รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๔ · ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๕

วินัย สมพงษ์ บรรยายถึงความสำคัญของความตกลงระหว่างไทยกับพม่า โดยเน้นย้ำถึงผลประโยชน์ที่ได้รับจากความตกลงนี้ เช่น การลงทุนและการค้าขายที่มีมูลค่ามาก และขอเสนอแนะให้รัฐบาลไทยมีนโยบายในการลดความหวาดระแวงระหว่างไทยกับพม่า

พันเอก วินัย สมพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พันเอก วินัย สมพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ บัญชีรายชื่อ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมใคร่ขออภิปรายเพื่อให้การ สนับสนุนความตกลงเพื่อการส่งเสริมและการคุ้มครองการลงทุนระหว่างรัฐบาลไทยกับ รัฐบาลพม่า ดังต่อไปนี้ครับ

ท่านประธานครับ นอกจากกระผมจะอภิปรายในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผม ยังขออนุญาตอภิปรายในฐานะที่กระผมเป็นกรรมการบริหารของหน่วยรัฐสภาไทยในสมาคมอาเซียน ๑๐ ประเทศอีกฐานะหนึ่งด้วย ท่านประธานครับ นักลงทุนของไทยได้รอความตกลงฉบับนี้ มาเป็นเวลา ๓๒ ปี ๓๒ ปีที่นักลงทุนไทยได้กล้าหาญตัดสินใจเสี่ยงไปลงทุนในประเทศพม่า ทั้ง ๆ ที่ไม่มีความแน่นอน เพราะประเทศพม่าตั้งแต่บัดนี้ย้อนไปจนถึงวันที่ประเทศไทย ไปเริ่มลงทุนคือเมื่อปี ๒๕๓๑ ปี ๒๕๓๒ ๓๐ กว่าปีที่ผ่านมาประเทศพม่าปกครองโดยรัฐบาลทหาร และค่อนข้างจะเป็นประเทศที่ปิด เพราะฉะนั้นนักลงทุนไม่ว่าจะไปลงทุนด้านไหน ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไปลงทุนทางด้านการท่องเที่ยว ทางด้านพลังงาน ทางด้านเกษตร ทางด้านอุตสาหกรรม ปศุสัตว์ ไม่ว่าด้านใดเสี่ยงทั้งสิ้นนะครับ เพราะฉะนั้นเมื่อเรารอมาถึง ๒๓ ปี เมื่อประเทศไทยกับประเทศพม่าได้สามารถตกลงกันได้ กระผมจึงถือโอกาสอภิปรายเพื่อให้การสนับสนุนความตกลงนี้ ท่านประธานครับ การลงทุน ของประเทศไทยที่สะสมกันมาตั้งแต่แรก ๒๒ ปี ๒๓ ปี ๒๔ ปี ถึงวันนี้เรามีเงินลงทุน ในประเทศพม่าเป็นลําดับ ๒ รองจากประเทศจีน เงินที่ลงทุนก็ประมาณเกือบ ๑๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ประเทศจีนลงทุนในประเทศพม่าซึ่งมากระหน่ําลงทุนอย่างหนัก ในระยะไม่กี่ปี เขาลงทุนประมาณ ๒๗ เปอร์เซ็นต์ ส่วนประเทศไทยนี่ลงทุนน้อยกว่าเขา นิดเดียวครับ เป็นลําดับ ๒ รองจากประเทศจีน แต่ถ้ามองในเรื่องการค้าตามแนวชายแดน ซึ่งชายแดนไทย-พม่า ๑,๘๐๐ กิโลเมตร ตั้งแต่เหนือจรดใต้ ตั้งแต่จังหวัดเชียงรายจรดจังหวัดระนอง มีด่านอยู่ทั้งถาวรและชั่วคราวรวม ๑๐ ด่าน มูลค่าการค้าขายระหว่างประเทศ ตามแนวชายแดนไทย-พม่า มูลค่าก็อยู่ลําดับ ๒ รองจากการค้าตามแนวชายแดน ลําดับ ๑ ก็คือไทย-มาเลเซีย ส่วนไทย-พม่า