รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา
ครั้งที่ ๑ (สมัยสามัญประจำปีที่ครั้งที่สอง)
วันศุกร์ที่ ๒๙ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๗
ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร อาคารรัฐสภา
ท่านสมาชิกทุกท่านครับ ขณะนี้ได้มีสมาชิกรัฐสภาได้ลงชื่อเพื่อเข้าประชุม จำนวน ๓๘๐ ท่านแล้ว ถือว่าครบองค์ ประชุม ผมขอดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระต่อไปนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม รับรองรายงานการประชุม ร่วมกันของรัฐสภา (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง)
ครั้งที่ ๑ วันพฤหัสบดีที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๖๖
ครั้งที่ ๒ วันพุธที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๖๖
ครั้งที่ ๓ วันศุกร์ที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๖๖
ครั้งที่ ๔ วันอังคารที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๖๖
ครั้งที่ ๕ การประชุมเป็นพิเศษ วันจันทร์ที่ ๑๑ ถึง วันอังคารที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๖๖
ซึ่งได้วางให้ท่านสมาชิกตรวจดูที่หน้าห้องประชุมแล้วครับ ถ้าไม่มีผู้ใด เห็นเป็นอย่างอื่น ก็ถือว่าที่ประชุมนี้รับรองรายงานการประชุมทั้ง ๕ ครั้งดังกล่าวนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มี
ก่อนจะเข้าระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องด่วนนี้ ผมอยากจะให้วิปรัฐบาลและวิป ฝ่ายค้าน แล้วก็วิปของวุฒิสมาชิก ซึ่งได้ประชุมไปแล้ว ได้แจ้งผลของการตกลงในที่ประชุมนั้น เพื่อเราจะได้นำข้อตกลงนั้นมาร่วมกันพิจารณาใช้ต่อไป เชิญครับ
เรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม ศรัณย์ ทิมสุวรรณ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตเป็นตัวแทนวิป ทั้ง ๓ ฝ่าย ในการชี้แจงเรื่องเวลาที่ได้มีการตกลงกันในสัปดาห์ที่ผ่านมา ในการประชุมร่วม ในวันนี้เรามีการคุยกันแล้วว่าอย่างแรกเราจะมีการขอเลื่อนระเบียบวาระ หลังจากนั้นเราจะ พิจารณาเรื่องด่วนที่ ๕ ก็คือ เรื่อง FTA ไทย-ศรีลังกา หลังจากนั้นก็จะพิจารณา เรื่องด่วนที่ ๔ ซึ่งในเรื่องด่วนที่ ๔ นี้การแบ่งเวลาจะเป็นสัดส่วนดังนี้ คือท่าน สว. จะใช้เวลา ไม่เกิน ๒ ชั่วโมง ทางรัฐบาลใช้เวลาไม่เกิน ๒ ชั่วโมง และทางฝ่ายค้านใช้เวลาไม่เกิน ๒ ชั่วโมง แล้วก็อีกครึ่งชั่วโมงให้เวลาท่านประธานในการจัดสรรครับ
มีผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่น ไหมครับ เชิญครับ
เรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม พริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา แล้วก็ในฐานะตัวแทนของวิปฝ่ายค้านครับ ก็ขอยืนยันว่าการแบ่งเวลา ฝ่ายละ ๒ ชั่วโมง ฝ่ายรัฐบาล ๒ ชั่วโมง ฝ่ายค้าน ๒ ชั่วโมง แล้วก็ฝ่ายสมาชิกวุฒิสภา ๒ ชั่วโมง ก็เป็นไปตามข้อตกลงที่ได้ตกลงร่วมกันครับ
ขอบคุณครับ ก็เป็นไปตาม เวลาที่แจ้งกำหนดนะครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายพชร จันทรรวงทอง สมาชิกรัฐสภา ขอเสนอญัตติ เรื่อง ขอให้เปลี่ยนระเบียบวาระการประชุมตามข้อบังคับ ข้อ ๓๒ (๒) โดยนำระเบียบวาระ ที่ ๖.๑ ๖.๒ เรื่องด่วนที่ ๕ และเรื่องด่วนที่ ๔ ขึ้นมาพิจารณาก่อนครับ ขอผู้รับรองด้วยครับ
มีผู้รับรองถูกต้องครับ ก็ถือว่าที่ประชุมอนุญาตเลื่อนระเบียบวาระตามที่ท่านสมาชิกได้เสนอนะครับ คือเอาระเบียบ วาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ ขึ้นมาพิจารณาก่อน ซึ่งมี ๖.๑ ๖.๒ เราก็จะพิจารณาตามลำดับที่ได้มี การตกลงตามนี้นะครับ ก็จะพิจารณาระเบียบวาระที่ ๖ ซึ่งเป็นเรื่องที่ใช้เวลาไม่มากครับ
ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ
๖.๑ ขอถอนร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามทุจริต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (รองศาสตราจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล กับคณะเป็นผู้เสนอ) ออกจากระเบียบวาระการประชุม ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พุทธศักราช ๒๕๖๓ ข้อ ๓๗ เนื่องจากระเบียบวาระนี้เราได้บรรจุในระเบียบวาระแล้ว พร้อมกับระเบียบวาระที่ ๖.๒ ถ้าหากว่าจะนำมาพิจารณาพร้อมกันเลย เพราะว่าคนเสนอ คนเดียวกันและเรื่องมันต่อเนื่องกัน ก็อาจจะบอกให้ท่านอาจารย์ชูศักดิ์ได้ช่วยถอนทั้ง ๒ ฉบับ แล้วพิจารณารวมกันว่าสมควรจะถอนได้หรือไม่ จะได้ไม่ต้องเสียเวลามาพิจารณา หลายครั้งนะครับ ถ้าอาจารย์ชูศักดิ์พร้อมเชิญเสนอได้เลยครับ เสนอเหตุผลที่ขอถอนครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ชูศักดิ์ ศิรินิล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ขอกราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติดังต่อไปนี้ว่า กระผม และคณะ ได้นำเสนอขอแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๖๖ ขณะเดียวกัน ได้นำเสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรง ตำแหน่งทางการเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในคราวเดียวกัน เป็นร่างกฎหมาย ๒ ฉบับ เมื่อได้ นำเสนอไปแล้ว กระบวนการของรัฐสภาก็มีการรับฟังความเห็นตามบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญ และข้อบังคับการประชุมของรัฐสภาโดยลำดับต่อมา
สำหรับร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปราบปราม การทุจริต (ฉบับที่.. ) พ.ศ. .... นั้น กระผมขอกราบเรียนท่านประธานและที่ประชุมโดยย่อ ๆ ว่ามีเจตนารมณ์สำคัญ ๒ ประการ
