึงว่าเขาจะมีการต่อรอง อํานาจการต่อรอง กับประเทศต่าง ๆ ที่มุ่งมาลงทุนประเทศพม่าได้เป็นอย่างดี เราคงทราบดีนะครับว่าขณะนี้ ประเทศพม่าได้มีข้อตกลงกับประเทศต่าง ๆ เพียงแค่ ๔ ประเทศ ส่วนใหญ่อยู่ในโซนเอเชีย ทั้งหมดละครับ มีประเทศจีน ประเทศลาว ซึ่งเป็นพื้นที่ติดต่อกับประเทศพม่าอยู่แล้ว ได้ทําสัญญาไปแล้ว แล้วก็มีประเทศเวียดนามและประเทศฟิลิปปินส์ครับ ส่วนของประเทศไทยเรา แม้ว่าเราจะได้มีมติไปตั้งแต่เดือนตุลาคมที่นายกรัฐมนตรีส่งหนังสือถึงท่านประธานรัฐสภา ให้พิจารณาตามมาตรา ๑๙๐ แต่เราก็ไม่สามารถที่จะดําเนินการได้ด้วยหลายสาเหตุนะครับ คงไม่ต้องพูดในที่นี้ ก็ทําให้ความล่าช้าระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่ายังจะต้องล่าช้า อยู่อีกต่อไปนะครับ ท่านประธานครับ ในโลกของความเป็นจริงก็คือการที่เราจะไปอนุมัติ หรือเห็นชอบกับกรอบการเจรจานี้นะครับ ผมคิดว่าเราน่าจะต้องศึกษาแนวทางการตกลง กับประเทศมหาอํานาจที่เขามีแนวทางจะไปลงทุนในประเทศพม่าน่าจะเป็นการกระทําที่ ปลอดภัยมากยิ่งขึ้นนะครับ นั่นก็คือดูเรื่องสัญญาที่ประเทศพม่าได้ทํากับประเทศจีนนะครับ ซึ่งเราจะทิ้งประเทศจีนไม่ได้ เช่นเดียวกันกับในอนาคตที่เราจะต้องดูก็คือประเทศสหรัฐอเมริกาครับ ๒ ประเทศนี้ก็จะเป็นประเทศที่ชิงความได้เปรียบโดยใช้ประเทศพม่าเป็นพื้นฐานทางด้าน การดําเนินการระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทางด้านเศรษฐกิจ เรื่องของทางด้าน การเมือง การทหาร เป็นต้น ผมยืนยันว่ากรอบการเจรจาที่เราพิจารณาในวันนี้มันค่อนข้าง จะล้าสมัยครับ ก็คือเราได้พิจารณากันตั้งแต่ประมาณปี ๒๕๕๓ ที่ได้ผ่านความเห็นชอบ จากฝ่ายเมียนมาร์นะครับ นั่นก็คือวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๔ ฝ่ายเมียนมาร์แจ้งว่า ได้ดําเนินการตามขั้นตอนภายในแล้วเสร็จเพื่อให้ความตกลงมีผลใช้บังคับตามข้อ ๑๔ ของความตกลงดังกล่าวนะครับ อันนี้ก็คือเป็นสิ่งที่ทางประเทศพม่าได้มีความพร้อมไปตั้งแต่ วันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๔ แต่เวทีการเมืองของโลกมันเปลี่ยนมาเมื่อวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๕ ก็คือเมื่อ ๒ เดือนเศษนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าทางกระทรวงการต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องนี้น่าจะได้มีการทบทวนหรือการแสดงถึงเกี่ยวกับการให้ความรู้ทางสาธารณะนะครับ เช่นมีการทําประชาพิจารณ์ในกลุ่มย่อย ๆ มันก็น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรอีกหลายอย่าง ที่จะเกิดขึ้นนะครับ ผมเรียนท่านประธานว่าในกลไกที่กระทรวงการต่างประเทศทําในเรื่อง เกี่ยวกับข้อกฎหมาย ข้อตกลงเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ ก็เห็นว่าได้ไปบรรจุไว้ในเว็บไซต์ของ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศนะครับ นอกจากนี้กระทรวงการต่างประเทศ ก็ได้จัดเสวนาเรื่องอนุญาโตตุลาการภายใต้ความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน ของประเทศไทยกับประเทศต่าง ๆ เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๕๒ เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับกลไกการรับข้อพิพาทระหว่างรัฐและเอกชน กระทรวงการต่างประเทศได้จัดอภิปรายสาธารณะหลาย ๆ ครั้ง ผมจะไม่อ่านทั้งหมดนะครับ แต่ผมก็ไม่ทราบรายละเอียดครับว่าได้ไปทํากับกลุ่มไหนบ้าง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มของพวกที่อยู่ในระดับมหาวิทยาลัย พวกที่สนใจศึกษาเกี่ยวกับเอเชียศึกษา ซึ่งผมเข้าใจนะครับว่าท่านคงจะได้ขอความคิดเห็นไปแล้ว รวมทั้งมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยนเรศวร ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น ที่ได้มีการศึกษาหาแนวทางเกี่ยวกับการศึกษาประเทศพม่าในเรื่องของ การร่วมลงทุนได้อย่างมากนะครับ ท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าถ้าเราได้มีการปรับข้อสัญญาต่าง ๆ ก่อนอีกสักครั้ง ก่อนที่จะให้ความเห็นชอบในวันนี้น่าจะเป็นความรอบคอบมากยิ่งขึ้น คงไม่เสียเวลาอะไรล่ะครับ ไหน ๆ มันจะเสียเวลาไปตั้งเป็นหลายปีมาแล้ว ก็น่าจะ ยอมเสียเวลาอีกสักหน่อยเพื่อมาทบทวนกันอีกครั้งหนึ่งว่าขณะนี้เวทีโลกมันได้เปลี่ยนไปแล้ว ถ้าเราทําสัญญาไปพร้อม ๆ กับประเทศมหาอํานาจโดยอิงสัญญาร่วมการลงทุนซึ่งกันและกัน ก็น่าจะทําให้ข้อตกลงระหว่างเรากับประเทศพม่ามีความเป็นสากลมากยิ่งขึ้นนะครับ ท่านประธานครับ ปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศพม่าเป็นประเทศที่มีเสน่ห์ ทุกคนได้อภิปราย ไปหมดแล้วนะครับ ผมคงไม่พูดซ้ํา ไม่ว่าจะเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติ ที่ตั้งของภูมิประเทศ รวมทั้งแรงงานซึ่งเป็นแรงงานที่ยังถูกอยู่ แต่ก็ยังเป็นแรงงานที่ไร้ฝีมือ ซึ่งก็สามารถที่จะ มาฝึกหัดกันได้ อันนี้ก็คือเป็นสิ่งที่ทุกประเทศที่จะไปลงทุนก็ตั้งใจไว้เช่นนั้น แต่ที่สําคัญ ของประเทศพม่า ของนักลงทุนไทยที่จะต้องคํานึงถึงก็คือเรื่องของระบบสาธารณูปโภค ที่ยังมีความไม่สมบูรณ์อยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการติดต่อสื่อสาร รวมทั้งอํานาจ ของกําลังซื้อของตลาดภายในประเทศพม่าก็ยังไม่สูงมากนักนะครับ ดังที่เพื่อนสมาชิก ได้อภิปรายไปบ้างแล้ว ระบบราชการของประเทศพม่าก็ยังอยู่ในเรื่องของการคอร์รัปชัน ค่อนข้างสูง นอกจากนี้ประเทศพม่ากับประเทศไทยเราก็ยังมีอุปสรรคที่สําคัญซึ่งพร้อมที่จะ เกิดความเปราะบางหรือแตกหักกันง่าย นั่นก็คือชายแดนของประเทศไทยเรากับประเทศพม่า เกือบ ๒,๐๐๐ กิโลเมตรนี่นะครับ มีส่วนที่ปักหลักเขตแดนอยู่เพียงเล็กน้อย ยังไม่สมบูรณ์ครับ เพราะฉะนั้นยังเป็นประเด็นที่จะทําให้ประเทศมหาอํานาจหรือประเทศที่ไม่หวังดีต่อ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่าจะสามารถที่จะหยิบยกมาเสี้ยม มาชนกันได้ ตลอดเวลา ดังที่เคยเกิดขึ้นมาในอดีตเมื่อไม่กี่ปีมานี้นะครับ ที่ทางฝ่ายประเทศพม่า ก็จะมีการตั้งอนุสาวรีย์บุเรงนอง ของเราก็จะมีการตั้งอนุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ดังนี้เป็นต้น ในส่วนของประชาชนชาวไทยผมเชื่อว่าหลายคนคงไม่อยากให้สภาวะ ประวัติศาสตร์ในสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์กับปัจจุบันและอนาคตดํารงอยู่นะครับ เพราะฉะนั้น ความเปราะบางในเรื่องของการแบ่งปันเขตแดน ปักปันเขตแดนก็ดี ในปัญหาของเรื่อง ชนกลุ่มน้อยก็ดี ในปัญหาเรื่องของการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศพม่าก็ดี ประเทศไทยเรา คงจะต้องพยายามไม่เอาเป็นประตูให้กับทางผู้ที่ไม่หวังดีเอาไปเสี้ยม

(จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอมีผู้ประท้วงครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ด้วยความเคารพท่านผู้อภิปรายนะครับ ผมขอประท้วง ทําผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ นะครับ ไม่อยากให้อภิปรายเป็นการโจมตีประเทศเพื่อนบ้าน ว่าเขาทุจริตอย่างโน้น มีปัญหาอย่างนี้ เดี๋ยวจะเป็นการสร้างบรรยากาศไม่ดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน นะครับ เพราะเรากับประเทศพม่าก็เป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน อยากให้ท่านประธานได้ควบคุม ผู้อภิปรายให้อยู่ในประเด็นด้วยครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ คุณหมอ ช่วยระมัดระวังสักนิดนะครับ เชิญต่อเลยครับ

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก 🔗

เรียนท่านประธานครับ ก็คือความจริง ผมนี่จริง ๆ แล้วอยากจะพูดว่าคนไทยเรากันเองนี่ละครับ คนที่ได้ประโยชน์ก็ตาม หรือติดต่อกับต่างประเทศก็ตาม อย่าพยายามไปสร้างระบบชาตินิยมขึ้นมา หรือสร้างความแตกแยกกัน ระหว่าง ๒ ประเทศนี้ขึ้นมา คือให้รู้เท่าทันครับ หลักการก็คือให้รู้เท่าทันที่ต่างประเทศเขา จะมาใช้ให้เราตีกันนะครับ แล้วเอาจุดอ่อนตัวนี้ไปทําให้เขาสามารถเข้าไปลงทุนได้มากนะครับ

ท่านประธานครับ ในส่วนเรื่องที่น่าเป็นห่วงของผู้ที่จะไปลงทุนนะครับ ผมคิดว่า เรื่องที่น่าเป็นห่วงก็คือเรื่องของที่ประเทศพม่าขณะนี้ก็ยังไม่สมบูรณ์ในเรื่องประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นคนที่จะไปลงทุนประเทศพม่าได้เปรียบก็คือคนที่เก่งทางด้านของการใช้ ระบบอุปถัมภ์ครับ ระบบอุปถัมภ์เป็นระบบที่ได้ทําลายกลไกต่าง ๆ ที่ควรจะเดินหน้าไปได้ ด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม แต่ระบบอุปถัมภ์จะมีการแทรกแซงแล้วก็การเข้าถึงผู้นํา และจะให้เป็นผู้ชนะในการประมูลหรือการลงทุน นี่คือเรื่องน่าห่วงที่ผมเชื่อว่ากรอบการเจรจา ที่เราจะให้ผ่านหรือไม่ผ่านนี่นะครับ ให้ความเห็นชอบ คงจะไม่สามารถเขียนก้าวลึกลงไปถึง ในเรื่องระบบดังกล่าวได้นะครับ

สภาพแวดล้อมการลงทุนของประเทศพม่านะครับ ขณะนี้ได้มีการยกเว้น ภาษีเงินได้กับผู้ที่เข้าไปลงทุนในประเทศพม่าที่ผ่านบีโอไอของพม่านะครับ ก็ประมาณ ๘ ปี ซึ่งจากเดิม ๓ ปี รวมทั้งได้มีการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลอีก ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของกําไร ที่ได้จากการส่งออกนะครับ ส่วนจุดที่คิดว่ายังเป็นปัญหาอยู่นั่นก็คือเรื่องของการที่อิทธิพลท้องถิ่น ก็ยังมีความสําคัญที่ยากต่อการแก้ไข แม้ว่าจะมีการใช้อํานาจของกฎหมายในประเทศพม่าก็ตาม ผมเรียนให้ท่านประธานทราบว่าประเทศพม่าเขาให้ความสําคัญกับอะไรครับ ให้ความสําคัญกับ ความมั่นคงของประเทศมากกว่าเศรษฐกิจ นี่คือข้อที่ประเทศที่ไม่เคยอยู่ในโลกเสรีนิยม อย่างประเทศเรานะครับ ที่เราอยู่ในประเทศเสรีนิยม เราค่อนข้างจะเน้นหนักไปเรื่อง ทางด้านทุนนิยมนะครับ เราพยายามเอาทุนนิยมมาหักล้างทุกสิ่งทุกอย่าง แม้แต่ความมั่นคง ของประเทศ ผมก็ยังสงสัยอยู่ว่าประเทศเรายังสุ่มเสี่ยงต่อความมั่นคงของประเทศด้วยระบบทุนนิยม ที่เราให้ความสําคัญมากกว่า

นอกจากนี้อิทธิพลที่ผมเรียนให้ท่านทราบก็คืออิทธิพลของท้องถิ่นนะครับ ยังเป็นอิทธิพลที่มีความแฝง ยากต่อการเข้าไปใช้อํานาจตามกฎหมาย บ่อยครั้งมีการปรับปรุง กฎระเบียบที่มีผลกระทบต่อการลงทุนโดยไม่คํานึงถึงผลประโยชน์ของนักลงทุน กฎระเบียบของรัฐ รัฐนี่หมายถึงประเทศพม่านะครับ ขาดความชัดเจนและมีปัญหาในทางปฏิบัติ เช่นเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ไม่สามารถตัดสินใจเองได้ในบางกรณีที่เป็นกรณีที่เราคิดว่าน่าจะจบลง แต่ไม่ได้ครับ ต้องส่งผ่านไปที่ส่วนกลาง ให้รัฐบาลส่วนกลางเป็นผู้ให้คําวินิจฉัยอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ก็เป็นผลทําให้เกิดความล่าช้าในการที่จะไปประกอบธุรกิจด้านการลงทุน

นอกจากนี้นะครับ มีข้อกําหนดด้านธุรกรรมของบริษัทต่างชาติ มีความเข้มงวดมากครับ เช่น ต้องเปิดบัญชีกับแบงก์ที่รัฐบาลกําหนดเท่านั้น การกําหนดเงินลงทุนขั้นต่ํา การโอนเงินทุน และผลกําไรกลับประเทศต้องได้รับอนุญาตจากรัฐบาลประเทศพม่าก่อน ค่าใช้จ่ายดําเนินธุรกิจ ต้องเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐทั้งสิ้น ทําให้ต้นทุนสูงครับ ทําให้คนมาทําธุรกิจในประเทศพม่า ต้องเปลี่ยนเงินประเทศพม่าไปเป็นสิ่งของ ไปเป็นสินค้า แล้วส่งกลับประเทศเพื่อขายต่อ แทนที่จะนําเอาเงินตราออกไปได้ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ละครับที่ผมเป็นห่วงว่ากรอบการเจรจา ข้อตกลงที่เรากําลังพิจารณาอยู่ขณะนี้เราคงไม่สามารถก้าวไปถึงรายละเอียดลึก ๆ ดังที่ผมเรียนให้ท่านประธานรัฐสภาได้รับทราบครับ

ผมก็คงจะไม่มีเรื่องอะไรที่จะเรียนมากนอกจากว่าข้อตกลงใด ๆ ที่เราจะทํากับ ประเทศพม่านี่นะครับ ก็ขอให้นอกจากคํานึงถึงกฎหมายซึ่งก็มีการเปลี่ยนแปลง อยู่ตลอดเวลานะครับ แล้วเปลี่ยนแปลงง่าย สิ่งที่สําคัญอีกอันหนึ่งก็คือต้องรู้นิสัยของชาวพม่า การเจรจาของการเป็นนักธุรกิจครั้งแรก จริง ๆ แล้วถือว่าสําคัญมากเลยที่นิสัยของคู่เจรจา เขาเป็นอย่างไร ผมคงไม่จําเป็นต้องมาอธิบายรายละเอียด เพราะว่าอาจจะอยู่นอกกรอบของ การพิจารณาในวันนี้นะครับ แต่ก็เรียนให้ท่านทราบว่าพม่าไม่ใช่เป็นคนง่าย ๆ อย่างที่พวกเราคิด มีความลึกซึ้งมากพอสมควร การเข้าวัด ลงโบสถ์ ประเทศพม่ากับประเทศไทยก็ต่างกันครับ ของเราอาจจะไหว้เพียงแค่ ๓ นาที หรือ ๑ นาที พม่าเขานั่งสมาธิอยู่ในโบสถ์ ๑๕ นาที เป็นอย่างน้อย ท่านประธานคงจะเคยไปแถวชายแดนแล้วข้ามไปฝั่งประเทศพม่า ลองไปสังเกตดูนะครับว่าพฤติกรรมของคนพม่ากับศาสนาพุทธถือว่ามีความลึกซึ้ง แล้วก็มีความเด่นกว่าหลาย ๆ ประเทศนะครับ

มีเรื่องที่ผมอยากจะเรียนผ่านไปทางกระทรวงการต่างประเทศก็คือว่า ผมอยากจะให้ทางสํานักงานพัฒนาความร่วมมือระหว่างประเทศที่มีส่วนหรือเกี่ยวข้องกับ การที่จะต้องทําเรื่องข้อตกลงต่าง ๆ ความร่วมมือต่าง ๆ ขอให้ท่านได้ทําในเชิงรุก และปรับกระบวนยุทธอยู่ตลอดเวลา เรามีมหาวิทยาลัยหลายแห่งอย่างที่ผมได้เรียนให้ทราบ นะครับ ได้มีคนที่มีความสามารถเก่งอยู่มากมายนะครับ ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลาย ๆ มหาวิทยาลัยเขามีผู้ที่เชี่ยวชาญ ซึ่งผมก็ยังเชื่อมั่นว่า กระทรวงการต่างประเทศก็น่าจะรับฟังข้อมูลเหล่านี้ด้วย ประเทศพม่ากับประเทศไทย ได้มีความสัมพันธ์กันในการพัฒนาด้านเศรษฐกิจอยู่แล้ว ที่เรียกว่ามี อีสท์ เวสท์ คอริดอร์ นอกจากนี้ยังมีการให้ความร่วมมือกันในเรื่องเกี่ยวกับการที่เป็นประเทศสมาชิกของ เอซีเอ็มอีซีเอส ก็คือลุ่มแม่น้ําอิระวดี แม่น้ําเจ้าพระยา แม่น้ําโขงเหล่านี้นะครับ ผมเชื่อมั่นว่า ก่อนที่สภาแห่งนี้จะให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบ ผมยังยืนยันว่าอยากจะให้ได้นํา ข้อกรอบการเจรจานี้ไปทบทวนอีกครั้งหนึ่งก่อนที่จะลงมติ เนื่องจากประเทศพม่า ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่ เมื่อวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๕ ขอขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์

นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับเรื่องของความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครอง การลงทุนระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสหภาพพม่า ขออนุญาต กราบเรียนว่าผมคงมีประเด็นอยู่ ๒-๓ ประเด็นนะครับ

ประเด็นแรกอยากจะต่อเนื่องจากท่านวิทยาที่ได้พูดถึงในส่วนของชื่อประเทศ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าที่จริงแล้ว ณ วันนี้ทุกท่านก็ทราบ รัฐบาลก็ทราบดีว่าชื่อประเทศ ได้เปลี่ยนไปแล้ว แทนที่รัฐบาลโดยคณะรัฐมนตรีจะได้มีหนังสือถึงรัฐสภาเพื่อจะ ขอเปลี่ยนแปลงชื่อของรัฐบาลแห่งสหภาพพม่าให้ถูกต้องตามที่ชื่อใหม่ เพื่อจะได้นําไปใช้ ในการที่จะเปลี่ยนแปลงแล้วก็ลงนามต่อไป ปรากฏว่าไม่ได้ดําเนินการ ก็ขออนุญาตฝาก ท่านประธานไปยังรัฐบาล น่าจะได้มีหนังสือก่อนที่รัฐสภาจะพิจารณาจบเรื่องนี้ ที่จะให้ความเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ เพราะประเด็นนี้เป็นความสําคัญอย่างหนึ่ง ถ้ารัฐบาลเพียงมองว่า ไม่ใช่ประเด็นสําคัญ ผมเกรงว่าอาจจะมีปัญหาในภายหลัง เพราะว่าร่างที่ท่านเอามาให้ รัฐสภารับรองมันยังเป็นชื่อประเทศเดิมอยู่ แต่วันนี้ชื่อประเทศเปลี่ยนไปแล้ว ความเป็น ประเทศเดิมมันก็ไม่มีแล้ว เพราะฉะนั้นขอให้รัฐบาลให้ความใส่ใจในประเด็นเหล่านี้ด้วย

ขออนุญาตนําไปสู่เนื้อหาของความตกลง คงจะมี ๒ ส่วนในความตกลงนี้ ก็คือในส่วนของการส่งเสริมและการคุ้มครอง ในเรื่องการส่งเสริมเข้าใจว่าเดี๋ยวท่านนฤมล สมาชิกวุฒิสภาจะได้มีการนําเสนอ ของผมขออนุญาตพูดในเรื่องของการคุ้มครองการลงทุน ท่านประธานครับ ผมอยู่ในสภานี้มา ๔ ปี ได้มีการพูดทุกครั้งที่มีร่างความตกลงในเรื่อง การคุ้มครองการลงทุนเข้าสู่การประชุมของรัฐสภา แต่ท่านเชื่อไหมครับท่านประธานครับ รัฐบาลที่ผ่านมา รวมทั้งรัฐบาลนี้ไม่ได้ใส่ใจในเรื่องการคุ้มครองการลงทุนใด ๆ เลย ท่านจะเห็นว่า การที่มีความตกลงจะเป็นกรอบในการให้ความคุ้มครอง แต่ที่จริงแล้วผมให้ความสําคัญกับ มาตรการมากกว่าความตกลงครับ ที่กราบเรียนอย่างนี้เพราะว่าถ้าเราดูการลงทุน ในต่างประเทศที่เราเห็น จะพบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือการลงทุนใด ๆ ก็ตามจะมีเพียงบริษัทยักษ์ใหญ่ ไม่กี่แห่ง ไม่ว่าจะเป็นบริษัท เป็นรัฐวิสาหกิจของชาติ อย่างเช่นกรณี ปตท. หรือว่ากรณี บริษัทใหญ่ ๆ ต่าง ๆ ที่ไปลงทุน ทุกบริษัทเขาสามารถที่จะช่วยตัวเอง มีช่องทางที่จะแสวงหา การคุ้มครองการดูแล หรือไม่ก็มีช่องทางที่จะไปเจรจาเพื่อจะดูแลในเรื่องของการคุ้มครอง การลงทุนของตัวเอง แต่บริษัทขนาดกลาง ขนาดเล็กที่ไปลงทุนมีจํานวนมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับประเทศเพื่อนบ้านของเรา ไม่ว่าจะเป็นประเทศพม่า เป็นประเทศเวียดนาม เป็นประเทศกัมพูชา เป็นประเทศลาว ประเทศเหล่านี้เราจะมีนักลงทุนขนาดเล็ก ขนาดกลางเข้าไปแสวงหาโอกาส ในการที่จะทําความตกลงร่วมกัน แต่บริษัทเหล่านี้มีประเด็นปัญหาก็คือว่าเงินทุนก็น้อย เวลาไปเจอปัญหาอะไรก็แล้วแต่ที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงกฎกติกาของรัฐ ถามว่า ใครดูแลเขา ทุกวันนี้ถ้าบอกว่าดูแลก็คือไปที่กระทรวงการต่างประเทศ ไปที่กรมการกงสุล ไปที่สถานทูต แล้วสถานทูตทําอะไรต่อครับ สถานทูตก็ส่งจดหมายไปถึงรัฐบาล ไปถึงเจ้าหน้าที่ของประเทศเหล่านั้น แล้วแต่ว่าจดหมายจะเดินไปอย่างไร อันนี้คือสิ่งซึ่งเกิดขึ้น ผมถามว่าสิ่งเหล่านี้รัฐบาลได้เตรียมการอย่างไรในเรื่องของการคุ้มครอง ผมเคยเสนอว่า มันมีคณะกรรมการไหม มีประตูไหมในบ้านเรา ที่กระทรวงการต่างประเทศก็ดี ที่สํานักงาน ส่งเสริมการลงทุนก็ดี หรือว่าที่กระทรวงอะไรก็แล้วแต่ที่เกี่ยวข้อง เปิดประตูสักประตูหนึ่ง ได้ไหมครับ ว่าถ้าใครมีปัญหาเรื่องการลงทุนต่างประเทศคุณต้องมาที่นี่ แล้วที่นี่จะมี กระบวนการ วิธีการอะไร ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายก็ดี เป็นเรื่องของนโยบายก็ดี เราเห็นหลาย ๆ ครั้ง ท่านประธานครับ แม้แต่รัฐบาลไทยเราเวลามีมาตรการ มีกําหนดการบางอย่างซึ่งไปกระทบ นักลงทุนต่างชาติ เราจะเห็นอันดับแรกคือสถานทูต ท่านทูตเขาก็จะมาขอเข้าพบรัฐมนตรีเรา จะมาถามว่าโอเค นโยบายอย่างนั้นมันเป็นอย่างไร แค่มาคุยอย่างเดียวรัฐบาลเราก็กังวลแล้ว กลัวแล้ว ผมถามว่าเราเคยมีไหม ประเทศไทยเคยส่งทูตของเราไปคุ้มครองการลงทุนไหม ไปหารัฐมนตรีเขาไหม กระทรวงเราเคยประท้วงไหมครับ เราเคยจะมีประท้วง ส่วนใหญ่ ก็เป็นประเทศซึ่งสมัยก่อนก็คือมีความเป็นศัตรูต่อกัน ไม่ว่าจะเป็นศัตรูในระดับประกาศ หรือไม่ประกาศก็ตาม ที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกันเราก็จะมีประท้วง แต่ส่วนใหญ่แล้วกระบวนการมันไม่ได้ช่วยในเรื่องการคุ้มครองการลงทุนเลยแม้แต่น้อย ฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ยิ่งมาดูข้อกฎหมายที่กําหนดไว้ว่าขอบเขตในข้อ ๒ ขอบเขตของ การใช้ประโยชน์ของความตกลงนี้จะให้เฉพาะแก่การลงทุน โดยผู้ลงทุนของภาคีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่ง ในดินแดนของภาคีคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งที่ได้รับความเห็นชอบเป็นการเฉพาะเป็นลายลักษณ์อักษร โดยเจ้าหน้าที่ผู้มีอํานาจของภาคีคู่สัญญาฝ่ายหลัง ท่านประธานลองพิจารณาสิครับว่า อันนี้ได้รับความคุ้มครองก็ต่อเมื่อเป็นการได้รับความเห็นชอบเป็นการเฉพาะ ผมไม่แน่ใจนะครับว่า สมมุติมีผู้ประกอบการสักรายหนึ่งจะไปขออนุญาตเปิดร้านอาหารของเขาแล้วก็ได้ใบอนุญาตมา การได้ใบอนุญาตร้านอาหารถือว่าอยู่ในขอบเขตของการคุ้มครองภายใต้ความตกลงฉบับนี้ หรือเปล่า ถ้าผมต้องไปขออนุญาตจากรัฐมนตรี ขอเป็นสัมปทาน โอเคอันนั้นอาจจะเห็นชัดเจน เพราะเป็นคู่สัญญาที่เป็นรัฐ แต่ถ้าเป็นภายใต้รัฐบาลท้องถิ่น ภายใต้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น และได้ใบอนุญาตมา ผมเชื่อว่าตรงนี้จะมีเยอะทีเดียวสําหรับผู้ประกอบการรายย่อยขนาดเล็ก หรือขนาดกลางที่จะไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศพม่าก็เป็นที่หนึ่งที่น่าสนใจ คนที่อยู่จังหวัดตากก็ดี อยู่จังหวัดเชียงรายก็ดี เดินข้ามฟากไป ข้ามชายแดนไปก็สามารถ ลงทุนได้แล้ว ผมถามว่าความตกลงนี้จะคุ้มครองเขาเหล่านั้นอย่างไร ที่จังหวัดตาก ที่ชายแดนนั้น เปิดสํานักงานโต๊ะหนึ่งที่ห้องผู้ว่าราชการจังหวัดได้ไหมครับ ว่าถ้าใครเดินข้ามไป ไปลงทุนแล้ว มีปัญหา โอเค มาบอก มาแจ้งความ แล้วก็จะมีกระบวนการรองรับว่าถ้าเมื่อมาแจ้งแล้วว่า มีปัญหาในการลงทุน เขาจะได้รับการดูแลอย่างไร ไม่ใช่บอกว่าโอเคอย่างนั้นคุณไปหาทนายสิครับ กระทรวงการต่างประเทศมักจะทําเสมอ ก็คือว่าเวลามีปัญหาก็แนะนําทนายให้ไปสู้คดีเอา ถ้าเป็นอย่างนั้นไม่ต้องมีครับ กฎหมายก็ไม่ต้องใช้ ความตกลงเหล่านี้ก็ไม่ต้องใช้ ผมกราบเรียน ท่านประธานนะครับ ผมขอฝากไปยังรัฐบาลได้ช่วยพิจารณาเถอะครับ ไม่อย่างนั้นแล้ว ทุกครั้งที่มีสัญญาเรื่องความตกลงเรื่องการคุ้มครองการลงทุน ผมก็จะพูดอย่างนี้ว่ารัฐบาล ไม่ได้ใส่ใจสิ่งที่ได้มีการอภิปรายในรัฐสภาแห่งนี้ ไม่เคยใส่ใจว่าจะสร้างกระบวนการ มาตรการ ขึ้นมาดูแลคุ้มครองผู้ลงทุน ไม่ว่าจะเป็นรายเล็ก รายใหญ่ เพื่อนบ้านเราเรามีปัญหาเยอะนะครับ แล้วก็หลาย ๆ ครั้งการออกนโยบายต่าง ๆ ก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมายิ่งประเทศใหม่ ๆ ที่มีเปิดประตูการค้าใหม่ ๆ เขาก็จะต้องมีแก้ระเบียบอยู่เรื่อย ๆ การแก้ระเบียบเก่าให้เป็น ระเบียบใหม่ก็จะกระทบกับการลงทุนเดิมที่มีอยู่แล้ว สิ่งเหล่านี้ที่เราจะไปกําหนด อนุญาโตตุลาการก็ดี เรื่องของการร้อง ใช้ศาลต่าง ๆ ก็ดี ผมว่านั่นเป็นหนทางที่ไกลครับ แต่หนทางเบื้องต้นมันคืออะไร ขอท่านรัฐมนตรีที่มาเป็นตัวแทนรัฐบาลในวันนี้ ท่านรับปาก ได้ไหมครับว่าท่านจะนําเสนอกระบวนการ มาตรการในการคุ้มครองการลงทุน ไม่ว่าจะกับ ประเทศใดก็ตาม ไม่ว่าจะมีกรอบการลงทุนหรือไม่มีก็ตาม ท่านจะดําเนินการอย่างไร ถ้าท่านเป็นอย่างนี้ ผมแนะนําว่ารัฐบาลอย่าไปทําความตกลงเลยครับ เพราะมันจะไม่ได้ ประโยชน์อะไรเลย เป็นเรื่องของการเหมือนกับทําสัญญามิตรไมตรีต่อกันมากกว่าจะเป็น เรื่องของการที่จะส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน เดี๋ยวเรื่องส่งเสริมท่านนฤมลจะเป็นคนพูดแทน ต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพนะครับว่า ผมสนับสนุนในเรื่องของการที่จะมี ความตกลงระหว่างประเทศในเรื่องของการส่งเสริมและการคุ้มครองการลงทุน แต่รัฐบาล จะต้องดําเนินการ ต้องกําหนดมาตรการในการที่จะให้การคุ้มครองนั้นเกิดผล และท่านอย่าไปเชื่อ อย่าไปฝากไว้เพียงแต่ว่าการที่มีความตกลงนี้ แล้วก็โอเคคิดว่าอันนี้คือเหมือนกับเป็น บทสุดท้ายแล้ว ที่จริงมันเป็นบทสุดท้ายของจุดเริ่มต้นเท่านั้นเอง ขอฝากท่าน เพราะถ้าท่านทําได้ การลงทุนในประเทศพม่ามันมีโอกาสเยอะ เพราะว่าเราเป็นประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเปิดท่าเรือทวาย จะเป็นตัวส่งเสริมให้มีการลงทุนเข้าไปมากมาย แต่ถ้ารัฐบาลไม่ได้ตั้งหลัก ไม่ได้ตั้งกติกาไว้ที่จะส่งเสริมอย่างไร ที่จะดูแลคุ้มครองอย่างไร ๔ ปีที่ผ่านมาผมไม่เคย ฝากความหวังไว้ที่กระทรวงการต่างประเทศในเรื่องการคุ้มครองเลย ฉะนั้นรัฐบาลนี้เพิ่งเข้ามาใหม่ ยังไม่ถึงปี ที่ผ่านมาท่านไม่ได้ทํา ไม่เป็นอะไร แต่อนาคตท่านช่วยดูแลตรงนี้ด้วยในเรื่องของ การคุ้มครองการลงทุนของคนไทยในต่างประเทศ ถ้าไม่ทํา ผมคิดว่าผมจะต้องใช้เวทีนี้ ในการอภิปรายต่อไปในอนาคตด้วยครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านนาที รัชกิจประการ เชิญครับ

นางนาที รัชกิจประการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพค่ะ ดิฉัน ดอกเตอร์นาที รัชกิจประการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย จากจังหวัดพัทลุง ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ วันนี้รัฐบาล ได้นําเสนอความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนระหว่างรัฐบาล แห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสหภาพพม่าให้สมาชิกรัฐสภาเห็นชอบ ดิฉันเองเป็นคนหนึ่ง ที่อยากจะขอสนับสนุน เพราะว่าวันนี้ถ้าเกิดเราดูความตกลงอันนี้ใช้ระยะเวลายาวมาก จะเห็นว่าตั้งแต่เริ่มก็คือ ปี ๒๕๕๒ ซึ่งมีการเริ่มที่จะแลกเปลี่ยนร่าง ใช้เวลาถึง ๑๐ กว่าปี ในปี ๒๕๔๘ ซึ่งมีการเจรจารอบแรกที่กรุงเทพมหานคร และหลังจากนั้นปี ๒๕๕๐ คณะรัฐมนตรี ก็เห็นชอบแล้วก็อนุมัติให้กระทรวงการต่างประเทศลงนาม แล้วก็มาอีกครั้งหนึ่งปี ๒๕๕๑ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้นซึ่งได้ลงนามความตกลง แล้วก็ให้มีผลบังคับใช้ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๔ เมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๔ จนกระทั่งมา ปี ๒๕๕๔ ในเดือนตุลาคม ซึ่งคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนระหว่าง รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลพม่า จะเห็นว่าระยะเวลาตรงนี้ยาวมาก เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าวันนี้ก็เป็นสิ่งที่ดีในเรื่องที่รัฐบาลนําเสนอให้ทางรัฐสภาเห็นชอบ เพราะว่าเมื่อร่างนี้ได้รับความเห็นชอบแล้ว ข้อดีก็จะเกิดทั้ง ๒ ฝั่ง ไม่ว่าจะเป็นทั้ง ๒ ประเทศ ระหว่างเราเองกับประเทศพม่าใน ๓ ประเด็น

ประเด็นแรก ก็คือในเรื่องของการคุ้มครองนักลงทุนระหว่างประเทศไทยด้วย รวมถึงประเทศพม่า แล้วก็ครอบคลุม แล้วก็มีกลไกในการระงับข้อพิพาท ซึ่งท่านประธาน จะเห็นว่าปัจจุบันนี้ถ้าสมมุติว่าเราไม่มีความตกลงอันนี้ ในเรื่องของการค้าขายนอกระบบ ก็ยังเป็นปัญหากันอยู่ เราจะเห็นระหว่างเรากับรอบ ๆ ข้าง มีการลักลอบค้าขาย ซึ่งอันนี้ จะเป็นผลที่ทําให้ต้นทุนของราคาสินค้าสูงขึ้น ในขณะเดียวกันก็เป็นการสร้างความมั่นใจ ให้กับนักลงทุนของทั้ง ๒ ประเทศ เมื่อเราอยากจะลงทุนในทั้ง ๒ ประเทศนี้ก็จะให้เกิด ความมั่นใจมากขึ้นว่าเรามีความตกลงที่จะรองรับตรงนี้อยู่ ซึ่งที่ผ่านมาจะเห็นว่าเวลามีการค้าขาย คนไทยที่จะไปค้าขายรอบ ๆ ชายแดนก็จะมีปัญหาในเรื่องของการซื้อขายแล้วก็การชําระเงิน เพราะว่าจริง ๆ แล้วทางฝั่งประเทศพม่าเองเขาก็มีการผูกขาดในเรื่องของธนาคาร เพราะฉะนั้นวันนี้ในเรื่องของความตกลงอันนี้จะเป็นสิ่งหนึ่งที่จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับ นักลงทุน

แล้วก็ประการสุดท้ายค่ะท่านประธาน ก็จะช่วยในเรื่องยอดของการลงทุน ถ้าเราดูจากสถิติที่ผ่านมา ถ้าดูตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ รายการ ๑๐ รายการของประเทศไทยเรา ที่เราส่งออกไปประเทศพม่ามีการเพิ่มยอดสะสมอย่างต่อเนื่อง บางสินค้ามีการสูงสุดเกือบจะถึง ๔๐๐ เปอร์เซ็นต์ในเรื่องของรถยนต์ ซึ่งปี ๒๕๔๙ ประมาณ ๑๐๔.๗ ล้านบาท แต่ว่าในปีที่ผ่านมา ยอดสูงถึง ๘๘๕.๓ ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น ๗๐๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ในขณะที่สินค้าอื่น ๆ ก็เพิ่มขึ้นมาก เช่นกันค่ะท่านประธาน เพราะฉะนั้นวันนี้ตรงนี้จะเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ถ้ากรอบนี้เราได้รับการเห็นชอบ จากสมาชิกก็จะเป็นสิ่งหนึ่งที่ยืนยันในเรื่องของยอดสะสมการลงทุนตรงนี้นะคะ แต่สิ่งอย่างอื่นที่ดิฉันมีความเป็นห่วงนะคะท่านประธาน เพราะว่าเหมือนกับที่ท่านสมาชิก ท่านหนึ่งนะคะท่านได้พูดว่าประเทศไทยเราเป็นประเทศที่โชคดีก็ว่าได้ว่ามีพื้นที่ที่เป็น แนวพรมแดนต่อเนื่องถึง ๒,๔๐๑ กิโลเมตร ใน ๗ จังหวัดนะคะ แต่มันมีปัญหานะคะ ท่านประธาน ก็อยากจะฝากเป็นข้อคิด ข้อเสนอแนะว่าวันนี้ทั้ง ๗ จังหวัดที่เรามีพรมแดน ต่อเนื่อง มีแค่ ๓ จังหวัดเองนะคะท่านประธาน ก็คือจังหวัดเชียงราย จังหวัดแม่สอด แล้วก็จังหวัดระนอง ที่เรามีเรื่องด่านที่เป็นด่านถาวรนะคะ นอกนั้นอีก ๔ จังหวัดเรามีเป็น ด่านที่ชั่วคราวนะคะ เพราะฉะนั้นคือสิ่งนี้เป็นสิ่งที่มีความสําคัญนะคะ เพราะว่าการที่ยอดเรา จะให้เพิ่มอย่างต่อเนื่องเราต้องมีการปรับปรุง ปรับปรุงในเรื่องของจุดผ่านแดนการค้า ซึ่งจะมีผลเป็นอย่างมากต่อการพัฒนาสินค้าแล้วก็ยอดสะสมในบ้านเรา

อีกเรื่องหนึ่งค่ะท่านประธานที่อยากจะฝากก็ในเรื่องของการปรับปรุง แล้วก็พัฒนาในเรื่องโครงสร้างของถนนด้วยนะคะ สิ่งนี้ก็เป็นสิ่งสําคัญที่รองลงมาจาก ด่าน ตม. ที่จะทําให้การค้าขายแล้วก็ความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสหภาพพม่าเกิดประโยชน์สูงสุด ต่อทั้ง ๒ ประเทศที่ได้กล่าวถึงนะคะ ซึ่งจากข้อเสนอแนะแล้วก็ข้อฝากที่ดิฉันได้ฝากไว้ ๒ ประเด็นเมื่อกี้ก็ขอฝากด้วย ดิฉันก็เห็นชอบแล้วก็เห็นด้วยนะคะที่ร่างนี้ได้เข้ามาเพื่อที่จะ ให้เราได้พิจารณาตามมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านนฤมล ศิริวัฒน์ ครับ

นางนฤมล ศิริวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา อุตรดิตถ์ 🔗

ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉัน นางนฤมล ศิริวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดอุตรดิตถ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ ดิฉันจะใช้เวลาไม่ยาวที่จะอภิปรายความเห็นของดิฉันต่อการให้ความเห็นชอบในความตกลง ของประเทศไทยกับประเทศเมียนมาร์นะคะ เนื่องมาจากทรัพยากรธรรมชาติซึ่งมีความจําเป็น ในการที่จะใช้ในการผลิตและการบริโภคของประชากรโลกมันมีอยู่จํากัดนะคะ ประเทศใดก็ตาม ที่มีทรัพยากรเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพลังงานหรือเป็นของป่าไม้ หรือว่าอื่น ๆ ใด ๆ ก็แล้วแต่นี่นะคะสมบูรณ์ก็มักจะเป็นที่ที่หมายตาของประเทศซึ่งเขามีความพร้อมนะคะ มหาอํานาจทั้งหลายคะ ท่านประธานคะ เพื่อนสมาชิกคะ มีความพร้อมและได้เดินทางเข้าสู่ ประเทศพม่ามาเป็นเวลานานมากแล้ว ดิฉันคิดว่าความพร้อมของประเทศเหล่านั้นได้เข้าไป มีบทบาทในการที่จะทําให้ประเทศพม่าได้เปิดประเทศด้วยซ้ําไปนะคะ ไม่ว่าจะเป็นยุโรป ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศรัสเซีย หรือว่าประเทศจีนนะคะ ทําให้บ้านเราซึ่งจริง ๆ แล้ว ได้มีแนวความคิดในการที่จะมีความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจกับประเทศในกลุ่มในย่านของเรา หรือที่เราเรียกว่ากลุ่มอิระวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง มานานแล้ว เหลืออีกเพียงประเทศเดียวค่ะ ที่ประเทศไทยยังไม่ได้ลงนามในความตกลงก็คือประเทศเมียนมาร์นี้นะคะ ดิฉันคิดว่า มันถึงเวลาที่เราจะต้องเดินหน้าเข้าไป มิเช่นนั้นแล้วเราก็คงจะตกขบวนรถไฟในการที่จะ เข้าไปมีโอกาสในการที่จะร่วมกันพัฒนาตามนโยบายของภูมิภาคของเรา ประเทศในทุกวันนี้ ไม่สามารถที่จะอยู่อย่างโดดเดี่ยวได้ เครื่องมือในการที่ช่วยกันอยู่รอดก็คือการสร้างความร่วมมือ ความตกลงนี่ละคะเป็นเครื่องมืออีกแบบหนึ่งนะคะ แต่กว่าจะไปถึงความตกลงที่จะเป็นผล ที่จะเกิดการพัฒนาหรือความยั่งยืน หรือสิ่งที่เรามุ่งหวังต่อประชากรของเราทั้ง ๒ ประเทศ ต้องมีความพร้อมค่ะ วันนี้ดิฉันมองว่าความพร้อมทางด้านกฎหมายของเรานี่นะคะ ถ้าพูดถึง เรื่องของกระบวนการที่กําหนดโดยรัฐธรรมนูญก็น่าจะมีความพร้อมในระดับหนึ่ง ระดับหนึ่ง เท่านั้นค่ะ สําหรับประเทศไทยนี่ต้องบอกว่ามันไม่มีอะไรที่จะพร้อม พร้อมเต็มที่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ไม่มีนะคะ ในเรื่องของกฎหมายภายในประเทศ ในเรื่องของบุคลากร ที่จะต้องทําความเข้าใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภาษา วัฒนธรรม วิถีชีวิต แล้วในเรื่องของ การลงทุนที่สําคัญ เมื่อกี้เพื่อนสมาชิกคือท่านวิชาญได้พูดถึงการคุ้มครองการลงทุน ของนักลงทุนไทยไปแล้ว ท่านก็พยายามจะบอกว่าดิฉันจะพูดในเรื่องของการส่งเสริม ดิฉันก็ขอเรียนว่าการส่งเสริมนี่นะคะ การคุ้มครอง ถ้าคุ้มครองดี มาตรการดี มีความรัดกุม มีความมั่นใจ มีแนวทางในการคุ้มครอง ที่ชัดเจน ไม่ได้เป็นเพียงนโยบาย มันก็เป็นการส่งเสริมไปในตัวอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นดิฉันก็คิดว่า ความพร้อมในเรื่องที่ดิฉันได้บรรยายไปแล้วมันเป็นเรื่องที่จําเป็นค่ะ นโยบายชัดเจน เราต้องการที่จะไปแสวงหาโอกาสความร่วมมือทางเศรษฐกิจเพื่อจะพัฒนาประเทศ ทั้ง ๒ ประเทศ แต่ในทางปฏิบัติค่ะ ท่านประธานคะ เพื่อนสมาชิกคะ เราบอกว่านโยบายชัดเจน แต่แพรคทิเคิล ไกด์ไลน์ (Practical guideline) หรือแนวในการที่จะปฏิบัติหรือเอานโยบาย ไปปฏิบัติคือสิ่งที่เป็นปัญหาโดยตลอด เมื่อนักลงทุนใหญ่ ๆ เข้าไป แน่นอนค่ะ เพื่อนสมาชิก พูดแล้วว่าไม่ค่อยมีปัญหาหรอกค่ะ เขารู้วิธี เขามีศักยภาพที่จะทําได้ เอาตัวรอด เอาองค์กร ของเขารอด แต่ว่าทําอย่างไรคะที่นักลงทุนย่อย ๆ หรือระดับกลางของประเทศของเรา และประเทศคู่ตกลงของเราจะสามารถเข้ามาหรือออกไปทําการค้า ทําธุรกิจด้วยกันได้ อย่างมีความสุข อย่างมีความสันติ อย่างที่เราหวัง ดิฉันต้องเรียนนะคะ เรากําลังบอกว่า เราจะทําฟรีเทรด (Free trade) ฟรีเทรดนี่ค่ะ ใช่ แต่ฟรีเทรดถ้ามันไม่ได้เป็นฟรีเทรด ที่มีความพร้อมมันจะยุ่งยากนะคะ และเมื่อฟรีเทรดที่มุ่งหวังแต่จะเอาประโยชน์ เพื่อจะพัฒนาประเทศตัวเองอย่างเดียว ดิฉันคิดว่าปัญหาเกิดขึ้นค่ะ ข้อขัดแย้งเกิดขึ้น เราจะต้องเน้นในเรื่องของแฟร์เทรด (Fair trade) ด้วยนะคะ ท่านประธานคะ รัฐบาล อย่ามุ่งอย่างเดียวค่ะว่าจะไปหาประโยชน์ กลัวเสียประโยชน์ แต่ดิฉันคิดว่าการส่งเสริมให้ ผู้ลงทุนไทยได้เข้าถึงระบบหรือองค์กร หรือระเบียบต่าง ๆ ที่ชัดเจน จะทําให้มีการส่งเสริม การลงทุนมากขึ้น ท่านประธานอย่างเอ็กซิมแบงก์ (Exim bank) เรารู้กันว่าเอ็กซิมแบงก์ ก็คือแบงก์ที่สนับสนุนเรื่องการส่งออกและการนําเข้า นั่นคือสําหรับนักลงทุนรายใหญ่ ๆ ค่ะ ภาคเอกชนใหญ่ ๆ เขาใช้เอ็กซิมแบงก์นะคะ แต่สําหรับรายย่อย ๆ หรือรายกลาง ๆ นี่ค่ะ เขามักจะเรียกเอ็กซิมแบงก์ว่าเก๊กซิมแบงก์ค่ะ เพราะมันเข้าไม่ถึง อย่างไรมันก็เข้าไม่ถึงนะคะ ข้อจํากัดต่าง ๆ อย่างนี้มันทําให้ไม่ส่งเสริมการพัฒนาการลงทุนการค้าอย่างแท้จริงค่ะ และเมื่อเข้าไปเคว้งคว้าง ไปเกิดปัญหามันก็ไม่ได้ทําให้อะไรดีขึ้นมา จะต้องไปพันผูกกับ ระบบของศาล ระบบของอนุญาโตตุลาการต่าง ๆ นานา ซึ่งดิฉันคิดว่าสิ่งที่จะส่งเสริม ย้ําอีกทีนะคะ เรื่องเหล่านี้ต้องให้ชัดเจนก่อน แนวปฏิบัติต่าง ๆ และในหัวใจของเราคนไทยค่ะ ดิฉันอยากเน้นว่า จะไปลงทุนก็ต้องคิดว่าเป็นการลงทุนที่มันแฟร์ (Fair) มันยุติธรรม มันเป็นธรรม เมื่อมีการลงทุน ที่เป็นธรรม ยุติธรรม ไม่หวังที่จะไปเอารัดเอาเปรียบ ไปกอบไปโกย ไปขุด ไปดึงของเขามา จนกระทั่งเขารู้สึกว่าเขาเสียเปรียบนี่นะคะ ความยั่งยืนมันก็จะเกิดขึ้น และนั่นละคะดิฉันคิดว่า มันคือเป้าหมายที่สําคัญที่สุดของการพัฒนาในภูมิภาคของเรา เขาอยู่ได้ เราอยู่ได้ ต่างคนต่างอยู่ร่วมกัน อย่างมีความสงบสุข นั่นคือเป้าหมายของโลกด้วยค่ะ ทุกวันนี้ที่เราเห็นความขัดแย้ง ถ้ามองให้ลึกจริง ๆ ท่านประธานคะ มันเป็นความขัดแย้งซึ่งมันเกิดขึ้นมาจากการที่จะมุ่งไปหา ทรัพยากรธรรมชาติที่จํากัด ไม่ว่าจะเป็นปิโตรเลียม ไม่ว่าจะเป็นแก๊ส ไม่ว่าจะเป็นป่าไม้ ไม่ว่าจะเป็นน้ํา อะไรก็แล้วแต่นี่นะคะ ด้วยวิถีที่สามารถทําได้ ท่านประธานบางครั้งถึงขนาด ต้องทําสงครามนะคะ ทําสงครามเพื่อจะได้มีโอกาสเข้าไปครอบครองพื้นที่ ที่มีทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์ ทําสงครามเพื่อจะเข้าไปหาพื้นที่ที่จะสามารถออกไปสู่ทะเล ซึ่งจะลดต้นทุนในการที่จะทําการผลิต สิ่งเหล่านี้เป็นการที่เรามุ่งเน้นที่จะเอาเปรียบ แต่ถ้าเราคิดว่าเราจะทําการค้าฟรีเทรดที่มันแฟร์เทรดด้วย ความยั่งยืนจะเกิดขึ้น สันติสุข ก็จะเกิดขึ้นในโลกของเราด้วยค่ะ ดิฉันก็ขออนุญาตแสดงความเห็นไว้เพียงเท่านี้ แล้วก็คิดว่า ประเทศไทยของเราจะกลับไปทบทวน โดยรัฐบาลจะกลับไปทบทวนนะคะ ในสิ่งที่ดิฉันได้ ให้ความเห็นเอาไว้ว่าต้องเตรียมความพร้อมค่ะ พร้อมแล้วเดินหน้าเลยค่ะ วันนี้ไม่มีอะไร ที่จะรออีกแล้ว มิฉะนั้นแล้วเราก็ตกขบวนแน่ค่ะ ขอขอบพระคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญท่านอลงกรณ์ เชิญครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมถือว่ารัฐบาลได้ทําหน้าที่แทนประเทศไทย แล้วก็เป็นความต่อเนื่องในการสานต่อจากการทํางานของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ในการนําเสนอ ความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย กับรัฐบาลแห่งสหภาพพม่าหรือว่าเมียนมาร์ ความจริงเป็นช่วงจังหวะที่เหมาะสม แล้วก็ถือได้ว่า ประเทศไทยได้มีบทบาทสําคัญอย่างยิ่งต่อการที่ประเทศพม่าสามารถเปิดประเทศและได้รับ การยอมรับจากนานาประเทศ ซึ่งวันมะรืนนี้ก็จะมีการประชุมครั้งสําคัญที่เรียกว่า เวิล์ด อีคอนอมิค ฟอรัม หรือว่าดับบลิวอีเอฟ (WEF) ปี ๒๐๑๒ เอเชียตะวันออก ซึ่งประเทศไทย ได้เป็นเจ้าภาพโดยที่จะมี นางออง ซาน ซูจี ซึ่งเป็นผู้นําเสียงข้างน้อยในรัฐสภาของเมียนมาร์นั้น มาร่วมประชุม เดิมทีได้ข่าวว่าประธานาธิบดีเต็ง เส่ง จะมาด้วย แต่อาจจะติดปัญหา บางประการ แต่นั่นคือปรากฏการณ์ที่เราไม่คาดคิดหรอกครับว่าในช่วงเวลาหลายปีมานี้ เราจะเห็นความคืบหน้าของการใช้พื้นที่ในอาเซียน โดยเฉพาะประเทศไทยนั้นต่อการสําแดง ให้ทั่วโลกได้เห็นเป็นประจักษ์ว่านี่คือดินแดนแห่งโอกาส นี่คือดินแดนของความก้าวหน้า และการพัฒนา ผมจําได้ว่ารัฐสภาแห่งนี้ได้มีโอกาสในการพิจารณาเมื่อครั้งที่เราได้มีนโยบาย ที่เห็นพ้องต้องกันในกลุ่มอาเซียนก็คือนโยบายในเรื่องของการสร้างความสัมพันธ์ เชิงสร้างสรรค์หรือว่าคอนสทรัคทีฟ เอ็นเกจเมนท์ (Constructive engagement) โดยดอกเตอร์สุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียนในขณะนั้น ก็ถือว่าเป็นบุคคลสําคัญ ของอาเซียนและเป็นความภูมิใจของประเทศไทยที่ท่านได้ร่วมกับสมาชิกอาเซียนนําเสนอ แนวทาง ในที่สุดเมียนมาร์ซึ่งถือว่าวันนี้เป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ของประเทศไทย ได้เดินตามเส้นทางของถนนสู่ประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นวันมะรืนนี้เราก็เห็นปรากฏการณ์ ดังกล่าว ซึ่งผมจําได้ว่าตอนที่ไปประชุมที่เมืองดาวอสในการประชุมดับบลิวอีเอฟปลายปี ๒๕๕๒ ท่านเกียรติ สิทธีอมร ประธานผู้แทนการค้าไทยหรือทีทีอาร์ (TTR) ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผมเองเป็นรัฐมนตรีเศรษฐกิจซึ่งเข้าไปร่วมประชุมดับบลิวอีเอฟที่เมืองดาวอส เป็นการประชุมคู่ขนานกับทางปาสกาล ลามี ซึ่งเป็นผู้อํานวยการดับบลิวทีโอ (WTO) นั้น ก็ได้ขอที่จะให้ดับบลิวอีเอฟนั้นมาจัดการประชุมอีสท์ เอเชีย (East Asia) ในประเทศไทย ซึ่งก็มาตรงกับรัฐบาลนี้พอดี ก็ต้องถือว่าเป็นโอกาสสําคัญที่เราจะได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นหุ้นส่วน แห่งโอกาสในอนาคตระหว่างไทยกับเมียนมาร์ โดยเฉพาะการที่รัฐสภาจะให้ความเห็นชอบ ความตกลงที่ถือว่ายืดเยื้อยาวนานมาเป็นเวลาถึง ๒ ทศวรรษเศษ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ฯพณฯ ฟรานซิสโก ซานเชซ ซึ่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ได้เชิญผมไปรับประทานอาหารค่ํา ท่านเป็นคณะทํางานด้านการค้าระหว่างประเทศ ของประธานาธิบดีโอบามา ก็ได้มาพูดคุยหารือกันหลายเรื่องเกี่ยวกับสถานการณ์ ความสัมพันธ์ทั้งการค้า การลงทุนและภาคบริการ ตลอดจนในเรื่องของเออีซีหรือประชาคม เศรษฐกิจอาเซียนที่จะเกิดขึ้นในปี ๒๕๕๘ รวมไปถึงข้อเสนอของประเทศสหรัฐอเมริกา ในเรื่องของความร่วมมือของทรานส์ แปซิฟิก (Trans-Pacific) หรือว่าทีพีพี (TPP) ที่ประเทศ สหรัฐอเมริกาเป็นหัวหอก ขณะเดียวกันเราก็ได้หารือกันถึงการปฏิรูปเศรษฐกิจและการเมือง ในเมียนมาร์ เผอิญวันนั้นเป็นวันที่ถือได้ว่าเป็นวันประวัติศาสตร์วันหนึ่งที่ประเทศ สหรัฐอเมริกาได้ประกาศแต่งตั้งเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจําเมียนมาร์เป็นครั้งแรก ในรอบ ๒๓ ปี นับแต่ปี ๒๕๓๒ การเคลื่อนไหวของประเทศสหรัฐอเมริกาสะท้อนให้เห็นถึง การปฏิรูปเศรษฐกิจ และนั่นหมายถึงการเปิดโอกาสทางด้านการค้าการลงทุนและการจัดตั้งธุรกิจ หรือภาคบริการในสหภาพพม่าหรือว่าประเทศเมียนมาร์ ซึ่งก่อนหน้านั้นสหภาพยุโรปก็ได้ ยกเลิกเป็นการชั่วคราว ๑ ปี สําหรับการแซงก์ชันทางเศรษฐกิจเมื่อเห็นว่าประเทศพม่านั้น ได้ก้าวสู่ความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นแล้วก็เป็นที่ยอมรับในระดับหนึ่งของตะวันตก ความจริงเมื่อไม่กี่วันมานี้รัฐบาลญี่ปุ่นเองก็ได้เริ่มเจรจาในเรื่องความตกลงว่าด้วยการลงทุน กับทางรัฐบาลพม่า เหมือนอย่างที่รัฐสภาไทยกําลังพิจารณาเพื่อให้ความเห็นชอบในวันนี้ แต่เนื่องจากว่าเราใช้เวลายาวนานมากครับ ตัวแบบ ต้นแบบที่เป็นโมเดลของความตกลงรวมทั้ง เอกสารภาคผนวกที่แนบท้ายทั้งเอ (A) และบี (B) ดังกล่าวนั้น มีประเด็นที่ผมอยากตั้งคําถามถึง คณะรัฐบาลโดยเฉพาะท่านรัฐมนตรีที่เป็นตัวแทนคณะรัฐมนตรีมาตอบคําถามอยู่ ๒-๓ เรื่อง เพราะว่ารูปแบบหรือฟอร์แมท (Format) ของตัวความตกลงก็เป็นความตกลงที่เราได้ใช้มา กับหลายประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มที่เราเรียกว่ากลุ่มซีแอลเอ็มวี (CLMV) เราทําความตกลง อย่างนี้มาหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นประเทศลาว ประเทศกัมพูชา ประเทศเวียดนาม ก็เหลือ เมียนมาร์เท่านั้น แต่ที่ผมจะถามท่านรัฐมนตรี ผ่านท่านประธานไปถึงท่านรัฐมนตรีก็คือว่า เมื่อปี ๒๕๔๗ เราได้มีความตกลงว่าด้วยความร่วมมือการลงทุนระหว่างสํานักงานส่งเสริมการลงทุน ของประเทศไทยที่เรียกว่าบีโอไอ บอร์ด ออฟ อินเวสท์เมนท์ (Board of Investment) กับคณะกรรมาธิการการลงทุนของประเทศพม่า อยากทราบว่ามีปัญหาและอุปสรรคอย่างไร จากความตกลงดังกล่าว แล้วก็มีกรณีที่เป็นปัญหาในเรื่องการคุ้มครองการลงทุนทั้งรายเล็ก เอสเอ็มอีเป็นถึงรายใหญ่ หรือแม้แต่คําถามบางประเด็นในภาคผนวก ในข้อ ๒ (๑) ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องว่าจะสามารถใช้ความตกลงนี้ได้ จะต้องได้รับใบอนุญาตหรือความเห็นชอบ ให้ลงทุน ตรงนี้ก็เป็นประเด็นที่จะเป็นคําถามต่อ ๆ ไป

คําถามที่ ๒ ก็คือว่าความตกลงนี้หากว่ารัฐสภาให้ความเห็นชอบนั้น จะมีความก้าวหน้าหรือการให้มากกว่าความตกลงอาเกีย (ACIA) มากน้อยแค่ไหน ตอนที่เป็น รัฐมนตรี ผมเป็นรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนที่รับผิดชอบในการเจรจา ในเรื่องการทําความตกลง ในเรื่องของเอฟทีเอ (FTA) ก็ดี ในเรื่องของความตกลงเหล่านี้เป็นหลัก เพราะฉะนั้นโดยหลัก ของการทําความตกลงก็คือว่าถ้าเป็นความตกลงทวิภาคีจะต้องได้มากกว่าพหุภาคี นั่นหมายความว่าความตกลงอาเกีย ซึ่งพัฒนามาจากความตกลงเอไอเอ (AIA) ก็คืออาเซียน อินเวสท์เมนท์ อะกรีเมนท์ (ASEAN Investment Agreement) ก็เรียกว่าเป็นเขตการลงทุน อาเซียน ก็ว่าด้วยเรื่องการส่งเสริม การคุ้มครอง ว่าด้วยการระงับข้อพิพาท ว่าด้วยการชดเชย ทดแทน ในเรื่องของการลงทุนในกลุ่มของอาเซียน ซึ่งประเทศไทยและประเทศพม่านั้น ก็เป็นสมาชิกอยู่ด้วยกัน จากเอไอเอก็ขยายพัฒนาขึ้นมาให้มีความก้าวหน้าพัฒนามากขึ้น ก็มาเป็นความตกลงอาเกีย ที่เรียกว่าอาเซียน คอมพรีเฮนซีฟ อินเวสท์เมนท์ อะกรีเมนท์ (ASEAN Comprehensive Investment Agreement) ซึ่งก็เพิ่งมีผลเมื่อเดือนมีนาคม ที่ผ่านมานี้เอง เพราะในหลักของการที่ประเทศไทยจะไปทําความตกลงกับประเทศใด ในลักษณะทวิภาคีกับในลักษณะพหุภาคี เราถือหลักว่าถ้ามีความตกลงพหุภาคีให้อยู่แล้ว และถ้าจะไปทําความตกลง ๒ ประเทศทวิภาคีจะต้องเป็นความตกลงที่ต่างคนต่างให้มากกว่า ผมจึงถามท่านรัฐมนตรีว่าจะมีประโยชน์อันใดถ้าหากรัฐสภาให้ความเห็นชอบ ความตกลง ฉบับนี้ ในเมื่อความตกลงอาเกียมีผลคุ้มครองหมดแล้ว และอาจจะมากกว่าความตกลงฉบับนี้ ไม่อย่างนั้นก็เป็นเพียงเอกสารตามพิธีกรรมเพราะว่าเป็นขั้นตอนสุดท้าย หลังจากที่ ทางรัฐบาลเมียนมาร์หรือรัฐบาลพม่านั้นได้ดําเนินการให้ความเห็นชอบตามขั้นตอน กระบวนการภายในและแจ้งให้เราทราบ และเป็นหน้าที่ของเราซึ่งความจริงลงนามไปตั้งแต่ เดือนมีนาคม ๒๕๕๑ แล้วนะครับ อันนี้มาย้อนหลังในการให้รัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบ เพื่อให้เป็นไปตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ เพราะฉะนั้นกระบวนการที่ผ่าน การเจรจามายาวนานร่วมกว่า ๒ ทศวรรษนี้ มันมีส่วนหนึ่งที่เวลาไปเจรจาความเมือง ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจจะเป็นที่ยอมรับเลยว่าตัวแบบ ต้นแบบเก่า ๆ มันไม่ทันความตกลงใหม่ ๆ ดังนั้นก็เลยถามท่านรัฐมนตรีว่าในประเด็นนี้ความตกลงที่รัฐสภาจะให้ความเห็นชอบ ตามข้อเสนอของคณะรัฐมนตรีนั้นมีการให้การคุ้มครอง หรือการส่งเสริมมากกว่าความตกลง การลงทุนอาเซียนซึ่งไทย-พม่าผูกพันกันไปเรียบร้อยแล้วมากน้อยแค่ไหน อะไรบ้าง

ประเด็นที่ ๓ ก็คือว่าเวลาที่ประเทศไทยจะทําความตกลงมันไม่ได้ได้อย่างเดียวครับ มันมีเสียด้วย ไม่มีความตกลงระหว่างประเทศ โดยเฉพาะทวิภาคีที่ประเทศใดประเทศหนึ่ง จะได้ฝ่ายเดียวหรือได้เปรียบ แต่ต้องเป็นความเห็นพ้องต้องกันที่ยอมรับได้ เพราะฉะนั้น มันมีทั้งโอกาสและปัญหา ก็มีคําถามในประเด็นนี้อยู่ ๒-๓ ข้อครับว่าถ้ารัฐบาลนั้นได้เตรียมที่จะ ใช้โอกาสมากน้อยแค่ไหน ๑. ในเรื่องของการลงทุน ผมยกเป็นตัวอย่างแล้วกันเพื่อให้เห็น เป็นรูปธรรม กรณีของนโยบายมองตะวันตกหรือว่าประตูตะวันตก เช่น โครงการเมกะโปรเจกต์ (Mega-Project) ทวาย ความจริงต้องขออนุญาตท่านประธานรัฐสภา เพราะว่าผมจะใช้เวลา พอสมควร เนื่องจากว่าเมื่อตอนที่รัฐบาลมาแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ผมได้ตัดสินใจที่จะ หยิบยกประเด็นเรื่องโครงการเมกะโปรเจกต์ทวายขึ้นอภิปรายแทนเรื่องอื่น เพราะว่า ก่อนหน้านั้นรัฐมนตรีอย่างน้อย ๒ ท่านในรัฐบาลปัจจุบันได้แสดงความเห็นต่อสาธารณะ ไม่เห็นด้วยกับโครงการเมกะโปรเจกต์ทวาย ทําให้ผมเกรงว่าประเทศไทยจะเสียโอกาสอย่างยิ่ง จึงตัดสินใจที่จะใช้เวทีรัฐสภาในการอภิปรายเฉพาะประเด็นเรื่องประโยชน์ที่ประเทศไทย จะได้รับจากความร่วมมือในการ่วมลงทุนโครงการเมกะโปรเจกต์ทวาย หลังจากนั้น ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ และคณะรัฐมนตรีก็เริ่มเข้าใจ และในที่สุดก็เห็นด้วยกับโครงการ ความจริงเรื่องนี้ที่ต้องเรียนถามเพราะว่ามันไม่ง่ายครับ มันไม่ง่ายถ้าหากว่าเราไม่เตรียมการในการที่จะใช้ประโยชน์จากความตกลง ความตกลง จะเป็นเพียงกระดาษเหมือนอย่างที่ผมอยากจะเรียนว่าใน ๓๓ ปีที่ผ่านมาเรามีความตกลง หรือบันทึกความเข้าใจในรูปแบบความตกลงระหว่างไทย-เมียนมาร์ ตั้งแต่เรื่องของการค้า เป็นฉบับแรกเลยนะครับ มาสู่ความตกลงทางด้านวิชาการ ทางด้านวัฒนธรรม ทางด้านสังคม ทั้งหมด ๒๘ ฉบับด้วยกัน แล้วเราพยายามที่จะใช้ยุทธศาสตร์ของความเป็นหุ้นส่วนกัน ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะกับเมียนมาร์ในการที่จะสร้างความมั่งคั่ง ความมั่นคงร่วมกัน บนพรมแดน ๒,๔๐๑ กิโลเมตร ๘ จังหวัดที่ติดกัน เราถือได้ว่าเราเป็นที่ ๑ ผมไม่ทราบว่าคณะรัฐมนตรีทําตัวเลขมาว่าเป็นที่ ๒ หรือว่าปัจจุบันเป็นที่ ๒ หรืออย่างไร แต่ว่าขณะที่เป็นรัฐบาลอยู่ตอนนั้นประเทศไทยเป็นประเทศหมายเลข ๑ ทั้งการลงทุน การค้า และการท่องเที่ยวครับ และนี่คือโอกาสที่เป็นตัวอย่างของโครงการลงทุนใหญ่ที่สุด ในเอเชียตะวันออก ไม่ใช่เฉพาะเอเชียอาคเนย์ โครงการเมกะโปรเจกต์ทวายนั้นถือได้ว่า เป็นความฝันของรัฐบาลพม่า และประเทศพม่า เหมือนที่เราเคยฝันเมื่อตอนยุคโชติช่วงชัชวาล แล้วเราได้สร้างโครงการอีสเทิร์น ซีบอร์ด (Eastern Seaboard) นั่นละครับ อย่างไรอย่างนั้น ผมเองโชคดีที่ได้มีโอกาสทําหน้าที่และได้พบกับรัฐมนตรี ได้พบกับนายกรัฐมนตรีของเมียนมาร์ หลายคน หลายครั้ง หลายหน เดินทางเข้าไปในประเทศพม่าหลายครั้ง แม้แต่ต้อง ฝึกเซ็นลายมือตัวเอง เซ็นเป็นภาษาพม่า เพื่อให้เขาเกิดความประทับใจว่าเรานั้นมีความตั้งใจจริง แล้วในที่สุดเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๓ ที่รัฐบาลพม่าได้ให้มีการลงนามในความตกลงที่เรียกว่า เฟรมเวิร์ค อะกรีเมนท์ (Framework Agreement) ในโครงการเมกะโปรเจกต์ทวาย ในเดือนพฤศจิกายน ระหว่างบริษัทเอกชนของประเทศไทยกับทางการของประเทศพม่า หลังจากนั้นอีก ๒ เดือน คือเดือนมกราคม ก่อนจะมีการเปลี่ยนรัฐบาล ก่อนที่รัฐสภาชุดใหม่ ของประเทศพม่าจะมีการประชุมครั้งแรก รัฐบาลพม่าขณะนั้นได้ออกสิ่งที่เรารอคอยมานานครับ และเป็นความพยายามของรัฐบาลชุดที่แล้ว แล้วก็ภาคเอกชนของประเทศไทยที่รอคอย มานาน นั่นก็คือการออกกฎหมายพิเศษให้ทวายเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษครับ นี่คือสิ่งที่ถือเป็นหลักกิโลเมตรแรกของการเกิดโครงการนี้ แต่ผมไม่สบายใจครับ ผมไม่สบายใจ ในการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรของรัฐบาลเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และมีข่าวประกาศออกมา ทํานองว่ารัฐบาลจะเข้าไปดําเนินการโครงการนี้ ผมบอกอย่าเลยครับ โครงการไทย-เมียนมาร์นั้น ล้มเหลวมาหลายครั้ง แม้แต่เมกะโปรเจกต์ทวายที่ดําเนินการริเริ่มมา ๒-๓ รัฐบาลนี้ ไม่ประสบความสําเร็จเพราะปัญหาผลประโยชน์ครับ ตอนที่ผมไปรื้อฟื้นโครงการนี้ เมื่อปี ๒๕๕๒ บริษัทที่ตั้งร่วมทุนกันมาเจ๊งล้มละลายเรียบร้อยแล้วครับท่านประธานครับ เพราะอะไร สืบสาวไปปรากฏว่าคนนั้นอยากได้สัมปทานตรงนี้ คนนั้นอยากได้ที่ตรงนี้ คนนั้นอยากเปิดบ่อนชายแดน ในที่สุดตกลงกันไม่ได้ ผลประโยชน์ของบางคน บางกลุ่ม บางพวก กลับกลายเป็นอุปสรรคต่อความมั่งคั่งของ ๒ ประเทศ ต่อความฝันของ ๒ ประเทศ ความฝัน ของไทยก็คือเราต้องการที่จะกลายเป็นเส้นทางการค้าของโลก เป็นปรากฏการณ์ที่ ๔ นอกจากคลองปานามา คลองสุเอซ หรือคลองคีลในยุโรปเหนือแล้ว ก็คือการที่มีคลองบก หรือแลนด์บริดจ์ที่จะเชื่อมระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิก เพื่อร่นระยะทาง ไม่ต้องไปอ้อมช่องแคบมะละกา สิงคโปร์ ซึ่งร่นไปได้ ๗-๑๐ วัน และด้วยความสามารถ และการพัฒนาศักยภาพด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ของเราในการเชื่อมโยงท่าเรือน้ําลึกทวาย ซึ่งบริษัทไทยไปลงทุนทั้งหมด เป็นเจ้าของสัมปทานทั้งหมด แล้วก็จะร่วมลงทุนกับ นานาประเทศ แล้วก็เชื่อมมาที่แหลมฉบัง ประตูตะวันตกเชื่อมประตูตะวันออก แต่สิ่งนี้จะทําให้ เส้นทางการค้าของโลกมาสู่ประเทศไทย แต่นั่นหมายถึงการจ้างงาน หมายถึงความมั่งคั่งของ ๒ ประเทศ และที่สําคัญคือความผูกพันไปชั่วลูกชั่วหลานของคน ๒ ประเทศนี้ และโอกาส ที่มากกว่านั้นก็คือโอกาสของอาเซียน อาเซียนกําลังก้าวสู่เออีซี สู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในอีก ๒ ปี ๘-๙ เดือนข้างหน้า นี่คือการรองรับที่จะทําให้อาเซียนนั้นกลายเป็นศูนย์กลาง ของเศรษฐกิจโลก และเป็นยุคหลังแฮมเบอร์เกอร์ ไครซิส (Hamburger crisis) ที่เป็นโอกาส ของอาเซียนและเอเชีย ดังนั้นรัฐบาลอย่าได้เข้าไปเลยครับ การบริหารราชการหรือ การบริหารจัดการประเทศยุคสมัยใหม่นั้นรัฐบาลจะทําหน้าที่ในฐานะผู้สนับสนุน หรือผู้อํานวยความสะดวกที่เรียกว่าฟาซิลิเตเตอร์ (Facilitator) แต่อย่าเข้าไปเพราะเห็นว่า เป็นผลประโยชน์ก้อนใหญ่เลยครับ วันนี้สิ่งที่รัฐบาลควรทําคือดําเนินภายใต้ความตกลงดังกล่าว ที่เรากําลังจะให้ความเห็นชอบ แล้วก็ดูแลสนับสนุนเอกชนให้เขาเดินข้างหน้าไป ให้มีกําลัง ที่จะเดินไปข้างหน้า แต่อย่าไปฮุบโครงการนี้เลยครับ มันจะล้มเหลวเหมือนในอดีตที่ผ่านมา

โอกาสอีกประการที่ต้องเรียนถามในการเตรียมความพร้อมในส่วนนี้ก็คือ ถ้าหากว่าความตกลงเรื่องการส่งเสริมการลงทุนแล้วก็การคุ้มครองการลงทุนซึ่งเป็นหลักการ หลักเกณฑ์เสียส่วนใหญ่ ไม่ได้มีการลงรายละเอียด ซึ่งผมคิดว่าความตกลงสมัยใหม่ทุกวันนี้ เขาจะให้ความเป็นรูปธรรมมากกว่านี้ครับ แล้วผมเชื่อว่า ๒ ประเทศก็อยากเห็นความเป็น รูปธรรมมากกว่านี้ ยกตัวอย่างเช่นประเทศไทยกับประเทศพม่าอย่างน้อยเราเป็นภาคีสมาชิก อยู่ใน ๓-๔ กรอบ ใน ๓-๔ กรอบ ไม่ว่าจะเป็นอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นจีเอ็มเอส กรอบความร่วมมือ อนุภาคภูมิภาคลุ่มน้ําโขงหรือว่าแอคเมคส์ กลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิระวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง หรือว่าบิมสเทค (BIMSTEC) ที่ผมเน้นย้ําเรื่องบิมสเทคเพราะว่า มันเลยระยะเวลาของความตกลงที่เราจะประกาศเป็นเขตการค้าเสรีระหว่าง ๗ ประเทศ ประเทศไทยกับประเทศพม่าเป็น ๒ ประเทศเท่านั้นที่อยู่ในอาเซียน อีก ๕ ประเทศคือเอเชียใต้ ได้แก่ ประเทศอินเดีย ประเทศศรีลังกา ประเทศบังกลาเทศ ประเทศเนปาล ประเทศภูฏาน ถ้าเราได้ใช้ความตกลงนี้ในการกระชับความร่วมมือกับประเทศพม่าแล้วก็เป็นฐานของการที่จะ เร่งรัดให้ประเทศอินเดียกับอีก ๔ ประเทศในเอเชียใต้นั้นในการที่จะตกลงขั้นสุดท้าย ให้สัตยาบันเขตการค้าเสรีบิมสเทคเกิดขึ้น ก็คือกลุ่มประเทศรอบอ่าวเบงกอลนั่นเอง เราจะได้ประโยชน์มหาศาลครับ และนี่คือการได้ประโยชน์ร่วมกัน ไม่ใช่ประเทศไทย ได้ประโยชน์อย่างเดียว แต่นี่คือการใช้ประโยชน์ความตกลงการลงทุน ไม่ใช่เพียงแค่ ใช้ประโยชน์เฉพาะนักลงทุนไทย นักลงทุนเมียนมาร์เท่านั้น แต่ว่าวันนี้โลกก้าวไกลกว่า การที่จะมาพูดกันเพียงแค่การร่วมมือระหว่างแค่ ๒ ประเทศ แต่การใช้โอกาสมากกว่านั้น นอกจากนั้นก็คือทางรัฐบาลได้เตรียมความพร้อมต่อการใช้โอกาสของความตกลงดังกล่าว ในการกําหนดสาขาการลงทุนที่มีความเป็นรูปธรรมมากน้อยแค่ไหนครับ ซึ่งท่านรัฐมนตรี คงต้องตอบประเด็นนี้ ผมยกตัวอย่างว่านอกจากสาขาในเรื่องของพลังงาน ทั้งในเรื่องของ น้ํามันและแก๊สธรรมชาติที่อยู่ในอ่าวเมาะตะมะ หรือว่าที่อยู่บนบก รวมไปถึงในเรื่องของ การลงทุนด้านเหมืองแร่ เรื่องของอัญมณี เรื่องของสินค้าอุปโภค บริโภค เรื่องของเกษตร และอาหาร เป็นต้น แต่สาขาหนึ่งที่จําเป็นต้องได้รับการคุ้มครองและส่งเสริมอย่างมาก คือด้านโลจิสติกส์ครับ ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะอะไรทราบไหมครับ เพราะประเทศพม่านั้นก็เปรียบเหมือน ประเทศลาว ประเทศลาวนี่เราคิดว่าเป็นแลนด์ล็อก (Land lock) ความจริงไม่ใช่ ผมพูดเสมอว่าประเทศลาวนี่เป็นแลนด์ลิงค์ (Land link) จากประเทศไทยจะไปประเทศจีนตอนใต้ ไปยูนนานเราต้องผ่านประเทศลาว จากประเทศไทยจะไปกวางสี ไปประเทศเวียดนาม ต้องผ่านประเทศลาว ประเทศลาวนี่นอกจากประกาศตัวเองว่าเป็นแบตเตอรี่ ออฟ เอเชีย (Battery of Asia) คือเขาผลิตไฟฟ้าได้จากพลังงานน้ําแล้วนี่ เขายังบอกว่าเขานี่คือแลนด์ลิงค์ครับ ประเทศพม่าก็เช่นกันครับ เวลาเรามองดูโอกาสให้กับประเทศ เราก็มองดูว่าแต่ละประเทศ เราจะสมประโยชน์กันได้อย่างไร ผมเคยเรียนท่านประธานในสภาผู้แทนราษฎรนะครับว่า ตั้งใจที่จะเดินทางเชื่อมโยงเป็นเส้นทางการสํารวจ ซึ่งอยากจะให้ทางรัฐมนตรีได้สํารวจ เส้นทางนี้นะครับ ต่อเนื่องจากถนนระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก-ตะวันออก ที่เรียกว่า อีสท์ เวสท์ อีคอนอมิค คอริดอร์ (East-West Economic Corridor) นี่นะครับ จากอําเภอแม่สอด ผ่านประเทศพม่า ไปออกด่านทูมู่ตามูของประเทศพม่า แล้วก็เข้าประเทศอินเดียที่รัฐมณีปุระ ระยะทางเพียง ๑,๓๖๐ กิโลเมตรเท่านั้นเอง แต่ระยะทางเพียง ๑,๓๖๐ กิโลเมตรตรงนี้ มันมีความหมายมาก เพราะมันจะเป็นการเปิดศักราชใหม่ในการเชื่อมโยงแลนด์บริดจ์ ระหว่างอาเซียนกับเอเชียใต้ เอเชียใต้ซึ่งมีประชากร ๑,๐๐๐ กว่าล้านคน แล้วกําลังเติบโต ขึ้นมา โดยมีประเทศอินเดียเป็นศูนย์กลาง แล้วอาเซียนซึ่งมีประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง การลงทุนด้านโลจิสติกส์นั้นไม่ใช่เฉพาะแค่ภาคเอกชนเท่านั้น แต่ภาครัฐภายใต้รูปแบบพีพีพี (PPP) ก็สามารถที่จะทําให้เส้นทางคมนาคมดังกล่าวนั้นเปิดโอกาสของการค้า การท่องเที่ยว ขณะเดียวกันโลจิสติกส์ไม่ได้หมายถึงเส้นทางทางบกเท่านั้น สาขาทางด้านของการลงทุน ด้านโลจิสติกส์ ทางด้านการเดินอากาศ การเดินอากาศนั้นท่านประธานทราบไหมครับว่า ในประเทศพม่าตอนเหนือมีเมืองหิมะครับ เราไม่ต้องบินไปถึงยุโรปเพื่อไปเที่ยวหิมะ หรือว่าเดินทางไปถึงฮอกไกโดของประเทศญี่ปุ่นเพื่อเที่ยวเล่นหิมะ หรือเดินทางไปที่เกาหลี แต่เพียงแค่ ๔๕ นาที หรือว่าครึ่งชั่วโมงจากจังหวัดเชียงใหม่ หรือว่าประมาณ ๑ ชั่วโมงเศษ จากกรุงเทพฯ เราก็สามารถไปเที่ยวเล่นหิมะได้ในตอนเหนือของประเทศพม่า การเดินทาง ทางอากาศปัจจุบันในการส่งเสริมการลงทุนด้านการเดินอากาศสําคัญมากสําหรับภูมิภาคนี้ เพราะว่าหลังจากเรามีธุรกิจโลคอสท์ แอร์ไลน์ (Low cost Airline) เกิดขึ้นมันได้ปฏิวัติ การท่องเที่ยว มันได้ปฏิวัติการขนส่งทางอากาศ มันได้ปฏิวัติการค้า เพราะว่าการเดินทาง ด้วยต้นทุนที่ต่ําลงมามันได้เปิดโอกาส แล้ววันนี้รูปแบบของการเดินทางมันไม่ใช่จากสนามบินนานาชาติ ของเมืองหลวงไปสู่สนามบินนานาชาติของเมืองหลวง วันนี้มันเป็นรูปแบบของการขนส่ง โลจิสติกส์ จากซิตี้ ทู ซิตี้ (City to City) ก็คือจากเมือง เช่น จังหวัดเชียงใหม่ไปมัณฑะเลย์ จังหวัดเชียงใหม่ไปพุกาม หรือว่าสนามบินบ่อฝ้าย อําเภอชะอํา อําเภอหัวหิน ควรจะสามารถ บินเข้าไปที่มัณฑะเลย์ สามารถบินเข้าไปที่ทวาย บินเข้าไปที่มะริด หรือว่าจะบินเข้าไปที่เจ้าผิ่ว ซึ่งจะเป็นฐานการลงทุนใหญ่ของประเทศจีนทางฝั่งตะวันตกของประเทศพม่า หรือจะเข้าไปที่เมืองตองอู เมืองแปร ไปที่เมืองซานดูเอกซึ่งเป็นเหมือนพัทยาของพม่า ตรงนี้ครับ ที่ผมเรียนว่าการสร้างความชัดเจนให้เป็นทิศทางไกด์ไลน์ (Guideline) สําหรับ การใช้ประโยชน์จากความตกลง มันสําคัญยิ่งกว่าความตกลงที่ ๒ ประเทศเห็นชอบกันเสียอีก ถ้าเราต้องการเห็นเพียงแผ่นกระดาษแล้วมันไม่เกิดอะไร มันก็ไร้ค่า แต่ถ้าเราใช้ประโยชน์ มันได้มากเท่าไร มันคือคุณค่าของความตกลงระหว่างประเทศ

ท่านประธานครับ การขนส่งทางน้ําเป็นการลงทุนที่ผมอยากเรียนท่านประธาน ผ่านไปถึงรัฐบาลว่าถ้าเราสามารถใช้ความตกลงดังกล่าวนี้ ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะสามารถ ครอบคลุมได้มากน้อยแค่ไหนในการส่งเสริมและคุ้มครอง เพราะว่าการขนส่งทางน้ํา ผมเรียน ท่านประธานว่ามันเป็นโอกาสของ ๒ ประเทศอย่างยิ่งครับ นั่นก็คือการขนส่งทางน้ําในอ่าวเบงกอล เรามีอ่าวทั่วโลกที่มีการพัฒนาการขนส่งทางน้ําพาณิชย์นาวี เพื่อการขนส่ง เพื่อการโดยสาร ล่าสุดใกล้สุดก็คืออ่าวเปอร์เซียครับ มีการค้ามากมายมาเป็นเวลานับพันปี ของประเทศอิหร่าน ของประเทศอิรัก ของประเทศคูเวต ของประเทศกาตาร์ ของประเทศบาห์เรน ของประเทศยูเออี ของประเทศดูไบ ของประเทศโอมาน มีเรือไม่ต่ํากว่า ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ ลํา ทั้งเรือขนาดเอี้ยมจุ๊น เรือขนาด ๑,๐๐๐-๒,๐๐๐ ตัน วิ่งรอบฝั่งของอ่าวเปอร์เซีย แต่อ่าวเบงกอลไม่มีครับ ตรงนี้เอง ถ้าหากว่าทางรัฐบาลได้ให้ความชัดเจนในการที่จะตอบต่อรัฐสภาว่าความตกลงนี้มีประโยชน์แน่ และจะใช้ในการที่จะส่งเสริมสาขาโลจิสติกส์ โดยเฉพาะในเรื่องของการส่งเสริมการลงทุน ด้านการขนส่งพาณิชย์นาวีในอ่าวเบงกอล โดยเอาท่าเรือระนองนี้ครับเป็นฮับ (Hub) แล้วก็ไปท่าเรือย่างกุ้ง ไปท่าเรือเจ้าผิ่ว ไปท่าเรือจิตตะกองของบังกลาเทศ ไปท่าเรือกัลกัตตา เชนไนของประเทศอินเดีย ไปท่าเรือโคลัมโบของประเทศศรีลังกา แล้วก็ไปท่าเรืออะเชห์ของ ประเทศอินโดนีเซีย แล้วไปท่าเรือปีนังของประเทศมาเลเซีย แล้วก็มาสู่ท่าเรือระนอง เราสามารถที่จะครองน่านน้ํานี้เพื่อประโยชน์การค้าและการลงทุนโดยร่วมกับเมียนมาร์ได้ครับ นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่ามันเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ถ้าหากว่าทางรัฐบาลจะได้นําไปพิจารณา แล้วก็ใช้ประโยชน์จากความตกลง แต่ถ้าความตกลงดังกล่าวไม่สามารถที่จะใช้ประโยชน์ได้ มันก็น่าเสียดาย

