อลงกรณ์ พลบุตร หารือเรื่องความตกลงการลงทุนระหว่างไทย-พม่า พร้อมเสนอวิธีการพัฒนาสาขาโลจิสติกส์ และการลงทุนพรมแดน โดยมองว่าประเทศไทยควรพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษตามแบบอย่างของเซินเจิ้น ประเทศจีน และรัฐยะโฮร์บาห์รู ประเทศมาเลเซีย เพื่อใช้ประโยชน์จากความตกลงการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนระหว่างไทยกับเมียนมาร์
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมถือว่ารัฐบาลได้ทําหน้าที่แทนประเทศไทย แล้วก็เป็นความต่อเนื่องในการสานต่อจากการทํางานของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ในการนําเสนอ ความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย กับรัฐบาลแห่งสหภาพพม่าหรือว่าเมียนมาร์ ความจริงเป็นช่วงจังหวะที่เหมาะสม แล้วก็ถือได้ว่า ประเทศไทยได้มีบทบาทสําคัญอย่างยิ่งต่อการที่ประเทศพม่าสามารถเปิดประเทศและได้รับ การยอมรับจากนานาประเทศ ซึ่งวันมะรืนนี้ก็จะมีการประชุมครั้งสําคัญที่เรียกว่า เวิล์ด อีคอนอมิค ฟอรัม หรือว่าดับบลิวอีเอฟ (WEF) ปี ๒๐๑๒ เอเชียตะวันออก ซึ่งประเทศไทย ได้เป็นเจ้าภาพโดยที่จะมี นางออง ซาน ซูจี ซึ่งเป็นผู้นําเสียงข้างน้อยในรัฐสภาของเมียนมาร์นั้น มาร่วมประชุม เดิมทีได้ข่าวว่าประธานาธิบดีเต็ง เส่ง จะมาด้วย แต่อาจจะติดปัญหา บางประการ แต่นั่นคือปรากฏการณ์ที่เราไม่คาดคิดหรอกครับว่าในช่วงเวลาหลายปีมานี้ เราจะเห็นความคืบหน้าของการใช้พื้นที่ในอาเซียน โดยเฉพาะประเทศไทยนั้นต่อการสําแดง ให้ทั่วโลกได้เห็นเป็นประจักษ์ว่านี่คือดินแดนแห่งโอกาส นี่คือดินแดนของความก้าวหน้า และการพัฒนา ผมจําได้ว่ารัฐสภาแห่งนี้ได้มีโอกาสในการพิจารณาเมื่อครั้งที่เราได้มีนโยบาย ที่เห็นพ้องต้องกันในกลุ่มอาเซียนก็คือนโยบายในเรื่องของการสร้างความสัมพันธ์ เชิงสร้างสรรค์หรือว่าคอนสทรัคทีฟ เอ็นเกจเมนท์ (Constructive engagement) โดยดอกเตอร์สุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียนในขณะนั้น ก็ถือว่าเป็นบุคคลสําคัญ ของอาเซียนและเป็นความภูมิใจของประเทศไทยที่ท่านได้ร่วมกับสมาชิกอาเซียนนําเสนอ แนวทาง ในที่สุดเมียนมาร์ซึ่งถือว่าวันนี้เป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ของประเทศไทย ได้เดินตามเส้นทางของถนนสู่ประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นวันมะรืนนี้เราก็เห็นปรากฏการณ์ ดังกล่าว ซึ่งผมจําได้ว่าตอนที่ไปประชุมที่เมืองดาวอสในการประชุมดับบลิวอีเอฟปลายปี ๒๕๕๒ ท่านเกียรติ สิทธีอมร ประธานผู้แทนการค้าไทยหรือทีทีอาร์ (TTR) ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผมเองเป็นรัฐมนตรีเศรษฐกิจซึ่งเข้าไปร่วมประชุมดับบลิวอีเอฟที่เมืองดาวอส เป็นการประชุมคู่ขนานกับทางปาสกาล ลามี ซึ่งเป็นผู้อํานวยการดับบลิวทีโอ (WTO) นั้น ก็ได้ขอที่จะให้ดับบลิวอีเอฟนั้นมาจัดการประชุมอีสท์ เอเชีย (East Asia) ในประเทศไทย ซึ่งก็มาตรงกับรัฐบาลนี้พอดี ก็ต้องถือว่าเป็นโอกาสสําคัญที่เราจะได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นหุ้นส่วน แห่งโอกาสในอนาคตระหว่างไทยกับเมียนมาร์ โดยเฉพาะการที่รัฐสภาจะให้ความเห็นชอบ ความตกลงที่ถือว่ายืดเยื้อยาวนานมาเป็นเวลาถึง ๒ ทศวรรษเศษ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ฯพณฯ ฟรานซิสโก ซานเชซ ซึ่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ได้เชิญผมไปรับประทานอาหารค่ํา ท่านเป็นคณะทํางานด้านการค้าระหว่างประเทศ ของประธานาธิบดีโอบามา ก็ได้มาพูดคุยหารือกันหลายเรื่องเกี่ยวกับสถานการณ์ ความสัมพันธ์ทั้งการค้า การลงทุนและภาคบริการ ตลอดจนในเรื่องของเออีซีหรือประชาคม เศรษฐกิจอาเซียนที่จะเกิดขึ้นในปี ๒๕๕๘ รวมไปถึงข้อเสนอของประเทศสหรัฐอเมริกา ในเรื่องของความร่วมมือของทรานส์ แปซิฟิก (Trans-Pacific) หรือว่าทีพีพี (TPP) ที่ประเทศ สหรัฐอเมริกาเป็นหัวหอก ขณะเดียวกันเราก็ได้หารือกันถึงการปฏิรูปเศรษฐกิจและการเมือง ในเมียนมาร์ เผอิญวันนั้นเป็นวันที่ถือได้ว่าเป็นวันประวัติศาสตร์วันหนึ่งที่ประเทศ สหรัฐอเมริกาได้ประกาศแต่งตั้งเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจําเมียนมาร์เป็นครั้งแรก ในรอบ ๒๓ ปี นับแต่ปี ๒๕๓๒ การเคลื่อนไหวของประเทศสหรัฐอเมริกาสะท้อนให้เห็นถึง การปฏิรูปเศรษฐกิจ และนั่นหมายถึงการเปิดโอกาสทางด้านการค้าการลงทุนและการจัดตั้งธุรกิจ หรือภาคบริการในสหภาพพม่าหรือว่าประเทศเมียนมาร์ ซึ่งก่อนหน้านั้นสหภาพยุโรปก็ได้ ยกเลิกเป็นการชั่วคราว ๑ ปี สําหรับการแซงก์ชันทางเศรษฐกิจเมื่อเห็นว่าประเทศพม่านั้น ได้ก้าวสู่ความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นแล้วก็เป็นที่ยอมรับในระดับหนึ่งของตะวันตก ความจริงเมื่อไม่กี่วันมานี้รัฐบาลญี่ปุ่นเองก็ได้เริ่มเจรจาในเรื่องความตกลงว่าด้วยการลงทุน กับทางรัฐบาลพม่า เหมือนอย่างที่รัฐสภาไทยกําลังพิจารณาเพื่อให้ความเห็นชอบในวันนี้ แต่เนื่องจากว่าเราใช้เวลายาวนานมากครับ ตัวแบบ ต้นแบบที่เป็นโมเดลของความตกลงรวมทั้ง เอกสารภาคผนวกที่แนบท้ายทั้งเอ (A) และบี (B) ดังกล่าวนั้น มีประเด็นที่ผมอยากตั้งคําถามถึง คณะรัฐบาลโดยเฉพาะท่านรัฐมนตรีที่เป็นตัวแทนคณะรัฐมนตรีมาตอบคําถามอยู่ ๒-๓ เรื่อง เพราะว่ารูปแบบหรือฟอร์แมท (Format) ของตัวความตกลงก็เป็นความตกลงที่เราได้ใช้มา กับหลายประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มที่เราเรียกว่ากลุ่มซีแอลเอ็มวี (CLMV) เราทําความตกลง อย่างนี้มาหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นประเทศลาว ประเทศกัมพูชา ประเทศเวียดนาม ก็เหลือ เมียนมาร์เท่านั้น แต่ที่ผมจะถามท่านรัฐมนตรี ผ่านท่านประธานไปถึงท่านรัฐมนตรีก็คือว่า เมื่อปี ๒๕๔๗ เราได้มีความตกลงว่าด้วยความร่วมมือการลงทุนระหว่างสํานักงานส่งเสริมการลงทุน ของประเทศไทยที่เรียกว่าบีโอไอ บอร์ด ออฟ อินเวสท์เมนท์ (Board of Investment) กับคณะกรรมาธิการการลงทุนของประเทศพม่า อยากทราบว่ามีปัญหาและอุปสรรคอย่างไร จากความตกลงดังกล่าว แล้วก็มีกรณีที่เป็นปัญหาในเรื่องการคุ้มครองการลงทุนทั้งรายเล็ก เอสเอ็มอีเป็นถึงรายใหญ่ หรือแม้แต่คําถามบางประเด็นในภาคผนวก ในข้อ ๒ (๑) ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องว่าจะสามารถใช้ความตกลงนี้ได้ จะต้องได้รับใบอนุญาตหรือความเห็นชอบ ให้ลงทุน ตรงนี้ก็เป็นประเด็นที่จะเป็นคําถามต่อ ๆ ไป
คําถามที่ ๒ ก็คือว่าความตกลงนี้หากว่ารัฐสภาให้ความเห็นชอบนั้น จะมีความก้าวหน้าหรือการให้มากกว่าความตกลงอาเกีย (ACIA) มากน้อยแค่ไหน ตอนที่เป็น รัฐมนตรี ผมเป็นรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนที่รับผิดชอบในการเจรจา ในเรื่องการทําความตกลง ในเรื่องของเอฟทีเอ (FTA) ก็ดี ในเรื่องของความตกลงเหล่านี้เป็นหลัก เพราะฉะนั้นโดยหลัก ของการทําความตกลงก็คือว่าถ้าเป็นความตกลงทวิภาคีจะต้องได้มากกว่าพหุภาคี นั่นหมายความว่าความตกลงอาเกีย ซึ่งพัฒนามาจากความตกลงเอไอเอ (AIA) ก็คืออาเซียน อินเวสท์เมนท์ อะกรีเมนท์ (ASEAN Investment Agreement) ก็เรียกว่าเป็นเขตการลงทุน อาเซียน ก็ว่าด้วยเรื่องการส่งเสริม การคุ้มครอง ว่าด้วยการระงับข้อพิพาท ว่าด้วยการชดเชย ทดแทน ในเรื่องของการลงทุนในกลุ่มของอาเซียน ซึ่งประเทศไทยและประเทศพม่านั้น ก็เป็นสมาชิกอยู่ด้วยกัน จากเอไอเอก็ขยายพัฒนาขึ้นมาให้มีความก้าวหน้าพัฒนามากขึ้น ก็มาเป็นความตกลงอาเกีย ที่เรียกว่าอาเซียน คอมพรีเฮนซีฟ อินเวสท์เมนท์ อะกรีเมนท์ (ASEAN Comprehensive Investment Agreement) ซึ่งก็เพิ่งมีผลเมื่อเดือนมีนาคม ที่ผ่านมานี้เอง เพราะในหลักของการที่ประเทศไทยจะไปทําความตกลงกับประเทศใด ในลักษณะทวิภาคีกับในลักษณะพหุภาคี เราถือหลักว่าถ้ามีความตกลงพหุภาคีให้อยู่แล้ว และถ้าจะไปทําความตกลง ๒ ประเทศทวิภาคีจะต้องเป็นความตกลงที่ต่างคนต่างให้มากกว่า ผมจึงถามท่านรัฐมนตรีว่าจะมีประโยชน์อันใดถ้าหากรัฐสภาให้ความเห็นชอบ ความตกลง ฉบับนี้ ในเมื่อความตกลงอาเกียมีผลคุ้มครองหมดแล้ว และอาจจะมากกว่าความตกลงฉบับนี้ ไม่อย่างนั้นก็เป็นเพียงเอกสารตามพิธีกรรมเพราะว่าเป็นขั้นตอนสุดท้าย หลังจากที่ ทางรัฐบาลเมียนมาร์หรือรัฐบาลพม่านั้นได้ดําเนินการให้ความเห็นชอบตามขั้นตอน กระบวนการภายในและแจ้งให้เราทราบ และเป็นหน้าที่ของเราซึ่งความจริงลงนามไปตั้งแต่ เดือนมีนาคม ๒๕๕๑ แล้วนะครับ อันนี้มาย้อนหลังในการให้รัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบ เพื่อให้เป็นไปตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ เพราะฉะนั้นกระบวนการที่ผ่าน การเจรจามายาวนานร่วมกว่า ๒ ทศวรรษนี้ มันมีส่วนหนึ่งที่เวลาไปเจรจาความเมือง ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจจะเป็นที่ยอมรับเลยว่าตัวแบบ ต้นแบบเก่า ๆ มันไม่ทันความตกลงใหม่ ๆ ดังนั้นก็เลยถามท่านรัฐมนตรีว่าในประเด็นนี้ความตกลงที่รัฐสภาจะให้ความเห็นชอบ ตามข้อเสนอของคณะรัฐมนตรีนั้นมีการให้การคุ้มครอง หรือการส่งเสริมมากกว่าความตกลง การลงทุนอาเซียนซึ่งไทย-พม่าผูกพันกันไปเรียบร้อยแล้วมากน้อยแค่ไหน อะไรบ้าง
ประเด็นที่ ๓ ก็คือว่าเวลาที่ประเทศไทยจะทําความตกลงมันไม่ได้ได้อย่างเดียวครับ มันมีเสียด้วย ไม่มีความตกลงระหว่างประเทศ โดยเฉพาะทวิภาคีที่ประเทศใดประเทศหนึ่ง จะได้ฝ่ายเดียวหรือได้เปรียบ แต่ต้องเป็นความเห็นพ้องต้องกันที่ยอมรับได้ เพราะฉะนั้น มันมีทั้งโอกาสและปัญหา ก็มีคําถามในประเด็นนี้อยู่ ๒-๓ ข้อครับว่าถ้ารัฐบาลนั้นได้เตรียมที่จะ ใช้โอกาสมากน้อยแค่ไหน ๑. ในเรื่องของการลงทุน ผมยกเป็นตัวอย่างแล้วกันเพื่อให้เห็น เป็นรูปธรรม กรณีของนโยบายมองตะวันตกหรือว่าประตูตะวันตก เช่น โครงการเมกะโปรเจกต์ (Mega-Project) ทวาย ความจริงต้องขออนุญาตท่านประธานรัฐสภา เพราะว่าผมจะใช้เวลา พอสมควร เนื่องจากว่าเมื่อตอนที่รัฐบาลมาแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ผมได้ตัดสินใจที่จะ หยิบยกประเด็นเรื่องโครงการเมกะโปรเจกต์ทวายขึ้นอภิปรายแทนเรื่องอื่น เพราะว่า ก่อนหน้านั้นรัฐมนตรีอย่างน้อย ๒ ท่านในรัฐบาลปัจจุบันได้แสดงความเห็นต่อสาธารณะ ไม่เห็นด้วยกับโครงการเมกะโปรเจกต์ทวาย ทําให้ผมเกรงว่าประเทศไทยจะเสียโอกาสอย่างยิ่ง จึงตัดสินใจที่จะใช้เวทีรัฐสภาในการอภิปรายเฉพาะประเด็นเรื่องประโยชน์ที่ประเทศไทย จะได้รับจากความร่วมมือในการ่วมลงทุนโครงการเมกะโปรเจกต์ทวาย หลังจากนั้น ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ และคณะรัฐมนตรีก็เริ่มเข้าใจ และในที่สุดก็เห็นด้วยกับโครงการ ความจริงเรื่องนี้ที่ต้องเรียนถามเพราะว่ามันไม่ง่ายครับ มันไม่ง่ายถ้าหากว่าเราไม่เตรียมการในการที่จะใช้ประโยชน์จากความตกลง ความตกลง จะเป็นเพียงกระดาษเหมือนอย่างที่ผมอยากจะเรียนว่าใน ๓๓ ปีที่ผ่านมาเรามีความตกลง หรือบันทึกความเข้าใจในรูปแบบความตกลงระหว่างไทย-เมียนมาร์ ตั้งแต่เรื่องของการค้า เป็นฉบับแรกเลยนะครับ มาสู่ความตกลงทางด้านวิชาการ ทางด้านวัฒนธรรม ทางด้านสังคม ทั้งหมด ๒๘ ฉบับด้วยกัน แล้วเราพยายามที่จะใช้ยุทธศาสตร์ของความเป็นหุ้นส่วนกัน ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะกับเมียนมาร์ในการที่จะสร้างความมั่งคั่ง