ประการที่ ๑ ก็คือกระผมคิดว่ามันควรจะต้องมีการถ่วงดุลการใช้อำนาจ ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการไต่สวนคดีทุจริตประพฤติมิชอบทั้งหลาย ในปัจจุบันนี้ หลักการกฎหมาย ป.ป.ช. ที่มีอยู่ หาก ป.ป.ช. เห็นว่าคดีใดไม่มีมูลสั่งยุติเรื่อง เรื่องนั้นก็ยุติ ลงไปเลย ไม่มีองค์กรใดมาตรวจสอบว่าที่ยุติเรื่องนั้นมีพยานหลักฐานเป็นอย่างไร เพียงพอ หรือไม่ ผมเลยนำเสนอแก้ไขว่าถ้าเห็นว่าควรยุติเรื่อง หรือคดีไม่มีมูล สมควรส่งสำนวน ดังกล่าวให้อัยการสูงสุดพิจารณาด้วย หากอัยการสูงสุดเห็นว่ามีมูล มีพยานหลักฐานเพียงพอ ก็อาจจะสามารถฟ้องคดีอาญานั้น ต่อศาลที่มีเขตอำนาจได้ หากเห็นว่าไม่มีมูลตามที่ ป.ป.ช. ชี้มูล มีมติก็สั่งยุติเรื่องไปได้ อันนี้ ก็จะเป็นการคานอำนาจซึ่งกันและกัน คานการตรวจสอบซึ่งกันและกันว่าการใช้อำนาจหน้าที่ เหล่านั้นถูกต้องหรือไม่ ในสภาพปัจจุบันนี้ถ้า ป.ป.ช. เห็นว่ามีมูลส่งให้อัยการสูงสุด อัยการ สูงสุดเห็นควรไม่ฟ้องก็ตั้งกรรมการร่วมกัน ป.ป.ช. มีอำนาจที่จะฟ้องคดีได้เอง ซึ่งผมคิดว่า เป็นเรื่องการชั่งน้ำหนักหรืออำนาจระหว่าง ป.ป.ช. และหน่วยงานอื่นนั้นค่อนข้าง จะไม่ลงตัว ไม่มีน้ำหนักเพียงพออย่างนี้เป็นต้น
ประการที่ ๒ กระผมเห็นว่าหากกรณีที่ ป.ป.ช. และอัยการสูงสุด สั่งไม่ฟ้อง ในคดีที่มีประชาชนได้รับความเสียหายจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐ หากสั่งไม่ฟ้องหรือสั่งยุติเรื่อง ก็สมควรที่จะให้ประชาชนนั้นสามารถฟ้องคดีต่อศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิของประชาชน อันนี้คือหลักการสำคัญ ๒ ประการ ผลจากการพิจารณาความคิดเห็นตามข้อบังคับ ของรัฐสภาและตามรัฐธรรมนูญ ผมกราบเรียนท่านประธานและที่ประชุมว่าผลการพิจารณา แล้วความเห็นส่วนใหญ่มีแนวโน้มเห็นด้วยในร่างกฎหมายที่กระผมและคณะเสนอในหลาย ประเด็น อย่างไรก็ตามครับ หน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรง เช่น คณะกรรมการ ป.ป.ช. ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงาน ตำรวจแห่งชาติ เห็นด้วยในบางกรณี แต่ส่วนใหญ่แล้วไม่เห็นด้วยในหลักการสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นผู้ไต่สวนคดีทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ เห็น ว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องการว่าคดีที่มีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นผู้ถูก กล่าวหา ควรจะได้รับการตรวจสอบจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตรวจสอบแล้วมีมูลพอสมควร ส่วนหนึ่งเป็นการให้หลักประกันว่าคดีนั้นมีพยานหลักฐาน พอสมควร อีกส่วนหนึ่งเป็นการให้หลักประกันว่าไม่ใช่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะถูกฟ้อง ไปเรื่อย ๆ ทุกคดี อาจจะเป็นปัญหาต่อการปฏิบัติหน้าที่อย่างนี้เป็นต้น การอ้างเจตนารมณ์ ของรัฐธรรมนูญเช่นนี้ กระผมก็มาไตร่ตรองใคร่ครวญดูแล้ว ก็คิดว่าน่าจะถอนร่างกฎหมายนี้ กลับมาพิจารณาให้รอบคอบรัดกุมให้สมบูรณ์ขึ้น โดยเป็นห่วงเป็นใยเฉพาะประเด็นเรื่องของ การขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เพราะกฎหมายประเภทนี้ ท่านประธานที่เคารพ หากรัฐสภานี้ผ่านไปแล้ว ท้ายที่สุดก็ต้องส่งองค์กรอิสระทั้งหลายเขาไปพิจารณาด้วย ถ้าเขา เห็นว่ามันขัดรัฐธรรมนูญเขาก็มีอำนาจหน้าที่ที่จะส่งมาที่สภา เพื่อให้ส่งไปศาลรัฐธรรมนูญอีก อย่างนี้เป็นต้น กระผมก็เลยคิดว่าเพื่อความรอบคอบรัดกุม เพื่อความสมบูรณ์ทั้งหลาย ก็ขอ อนุญาตต่อสภาแห่งนี้ที่จะขอถอนร่างดังกล่าวออกมาก่อน ซึ่งประธานก็อนุญาตให้ถอนร่าง แต่อย่างไรก็ตาม ข้อบังคับการประชุม ข้อ ๓๗ ของรัฐสภา บอกไว้ชัดเจนว่าร่างใดที่ได้รับ การบรรจุในรัฐสภาแล้วการถอนร่างต้องขอความเห็นชอบจากรัฐบาลเสียก่อน วันนี้กระผมจึง มาขออนุญาตท่านประธานรัฐสภาและที่ประชุมครับ ขออนุญาตถอนร่างและขอได้โปรด อนุมัติให้ถอนร่างนี้ออกไปก่อน
สำหรับกฎหมายฉบับที่ ๒ นั้นก็คือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นกฎหมายประกอบคู่กันไป หมายความว่าถ้ากฎหมายฉบับแรกผ่านการพิจารณาแล้ว กฎหมายฉบับที่ ๒ ก็จำเป็นจะต้อง ได้รับการพิจารณา เมื่อฉบับแรกเราขอถอนออกไป ฉบับที่ ๒ ก็ขออนุญาตที่จะถอน ตามไปด้วยนะครับ ก็ขออนุญาตกราบเรียนประธานและที่ประชุมด้วยความเคารพนะครับ ขอบพระคุณอย่างยิ่งครับ
ขอบพระคุณท่านอาจารย์ ชูศักดิ์มากครับ ท่านอาจารย์ชูศักดิ์เจ้าของร่างขอถอนเพื่อไปพิจารณาด้วยความรอบคอบ ฉะนั้นถ้าที่ประชุมไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่น ก็จะถือว่าอนุญาตให้ถอน เพราะว่าเจ้าของ มาถอนเอง เชิญครับ
ท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย ครับ โดยหลักการของร่างกฎหมายที่อาจารย์ชูศักดิ์ ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ได้นำเสนอต่อสภา ผมก็ค่อนข้างมีความเห็นด้วยครับ แต่ถ้ามี ความติดขัดในบางประการเกี่ยวกับการตีความของรัฐธรรมนูญ ผมว่าก็เพื่อความรอบคอบ และผลในการที่จะได้กฎหมายนั้นมาบังคับใช้จริง ๆ ก็เห็นด้วยในการที่จะถอนออกไป ปรับปรุง แต่ยืนยันว่าเป็นกฎหมายที่มีหลักการดีมากครับ
ขอบคุณคุณวิทยา แก้วภราดัย ครับ เชิญครับ ท่านอื่น ก็เห็นตรงกับอาจารย์ชูศักดิ์นะครับ ว่าอนุญาตให้ถอน ไปก่อนเพื่อพิจารณาด้วยรอบคอบ เมื่อไม่มีผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่น ก็ถือว่าที่ประชุมนี้อนุญาต นะครับ ก็เป็นไปตามข้อบังคับ ข้อ ๓๗ ครับ
ต่อไปก็จะเป็นการพิจารณาระเบียบวาระเรื่องด่วนที่ ๕ ตามที่ตกลงให้เลื่อน ขึ้นมาก่อนนะครับ คือ
๑. ความตกลงการค้าเสรีระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐสังคม นิยมประชาธิปไตยศรีลังกา (Free Trade Agreement between the Kingdom of Thailand and the Democratic Socialist Republic of Sri Lanka) ซึ่ง (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)
