เจริญ คันธวงศ์ หารือเรื่องการลงทุนระหว่างไทย-เมียนมาร์ โดยชี้ว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศ แต่ขอให้รัฐบาลจัดลำดับความสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้น เช่น การลงทุนในประเทศเมียนมาร์ที่ถูกปฏิวัติหรือถูกเวนคืน และการระงับข้อพิพาทระหว่างทั้งสองประเทศ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายเจริญ คันธวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะที่เป็นสมาชิกรัฐสภา กระผมขอสนับสนุนความตกลงเพื่อส่งเสริมและคุ้มครอง การลงทุนระหว่างไทย-เมียนมาร์ สาเหตุก็เพราะว่าที่จริงแล้วเราเป็นประเทศใกล้เคียงกัน ดังที่สมาชิกหลายท่านได้แสดงความคิดเห็นไปแล้ว แต่ว่าก่อนที่จะมีข้อตกลงในเรื่องนี้ เราก็เคยทํามาค้าขายกันมาก่อน แต่ว่าขาดหลักประกันที่แน่ชัด ฉะนั้นข้อตกลงนี้ที่จริงแล้ว ก็ได้เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๒ สมัยนั้นท่านชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี และผมก็ได้มีโอกาสร่วมอยู่ในคณะรัฐมนตรีนั้นด้วย แล้วกระผมก็ได้ไปประเทศพม่าบ่อย แล้วก็ได้มีโอกาสเจริญสัมพันธไมตรีกันในระดับต่าง ๆ หลายระดับ ฉะนั้นกฎหมายฉบับนี้ ผมเห็นว่าจะเป็นประโยชน์มากต่อประเทศไทยและประเทศเมียนมาร์ด้วยกัน เพราะว่า ดังที่ท่านสมาชิกหลายท่านได้พูดแล้วว่าทรัพยากรธรรมชาติในประเทศเมียนมาร์นั้น มีมากมาย ทั้งน้ํามัน ทั้งก๊าซและสิ่งต่าง ๆ อีกหลายอย่าง รวมทั้งพลังงานด้วย ปัญหามีอยู่ว่า เมื่อเรามีข้อตกลงอันนี้แล้วใครจะได้ประโยชน์อย่างไรบ้าง ทั้งประเทศไทยและทั้งประเทศเมียนมาร์ ข้อตกลงนี้ประกอบด้วยข้อตกลงทั้งหมด ๑๔ ข้อด้วยกัน แต่ว่าอย่างที่ท่านอดีตรัฐมนตรีกษิต ภิรมย์ ได้ให้ข้อคิดไปแล้วว่า ไม่ได้แปลว่าเมื่อเรามีข้อตกลงนี้แล้วการค้าขายเราจะเจริญรุ่งเรือง อุปสรรคต่าง ๆ นั้นจะหมดลงไป แต่ว่าในทางตรงกันข้ามกระผมก็อยากจะขอให้ข้อคิดนี้ แก่คนไทยที่ฟังอยู่ แล้วก็ขอให้ข้อคิดนี้แก่รัฐบาลผู้ที่จะนําไปปฏิบัติ ก็เพราะว่าประเทศพม่านั้น หรือเมียนมาร์นั้นเป็นประเทศปิดเสียนาน ซึ่งบางคนเขาเรียกว่าประเทศที่ปกครองโดยระบบทหาร มาเป็นเวลานาน ฉะนั้นการที่จะเข้าใจการลงทุนระหว่างประเทศนั้นคงจะมีปัญหามาก แม้ว่าในข้อตกลงทั้ง ๑๔ ข้อนี้ เราจะพูดถึงวิธีการต่าง ๆ เพื่อให้ความมั่นใจต่อผู้ลงทุนก็ตาม แต่ผมคิดว่าคงไม่ง่ายอย่างที่ได้เขียนไว้ใน ๑๔ ข้อนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเรื่องการลงทุน ในประเทศเมียนมาร์นั้น ถ้าถูกปฏิวัติ ถูกเวนคืน เราจะได้รับการชดเชยอย่างไรบ้าง และเมื่อมีข้อพิพาทเราจะมีการระงับข้อพิพาทอย่างไรบ้าง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ผมว่าเรื่องนี้ ทางประเทศเมียนมาร์ยังไม่ค่อยพร้อมเท่าไร ถ้าเปรียบเทียบกับประเทศไทย ประเทศไทยเรานั้นมีบอร์ดบีโอไอ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน มาเป็นเวลาช้านาน และคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนของประเทศไทยนั้นก็ได้มีประสบการณ์ ที่จะติดต่อกับนานาประเทศมาเป็นเวลาช้านาน แม้กระนั้นก็ตามเราก็ยังมีบางอย่าง ที่เราจะต้องปรับปรุงแก้ไขอีก ถ้าเปรียบเทียบกับประเทศพม่าแล้วประเทศพม่ายังไม่มี ประสบการณ์ในเรื่องนี้มากนัก ฉะนั้นอาจจะมีปัญหา เรื่องนี้ต้องขอฝากทางกระทรวงการต่างประเทศ ได้พยายามที่เอาใจใส่ในเรื่องนี้มากขึ้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปตท. หรือบริษัทใหญ่ ๆ นั้น มีปัญหาน้อย เพราะว่าเขามีความสัมพันธ์ที่ดี รู้จักติดต่อกัน แต่ว่าคนไทย พ่อค้าขนาดเล็ก และขนาดกลางนั้นน่าจะมีปัญหา เรื่องนี้จึงต้องขอฝากทางกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงการต่างประเทศไว้หาทางแก้ไขด้วย แล้วนอกจากนี้พึงสังวรไว้ก็คือว่าคนไทยนั้น เวลาไปคบกับประเทศเพื่อนบ้านมักจะมีท่าทีในเชิงทางดูถูกเขา อันนั้นเป็นการทําลาย มิตรภาพ ทําลายความสัมพันธ์ที่ดีกัน เมื่อทําลายความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันแล้วต่อไปปัญหาต่าง ๆ ก็จะเกิดขึ้น เรื่องนี้ต้องขอฝากรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีไว้ด้วยครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแสดงออกต่าง ๆ ของสื่อ และการแสดงออกทางการบันเทิงนั้นก็ไม่ควรจะออกในทางเย้ยหยัน ควรจะออกในทางสร้างสรรค์และให้เกียรติประเทศเพื่อนบ้าน และสําหรับคนไทยที่ไป ทํามาค้าขายนั้นบางคนรู้จักคนในรัฐบาลชุดนี้ รู้จักกับคนมีอํานาจหลาย ๆ อย่าง ก็ได้สร้างปัญหา ในเรื่องนี้ไปแล้ว เรื่องนี้ต้องขอเตือนรัฐบาลไว้ด้วยว่ามีคนใกล้ชิดกับรัฐบาลได้มีโครงการ ที่ไปทําโทรศัพท์ในประเทศเมียนมาร์แล้ว แล้วก็มีปัญหากัน เรื่องนี้จึงขอเตือนไว้ด้วยว่า อย่าไปให้ผลประโยชน์ของคนบางคนไปเอาเปรียบประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมียนมาร์ แล้วจะทําให้คนไทยหลาย ๆ คนเสียโอกาส สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จึงขอฝากไว้ให้รัฐบาล ในการนําไปปฏิบัติด้วย ผมขอฝากข้อคิดไว้แต่เพียงเท่านี้ครับ