นิวัฒน์ธํารง บุญทรงไพศาล หารือเรื่องความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนระหว่างไทยกับเมียนมาร์ โดยเน้นย้ำถึงประโยชน์ของความตกลงนี้ที่ช่วยสร้างความมั่นใจและคุ้มครองนักลงทุนไทยในการไปลงทุนในเมียนมาร์ และเรียกร้องการสนับสนุนจากสภาในการอนุมัติความตกลงนี้
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาและสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม นายนิวัฒน์ธํารง บุญทรงไพศาล รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายให้กล่าวคําแถลงแทน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในนามของคณะรัฐมนตรี รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่จะได้นําเสนอความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนระหว่างรัฐบาลไทย กับรัฐบาลแห่งสหภาพพม่า เพื่อขอให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาให้ความเห็นชอบ การดําเนินการให้มีผลใช้บังคับต่อไป ประเทศไทยและสหภาพพม่าหรือปัจจุบันเรียกว่าเมียนมาร์ ได้เริ่มดําเนินการเพื่อจัดทําความตกลงฉบับนี้ตั้งแต่ปี ๒๕๓๒ โดยทั้ง ๒ ฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความตกลงฯ กันเป็นระยะ และในการเจรจารอบแรกที่กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ ๑๕-๑๖ กันยายน ๒๕๔๘ ทั้ง ๒ ฝ่ายสามารถตกลงในความตกลงกันได้ และเมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๐ คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบและอนุมัติให้กระทรวงการต่างประเทศ ลงนามในความตกลงฯ ดังกล่าว และหลังจากลงนามแล้วให้ทั้ง ๒ ฝ่ายดําเนินการให้ความตกลงฯ มีผลใช้บังคับ ซึ่งความตกลงฯ ข้อ ๑๔ มีสาระกําหนดให้ภาคีคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจะต้องแจ้งเป็น ลายลักษณ์อักษรให้อีกฝ่ายทราบว่าได้ดําเนินการตามกระบวนการกฎหมายภายใน ของประเทศตนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ความตกลงฯ จึงจะมีผลใช้บังคับ ซึ่งความตกลงฯ นี้ เกิดขึ้นก่อนที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ จะมีผลใช้บังคับ จึงได้รับข้อยกเว้นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๕ แต่จะต้องดําเนินการในส่วนที่เหลือ คือการนําเสนอให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบความตกลงฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ วรรคสอง และกระทรวงการต่างประเทศดําเนินการตามมาตรา ๑๙๐ วรรคสี่ ปัจจุบันเมียนมาร์ได้แจ้ง ฝ่ายไทยเมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๔ ว่า ได้ดําเนินการตามขั้นตอนภายในเพื่อให้ความตกลงฯ มีผลใช้บังคับเสร็จเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นในคราวประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๔ คณะรัฐมนตรีมีมติให้ความเห็นชอบความตกลงฯ และให้ดําเนินการให้รัฐสภา พิจารณาเห็นชอบให้ความตกลงฉบับนี้มีผลใช้บังคับต่อไป ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผมขอกราบเรียนเกี่ยวกับวัตถุประสงค์การจัดทําความตกลงฉบับนี้ ดังนี้
ความตกลงฯ ฉบับนี้เป็นหนังสือสัญญาระหว่างประเทศที่มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนของทั้ง ๒ ประเทศ ว่าการลงทุนของตนนั้นจะได้รับ การคุ้มครองในระดับที่เป็นมาตรฐานสากลจากสถานการณ์ต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ การปฏิบัติที่เป็นธรรมและเท่าเทียมกัน การโอนผลประโยชน์เข้าออกโดยเสรี เป็นต้น ความตกลงฯ มีลักษณะต่างตอบแทน กล่าวคือในขณะที่นักลงทุนไทยได้รับการคุ้มครอง การลงทุนในประเทศที่เข้าไปลงทุน ซึ่งเป็นประเทศคู่ภาคีความตกลงฯ ประเทศไทยก็จะต้อง ให้ความคุ้มครองนักลงทุนของประเทศคู่ภาคีความตกลงฯ ที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย เช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงเป็นการสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนไทยให้ไปลงทุนในต่างประเทศ มากขึ้น พร้อมกับให้ความมั่นใจแก่ชาวต่างชาติในการเข้ามาลงทุนในประเทศไทยด้วย ปัจจุบันมีการทําความตกลงฯ ประเภทนี้ทั่วโลกประมาณ ๓,๐๐๐ ฉบับ โดยประเทศไทย ได้เริ่มการเจรจาความตกลงฯ กับประเทศต่าง ๆ ตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๐๓ โดยได้ลงนามไปแล้ว ๓๙ ฉบับ และในจํานวนนี้มีผลใช้บังคับแล้ว ๓๖ ฉบับ ที่เหลืออีก ๓ ฉบับ ได้แก่ ความตกลงฯ กับสหภาพพม่า ซึ่งนําเสนอในวันนี้เป็นต้น ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผมขอเรียนว่า ความตกลงฯ ฉบับนี้คุ้มครองเฉพาะการลงทุนที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยแล้ว เท่านั้น และเป็นไปตามนโยบายการจัดทําความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน ของไทยกับประเทศต่าง ๆ โดยสาระสําคัญของความตกลงฯ เป็นไปตามเอกสารที่ได้เสนอต่อ รัฐสภาแล้ว ท่านประธานรัฐสภาและท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ กระผมขอเรียนเพิ่มเติมว่าประโยชน์ของ ความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนนี้จะเป็นเครื่องมือสําคัญที่ช่วยสร้างความมั่นใจ และคุ้มครองนักลงทุนไทยในการไปลงทุนในเมียนมาร์ ซึ่งมีจํานวนมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยปัจจุบัน ประเทศไทยมีมูลค่าการลงทุนสะสมตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๓๑ ถึงเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๔ จํานวน ๙.๖ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ ๒.๙ แสนล้านบาท ซึ่งเป็นอันดับ ๒ รองจากประเทศจีน ตามด้วยอันดับ ๓ คือประเทศเกาหลีใต้ สาขาการลงทุนของประเทศไทย ในเมียนมาร์ที่สําคัญได้แก่ พลังงาน ไฟฟ้า อุตสาหกรรม ประมง ปศุสัตว์ เป็นต้น ทั้งนี้มูลค่า การลงทุนสะสมของประเทศไทยในเมียนมาร์เคยครองอันดับ ๑ จนกระทั่งปลายปี ๒๕๕๓ นอกจากนี้ความตกลงฯ ฉบับนี้จะสนับสนุนนโยบายรัฐบาลที่จะร่วมมือพัฒนาในสาขาต่าง ๆ ในประเทศสมาชิก ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิระวดี เจ้าพระยา แม่โขง ทั้งในด้าน การท่องเที่ยว อุตสาหกรรม พลังงานและเกษตรกรรม ปัจจุบันประเทศไทยมีความตกลง ลักษณะเดียวกันกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ประเทศลาว ประเทศกัมพูชา และประเทศเวียดนามแล้ว ยกเว้นเมียนมาร์
สําหรับประเด็นการดําเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ วรรคสี่นั้น กระทรวงการต่างประเทศได้จัดกิจกรรมในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อประชาสัมพันธ์ความตกลงฯ ระหว่างประเทศไทยกับสหภาพพม่าหรือเมียนมาร์เพื่อให้ความรู้กับนักลงทุนหรือผู้สนใจ สรุปได้ดังนี้
๑. ภายหลังจากการลงนามความตกลงฯ กระทรวงการต่างประเทศได้นําความตกลงฯ พร้อมคําแปลภาษาไทยบรรจุไว้ในเว็บไซต์ (Web site) ของกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ โดยในช่วงระยะเวลาระหว่างเดือนมกราคม-สิงหาคม ๒๕๕๔ มีจํานวนการเข้าชมเว็บไซต์ถึง ๔๒๒,๖๐๘ ครั้ง
๒. กระทรวงการต่างประเทศได้จัดอภิปรายสาธารณะ เรื่องกรอบการเจรจา ความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนของประเทศไทยกับประเทศต่าง ๆ เมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๕๓ ซึ่งทําให้ผู้เข้าร่วมเข้าถึงรายละเอียดของความตกลงฯ ระหว่างไทย-เมียนมาร์
๓. การจัดสัมมนาให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากความตกลงฯ เมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๔ และวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๔
๔. จัดการประชุมส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชนเมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๔ เพื่อขอความเห็นต่อการดําเนินการให้ความตกลงฯ มีผลใช้บังคับ ตามมาตรา ๑๙๐ วรรคสี่ ของรัฐธรรมนูญ ที่ประชุมสรุปว่าความตกลงฯ ดังกล่าว จะมีผลประโยชน์ต่อนักลงทุนไทยเป็นอย่างยิ่งและจะไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนหรือ ผู้ประกอบการขนาดกลางหรือขนาดย่อมในประเทศไทย นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมอื่น ๆ อีกหลายอย่าง หลายประการที่กระทรวงการต่างประเทศได้ดําเนินการ ซึ่งมีรายละเอียด ตามที่เสนอไว้ในเอกสารประกอบการประชุมแล้ว
กระผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติจะได้พิจารณา ให้ความเห็นชอบความตกลงเพื่อการส่งเสริมและการคุ้มครองการลงทุนระหว่างรัฐบาลไทย กับรัฐบาลพม่าเพื่อให้มีผลใช้บังคับต่อไป ขอกราบขอบพระคุณครับ