สุรเดช จิรัฐิติเจริญ หารือเรื่องความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนระหว่างไทย-พม่า โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการลงทุนเพื่อเพิ่มการค้าขายและสร้างความเจริญให้กับประเทศทั้งสอง และเน้นย้ำถึงความสำคัญของความจริงใจในการทำความตกลง
เรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดปราจีนบุรี ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ วันนี้เรามาพิจารณาเรื่อง ความตกลงเพื่อการส่งเสริม และคุ้มครองการลงทุนระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสหภาพพม่า วันนี้เองต้องยอมรับว่าประเทศพม่าเป็นประเทศที่เนื้อหอม หลายคนรุมตอม หลายคน สนใจประเทศพม่า ถ้าเทียบกับปีที่แล้วประเทศพม่ายังโดนคว่ําบาตรอยู่ แม้กระทั่ง ประเทศสหรัฐอเมริกาเอง สหภาพยุโรปเอง เมื่อก่อน ๒ กลุ่มนี้คว่ําบาตร ปัจจุบันนี้ก็พยายาม ปรับท่าทีเพื่อที่จะมาลงทุน เพื่อจะมาค้าขายกับประเทศเพื่อนบ้าน กับประเทศพม่า ประเทศไทยเอง เป็นประเทศที่ติดกับประเทศสหภาพพม่าหรือเมียนมาร์ที่เราพูดกัน ดังนั้นเองความตกลง เพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนจึงเป็นสิ่งที่จําเป็นที่จะต้องกระทํา เนื่องจากว่า ถ้าเรามีความตกลงนี้แล้วนักลงทุนไทยที่ไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน รวมกระทั่งถึง ในประเทศพม่าจะขาดความมั่นใจ ทําให้นักลงทุนเราไม่สามารถกระทําได้ ดังนั้นเองความตกลง ที่ทางรัฐบาลได้เสนอมาครั้งนี้ผมเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีและจําเป็น แต่ว่าอาจจะล่าช้าด้วยซ้ําไป เพราะว่าเรื่องนี้บรรจุตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนเราเพิ่งมาพิจารณาเดือนพฤษภาคม ใช้เวลาถึง ๖ เดือน ซึ่งประเทศพม่าเองเขาทําความตกลง คือเขาตอบมาแล้วตามความตกลงข้อ ๑๔ ว่า เขาพร้อมที่จะตกลงตามข้อตกลงแล้ว ขาดรอประเทศไทยฝ่ายเดียว ซึ่งเราใช้เวลา การพิจารณานั้นใช้เวลาค่อนข้างจะนาน ต้องยอมรับว่าความตกลงนั้นเป็นความตกลงที่ เป็นไปตามข้อตกลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ วรรคสอง ซึ่งบอกว่าความตกลงใด ๆ จะต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภาแห่งนี้ และในบรรทัดสุดท้ายของวรรคสองนั้นก็บอกว่า รัฐสภาจะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน ๖๐ วัน นับจากวันที่รับเรื่องดังกล่าว ปัจจุบันนี้ก็ ๖ เดือนแล้ว แต่ว่าไม่มีผลบังคับใช้ แต่ว่า เขาเขียนว่าให้แล้วเสร็จภายใน ๖๐ วัน แต่เราเองนั้นใช้เวลาถึง ๖ เดือน ก็เป็นข้อสังเกต ซึ่งถ้าเกิดมีโอกาสแก้ไขรัฐธรรมนูญก็คงจะพิจารณาตรงนี้ได้ว่าให้สอดคล้อง ในการที่จะ ให้ความเห็นชอบจากรัฐสภา