นฤมล ศิริวัฒน์ เสนอความเห็นชอบในความตกลงระหว่างไทยกับเมียนมาร์ เน้นย้ำถึงความจำเป็นของความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และความพร้อมของประเทศไทยในการดำเนินการ
ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉัน นางนฤมล ศิริวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดอุตรดิตถ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ ดิฉันจะใช้เวลาไม่ยาวที่จะอภิปรายความเห็นของดิฉันต่อการให้ความเห็นชอบในความตกลง ของประเทศไทยกับประเทศเมียนมาร์นะคะ เนื่องมาจากทรัพยากรธรรมชาติซึ่งมีความจําเป็น ในการที่จะใช้ในการผลิตและการบริโภคของประชากรโลกมันมีอยู่จํากัดนะคะ ประเทศใดก็ตาม ที่มีทรัพยากรเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพลังงานหรือเป็นของป่าไม้ หรือว่าอื่น ๆ ใด ๆ ก็แล้วแต่นี่นะคะสมบูรณ์ก็มักจะเป็นที่ที่หมายตาของประเทศซึ่งเขามีความพร้อมนะคะ มหาอํานาจทั้งหลายคะ ท่านประธานคะ เพื่อนสมาชิกคะ มีความพร้อมและได้เดินทางเข้าสู่ ประเทศพม่ามาเป็นเวลานานมากแล้ว ดิฉันคิดว่าความพร้อมของประเทศเหล่านั้นได้เข้าไป มีบทบาทในการที่จะทําให้ประเทศพม่าได้เปิดประเทศด้วยซ้ําไปนะคะ ไม่ว่าจะเป็นยุโรป ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศรัสเซีย หรือว่าประเทศจีนนะคะ ทําให้บ้านเราซึ่งจริง ๆ แล้ว ได้มีแนวความคิดในการที่จะมีความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจกับประเทศในกลุ่มในย่านของเรา หรือที่เราเรียกว่ากลุ่มอิระวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง มานานแล้ว เหลืออีกเพียงประเทศเดียวค่ะ ที่ประเทศไทยยังไม่ได้ลงนามในความตกลงก็คือประเทศเมียนมาร์นี้นะคะ ดิฉันคิดว่า มันถึงเวลาที่เราจะต้องเดินหน้าเข้าไป มิเช่นนั้นแล้วเราก็คงจะตกขบวนรถไฟในการที่จะ เข้าไปมีโอกาสในการที่จะร่วมกันพัฒนาตามนโยบายของภูมิภาคของเรา ประเทศในทุกวันนี้ ไม่สามารถที่จะอยู่อย่างโดดเดี่ยวได้ เครื่องมือในการที่ช่วยกันอยู่รอดก็คือการสร้างความร่วมมือ ความตกลงนี่ละคะเป็นเครื่องมืออีกแบบหนึ่งนะคะ แต่กว่าจะไปถึงความตกลงที่จะเป็นผล ที่จะเกิดการพัฒนาหรือความยั่งยืน หรือสิ่งที่เรามุ่งหวังต่อประชากรของเราทั้ง ๒ ประเทศ ต้องมีความพร้อมค่ะ วันนี้ดิฉันมองว่าความพร้อมทางด้านกฎหมายของเรานี่นะคะ ถ้าพูดถึง เรื่องของกระบวนการที่กําหนดโดยรัฐธรรมนูญก็น่าจะมีความพร้อมในระดับหนึ่ง