ค้าแนวชายแดนมูลค่าการค้าปีหนึ่งประมาณ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็มีลําดับ ๒ เพราะฉะนั้นประเทศพม่าจึงมีความสําคัญทั้งด้านการลงทุนและการค้า ตามแนวชายแดน และกระผมขอกราบเรียนว่าแนวโน้มของการลงทุน การค้าตามแนวชายแดน ระหว่างไทย-พม่าจะมีแนวโน้มสูงขึ้น สูงขึ้น ทําไมผมจึงพูดอย่างนั้น ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้ามองในแง่ของการเมืองภายในประเทศและการเมืองต่างประเทศของพม่า เราจะเห็นว่า นับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๓ เมื่อท่าน พลเอก เต็ง เส่ง ได้ลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรีทหาร นายกรัฐมนตรีที่มาจากการแต่งตั้งไม่เอาแล้ว ลาออกครับ มาลงสมัครรับเลือกตั้ง แล้วนายพล เต็ง เส่ง ก็ได้รับเลือกตั้งจากพี่น้องประชาชนชาวพม่าให้กลับไปเป็น นายกรัฐมนตรีใหม่อีกครั้งหนึ่ง แต่เป็นนายกรัฐมนตรีซึ่งมาจากการเลือกตั้ง ไม่ใช่แต่งตั้ง เพราะฉะนั้นปี ๒๕๕๓ จึงเป็นจุดเปลี่ยนของประเทศพม่าที่เปลี่ยนจากการปกครองโดยทหาร มาเป็นการปกครองโดยพลเรือนครับ ถึงแม้ว่า พลเอก เต็ง เส่ง จะเป็นทหาร แต่เมื่อเขามาจาก การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นของการปกครองโดยพลเรือน นั่นเป็นจุดเริ่มต้น เป็นจุดเทิร์นนิ่ง พอยท์ (Turning Point) ที่สําคัญที่เมื่อเต็ง เส่ง เข้ามา ปกครองประเทศโดยการเลือกตั้งของประชาชน ประเทศพม่าก็เริ่มเปลี่ยนนโยบายครับ คือเริ่มที่จะให้รัฐวิสาหกิจต่าง ๆ นั้นเป็นของเอกชน คือไพรเวทไทซ์ (Privatize) ขายให้เอกชน เข้ามาบริหารจัดการมากขึ้น ๆ เพราะฉะนั้นเมื่อมีการกระจาย การไพรเวทไทล์เซชั่น (Privatization) คือให้เอกชนมาลงทุนแทนรัฐ จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่จําเป็นจะต้องมีการเชิญชวน ต่างประเทศมาลงทุนในประเทศพม่ามากขึ้น ๆ นั่นเป็นเวทีการเมืองภายในประเทศพม่า ส่วนเวทีการเมืองต่างประเทศพม่า ท่านประธานครับ ปี ๒๕๕๖ ปีหน้า ประเทศพม่าจะเป็น เจ้าภาพซีเกมส์ (SEA Games) ครับ เห็นไหมครับ ประเทศพม่าจะเป็นเจ้าภาพซีเกมส์ ปี ๒๕๕๗ อีกปีถัดไปครับ ประเทศพม่าจะเป็นประธานกลุ่มประเทศอาเซียน (ASEAN) ๑๐ ประเทศ อาเซียนมี ๑๐ ประเทศ เขาจะเปลี่ยนแปลงกันเป็นประธานกลุ่มประเทศอาเซียน ประเทศละปี ๆ หมุนเวียนเปลี่ยนกันไป เมื่อปี ๒๕๕๗ ก็จะเป็นคิวของประเทศพม่า ซึ่งกลุ่มประเทศอาเซียนอื่นก็ให้การสนับสนุน ไม่มีใครปฏิเสธ โดยเฉพาะประเทศไทย ให้การสนับสนุนประเทศพม่าเป็นประธานมาโดยตลอดครับ และในปี ๒๕๕๘ ประเทศพม่า ก็จะเข้าสู่สังคมเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศอาเซียน จะเห็นว่าแนวโน้มการเมืองของประเทศพม่า ในเวทีโลกนั้นจะมีความสดใสนะครับ เป็นที่น่าสนใจของทั่วโลกในการที่จะไปลงทุนมากขึ้น มากขึ้น ท่านประธานที่เคารพครับ นั่นในแง่ของการเมืองในและต่างประเทศ

