รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๔ · ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๕

กษิต ภิรมย์ แสดงความขอบคุณและเตรียมพูดเรื่องสำคัญ 3-4 ประเด็น กษิต ภิรมย์ แนะนำการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมระหว่างไทยและพม่าเพื่อดูแลความตกลงการลงทุนระหว่างสองประเทศ และเรียกร้องการจัดลำดับความสำคัญในการแก้ไขปัญหาโครงสร้างพื้นฐานและบริการของรัฐที่ไม่พร้อมรองรับความตกลงดังกล่าว นอกจากนี้ กษิต ภิรมย์ ยังหารือเรื่องการเตรียมการให้ชาวพม่าที่หนีภัยกลับไปพัฒนาประเทศของตน และเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการหลายอย่างเพื่อแก้ไขปัญหาค้างคาไว้ระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่า

นายกษิต ภิรมย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมจะไม่ใช้เวลานานแล้วจะขอพูด ๓-๔ ประเด็นหลัก ๆ นะครับเพื่อประกอบการพิจารณา ของรัฐบาลผ่านท่านประธาน

ประเด็นแรกเลยก็คือว่าในช่วง ๑๕ ปีที่ผ่านมานั้นสถานะของประเทศไทย ในเวทีโลกได้เปลี่ยนแปลงไป คือจากการเป็นประเทศที่รับการลงทุนจากต่างประเทศ เราเริ่มที่จะ มาเป็นผู้ไปลงทุนในต่างประเทศมากยิ่งขึ้น แล้วก็มิได้จํากัดอยู่ที่แค่บริษัทยักษ์ใหญ่หรือว่า รัฐวิสาหกิจใหญ่ ๆ เช่นการปิโตรเลียม แต่ในระดับขนาดกลางและขนาดย่อมเช่นพวกเอสเอ็มอี (SME) ก็จะไปมากยิ่งขึ้นเป็นลําดับ แล้วก็ระดับขนาดกลางและขนาดย่อมนั้นก็แน่นอน จะอยู่ในฐานะที่จะไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านได้เป็นสําคัญ แล้วก็ด้วยเหตุเช่นนี้ตัวเลข สถิติต่าง ๆ ก็แสดงว่าสัดส่วนของการลงทุนของประเทศไทยในประเทศเพื่อนบ้านนั้นขึ้นมาอยู่ใน ระดับต้น ๆ เป็นลําดับ แล้วก็ด้วยเหตุเช่นนั้นการที่จะมีข้อตกลงหรือความตกลงว่าด้วย การคุ้มครองแล้วก็ส่งเสริมการลงทุนของประเทศไทยร่วมกับมิตรประเทศนั้นก็ยิ่งเป็นสิ่งที่ดี แล้วก็เอกชนของประเทศไทยจะต้องได้รับการส่งเสริมแล้วก็คุ้มครองจากรัฐบาลเป็นสําคัญ เมื่อออกไปทําธุรกิจในต่างประเทศ โดยเฉพาะในเรื่องของการลงทุน ในแง่นี้ในหลักการแล้ว กระผมเห็นด้วย แต่อย่างนี้ครับท่านประธานครับ ข้อตกลงอันนี้ระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่านั้น เป็นข้อตกลงหรือความตกลงที่ได้มีการเจรจาช่วงที่ทางฝ่ายประเทศพม่ายังเป็นรัฐบาลทหารอยู่ การเจรจาได้แล้วเสร็จในช่วงที่ประเทศพม่ายังไม่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบทหาร มาสู่ระบอบการเป็นประชาธิปไตย แล้วก็ถึงแม้ว่ารัฐบาลพม่าจะได้บอกเราเมื่อกลางปีที่แล้วว่า กระบวนการภายในเขาได้ทําแล้วเสร็จก็ตาม แต่เท่าที่ผมทราบว่าในรัฐบาลประชาธิปไตยของ ประเทศพม่าซึ่งมีอายุประมาณปีเศษ ๆ เขาจะต้องทบทวนกฎหมายต่าง ๆ ทั้งหมด โดยเฉพาะกฎหมายส่งเสริมการลงทุน กฎหมายว่าด้วยการโอนเงินไปมาระหว่างประเทศ หรืออัตราแลกเปลี่ยน กฎหมายว่าด้วยการประกันภัย กฎหมายว่าด้วยการทําธุรกิจ เพราะฉะนั้นประเด็นที่ผมอยากจะฝากไว้เป็นการบ้านก็คือว่า เมื่อรัฐสภาในวันนี้ให้ความเห็นชอบ ต่อความตกลงอันนี้แล้ว อย่าเพิ่งรีบลงนามได้ไหมครับ เพราะว่ามันมีความจําเป็นที่รัฐบาลไทย จะต้องศึกษาว่า ณ วันนี้ภายใต้รัฐสภาใหม่ของประเทศพม่าที่มาจากการเลือกตั้ง ในระบอบประชาธิปไตยนั้นกําลังจะมีออกกฎหมายภายในกี่ฉบับที่มันจะเกี่ยวโยงกับ การส่งเสริมการลงทุนของประเทศพม่า เราจะต้องให้ได้รับความแน่ใจในเรื่องนี้เสียก่อน เอาประเด็นง่าย ๆ ครับ ในข้อ ๗ ว่าด้วยการโอนเงินอย่างเสรีที่เรียกว่าฟรีทรานส์เฟอร์ (Free transfer) เราก็ยังรู้กันอยู่ว่าระบบการเงินของประเทศพม่ามันยังไม่ลงตัว อัตราแลกเปลี่ยนยังไม่ได้ลอยเต็มที่ ยังมีการควบคุม ยังไม่เป็นการเสรีครับ เพราะฉะนั้นสภาพความเป็นจริง ณ วันนี้ในประเทศพม่า กับสิ่งที่ปรากฏไว้ในความตกลงระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่าในเรื่องของการส่งเสริม และคุ้มครองการลงทุนนั้นมันไม่สอดคล้องกัน และมันก็ต้องมีคู่ขนานในเรื่อง อัตราแลกเปลี่ยน ในเรื่องของการประกันภัย กฎหมายทําธุรกิจเรื่องของการจัดตั้งบริษัท เพราะอย่าลืมว่าในช่วงของรัฐบาลพม่านั้นเดิมก็เป็นสังคมนิยม ต่อมาก็เป็นรัฐบาลทหาร แล้วก็ทหารก็เป็นคนที่คุมเศรษฐกิจทั้งหมด มันไม่มีสิทธิเสรีภาพหรือความเป็นเสรี หรือยังเป็น ระบบทุนนิยมอยู่ แต่ว่าความตกลงระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่าฉบับนี้มันเป็น ความตกลงในกรอบของการค้าเสรี แต่ว่ากฎหมายภายในของประเทศพม่า กลไกก็ดี บุคลากรของเขาก็ดี มันยังไม่มีความพร้อม ผมก็เป็นห่วงว่าถ้าเผื่อเอกชนของไทย โดยเฉพาะ ในระดับเอสเอ็มอีขนาดกลางและขนาดย่อม ไปลงทุนแล้วไปเจอกับมาตรการกฎเกณฑ์ที่ ไม่แน่ชัด แล้วก็ความคุ้มครองของข้อตกลงว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน อันนี้ระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่าไม่สามารถที่จะรองรับได้แล้วจะทําอย่างไรกัน ก็อยากจะฝากเป็นข้อคิดอันนี้ต่อฝ่ายรัฐบาลผ่านท่านประธานว่าศึกษาข้อต่าง ๆ เหล่านี้ ให้มันลงตัวเสียก่อน แล้วต้องได้รับความมั่นใจจากรัฐบาลพม่าว่าเขาสามารถที่จะปฏิบัติตาม ข้อตกลงอันนี้ได้อย่างจริง ๆ จัง ๆ ถ้าเผื่อยังไม่ได้เขาจะใช้เวลาอีกกี่เดือนในการที่จะ ออกกฎหมายภายในที่มันจะสอดคล้องกับในเรื่องของการส่งเสริมการลงทุนของเขา อันนั้น ก็เป็นประเด็นแรกที่ผมอยากจะฝากรัฐบาลไว้

