รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๔ · ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๕

นิวัฒน์ธํารง บุญทรงไพศาล หารือเรื่องความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนระหว่างไทย-พม่า และเรียกร้องให้รัฐสภาสนับสนุนความตกลงนี้ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการลงทุนในประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ โดยอ้างอิงข้อมูลจากสิงคโปร์และอังกฤษ และขอขอบคุณทุกท่าน ที่ให้การสนับสนุนความตกลงการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนระหว่างไทย-พม่า

นายนิวัฒน์ธํารง บุญทรงไพศาล รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาและท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม ในนามของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในนามของคณะรัฐมนตรีขอกราบขอบพระคุณ ทุกท่านที่ได้ให้การสนับสนุนความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนระหว่างไทย-พม่า และได้ให้ข้อคิด ข้อสังเกต ข้อเสนอแนะ และข้อสอบถามอันเป็นประโยชน์จํานวนมาก กระผมขออนุญาตชี้แจงให้ข้อมูลบางประเด็นเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องดังต่อไปนี้ครับ จากคําถามที่ว่าทําไมกระทรวงการต่างประเทศจึงได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าของเรื่อง หรือเป็นเจ้าภาพในการเจรจาข้อตกลงทางการค้ากับต่างประเทศ ทําไมไม่เป็นกระทรวงพาณิชย์ หรือกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นต้น กระผมขอกราบเรียนว่ากระทรวงการต่างประเทศทําหน้าที่เป็นเจ้าภาพและเป็นผู้ประสานงานกับ กระทรวงหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นต้น วิธีการนี้นับเป็น มาตรฐานสากลประเทศต่าง ๆ ก็ปฏิบัติดังนี้เช่นเดียวกัน ตามข้อตกลงนี้กระทรวงการต่างประเทศ เป็นประธานคณะกรรมการกลั่นกรองการลงทุนจากประเทศพม่าที่จะมาลงทุนในประเทศไทย ตามเนื้อหาในข้อ ๒ (๑) นะครับ

ต่อข้อถามเรื่องความแตกต่างระหว่างเอซีไอเอกับความตกลงนี้ กระผมขออนุญาต กราบเรียนโดยสรุปว่าเอซีไอเอมีเนื้อหาของข้อสัญญาใกล้เคียงกับข้อตกลงที่เรากําลังพูดถึง แต่เป็นการเจรจาตกลงของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคอาเซียน ๑๐ ประเทศ ดังนั้นเงื่อนไข ข้อตกลง ข้อจํากัดต่าง ๆ จะมีปลีกย่อยและมีจํานวนมาก ความคล่องตัวและยืดหยุ่น จะไม่สามารถสู้กับข้อตกลงฉบับที่กําลังพูดถึง ซึ่งเป็นข้อตกลงของทั้ง ๒ ประเทศ ซึ่งมองในเรื่องของ เนื้อหาความจําเป็นและประโยชน์ของทั้ง ๒ ประเทศได้ดีกว่าและการแก้ไขหรือเพิ่มเติมอื่น ๆ ก็คล่องตัวกว่า เรามีความตกลงลักษณะเดียวกัน ข้อตกลงนี้กับสมาชิกอาเซียนอื่น ซึ่งมีเอซีไอเอ เหมือนกันคือประเทศลาว ประเทศกัมพูชาและประเทศเวียดนามมาแล้ว เพราะฉะนั้นอันนี้ก็คือ ข้อแตกต่างแล้วก็เป็นสิ่งซึ่งทางอาเซียนได้ปฏิบัติอยู่นะครับ

มีคํากล่าวว่า ครม. คณะรัฐมนตรีชุดนี้ส่งเรื่องนี้เข้ามาเพื่อพิจารณาในรัฐสภานี้ หลังจากที่อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณได้เยือนประเทศพม่านั้น ข้อมูลดังกล่าวไม่ถูกต้อง เพราะท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้เสนอเรื่องข้อตกลงนี้สู่รัฐสภาตั้งแต่วันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๔ ขณะที่อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณเยือนประเทศพม่าในเดือนธันวาคม ๒๕๕๔