ทีนี้ถ้าหันมามองภาพของประเทศพม่าในแง่ของภูมิรัฐศาสตร์หรือ ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่าจีโอโพลิติกส์ (GO Politics) จะเห็นว่าประเทศพม่านั้นตั้งอยู่ระหว่าง มหาอํานาจทางเศรษฐกิจ มหาอํานาจทางประชาชน ๒ ประเทศ คือประเทศพม่าอยู่ตรงนั้น ทางซ้ายมือประเทศพม่า ทางทิศตะวันตกของประเทศพม่าก็เป็นประเทศอินเดียซึ่งเป็น ประเทศมหาอํานาจทางเศรษฐกิจประเทศหนึ่งและเป็นประเทศมหาอํานาจทางประชากร และทางเหนือของประเทศพม่าก็กลายเป็นประเทศจีนซึ่งก็เป็นประเทศมหาอํานาจ ทางเศรษฐกิจและเป็นประเทศที่มีประชากรเป็นพันล้านคนนะครับ ซึ่งเป็นแหล่งผลิต แหล่งบริโภคที่สําคัญ เพราะฉะนั้นเมื่อประเทศพม่าตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์อย่างนี้ ประเทศพม่า จึงเป็นประเทศที่มหาอํานาจของโลก ไม่ว่าตะวันตก ตะวันออกให้ความสนใจประเทศพม่า เป็นอย่างยิ่ง พยายามผลักดันให้ประเทศพม่านั้นเปิดประเทศมาโดยตลอด

ท่านประธานที่เคารพครับ อีกประเด็นหนึ่ง นอกจากจุดที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ อย่างที่ผมได้กราบเรียนแล้ว ประเทศพม่ายังเป็นจุดที่จะออกไปสู่ทะเล ตามแนวเหนือ ใต้ จะเห็นว่าประเทศจีนนั้นเล็งเหลือเกินครับ ที่จะลงสู่ทะเล ลงสู่อ่าวเบงกอล ลงสู่มหาสมุทรอินเดีย ซึ่งอยู่ที่บริเวณท่าเรือน้ําลึกทวาย เพราะฉะนั้นประเทศจีนจึงได้ทุ่มงบประมาณมากมายมหาศาล สร้างถนน สร้างท่าเรือน้ําลึกเพื่อที่จะออกสู่ทะเลตรงบริเวณท่าเรือน้ําลึกที่ทวาย อย่างนี้เป็นต้น ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ประเทศพม่าค่อย ๆ เปิดประตู แง้มประตูให้ต่างประเทศ มาลงทุน ค่อย ๆ แง้ม ค่อย ๆ เปิดด้วยความระมัดระวัง นั่นคือทําไมข้อตกลงไทย-พม่า จึงต้องรอมาถึง ๓๒ ปี ประเทศพม่าไม่ผลีผลามครับ เพราะประเทศพม่าเป็นประเทศที่มี ทรัพยากรมากมายมหาศาล ทั้งบนดิน ใต้ดิน มีทั้งแก๊ส มีทั้งน้ํามัน มีทั้งพลังงานไฟฟ้า ประชากร ๕๘ ล้านคน นี่ละประเทศพม่าวันนี้จึงค่อย ๆ แง้มประตูเปิดเชื้อเชิญการลงทุน จากทั่วโลกไปลงทุนที่ประเทศพม่ามากขึ้น มากขึ้น

ทีนี้ท่านประธานครับ เราหันมาดูเศรษฐกิจของประเทศพม่าวันนี้ ถ้าเปรียบเทียบกับจีดีพีนะครับ มวลรวมของผลิตผลของประเทศของประเทศไทยกับประเทศพม่า ของประเทศไทยนั้น จีดีพีของประเทศไทยจะมากกว่าประเทศพม่า ณ วันนี้นะครับ ประมาณ ๑๐ เท่า ประเทศพม่าโต ๑ ส่วน จีดีพี ๑ ส่วน แต่วันนี้ประเทศไทยโตกว่าเขา ๑๐ ส่วนครับ ๑๐ เท่า รายได้ส่วนบุคคล รายได้ต่อหัวของประเทศไทยมากกว่าประเทศพม่า ๒ เท่า แต่เงินเฟ้อ ที่ประเทศพม่ามากกว่าประเทศไทย ๓ เท่า ตัวเลขที่กระผมได้กราบเรียนมานี้สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศพม่านั้นจะมีความสามารถในการที่จะเร่งจีดีพีให้เติบโตมากขึ้น