รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๔ · ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๕

พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ หารือเรื่องข้อตกลงการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนระหว่างไทยและพม่า และเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการเร่งด่วน เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน รวมถึงการเปรียบเทียบกับข้อตกลงเอซีไอเอของอาเซียน และชี้แจงเรื่องการคุ้มครองสิทธิของนักลงทุน

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานสภาที่เคารพ พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ต้องเรียนท่านประธานนะครับว่าตามที่ทางรัฐบาลได้นําข้อตกลงเพื่อการส่งเสริม และคุ้มครองการลงทุนระหว่างรัฐบาลไทยแล้วก็รัฐบาลพม่าเข้ามาหารือในรัฐสภาในครั้งนี้ ต้องเรียนท่านประธานรัฐสภาว่าจริง ๆ แล้วข้อตกลงนี้เป็นข้อตกลงที่ต้องเรียนว่ามีความจําเป็น พอสมควรเลยนะครับ แล้วก็มีการผลักดันมาหลายยุคหลายสมัยตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว ซึ่งท่านอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ก็ได้ผลักดันเรื่องนี้มาพอสมควร รวมทั้งมีท่านรัฐมนตรี ในรัฐบาลชุดที่แล้วหลายท่านที่ได้มีโอกาสได้เดินหน้าไปผลักดันในเรื่องของการส่งเสริม การลงทุน แล้วก็ขยายเครือข่ายทางด้านการขนส่งไปยังประเทศพม่า ซึ่งผมเชื่อว่า ท่านรัฐมนตรีอลงกรณ์ก็เป็นท่านหนึ่งที่ได้เดินทางไปยังประเทศพม่าในเรื่องของการสื่อสาร นะครับ แล้วก็พยายามทําความเข้าใจในเรื่องของการลงทุน โดยเฉพาะเส้นทาง การเปิดเส้นทางการค้าไปยังภูมิภาคอื่น ๆ โดยผ่านเส้นทางทางประเทศพม่า แต่ว่า สาระสําคัญที่ผมอยากจะเรียนท่านประธานไปยังรัฐบาลก็คือว่าเรื่องนี้จริง ๆ แล้วผมได้ฟัง ท่านรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีได้กรุณาตอบเมื่อสักครู่ว่าเป็นเรื่องเป็นไปตาม รัฐธรรมนูญตามมาตรา ๑๙๐ แล้วก็มีการนําเสนอเข้ามาตั้งแต่เดือนตุลาคมตามที่ ท่านรัฐมนตรีได้กรุณานําเรียนเมื่อสักครู่ ก็บอกว่าเป็นกระบวนการของกฎหมายที่ นําเข้าเสนอต่อรัฐสภาตามมาตรา ๑๙๐ จริง ๆ แล้วถ้าท่านรัฐมนตรีพูดอย่างนั้น รัฐบาล หมายความอย่างนั้น ผมคิดว่าผมก็จะพยายามรับฟังครับ แต่ผมก็มีอีกมุมหนึ่ง อีกด้านหนึ่ง ที่อยากจะผ่านท่านประธานไปถึงรัฐบาลนะครับ ก็เสียดายที่วันนี้ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ไม่ได้เข้า และผมเชื่อว่าท่านรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีท่านนี้ ท่านก็คงได้รับมอบหมายมา แต่จริง ๆ แล้วสาระสําคัญผมก็อยากจะฝากไปถึงทางรัฐบาลโดยรวม ที่รับผิดชอบโดยตรง ผมเรียนอย่างนี้ครับว่า ต้องยอมรับว่าตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาก็ไม่ได้ให้ความสําคัญในเรื่องของ ท่าเรือหรือการเปิดในส่วนของประเทศพม่า โดยเฉพาะในส่วนของท่าเรือน้ําลึกทวายมากนัก ที่ผมพูดอย่างนี้เพราะว่าก็ได้ติดตามอยู่ตลอดครับว่ามีการนําเสนอในเรื่องของ พ.ร.บ. ต่าง ๆ หรือว่ากฎเกณฑ์ต่าง ๆ แต่ที่ผมจะฝากท่านประธานไปถึงรัฐบาลก็คือว่าเมื่อไม่นานมานี้ คือปลายปี ๒๕๕๔ ครับ ประมาณวันที่ ๑๕-๑๖ ธันวาคม ได้มีการนําเสนอข่าวโดยเป็นสํานักข่าว ที่เชื่อถือได้ ผมขออนุญาตเอ่ยนามก็คือสํานักข่าวบางกอกโพสต์ครับ แล้วก็มีการขยายเครือข่าย ไปอีกหลายสื่อหนังสือพิมพ์ในประเทศไทยแล้วก็รวมทั้งในประเทศพม่าด้วย ผมขออนุญาต นะครับ มีการให้สัมภาษณ์จากท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ที่ท่านได้มีภารกิจ ไปประเทศพม่าในช่วงนั้นพอดีคือวันที่ ๑๕ และ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๔ ท่านก็ให้สัมภาษณ์ครับว่า ท่านมีโอกาสได้มาประเทศพม่าในครั้งนี้เพื่อจะไปเยือนประเทศพม่าแล้วได้มีโอกาสได้พบกับ ผู้หลักผู้ใหญ่อาวุโสของประเทศพม่าทั้งท่านประธานาธิบดีและท่านอื่น ๆ อีกมากมาย เพื่อเป็นการปูทางให้กับการมาเยือนประเทศพม่าของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร แล้วท่านก็บอกว่าท่านก็ได้มีโอกาสจะได้เดินทางไปดูพื้นที่โครงการก่อสร้างท่าเรือน้ําลึกที่ทวาย ก็เป็นข่าวปกติครับ ที่ ฯพณฯ อดีตนายกรัฐมนตรีก็ได้ไปเยือนแล้วก็ได้ให้สัมภาษณ์ เพียงแต่ ประเด็นที่ผมอยากจะฝากไว้ก็คือว่าหลังตั้งแต่มีการสัมภาษณ์แล้วก็ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ได้ไปประเทศพม่ามาเมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๕๔ นั้น พอหลังจากนั้นก็มีการขับเคลื่อนในเรื่องของ การตื่นตัวของรัฐบาลชุดนี้ขึ้นมาเกี่ยวกับโครงการทั้งหลายในประเทศพม่า ซึ่งก็เป็นสิ่งดีครับ เพราะว่าเพื่อนสมาชิกหลายคนก็บอกแล้วว่าจริง ๆ ก็มีอีกหลายมติที่ประเทศไทย และประเทศพม่าซึ่งเป็นเพื่อนบ้านกันก็ควรจะมีการสื่อสารกันมากขึ้น เพียงแต่ประเด็นที่ ผมกังวลก็คือว่านอกจากนั้นท่านก็ยังพูดถึงเรื่องการเข้าไปศึกษาดูเรื่องสัมปทาน ก๊าซธรรมชาติในประเทศพม่าว่าเป็นสิ่งที่ทางตัวท่านอดีตนายกรัฐมนตรีเองท่านก็สนใจ ก็คงไม่แปลกอะไรที่ผมจะตั้งข้อสังเกตผ่านท่านประธานไปถึงท่านรัฐมนตรีนะครับ ซึ่งวันนี้เป็นท่านรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี แล้วเมื่อสักครู่นี้ท่านบอกว่าวาระนี้ เข้ามาตั้งแต่เดือนตุลาคมแล้วก็ส่งเข้ามาตามกระบวนการไม่ได้มีอะไรที่เร่งด่วนหรือรีบร้อน แต่ผมเรียนว่ามีอีกเรื่องหนึ่งที่ฝากไปเทียบเคียงก็คือว่าเมื่อ ๒ สัปดาห์ที่แล้ว รัฐบาลของท่านนี่ละครับ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ท่านได้ไปประชุม ครม. สัญจรที่จังหวัดกาญจนบุรี แล้วก็มีการนําเสนอ วาระสาระสําคัญในการประชุม ครม. สัญจรก็คือในเรื่องของการส่งเสริมแล้วก็เข้าไปดูแล ในเรื่องของท่าเรือน้ําลึกที่ทวาย แล้วจังหวัดกาญจนบุรีก็เป็นจังหวัดที่ใกล้เคียงกับท่าเรือน้ําลึกทวาย สามารถจะต่อเส้นทางออกไปยังเมืองทวายได้ ก็ไปใช้ ครม. สัญจรที่จังหวัดกาญจนบุรี แล้วก็มีสาระสําคัญหลัก ๆ ในการประชุมที่นั่นก็คือในเรื่องของการส่งเสริมงบประมาณ ผลักดันต่าง ๆ ในการข้ามไปลงทุนในประเทศพม่า ประกอบกับมาวันนี้ก็มีการนําในเรื่องของ ข้อตกลงของประเทศพม่ากับประเทศไทยเข้ามา ผมก็อยากจะฝากท่านประธานไปถึงรัฐบาลว่า วาระแบบนี้ถ้าไม่มีอะไรที่ลึกไปกว่าที่ผมพูด ผมก็รู้สึกดีใจด้วยครับ เพราะเป็นสิ่งที่จําเป็นจริง ๆ สําหรับนักลงทุนทั่วไป แต่ก็ไม่อยากให้มีเป็นวาระเฉพาะกิจ เฉพาะการเข้าไปดูแลเฉพาะ คนบางกลุ่มหรือเฉพาะกลุ่มคนที่ได้มีแนวทางว่าจะเข้าไปลงทุนในประเทศพม่าเท่านั้น จริง ๆ การทําการค้ากับประเทศพม่านั้นมีทั้งลงทุนรายเล็ก รายใหญ่ ซึ่งผมก็ได้ดูในข้อตกลง ต่าง ๆ ก็ค่อนข้างจะครอบคลุมพอสมควร แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องเรียนฝากไว้นะครับ เป็นสิ่งที่ เราก็มีความกังวลด้วยก็คือว่าในอดีตนอกเหนือจากการออกเป็นตัวบทกฎหมายหรือความตกลง ที่เข้าไปลงทุนระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่าในเรื่องของการลงทุนแล้ว ในอดีตเคยมี นักลงทุนรายใหญ่แล้วก็มีความสัมพันธ์กับรัฐบาลชุดนี้ได้เคยเข้าไปลงทุนขนาดใหญ่ ในประเทศพม่า แล้วจนถึงทุกวันนี้ก็ยังทําให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและประเทศพม่า ก็ยังมีปัญหาอยู่บ้าง แล้วก็เป็นปัญหาที่ค้างคาใจกันมานาน แล้วก็เป็นคนใกล้ชิดของรัฐบาล ชุดนี้ครับ ได้สัมปทานเข้าไปทําอยู่ในประเทศพม่า ที่ผมนําเรียนเพราะเนื่องจากว่าการที่เราพูดถึงข้อตกลงการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน ไทย-พม่านั้น ท่านประธานครับ มันคงไม่ใช่เฉพาะข้อตกลงที่อยู่ในเอกสารที่เราได้เอามา ศึกษากันในวันนี้ จริง ๆ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็เป็นสิ่งที่สําคัญ นักลงทุนบางราย ที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวแล้วทําลายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็มี