อีกประการหนึ่งที่กล่าวว่ารัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ไม่ได้ทําอะไรเลย ในเรื่องความตกลงและการเจรจาการค้าการลงทุนใน ๖ เดือนแรกนั้นก็ไม่เป็นความจริง เพราะท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้เดินทางเยือนประเทศต่าง ๆ เชื่อมความสัมพันธ์ และพานักธุรกิจการค้าการลงทุนไปเจรจาการค้ากับทุกประเทศในอาเซียน ๑๐ ประเทศ รวมทั้งประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลี ประเทศอินเดีย ประเทศกาตาร์ และปัจจุบันประเทศออสเตรเลีย ขอยืนยันว่ารัฐบาลนี้มีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และมีความสัมพันธ์ทางด้านการค้าลงทุนกับต่างประเทศและเพื่อนบ้านใกล้เคียงดีที่สุด

สําหรับเรื่องชื่อสหภาพพม่า ประเทศพม่าใช้ชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า เดอะ ยูเนียน ออฟ เมียนมาร์ (The Union of Myanmar) ซึ่งแปลเป็นไทยคือสหภาพพม่า และเปลี่ยนเป็น เดอะ รีพับลิค ออฟ เดอะ ยูเนียน ออฟ เมียนมาร์ (The Republic of the Union of Myanmar) ซึ่งราชบัณฑิตยสถานได้ถอดชื่อเป็นภาษาไทยอย่างเป็นทางการว่า สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ เมื่อวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๔ แต่ก็ได้ใช้ชื่อเมียนมาร์ เป็นชื่อสั้นได้อย่างเป็นทางการด้วย อย่างไรก็ตามก่อนการเปลี่ยนชื่อประเทศดังกล่าว ความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนระหว่างไทย-พม่าได้มีการลงนามไปแล้ว โดยในฉบับภาษาไทยได้ใช้ชื่อประเทศว่าสหภาพพม่า และในฉบับภาษาอังกฤษใช้ชื่อ เดอะ ยูเนียน ออฟ เมียนมาร์ การใช้ชื่อสหภาพพม่าเป็นชื่อเฉพาะสําหรับความตกลงฉบับนี้ ไม่มีผลกระทบทางกฎหมาย และการเปลี่ยนชื่อประเทศของพม่า โดยความตกลงฉบับนี้ ยังคงมีผลบังคับใช้กับประเทศเมียนมาร์อยู่เช่นเดิม

ข้อต่อไปเกี่ยวกับเรื่องคําว่า ประติบัติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ได้มีการสอบถามกันนั้น ได้ไปหาข้อมูลได้ว่าเป็นคําศัพท์เฉพาะ ไม่ได้ใช้ทั่วไป ได้ถูกบัญญัติขึ้นโดยอดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ เพื่อใช้แปลคําภาษาอังกฤษ ทรีทเมนท์ (Treatment) ในหนังสือสัญญาข้อตกลงระหว่างประเทศ ให้เป็นฉบับภาษาไทย เพื่อที่จะแยกความแตกต่างระหว่างกับคําว่าแพรคทิส (Practice) ซึ่งแปลภาษาไทยว่า ประติบัติ หรือแปลว่าการกระทํา คําว่า ทรีทเมนท์ นั้น สะกด ประติบัติ แปลว่าการที่คนคนหนึ่งทํากับอีกคนคนหนึ่งนะครับ แล้วกระทรวงการต่างประเทศ ก็ได้ใช้เป็นบริบทของการแปลความหมายข้อตกลงมาโดยตลอด อันนี้ก็เป็นที่มาที่ไป ที่อยากเรียนเพื่อที่จะได้ทราบแล้วก็เป็นสิ่งที่จะเป็นความรู้ต่อไปได้นะครับ

เรื่องการลงทุนนะครับ ที่พูดกันถึงเรื่องประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเราเคยได้ยินกันมา พอสมควรว่ามีการลงทุนในพม่ามากมายนั้น ได้ดูข้อมูลล่าสุดแล้วนี่นะครับ ประเทศสิงคโปร์ อยู่ในอันดับ ๕ ลงทุนเพียง ๑.๘ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ประเทศไทยอยู่อันดับ ๒ ลงทุน ๙.๖ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนอันดับ ๔ ก่อนหน้านั้นเป็นประเทศอังกฤษครับ ลงทุนที่ ๒.๖ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