สิ่งหนึ่งที่ผมเรียนท่านประธานเป็นประเด็นสุดท้ายก็คือว่าการลงทุนพรมแดนครับ ส่วนมากการลงทุนเรามักจะไม่ค่อยพูดถึงประเด็นนี้ เหมือนเวลาที่เราพูดถึงการส่งออก การนําเข้า เราจะพูดถึงการค้าระหว่างประเทศ แต่การค้าชายแดนนั้นประเทศไทยถือได้ว่า มีความพิเศษมาก เกือบ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่เกิดจากการค้าชายแดน ระหว่างประเทศไทย ประเทศลาว ประเทศกัมพูชา ประเทศมาเลเซียและประเทศเมียนมาร์ แต่พรมแดนที่เป็น จุดค้าขายระหว่างประเทศไทยกับประเทศเมียนมาร์นั้นยาวถึง ๒,๔๐๑ กิโลเมตร จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดบ้านเกิดผมก็ติดกับพรมแดนของประเทศเมียนมาร์ การลงทุนพรมแดนครับ ถ้าความตกลง ดังกล่าวนั้น ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะนึกถึงการลงทุนโดยทั่วไปขนาดใหญ่ แต่โดยแท้ที่จริงการลงทุน พรมแดนมันได้พัฒนารูปแบบในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาในหลายประเทศครับ หลังสุดก็คือ อิสกันดาร์ที่อยู่ในรัฐยะโฮร์บาห์รูที่ติดกับสิงคโปร์ ไม่ใช่การลงทุนที่กัวลาลัมเปอร์ แต่เป็นการลงทุน ที่รัฐยะโฮร์บาห์รู ลงทุนพรมแดนติดกับประเทศสิงคโปร์ เพื่อใช้ประโยชน์ของความเป็นตลาด ของความเป็นพื้นที่พรมแดน เพราะฉะนั้นโครงการเขตเศรษฐกิจอิสกันดาร์ในรัฐยะโฮร์บาห์รู จึงเกิดขึ้น ผมต้องแอบไปดู เพราะไปไกลมากแล้ว แล้วเราได้มาออกแบบครับ ออกแบบ เขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอดเป็นรูปแบบแรก โดยหวังว่ารูปแบบนี้ ออกแบบนี้จะเหมือนกับ เซินเจิ้นของประเทศจีน จะเหมือนกับอิสกันดาร์ของประเทศมาเลเซีย จะเหมือนกับ คิง อับดุลลาห์ นิว อีคอนอมิค ซิตี้ (King Abdullah new economic city) ของประเทศซาอุดีอาระเบีย ไม่ใช่นิคมอุตสาหกรรมการลงทุนชายแดนปกติ แต่ต้องเป็นการออกแบบที่เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ระดับภูมิภาค เพราะฉะนั้นรัฐบาลควรไปดูนะครับ เพราะว่าตรงนี้จะเกี่ยวข้องโดยตรงกับ การใช้ความตกลงว่าด้วยการลงทุนและการส่งเสริมและการคุ้มครองการลงทุนระหว่างไทย-เมียนมาร์ เพราะว่าตรงข้ามกับแม่สอดที่เมียวดีนี่ครับ ก็ได้มีการทําเป็นนิคมหรือเขตเศรษฐกิจเมียวดี ตรงนั้นคือประตูด่านค้าใหญ่ที่สุดของประเทศไทย และเป็นจุดปลายสุดของถนนที่เรียกว่า ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตกของจีเอ็มเอสที่เรียกว่าอีสท์ เวสท์ อีคอนอมิค คอริดอร์ เพราะฉะนั้นการลงทุนดังกล่าวที่เป็นการลงทุนพรมแดนของ ๒ ประเทศนี่ครับ มีนักลงทุนไทย ที่อยู่ชายแดนและส่วนกลางประสงค์ที่จะไปลงทุนในเขตเศรษฐกิจการลงทุนเมียวดี เช่นเดียวกันก็อยากจะทําเจวี (JV) หรือ จอยท์เวนเจอร์ (Joint venture) ในการมาลงทุน เขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด ซึ่งอยู่ในพื้นที่ ๕,๖๐๑ ไร่ ที่คณะรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดที่แล้ว ได้อนุมัติเสร็จเรียบร้อยแล้วครับ รัฐบาลชุดนี้เดินหน้าได้เลยทันทีด้วยการตั้งองค์กรบริหารขึ้นมา แล้วก็ทําสัญญาเช่าพื้นที่จากกรมป่าไม้ ก็สามารถดําเนินการตามรูปแบบที่ได้วางไว้ ผมเอง เป็นประธานคณะกรรมการโครงการดังกล่าวก็ฝากไว้ นี่คือบททดสอบว่าความตกลงว่าด้วย การส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนจะสําเร็จหรือไม่ อย่ามองข้ามการลงทุนพรมแดน เพราะมันอยู่ไกลปืนเที่ยง แต่ความที่อยู่ไกลปืนเที่ยงทําให้ได้ประโยชน์ในเรื่องของค่าแรงที่ถูกกว่า ได้ประโยชน์ในเรื่องของวัตถุดิบ ได้ประโยชน์ในเรื่องความใกล้กับตลาดมากกว่ากัน และพร้อมกันนั้นก็มีสิทธิประโยชน์ในการส่งเสริมการลงทุนที่พิเศษกว่าโซน (Zone) อื่น เป็นโซนพิเศษ ต้องออกแบบให้เหมือนที่ประเทศจีนประสบความสําเร็จที่เซินเจิ้น เราจึงจะ ใช้ประโยชน์จากความตกลงว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนระหว่างไทยกับเมียนมาร์ได้ แน่นอนที่สุดท่านรัฐมนตรีคงทราบว่าขณะนี้เราได้เสนอให้มีเขตเศรษฐกิจพิเศษกาญจนบุรี เพื่อรองรับในส่วนของทวาย ซึ่งก็จะมีนิคมอุตสาหกรรมขนาด ๒๐๐,๐๐๐ ไร่อยู่ที่นั่น ซึ่งก็บริหารและเจ้าของสัมปทานโดยบริษัทไทยนั่นเอง เรากําลังจะต้องเตรียมความพร้อม ให้มีเขตเศรษฐกิจประจวบคีรีขันธ์ เพราะว่าด่านสิงขรเพื่อไปมะริด ระหว่างด่านสิงขรกับมูดอง ของประเทศพม่านั้นถือว่าเป็นลําดับต้น อันดับ ๑ หรือ ๒ ในการยกระดับขึ้นเป็นด่านสากลครับ นอกจากด่านพุน้ําร้อน บ้านเก่ากับบ้านมิตต้าของประเทศพม่าที่จะไปสู่ทวาย ซึ่งรวมไปถึง ส่วนที่ท่านสมาชิกหลายท่านได้เสนอซึ่งเป็นความคิดที่ดีมาก ก็คือการเตรียมความพร้อม เขตเศรษฐกิจและการลงทุนแม่สาย เขตเศรษฐกิจและการลงทุนเชียงของ หรือแม้แต่ที่ขุนยวม ซึ่งเชื่อมต่อไปยังเมืองลอยก่อเข้าไปตองอู เข้าไปเมืองแปร หรือแม้แต่ใกล้เนปีดอที่สุด ก็คือที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนนั่นเอง ผมกราบเรียนท่านประธานโดยใช้เวลาพอสมควรเพราะเห็นว่า มันเป็นช่วงเวลาของโอกาสครับ เป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยกับประเทศเมียนมาร์นั้น จะได้ก้าวข้ามประวัติศาสตร์ อาจจะมีทั้งความข่มขืน บาดแผล แต่วันนี้ ๒ ประเทศ ได้มองเห็นถึงอนาคตที่สดใสร่วมกัน เราจําเป็นจะต้องเป็นขาของกันและกัน เป็นคู่ค้าและคู่ขา ไม่ใช่คู่แข่ง เราจําเป็นที่จะต้องได้รับความมั่นใจในความตกลงที่เป็นสากลระหว่าง ๒ ประเทศ วันนี้โอกาสมาถึงแล้ว เพียงแต่ว่ารัฐบาลเข้าใจและจะใช้ประโยชน์จากโอกาสดังกล่าวถ้าหากว่า รัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบอย่างไร ผมเรียนท่านประธานเพื่อฝากประเด็นเหล่านี้ให้กับ ทางรัฐบาลได้นําไปพิจารณาและหวังว่ารัฐสภาซึ่งเป็นตัวแทนปวงชนชาวไทยที่จะให้ความเห็นชอบ รัฐบาลจะได้นําความเห็นชอบดังกล่าวนั้นก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ ทั้งปัจจุบันและอนาคต ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

น่าจะเป็นท่านสุดท้าย กระมังครับ ท่านวัชระ เพชรทอง เชิญครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ วันนี้คณะรัฐมนตรีได้มาขอความเห็นชอบในเรื่องของความตกลงเพื่อการส่งเสริม และคุ้มครองการลงทุนระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสหภาพพม่า ท่านประธานครับ ประเทศไทยกับประเทศพม่าแยกกันไม่ออก มีพรมแดนติดต่อกันนับตั้งแต่ มีโลกใบนี้ และประวัติศาสตร์ก็สอนเราไว้หลายอย่าง เมื่อเร็ว ๆ นี้คณะกรรมาธิการ การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชนและการมีส่วนร่วมของประชาชน นําโดยท่านอาจารย์รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ได้เป็นหัวหน้าคณะในการเดินทางไปยังสหภาพพม่า หรือที่ท่านอดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์ พลบุตร ออกเสียงว่า เมียนหม่า หรือที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ออกเสียงว่า เมียนม่าร์ ท่านประธานครับ ผมขอใช้คําพูดง่าย ๆ ก็คือ พี่น้องประชาชนชาวไทยเรียกว่าพม่า เราไปพบไปเห็นอะไรในประเทศพม่าครับ ถ้าท่าอากาศยานย่างกุ้ง เจริญแล้ว ผมคิดว่าท่าอากาศยานนครศรีธรรมราชเจริญกว่า เมืองหลวงที่เนปีดอ ท่านประธานครับ ซึ่งสร้างอยู่ห่างไกลจากกรุงย่างกุ้ง เรานั่งรถบัสสวนกับเกวียนซึ่งเทียมด้วยควาย วัว ท่านประธานครับ สินค้าของไทยหลายชนิดเป็นที่ต้องการของพม่า แม้แต่ลูกอมพม่าก็ชอบ อมลูกอมของประเทศไทย ปูนซีเมนต์ ปูนซีเมนต์ของประเทศไทย สินค้าหลายชนิด เป็นที่ต้องการของชาวพม่าเพราะรัฐมนตรีพม่าบอกว่าสินค้าของประเทศไทยนั้นมีคุณภาพ ดีกว่าประเทศจีน ขอประทานโทษที่เอ่ยนามประเทศจีน ท่านประธานครับ แต่เมื่อเราไปซื้อ ทานาคา คือแป้งสําหรับทาของพี่น้องพม่าซึ่งทําขาย ท่านสุภาพสตรีชาวไทยก็คงทราบดีว่า ทานาคานั้นใช้ทาหน้าให้สีเหลืองนวล เขาขายทานาคาเป็นกระปุก สําหรับเพื่อนนักธุรกิจ ที่จะไปลงทุนในประเทศพม่าก็โปรดดูกลยุทธ์การค้าขายของพม่า คนไทยแทบจะ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ที่ไปประเทศพม่าแล้วจะซื้อทานาคากลับมาประเทศไทยเพื่อฝากสุภาพสตรี แต่เมื่อท่านเปิดแล้วใช้ไประยะหนึ่งท่านจะเห็นความจริงที่ว่าในกระปุกใหญ่ ๆ ของทานาคานั้น คนซื้อก็นึกว่ามีทานาคาเต็มกระปุก แต่กลยุทธ์ของพม่าปรากฏว่าทํากระปุกซึ่งบรรจุทานาคา ได้เพียง ๑ ใน ๓ ของกระปุกนั้น ก็คือปรากฏว่าข้างล่างนั้นกลวง มีแต่ทานาคาบนผิวหน้า เท่านั้น นั่นคือกลยุทธ์ทางการค้าของพม่า ท่านประธานครับ ในประเทศพม่าเราไปที่เจดีย์ชเวดากอง ไปยืนมองทองซึ่งนักประวัติศาสตร์บอกว่าไปจากกรุงศรีอยุธยา ด้วยความรู้สึกอย่างไรก็สุดแท้แต่ แต่สําหรับผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเทศไทย ผมมีความรู้สึกสํานึกในความเป็นคนไทย ท่านประธานครับ การที่รัฐบาลได้นําเสนอรายละเอียดต่าง ๆ เพื่อที่จะส่งเสริมและคุ้มครอง การลงทุนระหว่างไทย-พม่านั้น ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายท่านของพรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้พูดให้ข้อคิดแก่พี่น้องประชาชนคนไทยและแก่รัฐบาล รวมถึงหลายท่านก็ได้ให้ข้อคิด แก่พ่อค้าและนักธุรกิจที่จะไปแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรของประเทศพม่า ท่านประธานที่เคารพ หรือแม้แต่ในอดีตรัฐบาลไทยเคยได้ให้เงินเป็นเงินกู้เอ็กซิมแบงก์ แก่รัฐบาลพม่าเป็นเงินถึง ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานที่เคารพครับ เรากําลังจะ เขียนข้อตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนระหว่างไทย-พม่า แต่ปรากฏว่าเงินกู้ ที่รัฐบาลไทยในอดีตได้ให้แก่รัฐบาลพม่าไปจํานวน ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ ล้านบาทนั้นรัฐบาลพม่า ชักดาบ ชักดาบในสมัยนี้ ไม่ได้ชักดาบในสมัยกรุงศรีอยุธยา ท่านประธานครับ ขนาดรัฐบาลพม่า ยังชักดาบ แล้วเอกชนที่จะลงทุนในอนาคตนั้นท่านคิดเอาเอง ท่านประธานที่เคารพ วันนี้แน่นอนว่าผมจะโหวตให้กับสิ่งที่รัฐบาลได้นําเสนอมาในวันนี้ แต่ไม่ได้โหวตให้กับรัฐบาลพม่าหรือรัฐบาลไทย แต่โหวตให้กับ นางออง ซาน ซูจี ซึ่งกําลังจะ เดินทางมาเยือนประเทศไทยในเย็นวันนี้ ท่านประธานครับ เราอยากจะเห็นสัมพันธไมตรี ระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่าแต่ต้องไม่เอาเปรียบซึ่งกันและกัน ฝากกราบเรียน ท่านรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีซึ่งมาชี้แจงแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หรืออะไรก็สุดแท้แต่ ท่านต้องไปทวงเงินของพี่น้องประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ ล้านบาท ว่ารัฐบาลพม่าจะคืนให้กับรัฐบาลไทยเมื่อไร จะคืนให้กับ พี่น้องประชาชนคนไทยเมื่อไร ท่านประธานครับ เราไปในประเทศพม่า เราไปเห็นรัฐสภา ของประเทศพม่าซึ่งสร้างใหม่ที่เมืองเนปีดอ ใหญ่โตมโหฬารครับ เราเป็นแขก แต่เป็นคนไทย เขาให้ไปชั้นสอง ไปดูลงมาจะเห็นสมาชิกรัฐสภาของประเทศพม่าประชุมกัน แต่ส่วนใหญ่ ๓ ใน ๔ เป็นทหารทั้งสิ้น แต่งชุดเขียวทั้งหมด อยู่ในชุดเครื่องแบบเรียบร้อย นั่งประชุม เป็นตุ๊กตาเรียบร้อย และเวลาอภิปรายเขาจะมีจอใหญ่ ๆ ๒ ข้างของท่านประธาน ซึ่งท่านนั่งอยู่ แต่ของไทยเรามีอยู่เหนือศีรษะท่านประธาน ขอประทานโทษ ท่านประธานครับ นั่นคือรัฐสภาประเทศพม่า แต่ท่านประธานทราบไหมครับว่า สําหรับเพื่อนนักธุรกิจ ที่จะไปลงทุนในประเทศพม่านั้นท่านได้โปรดพึงสังวร รัฐบาลพม่าเคยยกเลิกเงินตรา ของประเทศตนเองไม่น้อยกว่า ๓-๔ ครั้งในประวัติศาสตร์ทางการเงินนับตั้งแต่มีประเทศพม่า เป็นต้นมา แล้วในอนาคตจะมีหลักประกันอะไรว่ารัฐบาลพม่าจะไม่ยกเลิกระบบเงินตรา ของตนเองอีก ท่านประธานครับ การไปทําข้อตกลงกับรัฐบาลประเทศพม่านั้นก็ดีอยู่ แต่ตามแนวชายแดนตั้งแต่จังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดตาก จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดชุมพร ถึงจังหวัดระนอง ปรากฏว่ามีพี่น้องชนกลุ่มน้อย นับตั้งแต่ เอสเอสเอ (SSA) ชานสเตทอาร์มี่ (Shan State Army) ของท่าน พลโท เจ้ายอดศึก ท่านประธานครับ กลุ่มของเจ้ายอดศึก ชานสเตทอาร์มี่ ก็ได้เซ็นสัญญาเพื่อที่จะหยุดยิงกับ รัฐบาลพม่าเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่ถามว่าปัจจุบันอะไรคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในประเทศพม่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในประเทศพม่านั่นก็คือปืนครับ ถ้าไม่มีปืนก็ไม่มีลมหายใจ ถ้าไม่มีปืนก็ไม่มีเสรีภาพ ถ้าไม่มีปืนก็ไม่มีชีวิต เมื่อมีกองกําลังชนกลุ่มน้อยและชนกลุ่มน้อยอย่างเอสเอสเอ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ รัฐบาลพม่ายอมรับอย่างเป็นทางการ แล้วเจ้ายอดศึกก็มีความประสงค์ที่จะปราบปราม ยาเสพติดร่วมกับรัฐบาลพม่าและร่วมกับรัฐบาลไทยด้วย ปัจจุบันกองกําลังชนกลุ่มน้อยทุกกลุ่ม ตามแนวชายแดนตั้งแต่เหนือจรดใต้รัฐบาลพม่าให้การรับรองว่าเป็นกลุ่มที่ถูกต้อง ตามกฎหมายทั้งสิ้น ท่านประธานครับ เมื่อเป็นดังนี้ผมก็ย้อนนึกไปตอนที่ท่านอาจารย์รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ซึ่งท่านนําคณะไปที่ประเทศพม่า ปรากฏว่ามีการเจรจากันระหว่างรัฐมนตรีพม่า กับคณะกรรมาธิการชุดนี้ ผมก็ถามท่านรัฐมนตรีพม่าว่าเมื่อท่านเซ็นสัญญาสงบศึกแล้วปัญหา ยาเสพติดจะแก้อย่างไร ตัวแทนรัฐบาลพม่าบอกว่าคนที่ค้ายาเสพติดนั้นคือชนกลุ่มน้อย และเขาจะสามารถแก้ไขปัญหายาเสพติดได้เมื่อชนกลุ่มน้อยวางอาวุธ ท่านประธานครับ แต่ปรากฏว่าบรรดาชนกลุ่มน้อยนั้นไม่ยอมวางอาวุธครับ เพราะอะไรครับ เพราะถ้าวางอาวุธ ก็เท่ากับฆ่าตัวตายนั่นเอง เพราะในประวัติศาสตร์ชัดเจนครับ ขนาดนายพลออง ซาน ปลดปล่อยอิสรภาพให้กับประเทศพม่ายังถูกทหารพม่าฆ่าตาย นับประสาอะไรกับชนกลุ่มน้อย กลุ่มอื่น ๆ ท่านประธานครับ เมื่อย้อนลงมาดูข้างล่างอีก ถัดจากเอสเอสเอก็มีกลุ่มของคะยา ซึ่งกลุ่มของคะยานี้ก็มีนายพลอองเมียะ กลุ่มของเคเอ็นพีพี (KNPP) ถัดจากเคเอ็นพีพีลงมาก็เป็น เคเอ็นยู (KNU) ของท่านนายพลโบเมียะซึ่งปัจจุบันเสียชีวิตไปแล้วแต่ยังมีกองกําลัง และมีศักยภาพอยู่ ถัดลงมาก็เป็นกลุ่มของเคเอ็นพีพีของ พลตรี นะคะมวย ขวัญใจของท่านเฉลิม อยู่บํารุง ท่านประธานครับ กลุ่มของ พลตรี นะคะมวยไม่ใช่ขี้ไก่นะครับ ปรากฏว่าเป็นกองกําลัง กะเหรี่ยง-พุทธ ซึ่งได้รับการยอมรับจากรัฐบาลพม่าอย่างเป็นทางการ และทราบมาว่า พลตรี นะคะมวยก็กําลังจัดตั้งพรรคการเมืองเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งในประเทศพม่า เช่นเดียวกัน ท่านประธานครับ แล้วในเอกสารที่รัฐบาลให้มาที่จะทําความตกลงเพื่อส่งเสริม การค้าและการลงทุนร่วมกันไม่ปรากฏว่ามีข้อความใดที่จะไปเซ็นสัญญาร่วมกับชนกลุ่มน้อย ซึ่งอยู่ตามแนวชายแดน เพราะต้องยอมรับความจริงนะครับว่ารัฐบาลพม่าไม่มีอํานาจ ที่แท้จริงอยู่ตามแนวชายแดนในบางจุด ท่านประธานที่เคารพ ในความตกลงซึ่งได้ร่างมานี้ ได้เขียนไว้สวยหรูว่ารัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสหภาพพม่าซึ่งต่อไปนี้ เรียกว่าภาคีคู่สัญญา ปรารถนาที่จะเสริมสร้างสภาวะที่เอื้ออํานวยต่อการขยายความร่วมมือ ทางเศรษฐกิจระหว่างรัฐทั้งสอง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการลงทุนโดยผู้ลงทุนของ ภาคีคู่สัญญาหนึ่งในดินแดนของภาคีคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง วรรคสาม ยอมรับว่าการส่งเสริม การลงทุนเช่นว่า และการคุ้มครองการลงทุนระหว่างกันจะมีส่วนช่วยกระตุ้นความคิดริเริ่ม ทางธุรกิจรายบุคคล และจะเพิ่มพูนความเจริญรุ่งเรืองในรัฐทั้งสอง จึงได้ตกลงดังต่อไปนี้ รวม ๑๔ ข้อ ๑๒ หน้า ท่านประธานครับ ที่ผมสงสัยก็คือว่าที่ท่านจะให้มีประธาน ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ คือในข้อ ๑๒ การระงับข้อพิพาทระหว่างภาคีคู่สัญญา ในข้อย่อยข้อที่ ๔ ประธานศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ผมอยากได้คําตอบจากท่านรัฐมนตรีว่า จะเอาชนชาติไหนมาเป็นประธาน ประเทศไหนมาเป็นประธาน และจะแก้ไขปัญหาอย่างไร ท่านประธานครับ เพราะว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างที่จะสุ่มเสี่ยง แต่อย่างไรก็ตามถ้าท่านเชื่อว่า การไปลงทุนในประเทศพม่าแล้วจะทําให้ประเทศชาติ ทําให้ประเทศไทยได้ประโยชน์ ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง และในวันนี้ท่านประธานที่เคารพ ผมนั้นได้รับความไว้วางใจจาก เพื่อนสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ให้มาเป็นกรรมาธิการงบประมาณ ก็มีการประชุมซ้อนกันอยู่พอดี แต่ผมก็ตั้งใจที่จะอภิปรายเรื่องนี้ในสภาผู้แทนราษฎร ในรัฐสภาแห่งนี้ เพื่อที่จะกราบเรียนไปยัง พ่อแม่พี่น้องประชาชนทั้งประเทศว่าขออย่าได้ไว้ใจ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ในเรื่องของการไปลงทุน ในประเทศพม่า เพราะท่านอาจจะผิดหวัง อาจจะน้ําตาตกในภายหลังก็ได้ ถ้าหากว่าไม่ได้เป็นไปตาม ข้อตกลงที่ได้ให้ไว้ ท่านประธานครับ กระผมในฐานะซึ่งเป็นสมาชิกรัฐสภาผมโหวตให้กับ รัฐบาลในครั้งนี้ เพราะ นางออง ซาน ซูจี ขอขอบคุณ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

หารือปิดการอภิปรายครับ เห็นว่าสมควร ท่านรัฐมนตรีมีอะไรไหมครับ

นายนิวัฒน์ธํารง บุญทรงไพศาล รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาและท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม ในนามของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในนามของคณะรัฐมนตรีขอกราบขอบพระคุณ ทุกท่านที่ได้ให้การสนับสนุนความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนระหว่างไทย-พม่า และได้ให้ข้อคิด ข้อสังเกต ข้อเสนอแนะ และข้อสอบถามอันเป็นประโยชน์จํานวนมาก กระผมขออนุญาตชี้แจงให้ข้อมูลบางประเด็นเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องดังต่อไปนี้ครับ จากคําถามที่ว่าทําไมกระทรวงการต่างประเทศจึงได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าของเรื่อง หรือเป็นเจ้าภาพในการเจรจาข้อตกลงทางการค้ากับต่างประเทศ ทําไมไม่เป็นกระทรวงพาณิชย์ หรือกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นต้น กระผมขอกราบเรียนว่ากระทรวงการต่างประเทศทําหน้าที่เป็นเจ้าภาพและเป็นผู้ประสานงานกับ กระทรวงหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นต้น วิธีการนี้นับเป็น มาตรฐานสากลประเทศต่าง ๆ ก็ปฏิบัติดังนี้เช่นเดียวกัน ตามข้อตกลงนี้กระทรวงการต่างประเทศ เป็นประธานคณะกรรมการกลั่นกรองการลงทุนจากประเทศพม่าที่จะมาลงทุนในประเทศไทย ตามเนื้อหาในข้อ ๒ (๑) นะครับ

ต่อข้อถามเรื่องความแตกต่างระหว่างเอซีไอเอกับความตกลงนี้ กระผมขออนุญาต กราบเรียนโดยสรุปว่าเอซีไอเอมีเนื้อหาของข้อสัญญาใกล้เคียงกับข้อตกลงที่เรากําลังพูดถึง แต่เป็นการเจรจาตกลงของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคอาเซียน ๑๐ ประเทศ ดังนั้นเงื่อนไข ข้อตกลง ข้อจํากัดต่าง ๆ จะมีปลีกย่อยและมีจํานวนมาก ความคล่องตัวและยืดหยุ่น จะไม่สามารถสู้กับข้อตกลงฉบับที่กําลังพูดถึง ซึ่งเป็นข้อตกลงของทั้ง ๒ ประเทศ ซึ่งมองในเรื่องของ เนื้อหาความจําเป็นและประโยชน์ของทั้ง ๒ ประเทศได้ดีกว่าและการแก้ไขหรือเพิ่มเติมอื่น ๆ ก็คล่องตัวกว่า เรามีความตกลงลักษณะเดียวกัน ข้อตกลงนี้กับสมาชิกอาเซียนอื่น ซึ่งมีเอซีไอเอ เหมือนกันคือประเทศลาว ประเทศกัมพูชาและประเทศเวียดนามมาแล้ว เพราะฉะนั้นอันนี้ก็คือ ข้อแตกต่างแล้วก็เป็นสิ่งซึ่งทางอาเซียนได้ปฏิบัติอยู่นะครับ

มีคํากล่าวว่า ครม. คณะรัฐมนตรีชุดนี้ส่งเรื่องนี้เข้ามาเพื่อพิจารณาในรัฐสภานี้ หลังจากที่อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณได้เยือนประเทศพม่านั้น ข้อมูลดังกล่าวไม่ถูกต้อง เพราะท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้เสนอเรื่องข้อตกลงนี้สู่รัฐสภาตั้งแต่วันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๔ ขณะที่อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณเยือนประเทศพม่าในเดือนธันวาคม ๒๕๕๔

อีกประการหนึ่งที่กล่าวว่ารัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ไม่ได้ทําอะไรเลย ในเรื่องความตกลงและการเจรจาการค้าการลงทุนใน ๖ เดือนแรกนั้นก็ไม่เป็นความจริง เพราะท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้เดินทางเยือนประเทศต่าง ๆ เชื่อมความสัมพันธ์ และพานักธุรกิจการค้าการลงทุนไปเจรจาการค้ากับทุกประเทศในอาเซียน ๑๐ ประเทศ รวมทั้งประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลี ประเทศอินเดีย ประเทศกาตาร์ และปัจจุบันประเทศออสเตรเลีย ขอยืนยันว่ารัฐบาลนี้มีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และมีความสัมพันธ์ทางด้านการค้าลงทุนกับต่างประเทศและเพื่อนบ้านใกล้เคียงดีที่สุด

สําหรับเรื่องชื่อสหภาพพม่า ประเทศพม่าใช้ชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า เดอะ ยูเนียน ออฟ เมียนมาร์ (The Union of Myanmar) ซึ่งแปลเป็นไทยคือสหภาพพม่า และเปลี่ยนเป็น เดอะ รีพับลิค ออฟ เดอะ ยูเนียน ออฟ เมียนมาร์ (The Republic of the Union of Myanmar) ซึ่งราชบัณฑิตยสถานได้ถอดชื่อเป็นภาษาไทยอย่างเป็นทางการว่า สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ เมื่อวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๔ แต่ก็ได้ใช้ชื่อเมียนมาร์ เป็นชื่อสั้นได้อย่างเป็นทางการด้วย อย่างไรก็ตามก่อนการเปลี่ยนชื่อประเทศดังกล่าว ความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนระหว่างไทย-พม่าได้มีการลงนามไปแล้ว โดยในฉบับภาษาไทยได้ใช้ชื่อประเทศว่าสหภาพพม่า และในฉบับภาษาอังกฤษใช้ชื่อ เดอะ ยูเนียน ออฟ เมียนมาร์ การใช้ชื่อสหภาพพม่าเป็นชื่อเฉพาะสําหรับความตกลงฉบับนี้ ไม่มีผลกระทบทางกฎหมาย และการเปลี่ยนชื่อประเทศของพม่า โดยความตกลงฉบับนี้ ยังคงมีผลบังคับใช้กับประเทศเมียนมาร์อยู่เช่นเดิม

ข้อต่อไปเกี่ยวกับเรื่องคําว่า ประติบัติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ได้มีการสอบถามกันนั้น ได้ไปหาข้อมูลได้ว่าเป็นคําศัพท์เฉพาะ ไม่ได้ใช้ทั่วไป ได้ถูกบัญญัติขึ้นโดยอดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ เพื่อใช้แปลคําภาษาอังกฤษ ทรีทเมนท์ (Treatment) ในหนังสือสัญญาข้อตกลงระหว่างประเทศ ให้เป็นฉบับภาษาไทย เพื่อที่จะแยกความแตกต่างระหว่างกับคําว่าแพรคทิส (Practice) ซึ่งแปลภาษาไทยว่า ประติบัติ หรือแปลว่าการกระทํา คําว่า ทรีทเมนท์ นั้น สะกด ประติบัติ แปลว่าการที่คนคนหนึ่งทํากับอีกคนคนหนึ่งนะครับ แล้วกระทรวงการต่างประเทศ ก็ได้ใช้เป็นบริบทของการแปลความหมายข้อตกลงมาโดยตลอด อันนี้ก็เป็นที่มาที่ไป ที่อยากเรียนเพื่อที่จะได้ทราบแล้วก็เป็นสิ่งที่จะเป็นความรู้ต่อไปได้นะครับ

เรื่องการลงทุนนะครับ ที่พูดกันถึงเรื่องประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเราเคยได้ยินกันมา พอสมควรว่ามีการลงทุนในพม่ามากมายนั้น ได้ดูข้อมูลล่าสุดแล้วนี่นะครับ ประเทศสิงคโปร์ อยู่ในอันดับ ๕ ลงทุนเพียง ๑.๘ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ประเทศไทยอยู่อันดับ ๒ ลงทุน ๙.๖ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนอันดับ ๔ ก่อนหน้านั้นเป็นประเทศอังกฤษครับ ลงทุนที่ ๒.๖ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

เรื่องโปรเจกต์ทวาย ก็เป็นเรื่องที่หลายยุค หลายสมัย หลายรัฐบาล ได้ให้ความสนใจกับเรื่องนี้นะครับ แล้วตามข้อมูลที่ได้มาโครงการนี้มาเป็นรูปเป็นร่าง กันอย่างจริงจังก็สมัยท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ เมื่อประมาณปี ๒๕๔๖ และหลังจากนั้น ทางรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศประเทศไทยและประเทศเมียนมาร์ สมัยนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการพัฒนาโครงการท่าเรือน้ําลึกทวาย เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๑ และบริษัท อิตาเลียนไทย จํากัด (มหาชน) และการท่าเรือเมียนมาร์ ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจสําหรับการพัฒนาท่าเรือน้ําลึกทวายและนิคมอุตสาหกรรม เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๑ และต่อมาบริษัท อิตาเลียนไทย จํากัด (มหาชน) และการท่าเรือเมียนมาร์ ได้ลงนามในเฟรมเวิร์ค อะกรีเมนท์ เกี่ยวกับเรื่องนี้เมื่อวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ สมัยรัฐบาลนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์นะครับ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เป็นโครงการที่ได้รับความสนใจ จากประเทศไทย จากหลายรัฐบาลด้วยกันนะครับ ในสมัยของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ก็ได้ให้ความสนใจโดยได้ผลักดันโครงการนี้เมื่อครั้งการเยือนประเทศพม่าในเดือนตุลาคม ๒๕๕๔ และหลังจากนั้นรัฐบาลได้ให้ความสําคัญอย่างยิ่งในโครงการ พยายามผลักดันต่อเนื่อง ให้เป็นรูปธรรม แล้วก็โดยการไปประชุมร่วมในการประชุมสัญจรที่จังหวัดกาญจนบุรีนะครับ ก็มีการประชุมร่วมภาครัฐและภาคเอกชน กรอ. เรื่องเศรษฐกิจ ทวายก็เป็นโครงการใหญ่ โครงการหนึ่งซึ่งได้รับการปรึกษาหารือและได้รับความเห็นชอบกับข้อเสนอในการพัฒนา พื้นที่เศรษฐกิจเชื่อมโยงฝั่งตะวันตกของไทย-เมียนมาร์ ซึ่งจะสามารถเชื่อมโยงกับ ท่าเรือน้ําลึกแหลมฉบัง แล้วก็พื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก อีสเทิร์น ซีบอร์ด นะครับ แล้วก็จะเป็นการเร่งรัดพัฒนาเส้นทางเชื่อมโยงภาคตะวันตก เชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจ เซาเทิร์น อีคอนอมิค คอริดอร์ (Southern Economic Corridor) ที่จะเสนอต่อไป นอกจากนี้รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์กําลังประสานงานกับรัฐบาลเมียนมาร์ อย่างใกล้ชิดเพื่อร่วมกันผลักดันโครงการนี้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมด้วยความโปร่งใส เพื่อประโยชน์ร่วมกันของทั้ง ๒ ประเทศและภูมิภาคต่อไปครับ เพราะฉะนั้นโครงการนี้ ก็คงจะได้ดําเนินการกันต่อไปเพื่อประโยชน์ของทั้ง ๒ ประเทศนะครับ อันนั้นก็เป็นบางส่วน ที่ผมได้นํามาเพื่อที่จะชี้แจงกับที่ประชุมเพื่อทราบนะครับ

ในสุดท้ายนี้กระผมอีกครั้งหนึ่งนะครับ ในนามของคณะรัฐมนตรีของรัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ขอกราบขอบพระคุณทุกท่านนะครับ ท่านประธานรัฐสภา ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติที่ได้ให้การสนับสนุนความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครอง การลงทุนระหว่างไทย-พม่า แล้วก็ให้ข้อคิด ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะอันเป็นประโยชน์ จํานวนมาก และขอกราบเรียนว่าจะได้นําข้อคิด ข้อสังเกต ข้อเสนอแนะและข้อซักถามต่าง ๆ ไปเสนอกระทรวงการต่างประเทศและคณะรัฐมนตรีเพื่อจะได้พิจารณาต่อไปครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านวัชระ มีอะไรครับ เชิญครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ขออนุญาตกราบเรียนถามท่านรัฐมนตรี ซึ่งท่านได้มาอ่านคําตอบโดยละเอียดแล้วปรากฏว่าไม่ได้ตอบในคําถามที่ผมได้ถามท่าน ๑ ประเด็น นั่นก็คือว่ากรณีเงินกู้เอ็กซิมแบงก์ ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลพม่า ได้กู้ไปแล้วชักดาบ ท่านในฐานะคณะรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบ ท่านจะทวงถามให้รัฐบาลพม่า คืนเงินจํานวนดังกล่าวให้กับพี่น้องประชาชนชาวไทยอย่างไร และเมื่อไร ขอความกรุณาท่าน ได้โปรดตอบด้วยจะเป็นพระคุณต่อพ่อแม่พี่น้องประชาชนเป็นอย่างยิ่ง ขอขอบคุณ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านวิชาญมีอะไรครับ

นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมได้ฟังคําตอบจากท่านรัฐมนตรีนะครับท่านประธานครับ แล้วเกิดความสงสัย ตามมาว่าเมื่อท่านบอกว่าความตกลงนี้รัฐบาลได้ลงนามไปเรียบร้อยแล้วนะครับ ซึ่งเราอ่านข้อมูลก็คือว่าลงนามไปตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ซึ่งถ้าอ่านดูรัฐธรรมนูญที่เราบังคับใช้อยู่คือ ปี ๒๕๕๐ นะครับ การดําเนินการนั้นเกิดขึ้นหลังจากที่รัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้แล้ว แล้วท่านรัฐมนตรีไปลงนามได้อย่างไรครับ ในเมื่อมาตรา ๑๙๐ วรรคสองเขียนไว้อย่างชัดเจนนะครับ ว่าก่อนจะไปดําเนินการจะต้องมาให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบก่อนนะครับ แล้วนี่ท่านไป ดําเนินการเรียบร้อยแล้ว ลงนามแล้ว เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าผิดกฎหมาย ผิดรัฐธรรมนูญนะครับ ท่านก็เอามาให้สภารับรองนะครับ ผมคิดว่าขั้นตอนตรงนี้ขอให้ท่านรัฐมนตรีช่วยตอบให้ ชัดเจนนะครับ ว่าการดําเนินการอย่างนี้มันชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่อย่างไร แล้วที่มาให้เรา ให้การรับรองทั้งที่ขั้นตอนนี้มันได้ดําเนินการเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว ก็ขอบคุณครับท่านครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านวิชาญครับ ประเด็นนี้ รู้สึกท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจงไปก่อนหน้านั้นแล้ว เชิญท่านรัฐมนตรีจะชี้แจงหน่อยไหมครับ

นายนิวัฒน์ธํารง บุญทรงไพศาล รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ สําหรับคําถามเรื่องเกี่ยวกับการดําเนินการที่ลงนาม ในสัญญานี้ได้กราบเรียนไว้ตั้งแต่ต้นแล้วว่าคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้กระทรวงการต่างประเทศ ไปลงนามในสัญญาและปฏิบัติต่อไปตั้งแต่เดือนมีนาคม ๒๕๕๐ นะครับ ก่อนที่รัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ จะมีผลใช้บังคับในเดือนสิงหาคม ๒๕๕๐ นะครับ อันนั้นข้อที่ ๑

ข้อที่ ๒ ก็คือว่าตามมาตรา ๓๐๕ ให้เป็นข้อยกเว้นไว้ว่าสามารถดําเนินการ ต่อไปได้ แต่อย่างไรก็ตามในเนื้อหาสัญญาบอกว่าเมื่อทุกอย่างไปเดินเสร็จแล้วต้องนํากลับเข้ามา เพื่อให้กฎหมายในประเทศไทย เงื่อนไขทางกฎหมายในประเทศไทยได้รับความเห็นชอบ อีกครั้งหนึ่งก่อนที่ข้อตกลงนี้จะมีผลใช้บังคับ ต้องให้ฝ่ายกฎหมาย ฝ่ายรัฐสภาอนุมัติก่อน แล้วต้องแจ้งกลับไปที่ประเทศพม่าเป็นลายลักษณ์อักษร แล้วสัญญานี้จึงจะมีผลใช้บังคับ เพราะฉะนั้นก็ไม่ได้ผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญแต่อย่างใดครับ มีข้อยกเว้นอยู่ในมาตรา ๓๐๕ ครับ ส่วนเรื่องเกี่ยวกับหนี้สินนั้น ผมก็จะรับไปช่วยดูให้นะครับ ไม่รู้รายละเอียดครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอปิดอภิปรายนะครับ ไม่มีท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่น ท่านเกียรติมีอะไรครับ

นายเกียรติ สิทธีอมร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม เกียรติ สิทธีอมร บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ความจริงได้ตั้งใจฟังนะครับว่าท่านรัฐมนตรีจะชี้แจงอย่างไรบ้าง คําถามหลายคําถาม ที่ท่านสมาชิกได้ถามไปมันก็ซ้ํา ผมก็เลยไม่ได้อภิปราย แต่เมื่อท่านรัฐมนตรีได้กรุณาตอบแล้ว ผมยังมีข้อสงสัย ก็อยากจะซักถามเพิ่มเติมสักนิดหนึ่งนะครับ เพื่อประโยชน์ของสมาชิกทุกท่าน ด้วยนะครับ

ประการแรก โครงการทวายที่มีการพูดถึงกันพอสมควรทีเดียว เป็นโครงการ ที่อยู่ในแผนพัฒนาของธนาคารพัฒนาแห่งเอเชียเสนอไว้ ๑๐ กว่าปีที่แล้วครับ เป็นส่วนหนึ่งของ อีสท์ เวสท์ คอริดอร์ เป็นแนวเศรษฐกิจตะวันตกเชื่อมตะวันออก เพราะฉะนั้นเป็นโครงการที่ ดําเนินการมาโดยตลอดทุก ๆ รัฐบาล จนมาถึงรัฐบาลชุดนี้ครับ ตอนแรกในช่วงที่หาเสียงเลือกตั้ง ไม่กล่าวถึงโครงการนี้เลยครับ แต่ไปเน้นโครงการเซาท์เทิร์น ซีบอร์ด แล้วต่อมาถึงค่อยมีการเปลี่ยนท่าที หลังจากที่มีการวิพากษ์วิจารณ์และมีเสียงเรียกร้องจากภาคเอกชนค่อนข้างมาก ทีนี้ประเด็น ที่ผมไม่ค่อยสบายใจนิดเดียวครับ ก็คือว่าเมื่อไม่กี่วันนี้ผมเห็นข่าวผ่านโทรศัพท์มือถือว่า รัฐบาลจะเสนอแนวคิดให้มีการทําจีทูจี (G to G) ในโครงการนี้ มันหมายความว่าอย่างไรครับ ตรงนี้ผมคิดว่ารัฐบาลต้องชี้แจงท่าทีให้ชัดเจนนะครับ เพราะว่าโครงการนี้พัฒนาไปแล้ว โดยภาคเอกชน มีการลงนามข้อตกลงไปแล้ว แล้วอยู่ดี ๆ รัฐบาลไปเสนอทําจีทูจี หมายความว่า จะไปแย่งเอกชนทําหรือเปล่า เรื่องนี้เรื่องใหญ่นะครับ จริง ๆ หลายคนโทรศัพท์มาถามผม หลังจากที่เห็นข่าวในโทรศัพท์ แล้วก็ไม่สบายใจอย่างยิ่ง เพราะบทบาทของรัฐก็คือ การสนับสนุนให้ภาคเอกชนสามารถไปลงทุนในประเทศต่าง ๆ ได้ แล้วโครงการนี้ เป็นโครงการที่เอกชนมีความมุ่งมั่น มีความกระตือรือร้นไปดําเนินการจนบรรลุถึงขนาด ลงนามข้อตกลงไปแล้ว และเริ่มมีการดําเนินการไปแล้ว แต่อยู่ดี ๆ รัฐบาลกลับมาเสนอข่าวว่า จะไปเสนอให้มีการทําเป็นข้อตกลงระหว่างรัฐ ผมก็สับสนครับ เพราะว่าสนธิสัญญา ที่นําเข้ามาผ่านสภาวันนี้เป็นการดูแลคุ้มครองการลงทุนนะครับ แต่ท่าทีของรัฐบาล เหมือนกับว่าจะไปแย่งการลงทุนโครงการนี้มาทําเสียเอง ก็ขัดกับหลักของการที่เราพยายามที่จะ ไปคุ้มครองการลงทุนให้ภาคเอกชน ตรงนี้ผมคิดว่ารัฐบาลต้องชี้แจงนโยบายให้ชัดนะครับว่า ท่านเสนอข่าวมาอย่างนั้นหมายความว่าอย่างไรครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านพุทธิพงษ์เชิญครับ

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้รับโอกาสอภิปรายจากท่านประธาน ไปในเรื่องนี้เมื่อไม่นานมานี้ แล้วท่านรัฐมนตรีก็กรุณาได้ตอบ เมื่อสักครู่ผมก็ได้ยินท่านรัฐมนตรี ได้ตอบในเรื่องของข้อมูลที่ผมได้ให้ไปเมื่อตอนช่วงสาย ๆ ว่าผมกังวลในเรื่องของนโยบาย ในเรื่องของการค้า การลงทุน และการต่างประเทศว่าไม่อยากให้มองไปในเรื่องของ ต้องมีความจําเป็น ต้องให้ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณเดินทางไปก่อน แล้วก็มีการติดตามนโยบายโดยรัฐบาล ภายใต้ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ผมเป็นคนอภิปรายไว้อย่างนั้นจริง แล้วท่านรัฐมนตรี ก็ได้กรุณาตอบผมว่าข้อมูลไม่ได้เป็นความจริง ผมก็ขออนุญาตท่านประธานชี้แจงสั้น ๆ ครับว่า ข้อมูลที่ผมได้เป็นห่วงเป็นใยนั้นมันเริ่มมาจากการให้สัมภาษณ์ของท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม เมื่อปี ๒๕๕๔ ให้กับหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ว่า ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีได้ไปเยือนประเทศพม่า แล้วก็มีความสนใจในเรื่องของการทําท่าเรือน้ําลึก แล้วท่านก็บอกว่าท่านเดินทางไปท่านได้มาพบกับผู้หลักผู้ใหญ่ซึ่งก็มีชื่อนะครับ เป็นท่านประธานาธิบดีแล้วก็นายทหารชั้นผู้ใหญ่ เพื่อมาปูทางให้กับการเดินทางมาเยือน ประเทศพม่าของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์จะได้เดินทางไป ประมาณ ๔ วัน หลังจากที่ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณเดินทางไปถึงประเทศพม่า ก็คือในช่วงวันที่ ๑๙ ถึงวันที่ ๒๐ ธันวาคม ปี ๒๕๕๔ นั่นคือเหตุผลที่ผมได้ข้อมูลจากทางสื่อ ที่ลงมาจริง ๆ ครับ แล้วผมก็เลยฝากความกังวลไปว่าถ้าพอเป็นแบบนี้ก็กลัวว่าการค้า การลงทุนในอนาคต ถ้าเพื่อน ๆ สมาชิกอาเซียนก็ดี หรือว่าต่างประเทศก็ดี ถ้าเห็นว่า การดําเนินนโยบายทางการค้าการลงทุนของประเทศไทยมีความจําเป็นที่จะต้องให้ ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีไปก่อนแล้วท่านนายกรัฐมนตรีของเราค่อยไปเดินตามในเรื่องของ นโยบายต่าง ๆ ผมก็กังวลว่าจะส่งทิศทางในการค้าการลงทุนที่ผิดเท่านั้นเอง ฝากความกังวลไป แต่ท่านรัฐมนตรีมาตอบว่าข้อมูลที่ผมให้นั้นเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้น ผมก็ขออนุญาตใช้สั้น ๆ นี่ละครับท่านประธาน ก็ชี้แจง ผมก็ทําตามครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านรัฐมนตรี ชี้แจงหน่อยไหมครับ

นายนิวัฒน์ธํารง บุญทรงไพศาล รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี

มีเรื่องจีทูจีนะครับ ซึ่งตรงนี้คงจะมีความเข้าใจผิดกันบ้าง ไม่ทราบฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนะครับ จริง ๆ เรื่องนี้เป็นโครงการใหญ่มาก ทวายนี่นะครับ เป็นเรื่องที่มาจากการประชุมร่วมกันของ กรอ. รวมทั้งบริษัทที่ท่านได้กล่าวถึงด้วยนะครับ เป็นเรื่องที่รัฐบาลทั้ง ๒ ประเทศคิดว่าจะต้อง เข้ามาสนับสนุนร่วมมือในโครงการนี้ ก็อาจจะต้องทําการเจรจาระดับรัฐบาลเพื่อให้ได้กรอบ เสร็จแล้วหลังจากนั้นเรื่องการลงทุนทั้งหลายก็จะเปิดเสรีให้กับทั้งภาคเอกชน ภาครัฐ ทั้งประเทศไทย ประเทศพม่า และต่างประเทศทํากันอย่างเสรี อันนี้คือเนื้อหาใจความครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมว่าพอแล้วกระมังครับ เชิญครับ

นายเกียรติ สิทธีอมร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ เกียรติ สิทธีอมร บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะครับ ที่ท่านรัฐมนตรีตอบ ผมสับสนมากครับ จีทูจีมันจะเกิดได้อย่างไร ในเมื่อโครงการทั้งโครงการ สัมปทานให้ไปแล้ว ๘๐,๐๐๐ ล้านเหรียญครับ ทีนี้ถ้าบอกว่าจะเป็นส่วนที่ไปเชื่อมโยงกับ โครงการนี้ พอเข้าใจได้ครับ แต่ข่าวที่ปรากฏไม่ใช่เป็นอย่างนั้นครับ ข่าวกลับไปบอกว่า บริษัทไม่สามารถหาเงินทุนได้ รัฐบาลจะเข้าไปเสนอให้ทําระหว่างรัฐบาลกันเอง ข่าวปรากฏอยู่นะครับ ถ้าท่าทีของรัฐบาลชัดเจนว่าเป็นการสนับสนุน ผมยินดีครับ ผมคิดว่าถูกต้องแล้วครับ แต่รัฐบาลต้องไปแก้ข่าวครับ เพราะมีการแถลงข่าวชัดเจนครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมขอปิดอภิปรายเลยครับ ขอมติเลยนะครับ

(นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิก ที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)

เชิญท่านสมาชิกข้างนอกด้วยนะครับ ท่านวรชัยมีอะไรครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ผม วรชัย เหมะ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ วันนี้มีการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ส.ส. ประมาณ ๖๐ กว่าท่านครับ รอนิดหนึ่งครับ กดยาว ๆ หน่อยครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมว่าพอสมควรนะครับ ก่อนลงมติ ขออนุญาตตรวจสอบองค์ประชุมครับ เชิญแสดงตนได้เลยครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

ที่มาทีหลังเรียบร้อยนะครับ ยังมีเข้ามาท่าน ๒ ท่านครับ แสดงตนเรียบร้อยนะครับ ส่งผลได้เลยครับ ผู้ประชุม ๓๗๕ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ

ผมขอมติเลยนะครับ มติครับ เห็นด้วยกับข้อตกลงนี้หรือไม่ครับ เห็นด้วยหรือไม่ครับ เชิญครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

เรียบร้อยนะครับ ปิดการลงคะแนนครับ ส่งผลได้เลยครับ เห็นด้วย ๔๓๓ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๖ ท่าน ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบนะครับ

ผมขอไปที่เรื่องด่วนที่ ๒ เลยนะครับ ท่านสมาชิกครับ ผมขอเวลาประมาณสัก ๑ ทุ่มนะครับ อย่างไรก็อยู่ด้วยกันนะครับ ช่วยรักษาองค์ประชุมด้วยนะครับ

เรื่องด่วนที่ ๒ กรอบการเจรจากู้เงินจากต่างประเทศสําหรับโครงการรถไฟฟ้า สายสีม่วง (บางใหญ่-บางซื่อ) ระยะที่ ๓ (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)

เชิญท่านรัฐมนตรีครับ

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาและท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติครับ กระผม นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้นําเสนอกรอบการเจรจากู้เงินจากต่างประเทศสําหรับโครงการ รถไฟฟ้าสายสีม่วงช่วง (บางใหญ่-บางซื่อ) ระยะที่ ๓ ต่อรัฐสภา เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ กระผมขอเรียนว่ากรอบการเจรจาการกู้เงินจากต่างประเทศจะต้องได้รับความเห็นชอบจาก รัฐสภารวม ๒ ครั้ง ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๑ เพื่อนําเสนอรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ กรอบการเจรจากู้เงินเพื่อให้กระทรวงการคลังดําเนินการเจรจากับแหล่งเงินกู้

สําหรับครั้งที่ ๒ เพื่อให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างสัญญาเงินกู้ และเอกสารที่เกี่ยวข้องก่อนลงนามในสัญญาเงินกู้และเอกสารที่เกี่ยวข้อง ซึ่งคณะรัฐมนตรี จะนําเสนอรัฐสภาในคราวต่อไป กระผมขอกราบเรียนว่าโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงช่วง บางใหญ่-บางซื่อ ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ รฟม. เป็นโครงการ เพื่อเชื่อมโยงกับโครงการรถไฟฟ้ามหานครสายเฉลิมรัชมงคลบริเวณสถานีบางซื่อ โดยนําผู้โดยสารจากพื้นที่จังหวัดนนทบุรีเข้าสู่โครงข่ายรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนภายในพื้นที่ กรุงเทพมหานคร เพื่อลดปัญหาการจราจรติดขัดและความสูญเสียด้านพลังงาน จากการจราจรติดขัด อีกทั้งยังส่งเสริมให้ประชาชนใช้ระบบขนส่งสาธารณะเพิ่มขึ้น เพื่อลดมลพิษจากการจราจรบนถนนและเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน ท่านประธานรัฐสภา และท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติครับ การกู้เงินโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงช่วงบางใหญ่-บางซื่อ ของ รฟม. ระยะที่ ๓ นี้ ถือเป็นการกู้ระยะสุดท้ายของโครงการ มีกรอบวงเงินที่จะขอกู้ ประมาณ ๑๑,๗๕๕.๗๗ ล้านบาท ทั้งนี้เนื่องจากวงเงินกู้ทั้งโครงการมีจํานวนค่อนข้างสูง จึงแบ่งการกู้เงินออกเป็น ๓ ระยะ ตามความเหมาะสมและความจําเป็นในการใช้เงิน ซึ่งที่ผ่านมา รฟม. ได้กู้เงินจากรัฐบาลญี่ปุ่น ผ่านองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่นหรือไจก้า (JICA) โดยมีกระทรวงการคลัง ค้ําประกันเงินกู้มาแล้ว ๒ ครั้ง ได้แก่ ครั้งที่ ๑ วงเงิน ๖๒,๔๔๒ ล้านเยน เทียบเท่า ๑๙,๘๗๖.๗๙ ล้านบาท และครั้งที่ ๒ วงเงิน ๑๖,๖๓๙ ล้านเยน หรือเทียบเท่า ๖,๑๐๐.๔๔ ล้านบาท เมื่อรวมกับวงเงินที่จะขอกู้ในครั้งนี้ จํานวน ๑๑,๗๕๕.๗๗ ล้านบาท จะทําให้มีวงเงินกู้รวมทั้งโครงการ ๓๗,๗๓๓ ล้านบาท ตามที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติ ทั้งนี้กระทรวงการคลังจะพิจารณากรอบต้นทุน และระยะเวลาการกู้เงินให้สอดคล้องกับลักษณะโครงการ รวมทั้งความสามารถในการชําระหนี้ ของรัฐบาลในอนาคต โดยกระทรวงการคลังจะพิจารณาเพิ่มทุนการกู้เงินหรืออัตราดอกเบี้ย เปรียบเทียบกับต้นทุนการกู้เงินภายในประเทศของรัฐบาล และกระจายภาระการชําระหนี้ ของรัฐบาลไม่ให้มีการกระจุกตัวอยู่ในช่วงใดช่วงหนึ่งมากเกินไป ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมขอเรียนว่าการเสนอขอใช้เงินกู้ต่างประเทศในครั้งนี้ กระทรวงการคลังได้พิจารณา ความเหมาะสมในการใช้เงินกู้จากต่างประเทศในสถานการณ์ปัจจุบันภายใต้กฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยเป็นโครงการที่มีการลงทุนในส่วนที่เป็นเงินตราต่างประเทศ รวมทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยในการได้รับการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยี จากต่างประเทศ ซึ่งส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาประเทศอย่างมีศักยภาพและยั่งยืน

ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาแล้วและเพื่อให้เป็นไปตามมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ รัฐบาลจึงขอให้รัฐสภาได้โปรดพิจารณา ให้ความเห็นชอบในกรอบการเจรจากู้เงินจากต่างประเทศสําหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงช่วง (บางใหญ่-บางซื่อ) ระยะที่ ๓ นี้ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

อย่างไรก็อยู่เป็นเพื่อนกันก่อนนะครับ สัก ๑ ทุ่มครับ เชิญท่านแรกครับ ท่านสามารถ ราชพลสิทธิ์ ครับ

นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม สามารถ ราชพลสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ โครงการก่อสร้าง รถไฟฟ้าสายสีม่วงจากบางซื่อ-บางใหญ่ ถือว่าเป็นโครงการสําคัญครับ แล้วก็ได้ดําเนินการ ก่อสร้างมาแล้ว ๓-๔ ปีที่ผ่านมา คาดว่าจะแล้วเสร็จเปิดให้บริการได้ในปี พ.ศ. ๒๕๕๘ มีความคืบหน้าในการก่อสร้างมาเป็นลําดับ อาจจะมีความล่าช้ากว่ากําหนดการบ้างเล็กน้อย ปัจจัยหลักที่ทําให้เกิดความล่าช้าก็คือน้ําท่วมเมื่อปลายปีที่แล้ว ท่านประธานครับ เพื่อความเข้าใจ อย่างแจ่มชัด ผมขออนุญาตใช้แผ่นภาพประกอบการอภิปราย โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ขอให้กล้องซูม (Zoom) ให้เห็นชัด ๆ นะครับ เริ่มจากบริเวณสถานีบางซื่อ บางซื่อนั้น เป็นสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินของโครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยที่มีรถไฟฟ้าใต้ดิน มาหยุดอยู่บริเวณนี้ครับ จากบางซื่อจะวิ่งบนถนนประชาราษฎร์สาย ๒ เป็นการวิ่งยกระดับ เป็นระดับลอยฟ้า เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนกรุงเทพ-นนทบุรี วิ่งบนถนนติวานนท์และเลี้ยวซ้าย เข้าสู่ถนนรัตนาธิเบศร์ ผ่านศาลากลางจังหวัดนนทบุรี ผ่านสะพานพระนั่งเกล้า ผ่านท่าอิฐ ผ่านบางบัวทอง ผ่านบางใหญ่ เลี้ยวขวาบนถนนวงแหวนรอบนอกฝั่งตะวันตกหรือถนนกาญจนาภิเษก ไปสิ้นสุดที่บริเวณ คลองบางไผ่ ณ บริเวณนี้จะมีโรงจอดและซ่อมบํารุงรถไฟฟ้าที่เรียกว่าเดปโป้ (Depot) ระยะทางทั้งหมดครับท่านประธาน จากบางซื่อมาถึงบางใหญ่ ระยะทาง ๒๓ กิโลเมตร มีสถานี ๑๖ สถานี จะมีอาคารที่จอดรถที่เรียกว่า อาคารจอดแล้วจร หรือ พาร์ค แอนด์ ไรด์ (Park & Ride) ๔ แห่ง เวลานี้ครับ จากการดําเนินงานของรัฐบาล ตั้งแต่รัฐบาลที่แล้วมาครับ มีการเริ่มก่อสร้าง ขออนุญาตเอ่ยนามท่านครับ รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาถึงรัฐบาลสมัยนี้ก็ได้สานต่อมา ก็คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในปี ๒๕๕๘ ที่ผ่านมา ในโครงการนี้ครับ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๕๐ วันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๑ วันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๕๒ และวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๔ อนุมัติกรอบวงเงินสําหรับ โครงการนี้เป็นจํานวน ๓๗,๗๓๓ ล้านบาท ให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ รฟม. ดําเนินการกํากับดูแลโครงการนี้ครับ แต่เนื่องจากวงเงิน ๓๗,๗๓๓ ล้านบาทนั้น เป็นเงินค่อนข้างมาก รฟม. จึงแบ่งเป็นเงินกู้ ๓ ระยะครับ ๓ ระยะ โดยกู้จาก องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น ที่เรารู้จักกันในนามของไจก้า มีดอกเบี้ยต่ําครับ ดอกเบี้ยประมาณ ๑.๔ เปอร์เซ็นต์ต่อปี แต่ก็ยังสูงกว่ารถไฟฟ้าใต้ดินที่กู้จากไจก้า เช่นเดียวกัน อัตราดอกเบี้ย ๐.๗๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น พอมาถึงเส้นทางนี้ โครงการนี้ ไจก้าขอเพิ่มดอกเบี้ยเป็น ๑.๔ เปอร์เซ็นต์ ก็สูงขึ้นมา แต่ก็ยังถือว่าต่ํากว่าการกู้จาก แหล่งเงินทุนอื่นนะครับ ระยะการก่อสร้างนะครับ ที่ผมได้เรียนแล้ว จะแล้วเสร็จในปี ๒๕๕๘ เวลานี้เรากู้ไจก้ามาแล้ว ๒ ระยะ ระยะที่ ๑ นั้นเป็นการกู้เพื่อก่อสร้างงานโยธา และค่าจ้าง ที่ปรึกษา งานโยธาที่ผมพูดนั้นก็คืองานฐานราก ตอม่อและทางยกระดับรวมทั้งสถานีด้วย

สําหรับการจ้างที่ปรึกษาก็มีที่ปรึกษาควบคุมงานโยธาและระบบไฟฟ้า ระยะที่ ๑ นั้นกู้ไป ๑๙,๘๗๖.๗๙ ล้านบาท มีการลงนามในสัญญาเงินกู้ในสมัย ท่านนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช ต้องขออภัยที่เอ่ยนามท่าน ระยะที่ ๒ เป็นการก่อสร้าง เป็นการกู้มาเพื่องานโยธาเช่นเดียวกัน รวมทั้งที่ปรึกษา แต่มีบวกมีแถมขึ้นมาครับ มีงานวางรางด้วย ระบบรางด้วย กู้ไปทั้งหมด ๑๖,๖๓๙ ล้านบาท เกิดขึ้นในสมัยท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องขออภัยที่เอ่ยนามท่านนะครับ รวม ๒ ระยะ กู้ไปแล้ว ๒๕,๙๗๗.๒๓ ล้านบาทครับ ครั้งนี้เป็นการกู้ครั้งสุดท้ายครับ ที่จะต้องทํางานให้แล้วเสร็จ เหลือวงเงินที่กู้ได้ตามกรอบวงเงิน ก็เหลืออยู่ ๑๑,๗๕๕.๗๗ ล้านบาท เป็นการกู้เพื่อไปก่อสร้างงานโยธาในส่วนที่เหลือนะครับ เช่น โครงสร้างยกระดับ สถานี ที่จอดซ่อมบํารุงรถไฟฟ้า รวมทั้งอาคารที่จอดรถด้วย และยังมีการกู้เพื่อก่อสร้างระบบรางด้วยครับ ยังรวมถึงงานที่ปรึกษา ทั้งงานโยธา ที่ปรึกษา ด้านไฟฟ้า ระบบไฟฟ้าเครื่องกลด้วยครับ นั่นคือเป็นระยะที่ ๓

ท่านประธานครับ การเบิกจ่ายเงินสําหรับเงินกู้ระยะที่ ๒ นั้นจะเบิกจ่ายได้ จนถึงเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๖ และต้องเริ่มเบิกจ่ายเงินกู้ระยะที่ ๓ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน ๒๕๕๖ เป็นต้นไป ท่านประธานอาจจะคิดว่ายังมีเวลาเหลือประมาณปีหนึ่ง แต่กระบวนการที่ต้อง ทําตามขั้นตอนของไจก้านั้นต้องใช้เวลาครับท่านประธาน ซึ่ง รฟม. ควรจะต้องลงนามเงินกู้ กับไจก้าภายในเดือนธันวาคมปีนี้ครับ คือ ๒๕๕๕ สัญญาจะมีผลบังคับใช้ใน ๑๒๐ วัน หลังจากลงนาม จึงมีความจําเป็นต้องเร่งพิจารณา ท่านประธานครับ เมื่อเราก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วงเสร็จแล้วเราจะมีรถไฟฟ้าที่ให้บริการ อยู่ในกรุงเทพมหานครหลายสาย ผมยกตัวอย่างเช่น กรุณาจับภาพนี้นะครับ นี่คือสายสีม่วง จากบางซื่อมาสู่บางใหญ่นะครับ ขณะนี้รถไฟฟ้าได้เปิดให้บริการแล้วมี ๓ สาย สายแรกก็คือ เป็นสายสีเขียวที่กํากับดูแลโดยกรุงเทพมหานคร จากหมอชิตไปสู่อ่อนนุช จากสนามกีฬา ไปสู่สะพานตากสิน ระยะทาง ๒๓.๕ กิโลเมตร ซึ่งกรุงเทพมหานครได้ให้สัมปทานแก่ บริษัท บีทีเอสซี นี่คือสีเขียว กรุงเทพมหานครก็ต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีเขียวนะครับ จากสะพานตากสินไปสู่วงเวียนใหญ่ระยะทาง ๒.๒ กิโลเมตร และกําลังจะต่อไปที่บางหว้าอีก ๕.๓ กิโลเมตร จากฝั่งตะวันออกนั้นได้ต่อขยายจากอ่อนนุชไปที่แบริ่งแล้วครับ ระยะทาง ๕.๒๕ กิโลเมตร รวมส่วนต่อขยายของกรุงเทพมหานคร ผมขอใช้ภาพนี้นะครับ ฝั่งนี้คือ ฝั่งตะวันออก กรุงเทพมหานครต่อขยายจากอ่อนนุชไปที่แเบริ่งนะครับ ฝั่งตะวันตก จากสะพานตากสินไปที่วงเวียนใหญ่แล้วไปที่บางหว้า ส่วนต่อขยายทั้งหมดที่วงโดยเส้นสีน้ําเงินนี้ ระยะทาง ๑๒.๗๕ กิโลเมตร ตรงนี้ไม่ได้ให้สัมปทานแก่บริษัท บีทีเอสซี ที่ให้สัมปทานไปนั้น เฉพาะส่วนที่วงด้วยสีแดงครับ ๒๓.๕ กิโลเมตร ดังที่หลายท่านทราบดีครับว่าเรื่องนี้นั้น สัมปทานในวงแหวนสีแดงนั้นจะสิ้นสุดในวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๗๒ เหลืออีกประมาณ ๑๗ ปีนะครับ

ของ รฟม. ครับ รฟม. ก็คือรถไฟฟ้าใต้ดิน ภาพนี้ครับ รฟม. เขาเริ่มก่อสร้าง จากหัวลําโพงผ่านศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ผ่านลาดพร้าว ผ่านหมอชิต มาสิ้นสุดที่บางซื่อ ระยะทาง ๒๐ กิโลเมตร เป็นการให้สัมปทานแก่บริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จํากัด (มหาชน) หรือบีเอ็มซีแอลครับ ให้สัมปทานไป ๒๕ ปี นับตั้งแต่วันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๔๗ ก็เหลือเวลา สัมปทานอีก ๑๗ ปีเช่นเดียวกัน นี่คือเส้นทางนี้นะครับ ท่านประธานครับ ในอนาคต เราจะมีรถไฟฟ้าหลายสายมาก ที่มีอยู่แล้วที่เปิดใช้แล้วนะครับ สายสีเขียวหรือบีทีเอส สายสีน้ําเงิน รถไฟใต้ดินของ รฟม. สายสีแดง แอร์พอร์ทลิงค์ กํากับดูแลโดยการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. เรามี ๓ สายในปัจจุบัน อนาคตเรามีสายสีม่วงขึ้นมา สายสีน้ําเงินครับ ส่วนต่อขยายสีน้ําเงินจากบางซื่อมาที่ท่าพระ จากหัวลําโพงมาที่ท่าพระแล้วไปสิ้นสุดที่บางแค อันนี้กําลังก่อสร้างนะครับ เริ่มก่อสร้างในสมัยรัฐบาลที่แล้วคือสมัยท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รัฐบาลนี้ก็สานต่อนะครับ ก็คาดว่าอีกประมาณ ๔-๕ ปีก็จะเปิดใช้บริการได้นะครับ เรายังมีรถไฟฟ้าสายสีแดงที่ก่อสร้างจากบางซื่อไปสู่ตลิ่งชัน จะแล้วเสร็จเปิดให้บริการในปีนี้นะครับ จะเห็นว่าในอนาคตนั้นเราจะมีรถไฟฟ้าหลายสาย การก่อสร้างรถไฟฟ้านั้นไม่ได้ยุ่งยากมาก แต่การบริหารจัดการเดินรถไฟฟ้านั้นมันวุ่นวายยุ่งยากจริง ๆ เพราะเรามีหน่วยงานที่ รับผิดชอบกํากับดูแลอยู่ ๓ หน่วยงาน คือ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ รฟม. การรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. และกรุงเทพมหานคร หรือ กทม. ครับ การที่ ๓ หน่วยงานทํางานต่างคนต่างทํานั้น ก่อสร้างแน่นอนครับ ทําตามแผนแม่บทของ สํานักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร หรือ สนข. แต่พอการเดินรถนั้นต่างคนต่างทํา ไม่มีเอกภาพ ไม่ได้ทําในเชิงบูรณาการ ก็จะทําให้การจ้างเอกชนที่จะเป็นผู้รับจ้างเดินรถไฟฟ้านั้น คิดค่าจ้างในราคาแพงได้ การที่เอกชนจ้างแพงนั้นก็จะส่งผลถึงค่าโดยสารที่จะแพงตามด้วย ดังนั้นแต่ละหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้จําเป็นต้องคิดว่ารถไฟฟ้านั้นเป็นสมบัติของ ประเทศชาติ เป็นสมบัติของพี่น้องประชาชน ไม่ใช่สมบัติของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งครับ เพราะรถไฟฟ้าสร้างขึ้นมาด้วยภาษีของพี่น้องประชาชนนะครับ ต้องคิดในเชิงบูรณาการ ท่านประธานครับ รถไฟฟ้านั้นถ้าเรามีระยะทางยาวขึ้น ครอบคลุมหลายพื้นที่ขึ้น มีโครงข่าย กว้างขวางขึ้น การจ้างเอกชนมาดําเนินการเดินรถไฟฟ้านั้นราคาค่าจ้างจะถูกลง ที่นักเศรษฐศาสตร์เขาเรียกว่ามี อีคอนอมี ออฟ สเกล (Economy of scale) นะครับ ระยะทางยาวขึ้น ค่าจ้างต้องถูกลง เพราะฉะนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นในวันนี้ ผมไม่อยากเห็น ปัญหานี้ต้องเกิดขึ้นในอนาคตต่อไป จึงอยากเสนอหน่วยงานที่รับผิดชอบการก่อสร้าง การกํากับดูแลรถไฟฟ้าอย่างนี้ครับ สําหรับเส้นทางสีต่าง ๆ ที่ท่านเห็นในภาพนี้ เวลานี้ ๓ หน่วยงานดําเนินการก่อสร้างอยู่ก็คือ รฟม. กทม. และ รฟท. ผมอยากเสนอไปที่รัฐบาล อย่างนี้ครับว่าเส้นทางสายหลักในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลนั้นให้เป็นหน้าที่รับผิดชอบ ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ รฟม. ส่วนเส้นทางสายรองที่เรียกว่า ฟีดเดอร์ (Feeder) เป็นระบบเสริมนั้น ให้เป็นหน้าที่ของ กทม. หรือกรุงเทพมหานคร ยกตัวอย่างเช่น กทม. ทํารถเมล์ด่วนพิเศษบีอาร์ที หรือรถไฟฟ้ารางเดี่ยว วิ่งรับส่งผู้โดยสาร ระหว่างที่อยู่อาศัยกับสถานี หรือระหว่างแหล่งทํางานกับสถานี ส่วน รฟท. การรถไฟแห่งประเทศไทยนั้น ผมเสนอว่าให้ทํารถไฟฟ้าที่วิ่งระหว่างเมือง ยกตัวอย่างเช่น จากกรุงเทพมหานครไปสู่จังหวัดเชียงใหม่ จากกรุงเทพมหานครไปสู่จังหวัดอุบลราชธานี เป็นต้น ไม่ว่าจะเป็นรถไฟทางคู่ หรือรถไฟ ความเร็วสูง พูดถึงเรื่องนี้แล้ว รถไฟความเร็วสูงนั้น รัฐบาลเองก็ได้หาเสียงไว้ครับ แล้วผมได้ดู ในงบประมาณในปีหน้าก็ปรากฏว่ารถไฟฟ้าที่รัฐบาลกําลังดําเนินการอยู่นั้น รถไฟความเร็วสูง มีอยู่เพียง ๓ สาย ก็คือจากกรุงเทพฯ ไปจังหวัดเชียงใหม่ จากกรุงเทพฯ ไปจังหวัดนครราชสีมา เดิมนั้นเส้นทางสายนี้จะไปจนถึงจังหวัดหนองคาย แต่วันนี้ตัดลงเหลือแค่โคราชเท่านั้น ส่วนสายใต้ครับ เดิมนั้นจากกรุงเทพฯ ไปถึงปาดังเบซาร์ เวลานี้จะไปถึงแค่หัวหินเท่านั้น ส่วนเส้นทางที่จะไปจังหวัดอุบลราชธานี ไปจังหวัดระยองนั้น รัฐบาลในปัจจุบันไม่ได้ทําตาม แผนแม่บทที่วางไว้ในสมัยรัฐบาลที่แล้ว ผมดูในงบประมาณปี ๒๕๕๖ พบว่ารัฐบาลเองนั้น ทําได้เพียงจัดสรรงบประมาณในการศึกษาออกแบบเท่านั้น หลายร้อยล้านบาท สําหรับ ๓ เส้นทางที่ผมได้เรียนแล้ว ซึ่งเรื่องนี้จริง ๆ แล้วมีการศึกษาออกแบบกันมาหลายครั้ง ไม่ควรที่รัฐบาลจะต้องเสียเงิน เสียงบประมาณในการศึกษาออกแบบอีก ถ้าทําการทบทวน การศึกษาเป็นไปได้ครับ ทําได้ ผมมองดูแล้วว่าโอกาสที่จะเกิดรถไฟความเร็วสูงนั้นเป็นไปได้ ยากจริง ๆ เพราะงบประมาณของเราไม่มี จะหาผู้ร่วมลงทุนมานั้นก็เป็นเรื่องยากที่จะหา ประเทศใด บริษัทใดมามีความสนใจในการร่วมลงทุนกับประเทศไทยนั้นเป็นเรื่องยากจริง ๆ เพราะฉะนั้นความหวังของพี่น้องประชาชนที่จะใช้รถไฟความเร็วสูงที่วิ่งด้วยความเร็วตั้งแต่ ๒๐๐ กิโลเมตรขึ้นไปนั้นเห็นทีจะเป็นฝันค้าง คงไม่เกิดขึ้นในเร็ววันนี้ อีกทั้งเวลานี้เรามีคู่แข่ง รถไฟความเร็วสูงที่น่ากลัวครับ นั่นก็คือเครื่องบิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายการบินต้นทุนต่ํา ซึ่งมีราคาค่าโดยสารถูกกว่าสายการบินปกติมาก ราคาค่าโดยสารรถไฟความเร็วสูงนั้น จะมีราคาพอ ๆ กับสายการบินต้นทุนต่ํานะครับ เพราะฉะนั้นโอกาสจะเกิดไฮสปีด เทรน (High-speed train) หรือรถไฟความเร็วสูงนั้นเป็นเรื่องยากจริง ๆ ในเวลานี้ ผมอยากให้มี อยากให้เกิดขึ้นโดยเร็ว แต่ดูแล้วมืดมนจริง ๆ

ท่านประธานครับ กลับมาที่รถไฟฟ้าสายสีม่วงนะครับ สายสีม่วงนั้น ที่ผมได้เรียนแล้วว่าจําเป็นต้องคํานึงถึงการบริหารจัดการในการเดินรถไฟฟ้า รฟม. ที่รับผิดชอบดูแล โครงการนี้อยู่เขาได้มีรูปแบบในการจ้างเอกชนมาบริหารจัดการรถไฟฟ้าสายนี้ครับ การลงทุนงานโยธาทั้งหมดนั้นลงทุนโดย รฟม. คิดเป็นสัดส่วนประมาณ ๘๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ที่เหลือนั้นให้เอกชนหารถไฟฟ้า หาระบบอาณัติสัญญาณ ระบบตั๋ว ระบบการสื่อสาร มาติดตั้ง เอกชนลงทุนไปประมาณ ๑๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ แต่หลังจากเปิดให้บริการแล้วภาครัฐนั้น จะว่าจ้างเอกชนเป็นผู้บริหารจัดการเดินรถไฟฟ้า และเก็บรายได้ทั้งหมดให้แก่ภาครัฐหรือ รฟม. เมื่อ รฟม. มีรายได้ก็จะนําเงินนั้นไปคืนให้กับเอกชนในส่วนที่เอกชนลงทุน นั่นก็คือแสดงว่า ภาครัฐลงทุน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ นั่นเป็นรูปแบบใหม่ที่ต่างจากการบริหารจัดการเดินรถไฟฟ้าใต้ดิน ที่เอกชนลงทุนในส่วนรถไฟฟ้า อาณัติสัญญาณ ระบบสื่อสาร ลงทุนแล้วรัฐไม่คืนนะครับ แต่นี่รัฐจะคืนให้ ผมจึงเสนอว่าถ้าเป็นไปได้รถไฟฟ้าในอนาคตนั้นควรที่จะลงทุนทั้งหมด โดยภาครัฐ อย่างรถไฟฟ้าสายสีม่วงครับ ลงทุนทั้งหมดโดยภาครัฐเลยครับ ข้อดีก็คือรัฐบาล จะสามารถควบคุมอัตราค่าโดยสารได้ นั่นคือข้อดี เวลานี้ทราบว่าในการคัดเลือกบริษัท หรือเอกชนที่จะเป็นผู้บริหารเดินรถไฟฟ้าสายสีม่วงนั้นมีเอกชนที่สนใจมาประมูลงานนี้ ๒ ราย นั่นก็คือบริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จํากัด (มหาชน) หรือบีเอ็มซีแอล บริษัท บีเอ็มซีแอลนั้น ปัจจุบันเขารับสัมปทานรถไฟฟ้าใต้ดินจากหัวลําโพงมาบางซื่ออยู่ครับ เขาได้รับสัมปทาน ๒๕ ปีในการเดินรถไฟฟ้าสายสีน้ําเงินนะครับ เขาก็มาประมูลสายนี้แข่งกับบริษัท บีทีเอสซี ทราบว่าเวลานี้คณะกรรมการกําลังคัดเลือก และมีแนวโน้มว่าบริษัท บีเอ็มซีแอลอาจจะได้รับ การคัดเลือกเพราะเสนอราคาต่ํากว่า ผมขอเสนอแนะไปที่คณะกรรมการคัดเลือกนะครับว่า การเจรจากับบริษัท บีเอ็มซีแอลนั้นควรจะนําปัจจัยที่ รฟม. ขยายเส้นทางสายนี้มาสู่บางใหญ่ เป็นการนําผู้โดยสารจากบางใหญ่ จากบางบัวทอง จากท่าอิฐ จากพระนั่งเกล้า มาป้อนให้กับ รถไฟฟ้าใต้ดินที่บางซื่อ ซึ่งบริษัท บีเอ็มซีแอลเป็นผู้เดินรถไฟฟ้าอยู่แล้ว เป็นการนําผู้โดยสาร มาป้อนให้เขา เป็นการทําให้เขามีรายได้เพิ่มเติมขึ้น เพราะฉะนั้นการจ้างให้บริษัท บีเอ็มซีแอล เดินรถไฟฟ้าสายนี้ควรจะมีการเจรจาให้ค่าจ้างต่ําลงเนื่องจากปัจจัยนี้นะครับ เพราะเขาจะ ได้รับอานิสงส์จากรถไฟฟ้าสายสีม่วงโดยที่ไม่ต้องลงทุนเลยครับ ท่านประธานครับ มาถึงจุดนี้นะครับ การขอกู้เงินของรัฐบาลนั้นผมไม่ขัดข้องและเห็นว่ามีความจําเป็นเพราะเป็นการกระทําที่ ต่อเนื่องมานะครับ แต่อยากจะตั้งคําถามไปที่รัฐบาล ๒-๓ ข้อนะครับ

ก็คือรถไฟฟ้าสายสีม่วงจากบางซื่อ-บางใหญ่นั้น รฟม. แบ่งเป็น ๖ สัญญา ครับ สัญญาที่ ๑ สัญญาที่ ๒ สัญญาที่ ๓ เป็นงานโยธา สัญญาที่ ๔ กับสัญญาที่ ๕ นั้นเป็นระบบ รถไฟฟ้าเครื่องกล เป็นการเดินรถไฟฟ้า สัญญาที่ ๖ เป็นการก่อสร้างสถานีและอาคารซ่อมบํารุง รถไฟฟ้า ผมถามไปที่สัญญาที่ ๔ กับสัญญาที่ ๕ ครับ ที่แบ่งเป็น ๒ สัญญา นั่นก็คือสัญญาที่ ๔ จ้างให้เอกชนติดตั้งระบบไฟฟ้า หารถไฟฟ้ามาวิ่ง ติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณ ระบบสื่อสารจากบางสื่อมาที่เตาปูน สัญญาที่ ๕ จากเตาปูนมาที่บางใหญ่ครับ ก็ให้เกิด ความสงสัยว่าทําไมระยะทาง ๒๓ กิโลเมตรต้องแบ่งเป็น ๒ ช่วงด้วย จากบางซื่อมาที่เตาปูนนั้น ระยะทางประมาณ ๑ กิโลเมตรเท่านั้น จะหาเอกชนที่ไหนมาแข่งกับบริษัท บีเอ็มซีแอลได้ครับ จ้างให้เขาติดตั้ง หารถไฟฟ้ามาวิ่ง แล้วก็ให้เขาเดินรถไฟฟ้าเส้นทางนี้ เหตุใดต้องแบ่งเป็น ๒ สัญญาตรงนี้ นั่นคือคําถามข้อแรก

คําถามข้อที่ ๒ ครับท่านประธาน เมื่อสมัยที่แล้วผมเป็นกรรมการคนหนึ่ง ในการกํากับดูแลการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่บริเวณเกียกกายครับ ผมก็เห็นว่ารถไฟฟ้าสายสีม่วงนี้ ที่มีเส้นทางวิ่งผ่านเตาปูนมา แล้วในอนาคตจากเตาปูนนั้นจะมีเส้นทางไปที่ราษฎร์บูรณะ มีเส้นทางผ่านเกียกกายด้วย ผ่านสถานีรัฐสภาแห่งใหม่ ผมก็บอกว่า รฟม. ควรจะเร่งก่อสร้าง เส้นทางสายนี้ อย่างน้อยให้ถึงรัฐสภาแห่งใหม่ครับ รฟม. ก็ได้มีการปรับแผนก่อสร้าง จะทําให้ การก่อสร้างเส้นทางสายนี้จากเตาปูนมาที่สถานีรัฐสภาแห่งใหม่นั้นจะแล้วเสร็จทันพอดีกับ การเปิดใช้อาคารใหม่ของเรา แต่มาบัดนี้ครับ รฟม. นั้นเขาทําตามที่เราร้องขอ แต่เรื่อง การก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่นั้นมีความไม่แน่นอนว่าจะเสร็จเมื่อไร

คําถามข้อที่ ๓ ก็คือเกี่ยวเนื่องกับการประมูลก่อสร้างหรือวางระบบราง ของรถไฟฟ้าสายสีม่วงครับ ทําให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในการเป็นกรรมการคัดเลือกผู้รับเหมา หรือผู้รับจ้างนั้นถูกตั้งกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง มีข้อหาว่าไม่ปฏิบัติตาม ข้อกําหนด ข้อบังคับขององค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่นหรือไจก้า ถึงเวลานี้ รฟม. ขาดผู้ว่าการ รฟม. มาเกือบ ๒ ปีแล้วครับ ก็อยากจะถามว่า เมื่อไรที่ รฟม. จะสามารถ สรรหาผู้ว่าการคนใหม่ได้ เพราะว่าผู้ว่าการนั้นถือว่าเป็นบุคคลสําคัญของหน่วยงาน เป็นผู้นํา ที่สําคัญ ถ้ามีผู้ว่าการได้เร็วก็จะทําให้การก่อสร้าง การดําเนินการตามแผนนั้นเป็นไปตาม แผนงานที่วางไว้ ผมได้เฝ้าดูการทํางานของกระทรวงคมนาคมที่มีผู้รับผิดชอบอยู่ ๓ ท่าน ก็คือรัฐมนตรีว่าการ ๑ ท่าน รัฐมนตรีช่วยว่าการ ๒ ท่านมา ก็รู้สึกให้ความเป็นห่วงใยครับ ที่ว่างานเก่านั้นไม่คืบหน้า งานใหม่ก็ไม่เกิดขึ้น จึงอยากจะถามไปยังรัฐบาลว่านโยบายในการทํางาน ของกระทรวงนี้ การปฏิบัติให้เป็นไปตามนโยบายนั้นจะทําได้สําเร็จเมื่อไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การก่อสร้างรถไฟฟ้า ๑๐ สายใน ๔ ปีนั้น ซึ่งผมเคยบอกว่าเป็นไปไม่ได้ แล้วเวลานี้ก็จริงครับ เกิดขึ้นไม่ได้