ความมั่นคงร่วมกัน บนพรมแดน ๒,๔๐๑ กิโลเมตร ๘ จังหวัดที่ติดกัน เราถือได้ว่าเราเป็นที่ ๑ ผมไม่ทราบว่าคณะรัฐมนตรีทําตัวเลขมาว่าเป็นที่ ๒ หรือว่าปัจจุบันเป็นที่ ๒ หรืออย่างไร แต่ว่าขณะที่เป็นรัฐบาลอยู่ตอนนั้นประเทศไทยเป็นประเทศหมายเลข ๑ ทั้งการลงทุน การค้า และการท่องเที่ยวครับ และนี่คือโอกาสที่เป็นตัวอย่างของโครงการลงทุนใหญ่ที่สุด ในเอเชียตะวันออก ไม่ใช่เฉพาะเอเชียอาคเนย์ โครงการเมกะโปรเจกต์ทวายนั้นถือได้ว่า เป็นความฝันของรัฐบาลพม่า และประเทศพม่า เหมือนที่เราเคยฝันเมื่อตอนยุคโชติช่วงชัชวาล แล้วเราได้สร้างโครงการอีสเทิร์น ซีบอร์ด (Eastern Seaboard) นั่นละครับ อย่างไรอย่างนั้น ผมเองโชคดีที่ได้มีโอกาสทําหน้าที่และได้พบกับรัฐมนตรี ได้พบกับนายกรัฐมนตรีของเมียนมาร์ หลายคน หลายครั้ง หลายหน เดินทางเข้าไปในประเทศพม่าหลายครั้ง แม้แต่ต้อง ฝึกเซ็นลายมือตัวเอง เซ็นเป็นภาษาพม่า เพื่อให้เขาเกิดความประทับใจว่าเรานั้นมีความตั้งใจจริง แล้วในที่สุดเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๓ ที่รัฐบาลพม่าได้ให้มีการลงนามในความตกลงที่เรียกว่า เฟรมเวิร์ค อะกรีเมนท์ (Framework Agreement) ในโครงการเมกะโปรเจกต์ทวาย ในเดือนพฤศจิกายน ระหว่างบริษัทเอกชนของประเทศไทยกับทางการของประเทศพม่า หลังจากนั้นอีก ๒ เดือน คือเดือนมกราคม ก่อนจะมีการเปลี่ยนรัฐบาล ก่อนที่รัฐสภาชุดใหม่ ของประเทศพม่าจะมีการประชุมครั้งแรก รัฐบาลพม่าขณะนั้นได้ออกสิ่งที่เรารอคอยมานานครับ และเป็นความพยายามของรัฐบาลชุดที่แล้ว แล้วก็ภาคเอกชนของประเทศไทยที่รอคอย มานาน นั่นก็คือการออกกฎหมายพิเศษให้ทวายเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษครับ นี่คือสิ่งที่ถือเป็นหลักกิโลเมตรแรกของการเกิดโครงการนี้ แต่ผมไม่สบายใจครับ ผมไม่สบายใจ ในการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรของรัฐบาลเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และมีข่าวประกาศออกมา ทํานองว่ารัฐบาลจะเข้าไปดําเนินการโครงการนี้ ผมบอกอย่าเลยครับ โครงการไทย-เมียนมาร์นั้น ล้มเหลวมาหลายครั้ง แม้แต่เมกะโปรเจกต์ทวายที่ดําเนินการริเริ่มมา ๒-๓ รัฐบาลนี้ ไม่ประสบความสําเร็จเพราะปัญหาผลประโยชน์ครับ ตอนที่ผมไปรื้อฟื้นโครงการนี้ เมื่อปี ๒๕๕๒ บริษัทที่ตั้งร่วมทุนกันมาเจ๊งล้มละลายเรียบร้อยแล้วครับท่านประธานครับ เพราะอะไร สืบสาวไปปรากฏว่าคนนั้นอยากได้สัมปทานตรงนี้ คนนั้นอยากได้ที่ตรงนี้ คนนั้นอยากเปิดบ่อนชายแดน ในที่สุดตกลงกันไม่ได้ ผลประโยชน์ของบางคน บางกลุ่ม บางพวก กลับกลายเป็นอุปสรรคต่อความมั่งคั่งของ ๒ ประเทศ ต่อความฝันของ ๒ ประเทศ ความฝัน ของไทยก็คือเราต้องการที่จะกลายเป็นเส้นทางการค้าของโลก เป็นปรากฏการณ์ที่ ๔ นอกจากคลองปานามา คลองสุเอซ หรือคลองคีลในยุโรปเหนือแล้ว ก็คือการที่มีคลองบก หรือแลนด์บริดจ์ที่จะเชื่อมระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิก เพื่อร่นระยะทาง ไม่ต้องไปอ้อมช่องแคบมะละกา สิงคโปร์ ซึ่งร่นไปได้ ๗-๑๐ วัน และด้วยความสามารถ และการพัฒนาศักยภาพด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ของเราในการเชื่อมโยงท่าเรือน้ําลึกทวาย ซึ่งบริษัทไทยไปลงทุนทั้งหมด เป็นเจ้าของสัมปทานทั้งหมด แล้วก็จะร่วมลงทุนกับ นานาประเทศ แล้วก็เชื่อมมาที่แหลมฉบัง ประตูตะวันตกเชื่อมประตูตะวันออก แต่สิ่งนี้จะทําให้ เส้นทางการค้าของโลกมาสู่ประเทศไทย แต่นั่นหมายถึงการจ้างงาน หมายถึงความมั่งคั่งของ ๒ ประเทศ และที่สําคัญคือความผูกพันไปชั่วลูกชั่วหลานของคน ๒ ประเทศนี้ และโอกาส ที่มากกว่านั้นก็คือโอกาสของอาเซียน อาเซียนกําลังก้าวสู่เออีซี สู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในอีก ๒ ปี ๘-๙ เดือนข้างหน้า นี่คือการรองรับที่จะทําให้อาเซียนนั้นกลายเป็นศูนย์กลาง ของเศรษฐกิจโลก และเป็นยุคหลังแฮมเบอร์เกอร์ ไครซิส (Hamburger crisis) ที่เป็นโอกาส ของอาเซียนและเอเชีย ดังนั้นรัฐบาลอย่าได้เข้าไปเลยครับ การบริหารราชการหรือ การบริหารจัดการประเทศยุคสมัยใหม่นั้นรัฐบาลจะทําหน้าที่ในฐานะผู้สนับสนุน หรือผู้อํานวยความสะดวกที่เรียกว่าฟาซิลิเตเตอร์ (Facilitator) แต่อย่าเข้าไปเพราะเห็นว่า เป็นผลประโยชน์ก้อนใหญ่เลยครับ วันนี้สิ่งที่รัฐบาลควรทําคือดําเนินภายใต้ความตกลงดังกล่าว ที่เรากําลังจะให้ความเห็นชอบ แล้วก็ดูแลสนับสนุนเอกชนให้เขาเดินข้างหน้าไป ให้มีกําลัง ที่จะเดินไปข้างหน้า แต่อย่าไปฮุบโครงการนี้เลยครับ มันจะล้มเหลวเหมือนในอดีตที่ผ่านมา
โอกาสอีกประการที่ต้องเรียนถามในการเตรียมความพร้อมในส่วนนี้ก็คือ ถ้าหากว่าความตกลงเรื่องการส่งเสริมการลงทุนแล้วก็การคุ้มครองการลงทุนซึ่งเป็นหลักการ หลักเกณฑ์เสียส่วนใหญ่ ไม่ได้มีการลงรายละเอียด ซึ่งผมคิดว่าความตกลงสมัยใหม่ทุกวันนี้ เขาจะให้ความเป็นรูปธรรมมากกว่านี้ครับ แล้วผมเชื่อว่า ๒ ประเทศก็อยากเห็นความเป็น รูปธรรมมากกว่านี้ ยกตัวอย่างเช่นประเทศไทยกับประเทศพม่าอย่างน้อยเราเป็นภาคีสมาชิก อยู่ใน ๓-๔ กรอบ ใน ๓-๔ กรอบ ไม่ว่าจะเป็นอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นจีเอ็มเอส กรอบความร่วมมือ อนุภาคภูมิภาคลุ่มน้ําโขงหรือว่าแอคเมคส์ กลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิระวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง หรือว่าบิมสเทค (BIMSTEC) ที่ผมเน้นย้ําเรื่องบิมสเทคเพราะว่า มันเลยระยะเวลาของความตกลงที่เราจะประกาศเป็นเขตการค้าเสรีระหว่าง ๗ ประเทศ ประเทศไทยกับประเทศพม่าเป็น ๒ ประเทศเท่านั้นที่อยู่ในอาเซียน อีก ๕ ประเทศคือเอเชียใต้ ได้แก่ ประเทศอินเดีย ประเทศศรีลังกา ประเทศบังกลาเทศ ประเทศเนปาล ประเทศภูฏาน ถ้าเราได้ใช้ความตกลงนี้ในการกระชับความร่วมมือกับประเทศพม่าแล้วก็เป็นฐานของการที่จะ เร่งรัดให้ประเทศอินเดียกับอีก ๔ ประเทศในเอเชียใต้นั้นในการที่จะตกลงขั้นสุดท้าย ให้สัตยาบันเขตการค้าเสรีบิมสเทคเกิดขึ้น ก็คือกลุ่มประเทศรอบอ่าวเบงกอลนั่นเอง เราจะได้ประโยชน์มหาศาลครับ และนี่คือการได้ประโยชน์ร่วมกัน ไม่ใช่ประเทศไทย ได้ประโยชน์อย่างเดียว แต่นี่คือการใช้ประโยชน์ความตกลงการลงทุน ไม่ใช่เพียงแค่ ใช้ประโยชน์เฉพาะนักลงทุนไทย นักลงทุนเมียนมาร์เท่านั้น แต่ว่าวันนี้โลกก้าวไกลกว่า การที่จะมาพูดกันเพียงแค่การร่วมมือระหว่างแค่ ๒ ประเทศ แต่การใช้โอกาสมากกว่านั้น นอกจากนั้นก็คือทางรัฐบาลได้เตรียมความพร้อมต่อการใช้โอกาสของความตกลงดังกล่าว ในการกําหนดสาขาการลงทุนที่มีความเป็นรูปธรรมมากน้อยแค่ไหนครับ ซึ่งท่านรัฐมนตรี คงต้องตอบประเด็นนี้ ผมยกตัวอย่างว่านอกจากสาขาในเรื่องของพลังงาน ทั้งในเรื่องของ น้ํามันและแก๊สธรรมชาติที่อยู่ในอ่าวเมาะตะมะ หรือว่าที่อยู่บนบก รวมไปถึงในเรื่องของ การลงทุนด้านเหมืองแร่ เรื่องของอัญมณี เรื่องของสินค้าอุปโภค บริโภค เรื่องของเกษตร และอาหาร เป็นต้น แต่สาขาหนึ่งที่จําเป็นต้องได้รับการคุ้มครองและส่งเสริมอย่างมาก คือด้านโลจิสติกส์ครับ ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะอะไรทราบไหมครับ เพราะประเทศพม่านั้นก็เปรียบเหมือน ประเทศลาว ประเทศลาวนี่เราคิดว่าเป็นแลนด์ล็อก (Land lock) ความจริงไม่ใช่ ผมพูดเสมอว่าประเทศลาวนี่เป็นแลนด์ลิงค์ (Land link) จากประเทศไทยจะไปประเทศจีนตอนใต้ ไปยูนนานเราต้องผ่านประเทศลาว จากประเทศไทยจะไปกวางสี ไปประเทศเวียดนาม ต้องผ่านประเทศลาว ประเทศลาวนี่นอกจากประกาศตัวเองว่าเป็นแบตเตอรี่ ออฟ เอเชีย (Battery of Asia) คือเขาผลิตไฟฟ้าได้จากพลังงานน้ําแล้วนี่ เขายังบอกว่าเขานี่คือแลนด์ลิงค์ครับ ประเทศพม่าก็เช่นกันครับ เวลาเรามองดูโอกาสให้กับประเทศ เราก็มองดูว่าแต่ละประเทศ เราจะสมประโยชน์กันได้อย่างไร ผมเคยเรียนท่านประธานในสภาผู้แทนราษฎรนะครับว่า ตั้งใจที่จะเดินทางเชื่อมโยงเป็นเส้นทางการสํารวจ ซึ่งอยากจะให้ทางรัฐมนตรีได้สํารวจ เส้นทางนี้นะครับ ต่อเนื่องจากถนนระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก-ตะวันออก ที่เรียกว่า อีสท์ เวสท์ อีคอนอมิค คอริดอร์ (East-West Economic Corridor) นี่นะครับ จากอําเภอแม่สอด ผ่านประเทศพม่า ไปออกด่านทูมู่ตามูของประเทศพม่า แล้วก็เข้าประเทศอินเดียที่รัฐมณีปุระ ระยะทางเพียง ๑,๓๖๐ กิโลเมตรเท่านั้นเอง แต่ระยะทางเพียง ๑,๓๖๐ กิโลเมตรตรงนี้ มันมีความหมายมาก เพราะมันจะเป็นการเปิดศักราชใหม่ในการเชื่อมโยงแลนด์บริดจ์ ระหว่างอาเซียนกับเอเชียใต้ เอเชียใต้ซึ่งมีประชากร ๑,๐๐๐ กว่าล้านคน แล้วกําลังเติบโต ขึ้นมา โดยมีประเทศอินเดียเป็นศูนย์กลาง แล้วอาเซียนซึ่งมีประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง การลงทุนด้านโลจิสติกส์นั้นไม่ใช่เฉพาะแค่ภาคเอกชนเท่านั้น แต่ภาครัฐภายใต้รูปแบบพีพีพี (PPP) ก็สามารถที่จะทําให้เส้นทางคมนาคมดังกล่าวนั้นเปิดโอกาสของการค้า การท่องเที่ยว ขณะเดียวกันโลจิสติกส์ไม่ได้หมายถึงเส้นทางทางบกเท่านั้น สาขาทางด้านของการลงทุน ด้านโลจิสติกส์ ทางด้านการเดินอากาศ การเดินอากาศนั้นท่านประธานทราบไหมครับว่า ในประเทศพม่าตอนเหนือมีเมืองหิมะครับ เราไม่ต้องบินไปถึงยุโรปเพื่อไปเที่ยวหิมะ หรือว่าเดินทางไปถึงฮอกไกโดของประเทศญี่ปุ่นเพื่อเที่ยวเล่นหิมะ หรือเดินทางไปที่เกาหลี แต่เพียงแค่ ๔๕ นาที หรือว่าครึ่งชั่วโมงจากจังหวัดเชียงใหม่ หรือว่าประมาณ ๑ ชั่วโมงเศษ จากกรุงเทพฯ เราก็สามารถไปเที่ยวเล่นหิมะได้ในตอนเหนือของประเทศพม่า การเดินทาง ทางอากาศปัจจุบันในการส่งเสริมการลงทุนด้านการเดินอากาศสําคัญมากสําหรับภูมิภาคนี้ เพราะว่าหลังจากเรามีธุรกิจโลคอสท์ แอร์ไลน์ (Low cost Airline) เกิดขึ้นมันได้ปฏิวัติ การท่องเที่ยว มันได้ปฏิวัติการขนส่งทางอากาศ มันได้ปฏิวัติการค้า เพราะว่าการเดินทาง ด้วยต้นทุนที่ต่ําลงมามันได้เปิดโอกาส แล้ววันนี้รูปแบบของการเดินทางมันไม่ใช่จากสนามบินนานาชาติ ของเมืองหลวงไปสู่สนามบินนานาชาติของเมืองหลวง วันนี้มันเป็นรูปแบบของการขนส่ง โลจิสติกส์ จากซิตี้ ทู ซิตี้ (City to City) ก็คือจากเมือง เช่น จังหวัดเชียงใหม่ไปมัณฑะเลย์ จังหวัดเชียงใหม่ไปพุกาม หรือว่าสนามบินบ่อฝ้าย อําเภอชะอํา อําเภอหัวหิน ควรจะสามารถ บินเข้าไปที่มัณฑะเลย์ สามารถบินเข้าไปที่ทวาย บินเข้าไปที่มะริด หรือว่าจะบินเข้าไปที่เจ้าผิ่ว ซึ่งจะเป็นฐานการลงทุนใหญ่ของประเทศจีนทางฝั่งตะวันตกของประเทศพม่า หรือจะเข้าไปที่เมืองตองอู เมืองแปร ไปที่เมืองซานดูเอกซึ่งเป็นเหมือนพัทยาของพม่า ตรงนี้ครับ ที่ผมเรียนว่าการสร้างความชัดเจนให้เป็นทิศทางไกด์ไลน์ (Guideline) สําหรับ การใช้ประโยชน์จากความตกลง มันสําคัญยิ่งกว่าความตกลงที่ ๒ ประเทศเห็นชอบกันเสียอีก ถ้าเราต้องการเห็นเพียงแผ่นกระดาษแล้วมันไม่เกิดอะไร มันก็ไร้ค่า แต่ถ้าเราใช้ประโยชน์ มันได้มากเท่าไร มันคือคุณค่าของความตกลงระหว่างประเทศ
