เจตน์ ศิรธรานนท์ อภิปรายเรื่องการกู้เงินเพื่อโครงการรถไฟฟ้า สายสีม่วง ระยะที่ 3 และเรียกร้องให้รัฐบาลให้ข้อมูลที่ครบถ้วนเกี่ยวกับการกู้เงิน นอกจากนี้ยังหารือเรื่องรถไฟฟ้าใต้ดิน กรุงเทพมหานคร และการลงทุนรถไฟฟ้า โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการพิจารณาความต้องการของประชาชนที่อยู่ต่างจังหวัดและความจำเป็นในการปรับแผนการลงทุนให้เหมาะสม
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ กระผมก็คงไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวกับทั้ง ๒ ฝ่ายที่ดีเบทกัน เมื่อสักครู่นี้ แต่ว่าในฐานะที่เป็นประชาชนคนไทยคนหนึ่ง ผมก็ฝันเหมือนกับคนไทยทั้งมวล ที่อยากจะได้การขนส่งมวลชนหรือการขนส่งสาธารณะที่มีคุณภาพเหมือนกับต่างประเทศ ที่พวกเราไปเห็นกันมา แต่ว่าสิ่งนั้นผมมีความเชื่ออย่างสนิทใจว่าไม่ว่ารัฐบาลไหนก็ตาม ก็ต้องการจะสร้างผลงานให้ประชาชนพึงพอใจ แต่ว่าด้วยบริบทที่มันแตกต่างกันในแต่ละ ช่วงเวลาก็อาจจะมีปัญหาและอุปสรรคบ้าง ท่านประธานครับ ในเอกสารที่แจกมา ในการอภิปรายในวันนี้ในเรื่องกรอบการเจรจากู้เงินจากต่างประเทศสําหรับโครงการรถไฟฟ้า สายสีม่วง (บางใหญ่-บางซื่อ) ระยะที่ ๓ ท่านมีเอกสารให้ผม ๑ แผ่น ๑ แผ่นนะครับ ท่านประธาน มี ๒ หน้า แล้วผมจะต้องเอาทั้งหมดที่มี ๒ หน้านี้มาพูด เพราะว่ามีอยู่แค่นั้นนะครับ ด้วยข้อมูลที่มันมี ด้วยการกู้เงินที่มากถึง ๑๑,๗๕๕.๗๗ ล้านบาท แต่มีเอกสารให้แผ่นเดียว ผมขอประท้วงผ่านท่านประธานไปถึงท่านรองนายกรัฐมนตรีนะครับ เราเคยมีข้อตกลง ในที่ประชุมแห่งนี้แล้วว่าในเอกสารที่ประกอบ กรอบการเจรจาใดก็ตามขอให้เป็นเอกสาร ที่สมบูรณ์นะครับ ที่มีรายละเอียดมากกว่านี้ ไม่ใช่มีแค่นี้ แล้วท่านแลกกับการกู้เงิน ซึ่งไม่มีปัญหาหรอกครับท่านประธาน เพราะว่าในกรณีนี้มันเป็นการกู้เงินระยะที่ ๓ มันไม่ใช่ ระยะที่ ๑ เมื่อสภาแห่งนี้อนุมัติครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒ ไปแล้ว มันเป็นไปไม่ได้ละครับ ที่จะไม่อนุมัติครั้งที่ ๓ นะครับ อนุมัติครั้งที่ ๓ ๑๗,๕๕๕.๗๗ ล้านบาท รวมกับเงินกู้ทั้ง ๒ ระยะ รวมเป็นเงิน ๓๗,๗๓๓ ล้านบาท แล้วไม่อนุมัติได้อย่างไร ในเมื่อมันสร้างไปแล้ว ๔๗ เปอร์เซ็นต์กว่า หรือจะปล่อยให้ที่สร้างไปแล้วมันหยุดอยู่แค่นั้นหรือ มันคงเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นในประเด็นที่จะอภิปรายวันนี้ผมขอแยกเป็น ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของ การเงิน