ด้วยคณะรัฐมนตรีได้เสนอความตกลงการค้าเสรีระหว่างราชอาณาจักรไทย และสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกาต่อรัฐสภา เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๘ ในการพิจารณาความตกลงหนังสือสัญญาดังกล่าวนี้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๘ ประกอบข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๖๓ ข้อ ๑๑๒ วรรคสอง กำหนดให้สภาพิจารณาให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบหนังสือสัญญานี้ ให้แล้วเสร็จภายใน ๖๐ วันนับตั้งแต่ได้รับเรื่อง หากรัฐสภาพิจารณาไม่แล้วเสร็จ ก็ถือว่า รัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว ดังนั้นรัฐสภาได้รับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๗ รัฐสภา ต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จ วันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๖๗ ซึ่งช่วงนั้นก็เป็นช่วงที่ปิดสมัยประชุม ซึ่งผมคิดว่าคงต้องพิจารณาจะให้ความเห็นชอบหรือไม่ชอบในวันนี้นะครับ เพราะเราจะปิด การประชุมวันที่ ๙ แล้ว ไม่มีเวลาที่จะมาประชุมร่วมกันอีก ก็แจ้งให้ที่ประชุมทราบครับ
(ที่ประชุมรับทราบ)
ในการประชุมในวาระนี้ผมอนุญาตให้ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามา ร่วมชี้แจงข้อเท็จจริงต่อที่ประชุมตามข้อบังคับ ข้อ ๕๒ ครับ จึงขอเชิญผู้มีรายชื่อต่อไปนี้ เข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุม ๑. นายรัชวิชญ์ ปิยะปราโมทย์ รองอธิบดีกรมเจรจาการค้า ระหว่างประเทศ ๒. นางอุมาพร ฟูตระกูล ผู้อำนวยการสำนักเอเชียแอฟริกาและตะวันออกกลาง กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ๓. นางสาวพริ้วแพร ชุมรุม ผู้อำนวยการสำนักเจรจา การค้าบริการและการลงทุน กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ๔. นางสาวกฤตินี จักกาบาตร์ ผู้อำนวยการส่วนว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ๕. นางสาวจันทร์นิภา บุญญเศรษฐ์ นักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการพิเศษ กรมการค้า ต่างประเทศ ๖. นายยุทธนา พูลพิพัฒน์ รองอธิบดีกรมศุลกากร ผู้แทนจากกระทรวงการคลัง ๗. นายศันต์ ธาตุทอง นักการทูตชำนาญการ ที่ปรึกษากองพัฒนางานกฎหมายระหว่าง ประเทศ กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศเชิญท่านผู้ชี้แจง ทุกท่านครับ มาพร้อมแล้วนะครับ ผู้ชี้แจงครับ ขอเชิญท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจงครับ
กราบเรียนท่าน ประธานสภาที่เคารพครับ ผม ปรีดา บุญเพลิง ครับ เสียงไม่ค่อยได้ยินครับ
ขอให้เจ้าหน้าที่ปรับเสียง ด้วยครับ ผมก็อยู่ใกล้ไมค์แล้วนะครับ โอเคครับ ถ้าท่านไม่ได้ยินผมพูดหรือว่าผู้ชี้แจงพูด ท่านกรุณาแจ้งด้วยนะครับ เจ้าหน้าที่จะได้ปรับเสียง เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ และสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรีให้นำเสนอ เรื่อง ความตกลงการค้าเสรีระหว่าง ราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกาต่อรัฐสภา เพื่อพิจารณา ให้ความเห็นชอบตามมาตรา ๑๗๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ดังนี้
๑. ความเป็นมา ของความตกลง
เมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๑ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบกรอบ การเจรจาความตกลงการค้าเสรี ไทย-ศรีลังกา ซึ่งเป็นความตกลงการค้าเสรีแบบกรอบกว้าง (Comprehensive) ครอบคลุมการเปิดตลาดการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน และประเด็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยไทยและศรีลังกาได้ประกาศเปิดการเจรจา FTA ไทย-ศรีลังกา เมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๖๑ ณ กรุงโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา โดยใน ช่วงปี ๒๕๖๒-๒๕๖๕ การเจรจาได้หยุดชะงักเป็นการชั่วคราว เนื่องจากสถานการณ์ ภายในประเทศของศรีลังกาและสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ ทั้งนี้ ไทยและศรี ลังกาได้มีการประชุมเจรจาจัดทำ FTA ไทย-ศรีลังกา รวมทั้งสิ้น ๙ ครั้ง และในการประชุม เจรจา ครั้งที่ ๙ เมื่อวันที่ ๑๘-๒๐ ธันวาคม ๒๕๖๖ ไทยและศรีลังกาสามารถสรุปผล การเจรจาจัดทำ FTA ไทย-ศรีลังกา ได้ ดังนั้นกระทรวงพาณิชย์จึงได้เสนอคณะรัฐมนตรี พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อร่างความตกลงการค้าเสรี ไทย-ศรีลังกา และเมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๖๗ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบร่างความตกลงการค้าเสรี ไทย-ศรีลังกา ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ กระผมและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ การค้า และความมั่นคงทางอาหารของศรีลังกา นายกัจจนธุเคนลิน รุวันชีวะ เฟอร์นานโด (Hon. Kachchakaduge Nalin Ruwanjeewa Fernando) ได้ลงนามความตกลงดังกล่าว ณ กรุงโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา โดยความตกลง FTA ไทย-ศรีลังกา จะเป็นความตกลง การค้าเสรี (ฉบับที่ ๑๕) ของประเทศไทย
๒. สาระสำคัญของความตกลง ความตกลงการค้าเสรี ไทย-ศรีลังกา
ความตกลงการค้าเสรี ไทย-ศรีลังกา ประกอบด้วย ๑๔ บท และ ๙ ภาคผนวก ได้แก่ (๑) บทบัญญัติเบื้องต้นและนิยามทั่วไป (๒) การค้าสินค้า (๓) กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิด สินค้า (๔) พิธีการศุลกากรและการอำนวยความสะดวกทางการค้า (๕) มาตรการสุขอนามัย และสุขอนามัยพืช (๖) อุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า (๗) การเยียวยาทางการค้า (๘) การค้าบริการ (๙) การลงทุน (๑๐) ทรัพย์สินทางปัญญา (๑๑) ความร่วมมือทาง เศรษฐกิจ (๑๒) ความโปร่งใส (๑๓) การระงับข้อพิพาท และ (๑๔) บทบัญญัติเกี่ยวกับ สถาบันและบทบัญญัติสุดท้ายโดยมีข้อผูกพันการเปิดตลาดการค้าสินค้า การค้าบริการ และการลงทุน เป็นภาคผนวกแนบท้ายความตกลงฯ
กระผมขอเรียนสรุปสาระสำคัญของ FTA ไทย-ศรีลังกา ใน ๓ เรื่องหลัก ดังนี้