ผมว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะว่าเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ดี สมาชิกวุฒิสภาก็ดี ได้อภิปรายอย่างกว้างขวางและอย่างรอบคอบ เป็นสิ่งที่ดีและละเอียดรัดกุม เพราะประเทศพม่าเอง ถึงแม้ว่าเป็นประเทศที่เผด็จการ แต่เขาก็มีสภา เขามีการถกเถียงกันอย่างรอบคอบ และโดยยึดหลักผลประโยชน์ ของประเทศชาติเป็นหลัก ดังนั้นเอง ถ้า ๒ ฝ่ายยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติ ทั้ง ๒ ฝ่ายเป็นหลัก ดูรายละเอียดให้รอบคอบ มีผลประโยชน์ร่วมกันก็เป็นสิ่งที่ดีที่จะ หาความตกลงหรือจุดร่วมทุนกันได้อย่างไร ท่านประธานครับ เราเองการคุ้มครองในการลงทุน ไทย-พม่า ถ้าเกิดเทียบประเทศพม่าลงทุนประเทศไทยถือว่าน้อยมาก แต่ถ้าเกิดว่า เทียบประเทศไทยลงทุนประเทศพม่าถือว่ามหาศาล ซึ่งในเอกสารของรัฐสภาบอกว่า ไทยลงทุนอันดับ ๑ แต่ทางท่านรัฐมนตรีบอกว่าประเทศไทยอันดับ ๒ ก็ไม่เป็นอะไรนะครับ เพราะจริง ๆ แล้วประเทศจีนลงทุนในประเทศพม่าค่อนข้างจะมาก นอกเหนือจากลงทุน ในประเทศพม่าแล้วก็มีบทบาท มีอิทธิพลในประเทศพม่าค่อนข้างเยอะ จนเป็นที่มาของ ประเทศสหรัฐอเมริกาและอียูต้องกลัวตกขบวนเลยต้องมีบทบาทในประเทศพม่าตามมา ดังนั้นประเทศไทยเองก็ควรจะใช้ศักยภาพที่มีอยู่ในประเทศที่เป็นสมาชิกอาเซียนก็ดี เป็นประเทศที่อยู่ติดกันซึ่งมีพรมแดนถึง ๒,๔๐๑ กิโลเมตรก็ดี แล้วประเทศพม่ามีความชื่นชอบ ในวัฒนธรรม ชื่นชอบในสินค้าอุปโภคบริโภค ชื่นชอบในบันเทิง ประเทศพม่าดูละครไทยได้มาก แม้กระทั่งประเทศพม่าเองก็คนมาทํางานในประเทศไทยเป็นจํานวนหลายล้านคน มีทั้งมาใหม่ และกลับไป ดังนั้นเองคนพม่าซึมซับวัฒนธรรม ซึมซับประเพณีของไทยเป็นอย่างดี ดังนั้นเอง การที่เราลงทุนในประเทศพม่านั้นก็เป็นสิ่งที่ดี และประเทศพม่าเองก็ให้เกียรติกับเครดิตไทย ผมเองก็เคยพาคณะ ผมเป็นประธานคณะกรรมาธิการการพลังงาน วุฒิสภา ก็ได้โอกาสไปพบกับ ท่านประธานรัฐสภาพม่า ได้โอกาสไปพบกับรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน ได้โอกาสพบกับ รัฐมนตรีไฟฟ้า ๑ ประเทศพม่า ทั้ง ๓ ท่านให้การต้อนรับอย่างดี ให้การร่วมมือร่วมใจอย่างดี ขอให้ประเทศไทยมีความจริงใจในการลงทุน ก็ทางประเทศพม่าพร้อมที่จะตอบรับแล้ว โดยเฉพาะอย่างเช่นเรื่องพลังงาน แก๊สในประเทศพม่า ปตท.สผ. ได้สัมปทานในอ่าวพม่า ส่งแก๊สเข้ามาในประเทศไทย ใช้มาผลิตกระแสไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าในเมืองไทย ๗๐ เปอร์เซ็นต์มาจากแก๊ส และ ๑ ใน ๓ ของแก๊สมาจากพม่า ดังนั้นเองถ้าเกิดความร่วมมือร่วมใจ กันไม่ดี ปัญหาเพราะว่าเรายังพึ่งพาพลังงานเป็นจํานวนมาก หรือแม้กระทั่งประเทศไทยเอง โดยเฉพาะ ปตท.