เรื่องโปรเจกต์ทวาย ก็เป็นเรื่องที่หลายยุค หลายสมัย หลายรัฐบาล ได้ให้ความสนใจกับเรื่องนี้นะครับ แล้วตามข้อมูลที่ได้มาโครงการนี้มาเป็นรูปเป็นร่าง กันอย่างจริงจังก็สมัยท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ เมื่อประมาณปี ๒๕๔๖ และหลังจากนั้น ทางรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศประเทศไทยและประเทศเมียนมาร์ สมัยนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการพัฒนาโครงการท่าเรือน้ําลึกทวาย เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๑ และบริษัท อิตาเลียนไทย จํากัด (มหาชน) และการท่าเรือเมียนมาร์ ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจสําหรับการพัฒนาท่าเรือน้ําลึกทวายและนิคมอุตสาหกรรม เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๑ และต่อมาบริษัท อิตาเลียนไทย จํากัด (มหาชน) และการท่าเรือเมียนมาร์ ได้ลงนามในเฟรมเวิร์ค อะกรีเมนท์ เกี่ยวกับเรื่องนี้เมื่อวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ สมัยรัฐบาลนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์นะครับ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เป็นโครงการที่ได้รับความสนใจ จากประเทศไทย จากหลายรัฐบาลด้วยกันนะครับ ในสมัยของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ก็ได้ให้ความสนใจโดยได้ผลักดันโครงการนี้เมื่อครั้งการเยือนประเทศพม่าในเดือนตุลาคม ๒๕๕๔ และหลังจากนั้นรัฐบาลได้ให้ความสําคัญอย่างยิ่งในโครงการ พยายามผลักดันต่อเนื่อง ให้เป็นรูปธรรม แล้วก็โดยการไปประชุมร่วมในการประชุมสัญจรที่จังหวัดกาญจนบุรีนะครับ ก็มีการประชุมร่วมภาครัฐและภาคเอกชน กรอ. เรื่องเศรษฐกิจ ทวายก็เป็นโครงการใหญ่ โครงการหนึ่งซึ่งได้รับการปรึกษาหารือและได้รับความเห็นชอบกับข้อเสนอในการพัฒนา พื้นที่เศรษฐกิจเชื่อมโยงฝั่งตะวันตกของไทย-เมียนมาร์ ซึ่งจะสามารถเชื่อมโยงกับ ท่าเรือน้ําลึกแหลมฉบัง แล้วก็พื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก อีสเทิร์น ซีบอร์ด นะครับ แล้วก็จะเป็นการเร่งรัดพัฒนาเส้นทางเชื่อมโยงภาคตะวันตก เชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจ เซาเทิร์น อีคอนอมิค คอริดอร์ (Southern Economic Corridor) ที่จะเสนอต่อไป นอกจากนี้รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์กําลังประสานงานกับรัฐบาลเมียนมาร์ อย่างใกล้ชิดเพื่อร่วมกันผลักดันโครงการนี้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมด้วยความโปร่งใส เพื่อประโยชน์ร่วมกันของทั้ง ๒ ประเทศและภูมิภาคต่อไปครับ เพราะฉะนั้นโครงการนี้ ก็คงจะได้ดําเนินการกันต่อไปเพื่อประโยชน์ของทั้ง ๒ ประเทศนะครับ อันนั้นก็เป็นบางส่วน ที่ผมได้นํามาเพื่อที่จะชี้แจงกับที่ประชุมเพื่อทราบนะครับ

ในสุดท้ายนี้กระผมอีกครั้งหนึ่งนะครับ ในนามของคณะรัฐมนตรีของรัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ขอกราบขอบพระคุณทุกท่านนะครับ ท่านประธานรัฐสภา ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติที่ได้ให้การสนับสนุนความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครอง การลงทุนระหว่างไทย-พม่า แล้วก็ให้ข้อคิด ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะอันเป็นประโยชน์ จํานวนมาก และขอกราบเรียนว่าจะได้นําข้อคิด ข้อสังเกต ข้อเสนอแนะและข้อซักถามต่าง ๆ ไปเสนอกระทรวงการต่างประเทศและคณะรัฐมนตรีเพื่อจะได้พิจารณาต่อไปครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