ผมถึงอยากฝาก ท่านประธานไปถึงรัฐบาลว่าลองไปเปิดดูครับ ผมเชื่อว่าไม่อยู่ไกลเกินกว่าที่ท่านจะมองเห็น แน่นอนว่าเป็นเครือญาติของรัฐบาลชุดนี้นั่นละครับ ที่เคยเข้าไปทําแล้วก็ยังสร้างปัญหา มาจนถึงทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นข้อตกลงนี้อาจจะช่วยไม่ได้ครับ ถ้าความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเรา ในเชิงการลงทุนนั้นมีนักธุรกิจบางรายที่ไปทําชื่อไม่ค่อยจะดีนักในประเทศพม่า แล้ววันนี้ ก็ยังไม่ลงตัวครับ และผมเชื่อว่าก็คงจะลงตัวยากเพราะเนื่องจากว่าคนที่ไปทํานั้น เป็นผู้ที่เรียกว่ามีความใกล้ชิดอย่างมากกับ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี แบบนี้ครับคือสิ่งที่ผมคิดว่า การที่เรามาหารือกันเรื่องข้อตกลงต่าง ๆ ก็ควรจะเป็นสิ่งที่นํามาในทางปฏิบัติด้วย ต้องพร้อมใจกัน ทั้งฝ่ายรัฐ ภาคเอกชน รวมไปถึงในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

ท่านประธานครับ มันมีอีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะฝากไปก็คือว่าพอดีวันนี้ ให้ท่านรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีมาแทน ก็อยากจะฝากไปว่าจริง ๆ ในส่วนของ เนื้อหาในนี้ถ้าอ่านดูดี ๆ ก็จะเป็นกระทรวงการต่างประเทศที่จะเป็นสาระสําคัญหลัก ในทุก ๆ ตัวหนังสือที่ผมได้มองลงไป แต่จริง ๆ แล้วยังมีกระทรวงอุตสาหกรรม ยกตัวอย่างเช่น คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนบีโอไอก็ทําในเรื่องการลงทุนนี้อย่างต่อเนื่องมาตลอด หรือแม้กระทั่งกระทรวงพาณิชย์ซึ่งก็เป็นกระทรวงที่ต้องดูแลในเรื่องของการค้า การแลกเปลี่ยนบุคลากร รวมถึงการสนับสนุนในเรื่องของการพาณิชย์ การค้าขาย ก็ควรที่จะต้อง อยู่ในกระบวนการนี้ด้วย เพียงแต่ผมอาจจะพูดรวบไปว่าทั้งหมด รวมถึงสาระสําคัญที่สรุปมา ส่วนใหญ่จะเป็นกระทรวงการต่างประเทศทั้งนั้น ก็อยากจะฝากไปว่าถ้าเป็นไปได้ก็ควรจะ บูรณาการเอาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ซึ่งเขามีหน้าที่หลักเข้ามาทําด้วย ก็จะได้ประโยชน์ เป็นอย่างมาก แล้วผมทราบดีว่าข้อตกลงระหว่างไทย-พม่าฉบับนี้ที่เอาเข้ามาจริง ๆ แล้ว มีการตกลงพูดคุยกันไปก่อนหน้านี้นานแล้ว เพียงแต่วันนี้เอาเข้ามาเนื่องด้วยติดในเรื่องของ มาตรา ๑๙๐ ผมก็ฝากทางท่านประธานไปถึงรัฐบาลว่ามันอาจจะมีสาระสําคัญอะไรที่ควรจะต้อง ปรับเปลี่ยนเพราะเวลามันก็ผ่านมาเนิ่นนานแล้ว ยกตัวอย่างเช่น ไม่ทราบว่าท่านรัฐมนตรี ที่ได้รับมอบหมายมานี้ท่านได้ทราบไหมครับว่าข้อตกลงในกรอบอาเซียนระหว่างประเทศไทย