สผ. ก็ได้สัมปทานแปลงใหม่นอกเหนือจากในทะเลแล้ว ได้สัมปทานอีก ๒ แปลงบนบก ซึ่งจะมีการลงนามในสัปดาห์หน้าในวันที่ ๖ มิถุนายน ก็เป็นนิมิตหมายที่ดี ที่เป็นความตกลง หรือความร่วมมือระหว่างบริษัทของประเทศไทยที่ได้สัมปทานในประเทศพม่า หรือแม้กระทั่งพลังงานที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่นําเข้าพลังงาน เรายังต้องการพลังงาน อีกจํานวนมาก แม้กระทั่งพลังงานถ่านหิน ซึ่งถ่านหินในประเทศพม่าก็มีเป็นจํานวนมาก ก็สามารถนําเข้าถ่านหิน หรือแม้กระทั่งผลิตโรงไฟฟ้าที่ประเทศพม่าแล้วส่งมายังประเทศไทยได้ อย่างเช่นโครงการที่เดิมทีมีโครงการที่ทวาย จะมีโรงงานไฟฟ้าขนาด ๓,๐๐๐ เมกะวัตต์ โดยใช้พลังงานถ่านหินแล้วก็ส่งกระแสไฟฟ้ามาที่ประเทศไทย หรือโครงการเชียงตุงที่ยังอยู่ เหนือจังหวัดเชียงรายก็มีแหล่งสํารองพลังงานถ่านหิน ก็สามารถที่จะส่งกระแสไฟฟ้ามา ประเทศไทยได้ หรือแม้กระทั่งพลังงานน้ําเขื่อนฮัตจี ซึ่งมีกระแสไฟฟ้า สามารถ ผลิตกระแสไฟฟ้าได้หลายพันเมกะวัตต์เช่นเดียวกัน ดังนั้นเองความร่วมมือต่าง ๆ นั้นผมว่า เป็นสิ่งที่จําเป็น เราต้องมีความตกลงและที่สําคัญคือต้องคุ้มครองนักลงทุนไทยที่ไปลงทุน ในประเทศพม่าเป็นอันมาก หรือแม้กระทั่งที่หลายคนพูดกันคือโครงการท่าเรือน้ําลึกทวาย โครงการท่าเรือน้ําลึกทวายนั้นเป็นโครงการซึ่งสามารถเป็นโครงการ อีสท์ เวสท์ คอริดอร์ (East-West Corridor) ของอาเซียนก็ว่าได้ เป็นโครงการที่ผู้นําอาเซียนทําความตกลงกันใน ความตกลงอาเซียน คอนเนคทิวิตี (ASEAN Connectivity) เพราะว่าเห็นควรที่จะส่งเสริม ท่าเรือน้ําลึกทวาย เพราะน้ําลึกทวายนั้นเป็นประตูเชื่อมระหว่างทะเลฝั่งมหาสมุทรอินเดีย มายังมหาสมุทรแปซิฟิก หรือมายังอ่าวไทยได้ ซึ่งระยะทางเพียง ๑๖๐ กิโลเมตรเท่านั้น แต่ท่านประธานครับ การลงทุนโครงการนี้ หลายแสนล้านบาท ลงทุนโดยนักลงทุนไทย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่เราเอง รัฐบาลไทยเอง ถ้าเทียบกับประเทศอื่น ๆ เขาจะลงทุนอะไร อย่าว่าได้แค่การคุ้มครองนักลงทุนไทยเท่านั้น ถ้าเป็นประเทศอื่น ๆ นั้นเขาทั้งทูตเอง ทั้งนายกรัฐมนตรีเอง ต้องช่วยกันแล้ว อันนี้ ก่อนหน้านี้ ข้อตกลงนี้ ผู้ประกอบการของคนไทยคือบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จํากัด (มหาชน) ทําความตกลงตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ลงทุนไทยโดย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ทําเองโดยรัฐบาลไม่ได้ ให้ความร่วมมือ แม้กระทั่งรัฐบาลชุดนี้ เดิมทีโครงการท่าเรือน้ําลึกทวายรัฐบาลเองก็ไม่ให้ ความชัดเจน จะไม่พูดถึงส่งเสริมโครงการท่าเรือน้ําลึกทวาย ไปพูดถึงโครงการท่าเรือน้ําลึก แลนด์บริดจ์ (Land bridge) ที่อําเภอปากบารา