๑. การค้าสินค้า มีพื้นฐานอยู่บนความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากร และการค้า (GATT) ภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) โดยกำหนดพันธกรณีที่ประเทศภาคี ต้องปฏิบัติในการลดหรือยกเว้นอากรศุลกากรตามข้อผูกพัน การอำนวยความสะดวกทาง การค้า ตลอดจนให้มีความโปร่งใสและลดอุปสรรคทางการค้าจากการใช้มาตรการที่ไม่ใช่ ภาษีของประเทศภาคี ทั้งนี้ในส่วนของการเปิดตลาดการค้าสินค้าไทยและศรีลังกา มีระดับการเปิดตลาดการค้า สินค้าที่เท่าเทียมกัน คือร้อยละ ๘๕ ของจำนวนรายการสินค้าทั้งหมด และมีระยะเวลา ในการลดหรือยกเว้นอากรเป็นเวลา ๑๖ ปีนับจากวันที่ความตกลงมีผลบังคับใช้ โดยสินค้า ร้อยละ ๕๐ ของรายการสินค้าทั้งหมดจะยกเว้นภาษีทันทีที่ความตกลงมีผลใช้บังคับ
๒. การค้าบริการ มีพื้นฐานอยู่บนความตกลงทั่วไปว่าด้วยการค้าบริการ (GATS) ภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) โดยกำหนดพันธกรณีต่าง ๆ ที่ประเทศภาคี ต้องปฏิบัติในการใช้บังคับ มาตรการสำหรับการค้าบริการทั้ง ๔ รูปแบบการให้บริการ ได้แก่ (๑) การให้บริการข้ามพรมแดน (๒) การบริโภคในต่างประเทศ (๓) การจัดตั้งธุรกิจ และ (๔) การให้บริการโดยบุคคลธรรมดา (โดยพันธกรณีครอบคลุมประเด็นต่าง ๆ อาทิ การไม่เลือกปฏิบัติต่อผู้ให้บริการจากภาคี การใช้มาตรการกำกับดูแลเสถียรภาพทางการเงิน และการมีกฎระเบียบภายในประเทศที่เกี่ยวข้องกับการค้าบริการที่โปร่งใส เป็นธรรม และไม่ เลือกปฏิบัติ) โดยไทยได้เปิดตลาดการค้าบริการอยู่ในระดับที่ไม่เกินกว่ากรอบของกฎหมาย ปัจจุบันและการเปิดตลาดภายใต้ความตกลงการค้าเสรีฉบับอื่นที่ไทยเป็นภาคี รวมทั้งเป็น สาขาที่มีความสอดคล้องกับนโยบายและยุทธศาสตร์ของชาติ อาทิ บริการในสาขาบริการ โทรคมนาคม บริการในสาขาบริการด้านการท่องเที่ยว และบริการในสาขาบริการด้าน การขนส่ง ทั้งนี้ไทยเปิดตลาดให้ผู้ให้บริการจากศรีลังกา ถือหุ้นในกิจการได้ถึงร้อยละ ๗๐ ในบางสาขาย่อย อาทิ บริการวิจัยและพัฒนา บริการในสาขาบริการด้านคอมพิวเตอร์ และบริการให้คำปรึกษาด้านการบริหารจัดการ
ในขณะที่ศรีลังกาเปิดตลาดให้ไทยในระดับสูง โดยเปิดตลาดให้นักลงทุนไทย ถือหุ้นได้ถึงร้อยละ ๑๐๐ ในสาขาบริการต่าง ๆ จำนวน ๕๐ สาขาย่อย อาทิ บริการ คอมพิวเตอร์ บริการการวิจัยและพัฒนา บริการโฆษณา บริการให้คำปรึกษาด้านการบริหาร จัดการ บริการโทรคมนาคม บริการแฟรนไชส์ บริการสิ่งแวดล้อม บริการด้านการเงินและ ประกันภัย บริการโรงแรมและร้านอาหาร บริการด้านกีฬาและนันทนาการ และบริการขนส่ง ทางทะเล
๓. การลงทุน ครอบคลุมประเด็น ๔ เสาหลักของการลงทุน ได้แก่ การเปิด เสรี การส่งเสริม การอำนวยความสะดวก และการคุ้มครองการลงทุน ทั้งนี้ไทยได้เปิดเสรี ให้นักลงทุนศรีลังกาเข้ามาลงทุนในสาขาการผลิต โดยผูกพันให้สามารถถือหุ้นได้สูงสุด ร้อยละ ๑๐๐ จำนวนทั้งสิ้น ๓๐ สาขา อาทิ การแปรรูปและการถนอมเนื้อสัตว์ การแปรรูป และการถนอมปลา การแปรรูปและการถนอมผลไม้และผัก และการผลิตภัณฑ์ยาง ขณะที่ ประเทศศรีลังกาเปิดเสรีให้นักลงทุนไทยเข้าไปลงทุนในสาขาการผลิต โดยผูกพันให้นักลงทุน ไทยสามารถถือหุ้นได้ สูงสุดร้อยละ ๑๐๐ จำนวน ๓๕ สาขา อาทิ การแปรรูปอาหาร การผลิตสิ่งทอ การผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ การผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และการผลิตเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์และทันตกรรม
จากสาระสำคัญของความตกลงที่กระผมได้กล่าวไปในข้างต้น แสดงให้เห็นว่า FTA ไทย-ศรีลังกา ได้สะท้อนบริบทและศักยภาพทางเศรษฐกิจของทั้ง ๒ ประเทศ ซึ่งถือเป็น ความสำเร็จร่วมกันของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ที่มี ส่วนร่วมในการให้ความเห็นเพื่อจัดทำเป็นท่าทีการเจรจาของไทยในทุกช่วงการเจรจา กระผมขอเรียนว่าในภาพรวมของพันธกรณีภายใต้ FTA ไทย-ศรีลังกา มีความสอดคล้อง กับกฎหมายที่เกี่ยวข้องของไทยในปัจจุบัน โดยไม่จำเป็นต้องแก้กฎหมายภายในประเทศ เพิ่มเติมจากที่อยู่ระหว่างดำเนินการ หรือมีนโยบายที่จะดำเนินการ แต่จะมีการออกประกาศ กระทรวงการคลัง และกระทรวงพาณิชย์ ใน ๓ เรื่อง ได้แก่
๑. ประกาศกระทรวงการคลังเพื่อยกเว้นอากรและลดอัตราศุลกากรสำหรับ สินค้าที่ผูกพันการลดภาษีภายใต้ความตกลงการค้าเสรี ไทย-ศรีลังกา
๒. ประกาศกรมศุลกากรและคำสั่งทั่วไปของกรมศุลกากร เพื่อปฏิบัติตาม พันธกรณีของความตกลง
๓. ประกาศกรมการค้าต่างประเทศ เรื่องการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิด สินค้าตามความตกลง เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไขและขั้นตอนในการขอหนังสือรับรอง ถิ่นกำเนิดสินค้าประกอบการส่งออก เพื่อใช้สิทธิทางภาษีศุลกากรภายใต้ความตกลง ทั้งนี้ ความตกลง FTA ไทย-ศรีลังกา จะมีผลใช้บังคับในวันที่ ๓๐ หลังจากคู่ภาคีได้แจ้งว่ามี การดำเนินกระบวนการภายในประเทศที่จำเป็นสำหรับการมีผลบังคับใช้ตามความตกลง ดังกล่าวแล้วเสร็จ
ประโยชน์ของความตกลง ท่านประธานรัฐสภา และท่านสมาชิกรัฐสภา ผู้ทรงเกียรติ กระผมขอเรียนว่าความตกลง FTA ไทย-ศรีลังกา จะเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่ม ขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทยในตลาดศรีลังกา รวมทั้งขยาย โอกาสด้านการค้าและการลงทุนให้กับนักลงทุนไทยที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่ อุปทานในภูมิภาคเอเชียใต้ รวมทั้งตะวันออกกลาง แอฟริกา และยุโรป เนื่องจากประเทศ ศรีลังกาเป็นประเทศที่มีจุดแข็งด้านที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ อยู่บนเส้นทางเดินเรือที่สำคัญ ของโลก ในมหาสมุทรอินเดีย เชื่อมต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียใต้ รวมทั้งยังมี วัตถุดิบทั้งด้านการเกษตร ประมง และแร่ธรรมชาติที่เหมาะสำหรับการเป็นฐานการลงทุน ของนักลงทุนไทยโดยในด้านการค้าสินค้า ความตกลงจะช่วยขยายโอกาสให้สินค้าไทย ได้แต้มต่อทางภาษีศุลกากรในการเข้าสู่ตลาดศรีลังกาจากการที่ศรีลังกายกเว้นภาษีสินค้า ถึงร้อยละ ๘๐ ของจำนวนรายการสินค้าทั้งหมด โดยสินค้าไทยที่จะได้รับประโยชน์ ได้แก่ สัตว์มีชีวิต อาหารปรุงแต่งจากเนื้อสัตว์ อาหารสัตว์ ยานยนต์และชิ้นส่วน สิ่งทอ อัญมณี เหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์แร่โลหะ ปุ๋ย เม็ดพลาสติกและผลิตภัณฑ์จากพลาสติก เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น โทรทัศน์ ถุงมือยาง และเฟอร์นิเจอร์ นอกจากนี้ผู้ประกอบการไทย จะมีแหล่งวัตถุดิบทางเลือกเพิ่มมากขึ้นจากการที่ไทยเปิดตลาดให้กับสินค้าในกลุ่มวัตถุดิบ จากศรีลังกา อาทิ ด้ายไนล่อน และสารเติมแต่งสำหรับน้ำมันหล่อลื่น ซึ่งจะช่วยลดต้นทุน การผลิตและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของสินค้าไทย