อีกส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของระบบและโครงสร้าง ท่านประธานครับ มันก็มีเหตุผลที่อยู่ใน เอกสาร ๑ แผ่นนั้นว่าในกรณีนี้เป็นกรณีที่รัฐบาลก็จะหาเงินกู้มาจากการกู้เงินเพื่อพัฒนา เศรษฐกิจและสังคม ซึ่งกระทําได้เมื่อมีความจําเป็นต้องใช้จ่ายเงินนอกเหนือจากงบประมาณ รายจ่ายประจําปี ท่านประธานครับ ผมไปดูเอกสารของงบประมาณ ในกรณีที่ กรอบงบประมาณรายจ่ายประจําปี แล้วก็บวกงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ในกรณีเพื่อพัฒนา เศรษฐกิจและสังคม เรากู้ได้ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจําปี ในที่นี้คือ กรอบวงเงินจะอยู่ที่ ๒๓๘,๐๐๐ ล้านบาท ตรงนี้ก็ยังอยู่ในกรอบ ก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะว่า ยังอยู่ในกรอบ อยู่ในกฎหมาย ทําได้ แต่ว่าควรจะทําหรือเปล่า แน่นอนครับ ในแง่ของการใช้เงิน ผมเห็นว่ารัฐบาลนี้กล้าใช้ การกล้าใช้เงินมันจะแลกมาด้วยสาธารณูปโภคที่ต้องลงทุน แต่การลงทุนนั้น ย่อมไม่ควรจะเกิดความเสี่ยง ในประเด็นนี้เรามีการกู้เงินจากไจก้า ก็มีการอภิปรายในที่นี้ว่า ดอกเบี้ยต่ํา ๐.๗ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ขอเพิ่มเป็น ๑.๔ เปอร์เซ็นต์ แต่ตรงนั้นไม่ได้รวมเงินปากถุง ไม่ได้รวมความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เพราะฉะนั้นผมขอมาตั้งแต่การอภิปราย ๒-๓ ครั้งหลัง ในการประชุมมาตรา ๑๙๐ ในที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ แต่ผมไม่เคยได้รับว่าในกรณีแต่ละกรณี ที่ท่านกู้มาต้นทุนที่รวมทุกอย่างแล้วมันเป็นเท่าไร ผมก็เลยขออีกครั้งหนึ่งผ่านท่านประธาน ไปถึงท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านช่วยขอตัวเลขให้ผมหน่อยได้ไหมครับ รวมเงินปากถุง แล้วรวมทุกชนิดเลยนะครับว่าเป็นเท่าไร รวมค่าประกันความเสี่ยงด้วยถ้ามี ตรงนี้ เป็นประเด็นหนึ่งที่ผมอยากจะฝากไว้
ท่านประธานครับ เมื่อปี ๒๕๕๔ ปลายปีประเทศไทยเกิดน้ําท่วม แล้วก็โครงการ ก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดิน รถไฟฟ้าสายนี้มันก็ต้องหยุดชะงักไป กําหนดที่ประชาชน คนกรุงเทพมหานครหรือคนไทยจะได้ใช้คือ ปี ๒๕๕๘ เดิม ก็ต้องเลื่อนไปเป็น ปี ๒๕๕๙ ถามว่า ดอกเบี้ยที่กู้หยุดไหม เพราะเท่าที่ผมทราบเมื่อเซ็นสัญญายังไม่ต้องมีการก่อสร้าง ดอกเบี้ยมันก็ เดินหน้าแล้ว ตรงนี้ก็อยากจะเรียนฝากท่านประธานไปถึงท่านรองนายกรัฐมนตรีด้วยว่า ในกรณีนี้เมื่อเกิดน้ําท่วมเราจะต้องจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น