แล้วอีกเรื่องหนึ่งครับ เรื่องสําคัญในการหาเสียงก็คือเก็บค่ารถไฟฟ้า ๒๐ บาท ตลอดสาย ผมเคยตั้งกระทู้ถามสดถามไปเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว ท่านผู้ที่มาตอบ กระทู้ถามสดนั้นบอกว่า ๓ เดือนหลังจากเดือนกันยายนมาจะรู้ผล บัดนี้ก็เลยมา ๖-๗ เดือนแล้ว ๘ เดือนแล้วครับ ก็ยังไม่เห็นวี่แววครับ ซึ่งผมมั่นใจว่าทําไม่ได้ เพราะฉะนั้นผมอยากให้ทําได้นะครับ ถ้าท่านบอกว่าทําได้ก็ควรจะเร่งทําครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ แล้วตามด้วยคุณหมอเจตน์ แล้วท่านศุภชัย ใจสมุทร เชิญท่านจิรายุครับ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกรุงเทพมหานคร เขต ๑๘ คลองสามวา ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้ใช้บริการ เส้นทางถนนงามวงศ์วาน-แจ้งวัฒนะ ข้ามสะพานพระนั่งเกล้าไปหาญาติอยู่ที่บางใหญ่หลายครั้ง แล้วก็เห็นการก่อสร้างนั้นก็มีความคืบหน้ามากมายท่านประธานครับ ท่านสมาชิกเมื่อสักครู่นี้ ได้อธิบายแล้วนะครับว่าเส้นทางนั้นไปอย่างไร รถไฟฟ้าใต้ดินที่เรานั่งกันเป็นปัจจุบันนี่ละครับ ท่านประธานครับ แล้วก็ไปโผล่อยู่แถว ๆ บางซื่อ บางซื่อยังเป็นใต้ดินอยู่นะครับ จากนั้นก็จะ ขึ้นบนดิน แล้วก็วิ่งต่อถนนงามวงศ์วานบ้าง แล้วก็ส่วนที่ ๑ ไปจบพระนั่งเกล้า แล้วก็ข้ามต่อไปยัง บางใหญ่ เส้นทางชัดเจนครับท่านประธานว่าเป็นการรับคนซึ่งเป็นพี่น้องคนไทยทุกคนที่ใช้บริการจาก จังหวัดนนทบุรีผ่านบางใหญ่ แล้วก็กลับเข้ามากรุงเทพมหานครต่อในโครงการอื่น ๆ เช่น บางซื่อ แล้วก็เดินทางต่อมายังลาดพร้าว เข้ารัชดาภิเษก ไปพระรามเก้า ไปศูนย์สิริกิติ์ แล้วก็ไปจบที่หัวลําโพง แล้วก็ไปเชื่อมต่อกับระบบรถไฟฟ้าของบีทีเอส ซึ่งเป็นการยกระดับ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดท่านประธานดูภาพรวมทั้งหมดแล้ว ตอนนี้การบริการ สาธารณะนอกจากรถเมล์ รถตู้ รถมอเตอร์ไซค์ รถตุ๊ก ๆ แล้ว ความหวังของ คนกรุงเทพมหานครและคนชานเมืองก็คือรถไฟฟ้าครับ แต่ที่ผ่านมามันเกิดภาวะ ช้าเสียเหลือเกิน ที่ผมบอกว่าช้าเสียเหลือเกินนี้เกิดอะไรขึ้นบ้างครับท่านประธาน พอจะทําอะไรที ก็ติดการเวนคืนบ้างละ ติดคนทักท้วงอย่างโน้นอย่างนี้บ้างละ แล้วการเชื่อมต่อทั้งระบบ อย่างที่เพื่อนสมาชิกได้อธิบายเมื่อสักครู่นี้ก็เป็นเหตุเป็นผลครับ โดยเฉพาะที่บอกว่าทรัพย์สิน ของส่วนราชการ หรือแม้แต่กระทั่งการบริการสาธารณะนั้นไม่ได้เป็นของใครคนใดคนหนึ่งครับ ย่อมจะต้องเป็นของประเทศชาติ ผมไม่อาจจะตอบแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้นะครับว่า ๒๐ บาทตลอดสายนั้นจะเริ่มต้นเมื่อใด แต่ผมเชื่อว่าการที่จะคิดแล้วก็จะทําอะไรของ รัฐบาลพรรคเพื่อไทยนั้นไม่ใช่อยู่ดี ๆ ก็จินตนาการนะครับว่าจะกําไรเท่านั้น จะกําไรเท่านี้ แล้วก็เที่ยวมาบอกใคร แต่ได้คิดอย่างเป็นสูตร อย่างเป็นระบบครับ รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ เราเป็นผู้แทนราษฎรก็คล้ายกับเรียนมหาวิทยาลัยครับ ก็คือมีวาระเทอม ๔ ปี ต้องบอกว่านี่คือปี ๑ นะครับ เปิดเทอมมาได้ ๒ เทอมเท่านั้นเองครับ ถามว่ารัฐบาล ทําอะไรมากมายไหม ผมเชื่อเลยนะครับว่ารัฐบาลทําได้เยอะจริง ๆ เอาล่ะบอกมาทั้งหมด ๑๐ กว่าข้อ ๒๐ ข้อ ทําไปได้ ๗-๘ ข้อ ถ้าถามว่าเป็นนักเรียนปี ๑ ถือว่าสอบผ่านนะครับ ท่านประธาน แต่ประเด็นที่น่าสนใจก็คือว่าเมื่อสักครู่นี้ท่านผู้ทรงเกียรติได้กรุณาอธิบาย เลยไปจนถึงเรื่องรถไฟฟ้าที่วิ่งจากกรุงเทพมหานครไปจังหวัดเชียงใหม่ต่าง ๆ นานา ผมฟังแล้ว ผมก็ตกใจครับ เพราะว่าอะไรรู้ไหมครับท่านประธาน ในวันที่ ๑๖ ที่จะถึงนี้ครับ รัฐบาล โดยพรรคเพื่อไทยจะแถลงผลงานผ่านทางสถานีโทรทัศน์ ช่อง ๓ ช่อง ๕ ช่อง ๗ ช่อง ๙ ช่อง ๑๑ เอ็นบีที ไทยพีบีเอส วิทยุโทรทัศน์รัฐสภา แล้วก็วิทยุสื่อสารมวลชนมากมายครับ ผมฟังดูแล้ว ผมเชื่อเลยนะครับว่าความฝันที่เคยวาดไว้ตอนหาเสียง ก่อนวันที่ ๓ กรกฎาคม เราไปหาเสียง หลากหลายจังหวัด เราไม่แน่ใจหรอกครับว่ามันจะเป็นจริงมากน้อยขนาดไหน แต่เวลา ให้คะแนนคนท่านประธานครับ พูดมา ๑๐๐ บาท ทําได้ ๖๐ บาท ถือว่านัมเบอร์วัน (Number one) แล้วนะครับ เพราะฉะนั้นผมดูจากการแถลงผลงานนโยบายของรัฐบาล ที่กําลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้นะครับ ปรากฏว่าเส้นทางรถไฟฟ้า จากกรุงเทพมหานครวิ่งมุ่งหน้าไปจังหวัดเชียงใหม่ วิ่งมุ่งหน้าไปที่โคราช วิ่งมุ่งหน้าไปทาง ภาคใต้ครับ เป้าหมายคือจบที่ปาดังเบซาร์ครับ ไปทางทิศตะวันออก ผ่านแอร์พอร์ทลิงค์ ไปจบที่พัทยา จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดระยอง ไม่ได้หมายความว่าเป็นนักศึกษาปี ๑ ปุ๊บ ทําแล้วทําหมดเลยนะครับท่านประธาน อย่างนี้เขาเรียกว่าดีดนิ้วแล้วมาครับ ทําตามทีละเฟส (Phase) แต่ที่สําคัญก็คือรัฐบาลได้เริ่มต้นแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการดําเนินการในส่วนนโยบายครับ นี่ผมพูดถึงรถไฟฟ้าที่ท่านได้พูดนะครับว่า เคยหาเสียงไว้บอกว่าจะวิ่งตั้งแต่กรุงเทพมหานคร ไปจังหวัดขอนแก่น ทําไมเฟสแรกมีแค่กรุงเทพฯ-นครราชสีมา มันต้องค่อย ๆ ทําครับ ประเทศก็ยังตั้งงบประมาณขาดดุลอยู่แบบนี้นะครับ รายได้ก็ยังไม่สมดุลกับรายจ่าย ดีมานด์ (Demand) ไม่ซัพพลาย (Supply) ดีมานด์กับซัพพลายไม่บาลานซ์ (Balance) กัน มันก็ต้องแน่นอนครับ ค่อย ๆ ทําไปครับ ส่วนที่เพื่อนสมาชิกได้กรุณาพูดถึงบอกว่าเครื่องบินเป็นทางเลือก ท่านประธานบ้านอยู่จังหวัดขอนแก่น ท่านประธานขึ้นเครื่องบินบ่อย ท่านประธานเผื่อเวลา กี่ชั่วโมงครับ จากภายในที่ท่านประธานพักในเมืองไปสนามบินสุวรรณภูมิ เครื่องออก ๙ โมง ผมเชื่อว่าท่านประธานต้องตื่นตีห้าครึ่ง แล้วใช้เวลา ๖ โมงครับ ออกไปกว่าจะเดินทางถึง สนามบิน ใช้เวลาประมาณ ๑ ชั่วโมง กว่าจะเช็กอิน (Check in) กว่าจะโหลด (Load) กระเป๋า กว่าจะเดินไปที่งวงช้าง กว่าจะขึ้นเครื่องบิน กว่าจะนั่งดูแอร์โฮสเตสมาสาธิตอีก กว่าจะเทคออฟ (Take off) ขึ้นไปท่านประธานครับ ๒ ชั่วโมงไม่อยู่ บินไปถึงจังหวัดขอนแก่นอีก ใช้เวลาประมาณ ๑ ชั่วโมง กว่าจะลง กว่าจะรับกระเป๋า กว่าจะออกไปอีก ท่านประธานครับ ๓ ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย ที่ผมพูดอย่างนี้เพราะว่าเพื่อนสมาชิกได้อธิบายครับว่ามันมีตัวเลือก ทางอื่น เช่น เครื่องบิน แต่รถไฟความเร็วสูงท่านประธานครับ เอาไม้บรรทัดทาบจาก กรุงเทพมหานครไปจังหวัดเชียงใหม่ ถ้าวิ่งทางรถผ่านถ้ําขุนตาลประมาณ ๗๐๐ กิโลเมตร แต่ถ้าเอาไม้บรรทัดทาบตรง ๆ แบบเมืองจีนที่เขาทํา ผมไปคุนมิงเมื่อ ๒ เดือนก่อน เจออุโมงค์เจาะทะลุ ๆ เจอแม่น้ํา ลําคลองยกระดับให้มันราบในระดับเดียวกัน สุดท้าย ความเร็วสูงที่วิ่งประมาณ ๒๐๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง ผมเอาต่ํา ๆ ก่อนนะครับ จริง ๆ ต่างประเทศเขาวิ่งกัน ๓๐๐-๔๐๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมงกันแล้ว มันก็หมายความว่า เราจะเดินทางจากกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ในระยะทางตรงประมาณ ๕๐๐ กิโลเมตร น่าจะวิ่งอยู่ ประมาณ ๒ ชั่วโมง ก็หมายความว่าไม่ต้องไปเช็กอินอะไร หิ้วกระเป๋าไปปุ๊บก็ขึ้นสถานีรถไฟเลย แล้วก็ไปลงอีกทีสถานีเชียงใหม่ เพราะฉะนั้นนี่เป็นทางเลือกหนึ่งก็จริงครับ เครื่องบินครับ แต่นับวันเครื่องบินก็จะลดการเดินทางในลักษณะนี้น้อยลงไปทุกวันครับ ที่ผมพูดอย่างนี้ เพราะว่าจับประเด็นที่ท่านเพื่อนสมาชิกได้กรุณาพูดแล้วก็โอบล้อมกลับเข้ามารถไฟฟ้าสายสีม่วงครับ ท่านประธานครับ ผมดูกรอบวงเงินกู้นี่นะครับ ถ้าประเทศไทยขุดบ่อน้ํามันเจอแน่นอนครับ ไม่ต้องกู้แน่นอน ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็ไม่ต้องมานั่งปวดหัว ทํางบประมาณ แบบขาดดุลแบบนี้ เราก็ทํากันเองหมดครับ แต่ว่าไจก้าเขาก็ใจกล้าจริง ๆ ท่านประธานครับ ของประเทศญี่ปุ่นเวลาประเทศไทยจะกู้อะไรเขาถามรัฐสภา เขาถามประเทศไทยครับ ถ้ารัฐสภา เห็นชอบตามมาตรา ๑๙๐ เขาบอกจัดหนัก จัดเต็มเลย ไม่มีปัญหาครับ แต่ผมย้อนความ นิดเดียวท่านประธานครับ รถไฟสายสีม่วง ในสมัยรัฐบาล ฯพณฯ อดีตนายกรัฐมนตรี พันตํารวจโท ดอกเตอร์ทักษิณ ชินวัตร เราจําโฆษณาชิ้นหนึ่งได้ ท่านประธานจําได้หรือเปล่าครับ ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีโฆษณาบอกว่าเราจะไม่ยอมให้ลูกของเราหลับในรถ กินในรถและนอนในรถ อะไรประมาณอย่างนี้ท่านประธานจําได้ใช่ไหมครับ มีป้ายโฆษณาขึ้นเต็มกรุงเทพมหานครครับ เพราะอะไรครับ ตอนนั้นกรุงเทพมหานครมันอภิมหารถติด ผมเกิดแถวลาดพร้าว แล้วก็เจอปัญหา เพราะว่าเรียนหนังสืออยู่แถว ๆ นี้รถติดมาตลอด ชีวิตเจอแต่การก่อสร้าง เดี๋ยวสร้างอุโมงค์ เดี๋ยวสร้างสะพาน เดี๋ยวสร้างรถไฟฟ้า เดี๋ยวสารพัดสร้างครับ แต่มันต้องเริ่มทัน ทําตั้งแต่ ปี ๒๕๔๗ ปี ๒๕๔๘ แนวคิดต้องเกิดก่อนครับ เอาล่ะทําช้าหน่อยไม่เป็นอะไรครับ สุดท้ายปลายทาง จะมาเริ่มในสมัยท่านอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ขออภัยที่เอ่ยนามท่านนะครับ ก็ถือว่า เป็นการทําร่วมกันในแบบประเทศไทยครับ นี่เขาเรียกว่าไม่มีฝ่ายค้าน ไม่มีรัฐบาลครับ ผมเป็นฝ่ายค้านเมื่อคราวที่แล้ว คราวนี้ผมเป็นรัฐบาล ผมก็ชื่นชมครับว่ามันมาจากรัฐบาล ที่รอยต่อกันแต่ละรัฐบาล เพราะโครงการมันดีดนิ้วอย่างที่ท่านบอกว่ากรุงเทพฯ-เชียงใหม่ กรุงเทพฯ-โคราช กรุงเทพฯ-ขอนแก่น จะทําให้ภายในปีนี้เลย มันเป็นไปไม่ได้ครับ มันต้องใช้เวลาครับ ขนาดรถไฟฟ้าสายสีม่วงท่านประธานครับ ปีที่แล้วเจอน้ําท่วมหยุดไปเกือบ ๒ เดือน แต่ผมมาดูรายงาน ก็เห็นชัดเจนครับว่าหลังจากที่น้ําท่วมผ่านไป ๗-๘ เดือนที่ผ่านมาเขาเร่งสปีดได้เร็วขึ้นครับ ดูจากเปอร์เซ็นต์ของการก่อสร้างก็สมดุลดีครับ ไม่ได้มีอะไรล่าช้ามากมาย ซึ่งผมยังมีความรู้สึกเลยว่า ปีที่แล้วถ้าเกิดอุทกภัยน้ําท่วมไม่เกิดขึ้น สายสีม่วงมันน่าจะเพิ่มขึ้น รวดเร็วมากขึ้นประมาณสัก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ครับ แต่ตอนนี้ถือว่าไม่ช้าครับ กรอบการกู้เงินถามว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทย ท่านรองนายกรัฐมนตรีนั่งอยู่นี่อยากกู้ไหมครับ ก็อย่างที่บอกละครับไม่อยากกู้หรอกครับ แต่มันเป็นความจําเป็นครับ และตอนนี้ค่าเงินบาทแข็ง เงินยูโรตอนนี้ ๓๙ บาท เงินดอลลาร์ ก็ต่ําอยู่ระดับใกล้กับ ๑๐๐ เยน เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ผมเชื่อนะครับว่าการบริหารจัดการของรัฐบาล ซึ่งแน่นอนครับ อนาคตจะทํา ๒๐ ปีตลอดสายได้หรือไม่ เราก็มีความหวัง ชีวิตถ้าเกิดคนเรา ไม่มีความหวัง เราจะไม่มีประโยชน์อะไรในการดํารงชีวิตครับ พรุ่งนี้ผมก็หวังครับว่าพี่น้องคงจะ พูดคุยกันได้ แล้วก็ไม่มาชุมนุม เราก็มีความหวังครับ แต่สุดท้ายปลายทางและการกู้เงิน ในลักษณะนี้อย่างไรก็ต้องเห็นด้วยครับ เพราะเป็นความตกลงร่วมกันระหว่างสมาชิกวุฒิสภา และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครับ แต่ท่านประธานครับ ผมฝากไปยังรัฐบาลนะครับ การกู้เงินต่าง ๆ พอมีเงินมาแล้วหมื่นกว่าล้านบาท พอเอามาวางไว้ ท่านจะไปจ้างบริษัท ก บริษัท ข บริษัท ค บริษัท ง ขอทําให้โปร่งใสครับ อย่ามาทําแบบซิกแซก เพราะพวกเราสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาก็มีการตรวจสอบกันอยู่ตลอดเวลาครับ เจตนาทําอย่างไร วิธีคิดคิดอย่างไร ทุกคนรู้ทันกันหมดท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นผมฝากท่านประธานผ่านไปยัง ท่านรองนายกรัฐมนตรีนะครับ เมื่อเงินมาถึงแล้วท่านกวดขันหน่อยว่าเงินมันไปถึงบริษัทผู้รับเหมา ได้มากน้อยขนาดไหน ระยะที่ ๑ ไม่ว่าท่านจะพูดถึงเรื่องของการเดินทาง ขออภัยครับ ไม่ว่าท่านจะพูดถึงเรื่องการก่อสร้างในส่วนโยธาจากบางซื่อไปถึงสะพานพระนั่งเกล้า จากสะพานพระนั่งเกล้าไปถึงบางใหญ่ แล้วส่วนอื่นก็คือส่วนของอาคารเดปโป้ แล้วก็ในส่วนของราง ในส่วนของการบริหารจัดการเดินรถ ถ้าท่านทําอย่างสมดุลอย่างนี้ผมถือว่ารัฐบาล มีความตั้งใจครับ

และประเด็นต่อมาท่านประธานครับ โครงการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เมื่อสักครู่ท่านสามารถ ขออภัยที่เอ่ยนามท่านครับ ท่านมีความรู้ความสามารถ ท่านเคยอยู่ กรุงเทพมหานคร ถ้าท่านมาเป็นรองนายกรัฐมนตรีผมว่าท่านก็จะพูดอีกมุมหนึ่ง เพราะอะไร รู้ไหมครับ นึกภาพนะครับ คนจังหวัดนนทบุรีขึ้นรถไฟฟ้าจากบางใหญ่มาลงบางซื่อ แล้วต่อรถไฟฟ้าสายสีน้ําเงินปกติแล้วมาลงที่หมอชิต อยากจะไปสยามสแควร์ มีวิธีทางไปอยู่ ๒ ทาง ก็คือนั่งรถไฟใต้ดินผ่านพระรามเก้า แล้วก็ผ่านศูนย์ประชุมสิริกิติ์เลี้ยวขวาเข้าพระราม ๔ หรือว่าไปเชื่อมต่อสุขุมวิท ตรงถนนสุขุมวิท ตอนนั้นท่านก็เข้าบีทีเอสแล้วก็วิ่งต่อไปที่สยามสแควร์ได้ แต่ประเด็นคนที่มาจากจังหวัดนนทบุรีและฝั่งทางโน้น เขาจะใช้วิธีการเดินทางคือ มาลงที่หมอชิตครับ แล้วก็ขึ้นรถไฟฟ้าบีทีเอส ก็ไปเสียเงินให้กับเอกชนต่อแล้วก็เข้าเมืองครับ ถามว่าใครได้ประโยชน์ครับ เอกชนได้ประโยชน์ แต่ถามว่าเราติติงเขาไหม ไม่เป็นอะไรครับ ทําธุรกิจ คนเรามันก็ต้องมีประโยชน์ ต้องมีผลกําไร บริษัท บีทีเอสซีเขาก็ต้องได้กําไรครับ แต่ทําอย่างไรให้เกิดการสมดุลระหว่างผู้ใช้บริการกับประชาชนและรัฐบาล และหน่วยงานราชการ อันนี้คือประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชนครับ ถามผมนะครับว่าถ้าผมเสีย ๒๐ บาท แล้วนั่งจากบางใหญ่มาถึงบางซื่อแล้วต่อที่หมอชิต แล้ววิ่งต่อไปสยามสแควร์ ถ้าทําได้ ผมก็บอกประเทศนี้สุดยอด เพราะเราก็เคยดูในราชอาณาจักรไทย รัฐธรรมนูญก็เขียนไว้ ชัดเจนครับ จะแบ่งแยกไม่ได้ กรุงเทพมหานคร จังหวัดเชียงใหม่ พัทยา จะเป็นเขตปกครองพิเศษ อย่างไรก็แล้วแต่ การบริการสาธารณะผมเห็นด้วยกับท่านผู้อภิปรายครับว่ามันควรจะมี เจ้าของเดียว เอาล่ะถ้ากรุงเทพมหานครบอกว่าท่านจะทําภายในกันก็ว่ากันไปครับ เขียนแม่บทกันมาตั้งแต่ปีนี้ อีก ๕ ปีข้างหน้าเราว่ากันครับ แต่เมื่อมันทําไม่ได้ครับ กรุงเทพมหานครท่านบริหารของท่านไป แต่ในส่วนของกระทรวงคมนาคมผ่านยัง บริษัท รถไฟฟ้ามหานคร หรือ รฟม. ก็ใช้วิธีการที่คุยกันได้ไหมล่ะ ไม่ใช่นึกอยากจะทําอะไรก็ทํา รัฐบาลอยากจะทําก็ทํา สุดท้ายปลายทางเราก็จะเจอปัญหาอยู่หลายครั้งครับ ผมจําได้ ท่านประธานครับ ตั้งแต่เกิดมานี่นะครับ เรามักจะถามสังคมอยู่เสมอว่าเมื่อทําถนน เมื่อไรไฟฟ้าจะมาติด พอไฟฟ้ามาติด เดี๋ยวมันจะขุดต่อใช่ไหม เพราะมันจะวางท่อระบายน้ํา พอมันวางท่อเรียบร้อยเสร็จ เราจะคิดต่อทันทีท่านประธานครับ เดี๋ยวมันจะขุดต่อ เพราะมันจะ วางสายโทรศัพท์ เราจะเกิดแบบนี้ในสังคมไทยมาตลอดครับ ผมถึงบอกอย่างไรครับ เงินกู้ไม่ใช่สาระสําคัญ รัฐสภาแห่งนี้อย่างไรก็เห็นชอบแล้ว แต่การปฏิบัติของสังคมที่เราควรจะ เห็นร่วมกัน ผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกคงคิดเช่นเดียวกับผมครับ ทําถนนเรียบกริบเลย จนกระทั่งกรุงเทพมหานครถึงต้องติดป้าย ท่านประธานเคยเห็นไหมครับ เขตปลอดการขุด ทําไมต้องบอกถึงขนาดนั้นเลยว่าต้องเขตปลอดการขุด นี่มันคือวิสัยทัศน์ของประเทศ ที่มีการแบ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้วก็แยกการทํางานกันแบบนี้ละครับ ต่างคนต่างทําครับ ประปานึกอยากจะขุดฉันก็ขุด จนกระทั่ง กทม. ต้องไปติดป้ายบอก เฮ้ย ห้ามขุดนะ ขออภัย ท่านประธาน ถอนคําว่า เฮ้ย นะครับ แต่ประเด็นที่น่าสนใจก็คือว่า ถ้าอะไรก็แล้วแต่ เราทํากันอย่างเป็นระบบ ลูกชายผมโตขึ้นมาจะได้ใช้รถไฟฟ้า ๒๐ บาทได้ไหมครับ เดินทาง ไปเรียนในกรุงเทพมหานครได้อย่างเป็นระบบได้ไหมครับ ไม่ใช่ขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดิน ๒๐ บาท พอมาเจอรถไฟฟ้าบีทีเอส เจอ ๓๕ บาท พอไปเจอส่วนต่อขยายแบริ่งไปอ่อนนุช อ่อนนุชมาแบริ่ง หรือว่าสาทรไปวงเวียนใหญ่เจออีกราคาหนึ่ง อย่างนี้ไม่ได้ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้น กรอบการกู้เงินนี่นะครับ ผมฝากประเด็นสุดท้ายให้กับท่านรองนายกรัฐมนตรีครับว่า ท่านช่วยกวดขันด้วย เปิดซองก็ขอให้เปิดซองจริง ๆ ครับ และถ้าเกิดอะไรที่ไม่เป็นประโยชน์ ต่อประเทศชาติ ท่านต้องช่วยกรุณาดูแลครับ ผมทราบความมาว่ายังเหลืออีกหลายโครงการ ที่อยู่ระหว่างการเปิดซอง เอาล่ะเปิดไปแล้ว บริษัท ก บริษัท ข ไม่ว่ากันครับ แต่ขอให้คิด อย่างเป็นระบบครับ การกู้เงินเป็นภาระของพี่น้องประชาชนทั้งหมดครับ การจัดทํา งบประมาณขาดดุลเป็นหน้าที่ของรัฐบาล แล้วก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลอีกเช่นเดียวกันครับ ที่จะหาเงินมาชดใช้สิ่งที่ลงทุนในการขาดดุลครับ ก็ขอเป็นกําลังใจ และขอเห็นด้วย ท่านประธานครับกับการกู้เงินในครั้งนี้ แต่เป็นเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน และท่านประธานครับ ฝากไปยังท่านรองนายกรัฐมนตรีช่วยดูสายสีชมพูด้วยนะครับ วิ่งจากแครายไปบ้านผม แถวคลองสามวา มีนบุรี ต้องขอให้ท่านเร่งดําเนินการกู้ตอนนี้ จัดหนัก จัดเต็มไปเลยครับ คนฝั่งตะวันออกเขาจะเดินทางด้วยรถไฟฟ้าเข้ามาในใจกลางเมืองด้วย ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านสามารถครับ

นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม สามารถ ราชพลสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับผมขอใช้สิทธิที่ถูกพาดพิงนะครับ ที่จริงการอภิปรายของผมนั้นยึดหลักตามข้อเท็จจริง ผมนําเสนอข้อเท็จจริงทั้งหมด จากประสบการณ์การทํางานของผม ไม่ว่าจะเป็นที่ท่านผู้อภิปรายสักครู่พูดถึงที่ผมอยู่ กรุงเทพมหานคร หรือการทํางานของผมที่ผมเคยเป็นที่ปรึกษาให้กับองค์การความร่วมมือ ระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่นหรือไจก้าครับ ผมนําประสบการณ์มาพูด นําข้อเท็จจริงมาพูดครับ เรื่องที่ผมถูกพาดพิงก็คือ ๒๐ บาทตลอดสาย เรื่องนี้ในตอนหาเสียงนั้นบอกว่าจะทําทันทีครับ ทําทันที ผมนั้นได้มีโอกาสไปดีเบท (Debate) กับผู้แทนของพรรคเพื่อไทยท่านหนึ่งนะครับ ก็พูดมาตลอดว่าทําไม่ได้ ทันทีทําไม่ได้แน่ ปัจจัยที่ทําไม่ได้ก็คือพื้นที่ส่วนกลาง พื้นที่ที่เรียกว่า เป็นไข่แดงนั้นเราได้ให้สัมปทานแก่เอกชนไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้าใต้ดินที่ให้สัมปทานแก่ บริษัท บีเอ็มซีแอล หรือรถไฟฟ้าบีทีเอสที่ กทม.ให้สัมปทานแก่บริษัท บีทีเอสซีไปครับ เพราะฉะนั้นจะทําได้นั้นมี ๒ ประการเท่านั้น มี ๒ ทางออกเท่านั้นก็คือ

๑. รัฐบาลต้องชดเชยค่าโดยสารให้กับผู้รับสัมปทาน เพราะว่าเวลานี้ เขาเก็บค่าโดยสารอยู่ระหว่าง ๑๕ บาทถึง ๔๐ บาท ทั้ง ๒ โครงการครับ วันดีคืนดีจะให้เขา ลดค่าโดยสารมาเหลือ ๒๐ บาท เขาต้องเสียรายได้ไป รัฐบาลต้องหาเงินไปคืนให้เขาครับ เอารายได้ไปคืนให้เขา

๒. ก็คือถ้ารัฐบาลชดเชยไม่ได้ รัฐบาลต้องซื้อสิทธิสัมปทานของเอกชนทั้ง ๒ คืนครับ ซึ่งต้องใช้เงินนับแสนล้านบาทนะครับ ผมอยากให้นโยบายนี้เป็นจริงนะครับ ช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ให้โดยสารรถไฟฟ้าราคาถูกลง แต่ผมบอกว่าการทํานั้นทําได้ ๒ ทางเท่านั้น

ข้อที่ ๒ ที่ถูกพาดพิงก็คือเรื่องรถไฟความเร็วสูงนะครับ ผมก็บอกว่าผมอยากให้ เกิดขึ้นมา อยากเห็นรถไฟในประเทศไทยนั้นวิ่งด้วยความเร็วสูง ๆ เวลานี้วิ่งกันอยู่แค่ ๕๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมงโดยเฉลี่ยนะครับ อยากเห็นตั้งแต่ ๒๐๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป หรือต้องการมากกว่านั้นครับ ๓๐๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ เป็นไปได้ยากนะครับ ก็อยากให้เกิดขึ้นมา แต่ผมบอกว่าการศึกษานั้นศึกษากันมาแล้ว ออกแบบกันมาแล้วหลายครั้ง เสียเงินเสียทอง เสียเวลาไปทําไมนะครับ ต้องเสียซ้ําซ้อนหลายครั้งครับ ก็บอกว่าการทําเรื่องนี้นั้น ต้องศึกษา ต้องคิดถึง คํานึงถึงสายการบินต้นทุนต่ําให้ดี เพราะจะเป็นคู่แข่งที่สําคัญกับ รถไฟความเร็วสูงครับ ท่านประธานครับ นั่นพาดพิงข้อที่ ๒

ข้อที่ ๓ ที่ท่านบอกว่าการต่อขยายสายทางรถไฟฟ้าออกสู่รอบนอกนั้น เป็นการขนผู้โดยสารมาให้ผู้ที่ประกอบการอยู่ข้างใน นั่นถูกต้องครับ ผมได้พูดไปแล้ว เพราะฉะนั้นการเจรจาของภาครัฐนั้นจะต้องคํานึงถึงข้อนี้ด้วยครับ เพราะเราขนผู้โดยสาร จากข้างนอกมาสู่ข้างในให้เขา โดยที่เขาไม่ต้องลงทุนเลยครับ เพราะฉะนั้นค่าจ้างในการ เดินรถไฟฟ้านั้นเขาควรจะคิดในราคาที่เป็นธรรมแก่เราครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ คุณหมอเจตน์ครับ

นายเจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ กระผมก็คงไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวกับทั้ง ๒ ฝ่ายที่ดีเบทกัน เมื่อสักครู่นี้ แต่ว่าในฐานะที่เป็นประชาชนคนไทยคนหนึ่ง ผมก็ฝันเหมือนกับคนไทยทั้งมวล ที่อยากจะได้การขนส่งมวลชนหรือการขนส่งสาธารณะที่มีคุณภาพเหมือนกับต่างประเทศ ที่พวกเราไปเห็นกันมา แต่ว่าสิ่งนั้นผมมีความเชื่ออย่างสนิทใจว่าไม่ว่ารัฐบาลไหนก็ตาม ก็ต้องการจะสร้างผลงานให้ประชาชนพึงพอใจ แต่ว่าด้วยบริบทที่มันแตกต่างกันในแต่ละ ช่วงเวลาก็อาจจะมีปัญหาและอุปสรรคบ้าง ท่านประธานครับ ในเอกสารที่แจกมา ในการอภิปรายในวันนี้ในเรื่องกรอบการเจรจากู้เงินจากต่างประเทศสําหรับโครงการรถไฟฟ้า สายสีม่วง (บางใหญ่-บางซื่อ) ระยะที่ ๓ ท่านมีเอกสารให้ผม ๑ แผ่น ๑ แผ่นนะครับ ท่านประธาน มี ๒ หน้า แล้วผมจะต้องเอาทั้งหมดที่มี ๒ หน้านี้มาพูด เพราะว่ามีอยู่แค่นั้นนะครับ ด้วยข้อมูลที่มันมี ด้วยการกู้เงินที่มากถึง ๑๑,๗๕๕.๗๗ ล้านบาท แต่มีเอกสารให้แผ่นเดียว ผมขอประท้วงผ่านท่านประธานไปถึงท่านรองนายกรัฐมนตรีนะครับ เราเคยมีข้อตกลง ในที่ประชุมแห่งนี้แล้วว่าในเอกสารที่ประกอบ กรอบการเจรจาใดก็ตามขอให้เป็นเอกสาร ที่สมบูรณ์นะครับ ที่มีรายละเอียดมากกว่านี้ ไม่ใช่มีแค่นี้ แล้วท่านแลกกับการกู้เงิน ซึ่งไม่มีปัญหาหรอกครับท่านประธาน เพราะว่าในกรณีนี้มันเป็นการกู้เงินระยะที่ ๓ มันไม่ใช่ ระยะที่ ๑ เมื่อสภาแห่งนี้อนุมัติครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒ ไปแล้ว มันเป็นไปไม่ได้ละครับ ที่จะไม่อนุมัติครั้งที่ ๓ นะครับ อนุมัติครั้งที่ ๓ ๑๗,๕๕๕.๗๗ ล้านบาท รวมกับเงินกู้ทั้ง ๒ ระยะ รวมเป็นเงิน ๓๗,๗๓๓ ล้านบาท แล้วไม่อนุมัติได้อย่างไร ในเมื่อมันสร้างไปแล้ว ๔๗ เปอร์เซ็นต์กว่า หรือจะปล่อยให้ที่สร้างไปแล้วมันหยุดอยู่แค่นั้นหรือ มันคงเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นในประเด็นที่จะอภิปรายวันนี้ผมขอแยกเป็น ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของ การเงิน อีกส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของระบบและโครงสร้าง ท่านประธานครับ มันก็มีเหตุผลที่อยู่ใน เอกสาร ๑ แผ่นนั้นว่าในกรณีนี้เป็นกรณีที่รัฐบาลก็จะหาเงินกู้มาจากการกู้เงินเพื่อพัฒนา เศรษฐกิจและสังคม ซึ่งกระทําได้เมื่อมีความจําเป็นต้องใช้จ่ายเงินนอกเหนือจากงบประมาณ รายจ่ายประจําปี ท่านประธานครับ ผมไปดูเอกสารของงบประมาณ ในกรณีที่ กรอบงบประมาณรายจ่ายประจําปี แล้วก็บวกงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ในกรณีเพื่อพัฒนา เศรษฐกิจและสังคม เรากู้ได้ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจําปี ในที่นี้คือ กรอบวงเงินจะอยู่ที่ ๒๓๘,๐๐๐ ล้านบาท ตรงนี้ก็ยังอยู่ในกรอบ ก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะว่า ยังอยู่ในกรอบ อยู่ในกฎหมาย ทําได้ แต่ว่าควรจะทําหรือเปล่า แน่นอนครับ ในแง่ของการใช้เงิน ผมเห็นว่ารัฐบาลนี้กล้าใช้ การกล้าใช้เงินมันจะแลกมาด้วยสาธารณูปโภคที่ต้องลงทุน แต่การลงทุนนั้น ย่อมไม่ควรจะเกิดความเสี่ยง ในประเด็นนี้เรามีการกู้เงินจากไจก้า ก็มีการอภิปรายในที่นี้ว่า ดอกเบี้ยต่ํา ๐.๗ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ขอเพิ่มเป็น ๑.๔ เปอร์เซ็นต์ แต่ตรงนั้นไม่ได้รวมเงินปากถุง ไม่ได้รวมความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เพราะฉะนั้นผมขอมาตั้งแต่การอภิปราย ๒-๓ ครั้งหลัง ในการประชุมมาตรา ๑๙๐ ในที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ แต่ผมไม่เคยได้รับว่าในกรณีแต่ละกรณี ที่ท่านกู้มาต้นทุนที่รวมทุกอย่างแล้วมันเป็นเท่าไร ผมก็เลยขออีกครั้งหนึ่งผ่านท่านประธาน ไปถึงท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านช่วยขอตัวเลขให้ผมหน่อยได้ไหมครับ รวมเงินปากถุง แล้วรวมทุกชนิดเลยนะครับว่าเป็นเท่าไร รวมค่าประกันความเสี่ยงด้วยถ้ามี ตรงนี้ เป็นประเด็นหนึ่งที่ผมอยากจะฝากไว้

ท่านประธานครับ เมื่อปี ๒๕๕๔ ปลายปีประเทศไทยเกิดน้ําท่วม แล้วก็โครงการ ก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดิน รถไฟฟ้าสายนี้มันก็ต้องหยุดชะงักไป กําหนดที่ประชาชน คนกรุงเทพมหานครหรือคนไทยจะได้ใช้คือ ปี ๒๕๕๘ เดิม ก็ต้องเลื่อนไปเป็น ปี ๒๕๕๙ ถามว่า ดอกเบี้ยที่กู้หยุดไหม เพราะเท่าที่ผมทราบเมื่อเซ็นสัญญายังไม่ต้องมีการก่อสร้าง ดอกเบี้ยมันก็ เดินหน้าแล้ว ตรงนี้ก็อยากจะเรียนฝากท่านประธานไปถึงท่านรองนายกรัฐมนตรีด้วยว่า ในกรณีนี้เมื่อเกิดน้ําท่วมเราจะต้องจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น นานขึ้นหรือเปล่า แล้วท่านคํานวณ หรือเปล่าว่าต้นทุนเพิ่มขึ้นเท่าไร ท่านประธานครับ ผมเองไม่ใช่คนที่เห็นว่าการที่เราจะได้ รถไฟฟ้ามาสายหนึ่งแล้วเราไม่ต้องลงทุนอะไร รถไฟฟ้าสายนี้ใช้เงินมากกว่า ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในครึ่งเดียวของที่มี เพราะถ้าหากว่าจะมีครบสายแล้ว ในกรณีนี้จะต้องมีบางใหญ่-บางซื่อ บางใหญ่-เตาปูน ไปจนถึงราษฎร์บูรณะ ในขณะนี้ครึ่งเดียวก็คือบางใหญ่กับเตาปูน ใช้เงินมากกว่า ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็อย่างที่บอกละครับว่าเงิน ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในสมัยนี้ ผมไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร มันเล็กนิดเดียว แต่เมื่อมันแลกมากับความสะดวก ความสุข ของประชาชนที่ใช้รถไฟฟ้าเส้นนี้จากทางด้านทิศเหนือและทิศตะวันตกเฉียงเหนือลงมา กรุงเทพมหานครแล้วต่อไปจนถึงราษฎร์บูรณะ โดยที่ว่าผ่านจุดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นวังบูรพา ผ่านศูนย์ราชการของจังหวัดนนทบุรี ผ่านศูนย์ราชการของประเทศ แล้วก็ผ่านรัฐสภาแห่งใหม่ ที่เกียกกายด้วยนะครับ ตรงนี้มันเป็นสิ่งที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนคนกรุงเทพมหานคร เป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าในกรณีส่วนที่ ๓ ที่ประมูลได้ ๙๓,๔๗๕ ล้านบาท โดยบริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จํากัด (มหาชน) นั้น รวมกับในงวดที่ ๑ งวดที่ ๒ ๑๔,๐๐๐ ล้านบาท ๑๓,๐๐๐ ล้านบาท รวมแล้วประมาณ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ๑๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมคิดว่าก็คุ้ม แต่อยากจะให้รัฐบาลดูแลเรื่องของต้นทุน ดูแลเรื่องดอกเบี้ยที่เราต้องจ่ายว่าในกรณีนี้ มันมีความเสี่ยงต่อสถานะการเงินของประเทศเรา เพราะว่าเราต้องไปใช้ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ของงบลงทุนที่จะกู้เพิ่มมาจากงบปกติ ซึ่งเราก็สร้างงบขาดดุลอยู่แล้วถึง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตรงนี้ผมมีความเป็นห่วง แล้วผมก็มีความไม่สบายใจในกรณีที่รัฐบาลมีความรู้สึกเหมือนกับ จะลงทุนมากเกินตัว

ท่านประธานครับ ในเรื่องของการเงิน ตรงนี้ผมก็คิดว่ามันเป็นข้อหนึ่ง ที่ห่วงใยในระบบราชการ แต่ว่ามาถึงเรื่องของโครงสร้าง ด้วยอย่างที่บอกไว้ว่าในกรณีนี้ ถ้าหากว่ารัฐบาลมุ่งมั่นจะสร้างรถไฟฟ้าทั้ง ๑๐ สายหรือ ๑๒ สาย ที่อยู่ในแผนเดิมอยู่ ๘ สาย แล้วรัฐบาลมีความพยายามที่จะเพิ่มรถไฟฟ้าขึ้นมาอีก ตรงนี้ผมก็คิดว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ถ้าหากว่ารัฐบาลมีเงิน แต่ว่ารัฐบาลต้องคิดให้หนักถ้าหากว่าจะลงทุนด้วยการสร้างหนี้ เพราะว่าประเทศนี้มีหนี้ ๔.๒ ล้านล้านบาท ผมคิดว่ามันมากเกินไปแล้ว แต่ว่าเมื่อรัฐบาล ใช้วิธีการโอนหนี้กองทุนฟื้นฟู ๑.๑๔ ล้านล้านบาทให้กับธนาคารแห่งประเทศไทย ตรงนั้น ที่ผมเป็นห่วงอยู่คือผมเป็นห่วงว่ารัฐบาลจะก่อหนี้เพิ่มขึ้นจากวงเงินที่ว่างอยู่ตรงนี้ ตรงนี้ มันเป็นความห่วงลึก ๆ อยู่นะครับ แล้วกระผมก็ไม่อยากจะเห็นรัฐบาลก่อหนี้ในกรณีอย่างนี้ ผมคิดว่ามันน่าจะมีปัญหาในอนาคต เพราะว่าผมไม่อยากให้ประเทศไทยมีความเสี่ยง ท่านประธานครับ ผมไปย้อนดูที่อื่นนะครับ ไม่ได้จากเอกสาร เพราะเอกสารไม่ได้เขียนไว้ เขียนว่าในปี ๒๕๔๘ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในรัฐบาล พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร พยายามจะปรับแผนแม่บทโดยเสนอแนวทางเลือกโครงการทดแทนรถไฟฟ้าสายสีม่วง ด้วยระบบบีอาร์ที (BRT) ระบบบีอาร์ทีในปัจจุบัน กทม. ใช้อยู่ที่ราชพฤกษ์กับสาทร เป็นระยะทางสั้น ๆ บีอาร์ทีก็พยายามไปดูว่าประเทศไหนมันมีบ้าง ก็เห็นว่ามีที่ประเทศบราซิล มีที่ประเทศจีน เผอิญผมมีโอกาสได้ไปต่างประเทศและเห็นมาด้วยสายตาของผมเอง ๒ เมืองชัด ๆ เลย อิสตันบูลกับเตหะราน เขาใช้บีอาร์ที แล้วเขาใช้บีอาร์ทีอย่างมีประสิทธิภาพ มีประสิทธิภาพอย่างไรครับ ถนนเขากว้าง เขามีถนนสําหรับรถ ๓ เลนข้างขวา ๓ เลนข้างซ้าย ตรงกลางให้รถวิ่ง ท่านจะใช้บีอาร์ทีก็ได้ ท่านจะใช้แทรม (Tram) หรือรถรางก็ได้ แล้วก็ขนส่งมวลชน คนแน่นเต็มมากเลย แล้วก็ใช้รถตู้ ๒-๓ ตู้ ตรงนี้ละครับ ผมเห็นว่ามันเป็นแนวคิดที่ดี เดิมเห็นว่า เขาจะสร้างในเส้นทางบางใหญ่-รัตนาธิเบศร์-งามวงศ์วาน-บางเขน เพื่อไปเชื่อมต่อกับ สถานีรถไฟบางเขนของเส้นทางรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเข้ม คือจะสร้างตรงไหนก็ได้ แต่ต้องมีพื้นที่ผิวถนน ทีนี้กรุงเทพมหานครมันหาที่ที่ทํายาก การลงทุนอาจจะต้อง เผื่ออนาคตสําหรับชุมชนที่จะเกิดขึ้นมาใหม่ แน่นอนเราต้องเสียพื้นผิวถนนแต่ว่าแลกมาด้วย ความสะดวก ความคล่องตัวของประชาชนที่ใช้รถบีอาร์ที หรือว่าบัส แรพิด แทรนซิท (Bus Rapid Transit) ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าถ้าหากว่าเราใช้บีอาร์ที หรือแม้แต่รถรางซึ่งเป็นเลนเฉพาะแล้วก็ขนส่งประชาชนโดยเฉพาะก็สามารถจะทําให้ การขนส่งมวลชนทําได้อย่างรวดเร็ว แล้วก็เห็นได้จากที่เห็นใน ๒ ประเทศนั้นก็พบว่าขนส่งมวลชน ได้อย่างรวดเร็ว ไม่ติดขัด แล้วก็มีประชาชนไปใช้บริการอย่างมาก ผมเอาเรื่องนี้มาพูด ผมเพียงแต่อยากให้ท่านรองนายกรัฐมนตรีผ่านทางท่านประธานรัฐสภาว่าฝากเอาไว้ว่า ในกรณีนี้เป็นทางหนึ่งที่จะเลือก แต่ว่าต้องเลือกเส้นทางด้วย เพราะว่าจะให้ผิวถนนเหลือแค่ เลนซ้าย เลน ๒ ข้าง เหลือถนนที่จะวิ่งเลน ๒ เลน มันอาจจะไม่คุ้มนะครับ ตรงนี้เราอาจจะ ต้องหันมาใช้รถขนส่งมวลชนหรือรถไฟฟ้าชนิดเบาหรือไลท์เรล (Light rail) ก็ได้นะครับ

