อนุชา บูรพชัยศรี พูดถึงการกู้เงินของโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง และเสนอแนะว่าควรพิจารณาโครงการอื่นที่มีประโยชน์มากกว่า เช่น การเรียนฟรี เบี้ยยังชีพให้ผู้สูงอายุ และกองทุนการออมแห่งชาติ
เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายอนุชา บูรพชัยศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในวันนี้ที่เราพูดถึงกรอบวงเงินกู้โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ ของ รฟม. ระยะที่ ๓ ที่มีกรอบวงเงินกู้ทั้งหมด ๓ ระยะนะครับ ระยะนี้ก็คือ ๑๑,๗๕๕ ล้านบาท ซึ่งเป็นการกู้งวดสุดท้ายของโครงการ แล้วก็จะมีระยะที่ ๑ ซึ่งก็ประมาณ ๑๙,๘๗๖ ล้านบาท แล้วครั้งที่ ๒ ผ่านไปแล้วอีกประมาณ ๖,๑๐๐ ล้านบาท ซึ่งสุดท้ายแล้ว ทั้งหมดนี้คิดเป็นเงินทั้งหมดก็คือประมาณ ๓๗,๗๓๓ ล้านบาท ซึ่งก็เป็นเงินกู้ในสกุลเงินเยน ของญี่ปุ่นนะครับ เพราะว่าเรากู้เงินจากทางไจก้าหรือเราเรียกกันเต็ม ๆ นะครับ เจแปน อินเตอร์เนชันแนล โคออเพอเรชัน เอเจนซี่ (Japan International Cooperation Agency) บางคนอาจจะเข้าใจไจก้า ไจก้าคืออะไร ไปเกี่ยวอะไรกับญี่ปุ่น ก็คือ เจแปน อินเตอร์เนชันแนล โคออเพอเรชัน เอเจนซี่ อยากเรียนให้ทางรัฐบาลได้สบายใจนะครับว่าที่ผมลุกขึ้นมาอภิปราย ผมเห็นด้วยในการที่เราจะต้องดําเนินการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วงเส้นนี้แล้วก็ต้อง ดําเนินการให้รวดเร็วนะครับ แล้วต้องเร็วกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะเนื่องจากว่า ในปัจจุบันเกิดความล่าช้ามาเป็นเวลาพอสมควรแล้ว แต่ที่ผมต้องลุกขึ้นมาอภิปรายเพราะว่า ผมอยากจะเสนอแนวคิดสักนิดหนึ่งในเรื่องของการที่ว่าแทนที่เราจะต้องไปกู้เงินในลักษณะเช่นนี้ ทางรัฐบาลในปัจจุบันมีโครงการซึ่งต้องบอกว่าผมเองมองดูแล้วอาจจะทําให้ความรู้สึก ของประชาชนเข้าใจผิดในเรื่องของนโยบายสาธารณะของเรา ของรัฐบาลชุดนี้ แล้วก็ในเรื่องของ การที่เราจะนําพาประเทศไทยไปสู่ในลักษณะเช่นไรนะครับ โครงการที่ผมจะพูดก็คือ โครงการที่มีการใช้งบประมาณคล้าย ๆ กันนี่ละครับ ใช้งบประมาณไปในการที่จะ ให้ประชาชนได้เกิดการซื้อรถแล้วก็นําไปคืนภาษีหรือว่าเคลม (Claim) ภาษีกับทางด้าน ภาษีสรรพสามิตถึงคันละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท โครงการนี้ที่ผมบอกว่าใกล้เคียงกับเงินกู้ตรงนี้ ก็เพราะว่าโครงการนี้จะใช้งบประมาณทั้งหมด ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทในการที่จะให้รถคันแรก กับประชาชน แต่ว่าโครงการที่เรากําลังจะพูดถึง วันนี้ที่เราพูดถึงกรอบเงินกู้มัน ๓๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท เพราะฉะนั้นโครงการประชานิยมในลักษณะเช่นนี้นะครับ ถ้าเกิดเราสามารถที่จะ ชี้ให้ประชาชนให้เห็นว่าการที่เราจะให้ประชาชนมาใช้รถสาธารณะระบบขนส่งมวลชน ไม่ว่าจะเป็นประเภทไหนก็แล้วแต่ ประเภทราง ประเภทรถ ประเภทเรือ ก็เป็นสิ่งที่เหมาะสม แต่การที่รัฐบาลได้ให้โครงการรถคันแรกเคลมภาษีหรือว่าปรับลดภาษีสรรพสามิตอาจจะ ส่งสัญญาณในทางที่ผิดว่าการที่ทุกคนควรที่จะต้องเรียกว่าอาบเหงื่อต่างน้ําทํางานกัน เพื่อที่จะต้องให้ได้รถคันแรกหรือนะครับ หรือเราจะมีเรื่องของระบบขนส่งมวลชนให้กับ ประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีอีกหลายเรื่องเลยครับ ในเรื่องของ การที่ว่าเราสามารถที่จะช่วยเหลือประชาชนได้มากกว่านี้ ยกตัวอย่างนะครับ เรามีเรื่องของ ปัญหาปัจจุบันเรากําลังจะพูดถึงความขัดแย้งในอนาคต ผมไม่แน่ใจว่ามันจะรุนแรงขนาดไหน อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับทางด้านรัฐสภา แล้วก็ในส่วนของสมาชิกฝ่ายรัฐบาลด้วยนะครับ จะเป็น พ.ร.บ. ปรองดอง หรือเป็นอะไรก็แล้วแต่นะครับ จริง ๆ แล้ว พ.ร.บ. ปรองดองก็คือการที่ เราจะช่วยเหลือสังคมให้ลดความเหลื่อมล้ํา ผมคิดว่าถ้าอย่างนั้นเป็นในเรื่องของที่ดี แต่ว่าเรื่องของรถคันแรก ประชานิยม ความเหลื่อมล้ํา ผมคิดว่ามันไม่มีความจําเป็น มีโครงการอื่น ๆ อีกมากมายที่ผมคิดว่าเป็นประโยชน์ ยกตัวอย่างอย่างเช่นเรื่องของการเรียนฟรี อย่างนี้ผมเห็นด้วย ในเรื่องของการที่เรามีเบี้ยยังชีพให้ผู้สูงอายุ สวัสดิการสังคมต่าง ๆ ผมเห็นด้วยครับการที่เราจะกู้เงินมา หรือแม้กระทั่งเรามีการผ่านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ กอช. พูดให้เต็มก็คือกองทุนการออมแห่งชาติ ซึ่งจริง ๆ แล้วผมเสียดายที่ท่านรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังซึ่งกํากับดูแลไม่ได้อยู่ในห้องประชุมแห่งนี้นะครับ เป็นกฎหมายที่ผ่านไปเรียบร้อยแล้ว แล้วจริง ๆ ควรที่จะต้องมีการรับสมาชิกตั้งแต่ประมาณ วันที่ ๗ พฤษภาคมที่ผ่านมา นี่ก็ปาเข้าไปสิ้นเดือนพฤษภาคมแล้วยังไม่สามารถที่จะ รับสมาชิกได้สักคนเดียวเลย โครงการกองทุนการออมแห่งชาติเป็นโครงการที่ดี เป็นโครงการที่ ผมคิดว่าน่าที่จะให้การสนับสนุน ผมก็เลยพูดว่าเรื่องของกรอบ กรอบการกู้เงินนี่นะครับ