นานขึ้นหรือเปล่า แล้วท่านคํานวณ หรือเปล่าว่าต้นทุนเพิ่มขึ้นเท่าไร ท่านประธานครับ ผมเองไม่ใช่คนที่เห็นว่าการที่เราจะได้ รถไฟฟ้ามาสายหนึ่งแล้วเราไม่ต้องลงทุนอะไร รถไฟฟ้าสายนี้ใช้เงินมากกว่า ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในครึ่งเดียวของที่มี เพราะถ้าหากว่าจะมีครบสายแล้ว ในกรณีนี้จะต้องมีบางใหญ่-บางซื่อ บางใหญ่-เตาปูน ไปจนถึงราษฎร์บูรณะ ในขณะนี้ครึ่งเดียวก็คือบางใหญ่กับเตาปูน ใช้เงินมากกว่า ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็อย่างที่บอกละครับว่าเงิน ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในสมัยนี้ ผมไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร มันเล็กนิดเดียว แต่เมื่อมันแลกมากับความสะดวก ความสุข ของประชาชนที่ใช้รถไฟฟ้าเส้นนี้จากทางด้านทิศเหนือและทิศตะวันตกเฉียงเหนือลงมา กรุงเทพมหานครแล้วต่อไปจนถึงราษฎร์บูรณะ โดยที่ว่าผ่านจุดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นวังบูรพา ผ่านศูนย์ราชการของจังหวัดนนทบุรี ผ่านศูนย์ราชการของประเทศ แล้วก็ผ่านรัฐสภาแห่งใหม่ ที่เกียกกายด้วยนะครับ ตรงนี้มันเป็นสิ่งที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนคนกรุงเทพมหานคร เป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าในกรณีส่วนที่ ๓ ที่ประมูลได้ ๙๓,๔๗๕ ล้านบาท โดยบริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จํากัด (มหาชน) นั้น รวมกับในงวดที่ ๑ งวดที่ ๒ ๑๔,๐๐๐ ล้านบาท ๑๓,๐๐๐ ล้านบาท รวมแล้วประมาณ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ๑๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมคิดว่าก็คุ้ม แต่อยากจะให้รัฐบาลดูแลเรื่องของต้นทุน ดูแลเรื่องดอกเบี้ยที่เราต้องจ่ายว่าในกรณีนี้ มันมีความเสี่ยงต่อสถานะการเงินของประเทศเรา เพราะว่าเราต้องไปใช้ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ของงบลงทุนที่จะกู้เพิ่มมาจากงบปกติ ซึ่งเราก็สร้างงบขาดดุลอยู่แล้วถึง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตรงนี้ผมมีความเป็นห่วง แล้วผมก็มีความไม่สบายใจในกรณีที่รัฐบาลมีความรู้สึกเหมือนกับ จะลงทุนมากเกินตัว