กับเพื่อนสมาชิกในอาเซียนได้มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๕๕ ซึ่งเขาเรียกว่า ข้อตกลงเอซีไอเอ (ACIA) ก็ย่อมาจาก อาเซียน คอมพรีเฮนซิฟ อินเวสท์เมนท์ อะกรีเมนท์ (ASEAN Comprehensive Investment Agreement) ซึ่งเป็นเรื่องของการพูดถึงในการ ครอบคลุมในสิ่งที่เรากําลังหารือนี้อยู่แล้วครับ ในบางส่วนหรืออาจจะส่วนใหญ่กว่านี้ด้วยซ้ํา แล้วก็เป็นข้อตกลงที่ครอบคลุมทั้งสมาชิกอาเซียนทุกประเทศ เพราะฉะนั้นผมไม่แน่ใจว่า สาระสําคัญของการนําข้อตกลงฉบับนี้เข้ามา นอกเหนือจากว่ามันยื่นมานานแล้วตามที่ ท่านรัฐมนตรีได้บอก วันนี้มันมีอีกหลายเรื่องที่มันได้คืบหน้าแล้วเดินไปในกรอบภูมิภาคอาเซียน มาโดยตลอด ผมก็ไม่แน่ใจว่ามันจะมีความทับซ้อนหรือมันจะมีสิ่งใดที่มากกว่า หรือน้อยกว่า ในข้อตกลงฉบับที่นําเข้ามาในรัฐสภาวันนี้ เพราะเท่าที่ผมทราบก็คือว่าในข้อตกลงที่บอกว่า เป็นเกี่ยวกับสมาชิกอาเซียน เอซีไอเอนั้นไม่จําเป็นต้องมาเซ็นกันประเทศกับประเทศแบบนี้ สามารถใช้ในสมาชิกอาเซียนได้เลย แล้วก็เพิ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๕๕ ที่ผ่านมานี้เอง แล้วผมก็เรียนท่านประธานว่ากรณีแบบนี้ถ้าจะได้ความกระจ่างว่าความแตกต่าง ระหว่างกรอบที่เซ็นภาพรวมกับทุกประเทศในเพื่อนสมาชิกอาเซียนกับกรอบที่ตกลงระหว่าง ประเทศไทยกับประเทศพม่านั้นจะมีผลดี ผลเสีย จะมีอะไรที่แตกต่างกับสิ่งที่เราเซ็นกับ ๑๐ ประเทศหรือไม่ ผมก็อยากทราบครับ หรือว่ามีความจําเป็นที่จะต้องเอาอันนี้ให้ผ่านไป เพราะว่าได้คุยกันไว้นานแล้ว ก็เลยต้องผ่านไปตามกระบวนการ ก็ไม่เป็นอะไรครับ แต่ผมก็อยากจะฝากไปว่าจริง ๆ ถ้ามันไม่สามารถครอบคลุมอยู่ใน ๑๐ ประเทศได้ก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะว่าประเทศไทยก็เป็นสมาชิกอาเซียนที่มีความแข็งแรง มีความชัดเจน เป็นเจ้าภาพการประชุม ด้วยความแข็งแรงและตั้งใจ แล้วอยู่ดี ๆ ถ้ามีคนอื่นถามว่าแล้วมันต่างกับที่เซ็นกับ เพื่อนสมาชิกอื่น ๆ อย่างไร ทําไมต้องมาเซ็นเฉพาะกับประเทศพม่า ผมก็ไม่แน่ใจว่า เราจะตอบอีก ๘-๙ ประเทศนั้นอย่างไร หรือถ้าวันนี้ผู้ที่มาชี้แจงและทางท่านรัฐมนตรีด้วย สามารถจะบอกความแตกต่างระหว่างข้อตกลงนี้กับข้อตกลงเอซีไอเอได้ก็จะเป็นพระคุณครับ เพราะว่าเราก็อยากทราบเหมือนกันว่าสาระสําคัญมันแตกต่างกันตรงไหน ทําไมต้องเอาเข้ามา หารืออีกครั้งหนึ่ง