อีกวิธีหนึ่งท่านประธาน ในกรณีที่เราไม่มีเงินแล้วเราก็พยายามจะลงทุน สมมุติว่าเราใช้เส้นทางแต่ละเส้นทาง ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เราก็ใช้คูณ ๘ เส้นทาง มันก็ ๑.๖ ล้านล้านบาท ผมคิดว่าเรายังจะต้องมีเงินลงทุนในประเทศด้านอื่นอีกมากมาย เราจะต้องนึกถึงประชาชนที่อยู่ต่างจังหวัดด้วยว่า เราไม่สามารถที่จะลงทุนให้ คนกรุงเทพมหานครแต่เพียงฝ่ายเดียว เราต้องนึกถึงคนต่างจังหวัด ท่านจะไปทํารถไฟฟ้า ความเร็วสูง หรือจะอะไรก็ตาม แต่ท่านต้องนึกถึงคนต่างจังหวัด ผมอยากจะฝากในประเด็นนี้ เอาไว้นะครับ ผมคิดว่าในกรณีนี้มันเป็นกรณีที่รัฐบาลต้องลงทุนให้เกิดความสะดวกนะครับ

อีกประการหนึ่ง ในเส้นทางเส้นนี้มันมีฟีดเดอร์เป็นสายสีชมพูและอยู่ในระหว่าง การพิจารณาให้เป็นโครงการหลักของรถไฟฟ้ามหานคร ผมก็เลยไม่ทราบว่าในขณะนี้ท่านยังคิด เรื่องรถไฟฟ้าสายสีชมพูเป็นฟีดเดอร์หรือจะเป็นรถไฟฟ้าสายหลัก เพราะว่าในเส้นทางที่ วางเอาไว้สําหรับรถไฟฟ้าสายสีชมพูตั้งแต่ปากเกร็ด ศูนย์ราชการ กทม. วงเวียนหลักสี่ วัชรพล คันนายาว บางชัน ไปจนถึงมีนบุรี ตรงนี้ถ้าคํานวณประชาชนหรือว่าผู้โดยสารให้ดี ท่านจะตอบได้เลยว่าท่านสามารถจะสร้างรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน ชนิดเฮฟวีเรล (Heavy rail) หรือว่าจะเป็นไลท์เรล หรือว่าจะเป็นขนส่งมวลชนวิธีอื่นก็แล้วแต่ แต่ท่านต้องคํานึงถึง ผู้โดยสารว่าคุ้มค่าแล้วก็เหมาะที่จะใช้วิธีการไหน ท่านจะใช้รถไฟฟ้าผมก็ไม่ว่า ท่านจะใช้รถใต้ดิน ผมว่าก็สร้างได้ ขึ้นกับงบประมาณ ขึ้นกับประชาชนที่จะใช้บริการ เพราะว่าในขณะนี้ สถานการณ์ของการคมนาคมในกรุงเทพมหานคร ผมคิดว่ามันเป็นปัญหามากแล้ว แล้วถ้าหากว่า จะใช้เวลาสร้างอีก ๔ หรือ ๕ ปี มันก็ย่อมก็มีปัญหามาก และที่ผมพูดถึงเรื่องของการลงทุน ถ้าหากว่าเรามีข้อติดขัดเรื่องของงบลงทุน มันก็มีวิธีที่พูดกันมาในรัฐสภาแห่งนี้มากมาย ในเรื่องของการลงทุนร่วมระหว่างรัฐกับเอกชน เรื่องพีพีพี เพราะว่าในหลาย ๆ เมือง ของหลาย ๆ ประเทศเห็นได้ชัดเจนว่ารัฐไม่ต้องลงทุน ให้เอกชนลงทุน แล้วก็ให้สัมปทานไป อาจจะ ๓๕ ปี ๕ ปีสําหรับก่อสร้าง อีก ๓๐ ปีสําหรับสร้างประโยชน์ตอบแทนให้เกิดขึ้น จากการลงทุน ตรงนี้มันเป็นวิธีเลือก แล้วรัฐสามารถที่จะลงทุนแล้วก็ได้รถไฟฟ้ามาอย่าง รวดเร็ว มันคงต้องแลกด้วยอะไรครับ แลกด้วยสัมปทานที่เขาจะหาประโยชน์นั่นเอง ซึ่งตรงนี้ ผมคิดว่าทางท่านรองนายกรัฐมนตรีคงรู้เรื่องพวกนี้ดีกว่าผม รู้อยู่แล้วว่าควรจะทําอย่างไร เพียงแต่ว่าท่านจะเลือกหรือไม่เลือกเท่านั้นเอง แล้วท่านจะเลือกที่ไหน อย่างไร ผมก็อยากจะ ฝากตรงนี้ไว้เป็นประเด็นที่สําคัญด้วยนะครับ

ท่านประธานครับ สรุปแล้วทั้งหมดผมคิดว่าในส่วนตัวผมเองเห็นว่าในกรณีนี้ มันเป็นกรณีที่เราต้องเซ็นสัญญากู้เงินในระยะที่ ๓ ผมอาจจะเป็นห่วงเรื่องของต้นทุน ที่เราจะต้องเพิ่มขึ้น ผมอาจจะเป็นห่วงเรื่องหนี้สาธารณะที่รัฐบาลสร้างมากขึ้น แต่ว่าในการลงทุน ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน โดยเฉพาะการลงทุนในระยะที่ ๓ เป็นการลงทุนที่ต่อเนื่อง ผมเห็นว่าทั้งหมดทั้งสิ้นเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าตัวผมเอง ก็จะสนับสนุนแล้วก็ให้กําลังใจที่รัฐบาลก็จะดําเนินการเรื่องของรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนต่อไปให้ครบ ไม่ว่าจะเป็น ๘ สาย หรือ ๑๐ สาย หรือ ๑๒ สายก็ตาม เพราะว่าทางรัฐบาลปรับแผนอยู่เรื่อย แม้กระทั่งช่วงเตาปูน-บางซื่อ ซึ่งในปัจจุบันก็ไม่ได้อยู่ในเส้นทางของสายสีม่วง แต่ว่าเดิม รวมเส้นทางเตาปูน-บางซื่ออยู่ด้วย เพราะว่ารถไฟฟ้าสายสีม่วงในปัจจุบันเดิมเป็นสายสีน้ําเงิน แต่ว่าเมื่อรัฐบาลปรับแผนแม่บท แล้วก็ปรับอยู่เรื่อย ๆ ปรับตั้งแต่เราไม่รู้ว่าตกลงมีรถไฟฟ้า กี่สายกันแน่ เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะทราบว่าแล้วปัจจุบันเอาอย่างไรแน่ แล้วสิ่งที่ มันแน่นอนของวันนี้ เพราะวันข้างหน้าก็อาจจะเปลี่ยนแปลงอีก เพราะว่ามันก็คงจะขึ้นกับ ปัญหาเรื่องของการเวนคืน เรื่องของต้นทุนทั้งหมดที่รัฐบาลจะต้องลง แล้วก็เรื่องความจําเป็น แล้วก็เรื่องผลประโยชน์ทางการเมือง

สุดท้ายท่านประธานครับ ผมคิดว่าในโครงการนี้ฝากไว้อย่างเดียวว่า ผมเป็นห่วง เรื่องของต้นทุน ถ้าหากว่ารัฐบาลสามารถที่ลดความเป็นห่วงตรงนี้ได้ผมคิดว่าน่าจะ เป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านศุภชัย ใจสมุทร แล้วตามด้วยท่าน พลเรือเอก สุรศักดิ์นะครับ แล้วก็ท่านวิฑูรย์ นามบุตร ครับ เชิญครับ

นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

เรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม ศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้รัฐบาลได้เสนอกรอบการเจรจากู้เงินจากต่างประเทศ ของโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงระยะที่ ๓ เพื่อให้รัฐสภาของเราได้ให้ความเห็นชอบ จริง ๆ แล้ว โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงท่านประธานที่เคารพครับ เป็นโครงการที่ได้มีการกู้เงินกันมาตั้ง ๒ ครั้งแล้ว ครั้งแรก ครั้งที่ ๒ และครั้งนี้ก็เป็นครั้งสุดท้ายที่มีการขอกู้ประมาณ ๑๑,๐๐๐ ล้านบาท สิ่งที่อยากจะเรียนต่อท่านประธานก็คือว่า ความเป็นจริงแล้วโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง เป็นโครงการที่ได้มีการเริ่มดําเนินการในสมัยรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และมีท่านโสภณ ซารัมย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งเป็นรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย ซึ่งตอนนั้น ท่านโสภณ ซารัมย์ ก็ได้ดําเนินการเจรจาการกู้เงินจากไจก้าเพื่อให้มีแหล่งเงินทุนที่เป็น เงินกู้ดอกเบี้ยต่ําในการดําเนินงาน ซึ่งท่านก็คงทราบนะครับว่าไจก้าได้คิดอัตราดอกเบี้ยเพียง ร้อยละ ๑.๔ ต่อปี ระยะเวลาชําระหนี้ ๒๕ ปี มีเวลาปลอดหนี้เงินต้น ๗ ปี และมีเงื่อนไขดี ๆ ก็คือว่าสามารถที่จะจัดซื้อสินค้า กระทําได้โดยเสรี โดยไม่จําเป็นว่าจะต้องซื้อของประเทศญี่ปุ่น เท่านั้น จะซื้อจากที่ไหนก็ได้ ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วก็จะเห็นว่าเป็นเงื่อนไขที่ดี ดีมากสําหรับ กรณีการกู้เงินเมื่อเทียบกับแหล่งเงินกู้อื่น ๆ ท่านประธานครับในช่วงเวลานั้นกระทรวงคมนาคม ซึ่งมีรัฐมนตรีคือท่านโสภณ ซารัมย์ จากพรรคภูมิใจไทย ยังได้ลงนามในสัญญาการดําเนินงาน ของรถไฟฟ้าสายสีม่วงถึง ๓ สัญญา ซึ่งได้แก่ สัญญาที่ ๑ หรือสัญญาแรกคือโครงการ ยกระดับส่วนตะวันออก ระยะทาง ๑๒ กิโลเมตร จากเตาปูน สะพานพระนั่งเกล้า และงานก่อสร้างทางวิ่งช่วงบางซื่อ-เตาปูน วงเงิน ๑๓,๔๔๑ ล้านบาท สัญญาที่ ๒ ก็คือ งานก่อสร้างทางยกระดับสายตะวันตก ระยะทาง ๑๑ กิโลเมตร ช่วงสะพานพระนั่งเกล้า-คลองบางไผ่ และงานก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ําเจ้าพระยา วงเงิน ๑๒,๖๐๒ ล้านบาท และสัญญาที่ ๓ ก็คืองานก่อสร้างอาคารที่จอดรถและศูนย์บํารุง วงเงิน ๕,๙๖๒ ล้านบาท ซึ่งก็ต้องเรียน ท่านประธานว่าการก่อสร้างได้รุดหน้าไปมากครับ โดยทั้ง ๓ สัญญาก็สามารถดําเนินการ ไปได้มากกว่าร้อยละ ๕๐ ซึ่งตอนนี้ถ้าพี่น้องประชาชนที่อยู่ในถนนรัตนาธิเบศร์ ถนนติวานนท์ ในฝั่งจังหวัดนนทบุรีก็คงจะได้เห็นโครงการทางวิ่งและสถานีที่คืบหน้าใกล้ความจริง เป็นอย่างมากแล้วครับท่านประธานที่เคารพ แต่สิ่งที่ผมอยากจะขออนุญาตกราบเรียนต่อท่านประธานฝากไปยังรัฐบาลซึ่งมาขออนุมัติจากสภา ในการที่จะขอกรอบการเจรจาในการกู้เงินระยะสุดท้ายนะครับว่ามันมีเรื่องบางเรื่องที่จะต้อง เรียนกับทางท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลครับว่ารถไฟฟ้าสายสีม่วงที่ผมได้เรียนไปว่า พรรคภูมิใจไทยได้ริเริ่มไว้กําลังจะกลายเป็นอนุสาวรีย์ลอยฟ้าหรือเปล่า โครงการนี้ เป็นรถไฟฟ้ายกระดับนะครับ มันจะกลายเป็นอนุสาวรีย์ลอยฟ้าหรือเปล่า เป็นสิ่งที่น่ากังวล จะมีการสร้างเสร็จแล้วแต่ใช้การไม่ได้ไปอีกนานหรือเปล่า ถามว่าทําไม คําตอบก็คือว่า การบริหารงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพสําหรับโครงการนี้ของรัฐบาล ผมอยากจะเรียนฝาก รัฐบาลไป ถามว่าทําไมเป็นอย่างนั้น ก็อยากจะเรียนท่านประธานฝากไปยังรัฐบาลครับว่า จริง ๆ แล้วนับตั้งแต่ที่ท่านเข้ามาบริหารประเทศเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้วหรือเมื่อประมาณสัก ๑๐ เดือน การดําเนินการในส่วนของการจัดหาผู้รับจ้างใน ๒ สัญญาที่เหลือ ซึ่งควรจะต้อง ดําเนินการในทันทีได้มีปัญหาล่าช้าและยังไม่ได้มีการแก้ไขอยู่จนถึงทุกวันนี้ ถามว่าสัญญานั้น คือสัญญาอะไร สัญญา ๒ สัญญาก็คือสัญญาที่ ๔ การจัดหาระบบรถไฟฟ้าและการเดินรถ แล้วสัญญาที่ ๖ คืองานระบบราง ทั้ง ๒ สัญญานี้มันเป็นสัญญาที่มีความจําเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องดําเนินการต่อไปในทันที เพราะจากการวิเคราะห์ของ รฟม. พบว่าความล่าช้าใน ๒ สัญญานี้จะต้องทําให้กําหนดการเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีม่วงจะล่าช้าไปอีก ๑ ปี คือจากปี ๒๕๕๗ จะไปเป็นปี ๒๕๕๘ ซึ่งความล่าช้าตรงนี้มันจะทําให้ประชาชนซึ่งรอกันอยู่ พี่น้องกรุงเทพมหานคร ทางปริมณฑลฝั่งนนทบุรี ฝั่งธนบุรี จะต้องรอการใช้รถไฟฟ้า ซึ่งจะเสียเวลาไปอีก ๑ ปี นอกจากการเสียเวลาแล้วผลที่ตามมาก็คือจะมีความเสียหาย ในเชิงเงินด้วยครับ ถามว่าเสียหายเรื่องอะไรบ้าง อันดับแรกก็คืออย่างนี้ครับท่านประธาน ความเสียหายจากการที่ผู้รับสัญญาที่ ๑ สัญญาที่ ๒ และสัญญาที่ ๓ จะต้องขยายสัญญา เพื่อรอ ซิสเต็ม อินทิเกรชัน เทสต์ (System integration test) หรือการทดสอบ การประสานระบบ โดยในช่วงการขยายสัญญานี้จะต้องมีงานที่เขาเรียกว่า แคร์ ออฟ เวิร์ค (Care of work) หรืองานดูแลรักษาโครงสร้างที่ได้ก่อสร้างขึ้นเป็นระยะเวลา ๑ ปี ซึ่งตรงนี้ รฟม. เองได้ประมาณการเอาไว้ว่าจะก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายสูงถึงประมาณ ๕๐๐ ล้านบาท ความเสียหายเรื่องทางการเงินอีกเรื่องหนึ่งก็คือความเสียหายจากดอกเบี้ยในช่วงระยะเวลา ที่เพิ่มขึ้น ๑ ปี ในอัตราร้อยละ ๑.๔ ของยอดเงิน ๓๗,๐๐๐ ล้านบาทที่มีการกู้จากไจก้า จะทําให้เป็นค่าใช้จ่ายด้านดอกเบี้ยที่จะเพิ่มขึ้นประมาณ ๕๒๘ ล้านบาท จะเห็นว่าสิ่งนี้ละครับ ที่ผมต้องฝากท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลว่า ๑๐ เดือนที่ผ่านมา การบริหารงาน อย่างขาดประสิทธิภาพในช่วงนี้มันจะทําให้บ้านเมือง รัฐ หรือประชาชนต้องเสียงบประมาณไปเกือบ ๑,๐๐๐ ล้านบาท และผมไม่แน่ใจว่าจะมีการเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่ ถ้าท่านไม่บริหารจัดการ อย่างมีประสิทธิภาพ เอาใจใส่กันมากกว่านี้ สิ่งที่อยากจะเรียนกับท่านประธานฝากไปยัง ทางรัฐบาลโดยเฉพาะท่านรองนายกรัฐมนตรีนะครับว่าจริง ๆ รถไฟฟ้าเรามีนอกจาก รฟม. แล้ว มันมีเรื่องของรถไฟฟ้าที่ดําเนินการโดยรัฐวิสาหกิจอื่นเช่นการรถไฟแห่งประเทศไทยด้วย ปัญหาเรื่องการขาดประสิทธิภาพในการบริหารโครงการระบบรถไฟฟ้านอกจากสายสีม่วง ที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานไปแล้วก็ยังมีเรื่องรถไฟฟ้าสายอื่น ๆ อีกด้วย เช่นรถไฟฟ้า สายสีแดงช่วงบางซื่อ-รังสิต ซึ่งก็ได้มีการเจรจาเงินกู้จากไจก้าและลงนามในสัญญากู้เงิน ในสมัยของพรรคภูมิใจไทย ปรากฏว่าในรัฐบาลชุดที่แล้วได้เดินหน้าจัดการประมูลเพื่อหาผู้รับจ้าง ในโครงการระบบรถไฟฟ้าชานเมือง คือรถสายสีแดงช่วงบางซื่อ-รังสิต ระยะทางประมาณ ๒๖ กิโลเมตร มูลค่าประมาณ ๗.๕ หมื่นล้านบาท โดยแบ่งการก่อสร้างออกเป็น ๓ สัญญา ๓ สัญญานั้นก็คือสัญญาก่อสร้างงานโยธาสถานีกลางบางซื่อและศูนย์ซ่อมบํารุง ๒.๗ หมื่นล้านบาท สัญญาต่อมาคือสัญญาโยธาก่อสร้างทางรถไฟ ๑.๘ หมื่นล้านบาท แล้วก็สัญญางานระบบไฟฟ้า และเครื่องกล รวมงานจัดซื้อตู้รถไฟฟ้าช่วงตลิ่งชัน-บางซื่อ-รังสิต ๒.๖ หมื่นล้านบาท แต่ท่านประธานครับ ในช่วง ๑๐ เดือนที่ผ่านมานี้การคัดเลือกผู้รับจ้างทั้ง ๓ สัญญา ก็ยังไม่สามารถดําเนินการให้เสร็จสิ้นได้ ก่อให้เกิดความสูญเสียด้านงบประมาณ เนื่องจากว่า การกู้เงินจากไจก้ามันมีพันธะสัญญาที่ท่านกําลังจะไปเจรจาเงินกู้ของสายสีม่วงสัญญาระยะที่ ๓ มันก็มีสัญญาละม้ายคล้ายคลึงกัน ก็คือการที่มีพันธะในเรื่องของคอมมิทเมนท์ ชาร์จ (Commitment charge) หรือค่าธรรมเนียมผูกพันเงินกู้ ๐.๑ เปอร์เซ็นต์ของวงเงินที่ยังไม่ได้ เบิกจ่าย ซึ่งปัจจุบันได้ชําระค่าธรรมเนียมผูกพันเงินกู้ให้ไจก้าไปแล้ว ๔ งวด รวมเป็นเงิน ๑๕๑.๐๗ ล้านเยน หรือประมาณสัก ๔๐ กว่าล้านบาท ตรงนี้คือความเสียหายที่เกิดขึ้น ความเสียหายตรงนี้เรื่องของรถไฟฟ้าสายสีแดงมันก็จะมีผลเชื่อมโยงไปยังโครงการรถไฟฟ้า สายสีแดง บางซื่อ-รังสิต ก็จะมีการโยงไปแล้วก็ไปเชื่อมโยงมีปัญหาถึงบางซื่อ-ตลิ่งชัน เพราะขณะนี้การก่อสร้างโยธาช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชันแล้วเสร็จและส่งมอบงานเรียบร้อย แต่ไม่สามารถใช้งานได้ เพราะการก่อสร้างสถานีกลางบางซื่อ ศูนย์ซ่อม รวมทั้งการจัดซื้อ ตู้รถไฟฟ้ายังไม่ได้เริ่มต้น ยังไม่มีการดําเนินการ ซึ่งตรงนี้ทําให้ประชาชนคงต้องมองว่า โครงการนี้สิ่งที่พรรคภูมิใจไทยได้เริ่มต้นมานี่นะครับ ๑๐ เดือนมันไม่ก้าวหน้า มันทําให้ กลายเป็นว่าโครงการนี้เป็นโครงการสร้างอะไรที่มันลอยฟ้าค้างเติ่งอยู่ตรงนั้น ผมเกรงอย่างเดียว นะครับ เกรงว่าตอนนี้หัวรถจักรท่านมีเยอะ มีรถจักรดีเซลอยู่เยอะ ผมกลัวว่าท่านจะ เอามาวิ่งพลาง ๆ เสียก่อน แล้วในที่สุดแล้วมันจะทําให้มันเหมือนกับปาหี่ หลอกต้ม ประชาชนนะครับ แล้วไจก้าก็เหมือนความรู้สึกว่าโดนหลอกด้วยหรือเปล่า ที่ผมได้เรียนมา ทั้งหมดนี้นะครับท่านประธาน ก็ด้วยความเป็นห่วง โครงการนี้อย่างที่ท่านสมาชิกบางท่าน ก็มีการอภิปรายว่ามันเป็นโครงการต่อเนื่องจากรัฐบาลแต่ละชุด แล้วก็รับช่วงต่อมา เราก็อยากให้ทุกอย่างมันอย่าสะดุด เพราะว่าการกู้เงินมามันก็เป็นหนี้ของประเทศ หนี้ที่ประชาชนจะต้องใช้คืน แต่การที่มาสร้างสิ่งที่เป็นสาธารณูปโภค ความสะดวก ความสบาย มันเป็นการสร้างให้เกิดสิ่งที่เป็นมูลค่าในส่วนอื่นเราก็สนับสนุนนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ อยากเรียนท่านประธานฝากไปยังทางรัฐบาลในการที่จะให้ท่านเดินหน้าระบบรถไฟฟ้า ทั้งประเทศนี่นะครับ แม้ว่ามันยังไม่คืบหน้า ตอนนี้ก็ยังมีเวลาทันนะครับ เพราะจริง ๆ สิ่งที่ท่านจะสร้างรถไฟฟ้า ๑๐ เส้นทางภายในระยะ ๓ ปี ๒ เดือนข้างหน้า ที่ท่านบอกกับ ประชาชนจริง ๆ มันได้ไหม มันจริงหรือเปล่า ประชาชนไม่ได้ลืมนะครับ รวมทั้งท่านบอกว่า ๒๐ บาทตลอดสายตามที่สัญญาไว้นี่จริงหรือเปล่า มันจะเกิดขึ้นได้ไหม เพราะฉะนั้นในส่วนของ ฝ่ายค้านก็อยากสนับสนุนท่านให้เดินหน้าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ อะไรที่มีคํามั่นสัญญาที่ทําไว้กับ ประชาชนก็อยากให้มี อยากให้ท่านมีความจริงใจและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงาน ส่วนนี้ วันนี้การรถไฟแห่งประเทศไทยต้องจ่ายเหมือนกับเป็นเบี้ยปรับให้กับไจก้าไป ๔๐-๕๐ ล้านบาท ผมก็ยังสงสัยว่ารัฐบาลคิดว่ามันเป็นความผิดของใคร หรือว่าปล่อยให้ มันลอยนวลกัน มีใครที่เป็นผู้บริหารในการรถไฟแห่งประเทศไทยที่ท่านคิดว่าต้องรับผิด แล้วท่านต้องไปดําเนินการอะไรไหมครับ ผมดูมาหลายเดือนที่ผ่านมาเรื่องนี้เกิดขึ้นมา เงินผมครับ ๕๐ ล้านบาทนี่ ก็ไม่เห็นมีใครจัดการเลยครับ ก็อยากจะถามท่านว่าวันนี้หาผู้รับผิด ให้ด้วยเถอะครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่าน พลเรือเอก สุรศักดิ์ครับ

พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

เรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขณะนี้ เหลือเวลาอีกประมาณ ๑ ชั่วโมงก็จะถึง ๑ ทุ่มที่ท่านประธานว่าจะยุติการประชุมนะครับ ผมก็ขอสนับสนุนกรอบการเจรจากู้เงินจากต่างประเทศสําหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงนะครับ

เหตุผลประการแรกก็รัฐบาลมีนโยบายที่จะเร่งรังการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ พัฒนาคุณภาพชีวิต แล้วก็เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันนะครับ ช้าไปนิดหนึ่ง ๘ เดือน ก็ดีกว่าไม่ทํา ก็ขอขอบคุณรัฐบาลนะครับ การขนส่งมวลชนทางรางนี่มีประสิทธิภาพ แก้ปัญหาการจราจรติดขัด หลายประเทศเขาทํากัน เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นเหตุผลซึ่งคงไม่มี ใครเถียงนะครับ ระบบขนส่งมวลชนทางรางสายสีม่วงที่จะสร้างนี่นะครับ ก็จะทําให้เครือข่าย ที่มีอยู่เดิม ไม่ว่าจะเป็นสายสีน้ําเงิน หรือสายสีแดง สายสีเขียวมีความสมบูรณ์ขึ้นครับ

เหตุผลประการสุดท้ายที่ผมสนับสนุนก็คือว่าการกู้เงินจากต่างประเทศครั้งนี้ ดอกเบี้ยเพียงร้อยละ ๑.๔ แล้วก็ระยะเวลาที่จะผ่อนส่งก็ยาวครับ ท่านสมาชิกรัฐสภา เมื่อสักครู่นี้ก็ได้อธิบายไปเรียบร้อยแล้วนะครับ

ข้อห่วงใยผมมีเล็กน้อยนะครับ ประการแรก หลายท่านก็ได้พูดแล้วว่า การบริหารจัดการเดินรถมันมีปัญหาค่อนข้างมาก บทเรียนทั้งหมดในอดีตมันมีอยู่แล้วนะครับ รัฐบาลนี้มีเสียงข้างมากในสภา ท่านมีศักยภาพพอที่จะนําบทเรียนทั้งหลายมาแก้ไขนะครับ สิ่งใดที่ท่านเคยพูดสมัยที่ท่านเป็นฝ่ายค้าน ผมอยากจะให้ท่านนํามาประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์ แก่พี่น้องประชาชนนะครับ ระยะเริ่มแรกในการเดินรถ ผู้ที่เดินรถจะขาดทุนนะครับ เพราะฉะนั้นปัญหาสิ่งนี้ผมไม่อยากให้เกิดขึ้นในรัฐบาลนี้ เมื่อท่านสร้างรางเสร็จก็อยากจะ ให้ท่านแก้ไข อย่าให้มีปัญหาในการที่จะต้องล่าช้าหาผู้ที่จะมาเดินรถไม่ได้นะครับ

ข้อห่วงใยประการที่ ๒ ครับ การก่อสร้างรางรถไฟฟ้าระยะแรกมันทําให้ การจราจรติดขัด ยกตัวอย่างเช่น ขณะนี้เส้นทางสีน้ําเงิน บางซื่อ-ท่าพระ ก็กําลังทําอยู่นะครับ แต่ผมเห็นว่าเมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศแล้วช้า เพราะว่า ๑. ท่านก็กัน ๒ ข้างทาง รถก็ติดพอสมควรนะครับ ต่างประเทศเขาจะให้ทําโอเวอร์ไทม์ (Overtime) ครับ เข้าใจครับ ว่าบริษัทซึ่งประมูลได้เครื่องไม้เครื่องมือเขามีอยู่จํากัดนะครับ ก็อยากจะให้รัฐบาล ช่วยอนุเคราะห์หรือว่าจะทําวิธีใดก็แล้วแต่ที่ท่านอาจจะมีขีดความสามารถให้เร่งรัดเพื่อจะให้ เส้นทางการสร้างทางเสร็จโดยเร็วนะครับ สําหรับประเทศไทยเราอาจจะมีปัญหาข้อจํากัด บริษัทซึ่งมีประสบการณ์ มีเครื่องไม้เครื่องมือก็มีอยู่น้อย ต่างประเทศบางประเทศเขาจะใช้วิธี ผนึกกําลังครับ เขาจะเอาบริษัทอีกคู่หนึ่งซึ่งจะทําอีกเส้นทางในอนาคตมาประกบคู่เลยนะครับ แล้วท่านก็เป็นโคช (Coach) ควบคุมดูแล อย่าให้บริษัทหนึ่งหวงวิชาหรือหวงประสบการณ์ อะไรต่าง ๆ ตอนนี้ประเทศไทยเราต้องการการผนึกกําลังครับ ไม่อย่างนั้นเราจะไม่มีแรงงาน ที่จะแก้ปัญหาตรงนี้นะครับ

ข้อห่วงใยอีกประการหนึ่งนะครับ ก็อยากจะให้รัฐบาลช่วยกํากับดูแลนะครับ อย่าให้มีการแสวงประโยชน์ในทางมิชอบ ไม่ว่าจะเป็นการประมูลบริษัทที่เข้ามาสร้างทาง หรือว่าประมูลบริษัทที่เข้ามาเดินรถนะครับ ท่านทราบ ผมคงไม่ต้องอธิบายยาวว่า ผมหมายความว่าอะไรนะครับ

ประการสุดท้ายครับ ขอกราบเรียน ฯพณฯ รองนายกรัฐมนตรีผ่านท่านประธานนะครับ อยากให้ท่านประยุกต์ นําบทเรียนที่ท่านได้จากการกู้เงินต่างประเทศอัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๑.๔ ไปประยุกต์ใช้กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นพาณิชย์นาวีหรือว่า การขนส่งทางน้ํา ขณะนี้ธุรกิจด้านอื่นเสียดอกเบี้ยร้อยละ ๗ ร้อยละ ๘ ถ้าเผื่อให้เขา เสียดอกเบี้ยร้อยละ ๑.๔ ท่านจะสร้างงาน พัฒนาประเทศได้อย่างรวดเร็วมากกว่านี้ครับ ผมก็ขอสนับสนุนโครงการนี้ ขอขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ครับ ท่านวิฑูรย์ นามบุตร เชิญครับ

นายวิฑูรย์ นามบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม วิฑูรย์ นามบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ บัญชีรายชื่อ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กรอบการเจรจากู้เงินจากต่างประเทศสําหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง (บางใหญ่-บางซื่อ) ระยะที่ ๓ ที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีและกระทรวงการคลังนําเสนอ กรอบการเจรจาเงินกู้ ก็แน่นอนครับ เป็นภารกิจ เป็นหน้าที่ของกระทรวงการคลังที่จะต้อง มีส่วนไปเจรจา แต่สิ่งที่ผมอยากกราบเรียนท่านประธานก็คือว่าพอกู้เงินมาแล้วผู้ที่จะต้อง นําเงินไปใช้และรับผิดชอบต่อโครงการนี้คือกระทรวงคมนาคม ผมอยากจะให้ท่านประธาน ประสานไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมที่ถือว่าเป็นเบอร์หนึ่งของกระทรวงมารับรู้ รับทราบปัญหาและอุปสรรคในการก่อสร้างรถไฟฟ้า ซึ่งโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงที่กําลัง ดําเนินการอยู่ขณะนี้ไม่ว่าจากเงินกู้ระยะที่ ๑ ระยะที่ ๒ ทราบดีครับว่ามีปัญหาและอุปสรรค และการดําเนินการในระยะที่ ๑ และระยะที่ ๒ นั้นจะล่าช้า แล้วก็ไม่ได้ล่าช้าไปเพียง ๑ ปี อย่างที่ได้กราบเรียนในที่ประชุมจากเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่าน ท่านประธานที่เคารพครับ โครงการนี้ถามว่าจําเป็นเร่งด่วนไหม ก็ต้องบอกว่าถือว่าเป็นความจําเป็น เป็นความสําคัญ ในการที่จะเร่งรัดการลงทุนเพื่อพัฒนาประเทศ การลงทุนในเรื่องของการขนส่งระบบราง แน่นอนครับ จะเป็นประสิทธิภาพ จะเป็นการ ลดค่าใช้จ่ายและความสะดวกรวดเร็วให้กับพี่น้องประชาชน แต่สิ่งที่คํานึงถึงต่อมาก็คือว่า ระบบรางนี่ต้นทุนมันสูงครับ ถ้าระบบรถไฟฟ้าใต้ดินเฉลี่ยกิโลเมตรหนึ่ง ๖,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าระบบลอยฟ้าก็กิโลเมตรละ ๒,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อสักครู่ผมเดินไปเจอท่าน ส.ส. ปวีณ ผมบอกว่า ท่านปวีณครับ ถ้า ๑ กิโลเมตร สร้างรถไฟฟ้าใต้ดินใช้เงิน ๖,๐๐๐ ล้านบาท ทําถนนลาดยาง จากกรุงเทพฯ ไปจังหวัดศรีสะเกษกิโลเมตรละ ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ทํา ๒ เลน จะได้ประมาณ ๑,๐๐๐ กิโลเมตร แต่ไม่เป็นอะไรครับ ความจําเป็นแต่ละอย่างมันแตกต่างกันไป แต่ความจําเป็น เรื่องระบบราง นอกจากจะทําที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ก็ปฏิเสธไม่ได้นะครับ ก็คือให้กับ พี่น้องในชนบทคือระบบรถไฟรางคู่และรถไฟความเร็วสูง ซึ่งรัฐบาลจะต้องนําเสนอและแจ้งให้กับ รัฐสภาได้ทราบครับว่าโครงการต่าง ๆ เหล่านั้นมีความก้าวหน้า คืบหน้าไปมากน้อยแค่ไหน เพียงไร ท่านประธานที่เคารพครับ กรอบการเจรจาเงินกู้ของไจก้า แน่นอนครับ ผมเชื่อว่าไจก้า คงไม่ปฏิเสธสําหรับที่จะให้เงินกู้กับประเทศไทยมาลงทุนรถไฟฟ้าสายสีม่วง แต่สิ่งที่จะต้อง คํานึงถึงก็คือว่าอัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๑.๔ ณ วันนี้ผมไม่ค่อยมั่นใจว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ ขอให้ท่านรองนายกรัฐมนตรีให้ความมั่นใจกับสภานะครับว่าอัตราดอกเบี้ยที่จะชําระ ๑ : ๔ ต่อปีนั้น ท่านมั่นใจ และการคํานวณอัตราแลกเปลี่ยนและการชําระคืนทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย อยากจะให้ทาง กระทรวงการคลังช่วยดูให้รอบคอบครับว่าการคืน เราคืนเป็นเงินเยนนะครับ ซึ่งขณะนี้ค่าเงินเยน ต้องบอกว่าสูง ดังนั้นปัญหาต่อมาที่จะเกิดขึ้นก็คือเราจะมีภาระเพิ่มขึ้น ผมชอบเพื่อนสมาชิก พูดเมื่อสักครู่และก่อนหน้านี้ท่าน ส.ว. บอกว่าความล่าช้าที่เกิดขึ้นมันจะเป็นภาระ ของประเทศ มันจะภาระของประชาชนทั้งเรื่องการคืนเงินต้นและการเพิ่มดอกเบี้ย ท่านประธานที่เคารพครับ การไปเจรจากับไจก้า เอาความจริงไปพูดกันครับ เอาเรื่องจริง ของจริงที่ปฏิบัติได้จริงไปพูด ท่านไม่ต้องไปบอกว่ากู้มาทํารถไฟฟ้าแล้วจะเก็บค่าโดยสาร ๒๐ บาทตลอดสาย ผมเป็นกรรมาธิการการคมนาคมครับ ได้เชิญเจ้าหน้าที่จากกระทรวงคมนาคม ลูกน้องท่านครับ ผู้ปฏิบัติมาสอบถามในคณะกรรมาธิการหลายครั้ง เป็นดังที่ท่านดอกเตอร์สามารถ เรียนให้กับพวกเราฟังครับ ข้อมูลที่ดอกเตอร์สามารถ ราชพลสิทธิ์ เสนอนั้นเป็นข้อมูล ที่เป็นจริงครับ ท่านประธานครับ มายอมรับความจริง บอกความจริง ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ต้องเสียหน้า หรือเสียหายอะไรครับ ท่านบอกว่า ๒๐ บาทตลอดสายทันที แต่ ณ วันนี้เจ้าหน้าที่ของ กระทรวงคมนาคมมาชี้แจงแล้วครับว่าถ้าจะ ๒๐ บาทตลอดสายต้องก่อสร้าง ๑๐ สาย คําว่า ก่อสร้าง ๑๐ สาย ไม่ใช่เริ่มก่อสร้างนะครับ ต้องแล้วเสร็จ ๑๐ สาย ถึงจะสามารถ บริหารจัดการในเชิงต้นทุน ในเชิงบริหารได้ ถ้าจะบอกว่า ๑๐ สายเสร็จเมื่อไร ขณะนี้วิ่งได้อยู่ ๓ สาย กว่าจะสร้าง ๑๐ สายได้ ผมว่าอีก ๑๐ ปีไม่เสร็จ แม้กระทั่งรถไฟฟ้าสายสีม่วง ท่านทราบใช่ไหมครับ ขณะนี้มีปัญหาครับ สัญญาที่ ๑ สัญญาที่ ๒ ระยะที่ ๒ เกิดความล่าช้า ขณะนี้ สตง. และ ป.ป.ช. กําลังจะเข้าไปดําเนินการตรวจสอบโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง บางใหญ่-บางซื่อนี่ละครับ ที่เรากําลังจะทําขอเงินกู้ต่อเนื่องไปนี่ครับ ประเด็นที่ไปตรวจสอบ เรื่องของการทุจริต ผู้ว่าการ รฟม. อยู่ไม่ได้ และขณะเดียวกันคนที่รับผิดชอบในขณะนี้ ต้องตอบและอธิบายด้วยครับ

เหตุหนึ่ง ระยะที่ ๒ ที่มันล่าช้าเพราะไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขแบบครับท่าน ท่านครับ การเปลี่ยนแปลงแก้ไขแบบและลดสเปก (Spec) มันทําให้ประเทศเสียหายไหมครับ ขณะนี้บอกว่ากําลังจะเปลี่ยนสเปกเหล็กจาก ๘๐๐ มิลลิเมตร เหลือ ๖๐๐ มิลลิเมตรครับ ผมอยากถามไปยังกระทรวงคมนาคมว่าจริงไหม เวลาท่านออกทีโออาร์ (TOR) ให้ผู้ประกอบการกลุ่มจอยท์เวนเจอร์ต่าง ๆ มาเสนอราคาแข่งขัน ท่านกําหนดสเปกว่า โครงการก่อสร้างใช้เหล็ก ๘๐๐ มิลลิเมตร แต่พอก่อสร้างไปได้สักระยะ จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ไม่อยากจะบอกว่าเรื่องของผลประโยชน์ จะมาลดสเปกเหลือ ๖๐๐ มิลลิเมตร พอเรื่องอย่างนี้ครับ ถ้าเกิดขึ้นมันทําให้ผู้ประกอบการในช่วงที่เขายื่นซองแข่งขันกันเขาเสียโอกาสครับ ดังนั้น คําครหาเรื่องนี้ทางกระทรวงคมนาคมต้องชี้แจงให้กับรัฐสภาได้รับทราบนะครับ ไม่อยากจะ ให้มีการดําเนินการออกสเปกสํารวจออกแบบประมาณราคาในรายการหนึ่ง แต่พอไป ก่อสร้าง ไปลดสเปกโดยก่อสร้างในวงเงินเท่าเดิม

ประการต่อมาที่เกิดความล่าช้า ท่านครับ ระยะที่ ๒ ที่ประกวดราคาไปแล้วนั้น กลุ่มแรก สัญญาแรกเราเริ่มกันเมื่อปี ๒๕๕๒ โครงการก่อสร้างส่วนต่างตะวันออก ๑๒ กิโลเมตรครับ ช่วงเตาปูน สะพานสมเด็จพระนั่งเกล้า โดยกลุ่มซีเคทีซี (CKTC) จอยท์เวนเจอร์ และระยะต่อไปมีการประมูลงานมาแล้ว ๗-๘ เดือนครับ กลุ่มที่เสนอราคาต่ํา ในกลุ่มอิตาเลี่ยน-ไทย และกลุ่มชิโน-ไทย ในเครือนี้ละครับ จะเป็นประเด็นการเมืองหรือไม่ ท่านครับ ทําไมการพิจารณาผลการประกวดราคาไม่เสร็จละครับ ทํางานประกวด ประมูลราคามา ๗ เดือนกว่า แต่ผลการพิจารณายังไม่แล้วเสร็จครับ นี่คือความล่าช้า เพื่อนสมาชิกรัฐสภา ทั้ง ส.ส. ส.ว. ไม่ขัดข้อง พร้อมและยอมให้ท่านไปกู้เงินมาลงทุน ผมคนหนึ่งก็ไม่ขัดข้อง ไม่ใช่ว่าเป็นฝ่ายค้านจะคัดค้านต่อต้านนโยบายหรือโครงการของรัฐบาลครับ แต่รัฐบาลได้เงินมาแล้ว ตอนนี้มีเงินแล้ว ทําไมไม่เร่งรัดละครับ ระยะเวลาผ่านไป ๗-๘ เดือนมันเสียเวลา เสียเวลา เหมือนเพื่อน ส.ส. เราพูดเมื่อสักครู่ครับ ดอกเบี้ยมันเดินทุกวันครับ เงินต้นก็ทบขึ้นไปอีกเรื่อย ๆ ครับ ทําให้เป็นภาระของประเทศ ดังนั้นถึงอยากจะกราบเรียนกับท่านประธานครับ