จังหวัดสงขลาด้วยซ้ําไป ไม่ส่งเสริมท่าเรือน้ําลึกทวาย ทําให้ผู้สนใจ นักลงทุนต่าง ๆ ไม่มั่นใจในโครงการดังกล่าว ดังนั้นเองนอกเหนือจาก การคุ้มครองนักลงทุนแล้ว อยากให้รัฐบาลส่งเสริมนักลงทุนไทยที่ไปประเทศเพื่อนบ้าน รวมกระทั่งถึงในประเทศพม่าว่าจะทําอย่างไรให้นักลงทุนของไทยนั้นประสบความสําเร็จ อย่าคิดแต่เพียงว่าไปส่งเสริมหรือช่วยเหลือนักลงทุนไทยแล้วจะได้ผลประโยชน์อะไร เราต้อง มองว่าคนไทยได้อะไร ถ้าเกิดนักลงทุนไทยได้ ประเทศไทยก็ได้ ซึ่งโครงการนี้เป็นโครงการที่จําเป็น นอกเหนือจากเป็นโครงการน้ําลึก เพราะว่าท่าเรือน้ําลึกทวายนั้นถ้าเทียบฝั่งอันดามันแล้ว ประเทศไทยตั้งแต่จังหวัดระนอง จังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต จังหวัดกระบี่ จังหวัดสตูล ไม่สามารถสร้างท่าเรือน้ําลึกได้ เราต้องผ่านช่องแคบมลายู ผ่านประเทศสิงคโปร์ ดังนั้นเอง เราอย่าคิดว่าท่าเรือน้ําลึกทวายเป็นประเทศพม่า เราคิดว่าท่าเรือน้ําลึกทวายถึงแม้อยู่ใน ประเทศพม่าก็ตาม ต้องมองว่าเป็นประเทศเพื่อนบ้าน เป็นสมาชิกอาเซียน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ต้องลดคําว่า พรมแดน ออกไป จะทําอย่างไร ให้ความร่วมมืออย่างไร ดังนั้นเองถึงกราบเรียนว่า ความตกลงนี้ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี เป็นนิมิตหมายที่ดี แต่ผมว่าช้าไป ควรจะเร็วกว่านี้ และต้องให้ เนื้อหาครอบคลุมมากกว่านี้ เพราะในความตกลงนี้พูดถึงเรื่องการส่งเสริมและการคุ้มครอง การลงทุน แต่ในรายละเอียดทั้ง ๑๔ ข้อนั้น มีแต่เพียงการคุ้มครองการลงทุน แต่ว่าการส่งเสริม ไม่มีสักเท่าไร ดังนั้นจึงฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีนะครับว่า เราจะส่งเสริม ช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยอย่างไรให้มีศักยภาพ เพราะเราเองไม่ใช่แค่แข่งกับประเทศพม่า เท่านั้น ประเทศพม่าเป็นเนื้อหอม ตอนนี้บทบาทหรืออิทธิพลในประเทศพม่านั้นคือประเทศจีน ประเทศจีนมีท่าเรือน้ําลึกคล้าย ๆ ท่าเรือน้ําลึกทวายอีกอันหนึ่ง อยู่บริเวณอ่าวเบงกอล เขากําลังก่อสร้างเกือบเสร็จแล้ว เขาวางท่อแก๊สไปยังประเทศจีน ไปยังคุนมิง หรือแม้กระทั่ง ประเทศอินเดียเองก็เริ่มมีบทบาทมากขึ้น หรือแม้กระทั่งประเทศสหรัฐอเมริกา หรืออียู ก็มีบทบาทมากขึ้น ดังนั้นเองประเทศพม่า ถ้าเราไม่ใช้โอกาสที่มีอยู่ในการส่งเสริม หรือคุ้มครองการลงทุนในประเทศพม่าซึ่งเรามีศักยภาพทางด้านภูมิศาสตร์อยู่แล้ว ซึ่งติดถึง ๒,๔๐๑ กิโลเมตร จะเสียโอกาส เพราะเราไม่สามารถที่จะไปส่งเสริมหรือแข่งขัน หรือลงทุน ในประเทศอื่น ๆ ได้ นอกเหนือจากประเทศพม่า จะไปแข่งในยุโรปหรือ จะไปลงทุนใน ประเทศสหรัฐอเมริกาหรือ คงได้แค่ร้านอาหาร แต่อุตสาหกรรมหลักที่เป็นเรื่องเป็นราว ที่เป็นหน้าเป็นตาไม่สามารถแข่งขันได้
