รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๔ · ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๕

เธียรชัย สุวรรณเพ็ญ หารือเรื่องความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนระหว่างไทยกับพม่า และเสนอให้ศึกษาดูแนวทางการตกลงกับประเทศมหาอำนาจที่ลงทุนในพม่า

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

เรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดตาก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้ก่อนที่จะให้ความเห็นชอบ เกี่ยวกับความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย กับรัฐบาลแห่งสหภาพพม่านั้น ผมคิดว่ามีความจําเป็นที่เราควรจะต้องรู้เรื่องราวในอดีต สักเล็กน้อยนะครับ ในวันนี้จากหัวข้อที่ผมได้เรียนให้ท่านประธานทราบก็จะเห็นว่าประเทศพม่า ไม่ได้มีการปกครองโดยระบบกษัตริย์ ซึ่งในอดีตที่ผ่านมามีระบบกษัตริย์อยู่ และระบบกษัตริย์ ของประเทศพม่าก็ได้สิ้นสุดลงตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ รวมทั้งได้เสียเอกราชให้กับประเทศอังกฤษ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ทําให้ประเทศพม่า หลังจากที่ตกอยู่ภายใต้อาณานิคมของประเทศฝรั่งเศส ความคิดเปลี่ยนไป จากการที่เคยเป็น ผู้ชนะสิบทิศ วันนี้ที่ผ่านมา ๕๐ ปีเศษนะครับ พม่าหลังจากได้เอกราชจากประเทศอังกฤษแล้ว ก็มีความคิดในลักษณะที่ไม่มีความไว้วางใจต่อประเทศทางตะวันตก และด้วยเหตุผลหลาย ๆ ประการ ทําให้ประเทศพม่าต้องอยู่ในฐานะของการปิดประเทศเป็นเผด็จการรัฐบาลทหาร ประเทศพม่า อยู่ได้ครับ เพราะพรมแดนส่วนหนึ่งได้ติดกับประเทศใหญ่ก็คือประเทศจีนนะครับ แล้วส่วนหนึ่ง ก็ได้พึ่งอาศัยจากประเทศอินเดีย นี่คือเรื่องที่ทําให้การที่ประเทศพม่าจะเปิดให้คนไปลงทุน มันทําให้เกิดความต้องมีข้อตกลงและกรอบการเจรจาที่อาจจะไม่สามารถเข้าถึงการคุ้มครอง การลงทุนของนักลงทุนของประเทศไทยหรือประเทศอื่นที่ยุ่งเกี่ยวนะครับ ท่านประธานครับ วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๕ คือเมื่อประมาณ ๒ เดือนเศษ ประเทศพม่าได้เปลี่ยนโฉม ครั้งยิ่งใหญ่ ก็คือจัดให้มีการเลือกตั้งซ่อม ๔๕ ที่นั่งครับ เราได้คนสําคัญอย่าง นางออง ซาน ซูจี เข้ามานะครับ ซึ่งติดอยู่ในคุกนาน ๒๐ กว่าปีเศษ เป็นสตรีคนเดียวครับที่มีความเด็ดเดี่ยว ต่อสู้กับเผด็จการทหาร ยอมตกอยู่ภายใต้การคุมขังโดยสงบ แต่เบื้องหลังมีประชาชน หลายสิบล้านคนให้การสนับสนุน แล้วก็เป็นผลทําให้การเลือกตั้งในครั้งนั้น พรรคของท่าน ได้รับชัยชนะ ผลจากการชัยชนะในวันที่ ๑ เมษายน ก็ทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบาย ของรัฐบาลทหารเกิดขึ้นดังที่พวกเราทราบกันดีแล้ว นั่นก็คือประเทศต่าง ๆ ได้พากันหลั่งไหล พร้อมที่จะไปลงทุนในประเทศพม่า ประเทศไทยเราก็เป็นประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิดกัน แม้ว่าจะได้มีการค้าขายตามพรมแดนด้านตะวันตกในหลายด่านนี่นะครับ แต่ก็เป็นการค้าขาย ของพี่น้องประชาชน เป็นการลงทุนในระดับที่ไม่มีขนาดใหญ่มากนัก นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ขณะนี้ ประเทศต่าง ๆ ไม่ใช่ประเทศฝ่ายตะวันตกซึ่งเป็นประเทศฝ่ายขวาในสมัยก่อน อย่างเช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศอังกฤษ ยุโรปทั้งประเทศ แต่หมายถึงประเทศรัสเซีย รวมทั้งประเทศเกาหลีเหนือและอีกหลายประเทศก็ได้เข้าไปร่วมแสวงหาการลงทุน ในประเทศพม่า เพราะเป็นประเทศที่ยังมีความอุดมสมบูรณ์ทางด้านทรัพยากรธรรมชาติ ยังมีช่องว่างในการพัฒนาประเทศเพื่อการลงทุนอีกมากมายที่ฐานะทางเศรษฐกิจ ของประเทศพม่าคงไม่สามารถที่จะรองรับได้อย่างเพียงพอนะครับ การเปิดประเทศ ของประเทศพม่าในครั้งนี้จึงถือว่าเป็นการเปิดยุทธศาสตร์ทางการทูตที่สําคัญ หลายประเทศ ที่คิดว่าเราอยู่ใกล้ชิดน่าจะได้เปรียบ ผมมักจะมีความมั่นใจว่าไม่ค่อยแน่ใจครับว่า ความได้เปรียบนั้นมันจะเกิดขึ้นจริงหรือเปล่า เพราะเวทีของทางการทูตมันไปไกลกว่าที่ ประเทศพม่าจะต้องมาพึ่งแค่เพื่อนบ้านกลุ่มเอเชียอาคเนย์นะครับ หรือสมาคมของเออีซี (AEC) ที่จะเกิดขึ้นใน ๒ ปีข้างหน้านะครับ แต่หมายถึงว่าเขาจะมีการต่อรอง อํานาจการต่อรอง กับประเทศต่าง ๆ ที่มุ่งมาลงทุนประเทศพม่าได้เป็นอย่างดี เราคงทราบดีนะครับว่าขณะนี้ ประเทศพม่าได้มีข้อตกลงกับประเทศต่าง ๆ เพียงแค่ ๔ ประเทศ ส่วนใหญ่อยู่ในโซนเอเชีย ทั้งหมดละครับ มีประเทศจีน ประเทศลาว ซึ่งเป็นพื้นที่ติดต่อกับประเทศพม่าอยู่แล้ว ได้ทําสัญญาไปแล้ว แล้วก็มีประเทศเวียดนามและประเทศฟิลิปปินส์ครับ ส่วนของประเทศไทยเรา แม้ว่าเราจะได้มีมติไปตั้งแต่เดือนตุลาคมที่นายกรัฐมนตรีส่งหนังสือถึงท่านประธานรัฐสภา ให้พิจารณาตามมาตรา ๑๙๐ แต่เราก็ไม่สามารถที่จะดําเนินการได้ด้วยหลายสาเหตุนะครับ คงไม่ต้องพูดในที่นี้ ก็ทําให้ความล่าช้าระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่ายังจะต้องล่าช้า อยู่อีกต่อไปนะครับ ท่านประธานครับ ในโลกของความเป็นจริงก็คือการที่เราจะไปอนุมัติ หรือเห็นชอบกับกรอบการเจรจานี้นะครับ ผมคิดว่าเราน่าจะต้องศึกษาแนวทางการตกลง กับประเทศมหาอํานาจที่เขามีแนวทางจะไปลงทุนในประเทศพม่าน่าจะเป็นการกระทําที่ ปลอดภัยมากยิ่งขึ้นนะครับ นั่นก็คือดูเรื่องสัญญาที่ประเทศพม่าได้ทํากับประเทศจีนนะครับ ซึ่งเราจะทิ้งประเทศจีนไม่ได้ เช่นเดียวกันกับในอนาคตที่เราจะต้องดูก็คือประเทศสหรัฐอเมริกาครับ ๒ ประเทศนี้ก็จะเป็นประเทศที่ชิงความได้เปรียบโดยใช้ประเทศพม่าเป็นพื้นฐานทางด้าน การดําเนินการระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทางด้านเศรษฐกิจ เรื่องของทางด้าน การเมือง การทหาร เป็นต้น ผมยืนยันว่ากรอบการเจรจาที่เราพิจารณาในวันนี้มันค่อนข้าง จะล้าสมัยครับ ก็คือเราได้พิจารณากันตั้งแต่ประมาณปี ๒๕๕๓ ที่ได้ผ่านความเห็นชอบ จากฝ่ายเมียนมาร์นะครับ นั่นก็คือวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๔ ฝ่ายเมียนมาร์แจ้งว่า ได้ดําเนินการตามขั้นตอนภายในแล้วเสร็จเพื่อให้ความตกลงมีผลใช้บังคับตามข้อ ๑๔ ของความตกลงดังกล่าวนะครับ อันนี้ก็คือเป็นสิ่งที่ทางประเทศพม่าได้มีความพร้อมไปตั้งแต่ วันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๔ แต่เวทีการเมืองของโลกมันเปลี่ยนมาเมื่อวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๕ ก็คือเมื่อ ๒ เดือนเศษนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าทางกระทรวงการต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องนี้น่าจะได้มีการทบทวนหรือการแสดงถึงเกี่ยวกับการให้ความรู้ทางสาธารณะนะครับ เช่นมีการทําประชาพิจารณ์ในกลุ่มย่อย ๆ มันก็น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรอีกหลายอย่าง ที่จะเกิดขึ้นนะครับ ผมเรียนท่านประธานว่าในกลไกที่กระทรวงการต่างประเทศทําในเรื่อง เกี่ยวกับข้อกฎหมาย ข้อตกลงเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ ก็เห็นว่าได้ไปบรรจุไว้ในเว็บไซต์ของ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศนะครับ นอกจากนี้กระทรวงการต่างประเทศ ก็ได้จัดเสวนาเรื่องอนุญาโตตุลาการภายใต้ความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน ของประเทศไทยกับประเทศต่าง ๆ เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๕๒ เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับกลไกการรับข้อพิพาทระหว่างรัฐและเอกชน กระทรวงการต่างประเทศได้จัดอภิปรายสาธารณะหลาย ๆ ครั้ง ผมจะไม่อ่านทั้งหมดนะครับ แต่ผมก็ไม่ทราบรายละเอียดครับว่าได้ไปทํากับกลุ่มไหนบ้าง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มของพวกที่อยู่ในระดับมหาวิทยาลัย พวกที่สนใจศึกษาเกี่ยวกับเอเชียศึกษา ซึ่งผมเข้าใจนะครับว่าท่านคงจะได้ขอความคิดเห็นไปแล้ว รวมทั้งมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยนเรศวร ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น ที่ได้มีการศึกษาหาแนวทางเกี่ยวกับการศึกษาประเทศพม่าในเรื่องของ การร่วมลงทุนได้อย่างมากนะครับ ท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าถ้าเราได้มีการปรับข้อสัญญาต่าง ๆ ก่อนอีกสักครั้ง ก่อนที่จะให้ความเห็นชอบในวันนี้น่าจะเป็นความรอบคอบมากยิ่งขึ้น คงไม่เสียเวลาอะไรล่ะครับ ไหน ๆ มันจะเสียเวลาไปตั้งเป็นหลายปีมาแล้ว ก็น่าจะ ยอมเสียเวลาอีกสักหน่อยเพื่อมาทบทวนกันอีกครั้งหนึ่งว่าขณะนี้เวทีโลกมันได้เปลี่ยนไปแล้ว ถ้าเราทําสัญญาไปพร้อม ๆ กับประเทศมหาอํานาจโดยอิงสัญญาร่วมการลงทุนซึ่งกันและกัน ก็น่าจะทําให้ข้อตกลงระหว่างเรากับประเทศพม่ามีความเป็นสากลมากยิ่งขึ้นนะครับ ท่านประธานครับ ปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศพม่าเป็นประเทศที่มีเสน่ห์ ทุกคนได้อภิปราย ไปหมดแล้วนะครับ ผมคงไม่พูดซ้ํา ไม่ว่าจะเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติ ที่ตั้งของภูมิประเทศ รวมทั้งแรงงานซึ่งเป็นแรงงานที่ยังถูกอยู่ แต่ก็ยังเป็นแรงงานที่ไร้ฝีมือ ซึ่งก็สามารถที่จะ มาฝึกหัดกันได้ อันนี้ก็คือเป็นสิ่งที่ทุกประเทศที่จะไปลงทุนก็ตั้งใจไว้เช่นนั้น แต่ที่สําคัญ ของประเทศพม่า ของนักลงทุนไทยที่จะต้องคํานึงถึงก็คือเรื่องของระบบสาธารณูปโภค ที่ยังมีความไม่สมบูรณ์อยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการติดต่อสื่อสาร รวมทั้งอํานาจ ของกําลังซื้อของตลาดภายในประเทศพม่าก็ยังไม่สูงมากนักนะครับ ดังที่เพื่อนสมาชิก ได้อภิปรายไปบ้างแล้ว ระบบราชการของประเทศพม่าก็ยังอยู่ในเรื่องของการคอร์รัปชัน ค่อนข้างสูง นอกจากนี้ประเทศพม่ากับประเทศไทยเราก็ยังมีอุปสรรคที่สําคัญซึ่งพร้อมที่จะ เกิดความเปราะบางหรือแตกหักกันง่าย นั่นก็คือชายแดนของประเทศไทยเรากับประเทศพม่า เกือบ ๒,๐๐๐ กิโลเมตรนี่นะครับ มีส่วนที่ปักหลักเขตแดนอยู่เพียงเล็กน้อย ยังไม่สมบูรณ์ครับ เพราะฉะนั้นยังเป็นประเด็นที่จะทําให้ประเทศมหาอํานาจหรือประเทศที่ไม่หวังดีต่อ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่าจะสามารถที่จะหยิบยกมาเสี้ยม มาชนกันได้ ตลอดเวลา ดังที่เคยเกิดขึ้นมาในอดีตเมื่อไม่กี่ปีมานี้นะครับ ที่ทางฝ่ายประเทศพม่า ก็จะมีการตั้งอนุสาวรีย์บุเรงนอง ของเราก็จะมีการตั้งอนุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ดังนี้เป็นต้น ในส่วนของประชาชนชาวไทยผมเชื่อว่าหลายคนคงไม่อยากให้สภาวะ ประวัติศาสตร์ในสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์กับปัจจุบันและอนาคตดํารงอยู่นะครับ เพราะฉะนั้น ความเปราะบางในเรื่องของการแบ่งปันเขตแดน ปักปันเขตแดนก็ดี ในปัญหาของเรื่อง ชนกลุ่มน้อยก็ดี ในปัญหาเรื่องของการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศพม่าก็ดี ประเทศไทยเรา คงจะต้องพยายามไม่เอาเป็นประตูให้กับทางผู้ที่ไม่หวังดีเอาไปเสี้ยม