ด้านการค้าบริการ ความตกลงจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไป ลงทุนในภาคบริการในศรีลังกามากขึ้น โดยศรีลังกาได้เปิดตลาดให้ไทยเพิ่มเติมจาก ที่ผูกพันไว้ในกรอบองค์การการค้าโลก (WTO) โดยอนุญาตให้ผู้ประกอบการไทยสามารถ ถือหุ้นในกิจการได้ถึงร้อยละ ๑๐๐ ในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ ได้แก่ สาขาบริการคอมพิวเตอร์ บริการวิจัยและพัฒนา บริการโฆษณา บริการให้คำปรึกษาด้านการบริหารจัดการ บริการ ทดสอบและวิเคราะห์ทางเทคนิค บริการโทรคมนาคม บริการด้านแฟรนไชส์ บริการ สิ่งแวดล้อม บริการด้านการเงิน รวมถึงประกันภัย บริการโรงแรมและร้านอาหาร บริการ ด้านการกีฬาและนันทนาการ และบริการขนส่งทางทะเล
ด้านการลงทุน ความตกลงจะสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปลงทุน ในศรีลังกามากขึ้น ในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ โดยเฉพาะการลงทุนจัดตั้งธุรกิจ ในสาขา การผลิต จำนวน ๓๕ สาขา อาทิ การแปรรูปอาหาร การผลิตสิ่งทอ การผลิตยานยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์ การผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และการผลิตเครื่องมือและอุปกรณ์ ทางการแพทย์และทันตกรรม นอกจากนี้นักลงทุนไทยจะได้รับการคุ้มครองการลงทุน อาทิ กรณีการลงทุนที่ได้รับ ผลกระทบจากการเวนคืน หรือเหตุการณ์ไม่สงบภายในประเทศ รวมถึงนักลงทุนไทย ยังสามารถใช้กลไกการระงับข้อพิพาทระหว่างนักลงทุนกับรัฐได้อีกด้วย
๔. ผลกระทบและมาตรการรองรับความตกลง FTA ไทย-ศรีลังกา ไม่ได้ ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่อไทย เนื่องจากไทยมีความอ่อนไหวต่อการเปิดตลาดสินค้าให้กับ ศรีลังกา อย่างไรก็ตามอาจมีการนำเข้าสินค้าบางรายการจากศรีลังกาเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้สินค้า ที่ศรีลังกามีศักยภาพในตลาดโลก ได้แก่ ชา ใบชาดำ และมะพร้าวฝอย ซึ่งไทยยังคงสงวน สิทธิในการยกเว้นอากรให้สินค้าดังกล่าวของศรีลังกา เพราะการนำเข้าที่อยู่ในปริมาณโควตา ภายใต้ WTO เท่านั้น ดังนั้นจึงคาดว่าไทยจะไม่ได้รับผลกระทบจากการเปิดตลาดสินค้า ดังกล่าวให้กับศรีลังกา
สำหรับการเปิดตลาดการค้าบริการ อาจก่อให้เกิดการแข่งขันระหว่าง ผู้ประกอบการไทยและศรีลังกาในบางสาขาย่อยหรือบางกิจกรรม อาทิ บริการด้าน คอมพิวเตอร์ อย่างไรก็ตามไทยยังคงกำหนดเงื่อนไขที่เปิดกว้างให้รัฐสามารถออกมาตรการ เพื่อปกป้องดูแลผลประโยชน์ชาติและผู้ประกอบการในประเทศได้ สำหรับการเปิดเสรี การลงทุน ไทยได้ผูกพันสาขาการผลิตเพิ่มเติมจาก RCEP จำนวน ๖ สาขา ได้แก่ (๑) อุปกรณ์ที่ใช้ในทางการแพทย์และศัลยกรรม และเครื่องมือใช้ทางศัลยศาสตร์ (กระดูก) (๒) อากาศยานและยานอวกาศ (๓) บรรจุภัณฑ์อาหารสีเขียว (๔) ยางล้อและยางใน (๕) ผลิตภัณฑ์ยางชนิดอื่น ๆ และ (๖) หัวรถจักรและตู้สำหรับขนส่งทางรถไฟ หรือรถราง
ดังนั้นการเปิดเสรีภายใต้ความตกลงการค้าเสรี ไทย-ศรีลังกา จึงไม่น่า จะก่อให้เกิดผลกระทบในทางลบ นอกจากนี้กฎหมายไทยที่เกี่ยวข้องกับสาขาการผลิต ดังกล่าวยังไม่มีข้อจำกัดสัดส่วนการถือหุ้นของคนต่างชาติอีกด้วย นอกจากนี้ปัจจุบันรัฐบาล ได้มีมาตรการเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า อาทิ (๑) กองทุน ปรับโครงสร้างการผลิตภาคการเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ภายใต้ความรับผิดชอบของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ (๒) กองทุนช่วยเหลือเพื่อการ ปรับตัวของภาคการผลิตและภาคบริการที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้าภายใต้ ความรับผิดชอบกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบในหลักการในการจัดตั้ง กองทุนดังกล่าวแล้ว เมื่อวันที่ ๒๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๕ เพื่อเป็นกลไกในการให้ความ ช่วยเหลือเยียวยา ตลอดจนเตรียมความพร้อมผู้ได้รับผลกระทบจาก การเปิดเสรีทางการค้า ให้สามารถปรับตัวและมีศักยภาพในการแข่งขัน โดยในขณะนี้กระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่าง จัดทำร่างพระราชบัญญัติกองทุนช่วยเหลือเพื่อการปรับตัวของภาคการผลิตและภาคบริการ ที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีตามกระบวนการตรา กฎหมายต่อไป
๕. การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย กระผมขอเรียนว่านอกจาก การหารือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องแล้ว ตั้งแต่ปี ๒๕๖๖-๒๕๖๗ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศได้เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับความตกลง FTA ไทย-ศรีลังกา ให้สาธารณชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม มาอย่างต่อเนื่องในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้กับทุกภาคส่วน เพื่อเตรียม ความพร้อมรองรับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้น เมื่อความตกลง FTA ไทย-ศรีลังกา มีผลบังคับใช้ดังนี้