และประการต่อมาที่อยากกราบเรียนกับท่านรองนายกรัฐมนตรีและ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ท่านครับ ให้หลักประกันได้ไหมว่าการกู้เงินมาครั้งนี้ จะสามารถก่อสร้างได้แล้วเสร็จตลอดสาย เพราะว่าการกู้มา ๓ ครั้ง ไม่ว่า ๑๙,๘๐๐ ล้านบาท ๖,๑๐๐ ล้านบาท หรือ ๑,๑๐๐ ล้านบาท ๑๑,๗๕๕ ล้านบาท รวมแล้ว ๓๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท ที่ต้องใช้เงินกู้ของไจก้านี้ครับ ท่านมั่นใจไหมครับว่าท่านจะไม่เอาเงินนอกงบประมาณ หรือเงินงบประมาณมาชดเชยส่วนต่างในราคาที่เพิ่มขึ้น ท่านครับ ถ้ากระทรวงคมนาคม ดูแลเรื่องนี้ไม่รอบคอบมันก็จะเกิดรายการชงเองกินเอง แน่นอนครับ โครงการใหญ่ ๆ อย่างนี้ เจ้าหน้าที่ของกระทรวงคงไม่มีกําลังพอที่จะสํารวจออกแบบ ไม่มีกําลังที่จะสํารวจ ความเหมาะสม ไม่มีกําลังที่จะไปคิดคํานวณราคาตามมาตรฐานในระดับสากลได้ จําเป็นจะต้องใช้ที่ปรึกษา ต่างประเทศ แต่การใช้ที่ปรึกษาหลายครั้งมันมีการใช้ที่ปรึกษาที่ซ้ําซ้อน มันมีแม้กระทั่ง การจ้างที่ปรึกษาประมูลงาน การจ้างที่ปรึกษายกร่างสัญญา ยกร่างเอกสารในทีโออาร์ การใช้ที่ปรึกษาฟุ่มเฟือย ซ้ําซ้อนก็จะเป็นการเปลืองงบประมาณ และขณะเดียวกัน กลุ่มบรรดาที่ปรึกษา ผมก็ไม่อยากจะพูดพาดพิงให้เสียหายไปมากนักครับว่ารู้กันครับ รู้กันกับกลุ่มที่จะมาประมูลงานก่อสร้าง ชุดหนึ่งเป็นกลุ่มชุดสํารวจออกแบบที่ปรึกษา และขณะเดียวกันก็มีความผูกพันสัมพันธ์เครือข่ายโยงใยซึ่งไม่ห่างไกลกันนัก ที่ผมพูด เพื่อจะเตือนไปยังกระทรวงคมนาคมนะครับว่าการออกทีโออาร์ในเรื่องนี้ต้องให้เกิด ความรอบคอบ ผมมีคําถามอยู่แค่นี้ล่ะครับ

ประเด็นแรกผมมีคําถามว่าระยะที่ ๑ ระยะที่ ๒ ท่านมั่นใจไหมครับ ที่เซ็นสัญญาไปแล้วนี่ครับจะแล้วเสร็จภายในปี ๒๕๕๘ อันนี้เพิ่มให้แล้ว ๑ ปีครับ

และประการที่ ๒ โครงการที่ประมูลไปแล้วท่านจะยกเลิกประมูลใหม่หรือจะเอา บริษัทที่ประมูลราคาต่ําสุด เพราะถ้าท่านยกเลิกประมูลใหม่ แน่นอนครับต้องใช้เวลาอีก ต้องมีการประมาณราคากันใหม่เนื่องจากต้นทุนในการคิดคํานวณราคาก็เปลี่ยนแปลงไป แฟคเตอร์ เอฟ (Factor F) หรือต้นทุนอื่นก็จะมีการปรับเปลี่ยนไปด้วย ยิ่งจะทําให้ราคาสูงขึ้น

ประการต่อมาที่อยากจะกราบเรียนกับท่านประธานก็คือว่าการกู้เงิน เราเลิกสร้างวาทกรรมว่ารัฐบาลไหนกู้ รัฐบาลไหนไม่กู้ ผมชอบท่าน ส.ส. มานิตย์ สังข์พุ่ม พรรคเพื่อไทย ท่านพูดในสภาแห่งนี้ล่ะครับเมื่อสัปดาห์ก่อน รัฐบาลไหนก็กู้ครับ แต่สมัยที่ผ่านมา รัฐบาลประชาธิปัตย์กู้ ถูกวาทกรรมของพวกท่านเยอะแยะครับ ทั้ง ๆ ที่พรรคประชาธิปัตย์อยู่ ๒ ปีกว่า กู้น้อยกว่าพรรคเพื่อไทย ๙ เดือน ดังนั้นเลิกสร้างวาทกรรมพวกนี้ใส่กัน การเมืองก็เดินหน้า ผมอยากให้โครงการรถไฟฟ้าใต้ดินเดินหน้าและขณะเดียวกันวันนี้ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคมมาครับ ช่วยตอบเรื่องรถไฟฟ้าความเร็วสูง ไม่ว่าจังหวัดเชียงใหม่ ไม่ว่าจังหวัดหนองคาย ไม่ว่าจังหวัดอุบลราชธานี หรือไม่ว่าไปทางใต้ ผมเองไม่ได้คาดหวัง หรอกครับว่ารถไฟความเร็วสูงจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย จังหวัดอุบลราชธานี จะเสร็จภายในรัฐบาลนี้ ผมเพียงแต่ขอความกรุณาว่าช่วยตอบให้ความมั่นใจให้กับรัฐสภาว่า ลงมือสร้างปีนี้ได้ไหม ถ้าไม่ได้ปีนี้ ปีหน้าได้ไหม แล้วก็ต้องบอกความจริงกันว่าสร้างปีนี้ หรือปีหน้า เสร็จเมื่อไร เพื่อพี่น้องประชาชนจะมีคําตอบ เขาไม่ว่าหรอกครับ ตอบตรงไปตรงมาแล้วไม่ต้องอายกัน ขอบคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านมณเฑียร บุญตัน ครับ และตามด้วยท่านอนุชา ท่านวิชาญและท่านคุณหมอเธียรชัย

นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่น ผมโดยส่วนตัวแล้วนะครับคิดว่าโครงการที่จะสร้างระบบขนส่งมวลชนทางเลือกให้กับ ประชาชนแทนระบบจราจรที่มีแต่การเพิ่มจํานวนรถบนถนนเป็นสิ่งที่ดีและผมคิดว่าจะต้อง ให้การสนับสนุนนะครับ โดยหลักการผมไม่มีปัญหาครับ แต่ผมอยากจะขอนําประสบการณ์ อันเจ็บปวดและขมขื่นเป็นอย่างยิ่งมาแบ่งปันกับที่ประชุมเพื่อว่าเราจะได้ไม่ทําซ้ําอีก ในเอกสารซึ่งมีอยู่ ๒ หน้านี้นะครับ มีถ้อยคําที่ทําให้ผมต้องนึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา แล้วก็นําเอาบทเรียนที่เจ็บปวดมาเล่าให้ท่านฟัง ท่านบอกว่าการกู้เงินในครั้งนี้จะเปิดโอกาสให้เราได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีเกี่ยวกับเรื่อง ของการสร้างระบบขนส่ง ทํานองนั้นนะครับ เป็นระบบขนส่งทางรางหรือระบบขนส่ง รถไฟฟ้านี่นะครับ เสียดายที่ท่านไม่ไปไกลถึงขนาดว่าการถ่ายทอดเทคโนโลยีนั้นมันเป็น การสะท้อนแนวความคิดหรือปรัชญาของประเทศที่ให้เงินกู้กับเราว่าการสร้างระบบขนส่งมวลชน หรือโครงสร้างพื้นฐานระบบใหญ่เขามีปรัชญาพื้นฐานนอกเหนือไปจากสิ่งที่เห็นเป็นรูปธรรม อย่างไร ถ้าท่านจะย้อนไปดูประเทศญี่ปุ่นหลังสงครามโลก ครั้งที่ ๒ หลายท่านที่มีอายุ มากกว่าผม ในที่ประชุมแห่งนี้ก็คงจะพอนึกภาพออกว่าสภาพบ้านเมืองของประเทศญี่ปุ่น ขณะนั้นเป็นอย่างไร แต่หลังจากที่ประเทศญี่ปุ่นได้เป็นเจ้าภาพการจัดการแข่งขัน กีฬาโอลิมปิกในปี ค.ศ. ๑๙๖๔ ประเทศญี่ปุ่นก็เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิงจนถึงปัจจุบันนี้ แล้วก็ไม่ย้อนกลับไปในอดีตอีกแล้ว ได้มีการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานขนานใหญ่ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นระบบขนส่งสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นอาคารสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นถนนหนทาง ไม่ว่าจะเป็นทางเท้า ล้วนแล้วแต่มีการร้อยเรียงเชื่อมโยง เป็นระบบคิดเดียวกันหมด นั่นก็คือ สร้างความสะดวก สร้างความปลอดภัยและสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ที่ผมอยากจะ เรียกว่าเป็นการสร้างสังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน ประเทศญี่ปุ่นมีแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้มาแต่อดีต อันนั้นไม่ปฏิเสธ เขามีประวัติศาสตร์อันยาวนานในเรื่องของความเป็นหนึ่งเดียว ความเป็นเอกภาพ อันนั้นเป็นปรัชญาพื้นฐานรองรับแนวคิดในการสร้างสังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน ท่านทั้งหลายที่เป็นสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้หลายท่านที่ไปดูงาน ไปศึกษาดูงานในประเทศญี่ปุ่น กลับมาก็มาเล่าสิ่งที่ได้รู้ได้พบได้เห็น ที่นั่นเขาดูแลกันดีนะ ดูแลผู้สูงอายุดี ดูแลคนพิการดี ฟุตปาธ (Footpath) ดี ถนนหนทางดี รถไฟฟ้าก็ดี แต่ท่านไม่ได้รับการถ่ายทอดปรัชญา ความคิดเหล่านี้มาเลย ทุกครั้งที่มีการเซ็นสัญญากู้เงิน ทุกครั้งที่มีการว่าจ้างบริษัทมาก่อสร้าง เราก็ปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรมครับท่านประธาน เมื่อครั้งที่เราสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งใช้เงินเป็นแสนล้านบาท ผมได้มีโอกาสกับพรรคพวกที่เป็นคนพิการครับ พวกเราเป็น กลุ่มเคลื่อนไหวรณรงค์ให้มีการออกแบบที่เป็นสากลหรือยูนิเวอร์แซล ดีไซน์ (Universal design) หรือบางท่านเรียกว่าอารยะสถาปัตย์ เราไปศึกษาวิธีการจัดการของการก่อสร้าง สนามบินสุวรรณภูมิขณะนั้น พยายามสอบถามว่าได้มีการออกแบบเพื่อรองรับการใช้งาน ของคนทุกกลุ่ม รวมถึงคนพิการ ผู้สูงอายุ สตรีมีครรภ์หรือไม่ ได้รับคําตอบจากผู้บริหาร ขณะนั้น ในช่วงระยะเวลาการเริ่มก่อสร้างนะครับว่า ไม่ต้องเป็นห่วงครับ เรามีนักออกแบบ เป็นชาวอเมริกัน มีความรู้ความสามารถเป็นอย่างดีกว่าพวกท่าน อีกประมาณ ๓-๔ ปี หลังจากนั้นครับ เราได้รับโอกาสหลังจากที่เราพยายามขอร้องขอเข้าไปดู ขอเข้าไปชมหลายรอบ ให้เข้าไปเยี่ยมชมสถานที่ก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิก่อนแล้วเสร็จอีกไม่นาน และสิ่งที่ปรากฏ ก็ปรากฏว่าไม่ได้เป็นไปตามที่ได้พูดไว้เลย ขาดความสอดคล้อง ขาดแนวคิดการออกแบบ ที่เป็นสากลหรือเป็นธรรมหรืออารยะสถาปัตย์โดยสิ้นเชิง แล้วได้รับการตอบจากผู้บริหารว่า ฝรั่งออกแบบมาไม่ดี คงต้องมีการแก้ไขปรับปรุง ผมก็งงล่ะครับ สรุปแล้วผู้บริหารไม่เข้าใจ แนวคิดที่ฝรั่งออกแบบแล้วปล่อยให้มีการแก้หรือลดสเปก หรือฝรั่งออกแบบไม่ดีกันแน่ ผมไม่ทราบ ผมไม่เข้าใจ ผมก็เลยไปถามเจบิก (JBIC) ขณะนั้นซึ่งเป็นผู้ให้เงินกู้โครงการสนามบินสุวรรณภูมิ ถ้าผมจําไม่ผิด ผู้แทนจากเจบิกบอกว่าเป็นการยากเหลือเกินที่จะคุยคอนเซพท์ (Concept) เรื่องยูนิเวอร์แซล ดีไซน์กับทางการไทย ไม่มีใครสนใจเรื่องเหล่านี้ มีแต่สนใจว่าจะเปลี่ยนสเปก จากโลหะชนิดนี้เป็นอีกชนิดหนึ่ง เปลี่ยนจากหินแบบนี้เป็นอีกแบบหนึ่ง รูปร่างหน้าตามากกว่าเรื่องประโยชน์ใช้สอย ผลก็คือว่า กว่าสนามบินสุวรรณภูมิจะได้รับการแก้ไขปรับปรุงจนถึงขณะนี้ที่มีความใช้ได้พอสมควรนะครับ ต้องยอมรับว่าได้มีการปรับปรุงไปมาก เสียเงินเสียทอง มีการทุบขณะที่มีการปรับปรุงด้วยครับ ถ้ามีการใช้หลักการการออกแบบที่เป็นสากลหรือยูนิเวอร์แซล ดีไซน์ ตั้งแต่เริ่มแรกคงไม่ต้อง มาทุบทิ้ง คงไม่ต้องปรับปรุงขนาดนี้ และคงไม่ต้องไปด่านักออกแบบฝรั่งว่าออกแบบไม่เอาไหน จนถึงขณะนี้สิ่งที่สุวรรณภูมิยังปรับปรุงไม่ได้ และคาดว่าจะปรับปรุงไม่ได้ก็คือระบบเสียง หรืออะคูสติก (Acoustic) ที่แย่ที่สุดในบรรดาสนามบินชั้นนําต่าง ๆ เพราะเราใช้วัสดุที่ ไม่ดูดซับเสียงเลย อันนี้เป็นปัญหาครับ อันนี้คือตัวอย่างที่ขมขื่นและเจ็บปวดที่สุดในการใช้เงิน เป็นแสน ๆ ล้านบาทนะครับ

อีกตัวอย่างหนึ่งครับ อันนี้ก็ไม่นานมานี้เองครับ รถไฟฟ้าแอร์พอร์ทลิงค์ ขณะที่มีการเริ่มก่อสร้าง ชุมชนคนพิการ ชุมชนผู้รณรงค์เกี่ยวกับเรื่องการจัดสภาพแวดล้อม เพื่ออํานวยความสะดวกให้ทุกคน ประชาชนทุกกลุ่มนั้นเสียภาษีให้รัฐนะครับ พยายาม ทักท้วงแล้วว่าขอให้ได้มีการพิจารณาหลักการการออกแบบที่เป็นสากลหรือเป็นธรรม ได้รับการยืนยันว่าไม่ต้องห่วง เขามีวิศวกร เขามีสถาปนิกที่รู้ดีกว่าพวกเรา ผลที่เกิดขึ้นก็คือว่า สิ่งที่จะต้องเป็นอนุสาวรีย์ไปตลอดก็คือช่องว่างระหว่างตัวรถกับชานชาลานั้นห่างกันผิดปกติ ผมไปดูที่ไหนก็ไม่ห่างขนาดนี้ครับ ไม่ว่าจะเป็นที่ประเทศญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นที่ประเทศสิงคโปร์ ไม่ว่าจะเป็นที่ประเทศจีนครับ ระดับของตัวรถกับชานชาลานั้นนอกจากจะห่างน้อยกว่าเรา ยังมีระดับสูงต่ําใกล้เคียงกันมาก แทบจะไม่แตกต่างกันเลย ผลของการที่ตัวรถกับชานชาลา ห่างกันมากทําให้นักท่องเที่ยวชาวไต้หวันซึ่งเป็นเด็กเล็กตกลงไประหว่างชานชาลากับตัวรถครับ แทบจะนําความอับอายขายหน้ามาให้ประเทศไทยอันเป็นที่รักยิ่งของเรามาแล้ว ดีนะครับ ที่ไปค้างอยู่ เด็กผู้นั้นก็คางแตก มีการลงข่าวพอสมควร แต่เนื่องจากว่าไม่ถึงตายก็เลยไม่อับอาย ขนาดนั้น แล้วยังมีอนุสาวรีย์ของความไม่เท่าเทียมและการเลือกปฏิบัติอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น รถไฟฟ้าบีทีเอส ซึ่งขณะนี้ลิฟต์ก็ยังมีอยู่ไม่กี่สถานี รฟม. ซึ่งถือว่าดีที่สุดแล้วในบรรดาขนส่งมวลชน ก็ยังมีปัญหาเรื่องความห่างระหว่างตัวรถกับชานชาลา ทราบมาภายหลังว่าเหตุที่เป็นเช่นนั้น เป็นเพราะว่าการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นสถานีและระบบรางนั้นเป็นการออกแบบ แยกส่วนกับการกําหนดสเปกของรถที่จะมาวิ่ง คือขณะออกแบบยังไม่รู้เลยว่ารถที่จะมาวิ่ง เป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นก็เลยต้องเผื่อช่องว่างระหว่างตัวรถกับชานชาลาไว้ก่อน นี่ละครับ คือการออกแบบที่ไม่เชื่อมโยง ไม่บูรณาการ และไม่เป็นการสร้างสังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน ผมหวังว่าการกู้เงินในครั้งนี้จะได้นําเอาประวัติศาสตร์อันขมขื่นและเจ็บปวดมาเตือนสติ ให้ผู้บริหารบ้านเมืองไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีท่านใดก็ตาม และไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการที่ดูแลในเรื่องของระบบขนส่งชุดใดก็ตาม ได้พึงสังวรนะครับว่า เงินภาษีของประชาชนทุกบาททุกสตางค์นั้นจะต้องถูกนําไปใช้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ และเป็นการใช้อย่างคุ้มค่าเพื่อเตรียมสังคมไทยไปสู่สังคมผู้สูงอายุ ท่านทั้งหลายที่อยู่ในที่ประชุมแห่งนี้สักวันหนึ่งท่านก็ต้องอยู่ในวัยที่ประสบความยากลําบาก ในการที่จะเคลื่อนไหวไปมา ในการที่จะเดินทางไปไหนมาไหน ถ้าท่านอยากให้ระบบโครงสร้างพื้นฐานขนส่งมวลชนเป็นแบบญี่ปุ่นที่พวกเราต่างก็อิจฉากัน ท่านต้องคิดอย่างที่ผมพูดครับ ในการจัดทําทีโออาร์ ในออกแบบ ในการจ้างที่ปรึกษา ท่านจะต้องนําสิ่งเหล่านี้ ความผิดพลาด ความไม่เป็นสากล ความไม่เป็นยูนิเวอร์แซล ดีไซน์ มาคิดตั้งแต่เริ่มแรก ตั้งแต่เริ่มร่างทีโออาร์ครับ แล้วไม่ต้องแสดงความอวดดี เวลามีคนเขาทักท้วง ผู้บริหารบ้านเรานั้นส่วนใหญ่จะกลัวเสียหน้า เวลามีใครไปทักท้วงก็มักจะเกิดอารมณ์โมโห แล้วมักจะคิดว่าคนที่ไปทักท้วงนั้นเป็นพวกกระจอกงอกง่อย ไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผลก็คือว่าเราได้สิ่งที่ไม่สมบูรณ์ ผลก็คือว่าน่าเสียดายที่การใช้เงินเป็นแสน ๆ ล้านบาท ของเรานั้นมีข้อบกพร่อง น่าเสียดายที่คนที่เขาจะมาท่องเที่ยวจากประเทศต่าง ๆ ซึ่งต่อไป ส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงอายุนะครับ เพราะคนเหล่านี้มีกําลังซื้อมหาศาล สามารถจะมาอยู่ เมืองไทยได้นาน ๆ แต่ถ้าเขาเห็นระบบโครงสร้างพื้นฐานของเรานั้นไม่ได้มาตรฐาน ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นสากล และมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติอย่างนี้ โอกาสที่เราจะโปรโมท (Promote) ประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการคมนาคม โอกาสที่เราจะโปรโมท ที่เราจะโฆษณา ประชาสัมพันธ์ว่าประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว เป็นแหล่งอารยธรรมที่น่ายกย่อง และเป็นฐานสําคัญในการสร้างแบบอย่างของการสร้างสังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันอย่างแท้จริง ก็จะเกิดขึ้นได้ยาก เพราะฉะนั้นขอเรียนผ่านสภาแห่งนี้ไปยังรัฐบาลว่าได้โปรดใช้ความคิด ได้ใช้วิจารญาณอย่างหนัก และขอให้โครงสร้างพื้นฐานโครงการขนส่งมวลชนทุกโครงการ หลังจากนี้ต่อไป ตั้งแต่ระดับการจัดทําทีโออาร์นะครับ ได้โปรดนําหลักการการออกแบบ ที่เป็นสากล เป็นธรรม เป็นอารยะสถาปัตย์มาใช้ตั้งแต่เริ่มแรก ตั้งแต่เริ่มร่างทีโออาร์ ตั้งแต่ มีการทําสัญญาจ้างเหมา ตั้งแต่มีการตรวจสอบการก่อสร้างอย่างเข้มงวดจนจบ จนถึงการตรวจรับ แล้วประเทศไทยก็จะเป็นประเทศที่น่าอยู่สําหรับทุกคน จะเป็นประเทศที่คําว่า ประชาธิปไตย ที่เราพูดทุกวันเป็นประชาธิปไตยที่จับต้องได้อย่างแท้จริง เป็นประเทศที่เกิดความปลอดภัย ในการเดินทาง เป็นประเทศที่ทุกคนสามารถเข้าถึงบริการสาธารณะโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ อีกต่อไป ขอกราบขอบพระคุณครับท่านประธานครับ

(นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านอนุชาครับ ท่านสุนัย มีอะไรครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตประท้วงหน่อยเถอะครับ ผม ส.ส. สุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในนามสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตประท้วงการอภิปรายทั้งหลาย ซึ่งผมเองก็ให้ความสําคัญ ผมถือว่าการอภิปรายนั้นเป็นภาระหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ของ ผู้แทนราษฎรและสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด แต่วันนี้ครับ ประท้วงความอดทนของท่านประธาน หน่อยเถอะครับ เรามีเรื่องด่วนตั้งหลายเรื่อง ตั้งแต่เช้าเพิ่งได้มา ๑ เรื่องครึ่งไม่ถึง ถ้าจะดูข้อบังคับ ข้อ ๔๓ จะเห็นได้นะครับว่าการอภิปรายต่าง ๆ ทั้งหมดนี้ โดยเฉพาะกรณีนี้ เรื่องกรอบการเจรจาเงินกู้ต่างประเทศนั้น ผมก็พยายามจะนั่งฟังอยู่ว่าเหตุผลความจําเป็น ในการกู้เงินต่างประเทศมันมีอะไรไม่ถูกต้อง เรื่องกรอบการเจรจากู้เงินวัตถุประสงค์ เป็นอย่างไร กรอบวงเงินกู้มีข้อบกพร่องอะไร เพราะเรากําลังทําหน้าที่ตามมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญ ท่านครับ ผมเห็นว่าเรากําลังอภิปรายในลักษณะที่ทําลายมาตรา ๑๙๐ นั่นก็คือทําให้เห็นชัดเจนว่าการดําเนินการต่าง ๆ ที่ท่านประธานดําเนินการอยู่ขณะนี้ ตามข้อบังคับ ข้อ ๕ นี่ครับท่านครับ ผมเห็นว่าผู้อภิปรายจํานวนมากได้อภิปราย นอกประเด็น แล้วก็เป็นห่วงท่านประธานที่ทําหน้าที่อยู่คนเดียว ผมอยากให้เพื่อนสมาชิกได้ใช้ข้อบังคับ ข้อ ๔๓ อย่างเข้มงวดแล้วก็ให้เกียรติแก่มาตรา ๑๙๐ ที่ผู้ร่างต้องการให้ประชาชนรับรู้เรื่องพันธะสัญญาต่าง ๆ แต่ปรากฏว่าเราทํากันมาอย่างนี้ บ่อยเหลือเกินจนกระทั่งความศักดิ์สิทธิ์ของมาตรา ๑๙๐ เกือบไม่มีแล้ว เพราะเราอภิปราย นอกประเด็นกัน ก็จะเสียเวลามาก จึงขอประท้วง ท่านประธานครับ เพื่อให้ประชาชนรู้ว่า คนที่ห่วงใยเวลาของประชาชนยังมีอยู่ อย่างน้อยที่สุดกระผมคนหนึ่งครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ในเมื่อมีผู้ทักท้วง มีผู้ประท้วง ก็ต้องขอความกรุณาท่านสมาชิกก็ช่วยให้กระชับ อยู่ในประเด็นด้วยนะครับ ก็คงไม่เป็นอะไรกระมังครับ เหลืออยู่แค่ ๓ ท่าน เชิญท่านอนุชาครับ

นายอนุชา บูรพชัยศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร 🔗

เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายอนุชา บูรพชัยศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในวันนี้ที่เราพูดถึงกรอบวงเงินกู้โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ ของ รฟม. ระยะที่ ๓ ที่มีกรอบวงเงินกู้ทั้งหมด ๓ ระยะนะครับ ระยะนี้ก็คือ ๑๑,๗๕๕ ล้านบาท ซึ่งเป็นการกู้งวดสุดท้ายของโครงการ แล้วก็จะมีระยะที่ ๑ ซึ่งก็ประมาณ ๑๙,๘๗๖ ล้านบาท แล้วครั้งที่ ๒ ผ่านไปแล้วอีกประมาณ ๖,๑๐๐ ล้านบาท ซึ่งสุดท้ายแล้ว ทั้งหมดนี้คิดเป็นเงินทั้งหมดก็คือประมาณ ๓๗,๗๓๓ ล้านบาท ซึ่งก็เป็นเงินกู้ในสกุลเงินเยน ของญี่ปุ่นนะครับ เพราะว่าเรากู้เงินจากทางไจก้าหรือเราเรียกกันเต็ม ๆ นะครับ เจแปน อินเตอร์เนชันแนล โคออเพอเรชัน เอเจนซี่ (Japan International Cooperation Agency) บางคนอาจจะเข้าใจไจก้า ไจก้าคืออะไร ไปเกี่ยวอะไรกับญี่ปุ่น ก็คือ เจแปน อินเตอร์เนชันแนล โคออเพอเรชัน เอเจนซี่ อยากเรียนให้ทางรัฐบาลได้สบายใจนะครับว่าที่ผมลุกขึ้นมาอภิปราย ผมเห็นด้วยในการที่เราจะต้องดําเนินการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วงเส้นนี้แล้วก็ต้อง ดําเนินการให้รวดเร็วนะครับ แล้วต้องเร็วกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะเนื่องจากว่า ในปัจจุบันเกิดความล่าช้ามาเป็นเวลาพอสมควรแล้ว แต่ที่ผมต้องลุกขึ้นมาอภิปรายเพราะว่า ผมอยากจะเสนอแนวคิดสักนิดหนึ่งในเรื่องของการที่ว่าแทนที่เราจะต้องไปกู้เงินในลักษณะเช่นนี้ ทางรัฐบาลในปัจจุบันมีโครงการซึ่งต้องบอกว่าผมเองมองดูแล้วอาจจะทําให้ความรู้สึก ของประชาชนเข้าใจผิดในเรื่องของนโยบายสาธารณะของเรา ของรัฐบาลชุดนี้ แล้วก็ในเรื่องของ การที่เราจะนําพาประเทศไทยไปสู่ในลักษณะเช่นไรนะครับ โครงการที่ผมจะพูดก็คือ โครงการที่มีการใช้งบประมาณคล้าย ๆ กันนี่ละครับ ใช้งบประมาณไปในการที่จะ ให้ประชาชนได้เกิดการซื้อรถแล้วก็นําไปคืนภาษีหรือว่าเคลม (Claim) ภาษีกับทางด้าน ภาษีสรรพสามิตถึงคันละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท โครงการนี้ที่ผมบอกว่าใกล้เคียงกับเงินกู้ตรงนี้ ก็เพราะว่าโครงการนี้จะใช้งบประมาณทั้งหมด ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทในการที่จะให้รถคันแรก กับประชาชน แต่ว่าโครงการที่เรากําลังจะพูดถึง วันนี้ที่เราพูดถึงกรอบเงินกู้มัน ๓๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท เพราะฉะนั้นโครงการประชานิยมในลักษณะเช่นนี้นะครับ ถ้าเกิดเราสามารถที่จะ ชี้ให้ประชาชนให้เห็นว่าการที่เราจะให้ประชาชนมาใช้รถสาธารณะระบบขนส่งมวลชน ไม่ว่าจะเป็นประเภทไหนก็แล้วแต่ ประเภทราง ประเภทรถ ประเภทเรือ ก็เป็นสิ่งที่เหมาะสม แต่การที่รัฐบาลได้ให้โครงการรถคันแรกเคลมภาษีหรือว่าปรับลดภาษีสรรพสามิตอาจจะ ส่งสัญญาณในทางที่ผิดว่าการที่ทุกคนควรที่จะต้องเรียกว่าอาบเหงื่อต่างน้ําทํางานกัน เพื่อที่จะต้องให้ได้รถคันแรกหรือนะครับ หรือเราจะมีเรื่องของระบบขนส่งมวลชนให้กับ ประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีอีกหลายเรื่องเลยครับ ในเรื่องของ การที่ว่าเราสามารถที่จะช่วยเหลือประชาชนได้มากกว่านี้ ยกตัวอย่างนะครับ เรามีเรื่องของ ปัญหาปัจจุบันเรากําลังจะพูดถึงความขัดแย้งในอนาคต ผมไม่แน่ใจว่ามันจะรุนแรงขนาดไหน อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับทางด้านรัฐสภา แล้วก็ในส่วนของสมาชิกฝ่ายรัฐบาลด้วยนะครับ จะเป็น พ.ร.บ. ปรองดอง หรือเป็นอะไรก็แล้วแต่นะครับ จริง ๆ แล้ว พ.ร.บ. ปรองดองก็คือการที่ เราจะช่วยเหลือสังคมให้ลดความเหลื่อมล้ํา ผมคิดว่าถ้าอย่างนั้นเป็นในเรื่องของที่ดี แต่ว่าเรื่องของรถคันแรก ประชานิยม ความเหลื่อมล้ํา ผมคิดว่ามันไม่มีความจําเป็น มีโครงการอื่น ๆ อีกมากมายที่ผมคิดว่าเป็นประโยชน์ ยกตัวอย่างอย่างเช่นเรื่องของการเรียนฟรี อย่างนี้ผมเห็นด้วย ในเรื่องของการที่เรามีเบี้ยยังชีพให้ผู้สูงอายุ สวัสดิการสังคมต่าง ๆ ผมเห็นด้วยครับการที่เราจะกู้เงินมา หรือแม้กระทั่งเรามีการผ่านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ กอช. พูดให้เต็มก็คือกองทุนการออมแห่งชาติ ซึ่งจริง ๆ แล้วผมเสียดายที่ท่านรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังซึ่งกํากับดูแลไม่ได้อยู่ในห้องประชุมแห่งนี้นะครับ เป็นกฎหมายที่ผ่านไปเรียบร้อยแล้ว แล้วจริง ๆ ควรที่จะต้องมีการรับสมาชิกตั้งแต่ประมาณ วันที่ ๗ พฤษภาคมที่ผ่านมา นี่ก็ปาเข้าไปสิ้นเดือนพฤษภาคมแล้วยังไม่สามารถที่จะ รับสมาชิกได้สักคนเดียวเลย โครงการกองทุนการออมแห่งชาติเป็นโครงการที่ดี เป็นโครงการที่ ผมคิดว่าน่าที่จะให้การสนับสนุน ผมก็เลยพูดว่าเรื่องของกรอบ กรอบการกู้เงินนี่นะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านอนุชาครับ เมื่อกี้ ก็มีผู้ประท้วงแล้วนะครับ ผมก็พยายามที่จะไม่ทักท้วงเท่าไร แต่ก็ไม่อยากให้ใครประท้วงอีก ท่านช่วยกระชับเข้าประเด็นนะครับ

นายอนุชา บูรพชัยศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร 🔗

ผมกําลังจะพูดในเรื่องของการกู้เงินนี่ละครับว่า ถ้าเรามีนโยบายที่มันเหมาะสม เราก็ไม่จําเป็นต้องกู้ ๓๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท สมมุติยกตัวอย่างง่าย ๆ อย่างที่ผมเรียนนะครับ รถคันแรก ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท เราก็อาจจะกู้เงินแค่ ๗,๐๐๐ กว่าล้านบาทเท่านั้นเองครับ ท่านประธาน ยังอยู่ในประเด็นนะครับ หรือแม้กระทั่งเราจะลดความเหลื่อมล้ํา เราจะไป เก็บภาษีที่ดินอะไรต่าง ๆ ที่มีการได้เสนอแล้วในที่ประชุม ผมเข้าใจว่าเคยที่จะนําเข้ามา ในสภาแห่งนี้ แต่ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ได้ดําเนินการที่จะรับรองต่อไป

เอาละครับ เพื่อเข้าเรื่องของกรอบประเด็นอีกเช่นเดียวกัน ในเรื่องของการที่จะ กู้เงินในอนาคตนะครับ เรื่องของการที่เรามีการพูดถึง ท่านสมาชิกเมื่อสักครู่ก็พูดถึงเรื่องของ การที่เราจะมีการก่อสร้างอีกหลาย ๆ สายที่จะตามมา ก็ต้องมีการกู้เงินอีกเช่นเดียวกัน แต่เรื่องของ เงินที่จะเข้ามาในระบบมันไม่ใช่เพียงแค่มาก่อสร้างอย่างเดียว คงจะเป็นการกู้เงินเข้ามาในอนาคต หรือจะเป็นงบประมาณแผ่นดินที่จะต้องจัดสรรในการที่จะมาซับซิไดซ์ (Subsidize) หรือที่จะมาอุดหนุนในลักษณะของพีเอสโอ (PSO) พับลิค เซอร์วิส (Public service) อะไรต่าง ๆ ก็แล้วแต่ ออบลิเกชัน (Obligation) ซึ่งตรงนี้นี่นะครับ มันก็ไปเกี่ยวข้องกับ นโยบายของรัฐบาลอีกเช่นเดียวกันที่ประกาศออกมาว่า ๒๐ บาทตลอดสาย ผมก็เป็นห่วง เหมือนกันว่าในอนาคตงบประมาณหรือการกู้เงินในลักษณะเช่นนี้เพื่อที่จะมาสนองนโยบาย อย่างนี้มันอาจจะเกิดปัญหาให้กับเราในอนาคตได้ เพราะว่าตอนที่รัฐบาลพูดว่า ๒๐ บาทตลอดสาย ของรถไฟฟ้าทั้งในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ไม่ได้พูดถึงรายละเอียดหรอกครับว่า จะทําอย่างไร แต่ ณ วันนี้ก็กลายเป็นว่าต้องสร้างให้เสร็จทั้ง ๑๐ เส้นทาง แล้ว ณ ปัจจุบัน รถไฟฟ้าแต่ละเส้นทางก็ต้องบอกว่าก่อเกิดขึ้น มีการประมูลเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่รัฐบาลในสมัย ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทั้งนั้นเลย ซึ่งในปัจจุบันรัฐบาลก็ทํางานมาเกือบจะ ครบปีแล้ว ยังไม่มีการเพิ่มขึ้นสักเส้นทางเดียวเลย จะมีก็เพียงแค่เส้นทางของทาง กรุงเทพมหานครที่ดําเนินการเปิดส่วนต่อขยายในแต่ละส่วนนะครับ ไม่ว่าจะเป็นไปฝั่งธนบุรี หรือว่าจะไปจังหวัดสมุทรปราการก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้นในอนาคตผมอยากให้เรื่องของ นโยบายที่เกี่ยวข้องกับประชานิยมในลักษณะเช่นนี้ต้องคํานึงให้มาก เพราะไม่อย่างนั้น ก็จะกลับมาขอในเรื่องของวงเงินกู้ต่าง ๆ ที่จะนําไปอุดหนุนโครงการของรัฐบาลเช่นนี้

ในส่วนเรื่องของการที่เราพูดถึงเมื่อสักครู่ ท่านสมาชิกพูดถึงรถไฟฟ้าความเร็วสูง ผมเองก็อยากจะอภิปรายตรงนี้เพิ่มเติมอีกนิดหนึ่งนะครับว่า ในอนาคตรถไฟฟ้าจะเป็น โหมด (Mode) ของการขนส่งได้หรือไม่ในเรื่องของรถไฟฟ้าความเร็วสูง ก็ต้องขึ้นอยู่กับ ค่าโดยสารอีกเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นผมไม่อยากให้ในอนาคตนี่นะครับ การที่จะไปหาเสียง หรือการที่จะไปขอคะแนนพี่น้องประชาชนแล้วเอาเรื่องของค่าโดยสารในลักษณะเช่นนี้ ไปเพื่อหาเสียงกับประชาชน แล้วเราจะต้องนํางบประมาณมาอุดหนุนอีกเช่นกัน ในอนาคต เราจะมีการก่อสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูง เพราะฉะนั้นเรื่องของค่าโดยสารถ้าเกิดจะเป็น ในเรื่องของการที่จะอุดหนุน ผมก็อยากจะให้อุดหนุนในลักษณะที่เราสามารถที่จะทําให้ รถไฟฟ้าสามารถเกิดขึ้นได้หลายๆ สาย ไม่ใช่แค่เพียงไปพูดหาเสียงเพื่อที่จะได้คะแนนมา แล้วหลังจากนั้นเราก็ต้องมาเสียในเรื่องของงบประมาณแผ่นดินหรือต้องกู้เงินมาเพื่อที่จะ อุดหนุนตรงนี้เช่นเดียวกัน นอกจากนั้นในเรื่องของเส้นทางก็สําคัญ เราพูดถึงในช่วงแรกเลยว่าเราจะมีการก่อสร้าง รถไฟความเร็วสูงจากจังหวัดหนองคายเข้ามาทางกรุงเทพมหานครลงไปจนกระทั่งถึงประเทศมาเลเซีย เป็นสายหลัก ซึ่งเส้นทางตรงนี้ก็เหมือนกับว่าจะต่อเนื่องไปถึงทางด้านประเทศลาว ไปถึงทางด้านประเทศจีนตอนใต้ แต่ก็มีการพูดถึงว่าเส้นนั้นอาจจะพักไปก่อน เอาเส้นกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ดีไหม อะไรต่าง ๆ พวกนี้ ซึ่งประเด็นเรื่องของการเลือกเส้นทาง เรื่องของอะไรต่าง ๆ ผมอยากจะให้มองดูว่ามันเป็นนโยบายในส่วนของภูมิภาคด้วย ณ ตอนนี้เราจะมีในเรื่องของการที่จะร่วมมือกันระหว่างอาเซียนในเรื่องของการเศรษฐกิจเออีซี เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่เรื่องของเรา อยู่ดี ๆ ไปเพิ่มที่จังหวัดเชียงใหม่แล้วก็ลงมาที่ กรุงเทพมหานครโดยที่ไม่ต่อเนื่องกับเพื่อนบ้านของเราเลย เพราะฉะนั้นอยากให้เส้นทางพวกนี้ เป็นเส้นทางที่อยากจะช่วยพิจารณาเป็นกรณีไปด้วยนะครับ

ในเมื่อมีผู้บริหารจากกระทรวงการคมนาคมมานั่งฟังอยู่ด้วย ผมก็จะขอเป็น ประเด็นสุดท้ายว่า ณ ตอนนี้ยังมีโครงการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการขนส่งนอกเหนือจาก เรื่องรถไฟอีกมากมาย ผมคิดว่าถ้า ณ ตอนนี้เราเริ่มที่ขยับในเรื่องของนโยบายที่เกี่ยวข้องกับ กระทรวงคมนาคมก็จะเป็นเรื่องที่ดี ผมยกตัวอย่างประเด็นเดียวเท่านั้นก็คือตอนนี้เราพูดถึง เรื่องของการที่จะลดต้นทุน เรื่องของโลจิสติกส์ ซึ่งตอนนี้ก็ค่อนข้างที่จะสูงพอสมควร เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่เขาเรียกว่ามีระบบสาธารณูปโภคหรืออินฟราสตรัคเจอร์ (Infrastructure) ที่อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ เรื่องของมอเตอร์เวย์ (Motorway) หรือที่เรา เรียกกันง่าย ๆ ว่าทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง ตอนนี้อยู่ในการกํากับดูแลของทางกรมทางหลวง ผมมองดูว่าในอนาคตถ้าเราจะใช้งบประมาณหรือเราจะกู้เงินเพิ่มเข้ามาอยากจะให้ลองดูสิว่า ภารกิจตรงนี้ลองไปให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทยดูแลได้ไหม จะได้ไม่ต้องซ้ําซ้อนกันครับ เรามีปัญหาตั้งแต่ตอนที่เราสร้างวงแหวน มีกรมทางหลวง มีการทางพิเศษแห่งประเทศไทย มีอะไรต่าง ๆ เข้ามา ทําให้กฎระเบียบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นที่เกี่ยวข้องกับกรมการขนส่ง การขนส่งในส่วนของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย น้ําหนักรถเท่าไร กรมทางหลวงน้ําหนักรถเท่าไร การเก็บเงินกรมทางหลวงเท่าไร การทางพิเศษแห่งประเทศไทยเท่าไร แบ่งกันอย่างไร มันวุ่นวายไปหมดเลยครับ ถ้าเป็นไปได้นะครับ ตอนนี้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะดูแลเรื่องของทางหลวงในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ตอนนี้ก็แทบจะ สร้างอะไรไม่ได้มากแล้วครับในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพราะว่าแตะที่ไหนก็มีชุมชน แตะที่ไหนก็มีที่อยู่อาศัย มีคนออกมาประท้วงมากมาย เพราะฉะนั้นถ้าภารกิจในเรื่องของการที่ เราจะย้ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหรือมอเตอร์เวย์ไปให้กับทางด้านการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ผมคิดว่าในอนาคตเราก็สามารถที่จะเพิ่มเติมในเรื่องของประสิทธิภาพในการดูแลระบบขนส่ง ในประเทศของเราครับ ก็ขออนุญาตจบการอภิปรายในลักษณะเช่นนี้ ในเรื่องของกรอบวงเงิน ก็เห็นด้วยครับ แต่ว่าเราควรที่จะพิจารณาในเรื่องของนโยบายอื่น ๆ ถ้าเราพูดง่าย ๆ ว่า ลดวงเงินกู้ของเราให้ได้มากที่สุดก็จะเป็นประโยชน์กับประเทศชาติครับท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่าน ส.ว. วิชาญครับ

นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมมีเรื่องจะหารือกับท่านประธานก่อนที่จะเข้าไปสู่ การอภิปรายอยู่ ๒ ประเด็น

ประเด็นแรก คือผมอ่านกรอบการกู้เงินมันมีเงื่อนเวลาท่านประธานครับ คือหนังสือส่งมาวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน เราพิจารณาวันนี้ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ กําหนดว่าท่านต้องบรรจุเป็นเรื่องด่วน แล้วก็รัฐสภาต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน ๖๐ วัน ณ วันนี้มันก็เกิน ๑๖๐ วันแล้วท่านประธานครับ แล้วมันยังมีอีกหลายฉบับที่อยู่ในลักษณะ เดียวกันนี้นะครับ ก็อยากจะปรึกษาท่านประธานว่าทําอย่างไรเราจะเร่งรัด แล้วในสมัยต่อไป ถ้าเป็นไปได้ถ้ามีเสนอเข้ามาอย่างนี้มันควรจะเร่งรัดให้มีการพิจารณาโดยเร็ว เพราะว่า ถ้าปล่อยอย่างนี้ คือเราเป็นผู้ออกกฎหมายไปให้ประชาชนใช้ แต่เราเป็นผู้ทําผิดกฎหมายเสียเอง จริงอยู่รัฐธรรมนูญไม่ได้กําหนดบทลงโทษไว้ แต่หมายถึงกรอบเวลานะครับ ก็ขออนุญาต ฝากท่านประธานเพื่อพิจารณาในประเด็นที่ ๑ นะครับ

