วิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ หารือเรื่องการกู้เงิน โดยอ้างถึงรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้รัฐสภาต้องพิจารณาและแก้ไขภายใน 60 วัน แต่ปัจจุบันเกิน 160 วันแล้ว และมีหลายฉบับที่อยู่ในลักษณะเดียวกัน และขอปรึกษาที่ประชุมว่าควรเร่งรัดหรือไม่ และยังหารือเรื่องเอกสารที่รัฐบาลส่งมาให้รัฐสภา และเรียกร้องให้รัฐบาลปรับปรุงกฎหมายที่จะเสนอให้รัฐสภาในการพิจารณา
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมมีเรื่องจะหารือกับท่านประธานก่อนที่จะเข้าไปสู่ การอภิปรายอยู่ ๒ ประเด็น
ประเด็นแรก คือผมอ่านกรอบการกู้เงินมันมีเงื่อนเวลาท่านประธานครับ คือหนังสือส่งมาวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน เราพิจารณาวันนี้ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ กําหนดว่าท่านต้องบรรจุเป็นเรื่องด่วน แล้วก็รัฐสภาต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน ๖๐ วัน ณ วันนี้มันก็เกิน ๑๖๐ วันแล้วท่านประธานครับ แล้วมันยังมีอีกหลายฉบับที่อยู่ในลักษณะ เดียวกันนี้นะครับ ก็อยากจะปรึกษาท่านประธานว่าทําอย่างไรเราจะเร่งรัด แล้วในสมัยต่อไป ถ้าเป็นไปได้ถ้ามีเสนอเข้ามาอย่างนี้มันควรจะเร่งรัดให้มีการพิจารณาโดยเร็ว เพราะว่า ถ้าปล่อยอย่างนี้ คือเราเป็นผู้ออกกฎหมายไปให้ประชาชนใช้ แต่เราเป็นผู้ทําผิดกฎหมายเสียเอง จริงอยู่รัฐธรรมนูญไม่ได้กําหนดบทลงโทษไว้ แต่หมายถึงกรอบเวลานะครับ ก็ขออนุญาต ฝากท่านประธานเพื่อพิจารณาในประเด็นที่ ๑ นะครับ
ประเด็นที่ ๒ เกี่ยวกับเรื่องเอกสาร เมื่อตอนเริ่มต้นท่าน ส.ว. เจตน์ก็ได้พูดถึงว่า รัฐบาลส่งเอกสารมาให้เรา ๑ แผ่น ๒ หน้า ในเรื่องของกรอบการเจรจาเงินกู้ คืออยากจะเรียน ท่านประธานว่าถ้าเป็นอย่างนี้มันมีประเด็นปัญหาว่าเราไม่มีข้อมูลเพียงพอ ซึ่งทําให้ต้องมีการ ซักถาม จะใช้เวลาในการประชุมมากครับ ถ้ารัฐบาลได้ทําเอกสารมาด้วยความพร้อม ผมอยากเรียนอย่างนี้ครับว่าเราในฐานะของรัฐสภา ซึ่งกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ เขียนไว้ชัดเจนว่าเราจะให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบ ในการกู้เงิน คือถ้าเราบอกว่า อํานาจถ้าเปรียบกับธนาคาร ในการให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบนั่นคือนายธนาคาร ถามว่านายธนาคารพิจารณาอะไรในเวลาคนเข้ามาขอกู้ อันดับแรกก็เอาเงินไปทําอะไร ทําแล้วคุ้มค่าไหม ผู้กู้มีปัญญาใช้หนี้ไหม ยิ่งกรณีของเราในการกู้เงินเป็นของรัฐ มันมีกฎหมายเขียนไว้ว่าจะต้องอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลังด้วย ซึ่งมาตรา ๑๖๗ ในวรรคสาม ซึ่งไปเชื่อมโยงกับการก่อหนี้สาธารณะของรัฐบาล ซึ่งจําเป็นต้องมีกฎหมาย ให้มีกฎหมาย ออกมาด้วย แต่เราผ่านมา ๕ รัฐบาล ทั้งรัฐบาลนี้ ไม่มีใครใส่ใจที่จะออกกฎหมายฉบับนี้มาเลย เพื่อกําหนดกรอบวินัยการเงินการคลัง ซึ่งเกี่ยวข้องกับเงินกู้ สิ่งเหล่านี้มันส่อให้เห็นว่า ใครก็ตามที่มาอยู่ฝ่ายบริหารท่านก็จะทําในสิ่งที่ท่านอยากจะทําโดยไม่ได้สนใจว่ากฎหมาย เขียนไว้อย่างไร ก็ขออนุญาตฝากประเด็นนี้ว่าในอนาคตต่อไปรัฐบาลควรจะปรับปรุง กฎหมายที่จะเสนอให้รัฐสภาในการพิจารณา ควรจะมีเอกสารที่สมบูรณ์มากกว่านี้จะได้ช่วย ย่นเวลาในการพิจารณาของสมาชิกของเราด้วย
ย้อนกลับมาเรื่องของกรอบการเจรจา ท่านประธานครับ ผมมีประเด็นสงสัย อยู่หลายส่วน ในส่วนแรกในหน้าแรกในเอกสารของท่านเอง ในข้อ ๒ บอกกฎหมาย ที่เกี่ยวข้อง แล้ว ๒.๒ นะครับท่านประธาน ขออนุญาตอ่านนะครับ การกู้เงินสําหรับโครงการ รถไฟฟ้าสายสีม่วง (บางใหญ่-บางซื่อ) เป็นการกู้เงินจากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศ ของประเทศญี่ปุ่นหรือว่าไจก้า ซึ่งไจก้าได้กําหนดให้ใช้กฎหมายของประเทศญี่ปุ่น ถือเป็น กฎหมายภายในของรัฐ ไม่ใช่กฎหมายระหว่างประเทศ ผมก็เกิดความสงสัยขึ้นมาว่า คําว่า กฎหมายของประเทศญี่ปุ่น ในเรื่องนี้มันเป็นอย่างไร เพราะมันจะมีผลผูกพันในการกู้เงินของเรา โดยปกติทั่วไปเวลาเรากู้เงินเราก็ใช้กฎหมายระหว่างประเทศในการบังคับ แต่กรณีนี้เรื่องของ กฎหมายประเทศญี่ปุ่น ก็ขออนุญาตตั้งเป็นข้อสังเกตว่าให้รัฐบาลได้ชี้แจงว่ากฎหมายของ ประเทศญี่ปุ่นมันมีความต่างกับกฎหมายสากลอย่างไร แล้วเราได้ประโยชน์หรือ ไม่ได้ประโยชน์เมื่อเปรียบเทียบกับกฎหมายต่างประเทศอันนี้ อันนี้คือประเด็นที่ ๑ ที่อยากจะฝากไปถึงรัฐบาล
ในประเด็นที่ ๒ กรอบวงเงินกู้ ข้อ ๔.๒ รัฐบาลได้นําเสนอบอกว่า อันนี้เป็น ระยะที่ ๓ เนื่องจากว่าเป็นโครงการที่ใช้เงินสูง แบ่งการกู้เป็น ๓ ระยะ ที่จริงแล้วอันนี้เป็น ส่วนหนึ่งที่สะท้อนให้เห็น วิธีการนําเสนอ ที่จริงแล้วท่านทําโครงการต้องใช้วงเงินสูง คือแทนที่ท่านจะเสนอมาคราวเดียวว่าท่านจะต้องใช้เงินจํานวนเท่าไรแล้วก็จะแบ่งกู้เป็น ๓ ระยะ โดยอาจจะมีเงื่อนไขว่าการกู้แต่ละครั้ง แต่ละช่วงมันต้องไปเชื่อมโยงกับกรอบวินัย การเงินการคลังว่าเรามีความพร้อมมากน้อยแค่ไหน ถ้าท่านเสนออย่างนั้นเราก็อนุมัติตั้งแต่ต้น ๓ ระยะไปในคราวเดียวกัน แต่ท่านเปลี่ยนครับ ท่านทําวิธีการที่ว่าให้ทีละระยะ เป็นช่วง ๆ ไป