ส่วนประเด็นที่ ๒ ก็คือผมได้อ่านความตกลงอันนี้แล้วก็เป็นห่วงอยู่นิดหนึ่ง มันไม่มีบทบัญญัติใด ๆ ว่าให้มีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมเพื่อจะดูแลความตกลงอันนี้ ถ้าเผื่อไม่มีในอันนี้แล้วจะทําอย่างไร จะมีการประชุมในระดับรัฐมนตรีต่างประเทศ หรือรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีร่วมกับทางฝ่ายประเทศพม่า เพื่อจะได้มีการทบทวน การปฏิบัติตามความตกลงอันนี้ เพราะผมแน่ใจว่าเอกชนของไทยเมื่อไปลงทุนในประเทศพม่าแล้ว จะมีปัญหา แล้วเขาจะไปร้องแรกแหกกระเชอกับใครละครับ เขาจะได้รับการดูแลอย่างไร มันน่าที่จะมีคณะกรรมาธิการร่วมระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่าเพื่อดูในเรื่องของ การส่งเสริมแล้วก็คุ้มครองการลงทุนระหว่างกันและกัน เมื่อเอกชนไทยไปทําธุรกิจ ในประเทศพม่า ไปที่ศาลไม่ได้เรื่อง ไปที่สํานักงาน สมมุติว่าบีโอไอ (BOI) ของเขาไม่ได้เรื่อง ไปที่กระทรวงเศรษฐกิจก็ไม่ได้เรื่อง แล้วจะทําอย่างไร มันน่าจะมีคณะกรรมาธิการร่วมนี้ ในการที่จะให้ความมั่นใจกับทางภาคเอกชนของไทยว่ามันมีกลไกถาวรที่จะดูแลทุกข์สุข แล้วก็การทําธุรกิจของเขาได้ ก็อยากจะฝากประเด็นนี้ไว้ด้วยนะครับ

ส่วนอีกประเด็นหนึ่งที่มันเป็นเรื่องของกิจกรรมข้างเคียงที่ก็ยังไม่ได้เห็นภาพว่า รัฐบาลได้เร่งดําเนินการ เพราะว่าตอนนี้ก็คงจะทราบกันดีในกรอบของจีเอ็มเอส (GMS) ก็ดี ในกรอบของแอคเมคส์ (ACMECS) ก็ดี แล้วก็ในกรอบของอาเซียนก็ดี มันจะเป็นเรื่องของ การร่วมมือในการที่จะนําไปสู่ความเป็นเสรีและความสะดวกสบายของการข้ามแดนทั้งหลาย เพราะฉะนั้นด่านศุลกากรก็ดี ยังไม่มีความพร้อม ถนนหนทาง สะพานก็ยังไม่พร้อม การจัดสรรงบประมาณทําอย่างไรในปีนี้ รวมทั้งเงินกู้ที่รัฐบาลจะขอกู้มากมายมหาศาลว่าจะไปช่วยเร่งแก้ปัญหาเพื่อให้มาได้ซึ่งความสะดวก ในการสัญจรไปมา การทําธุรกิจการท่องเที่ยวระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่าอย่างไร มีการจัดลําดับความสําคัญหรือยังในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานทางด้านคมนาคม ในเรื่องของ การทําให้ด่านศุลกากรของเรานั้นเป็นประตูที่สวยงามของประเทศไทย เราดูแลทุกข์สุข ของข้าราชการต่าง ๆ อย่างไร แล้วก็ความปลอดภัยจากอาชญากรรมทั้งหลาย จะมีการปฏิรูป บทบาทภารกิจของตํารวจตระเวนชายแดนหรือไม่อย่างไร เพื่อทุกอย่างมันจะได้ปลอดภัย แล้วก็ปราบปรามอาชญากรรมได้ นอกจากนั้นแล้วไม่ใช่แค่เรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน แล้วก็การบริการของรัฐ ในช่วง ๘-๙ เดือนที่ผ่านมายังไม่มีข่าวออกมาจากรัฐบาลหรือ จากกระทรวงการต่างประเทศว่าการเจรจาว่าด้วยการปักปันเขตแดนระหว่างประเทศไทย กับประเทศพม่า ๑,๘๐๐ กิโลเมตร แล้วก็อีก ๙๕ กิโลเมตร บนแม่น้ําสาละวิน และแม่น้ําอื่น ๆ นั้น ณ วันนี้อยู่ที่ไหน มันจะทํามาค้าขายกันได้อย่างไร เพราะว่าตลอดแนวชายแดนไทยจะมี เขตเศรษฐกิจเสรีอีอีแซด (EEZ) หรือจะเขตโลจิสติกส์ (Logistics) ของประเทศไทย ของประเทศพม่า ถ้าเผื่อสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มันไม่ลงตัว ไม่สะดวก ไม่รู้เขตแดนอยู่ที่ไหน ด่านศุลกากรยังไม่เข้าที่ ถนนมันยังไม่ไปได้ อาชญากรรมยังมี มันก็จะทําให้ความตกลง ว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนนั้นมันไม่สะดวกสบาย เราไม่ได้เข้าไปลงทุน ลึกเข้าไป ในประเทศพม่า มันจะมีการทํามาค้าขายธุรกิจมากมายตลอดแนวชายแดนไทย-พม่า เพราะฉะนั้นกิจกรรมคู่ขนานตลอดแนวชายแดนที่จะไปกับความตกลงว่าด้วยการส่งเสริม และคุ้มครองการลงทุนนั้นเป็นเรื่องสําคัญยิ่ง รัฐบาลจะต้องดูทุกสิ่งทุกอย่างในภาพรวมนะครับ