ประเด็นที่ ๒ เกี่ยวกับเรื่องเอกสาร เมื่อตอนเริ่มต้นท่าน ส.ว. เจตน์ก็ได้พูดถึงว่า รัฐบาลส่งเอกสารมาให้เรา ๑ แผ่น ๒ หน้า ในเรื่องของกรอบการเจรจาเงินกู้ คืออยากจะเรียน ท่านประธานว่าถ้าเป็นอย่างนี้มันมีประเด็นปัญหาว่าเราไม่มีข้อมูลเพียงพอ ซึ่งทําให้ต้องมีการ ซักถาม จะใช้เวลาในการประชุมมากครับ ถ้ารัฐบาลได้ทําเอกสารมาด้วยความพร้อม ผมอยากเรียนอย่างนี้ครับว่าเราในฐานะของรัฐสภา ซึ่งกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ เขียนไว้ชัดเจนว่าเราจะให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบ ในการกู้เงิน คือถ้าเราบอกว่า อํานาจถ้าเปรียบกับธนาคาร ในการให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบนั่นคือนายธนาคาร ถามว่านายธนาคารพิจารณาอะไรในเวลาคนเข้ามาขอกู้ อันดับแรกก็เอาเงินไปทําอะไร ทําแล้วคุ้มค่าไหม ผู้กู้มีปัญญาใช้หนี้ไหม ยิ่งกรณีของเราในการกู้เงินเป็นของรัฐ มันมีกฎหมายเขียนไว้ว่าจะต้องอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลังด้วย ซึ่งมาตรา ๑๖๗ ในวรรคสาม ซึ่งไปเชื่อมโยงกับการก่อหนี้สาธารณะของรัฐบาล ซึ่งจําเป็นต้องมีกฎหมาย ให้มีกฎหมาย ออกมาด้วย แต่เราผ่านมา ๕ รัฐบาล ทั้งรัฐบาลนี้ ไม่มีใครใส่ใจที่จะออกกฎหมายฉบับนี้มาเลย เพื่อกําหนดกรอบวินัยการเงินการคลัง ซึ่งเกี่ยวข้องกับเงินกู้ สิ่งเหล่านี้มันส่อให้เห็นว่า ใครก็ตามที่มาอยู่ฝ่ายบริหารท่านก็จะทําในสิ่งที่ท่านอยากจะทําโดยไม่ได้สนใจว่ากฎหมาย เขียนไว้อย่างไร ก็ขออนุญาตฝากประเด็นนี้ว่าในอนาคตต่อไปรัฐบาลควรจะปรับปรุง กฎหมายที่จะเสนอให้รัฐสภาในการพิจารณา ควรจะมีเอกสารที่สมบูรณ์มากกว่านี้จะได้ช่วย ย่นเวลาในการพิจารณาของสมาชิกของเราด้วย

ย้อนกลับมาเรื่องของกรอบการเจรจา ท่านประธานครับ ผมมีประเด็นสงสัย อยู่หลายส่วน ในส่วนแรกในหน้าแรกในเอกสารของท่านเอง ในข้อ ๒ บอกกฎหมาย ที่เกี่ยวข้อง แล้ว ๒.๒ นะครับท่านประธาน ขออนุญาตอ่านนะครับ การกู้เงินสําหรับโครงการ รถไฟฟ้าสายสีม่วง (บางใหญ่-บางซื่อ) เป็นการกู้เงินจากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศ ของประเทศญี่ปุ่นหรือว่าไจก้า ซึ่งไจก้าได้กําหนดให้ใช้กฎหมายของประเทศญี่ปุ่น ถือเป็น กฎหมายภายในของรัฐ ไม่ใช่กฎหมายระหว่างประเทศ ผมก็เกิดความสงสัยขึ้นมาว่า คําว่า กฎหมายของประเทศญี่ปุ่น ในเรื่องนี้มันเป็นอย่างไร เพราะมันจะมีผลผูกพันในการกู้เงินของเรา โดยปกติทั่วไปเวลาเรากู้เงินเราก็ใช้กฎหมายระหว่างประเทศในการบังคับ แต่กรณีนี้เรื่องของ กฎหมายประเทศญี่ปุ่น ก็ขออนุญาตตั้งเป็นข้อสังเกตว่าให้รัฐบาลได้ชี้แจงว่ากฎหมายของ ประเทศญี่ปุ่นมันมีความต่างกับกฎหมายสากลอย่างไร แล้วเราได้ประโยชน์หรือ ไม่ได้ประโยชน์เมื่อเปรียบเทียบกับกฎหมายต่างประเทศอันนี้ อันนี้คือประเด็นที่ ๑ ที่อยากจะฝากไปถึงรัฐบาล

ในประเด็นที่ ๒ กรอบวงเงินกู้ ข้อ ๔.๒ รัฐบาลได้นําเสนอบอกว่า อันนี้เป็น ระยะที่ ๓ เนื่องจากว่าเป็นโครงการที่ใช้เงินสูง แบ่งการกู้เป็น ๓ ระยะ ที่จริงแล้วอันนี้เป็น ส่วนหนึ่งที่สะท้อนให้เห็น วิธีการนําเสนอ ที่จริงแล้วท่านทําโครงการต้องใช้วงเงินสูง คือแทนที่ท่านจะเสนอมาคราวเดียวว่าท่านจะต้องใช้เงินจํานวนเท่าไรแล้วก็จะแบ่งกู้เป็น ๓ ระยะ โดยอาจจะมีเงื่อนไขว่าการกู้แต่ละครั้ง แต่ละช่วงมันต้องไปเชื่อมโยงกับกรอบวินัย การเงินการคลังว่าเรามีความพร้อมมากน้อยแค่ไหน ถ้าท่านเสนออย่างนั้นเราก็อนุมัติตั้งแต่ต้น ๓ ระยะไปในคราวเดียวกัน แต่ท่านเปลี่ยนครับ ท่านทําวิธีการที่ว่าให้ทีละระยะ เป็นช่วง ๆ ไป ผมถามว่าครั้งนี้ถ้าเราไม่ให้ละครับ มันก็ทําให้โครงการสะดุดหยุดลง มันเสมือนบังคับรัฐสภา ให้พิจารณา เพราะฉะนั้นขออนุญาตกราบเรียนว่าลักษณะอย่างนี้มันเป็นเหมือนกับการผูกมัด ถ้าท่านนําเสนอตอนแรกมาว่ามีความจําเป็น ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ผมเชื่อว่าถ้าเป็นความจําเป็น รัฐสภาเราพร้อมที่จะพิจารณา แต่ถ้าท่านตัดทอนมาอย่างนี้มันก็เกิดคําถามว่าถ้ารัฐสภาไม่ให้ ในระยะที่ ๓ อะไรจะเกิดขึ้นครับ ทั้งหมดนี้โครงการมันก็สะดุดหยุดลง ไม่ได้เกิดประโยชน์ กับประชาชนตามที่รัฐบาลได้คาดหวังไว้ เพราะฉะนั้นขออนุญาตตั้งเป็นข้อสังเกตอีกประเด็นหนึ่ง

แล้วในส่วนท้ายเรื่องของกรอบต้นทุน ระยะเวลาการกู้ มันต้องย้อนกลับมา ข้างบนว่าท่านจะเอาเงินไปทํารถไฟฟ้า ทําแล้วคุ้มค่า คุ้มทุน ผมเชื่อว่ามันมีความคุ้มของมันอยู่ ทีนี้ปัญหาว่าเราจะเอาเงินที่ไหนมาใช้หนี้ แล้วใช้หนี้อย่างไร ดอกเบี้ยเท่าไร สิ่งเหล่านี้มันควรจะเป็น ส่วนหนึ่งซึ่งต้องนําเสนอพิจารณาด้วย รัฐบาลไม่ได้บอกเราเลยว่าเงินกู้ใช้ดอกเบี้ยเท่าไร ระยะเวลาเป็นอย่างไร เราจะเอาเงินที่ไหนมาใช้หนี้ เพราะผมเชื่อว่าถ้ารถไฟฟ้าที่ท่านจะเก็บ ๒๐ บาท มันไม่พอใช้หนี้หรอก ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท มันไม่มีความเป็นไปได้เลย เราจะเอา เงินที่อื่นมาใช้หนี้ จะใช้หนี้อย่างไร ท่านไม่ได้บอก แล้วก็ยังได้เขียนตอนท้ายอีกนะครับว่า มีอัตราดอกเบี้ยเป็นเงินสกุลเยน ซึ่งกระทรวงการคลังจะพิจารณาต้นทุนการกู้เงินหรืออัตราดอกเบี้ย ที่ได้ทําการแปลงหนี้ต่างประเทศเป็นเงินบาทแล้ว ผมก็เลยสงสัยว่าท่านมีข้อมูลอยู่แล้วทําไมท่านไม่บอกเรา คือท่านให้พวกเราอภิปราย โดยที่อย่างที่เรียนครับ ข้อมูลไม่ครบถ้วน แล้วจะพิจารณาอย่างไร ถามไปท่านก็ตอบไม่หมด ไม่ครบถ้วน อันนี้คือประเด็นที่อยากจะฝากท่านประธานได้ช่วยกรุณาในคราวต่อไปดูเอกสาร นิดหนึ่ง ไม่ใช่ว่ารัฐบาลส่งมาอย่างไรท่านก็พิจารณาไปตามนั้น

ผมมีอีกประเด็นหนึ่งซึ่งเกี่ยวพันที่เป็นตัวอย่างให้ชัดนะครับ คือกรณีหนังสือนําส่ง งบประมาณ ฝากท่านรัฐมนตรีไปดูด้วยนะครับ หนังสือนําส่งงบประมาณที่ท่านมีหนังสือถึง ประธานสภาผู้แทนราษฎร ลงนามโดยท่านนายกรัฐมนตรี ท่านไปดูวันที่สิครับ ลงวันที่ ๑๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ ครับ นั่นหมายถึงว่างบของปี ๒๕๕๖ ท่านลงวันนําส่งรัฐบาล ปี ๒๕๕๖ มันแสดงให้เห็นว่าไม่มีใครใส่ใจในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เรื่องข้อมูล เรื่องเอกสาร ที่จะต้องส่งให้สภาพิจารณา ฝากท่านด้วยครับ ขอบพระคุณมากครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสุดท้ายครับ คุณหมอเธียรชัย เชิญครับ

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก 🔗

เรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดตาก พรรคประชาธิปัตย์ สําหรับการทําแผนโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงช่วงบางใหญ่นะครับ ผมเรียนให้ท่านประธานทราบว่าโครงการที่เราใช้ไจก้า กู้จากไจก้า เรามีทั้งหมดด้วยกัน ๓ งวด รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๓๗,๔๙๐.๙ ล้านบาท และงวดนี้เป็นงวดที่ ๓ ที่มาขอให้รัฐสภาแห่งนี้ เป็นผู้อนุมัติ ท่านประธานครับ ผมเห็นว่าการให้อนุมัติก็เป็นสิ่งที่สมควรนะครับ เพราะว่า โครงการนี้ได้ทําเนื่องมา ๒ ระยะแล้ว แต่สิ่งที่จะต้องขอตั้งเป็นข้อสังเกตก็คือว่าลักษณะของ การกู้เงินไจก้าในงวดแรกเราบอกว่าเป็นค่าก่อสร้างงานโยธา เป็นเงินกู้ไจก้า ๓๕,๙๒๕.๔ ล้านบาท งวดที่ ๒ เป็นเงินกู้จากไจก้าเช่นกันครับ เรียกว่าค่าจ้างที่ปรึกษาโครงการงานโยธา ๑,๒๑๐.๑ ล้านบาท และงวดที่กําลังพูดถึงในวันนี้ก็เป็นการกู้งวดที่ ๓ เป็นเงินกู้ไจก้าเช่นเดียวกัน อีกทั้งสิ้น ๓๕๕.๔ ล้านบาท เป็นค่าจ้างที่ปรึกษาโครงการงานระบบไฟฟ้า แต่งวดนี้เราจะใช้การกู้เงินทั้งสิ้น ประมาณ ๑๑,๗๕๕.๗๗ ล้านบาท สิ่งที่ผมตั้งข้อสังเกตก็มีดังนี้ครับ

อันที่ ๑ ก็คงเป็นเรื่องของการก่อสร้างครับ ที่เราออกแบบค่อนข้างจะ มากเกินความจําเป็น ผมยกตัวอย่างนะครับ รูปแบบสถานีเขียนว่าเป็นสถานียกระดับ ยาวประมาณ ๒๕๐ เมตร ๒ สนามฟุตบอลครึ่งครับ ถ้าจินตนาการ แต่รถไฟฟ้า ๑ ขบวน อย่างมากก็ประมาณ ๗๕-๘๐ เมตรต่อ ๓ ตู้ ถ้า ๖ ตู้ ก็ประมาณ ๑๕๐ เมตร อันนี้ก็คือ ผมไม่เข้าใจว่าผู้ออกแบบหรือบริษัทที่ปรึกษาที่เรากู้เงินจากไจก้าทําไมถึงออกแบบในลักษณะที่ เกินความจําเป็นมากมาย ถ้าจะอ้างว่าเป็นการทําเผื่ออนาคตมันก็เป็นการสูญสิ้นของการตัดบัญชี ในเรื่องของรูปบริษัทที่บริษัทแห่งนี้ที่จะดําเนินการรถไฟฟ้าเป็นการลงทุนร่วมใช่ไหมครับ พีพีพีที่เรียกว่า ๓ พีนี่นะครับ เพราะฉะนั้นก็ถือว่าเป็นการออกแบบเกินความจําเป็น นี่คือตัวอย่างแรก เพราะฉะนั้นสเปกอื่น ๆ ที่ไม่มีรายละเอียดส่งมาให้สภาแห่งนี้พิจารณา เหมือนกับที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้พูดไว้ว่าเอกสารมีน้อยมากครับ นโยบายของรัฐบาล ที่แถลงต่อรัฐสภาก็คือว่าโปร่งใส โปร่งใสแปลว่าอะไรครับ ตรวจสอบได้ครับ ผมไม่รู้จะ ตรวจสอบอย่างไรครับ เอกสารไม่มีจริง ๆ อันนี้ก็ฝากท่านประธาน แล้วฝากท่านผู้เกี่ยวข้อง ด้วยครับว่าถ้าจะนําเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้เกี่ยวกับตัวเงินมาให้รายละเอียดหน่อยครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมคิดว่าจะไม่ต้องพูดก็ต้องพูดครับ ท่านประธานครับ เงินกู้ไจก้า ๓ งวด ก็กําลังจะผ่านงวดที่เราจะเห็นชอบขณะนี้ครับ

สิ่งที่ผมตั้งข้อสังเกตข้อต่อไปก็คือเรื่องการเดินรถไฟฟ้า มันมีเรื่องของระบบราง และตัวรถไฟฟ้า ขณะนี้ประเทศไทยเรามีขีดความสามารถทางด้านอุตสาหกรรมในการผลิตตู้ หรือการตบแต่งตู้หลายรายการ เพราะฉะนั้นผมเป็นห่วงว่าถ้าเราจะทํารถไฟฟ้าต่อไปอีก หลายสิบสายเราน่าจะใช้อุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นจากการผลิตในประเทศไทย เป็นฝีมือของคนไทย อันนี้คือสิ่งที่สําคัญ เพราะจะเป็นส่วนทําให้ต้นทุนการใช้จ่ายเงินเป็นไปเพื่อเศรษฐกิจ ภายในประเทศ รวมทั้งให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี ผมได้ตรวจสอบบีโอไอของเราที่พยายามให้ ส่งเสริมการลงทุน ในหมวด ๑ จะพูดถึงเรื่องการส่งเสริม การถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ต่างชาติ จะต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ ปรากฏว่าไม่มีเห็นเป็นรูปธรรมเกือบทุกโครงการ ไม่มีหน่วยงานใดที่เอาใจใส่ในเรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยี เป็นเพียงแค่เอกสารคําสัญญา แต่คนไทยหลังจากที่ได้ผ่านพ้นการลงทุนนั้นไปแล้ว ๘ ปี ๑๐ ปี เราคิดไม่ออกครับ นี่คือเรื่องสําคัญ เพราะฉะนั้นมาพูดถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีมันก็จะสัมพันธ์กับกระทรวงศึกษาธิการ ที่จะต้องวางแผนการเรียนการศึกษาของเยาวชนของเราให้สอดคล้องกับวิถีการดําเนินชีวิต ของคนไทยต่อไป เช่นต่อไปเราจะใช้การเดินทางด้วยรถไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นความเร็วสูง หรือใด ๆ ก็ตาม เราก็ต้องมีโรงเรียนที่เรียนในเรื่องเกี่ยวกับระบบราง ระบบตู้ไฟฟ้า รวมทั้ง การบริหารจัดการต่าง ๆ ซึ่งก็จะเป็นวิชาการที่สําคัญ ผมได้ตรวจสอบหลักสูตร ในประเทศไทยเท่าที่ตรวจได้คร่าว ๆ ก็ปรากฏว่ายังไม่มีหลักสูตรนี้เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัย ของประเทศไทยเรา นั่นก็คือสิ่งที่ทําให้เรามีโอกาสที่จะเป็นผู้อ่อนแอ ไม่สามารถยืนอยู่ได้ต่อไป เมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจหรือในภาวะที่จะต้องช่วยตัวเอง

ในส่วนข้อสังเกตอีกข้อหนึ่ง ผมเผอิญได้ใช้รถแอร์พอร์ทลิงค์ ก็ยังห่วงว่า เมื่อรถไฟฟ้าเสร็จแล้วสภาพเหมือนแอร์พอร์ทลิงค์หรือเปล่า ผมไม่ทราบว่าท่านประธาน เคยขึ้นไหมครับ ทุกระบบที่ผ่านไปแย่มาก ประตูเสียงดังมาก ถ้าใครเป็นโรคขวัญอ่อน ก็เรียกว่าเป็นลม ดังจริง ๆ การขึ้นลงจากที่สูงสู่ที่ราบ ชั้น ๑ ขาขึ้นได้ครับ มีบันไดไฟฟ้าเลื่อนขึ้น แต่ขาลงสําหรับคนที่เดินทางถือกระเป๋าลําบากครับ เพราะว่าต้องลงด้วยทางเท้า จะมีลิฟต์ ก็เพียงเล็กน้อยมาก แล้วสถานีเช่นเดียวกัน ยาวมาก รถขบวนสั้นนิดเดียวครับ นี่ละครับ คือความสิ้นเปลือง ถ้ารัฐบาลมั่นใจว่าการทําใด ๆ เราจะใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ผมก็เห็นว่าโครงการต่าง ๆ ที่เราทํามาทั้งหมดส่วนใหญ่เป็นการทําเกินสเปก เกินขอบเขต ที่เราจะใช้งาน ถ้าเราจะต้องการทําเผื่อไว้ก็สามารถกันพื้นที่ได้ครับ แล้วค่อยพิจารณาต่อไปว่า จะเชื่อมต่อส่วนต่อกันได้อย่างไร

สุดท้ายครับ จากการที่เราต้องกู้เงินจากไจก้าผมก็เลยอยากเรียนถาม ท่านประธานผ่านไปยังท่านผู้เกี่ยวข้องว่าท่านมีตัวเลขไหมครับว่า ไจก้าที่เขาเป็นที่ปรึกษา โครงการเขาให้สิทธิเราไหมในการที่ใช้ของที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย ถ้าใช้ ใช้กี่เปอร์เซ็นต์ เรามีอํานาจต่อรองตัวนี้หรือเปล่า เพราะว่าสัญญาออกมามันไม่รายละเอียดอะไรออกมาเลยว่า ดอกเบี้ยดูเหมือนว่าเป็นเงินกู้ต่ําจริง มีระยะเวลาปลอดหนี้มากจริง อะไรจริง แต่เงื่อนไขอื่น ๆ มีไหมครับ ผมฝากเรียนถามเพียงแค่นี้ครับ ขอขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านรัฐมนตรีจะชี้แจง หน่อยไหมครับ เชิญครับ

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ กระผม นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ขอตอบข้อซักถามของท่านสมาชิกในนามของรัฐบาล นะครับ ก่อนอื่นต้องขอกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกสําหรับข้อคิดเห็น หลาย ๆ อันก็เป็นข้อคิดเห็น ที่มีคุณค่านะครับ และผมคิดว่าต้องกราบเรียนเบื้องต้นอย่างนี้ครับว่านโยบายเรื่อง ระบบขนส่งมวลชนรถไฟฟ้าความเร็วสูง รถไฟฟ้า ๑๐ สาย ผมคิดว่ามันต้องเป็นยุทธศาสตร์ ของชาติ หมายความว่ามันไม่ใช่ว่าจะทําเสร็จภายใน ๑ รัฐบาลได้ มันต้องเป็นโครงการ ซึ่งใช้ระยะเวลานาน อาจจะเป็น ๕ ปี ๑๐ ปีนะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าความคิดเห็นของ ท่านสมาชิกทุกท่านมีคุณค่าและเราต้องนําไปพัฒนาแล้วก็ไปปรับปรุงให้ดีขึ้นนะครับ ผมมีประเด็นที่จะกราบเรียนชี้แจงทั้งหมด ๑๒ ประเด็นนะครับ ที่ท่านสมาชิกให้ความเห็นมา

ประเด็นแรกคือถามว่าทําไมงานเดินรถ ๒๓ กิโลเมตรต้องแบ่งออกเป็น ๒ สัญญานะครับ คือต้องกราบเรียนอย่างนี้ครับว่า รถไฟฟ้าสายสีม่วงนี่มันจะงง ๆ นิดหนึ่ง คือมันจะมีรถไฟฟ้าสายสีน้ําเงินหรือสายเฉลิมรัชมงคลเดิมอยู่ ซึ่งไปสิ้นสุดที่บางซื่อนะครับ ส่วนรถไฟฟ้าสายสีม่วงมาจากบางใหญ่ มาสิ้นสุดที่เตาปูน ซึ่งระยะห่างอยู่ประมาณ ๑ กิโลเมตรนะครับ เพราะฉะนั้นมันต้องมีการทําจากบางซื่อไปเชื่อมที่เตาปูน เพื่อให้ ประชาชนสามารถเปลี่ยนถ่ายรถได้สะดวก ที่เตาปูนจะมีรถ ๒ ระดับ ก็คือสายสีม่วง มาที่ระดับหนึ่ง แล้วก็เปลี่ยนรถไปที่ระดับล่างมาต่อสายสีน้ําเงินเพื่อเข้าสายเฉลิมรัชมงคลนะครับ ก็เป็นรูปแบบที่ได้มีการออกแบบมาคล้าย ๆ กับรถบีทีเอสที่สถานีสยามที่เราจะต้องเปลี่ยน เวลามาจากสุขุมวิทไปสายสีลมนะครับ อันนั้นก็เป็นระบบที่มี ๒ ระบบเชื่อมโยงกันอยู่ สายสีม่วงกับสายสีน้ําเงินนะครับ

ประเด็นที่ ๒ ถามว่าสถานีเกียกกายจะผ่านรัฐสภาแห่งใหม่หรือไม่ อันนั้นจะเป็น สายสีม่วงสายใต้ คือจะเป็นช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ ซึ่งเป็นระยะต่อไปนะครับ ๒๐ กิโลเมตร ๑๖ สถานี ก็จะมีเตาปูนแล้วก็จะไปแวะที่รัฐสภาแห่งใหม่ ซึ่งคาดว่า กําหนดการแล้วเสร็จก็จะสอดคล้องกับกําหนดการแล้วเสร็จของรัฐสภาแห่งใหม่นะครับ

ประเด็นที่ ๓ ท่านสมาชิกมีความเห็นว่าดอกเบี้ยเงินกู้ ๑.๔ เปอร์เซ็นต์ ยังไม่รวมค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ถ้าแปลงออกมาแล้วจะเป็นอัตราดอกเบี้ยเท่าไรนะครับ ปัจจุบันเงินกู้ที่เราใช้อยู่ ไจก้าเงินกู้อายุ ๒๕ ปี มีปลอดเงินต้น ๗ ปี ถ้าแปลงอัตราดอกเบี้ย รวมค่าธรรมเนียมต่าง ๆ แล้วจะอยู่ที่ ๓.๔๗ เปอร์เซ็นต์ต่อปี ซึ่งก็ยังถูกกว่าการกู้ยืม ในประเทศ ซึ่งอยู่ที่ประมาณ ๓.๙๘ เปอร์เซ็นต์ต่อปีนะครับ แล้วก็การกู้เงินจากไจก้า ไม่มีเงินค่าปากถุงหรือว่า ฟรอนท์ เอนด์ ฟี (Front end fee) แต่จะมีค่าคอมมิทเมนท์ ฟี (Commitment Fee) หรือว่าค่าไม่ใช้เงินอยู่ ๐.๑ เปอร์เซ็นต์นะครับ เพราะฉะนั้น โดยภาพรวมแล้วต้นทุนการกู้ก็ยังถูกกว่าการกู้ในประเทศอยู่ แต่ในขณะเดียวกันเราต้อง ระมัดระวังเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนนะครับ ต้องมีการทําสวอพ (Swap) หรือว่าทําประกันความเสี่ยง ของอัตราแลกเปลี่ยนไว้ด้วยนะครับ อันนี้เป็นประเด็นที่ท่านสมาชิกหลายท่านก็ได้ให้ ความคิดเห็นไว้นะครับ

ประเด็นที่ ๔ ถามว่ารถไฟฟ้าสายสีชมพูจะเป็นเส้นทางหลักหรือฟีดเดอร์ สายสีชมพูนี่คือเส้นที่วิ่งตามถนนแจ้งวัฒนะผ่านศูนย์ราชการ มันก็จะเชื่อมกับหลายสาย เช่น สายสีเขียว สายสีแดง แล้วก็สายสีม่วง ตามโมเดลที่เราศึกษาจะเป็นฟีดเดอร์ครับ ก็คือจะขนคนได้ประมาณ ๓๐,๐๐๐ คนต่อชั่วโมง ก็คงจะเป็นระบบโมโนเรล (Monorail) นะครับ ซึ่งเป็นรถไฟสายเบานะครับ จะประหยัดได้กว่าเป็นตัวเมน (Main) ได้ประมาณ ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท เราก็เลือกตามข้อมูลทางวิทยาศาสตร์นะครับ วิเคราะห์แล้วผู้โดยสารประมาณนี้ก็ถือว่าเป็น ระบบฟีดเดอร์ที่ฟีด (Feed) เข้าตัวเมนหลักนะครับ

ประเด็นที่ ๕ ท่านสมาชิกมีข้อกังวลว่าสัญญาสายสีม่วง ทําไมสัญญา ๔ และสัญญา ๖ ถึงล่าช้า ต้องกราบเรียนอย่างนี้ครับ สัญญา ๔ คือการเดินรถ รัฐเป็นผู้ลงทุน งานโยธา แล้วเราให้เอกชน พีพีพีมาร่วมทุนในการเดินรถ ลักษณะการเดินรถเป็นพีพีพี กรอซ (PPP Gross) ก็คือว่ารัฐเก็บเงินแล้วก็มาจ่ายค่าเดินรถให้กับเอกชน คล้าย ๆ กับบีทีเอส ก็คือเราจ้างเดินรถ แต่ว่าสัญญานี้เอกชนเป็นคนจัดหารถด้วย นั่นคือสาเหตุหลักที่ทําให้ สัญญา ๔ ต้องเข้า พ.ร.บ. ร่วมทุน ตาม พ.ศ. ๒๕๓๕ เพราะว่ามีการจัดซื้อรถโดยเอกชน ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความแล้วว่าเมื่อไรก็ตามถ้าเอกชนจัดซื้อรถด้วย ถึงแม้รัฐจะจ่าย ค่าจ้างฟิกซ์ (Fix) ให้ ก็ถือว่าต้องเข้า พ.ร.บ. ร่วมทุน เพราะว่าเอกชนร่วมลงทุน ถามว่าทําไมล่าช้า ก็เพราะว่าพอเอาเข้า พ.ร.บ. ร่วมทุนก็จะมีการตั้งคณะกรรมการตามมาตรา ๑๓ ซึ่งมีหน่วยงานภายนอก มีทั้งกระทรวงการคลัง สภาพัฒน์ อัยการ ผู้ทรงคุณวุฒิเข้ามาร่วม ในการต่อรองเพื่อให้เราได้ค่าบริการที่ถูกที่สุดนะครับ เพราะฉะนั้นถามว่าทําไมถึงล่าช้า เพราะว่ามันมีการต่อรองอย่างเข้มข้นนะครับ เพราะฉะนั้น ถ้าเกิดเราเลือกที่จะไม่ผ่าน พ.ร.บ. ร่วมทุน ซึ่งจริง ๆ แล้วทําไม่ได้นะครับ มันอาจจะเร็วก็ได้ อาจจะตกลงกันภายใน ๑ เดือน แต่เราไม่ได้ประโยชน์กับประชาชนสูงสุด เพราะว่ามันไม่มี การต่อรองที่เข้มข้น ถ้าจะช้าไปสัก ๓ เดือนแต่เลือกกับที่เราต่อรองให้ถูกลงได้เป็นพัน ๆ ล้านบาท ผมคิดว่าก็น่าจะคุ้ม แล้วมันก็เป็นกระบวนการซึ่งเป็นอิสระต่อการกํากับดูแลของรัฐบาล เพราะว่าตามหลักของ พ.ร.บ. ร่วมทุนแล้วก็อยากจะให้มีหน่วยงานที่เป็นกรรมการอิสระ ขึ้นมาต่อรองนะครับ ส่วนสัญญา ๖ ก็มีความล่าช้าอาจจะเรื่องกฎระเบียบของไจก้าซึ่งอาจจะ แตกต่างจากของประเทศไทยบ้าง ก็มีการต้องทําความเข้าใจกันนะครับ ซึ่งปัจจุบันก็ได้ยุติ แล้วก็ได้เดินหน้าต่อแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นก็จะมีความล่าช้าอยู่บ้าง แต่ทางรัฐบาล ก็ได้พยายามที่จะผลักดันอย่างเต็มที่นะครับ

ประเด็นที่ ๖ มีท่านสมาชิกมีข้อกังวลว่าสัญญาสายสีม่วงมีการเปลี่ยนสเปกเหล็ก ๘๐๐ มิลลิเมตร เป็น ๖๐๐ มิลลิเมตร จริง ๆ แล้วไม่ใช่สเปกเหล็กหรอกครับ เป็นการเปลี่ยน ขนาดเสาเข็ม เนื่องจากว่าขนาดเสาเข็มสปันไพล์ (Spun pile) แบบเดิมออกแบบไว้ที่ขนาด ๘๐๐ มิลลิเมตร แต่พอไปก่อสร้างแล้วมันตอกไม่ลงครับ พอตอกไปถึงระดับ ๓๐ เมตร หัวเข็มมันจะแตกเพราะว่าเสาเข็มมันใหญ่มาก เขาก็ต้องมีการปรับขนาดจาก ๘๐๐ มิลลิเมตร มาเป็น ๖๐๐ มิลลิเมตร เข็มเล็กลง ต้องเพิ่มจํานวนเข็มมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันโดยรวมแล้ว ก็ลดค่าก่อสร้างได้ถึง ๒๐๐ ล้านบาท ก็เป็นประเด็นที่ว่ามันเป็นเรื่องทางเทคนิค ที่ต้องปรับเปลี่ยนเนื่องจากสภาพที่หน้างานไม่สามารถก่อสร้างได้นะครับ

ประเด็นที่ ๗ ท่านสมาชิกหลายท่านกังวลเรื่อง ๒๐ บาทตลอดเส้นทาง ผมต้องกราบเรียนว่า ๒๐ บาท ไม่ง่าย เป็นโครงการที่ไม่ง่ายแต่ท้าทาย เป็นเหตุที่เราต้องเสนอครับ เพราะว่าผู้ที่ได้ประโยชน์คือประชาชนนะครับ มันเป็นโครงการที่ไม่ง่ายเพราะอะไร เพราะว่า เราต้องคุมค่าใช้จ่ายในการเดินรถให้ได้ ๑๐ สายจะไปได้หรือไม่ได้ ๒๐ บาท มันขึ้นกับว่า การบริหารจัดการในอนาคต การจ้างคนมาเดินรถเราจ้างได้ราคาถูกหรือไม่ เป็นเหตุผลหนึ่งครับ ที่กระทรวงคมนาคมเป็นห่วงมากกรณีที่มีการจ้างบีทีเอสต่อ เพราะว่ามันอาจจะมีผลทําให้ ต้นทุนในการเดินรถในอนาคตเราควบคุมได้ยาก เพราะฉะนั้นผมคิดว่า ๒๐ บาทตลอดเส้นทาง เราต้องทําให้ได้ ไม่ง่ายแต่ท้าทายนะครับ ก็ต้องกราบเรียนยืนยันครับว่าดําเนินการต่อ ถามว่าจะเริ่มเมื่อไร ดีที่สุดคือต้องให้ครบ ๑๐ สาย แต่ขณะเดียวกันถ้ายังไม่ครบ แต่เราวิเคราะห์แล้วว่ามีปริมาณผู้โดยสารเพียงพอ มีอีคอนอมี ออฟ สเกล (Economy of scale) เราอาจจะเริ่มเมื่อเสร็จสายสีม่วงก็ได้นะครับ แต่ว่าเราก็พยายามดูตัวเลขอยู่ แต่ว่าถ้าจะให้ สมบูรณ์แบบที่สุดมันต้องมี ๑๐ สายเพื่อให้เกิดประชาชนเข้ามาใช้ในระบบ ๒,๐๐๐,๐๐๐ คนต่อวัน อย่างนี้จะไปได้อย่างดีเลยนะครับ

ประเด็นที่ ๘ รถไฟฟ้าความเร็วสูง อันนี้ต้องกราบเรียนครับ นโยบายรัฐบาล ชัดเจนครับ ๔ เส้นทางครับ กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ กรุงเทพฯ-หนองคาย กรุงเทพฯ-หัวหิน ต่อไปปาดังเบซาร์ และ กรุงเทพฯ-ระยอง ถามว่าจะทําเส้นไหนก่อน ไม่ใช่ความรู้สึกครับ ต้องดูที่ตัวเลขครับ เรากําลังทําศึกษาความเป็นไปได้ทั้ง ๔ เส้นทางอยู่นะครับ เพราะฉะนั้น อันนี้ไม่ได้ว่าเราจะไปคิดเอาตามใจชอบว่าต้องไปเส้นนี้ก่อนหรือไปเส้นไหนก่อน ต้องมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในการรับรองครับ แต่เราคิดว่า กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ กรุงเทพฯ-หนองคาย น่าสนใจ ระยองก็น่าสนใจ จริง ๆ แล้ว ๔ เส้นพร้อมกันเลยก็ยังได้ครับ เพราะว่าเราไม่ได้จ่ายเงินทั้งหมดทีเดียว มันทยอยจ่ายเป็นเฟสซิ่ง (Phasing) ไป ถ้าจะให้เกิด อิมแพค (Impact) ผมคิดว่าเราต้องพยายามครอบคลุมให้ได้พื้นที่มากที่สุด ดึงประชาชน เข้ามาร่วมให้มากที่สุดนะครับ ถามว่าจะก่อสร้างได้เมื่อไร คิดว่าปีหน้าน่าจะลงมือได้นะครับ เราเริ่มการศึกษาโครงการอย่างเข้มข้นแล้วนะครับ

ประเด็นที่ ๙ ที่ท่านสมาชิกได้ถามเรื่องเกี่ยวกับกฎหมายของประเทศญี่ปุ่น ในการกู้เงิน อันนั้นก็เป็นระเบียบของทางไจก้าครับ ไจก้านี่เนื่องจากว่าให้กู้หลายประเทศ ก็มีระเบียบว่าต้องใช้กฎหมายไจก้าเป็นหลักแล้วก็มีไจก้า ไกด์ไลน์ (JICA Guideline) ซึ่งเราก็คอมไพล์ (Compile) มาตลอด แล้วก็ไม่ได้มีปัญหานะครับที่เรากู้มาโดยตลอด

ประเด็นที่ ๑๐ คือถามว่าทําไมต้องกู้เป็น ๓ แพคเกจ (Package) ก็คิดว่า ในการแบ่งกู้มันทําให้เราได้ดิว (Due) ที่ดีขึ้น คือเราสามารถมาดูเทอม (Term) ตอนที่ เราต้องการเงินจริง ๆ ก็ทยอยกู้ตามที่เราจําเป็น เราไม่ต้องเสียคอมมิทเมนท์ ชาร์จ เราไม่ต้องเสียค่าดอกเบี้ยล่วงหน้า แล้วก็พอมาถึงเวลานี้เราก็สามารถกู้ในเทอมที่มันถูกที่สุด แล้วก็ได้ประโยชน์กับประเทศชาติมากที่สุดได้นะครับ

ประเด็นที่ ๑๑ ท่านสมาชิกกังวลเรื่องการออกแบบที่บางครั้งดูเหมือนว่า ฟุ่มเฟือย อันนี้กระทรวงคมนาคมก็น้อมรับเลยครับว่าเป็นจริงครับ ปัญหาที่ผ่าน ๆ มา ที่เราพบคือว่าบางทีบริษัทที่ปรึกษาไม่ได้ทําหน้าที่ตัวเองอย่างดีที่สุด ออกแบบบางครั้ง ใหญ่โตเกินไปครับ ซึ่งขณะนี้กระทรวงคมนาคมเองก็ได้มีโครงการจัดระเบียบที่ปรึกษาครับ เพราะเราคิดว่าที่ปรึกษามันเหมือนกลัดกระดุมเม็ดแรก ถ้าเรากลัดกระดุมเม็ดแรกผิด โครงการก็จะผิดไปหมด เพราะฉะนั้นตอนนี้เราจะเริ่มมีการจัดเกรด (Grade) ดูคุณภาพของ ที่ปรึกษาว่าทํางานออกมาแล้วได้คุณภาพดีไหม แล้วจะเอาตัวนี้มีส่วนในการคัดเลือก ที่ปรึกษาต่อไปด้วยนะครับ อันนี้ก็ต้องน้อมรับว่าเป็นความคิดเห็นที่มีประโยชน์มากนะครับ

ส่วนประเด็นสุดท้ายเรื่องการใช้วัสดุของไทยได้หรือไม่ จริง ๆ แล้วไจก้า ก็ไม่ได้มีข้อห้ามอย่างไรนะครับ ก็คือให้เป็นแข่งขันอย่างเป็นธรรมแล้วก็ได้มาตรฐาน ตามที่กําหนด เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วก็มีวัสดุของประเทศไทยหลาย ๆ อย่างที่เอาไปใช้ ในโครงการในรถไฟฟ้าได้ ของทางไจก้าเองยังคอมเพลน (Complain) เลยว่าบางทีของ ประเทศญี่ปุ่นมาขายในโครงการนี้ไม่ได้นะครับ เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วก็ไม่ได้มีข้อจํากัด อย่างไร เพราะฉะนั้นโดยภาพรวมแล้วผมคิดว่าอนาคตประเทศไทยต้นทุนโลจิสติกส์สําคัญครับ เราไม่สามารถจะพึ่งน้ํามัน พึ่งถนนได้อย่างเดียว ปัจจุบันสินค้า ๘๔ เปอร์เซ็นต์เราขนโดยถนน ๒ เปอร์เซ็นต์เราขนโดยราง อย่างนี้เราแข่งขันไม่ได้ครับ เพราะฉะนั้นผมว่าอนาคต ๑๐ ปี เราต้องเปลี่ยนโหมดมาใช้รางมากขึ้น รถไฟฟ้า ๑๐ สายก็เป็น ๑ ในโครงการที่เราจะเปลี่ยนคน ให้มาใช้รถไฟฟ้าให้มากขึ้น รถไฟฟ้าความเร็วสูง เส้นทางรางคู่ การปรับปรุงระบบรถไฟ ทั้งหมดทั้งปวงนี้ก็คือการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว กระผมกราบเรียนครับว่ามันเป็นยุทธศาสตร์ชาติครับ มันไม่ใช่เรื่องของยุทธศาสตร์รัฐบาล เพราะว่ามันเป็นโครงการระยะยาว มันใช้ระยะเวลา ๑๐ ปี ๑๕ ปีในการเปลี่ยนโลจิสติกส์ คอสท์ (Logistics cost) ของประเทศหรือว่าต้นทุนการขนส่ง ดังนั้นรัฐบาลก็ขอน้อมรับความเห็น ของท่านสมาชิกทุกท่านครับ เพื่อเอาไปปรับปรุงแล้วก็พัฒนาโครงการเพื่อให้เกิดประโยชน์ สูงสุดกับประชาชนครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านรัฐมนตรีทนุศักดิ์ เชิญครับ

นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุตรดิตถ์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังนะครับ ผมเติม ๒-๓ คําถาม ที่เพื่อนสมาชิกได้ถามมาแล้วก็ยังไม่ได้รับคําตอบ มีคําถามว่าเมื่อไร รฟม. จะแต่งตั้งผู้ว่าการ คนใหม่นะครับ ขอตอบว่าขณะนี้อยู่ระหว่างเปิดรับสมัครอยู่จนถึงวันที่ ๑ มิถุนายนปีนี้นะครับ

ต่อคําถามที่ว่าทําไมมั่นใจว่าอัตราดอกเบี้ยจะอยู่ที่ร้อยละ ๑.๔ นะครับ ขออนุญาตตอบว่าการขอความเห็นจากรัฐสภาในครั้งนี้เป็นการขออนุมัติกรอบการกู้เงินจาก ต่างประเทศตามที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ซึ่งหลังจากที่รัฐสภาอนุมัติแล้ว กระทรวงการคลังจึงจะเริ่มดําเนินการทาบทามและเจรจากับแหล่งเงินกู้ซึ่งรวมถึงอัตราดอกเบี้ย อายุเงินกู้และเงื่อนไขอื่น ซึ่งก่อนที่จะดําเนินการลงนามสัญญาเงินกู้และเอกสารที่เกี่ยวข้อง คณะรัฐมนตรีจะต้องดําเนินการรับฟังความคิดเห็นและนําเสนอร่างสัญญาเงินกู้และเอกสาร ที่เกี่ยวข้องให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนครับ

สุดท้ายครับ ที่คุณหมอเธียรชัยได้กรุณาบอกว่าเราไม่ค่อยให้ความสนใจ กับการถ่ายทอดเทคโนโลยีนะครับ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับท่านครับว่าเราไม่เอาใจใส่กับเรื่องนี้เลย ในการรับความรู้จากการเอาโครงการต่าง ๆ จากต่างประเทศมานะครับ ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่สําคัญ แล้วก็ในนามของรัฐบาลก็จะรับไว้เพื่อที่จะดําเนินการอย่างจริงจังต่อไปครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอปิดอภิปรายนะครับ ไม่มีท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่น ผมขอมติเลยนะครับ

(นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิก ที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)

เชิญสมาชิกเข้าห้องประชุม เพื่อลงมติครับ ก่อนลงมติขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนครับ ใช้สิทธิแสดงตนได้เลยครับ เชิญครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

เรียบร้อยนะครับ เรียบร้อย ส่งผลได้เลยครับ ขอบคุณที่ยังอยู่เป็นเพื่อนกันนะครับ ๓๓๕ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ

ผมขอมติเลยนะครับ เห็นด้วยกับกรอบการเจรจากู้เงินจากต่างประเทศ สําหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง (บางใหญ่-บางซื่อ) ระยะที่ ๓ หรือไม่ครับ ใช้สิทธิได้เลยครับ เห็นด้วยหรือไม่ครับ ใช้สิทธิได้เลยครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

เรียบร้อยนะครับ ปิดการลงคะแนนครับ ส่งผลได้เลยครับ มติครับ เห็นด้วย ๓๘๔ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๓ ท่านครับ ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบครับ

ผมขอปิดประชุมครับ

เลิกประชุมเวลา ๑๙.๔๒ นาฬิกา