ท่านประธานครับ ในเรื่องของการเงิน ตรงนี้ผมก็คิดว่ามันเป็นข้อหนึ่ง ที่ห่วงใยในระบบราชการ แต่ว่ามาถึงเรื่องของโครงสร้าง ด้วยอย่างที่บอกไว้ว่าในกรณีนี้ ถ้าหากว่ารัฐบาลมุ่งมั่นจะสร้างรถไฟฟ้าทั้ง ๑๐ สายหรือ ๑๒ สาย ที่อยู่ในแผนเดิมอยู่ ๘ สาย แล้วรัฐบาลมีความพยายามที่จะเพิ่มรถไฟฟ้าขึ้นมาอีก ตรงนี้ผมก็คิดว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ถ้าหากว่ารัฐบาลมีเงิน แต่ว่ารัฐบาลต้องคิดให้หนักถ้าหากว่าจะลงทุนด้วยการสร้างหนี้ เพราะว่าประเทศนี้มีหนี้ ๔.๒ ล้านล้านบาท ผมคิดว่ามันมากเกินไปแล้ว แต่ว่าเมื่อรัฐบาล ใช้วิธีการโอนหนี้กองทุนฟื้นฟู ๑.๑๔ ล้านล้านบาทให้กับธนาคารแห่งประเทศไทย ตรงนั้น ที่ผมเป็นห่วงอยู่คือผมเป็นห่วงว่ารัฐบาลจะก่อหนี้เพิ่มขึ้นจากวงเงินที่ว่างอยู่ตรงนี้ ตรงนี้ มันเป็นความห่วงลึก ๆ อยู่นะครับ แล้วกระผมก็ไม่อยากจะเห็นรัฐบาลก่อหนี้ในกรณีอย่างนี้ ผมคิดว่ามันน่าจะมีปัญหาในอนาคต เพราะว่าผมไม่อยากให้ประเทศไทยมีความเสี่ยง ท่านประธานครับ ผมไปย้อนดูที่อื่นนะครับ ไม่ได้จากเอกสาร เพราะเอกสารไม่ได้เขียนไว้ เขียนว่าในปี ๒๕๔๘ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในรัฐบาล พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร พยายามจะปรับแผนแม่บทโดยเสนอแนวทางเลือกโครงการทดแทนรถไฟฟ้าสายสีม่วง ด้วยระบบบีอาร์ที (BRT) ระบบบีอาร์ทีในปัจจุบัน กทม. ใช้อยู่ที่ราชพฤกษ์กับสาทร เป็นระยะทางสั้น ๆ บีอาร์ทีก็พยายามไปดูว่าประเทศไหนมันมีบ้าง ก็เห็นว่ามีที่ประเทศบราซิล มีที่ประเทศจีน เผอิญผมมีโอกาสได้ไปต่างประเทศและเห็นมาด้วยสายตาของผมเอง ๒ เมืองชัด ๆ เลย อิสตันบูลกับเตหะราน เขาใช้บีอาร์ที แล้วเขาใช้บีอาร์ทีอย่างมีประสิทธิภาพ มีประสิทธิภาพอย่างไรครับ ถนนเขากว้าง เขามีถนนสําหรับรถ ๓ เลนข้างขวา ๓ เลนข้างซ้าย ตรงกลางให้รถวิ่ง ท่านจะใช้บีอาร์ทีก็ได้ ท่านจะใช้แทรม (Tram) หรือรถรางก็ได้ แล้วก็ขนส่งมวลชน คนแน่นเต็มมากเลย แล้วก็ใช้รถตู้ ๒-๓ ตู้ ตรงนี้ละครับ ผมเห็นว่ามันเป็นแนวคิดที่ดี เดิมเห็นว่า เขาจะสร้างในเส้นทางบางใหญ่-รัตนาธิเบศร์-งามวงศ์วาน-บางเขน เพื่อไปเชื่อมต่อกับ สถานีรถไฟบางเขนของเส้นทางรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเข้ม คือจะสร้างตรงไหนก็ได้ แต่ต้องมีพื้นที่ผิวถนน ทีนี้กรุงเทพมหานครมันหาที่ที่ทํายาก การลงทุนอาจจะต้อง เผื่ออนาคตสําหรับชุมชนที่จะเกิดขึ้นมาใหม่ แน่นอนเราต้องเสียพื้นผิวถนนแต่ว่าแลกมาด้วย ความสะดวก ความคล่องตัวของประชาชนที่ใช้รถบีอาร์ที หรือว่าบัส แรพิด แทรนซิท (Bus Rapid Transit) ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าถ้าหากว่าเราใช้บีอาร์ที หรือแม้แต่รถรางซึ่งเป็นเลนเฉพาะแล้วก็ขนส่งประชาชนโดยเฉพาะก็สามารถจะทําให้ การขนส่งมวลชนทําได้อย่างรวดเร็ว แล้วก็เห็นได้จากที่เห็นใน ๒ ประเทศนั้นก็พบว่าขนส่งมวลชน ได้อย่างรวดเร็ว ไม่ติดขัด แล้วก็มีประชาชนไปใช้บริการอย่างมาก ผมเอาเรื่องนี้มาพูด ผมเพียงแต่อยากให้ท่านรองนายกรัฐมนตรีผ่านทางท่านประธานรัฐสภาว่าฝากเอาไว้ว่า ในกรณีนี้เป็นทางหนึ่งที่จะเลือก แต่ว่าต้องเลือกเส้นทางด้วย เพราะว่าจะให้ผิวถนนเหลือแค่ เลนซ้าย เลน ๒ ข้าง เหลือถนนที่จะวิ่งเลน ๒ เลน มันอาจจะไม่คุ้มนะครับ ตรงนี้เราอาจจะ ต้องหันมาใช้รถขนส่งมวลชนหรือรถไฟฟ้าชนิดเบาหรือไลท์เรล (Light rail) ก็ได้นะครับ
อีกวิธีหนึ่งท่านประธาน ในกรณีที่เราไม่มีเงินแล้วเราก็พยายามจะลงทุน สมมุติว่าเราใช้เส้นทางแต่ละเส้นทาง ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เราก็ใช้คูณ ๘ เส้นทาง มันก็ ๑.๖ ล้านล้านบาท ผมคิดว่าเรายังจะต้องมีเงินลงทุนในประเทศด้านอื่นอีกมากมาย เราจะต้องนึกถึงประชาชนที่อยู่ต่างจังหวัดด้วยว่า เราไม่สามารถที่จะลงทุนให้ คนกรุงเทพมหานครแต่เพียงฝ่ายเดียว เราต้องนึกถึงคนต่างจังหวัด ท่านจะไปทํารถไฟฟ้า ความเร็วสูง หรือจะอะไรก็ตาม แต่ท่านต้องนึกถึงคนต่างจังหวัด ผมอยากจะฝากในประเด็นนี้ เอาไว้นะครับ ผมคิดว่าในกรณีนี้มันเป็นกรณีที่รัฐบาลต้องลงทุนให้เกิดความสะดวกนะครับ
อีกประการหนึ่ง ในเส้นทางเส้นนี้มันมีฟีดเดอร์เป็นสายสีชมพูและอยู่ในระหว่าง การพิจารณาให้เป็นโครงการหลักของรถไฟฟ้ามหานคร ผมก็เลยไม่ทราบว่าในขณะนี้ท่านยังคิด เรื่องรถไฟฟ้าสายสีชมพูเป็นฟีดเดอร์หรือจะเป็นรถไฟฟ้าสายหลัก เพราะว่าในเส้นทางที่ วางเอาไว้สําหรับรถไฟฟ้าสายสีชมพูตั้งแต่ปากเกร็ด ศูนย์ราชการ กทม. วงเวียนหลักสี่ วัชรพล คันนายาว บางชัน ไปจนถึงมีนบุรี ตรงนี้ถ้าคํานวณประชาชนหรือว่าผู้โดยสารให้ดี ท่านจะตอบได้เลยว่าท่านสามารถจะสร้างรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน ชนิดเฮฟวีเรล (Heavy rail) หรือว่าจะเป็นไลท์เรล หรือว่าจะเป็นขนส่งมวลชนวิธีอื่นก็แล้วแต่ แต่ท่านต้องคํานึงถึง ผู้โดยสารว่าคุ้มค่าแล้วก็เหมาะที่จะใช้วิธีการไหน ท่านจะใช้รถไฟฟ้าผมก็ไม่ว่า ท่านจะใช้รถใต้ดิน ผมว่าก็สร้างได้ ขึ้นกับงบประมาณ ขึ้นกับประชาชนที่จะใช้บริการ เพราะว่าในขณะนี้ สถานการณ์ของการคมนาคมในกรุงเทพมหานคร ผมคิดว่ามันเป็นปัญหามากแล้ว แล้วถ้าหากว่า จะใช้เวลาสร้างอีก ๔ หรือ ๕ ปี มันก็ย่อมก็มีปัญหามาก และที่ผมพูดถึงเรื่องของการลงทุน ถ้าหากว่าเรามีข้อติดขัดเรื่องของงบลงทุน มันก็มีวิธีที่พูดกันมาในรัฐสภาแห่งนี้มากมาย