ส่วนประเด็นสุดท้ายครับท่านประธาน ตลอดแนวชายแดนเรายังมี ค่ายผู้อพยพอีกประมาณ ๙-๑๐ ค่าย อีกประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคน จะได้เริ่มมีการเจรจา กับรัฐบาลพม่าหรือยัง ในการที่จะเริ่มมีการเตรียมการให้ชาวพม่าที่เขาได้หนีภัยการสู้รบนั้น กลับไปสู่ประเทศเขา ไปช่วยพัฒนาประเทศของเขา คู่ขนานกันไปกับข่าวที่ว่า ณ วันนี้ การเจรจาระหว่างรัฐบาลประชาธิปไตยของประเทศพม่ากับบรรดาแกนนําชนกลุ่มน้อย ตลอดแนวชายแดนไทย-พม่า และประเทศพม่ากับประเทศจีนนั้นมันมีความคืบหน้า ก็หมายความว่าจะมีความสงบตลอดแนวชายแดน จะมีสันติภาพ สันติสุขตลอดแนวชายแดน เพราะฉะนั้นการคงไว้ซึ่งค่ายผู้อพยพนั้นมันก็จะดูเป็นเรื่องของการสวนทางกับความตกลงอันนี้ แล้วก็ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่า แล้วก็ความร่วมมือของประเทศไทย กับประเทศพม่าจะเป็นในกรอบของจีเอ็มเอสหรืออาเซียน มันเป็นไปไม่ได้นะครับ ถ้าเผื่อ ปัญหาค้างคาต่าง ๆ เหล่านี้ยังจะคงค้างอยู่ เพราะฉะนั้นรัฐบาลจะต้องเร่งดําเนินการหลาย ๆ อย่าง เหมือนกับตีระนาดนะครับ มันจะต้องตีหลาย ๆ โน้ตพร้อม ๆ กันไปให้ได้ แล้วก็จัดลําดับ ความสําคัญให้มันแน่ชัด โดยเฉพาะในการที่จะใช้งบประมาณประจําแล้วก็เงินกู้จะต้อง นําไปสู่การพัฒนาชายแดนของไทย ไม่ใช่แค่ประเทศไทยกับประเทศพม่านะครับ ที่เหลืออีก ๓,๐๐๐ กิโลเมตร รวมไปแล้วประมาณ ๕,๐๐๐ กว่ากิโลเมตรมันจะต้องสวยงาม ด่านทางเข้าสู่ประเทศไทยจะต้องสวยงามเหมือนกับทางเข้าที่ลอบบี้ (Lobby) ของโรงแรม ต่าง ๆ ครับ ก็ขอกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลมา ณ ที่นี้ ขอขอบพระคุณมากครับ

แล้วก็ประเด็นสุดท้ายก็คือว่าสิ่งที่ได้ตั้งข้อสังเกตไว้นั้นจะได้มีโอกาสได้รับการชี้แจง จากรัฐบาลไปอีกสักเดือน ๒ เดือนข้างหน้าไหมครับว่าข้อห่วงกังวลเหล่านี้ได้มีการเจรจากับ ประเทศพม่า มีการติดตามเพื่อจะให้การลงทุนของไทยในประเทศพม่าภายใต้ความตกลง อันนี้นั้นมีความราบรื่น มีความแน่นอน แล้วก็จะได้มีความเจริญมั่งคั่งต่อทั้ง ๒ ประเทศ ขอกราบขอบพระคุณครับท่านประธาน