กลับมาในเรื่องสุดท้ายครับ ก็อยากจะสอบถามไปยังรัฐบาลครับว่า ถ้าวันนี้ มีการผลักดันในเรื่องของการลงทุนในประเทศพม่าจริง ผมก็อยากจะสอบถามว่าสาระสําคัญ ที่อยู่ในข้อตกลงฉบับนี้ก็จะมอบหมายให้กระทรวงต่างประเทศนั้นเป็นเจ้างานหลัก นั่งหัวโต๊ะ ในการที่จะพูดคุยเผยแพร่และนําไปสู่การปฏิบัติ ผมอยากจะเรียนท่านประธานไปถึง ท่านรัฐมนตรีแล้วก็รัฐบาลครับว่า ในอดีตที่ผ่านมาในเรื่องของการค้าการลงทุน ส่วนใหญ่แล้ว สาระสําคัญและความจําเป็นที่สุดก็ต้องเป็นของท่านนายกรัฐมนตรี หรือแม้กระทั่ง รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีก็ถือว่ามีความใกล้ชิดแล้วก็จะต้องเดินทางไปในทุก ๆ ประเทศ ที่ท่านรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีไปเยือน ยกตัวอย่างเช่น ขณะนี้ผมเชื่อว่าท่านนายกรัฐมนตรี กําลังเดินทางกลับจากประเทศออสเตรเลีย ก็มีทั้งท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และอื่น ๆ ไปแล้วก็ไปพูดถึงเรื่องการค้า การลงทุน และการพาณิชย์ด้วย เช่นกันครับ แต่ทําไมสาระสําคัญในการตกลงต่าง ๆ ก็ไปขึ้นอยู่ภายใต้ กรอบกระทรวงการต่างประเทศทั้งหมด ไม่ทราบว่าท่านให้ความสําคัญในเรื่องการลงทุนนั้น ขนาดไหน ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วท่านนายกรัฐมนตรีก็เอากระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงอื่น ๆ ตามไปด้วยเป็นโขยงครับ เพราะเชื่อว่าการลงทุนเป็นสิ่งที่สําคัญสําหรับประเทศเรา แต่วันนี้ เวลาจะตกลงอะไรกันทีก็เห็นใช้กระทรวงต่างประเทศเป็นคนออกกรอบแล้วก็เป็นคนนําเสนอ ในรัฐสภาแห่งนี้ด้วย ผมก็ไม่แน่ใจว่าท่านได้มีโอกาสได้ถามหน่วยงานอื่นซึ่งรับผิดชอบในเรื่องของ การค้าการลงทุนโดยตรงหรือไม่ แล้วก็อยากจะฝากไปว่าในนี้ถ้าไปดูสาระสําคัญมีอยู่เรื่องหนึ่ง ที่อันตรายมากก็คือบอกว่าในการเข้ามาร้องทุกข์ ร้องเรียนถ้าเกิดไปลงทุนแล้วมีการทําผิด ในเรื่องของคู่สัญญาต่าง ๆ อย่างเช่น เอกชนไปลงทุนในประเทศพม่าแล้วมีปัญหา สิ่งที่เขา จะทําต่อไปจากนี้ได้ก็คือว่าต้องมาเสนอเรื่องที่มีปัญหาหรือขัดแย้งเกิดขึ้นตามกรอบที่ เขียนอยู่ในนี้แล้วนําเสนอมาที่กระทรวงการต่างประเทศ แล้วกระทรวงการต่างประเทศ จะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อพิจารณาว่าเข้าข่าย เข้ากรอบในการร้องเรียนหรือไม่ แล้วก็ให้เวลา ๖๐ วัน แล้วต่อได้อีก ๖๐ วัน ผมก็อยากจะสอบถามว่ากระทรวงการต่างประเทศ จะสามารถวิเคราะห์พิจารณาโดยใช้คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นให้กับเอกชนถ้าเกิดมีปัญหาแล้วก็ พยายามที่จะเดินเข้ามาสู่กรอบการตกลงในครั้งนี้ ท่านจะทําได้ครอบคลุมขนาดไหน ท่านจะตั้งใครเป็นคณะกรรมการ คณะกรรมการชุดนี้จะประกอบด้วยใครบ้าง หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเป็นใครบ้าง