ในเรื่องของการลงทุนร่วมระหว่างรัฐกับเอกชน เรื่องพีพีพี เพราะว่าในหลาย ๆ เมือง ของหลาย ๆ ประเทศเห็นได้ชัดเจนว่ารัฐไม่ต้องลงทุน ให้เอกชนลงทุน แล้วก็ให้สัมปทานไป อาจจะ ๓๕ ปี ๕ ปีสําหรับก่อสร้าง อีก ๓๐ ปีสําหรับสร้างประโยชน์ตอบแทนให้เกิดขึ้น จากการลงทุน ตรงนี้มันเป็นวิธีเลือก แล้วรัฐสามารถที่จะลงทุนแล้วก็ได้รถไฟฟ้ามาอย่าง รวดเร็ว มันคงต้องแลกด้วยอะไรครับ แลกด้วยสัมปทานที่เขาจะหาประโยชน์นั่นเอง ซึ่งตรงนี้ ผมคิดว่าทางท่านรองนายกรัฐมนตรีคงรู้เรื่องพวกนี้ดีกว่าผม รู้อยู่แล้วว่าควรจะทําอย่างไร เพียงแต่ว่าท่านจะเลือกหรือไม่เลือกเท่านั้นเอง แล้วท่านจะเลือกที่ไหน อย่างไร ผมก็อยากจะ ฝากตรงนี้ไว้เป็นประเด็นที่สําคัญด้วยนะครับ
ท่านประธานครับ สรุปแล้วทั้งหมดผมคิดว่าในส่วนตัวผมเองเห็นว่าในกรณีนี้ มันเป็นกรณีที่เราต้องเซ็นสัญญากู้เงินในระยะที่ ๓ ผมอาจจะเป็นห่วงเรื่องของต้นทุน ที่เราจะต้องเพิ่มขึ้น ผมอาจจะเป็นห่วงเรื่องหนี้สาธารณะที่รัฐบาลสร้างมากขึ้น แต่ว่าในการลงทุน ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน โดยเฉพาะการลงทุนในระยะที่ ๓ เป็นการลงทุนที่ต่อเนื่อง ผมเห็นว่าทั้งหมดทั้งสิ้นเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าตัวผมเอง ก็จะสนับสนุนแล้วก็ให้กําลังใจที่รัฐบาลก็จะดําเนินการเรื่องของรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนต่อไปให้ครบ ไม่ว่าจะเป็น ๘ สาย หรือ ๑๐ สาย หรือ ๑๒ สายก็ตาม เพราะว่าทางรัฐบาลปรับแผนอยู่เรื่อย แม้กระทั่งช่วงเตาปูน-บางซื่อ ซึ่งในปัจจุบันก็ไม่ได้อยู่ในเส้นทางของสายสีม่วง แต่ว่าเดิม รวมเส้นทางเตาปูน-บางซื่ออยู่ด้วย เพราะว่ารถไฟฟ้าสายสีม่วงในปัจจุบันเดิมเป็นสายสีน้ําเงิน แต่ว่าเมื่อรัฐบาลปรับแผนแม่บท แล้วก็ปรับอยู่เรื่อย ๆ ปรับตั้งแต่เราไม่รู้ว่าตกลงมีรถไฟฟ้า กี่สายกันแน่ เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะทราบว่าแล้วปัจจุบันเอาอย่างไรแน่ แล้วสิ่งที่ มันแน่นอนของวันนี้ เพราะวันข้างหน้าก็อาจจะเปลี่ยนแปลงอีก เพราะว่ามันก็คงจะขึ้นกับ ปัญหาเรื่องของการเวนคืน เรื่องของต้นทุนทั้งหมดที่รัฐบาลจะต้องลง แล้วก็เรื่องความจําเป็น แล้วก็เรื่องผลประโยชน์ทางการเมือง
สุดท้ายท่านประธานครับ ผมคิดว่าในโครงการนี้ฝากไว้อย่างเดียวว่า ผมเป็นห่วง เรื่องของต้นทุน ถ้าหากว่ารัฐบาลสามารถที่ลดความเป็นห่วงตรงนี้ได้ผมคิดว่าน่าจะ เป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย ขอบคุณครับ