แล้วอีกอย่างหนึ่งท่านประธานครับ อุตสาหกรรมบางอย่างเมืองไทย เป็นผู้อยากมีความเจริญทางด้านจีดีพี ต้องการใช้ทรัพยากร แต่ต่อต้านเรื่องเอ็นจีโอ (NGO) ค่อนข้างจะแรง อุตสาหกรรมบางอย่างไม่สามารถสร้างได้ ประเทศพม่าเอง เป็นประเทศ ที่มีทรัพยากร แต่ประเทศพม่าไฟดับ มีการประท้วงกัน มีผู้ล้มตาย เพราะว่าเขามีทรัพยากร แต่ขาดการลงทุน ดังนั้นเอง เราเองควรจะลงทุน โดยเฉพาะพลังงาน เพื่อที่จะให้ประเทศพม่า มีพลังงานได้ใช้ มีผลกําไรของผู้ประกอบการไทย และสามารถนําทรัพยากรหรือพลังงาน นําเข้าประเทศไทยก็ได้เช่นเดียวกัน หรือแม้กระทั่งอุตสาหกรรมบางอย่าง อย่างเช่น อุตสาหกรรมหนัก อย่างเช่นเหล็ก เหล็กต้นน้ํา เมืองไทยเองก็ไม่สามารถก่อสร้างได้ จะสร้างที่ จังหวัดระยองก็ไม่ได้ สร้างที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ก็ไม่ได้ ปัจจุบันนี้ผู้ประกอบการไทย อย่างเช่นสหวิริยาต้องไปลงทุนโรงเหล็กต้นน้ําที่ประเทศอังกฤษ ดังนั้นเอง ถ้าโครงการ ท่าเรือน้ําลึกทวายนอกจากสามารถสร้างท่าเรือน้ําลึกแล้วยังสามารถสร้างอุตสาหกรรมปิโตรเคมี สร้างอุตสาหกรรมหนักอย่างเช่นเหล็กต้นน้ําได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นเอง ท่านประธานครับ ผมเห็นด้วยในความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนระหว่าง รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสหภาพพม่า แต่อยากจะให้เร็วกว่านี้และอยากให้คุ้มครองมากกว่านี้ โดยเฉพาะการที่บอกว่าเราเอง ต้องเปลี่ยนทัศนคติ เปลี่ยนบทบาทแล้วว่าเราจะไม่ให้ผู้ประกอบการไทยไปตายดาบหน้า แล้วพอมีปัญหาก็ช่วยแก้ไข นอกเหนือจากการคุ้มครองแล้วเราควรจะมีทางการทูต กระทรวงการต่างประเทศเรามีสถานทูต มีสํานักงานพาณิชย์ ควรที่จะช่วยเหลือเป็นลักษณะ วันสต็อปเซอร์วิส (One stop service) แล้วกฎระเบียบต่าง ๆ ที่มีควรจะแก้ อะไรที่เป็น อุปสรรคทางการค้า หรือนอน แทริฟ แบร์รีเออร์ (Non-Tariff barrier) ควรจะลดไป อุปสรรคต่าง ๆ เพราะเราเองการค้าขายยิ่งเปิดโอกาสมากยิ่งสะดวกมาก เราจะได้เปรียบ เรื่องการค้าการขาย ทางพม่าเองก็จะได้มีความอยู่ดีกินดีขึ้นแลกกับทรัพยากรที่เขามีอยู่ เป็นมหาศาล
และสุดท้ายนี้ฝากว่าความตกลงต่าง ๆ จะสําเร็จได้อยู่ที่ความจริงใจ ถ้าเราไม่มี ความจริงใจ วันนี้เขาไม่รู้ วันหลังเขาก็รู้ แล้วก็ไม่มีความยั่งยืน ดังนั้นเองความตกลงที่มี นอกเหนือจากที่เราจะคุ้มครองนักลงทุนไทยแล้วก็ควรจะเพิ่มการส่งเสริมให้นักลงทุนไทย มากยิ่งขึ้น ทํางานเชิงรุก แล้วที่สําคัญคือต้องมีความจริงใจในความตกลงต่าง ๆ เพื่อจะให้ ยั่งยืนต่อไปครับ ขอบคุณครับ