ไม่มีครับ เขียนไว้กว้าง ๆ ว่าจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา พิจารณา ผมก็กลัวอีกครับว่า ถ้าอย่างนั้นมีเข้ามา ๑๐๐-๒๐๐ เรื่อง ท่านจะเลือกย่างไรครับ ว่าจะทําให้ใครก่อน ใครหลัง ท่านจะรู้ได้อย่างไรว่าอันไหนท่านจะปัดเขาตกบอกว่าไม่เข้ากรอบ อันไหนท่านจะช่วยผลักดันอย่างเต็มที่เพื่อสิทธิแล้วก็ประโยชน์ของพี่น้องประชาชนนักลงทุน ของคนไทย เพราะฉะนั้นท่านประธานจะเห็นนะครับว่าในข้อตกลงนี้เขียนไว้กว้างมาก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแทบจะไม่เข้ามามีส่วนร่วมเลย เพราะถ้าได้อ่านไปในทุก ๆ ข้อตกลง ตั้งแต่นิยามเป็นต้นไป ส่วนใหญ่ก็จะใช้กระทรวงต่างประเทศเป็นหลักเท่านั้น แล้วคณะกรรมการที่ผมเรียนว่าจะตั้งขึ้นโดยกระทรวงต่างประเทศนั้นผมคิดว่าเรื่องนี้สําคัญมาก เพราะจะเป็นคณะกรรมการที่ขับเคลื่อนเมื่อนักลงทุนเขามีปัญหา ผมก็ไม่ทราบว่า จะมีกระทรวงพาณิชย์ไหม จะมีกระทรวงอุตสาหกรรมไหม จะมีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ในระดับปฏิบัติมากน้อยแค่ไหน ก็ไม่มีครับ ในสาระสําคัญก็เขียนเปิดกว้าง ๆ ไว้ว่า ให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณา แล้วก็ให้เวลาตอบว่าเข้าข่ายหรือไม่ จะเดินหน้าใช้ข้อตกลงนี้หรือไม่ภายใน ๖๐ วัน แล้วก็สามารถยืดต่อได้อีก ๖๐ วัน นี่คือสิ่งที่ ผมคิดว่าทางรัฐบาลต้องไปดูครับ ถ้าท่านคิดว่าในอดีตที่ผ่านมาท่านทําแล้วมีความน่าเชื่อถือ ผมก็ไม่ติดใจครับ แต่ต้องยอมรับว่าอย่างที่ผมเกริ่นไว้ตั้งแต่ตอนต้นว่า ตอนแรกท่านไม่ได้ ขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างจริงจัง ๖ เดือนแรกผมไม่เห็นรัฐบาลชุดนี้และท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดถึง การส่งเสริมในเรื่องของการไปผลักดันให้ท่าเรือกับประเทศพม่า ก็คือท่าเรือน้ําลึกที่ทวาย เป็นสาระสําคัญ จะเห็นก็หลังจากวันที่ ๑๕ วันที่ ๑๖ ธันวาคม ที่ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ไปเยือนประเทศพม่าแล้วก็ไปเห็นท่าเรือน้ําลึกทวาย แล้วก็พูดถึงแนวทางว่าน่าสนใจและ น่าดําเนินการในเรื่องนี้อย่างมาก หลังจากนั้นท่านก็ประชุม ครม. สัญจรที่เมืองกาญจน์ มีการผลักดัน รวมทั้งวันนี้ก็มีการผลักดันกรอบข้อตกลงในเรื่องของกรอบความคุ้มครองการลงทุนไทย-พม่า ให้เกิดขึ้น แล้วในอดีตที่ผมบอกไปแล้วว่าท่านไปดูเถอะครับ คนที่เคยไปลงทุนประเทศพม่า แล้วไปสร้างชื่อไม่ค่อยดีไว้ก็ไม่อยู่ไกลกับรัฐบาลชุดนี้นัก เพราะฉะนั้นมีความจําเป็นอย่างยิ่ง ที่ผมก็มีความประสงค์ดีครับ อยากจะฝากท่านประธานไปถึงรัฐบาลว่าท่านอย่าผลักดัน