ในช่วงระหว่างการเจรจา FTA กระทรวงพาณิชย์ได้จัดประชุมเพื่อชี้แจง ข้อมูลความคืบหน้าการเจรจา จัดทำความตกลงเป็นระยะ ๆ โดยในปี ๒๕๖๖ ได้จัดประชุม ๒ ครั้ง ในเดือนกรกฎาคมและเดือนตุลาคม รวมทั้งยังได้จัดสัมมนาใหญ่ เรื่องเชื่อมโยง ห่วงโซ่อุปทาน วางรากฐานการค้าการลงทุนด้วย FTA ไทย-ศรีลังกา เมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า ๒๕๐ คน หลังจากเสร็จสิ้นการเจรจา FTA เมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๖๖ กระทรวงพาณิชย์ได้จัดสัมมนาประชาพิจารณ์และเผยแพร่ ข้อมูลความตกลง FTA ไทย-ศรีลังกา เพื่อให้ข้อมูลและรับฟังความเห็นจากประชาชน ซึ่งเป็นไปตามมาตรา ๑๗๘ (๔) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งมีผู้เข้าร่วมงาน และเข้าถึงข้อมูลแล้วรวม ๖,๐๒๕ ราย ดังนี้
(๑) การจัดประชุมเพื่อเผยแพร่ข้อมูลการสรุปผลการเจรจาจัดทำความตกลง FTA ไทย-ศรีลังกา เมื่อวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๖๗ โดยมีผู้เข้าร่วมการประชุมจากภาครัฐ และภาคเอกชนในกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ จำนวน ๒๐๑ ราย
(๒) การจัดสัมมนาประชาพิจารณ์ เรื่อง รุกตลาดเอเชียใต้ ขยายการค้า การลงทุนด้วย FTA ไทย-ศรีลังกา เมื่อวันที่ ๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๗ มีผู้เข้าร่วมทั้งสิ้น ๖๙๑ ราย
(๓) การจัดสัมมนาประชาพิจารณ์ Online เรื่อง รุกตลาดเอเชียใต้ ขยาย การค้าการลงทุนจาก FTA ไทย-ศรีลังกา เมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๗ มีผู้เข้าร่วม ๑๑๐ ราย
(๔) การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ความตกลง FTA ไทย-ศรีลังกา และเปิดรับฟัง ความเห็นผ่าน Website กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ตั้งแต่วันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ โดยจนถึงขณะนี้ มีผู้เข้าชมแล้ว ๕,๐๒๓ ราย ณ วันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๖๗
ทั้งนี้ผลการรับฟังความเห็นจากภาคส่วนต่าง ๆ ในภาพรวมไม่มีข้อขัดข้อง ต่อการจัดทำความตกลงการค้าเสรี ไทย-ศรีลังกา และเห็นว่าความตกลง FTA ไทย-ศรีลังกา จะเป็นโอกาสทางการค้าให้กับภาคเอกชนและผู้ประกอบการไทย โดยไทยถือเป็นประเทศ ในภูมิภาคอาเซียน ประเทศที่ ๒ ที่สามารถสรุปการเจรจาความตกลง FTA ไทย-ศรีลังกา ได้ต่อจากสิงคโปร์ ทั้งนี้หลังจากที่ความตกลงการค้าเสรี ไทย-ศรีลังกา ได้รับความเห็นชอบ จากรัฐสภาแล้ว กระทรวงพาณิชย์จะแจ้งหน่วยงานภาครัฐเพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ก่อนการแสดงเจตนาให้มีผลผูกพันต่อไป
สุดท้ายนี้กระผมขอเรียนว่าความตกลงการค้าเสรีระหว่างราชอาณาจักรไทย แต่สาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา ถือเป็นความตกลงของคนไทยทุกคน และเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยพัฒนาและยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทย รวมทั้งจะช่วยส่งเสริมการมีส่วนร่วมของไทยในห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคและระดับโลก ตลอดจนส่งเสริมให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืนต่อไป ด้วยเหตุผล ที่กล่าวมาข้างต้นกระผมจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐสภาจะพิจารณาให้ความเห็นชอบ ความตกลงการค้าเสรีระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตย ศรีลังกาที่เสนอมาในวันนี้ เพื่อให้ความตกลงมีผลใช้บังคับโดยเร็ว เพื่อประโยชน์สูงสุด ของประชาชนและประเทศชาติ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณ ท่านรอง นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ต่อไปก็เป็นเรื่องที่ท่านสมาชิกจะได้ อภิปรายต่อไปนะครับ ขณะนี้มีรายชื่อผู้ที่ประสงค์จะอภิปราย ๗ ท่าน พรรคร่วมฝ่ายค้าน ๓ ท่าน รัฐบาล ๓ ท่าน วุฒิสมาชิก ๑ ท่าน ถ้าท่านผู้ใดที่ต้องการจะอภิปรายเพิ่มเติมจากนี้ก็ กรุณามาลงชื่อได้นะครับ ผมจะให้เวลาท่านมาแสดงความจำนงอีก ๑๐ นาทีครับ ต่อไป ก็จะปิดการลงชื่อแสดงความจำนง ให้เวลา ๑๐ นาทีนะครับ ผมจะเรียงตามลำดับที่ยื่น ความจำนงจากฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล แล้วก็วุฒิสมาชิกนะครับ เชิญคุณจุลพงศ์ อยู่เกษ ก่อน ๗ นาทีนะครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม จุลพงศ์ อยู่เกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ต้องขอบคุณท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สรุปร่างข้อตกลงสัญญา FTA ฉบับนี้ แต่ผมอยากจะขอเรียนท่านประธานครับ ผมไม่ทราบว่าจะบ่นกับใคร คือตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๘ นี้เราต้องให้ความเห็นชอบ ในสนธิสัญญา FTA ฉบับภาษาอังกฤษฉบับนี้ ซึ่งมีทั้งหมดประมาณ ๔๐๐ หน้า แล้วก็แจกให้ สมาชิกก่อนประชุมเพียง ๒ ชั่วโมง เพราะฉะนั้นสมาชิกมีเวลาอ่าน ๑ ชั่วโมง จะต้องอ่านให้เสร็จ ๒๐๐ หน้า เพื่อทำความเข้าใจ อันนี้ภาษาอังกฤษเขาเรียก Due Process นะครับ ว่ามีการรอบคอบในการพิจารณา หรือเปล่า ก่อนการประชุมนี้ผมก็พยายามหา QR Code ดูแล้วก็ไม่มี ปรากฏว่ามานั่งในที่นั่ง ก็เห็นที่แจกอยู่นะครับ ฉบับภาษาอังกฤษแล้วคำแปลภาษาไทย ผมไม่ทราบว่าแนวทาง ปฏิบัติเป็นอย่างไร ก่อนหน้านี้จะเป็นอย่างนี้หรือเปล่าไม่รู้ แต่ผมคิดว่าอันนี้ไม่ถูก ในแง่ที่ว่า มายื่นให้ก่อนประชุม ๒ ชั่วโมง แล้วบอกว่าคุณจะต้องเห็นชอบ กรณีแบบนี้ผมคิดว่าเป็น กระบวนการที่อาจจะไม่รอบคอบเท่าไรในการที่สมาชิกรัฐสภาจะลงมติเห็นชอบในหนังสือ สัญญาระหว่างประเทศเช่นนี้
กรณีที่ ๒ ผมขอเรียนถามไปยังท่านรองนายกรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ ผ่านท่านประธานรัฐสภา ก็คือว่าวิธีการตั้งหัวข้อเจรจา FTA กับศรีลังกานี้ ทางกระทรวง พาณิชย์มีวิธีการตั้งหัวข้ออย่างไร ผมอ่าน FTA เป็นสิบ ๆ ฉบับแล้วนะครับ ส่วนใหญ่ FTA จะมีหัวข้อเหมือน ๆ กัน ทีนี้เรามีอะไรใหม่ ๆ ไหมครับ แต่ละประเทศมีทรัพยากร หรือการค้าต่าง ๆ ต่างกันออกไป เรามีอะไรใหม่ ๆ ไหมครับ วิธีการตั้งหัวข้อ