มากขึ้น วันนี้เขา ๑ เท่า เราจีดีพี ๑๐ เท่า อีกไม่ช้าไม่นานครับ จีดีพีของเขาจะพรวด พรวด พรวด สูงขึ้น เทียบกับ ประเทศไทย เพราะทรัพยากรของประเทศพม่ามากมายมหาศาล เพราะเนื้อที่ประเทศพม่า โตกว่าประเทศไทยเล็กน้อย และเพราะประชาชนประเทศพม่ามีใกล้เคียงกับประเทศไทย อย่างนี้เป็นต้น อย่างไรก็แล้วแต่ท่านประธานที่เคารพครับ การมาลงทุนในประเทศพม่านั้น อดีตที่ผ่านมาจําเป็นจะต้องลงทุนด้วยความระมัดระวัง เพราะระหว่างไทยกับพม่าเราไม่มี ข้อตกลงว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน นักลงทุนต้องเสี่ยงเอาเอง อัตรา การแลกเปลี่ยน ๑ เหรียญสหรัฐ ถ้าอัตราแลกเปลี่ยนตามระบบ ตามเรต (Rate) ราชการ ๑ เหรียญสหรัฐก็แลกได้ ๗-๘ จ๊าด แต่ถ้าเผื่อเป็นการแลกเปลี่ยนในตลาดมืดจะได้มูลค่า ๑ เหรียญยูเอสดอลลาร์ ประมาณ ๗๐๐-๘๐๐ จ๊าด จะเห็นว่ามีความแตกต่างกันประมาณเกือบ ๑๒๕ เท่า อย่างนี้เป็นต้น นอกจากนี้ท่านประธานครับ การที่นักลงทุนไปลงทุนในประเทศพม่านั้น แม้เราจะมีทุนในประเทศพม่าเพียง ๑ เปอร์เซ็นต์ แต่เป็นคนต่างชาติ พม่าก็ถือว่าเป็นบริษัทต่างชาติ การเป็นบริษัทต่างชาติจะได้รับการคุ้มครอง ได้รับการส่งเสริมน้อยกว่านักลงทุนของเขาเอง ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ประเทศพม่ายังไม่มีกฎหมายว่าด้วยการลงทุนโดยทั่ว ๆ ไป เหมือนอย่างประเทศไทย อย่างไรก็แล้วแต่ครับ ประเทศพม่าพยายามปรับตัว ปรับเปลี่ยนตัวนะครับ ประเทศพม่า พยายามประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษ และในเขตเศรษฐกิจพิเศษนั้นก็ได้ออกหลักเกณฑ์ ออกกฎเกณฑ์เพื่อให้นักลงทุนต่างชาติสามารถมาลงทุนได้มากขึ้น ง่ายขึ้น กําหนดวิธีการชําระ ค่าแรงงาน ค่าสาธารณูปโภคในการลงทุนด้วยเงินยูเอสดอลลาร์ อย่างประเทศจีนสามารถใช้ เงินหยวนชําระค่าแรงงานและค่าสาธารณูปโภคได้ เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อประเทศไทยทําความตกลง กับเขาได้ว่าด้วยการค้าการลงทุน จะดีที่สุดถ้าเผื่อรัฐบาลไทยสามารถเจรจาต่อรองให้ นักลงทุนไทยใช้เงินบาทในการชําระค่าแรงงาน ค่าสาธารณูปโภค ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้สภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งชาติของพม่าได้เปิดโอกาสกว้างมากขึ้น ๆ เพื่อเชื้อเชิญ นักลงทุนมาลงทุนในประเทศพม่า จะเห็นว่าเมื่อมีการประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษออกไป อย่างที่ทวายเขาก็จะมีการกําหนดว่านักลงทุนที่มาจากต่างประเทศจะได้รับสิทธิพิเศษในการ ลงทุนมากน้อยแค่ไหน เพียงใด จะใช้การธนาคารเพื่อประโยชน์ในการชําระนิติกรรมสัญญาต่าง ๆ ในการลงทุนได้อย่างไร จะได้รับการผ่อนปรนภาษีอย่างไร