นโยบายระหว่างประเทศ อย่าผลักดันนโยบายเรื่องการส่งเสริมการลงทุน การค้าต่าง ๆ เพราะต้องคอยให้ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณไปก่อนรัฐบาลถึงเดินตามไป ท่านต้องเป็น ตัวของตัวเอง เอาหลักข้อคิด หลักการค้าการลงทุนที่ถูกต้อง ความจําเป็นของนักลงทุนที่เกิดขึ้น มาเป็นสาระสําคัญ ท่านอย่าเดินตามใครโดยที่ท่านยังไม่ได้ดูว่ามันได้ประโยชน์กับประเทศนั้น หรือประเทศเรามากน้อยสักแค่ไหน ที่ผมพูดนี้ผมไม่ได้มีเจตนาอย่างอื่น เพียงแต่ว่าผมได้เห็น ตามข่าว แล้วก็ได้เห็นว่ามันเกิดขึ้นจริง แล้วท่านก็ผลักดันจริง ผมก็ฝากไปว่าจริง ๆ แล้ว มันมีด่านอีกหลายด่านที่อยู่ติดกับพรมแดนประเทศพม่า ยังมีการค้าการลงทุนอีกหลายประเทศ ที่เราต้องเร่งผลักดัน ไม่ใช่เป็นไปตามที่รัฐบาลชอบบอกว่าต้องรีบเอาเข้า เพราะมาตรา ๑๙๐ ไม่ใช่ครับ ท่านต้องหาปัจจัยสําคัญที่จะต้องเร่งผลักดันเพื่อตัวเลขการค้าการลงทุน เพื่อเงินที่จะ เข้าประเทศเรา เพราะฉะนั้นผมกังวลเป็นอย่างยิ่งว่าถ้าเป็นแบบนี้ทุกคนก็จะมีความกังวลว่า ถ้าท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณไม่เดินทางไปไหน รัฐบาลในเรื่องของนโยบายต่างประเทศ และนโยบายการค้าการลงทุนก็จะไม่เดิน ถ้าอย่างนี้มันก็คงไม่เหมาะสม แล้วก็คงไม่สามารถ สร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศโดยรวมได้ เพราะฉะนั้นผมก็ฝากไว้ครับว่าความคิดแบบนี้ อย่าให้เกิดขึ้น สิ่งที่เราต้องทํากันในเรื่องของกรอบการค้าการลงทุนกับประเทศอื่น ๆ ผมก็ฝากถามท่านประธานไปถึงท่านรัฐมนตรีด้วยว่า ฝากท่านรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ไปด้วยครับว่ายังมีอีกกี่ประเทศที่ยังค้างคาแบบนี้ ผมได้ยินว่ามีอีกหลายประเทศ รวมทั้งไม่ใช่ ประเทศเพื่อนบ้านเราด้วย เป็นข้อตกลงการค้าระหว่างภูมิภาคอื่นกับประเทศไทยก็ยังมีค้างอยู่อีก หลายฉบับมาก ก็อยากให้เร่งทําเพื่อเป็นประโยชน์กับประเทศนี้ แล้วก็อย่าไปใช้แนวนโยบาย ที่คิดไปทําไป แล้วก็คอยให้คนมาผลักดันอย่างนี้ ผมคิดว่ามันจะส่งสัญญาณที่ไม่ดีเลย กับการค้าการลงทุนของประเทศไทย ผมก็ไม่มีอะไรมากครับ อยากจะฝากท่านประธาน ไปเท่านี้ แล้วก็ฝากให้ไปดูว่าสาระสําคัญรวมถึงสิ่งที่ผมสอบถามไปในเรื่องของกรอบการค้า การลงทุนในด้านของการคุ้มครองผู้ลงทุนที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกอาเซียนที่มีผลบังคับใช้ไป วันที่ ๒๙ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕ นั้น มีความแตกต่างอย่างไรกับกรอบข้อตกลง ที่เข้ารัฐสภาในวันนี้ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