คำถามอีกคำถามหนึ่งครับ ขณะนี้เวลาเราเจรจา FTA กับประเทศมหาอำนาจ ไม่ว่าจะ EU หรือประเทศมหาอำนาจอื่น ๆ ประเด็นหนึ่งที่จะต้องถูกเรียกร้องเสมอ คือการ จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ผมขอถามนะครับว่าใน FTA ฉบับนี้เรามีข้อตกลงเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง ภาครัฐ เพื่อจะเป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการของคนไทยบ้างหรือเปล่าครับ ศรีลังกา เป็นประเทศกำลังพัฒนา และยังมีความต้องการอีกมหาศาลในหน่วยงานภาครัฐ เรามี ข้อตกลง ในเมื่อท่านให้เวลาผมแค่ ๒ ชั่วโมง ผมอ่านไม่ทันหรอกครับ อ่านภาษาอังกฤษ ชั่วโมงหนึ่งต้องอ่าน ๒๐๐ หน้า นี้อ่านไม่ทัน ผมก็เลยถามท่านว่าในนี้มีข้อตกลงเรื่องของ การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐบ้างไหม และถ้าไม่มีทำไมท่านถึงไม่กำหนดลงไปครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากครับ อันนี้ข้อมูล จากสำนักงานว่าได้ส่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ไป เมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๖๗ พร้อมกับ หนังสือเชิญประชุมนะครับ ก็ช่วยตรวจสอบดูอีกทีนะครับ ต่อไปขอเชิญ คุณจิราพร สินธุไพร เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน จิราพร สินธุไพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด เขต ๕ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพคะ ปัจจุบันไทยมีความตกลงเสรีทางการค้า หรือ FTA ที่มีผลใช้บังคับแล้ว จำนวน ๑๔ ฉบับ ซึ่งส่วนใหญ่เป็น FTA ที่สามารถสรุป การเจรจา และลงนามในช่วงรัฐบาลพรรคไทยรักไทย และรัฐบาลพรรคเพื่อไทย สำหรับ FTA ไทย-ศรีลังกา ก็เช่นเดียวกัน เป็น FTA ที่ริเริ่มมาหลายปีแล้ว แต่ยังไม่สามารถสรุปการเจรจา ได้ด้วยข้อจำกัดหลายประการตามที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงกับสภาเมื่อสักครู่นี้ จนกระทั่งรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ที่เริ่มเข้ามาบริหารประเทศ เมื่อเดือนกันยายน ๒๕๖๖ มีนโยบายการทูตเศรษฐกิจเชิงรุก และมุ่งมั่นที่จะทำให้ประเทศ ไทยกลับมามีบทบาทในเวทีโลก และทำให้ประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลก รัฐบาลจึงตั้งเป้าให้เร่งรัดการเจรจา FTA ฉบับต่าง ๆ เพื่อขยายการค้าการลงทุนของไทย ซึ่ง FTA ไทย-ศรีลังกา เป็นหนึ่งในนโยบาย Quick Win ของรัฐบาลที่เร่งการเจรจาบน พื้นฐานของผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ ท่านประธานที่เคารพคะ ปรากฏว่าผ่านมาเพียงแค่ ๓ เดือนเศษ ในเดือนธันวาคม ๒๕๖๖ ไทยและศรีลังกา ก็สามารถสรุปการเจรจา FTA ระหว่างกันได้และในวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ ณ กรุงโคลัมโบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พาณิชย์ของไทย ท่านภูมิธรรม เวชยชัย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้า พาณิชย์ และ ความมั่นคงอาหารของประเทศศรีลังกา ได้ลงนามความตกลงการค้าไทย-ศรีลังกา ทำให้ FTA ไทย-ศรีลังกา กำลังจะกลายเป็นความตกลงเสรีทางการค้า (ฉบับที่ ๑๕) ของไทย ที่มีผลบังคับใช้ และจะเป็น FTA ฉบับแรกภายใต้รัฐบาลโดยการนำของนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ท่านประธานที่เคารพคะ แม้ว่าศรีลังกาจะไม่ใช่คู่ค้าอันดับต้น ๆ ของไทย แต่สำหรับยุทธศาสตร์การเจรจาการค้าภาพรวมนั้นเราต้องไม่มองแค่ประเทศคู่ค้าหลัก แต่เราต้องดูว่าตลาดนั้นมีสิ่งที่ประเทศไทยต้องการหรือไม่ ซึ่งประเทศศรีลังกาเป็นประเทศ ที่พึ่งพาการนำเข้าสูง และปัจจุบันไทยได้ดุลการค้ากับประเทศศรีลังกาอยู่ ดังนั้นเมื่อ ความตกลง FTA ฉบับนี้มีผลใช้บังคับก็จะช่วยดันมูลค่าการส่งออกของไทยไปยังศรีลังกา ให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นได้ ที่สำคัญฝ่ายศรีลังกาได้เปิดตลาดให้กับไทยในระดับที่สูงที่สุดเมื่อเทียบ กับประเทศอื่นที่ศรีลังกา มี FTA ด้วย ในขณะที่ไทยเปิดตลาดให้กับศรีลังกาในระดับ ที่น้อยกว่าคู่เจรจาอื่นที่ผ่านมา ท่านประธานที่เคารพคะ รัฐบาลต้องรักษาตลาดเก่า ในขณะเดียวกันก็ต้องหาตลาดใหม่ ซึ่งในประเทศกลุ่มอาเซียนมีเพียงแค่สิงคโปร์และ ประเทศไทยเท่านั้นที่มี FTA กับประเทศศรีลังกา ซึ่งการที่สิงคโปร์ได้เลือกทำ FTA กับศรีลังกา คืออีก ๑ คำอธิบายว่าศรีลังกาคือตลาดใหม่และเป็นตลาดแห่งอนาคต ที่แม้แต่ สิงคโปร์ก็อยากเข้าไปจับจ้องพื้นที่ทางการค้านั้น ท่านประธานที่เคารพคะ ศรีลังกา เป็นประเทศที่มีอัตราภาษีสูง แต่ภายใต้การเจรจา FTA ฉบับนี้ได้เสนอเปิดตลาดยกเว้นภาษี ให้กับสินค้าไทยที่มีศักยภาพหลายรายการ โดยเฉพาะสินค้าไทยที่เป็นผู้ส่งออกอันดับ ต้น ๆ ของโลก เช่น รถยนต์และชิ้นส่วน ถุงมือยาง เคมีภัณฑ์ อาหารกระป๋อง รวมถึงเรา จะได้รับประโยชน์ในระยะยาวจากการที่ศรีลังกาได้ผูกพันการเปิดตลาดสินค้าเกษตร และสินค้าอุตสาหกรรมจำนวนมาก ซึ่งเป็นโอกาสให้กับทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบการไทย ได้ผลิตสินค้าดังกล่าวและส่งออกไปยังศรีลังกาภายใต้ข้อตกลงนี้ในอนาคต นอกจากนี้ FTA ไทย-ศรีลังกา เป็น FTA แรกที่ศรีลังกาได้เปิดเสรีด้านการลงทุนให้กับประเทศคู่ค้า ซึ่งไทย จะได้รับประโยชน์จากการมีมาตรการด้านการลงทุนที่ไม่เลือกปฏิบัติ คาดการณ์ได้ และสอดคล้องกับแนวปฏิบัติของกฎเกณฑ์การค้าการลงทุนในอนาคต ในระดับสากล และการเปิดเสรีการลงทุนจะขยายโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้ไปลงทุนในศรีลังกา ในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ แต่อย่างไรก็ดีเท่าที่ดิฉันได้ศึกษา FTA ไทย-ศรีลังกา โดยคร่าว ๆ อาจจะยังไม่ Comprehensive หรือมีเนื้อหาที่ครอบคลุมเท่ากับความตกลงอย่างความตกลง RCEP ที่มีราว ๒๕ ข้อบทโดยประมาณ แล้วก็มี Annex อีกมากมาย ซึ่งทราบว่า