อย่างนี้เป็นต้น อย่างไรก็แล้วแต่ ท่านประธานที่เคารพครับ แม้กระผมจะส่งเสริม แม้กระผมจะสนับสนุนให้ประเทศไทย ไปทําความตกลงกับพม่าเพื่อคุ้มครองนักลงทุนของประเทศไทยอย่างไรก็แล้วแต่ กระผม ก็อยากจะฝากให้ข้อคิด ให้ข้อควรระวังกับรัฐบาลไทยดังต่อไปนี้ครับ ท่านประธานครับ ประเทศไทยกับประเทศพม่า ประเทศไทยกับเพื่อนอาเซียนอื่น ๆ อีกหลายประเทศ ของเรา ในกลุ่มอาเซียน ๑๐ ประเทศ มันมีความขมขื่นต่อกันในทางประวัติศาสตร์ไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศไทยมีความขมชื่นกับประเทศพม่า กับประเทศเพื่อนบ้านเหมือนกับประเทศอื่นที่อยู่ใกล้เคียงกัน ทําอย่างไรเราจะก้าวข้ามความขมขื่น อย่างนี้ไปได้ ทําอย่างไรเราจะไม่ระแวงกันเรื่องประเทศไทยกับเพื่อนบ้าน เพื่อนบ้านกับ ประเทศไทย ที่ได้ต่อสู้ดิ้นรนแข่งขันกันมาอย่างไม่ลดราวาศอก ไม่คิดว่าเป็นเพื่อนกัน แต่แข่งขันเอาเป็นเอาตาย และทําอย่างไรครับที่เราจะเอาชนะความไม่เป็นหนึ่งในกลุ่ม ภูมิภาคอาเซียน อาเซียน ๑๐ ประเทศพูดคนละภาษา นับถือคนละศาสนา จะไม่มีความเป็นหนึ่ง ในเชิงวัฒนธรรมประเพณี อุปสรรคในเรื่องประวัติศาสตร์ที่ขมขื่นต่อกัน ความขมขื่นที่ต้อง ดิ้นรนต่อสู้กัน และความไม่เป็นหนึ่งในเชื้อชาติ ศาสนา ภาษานั้นเราจะต้องก้าวข้ามและต้องอดทน ไม่ให้เขาระแวงเรา และไม่ให้เราต้องระแวงเขา

อีกประการหนึ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ ชายแดน ๑,๘๐๐ กิโลเมตร จากเหนือจรดใต้ ตามแนวชายแดนนั้นเป็นที่อยู่ของชนกลุ่มน้อย ทางเหนือก็มีฉาน มีกะฉิ่น มีกระเหรี่ยง ทางตอนใต้ก็มีพวกมอญอย่างนี้เป็นต้น ในอดีตที่ผ่านมาช้านานครับ พม่าก็มี ความระแวงประเทศไทยมาโดยตลอดว่าประเทศไทยนั้นได้อาศัยชนกลุ่มน้อยเป็นรัฐกันชน ประเทศไทยได้ให้สิทธิคนกลุ่มน้อยมาพึ่งพิง มาอาศัย แล้วกลับไปทําร้ายรัฐบาลพม่า ความระแวงอันนี้เองที่ทําให้ด่าน ๑๐ ด่านตั้งแต่เหนือจรดใต้ ๑,๘๐๐ กิโลเมตรนี้ไม่มี ความมั่นคงถาวร เวลาเขาระแวงเรา ด่าน ๑๐ ด่าน ถาวร ๒ ด่าน ชั่วคราวอีก ๘ ด่าน บางที อยากจะปิดก็ปิด อยากจะเปิดก็เปิด เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อไปทําความตกลง ว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองการค้าไทย-พม่าแล้ว อย่าลืมว่ารัฐบาลไทยจะต้องมีนโยบาย ที่จะลดความหวาดระแวงระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่าให้ได้ด้วย ถ้าไม่สามารถ ลดความหวาดระแวงในเรื่องชนกลุ่มน้อย ในเรื่องความขมขื่นในเชิงประวัติศาสตร์ ถึงแม้จะมี ข้อตกลงอย่างไรถ้าแก้ความหวาดระแวงไม่ได้ ข้อตกลงนั้นก็อาจจะไม่เกิดประโยชน์กับ คนลงทุนของประเทศไทยอย่างแท้จริง กระผมก็ใคร่ขอให้ข้อเสนอแนะและอภิปรายแต่เพียงเท่านี้ ด้วยความเคารพอย่างสูงครับ