ระดับหนึ่ง เท่านั้นค่ะ สําหรับประเทศไทยนี่ต้องบอกว่ามันไม่มีอะไรที่จะพร้อม พร้อมเต็มที่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ไม่มีนะคะ ในเรื่องของกฎหมายภายในประเทศ ในเรื่องของบุคลากร ที่จะต้องทําความเข้าใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภาษา วัฒนธรรม วิถีชีวิต แล้วในเรื่องของ การลงทุนที่สําคัญ เมื่อกี้เพื่อนสมาชิกคือท่านวิชาญได้พูดถึงการคุ้มครองการลงทุน ของนักลงทุนไทยไปแล้ว ท่านก็พยายามจะบอกว่าดิฉันจะพูดในเรื่องของการส่งเสริม ดิฉันก็ขอเรียนว่าการส่งเสริมนี่นะคะ การคุ้มครอง ถ้าคุ้มครองดี มาตรการดี มีความรัดกุม มีความมั่นใจ มีแนวทางในการคุ้มครอง ที่ชัดเจน ไม่ได้เป็นเพียงนโยบาย มันก็เป็นการส่งเสริมไปในตัวอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นดิฉันก็คิดว่า ความพร้อมในเรื่องที่ดิฉันได้บรรยายไปแล้วมันเป็นเรื่องที่จําเป็นค่ะ นโยบายชัดเจน เราต้องการที่จะไปแสวงหาโอกาสความร่วมมือทางเศรษฐกิจเพื่อจะพัฒนาประเทศ ทั้ง ๒ ประเทศ แต่ในทางปฏิบัติค่ะ ท่านประธานคะ เพื่อนสมาชิกคะ เราบอกว่านโยบายชัดเจน แต่แพรคทิเคิล ไกด์ไลน์ (Practical guideline) หรือแนวในการที่จะปฏิบัติหรือเอานโยบาย ไปปฏิบัติคือสิ่งที่เป็นปัญหาโดยตลอด เมื่อนักลงทุนใหญ่ ๆ เข้าไป แน่นอนค่ะ เพื่อนสมาชิก พูดแล้วว่าไม่ค่อยมีปัญหาหรอกค่ะ เขารู้วิธี เขามีศักยภาพที่จะทําได้ เอาตัวรอด เอาองค์กร ของเขารอด แต่ว่าทําอย่างไรคะที่นักลงทุนย่อย ๆ หรือระดับกลางของประเทศของเรา และประเทศคู่ตกลงของเราจะสามารถเข้ามาหรือออกไปทําการค้า ทําธุรกิจด้วยกันได้ อย่างมีความสุข อย่างมีความสันติ อย่างที่เราหวัง ดิฉันต้องเรียนนะคะ เรากําลังบอกว่า เราจะทําฟรีเทรด (Free trade) ฟรีเทรดนี่ค่ะ ใช่ แต่ฟรีเทรดถ้ามันไม่ได้เป็นฟรีเทรด ที่มีความพร้อมมันจะยุ่งยากนะคะ และเมื่อฟรีเทรดที่มุ่งหวังแต่จะเอาประโยชน์ เพื่อจะพัฒนาประเทศตัวเองอย่างเดียว ดิฉันคิดว่าปัญหาเกิดขึ้นค่ะ ข้อขัดแย้งเกิดขึ้น เราจะต้องเน้นในเรื่องของแฟร์เทรด (Fair trade) ด้วยนะคะ ท่านประธานคะ รัฐบาล อย่ามุ่งอย่างเดียวค่ะว่าจะไปหาประโยชน์ กลัวเสียประโยชน์ แต่ดิฉันคิดว่าการส่งเสริมให้ ผู้ลงทุนไทยได้เข้าถึงระบบหรือองค์กร หรือระเบียบต่าง ๆ ที่ชัดเจน จะทําให้มีการส่งเสริม การลงทุนมากขึ้น ท่านประธานอย่างเอ็กซิมแบงก์ (Exim bank) เรารู้กันว่าเอ็กซิมแบงก์ ก็คือแบงก์ที่สนับสนุนเรื่องการส่งออกและการนําเข้า นั่นคือสําหรับนักลงทุนรายใหญ่ ๆ ค่ะ ภาคเอกชนใหญ่ ๆ เขาใช้เอ็กซิมแบงก์นะคะ แต่สําหรับรายย่อย ๆ หรือรายกลาง ๆ นี่ค่ะ เขามักจะเรียกเอ็กซิมแบงก์ว่าเก๊กซิมแบงก์ค่ะ เพราะมันเข้าไม่ถึง อย่างไรมันก็เข้าไม่ถึงนะคะ ข้อจํากัดต่าง ๆ อย่างนี้มันทําให้ไม่ส่งเสริมการพัฒนาการลงทุนการค้าอย่างแท้จริงค่ะ และเมื่อเข้าไปเคว้งคว้าง ไปเกิดปัญหามันก็ไม่ได้ทําให้อะไรดีขึ้นมา จะต้องไปพันผูกกับ ระบบของศาล ระบบของอนุญาโตตุลาการต่าง ๆ นานา ซึ่งดิฉันคิดว่าสิ่งที่จะส่งเสริม ย้ําอีกทีนะคะ เรื่องเหล่านี้ต้องให้ชัดเจนก่อน แนวปฏิบัติต่าง ๆ และในหัวใจของเราคนไทยค่ะ ดิฉันอยากเน้นว่า จะไปลงทุนก็ต้องคิดว่าเป็นการลงทุนที่มันแฟร์ (Fair) มันยุติธรรม มันเป็นธรรม เมื่อมีการลงทุน ที่เป็นธรรม ยุติธรรม ไม่หวังที่จะไปเอารัดเอาเปรียบ ไปกอบไปโกย ไปขุด ไปดึงของเขามา จนกระทั่งเขารู้สึกว่าเขาเสียเปรียบนี่นะคะ ความยั่งยืนมันก็จะเกิดขึ้น และนั่นละคะดิฉันคิดว่า มันคือเป้าหมายที่สําคัญที่สุดของการพัฒนาในภูมิภาคของเรา เขาอยู่ได้ เราอยู่ได้ ต่างคนต่างอยู่ร่วมกัน อย่างมีความสงบสุข นั่นคือเป้าหมายของโลกด้วยค่ะ ทุกวันนี้ที่เราเห็นความขัดแย้ง ถ้ามองให้ลึกจริง ๆ ท่านประธานคะ มันเป็นความขัดแย้งซึ่งมันเกิดขึ้นมาจากการที่จะมุ่งไปหา ทรัพยากรธรรมชาติที่จํากัด ไม่ว่าจะเป็นปิโตรเลียม ไม่ว่าจะเป็นแก๊ส ไม่ว่าจะเป็นป่าไม้ ไม่ว่าจะเป็นน้ํา อะไรก็แล้วแต่นี่นะคะ ด้วยวิถีที่สามารถทําได้ ท่านประธานบางครั้งถึงขนาด ต้องทําสงครามนะคะ ทําสงครามเพื่อจะได้มีโอกาสเข้าไปครอบครองพื้นที่ ที่มีทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์ ทําสงครามเพื่อจะเข้าไปหาพื้นที่ที่จะสามารถออกไปสู่ทะเล ซึ่งจะลดต้นทุนในการที่จะทําการผลิต สิ่งเหล่านี้เป็นการที่เรามุ่งเน้นที่จะเอาเปรียบ แต่ถ้าเราคิดว่าเราจะทําการค้าฟรีเทรดที่มันแฟร์เทรดด้วย ความยั่งยืนจะเกิดขึ้น สันติสุข ก็จะเกิดขึ้นในโลกของเราด้วยค่ะ ดิฉันก็ขออนุญาตแสดงความเห็นไว้เพียงเท่านี้ แล้วก็คิดว่า ประเทศไทยของเราจะกลับไปทบทวน โดยรัฐบาลจะกลับไปทบทวนนะคะ ในสิ่งที่ดิฉันได้ ให้ความเห็นเอาไว้ว่าต้องเตรียมความพร้อมค่ะ พร้อมแล้วเดินหน้าเลยค่ะ วันนี้ไม่มีอะไร ที่จะรออีกแล้ว มิฉะนั้นแล้วเราก็ตกขบวนแน่ค่ะ ขอขอบพระคุณค่ะ