ท่านประธานครับ การขนส่งทางน้ําเป็นการลงทุนที่ผมอยากเรียนท่านประธาน ผ่านไปถึงรัฐบาลว่าถ้าเราสามารถใช้ความตกลงดังกล่าวนี้ ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะสามารถ ครอบคลุมได้มากน้อยแค่ไหนในการส่งเสริมและคุ้มครอง เพราะว่าการขนส่งทางน้ํา ผมเรียน ท่านประธานว่ามันเป็นโอกาสของ ๒ ประเทศอย่างยิ่งครับ นั่นก็คือการขนส่งทางน้ําในอ่าวเบงกอล เรามีอ่าวทั่วโลกที่มีการพัฒนาการขนส่งทางน้ําพาณิชย์นาวี เพื่อการขนส่ง เพื่อการโดยสาร ล่าสุดใกล้สุดก็คืออ่าวเปอร์เซียครับ มีการค้ามากมายมาเป็นเวลานับพันปี ของประเทศอิหร่าน ของประเทศอิรัก ของประเทศคูเวต ของประเทศกาตาร์ ของประเทศบาห์เรน ของประเทศยูเออี ของประเทศดูไบ ของประเทศโอมาน มีเรือไม่ต่ํากว่า ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ ลํา ทั้งเรือขนาดเอี้ยมจุ๊น เรือขนาด ๑,๐๐๐-๒,๐๐๐ ตัน วิ่งรอบฝั่งของอ่าวเปอร์เซีย แต่อ่าวเบงกอลไม่มีครับ ตรงนี้เอง ถ้าหากว่าทางรัฐบาลได้ให้ความชัดเจนในการที่จะตอบต่อรัฐสภาว่าความตกลงนี้มีประโยชน์แน่ และจะใช้ในการที่จะส่งเสริมสาขาโลจิสติกส์ โดยเฉพาะในเรื่องของการส่งเสริมการลงทุน ด้านการขนส่งพาณิชย์นาวีในอ่าวเบงกอล โดยเอาท่าเรือระนองนี้ครับเป็นฮับ (Hub) แล้วก็ไปท่าเรือย่างกุ้ง ไปท่าเรือเจ้าผิ่ว ไปท่าเรือจิตตะกองของบังกลาเทศ ไปท่าเรือกัลกัตตา เชนไนของประเทศอินเดีย ไปท่าเรือโคลัมโบของประเทศศรีลังกา แล้วก็ไปท่าเรืออะเชห์ของ ประเทศอินโดนีเซีย แล้วไปท่าเรือปีนังของประเทศมาเลเซีย แล้วก็มาสู่ท่าเรือระนอง เราสามารถที่จะครองน่านน้ํานี้เพื่อประโยชน์การค้าและการลงทุนโดยร่วมกับเมียนมาร์ได้ครับ นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่ามันเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ถ้าหากว่าทางรัฐบาลจะได้นําไปพิจารณา แล้วก็ใช้ประโยชน์จากความตกลง แต่ถ้าความตกลงดังกล่าวไม่สามารถที่จะใช้ประโยชน์ได้ มันก็น่าเสียดาย
สิ่งหนึ่งที่ผมเรียนท่านประธานเป็นประเด็นสุดท้ายก็คือว่าการลงทุนพรมแดนครับ ส่วนมากการลงทุนเรามักจะไม่ค่อยพูดถึงประเด็นนี้ เหมือนเวลาที่เราพูดถึงการส่งออก การนําเข้า เราจะพูดถึงการค้าระหว่างประเทศ แต่การค้าชายแดนนั้นประเทศไทยถือได้ว่า มีความพิเศษมาก เกือบ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่เกิดจากการค้าชายแดน ระหว่างประเทศไทย ประเทศลาว ประเทศกัมพูชา ประเทศมาเลเซียและประเทศเมียนมาร์ แต่พรมแดนที่เป็น จุดค้าขายระหว่างประเทศไทยกับประเทศเมียนมาร์นั้นยาวถึง ๒,๔๐๑ กิโลเมตร จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดบ้านเกิดผมก็ติดกับพรมแดนของประเทศเมียนมาร์ การลงทุนพรมแดนครับ ถ้าความตกลง ดังกล่าวนั้น ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะนึกถึงการลงทุนโดยทั่วไปขนาดใหญ่ แต่โดยแท้ที่จริงการลงทุน พรมแดนมันได้พัฒนารูปแบบในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาในหลายประเทศครับ หลังสุดก็คือ อิสกันดาร์ที่อยู่ในรัฐยะโฮร์บาห์รูที่ติดกับสิงคโปร์ ไม่ใช่การลงทุนที่กัวลาลัมเปอร์ แต่เป็นการลงทุน ที่รัฐยะโฮร์บาห์รู ลงทุนพรมแดนติดกับประเทศสิงคโปร์ เพื่อใช้ประโยชน์ของความเป็นตลาด ของความเป็นพื้นที่พรมแดน เพราะฉะนั้นโครงการเขตเศรษฐกิจอิสกันดาร์ในรัฐยะโฮร์บาห์รู จึงเกิดขึ้น ผมต้องแอบไปดู เพราะไปไกลมากแล้ว แล้วเราได้มาออกแบบครับ ออกแบบ เขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอดเป็นรูปแบบแรก โดยหวังว่ารูปแบบนี้ ออกแบบนี้จะเหมือนกับ เซินเจิ้นของประเทศจีน จะเหมือนกับอิสกันดาร์ของประเทศมาเลเซีย จะเหมือนกับ คิง อับดุลลาห์ นิว อีคอนอมิค ซิตี้ (King Abdullah new economic city) ของประเทศซาอุดีอาระเบีย ไม่ใช่นิคมอุตสาหกรรมการลงทุนชายแดนปกติ แต่ต้องเป็นการออกแบบที่เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ระดับภูมิภาค เพราะฉะนั้นรัฐบาลควรไปดูนะครับ เพราะว่าตรงนี้จะเกี่ยวข้องโดยตรงกับ การใช้ความตกลงว่าด้วยการลงทุนและการส่งเสริมและการคุ้มครองการลงทุนระหว่างไทย-เมียนมาร์ เพราะว่าตรงข้ามกับแม่สอดที่เมียวดีนี่ครับ ก็ได้มีการทําเป็นนิคมหรือเขตเศรษฐกิจเมียวดี ตรงนั้นคือประตูด่านค้าใหญ่ที่สุดของประเทศไทย และเป็นจุดปลายสุดของถนนที่เรียกว่า ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตกของจีเอ็มเอสที่เรียกว่าอีสท์ เวสท์ อีคอนอมิค คอริดอร์ เพราะฉะนั้นการลงทุนดังกล่าวที่เป็นการลงทุนพรมแดนของ ๒ ประเทศนี่ครับ มีนักลงทุนไทย ที่อยู่ชายแดนและส่วนกลางประสงค์ที่จะไปลงทุนในเขตเศรษฐกิจการลงทุนเมียวดี เช่นเดียวกันก็อยากจะทําเจวี (JV) หรือ จอยท์เวนเจอร์ (Joint venture) ในการมาลงทุน เขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด ซึ่งอยู่ในพื้นที่ ๕,๖๐๑ ไร่ ที่คณะรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดที่แล้ว ได้อนุมัติเสร็จเรียบร้อยแล้วครับ รัฐบาลชุดนี้เดินหน้าได้เลยทันทีด้วยการตั้งองค์กรบริหารขึ้นมา แล้วก็ทําสัญญาเช่าพื้นที่จากกรมป่าไม้ ก็สามารถดําเนินการตามรูปแบบที่ได้วางไว้ ผมเอง เป็นประธานคณะกรรมการโครงการดังกล่าวก็ฝากไว้ นี่คือบททดสอบว่าความตกลงว่าด้วย การส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนจะสําเร็จหรือไม่ อย่ามองข้ามการลงทุนพรมแดน เพราะมันอยู่ไกลปืนเที่ยง แต่ความที่อยู่ไกลปืนเที่ยงทําให้ได้ประโยชน์ในเรื่องของค่าแรงที่ถูกกว่า ได้ประโยชน์ในเรื่องของวัตถุดิบ ได้ประโยชน์ในเรื่องความใกล้กับตลาดมากกว่ากัน และพร้อมกันนั้นก็มีสิทธิประโยชน์ในการส่งเสริมการลงทุนที่พิเศษกว่าโซน (Zone) อื่น เป็นโซนพิเศษ ต้องออกแบบให้เหมือนที่ประเทศจีนประสบความสําเร็จที่เซินเจิ้น เราจึงจะ ใช้ประโยชน์จากความตกลงว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนระหว่างไทยกับเมียนมาร์ได้ แน่นอนที่สุดท่านรัฐมนตรีคงทราบว่าขณะนี้เราได้เสนอให้มีเขตเศรษฐกิจพิเศษกาญจนบุรี เพื่อรองรับในส่วนของทวาย ซึ่งก็จะมีนิคมอุตสาหกรรมขนาด ๒๐๐,๐๐๐ ไร่อยู่ที่นั่น ซึ่งก็บริหารและเจ้าของสัมปทานโดยบริษัทไทยนั่นเอง เรากําลังจะต้องเตรียมความพร้อม ให้มีเขตเศรษฐกิจประจวบคีรีขันธ์ เพราะว่าด่านสิงขรเพื่อไปมะริด ระหว่างด่านสิงขรกับมูดอง ของประเทศพม่านั้นถือว่าเป็นลําดับต้น อันดับ ๑ หรือ ๒ ในการยกระดับขึ้นเป็นด่านสากลครับ นอกจากด่านพุน้ําร้อน บ้านเก่ากับบ้านมิตต้าของประเทศพม่าที่จะไปสู่ทวาย ซึ่งรวมไปถึง ส่วนที่ท่านสมาชิกหลายท่านได้เสนอซึ่งเป็นความคิดที่ดีมาก ก็คือการเตรียมความพร้อม เขตเศรษฐกิจและการลงทุนแม่สาย เขตเศรษฐกิจและการลงทุนเชียงของ หรือแม้แต่ที่ขุนยวม ซึ่งเชื่อมต่อไปยังเมืองลอยก่อเข้าไปตองอู เข้าไปเมืองแปร หรือแม้แต่ใกล้เนปีดอที่สุด ก็คือที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนนั่นเอง ผมกราบเรียนท่านประธานโดยใช้เวลาพอสมควรเพราะเห็นว่า มันเป็นช่วงเวลาของโอกาสครับ เป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยกับประเทศเมียนมาร์นั้น จะได้ก้าวข้ามประวัติศาสตร์ อาจจะมีทั้งความข่มขืน บาดแผล แต่วันนี้ ๒ ประเทศ ได้มองเห็นถึงอนาคตที่สดใสร่วมกัน เราจําเป็นจะต้องเป็นขาของกันและกัน เป็นคู่ค้าและคู่ขา ไม่ใช่คู่แข่ง เราจําเป็นที่จะต้องได้รับความมั่นใจในความตกลงที่เป็นสากลระหว่าง ๒ ประเทศ วันนี้โอกาสมาถึงแล้ว เพียงแต่ว่ารัฐบาลเข้าใจและจะใช้ประโยชน์จากโอกาสดังกล่าวถ้าหากว่า รัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบอย่างไร ผมเรียนท่านประธานเพื่อฝากประเด็นเหล่านี้ให้กับ ทางรัฐบาลได้นําไปพิจารณาและหวังว่ารัฐสภาซึ่งเป็นตัวแทนปวงชนชาวไทยที่จะให้ความเห็นชอบ รัฐบาลจะได้นําความเห็นชอบดังกล่าวนั้นก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ ทั้งปัจจุบันและอนาคต ขอบพระคุณท่านประธานครับ