ผมถามว่าครั้งนี้ถ้าเราไม่ให้ละครับ มันก็ทําให้โครงการสะดุดหยุดลง มันเสมือนบังคับรัฐสภา ให้พิจารณา เพราะฉะนั้นขออนุญาตกราบเรียนว่าลักษณะอย่างนี้มันเป็นเหมือนกับการผูกมัด ถ้าท่านนําเสนอตอนแรกมาว่ามีความจําเป็น ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ผมเชื่อว่าถ้าเป็นความจําเป็น รัฐสภาเราพร้อมที่จะพิจารณา แต่ถ้าท่านตัดทอนมาอย่างนี้มันก็เกิดคําถามว่าถ้ารัฐสภาไม่ให้ ในระยะที่ ๓ อะไรจะเกิดขึ้นครับ ทั้งหมดนี้โครงการมันก็สะดุดหยุดลง ไม่ได้เกิดประโยชน์ กับประชาชนตามที่รัฐบาลได้คาดหวังไว้ เพราะฉะนั้นขออนุญาตตั้งเป็นข้อสังเกตอีกประเด็นหนึ่ง
แล้วในส่วนท้ายเรื่องของกรอบต้นทุน ระยะเวลาการกู้ มันต้องย้อนกลับมา ข้างบนว่าท่านจะเอาเงินไปทํารถไฟฟ้า ทําแล้วคุ้มค่า คุ้มทุน ผมเชื่อว่ามันมีความคุ้มของมันอยู่ ทีนี้ปัญหาว่าเราจะเอาเงินที่ไหนมาใช้หนี้ แล้วใช้หนี้อย่างไร ดอกเบี้ยเท่าไร สิ่งเหล่านี้มันควรจะเป็น ส่วนหนึ่งซึ่งต้องนําเสนอพิจารณาด้วย รัฐบาลไม่ได้บอกเราเลยว่าเงินกู้ใช้ดอกเบี้ยเท่าไร ระยะเวลาเป็นอย่างไร เราจะเอาเงินที่ไหนมาใช้หนี้ เพราะผมเชื่อว่าถ้ารถไฟฟ้าที่ท่านจะเก็บ ๒๐ บาท มันไม่พอใช้หนี้หรอก ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท มันไม่มีความเป็นไปได้เลย เราจะเอา เงินที่อื่นมาใช้หนี้ จะใช้หนี้อย่างไร ท่านไม่ได้บอก แล้วก็ยังได้เขียนตอนท้ายอีกนะครับว่า มีอัตราดอกเบี้ยเป็นเงินสกุลเยน ซึ่งกระทรวงการคลังจะพิจารณาต้นทุนการกู้เงินหรืออัตราดอกเบี้ย ที่ได้ทําการแปลงหนี้ต่างประเทศเป็นเงินบาทแล้ว ผมก็เลยสงสัยว่าท่านมีข้อมูลอยู่แล้วทําไมท่านไม่บอกเรา คือท่านให้พวกเราอภิปราย โดยที่อย่างที่เรียนครับ ข้อมูลไม่ครบถ้วน แล้วจะพิจารณาอย่างไร ถามไปท่านก็ตอบไม่หมด ไม่ครบถ้วน อันนี้คือประเด็นที่อยากจะฝากท่านประธานได้ช่วยกรุณาในคราวต่อไปดูเอกสาร นิดหนึ่ง ไม่ใช่ว่ารัฐบาลส่งมาอย่างไรท่านก็พิจารณาไปตามนั้น
ผมมีอีกประเด็นหนึ่งซึ่งเกี่ยวพันที่เป็นตัวอย่างให้ชัดนะครับ คือกรณีหนังสือนําส่ง งบประมาณ ฝากท่านรัฐมนตรีไปดูด้วยนะครับ หนังสือนําส่งงบประมาณที่ท่านมีหนังสือถึง ประธานสภาผู้แทนราษฎร ลงนามโดยท่านนายกรัฐมนตรี ท่านไปดูวันที่สิครับ ลงวันที่ ๑๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ ครับ นั่นหมายถึงว่างบของปี ๒๕๕๖ ท่านลงวันนําส่งรัฐบาล ปี ๒๕๕๖ มันแสดงให้เห็นว่าไม่มีใครใส่ใจในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เรื่องข้อมูล เรื่องเอกสาร ที่จะต้องส่งให้สภาพิจารณา ฝากท่านด้วยครับ ขอบพระคุณมากครับ