FTA ฉบับนี้ จะมีการทบทวนอีกครั้งเมื่อครบ ๕ ปี ดังนั้นดิฉันเชื่อว่า FTA ไทย-ศรีลังกา ฉบับนี้จะต้อง มีการ Upgrade หรือยกระดับเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต โดยเฉพาะวันนี้ที่ไทยและศรีลังกามี การเจรจา FTA ระหว่างกัน เราได้ประโยชน์ในเรื่องของการลดภาษี ดังนั้นจึงไม่มี Trade Barrier หรืออุปสรรคทางการค้าระหว่างกัน แต่ดิฉันก็เชื่อว่าอาจจะยังมีมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี บางส่วนที่อาจจะกลายเป็นอุปสรรคทางการค้าของไทยในอนาคต ดังนั้นดิฉันจึงขอให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ติดตามว่าสินค้าชนิดใดของไทยที่สุ่มเสี่ยง อาจจะถูกมาตรการที่ไม่ใช่ ภาษีกีดกันในอนาคต และทำรายการ ทำ List เอาไว้ เพื่อว่าเมื่อครบ ๕ ปี ทั้ง ๒ ประเทศ จะได้มีการมาทบทวน Upgrade หรือยกระดับ FTA ให้ครอบคลุมมากขึ้น ซึ่งเป็นหลักทั่วไป ของการเจรจา FTA ทุกฉบับที่จะมีการยกระดับตามช่วงเวลาที่ได้ตกลงกันไว้ เช่นเดียวกันกับ ที่ขณะนี้เรากำลังมีการเจรจายกระดับ FTA ระหว่างอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ แล้วก็ FTA อาเซียน-จีน ท่านประธานที่เคารพคะ FTA ไทย-ศรีลังกา ถือเป็นความสำเร็จฉบับแรก ของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน และหวังว่าอีก ๑๒ ฉบับ ที่อยู่ ระหว่างการเจรจาเราจะสามารถสรุปการเจรจาตามเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ได้ รวมถึงดิฉัน หวังว่ารัฐบาลจะสามารถเริ่มดำเนินการให้มีการเจรจา FTA อีก ๒ ฉบับ ที่อยู่ในแผน ก็คือ FTA ไทย-เกาหลีใต้ แล้วก็ FTA ไทย-ภูฏาน ซึ่งในท้ายที่สุดก็จะนำไปสู่การขยายโอกาส ทางการค้า แล้วก็ดึงดูดการลงทุน สร้างงานสร้างโอกาสให้กับพี่น้องประชาชนคนไทย ทั่วประเทศ ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณครับ รัฐสภา ขอต้อนรับคณะนิสิตและคณาจารย์ สาขาวิชารัฐศาสตร์ วิทยาลัยสงฆ์แพร่ มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตแพร่ อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ จำนวน ๘๘ ท่าน ซึ่งกำลังเข้ารับฟังการประชุมร่วมกันของรัฐสภา อยู่บนชั้น ๓ ขณะนี้ ต่อไปขอเชิญทาง วุฒิสมาชิก คุณวิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ๑๐ นาที เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภา และสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน ดิฉัน นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอนำเรียนความเห็นของคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และ การอุตสาหกรรม วุฒิสภา ต่อความตกลงการค้าเสรีระหว่างราชอาณาจักรไทยและ สาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา ดังนี้
ความตกลงฉบับนี้เป็นความตกลง FTA (ฉบับที่ ๑๕) จากปัจจุบันที่ไทยมี ความตกลง FTA มาแล้ว จำนวน ๑๔ ฉบับ กับ ๑๘ ประเทศ ได้แก่ ประเทศจีน ประเทศ ญี่ปุ่น ประเทศเกาหลี ประเทศออสเตรเลีย ประเทศนิวซีแลนด์ ประเทศอินเดีย ประทศเปรู ประเทศชิลี ประเทศฮ่องกง และ ASEAN อีก ๙ ประเทศ FTA ไทย-ศรีลังกา เป็นความตกลง การค้าเสรีแบบครอบคลุมที่เรียกว่า Comprehensive FTA โดยครอบคลุมทั้งการเปิดตลาด สินค้า การเปิดตลาดภาคบริการ การเปิดเสรีด้านการลงทุน กฎระเบียบในการอำนวย ความสะดวกทางด้านการค้า ระหว่าง ๒ ประเทศ และรวมถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ในด้านต่าง ๆ อาทิ การส่งเสริมการค้าและการลงทุน การเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร ประมง อัญมณีและเครื่องประดับ การท่องเที่ยว การศึกษา และการฝึกอบรมด้านเทคนิค และอาชีวศึกษา เป็นต้น ในด้านการเปิดเสรีการค้าสินค้า ทั้ง ๒ ประเทศ ได้ตกลงที่จะเปิด ตลาดเท่ากันที่ร้อยละ ๘๐ ของจำนวนรายการสินค้าทั้งหมดของแต่ละฝ่าย โดยลดภาษีอากร ลงทันทีที่ความตกลง FTA ฉบับนี้ มีผลบังคับใช้ถึงร้อยละ ๕๐ ของรายการสินค้าทั้งหมด จะได้รับการยกเว้นอากรทันที สินค้าที่สำคัญ ๆ ที่มีศักยภาพในการส่งออกของประเทศไทย ไปยังศรีลังกา อาทิ ยานยนต์และชิ้นส่วน สัตว์มีชีวิต ปลาซาร์ดีนกระป๋อง สินแร่ ปุ๋ย หนังเทียม เยื่อกระดาษ ตะกั่ว สังกะสี ดีบุก และเคมีภัณฑ์ สิ่งทอ อัญมณี และเหล็กกล้า สำหรับสินค้าที่เหลือจะมีการค่อย ๆ ทยอยลดภาษี โดยใช้เวลาประมาณ ๕ ปี ๑๐ ปี และ ๑๖ ปี แล้วแต่ความอ่อนไหวของแต่ละสินค้า สำหรับสินค้าที่มีความอ่อนไหวสูง ก็จะขอ สงวนไว้ไม่ลดภาษี เป็นต้น สำหรับด้านการค้าบริการ ศรีลังกาเปิดตลาดให้กับประเทศไทย ในระดับสูง โดยอนุญาตให้ผู้ประกอบการไทยถือหุ้นได้ถึงร้อยละ ๑๐๐ โดยเฉพาะในสาขา ที่ไทยมีศักยภาพ อาทิ บริการทางด้านคมนาคม บริการด้านการเงิน รวมทั้งประกันภัย บริการโรงแรมและร้านอาหาร และบริการด้านนันทนาการ สำหรับด้านการลงทุน ดิฉัน ขอเรียนว่าศรีลังกาอาจจะมีขนาดตลาดที่ไม่ใหญ่มากนัก มีมูลค่าการค้าระหว่างกันประมาณ ๑๓,๒๐๐ ล้านบาท โดยที่ฝ่ายไทยเป็นฝ่ายที่ได้ดุลการค้าอยู่ประมาณปีละ ๗,๐๐๐ ล้านบาท แต่อย่างไรก็ตามศรีลังกาจะมีความเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเป็นจุดหมายของการลงทุนสำหรับ นักลงทุนไทย เนื่องจากศรีลังกามีจุดแข็งทางด้านทำเลที่ตั้งทางยุทธศาสตร์บนเส้นทาง การเดินเรือในมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกสู่เอเชียใต้ แอฟริกา และยุโรป ศรีลังกามีทรัพยากรทางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ทั้งแร่ธาตุธรรมชาติ อัญมณีที่หลากหลาย สินค้าประมง เช่น ปลาทูน่า ปูศรีลังกา และกุ้งแม่น้ำขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่ประเทศไทยและทั่วโลกมีความต้องการ ประกอบกับศรีลังกายังเป็นประเทศ ภาคีความตกลงการค้าเสรีเอเชียใต้ หรือ SAFTA ซึ่งประกอบไปด้วยประเทศบังคลาเทศ ประเทศภูฏาน ประเทศอินเดีย ประเทศเนปาล ประเทศปากีสถาน ประเทศมัลดีฟส์ ประเทศอัฟกานิสถาน และประเทศศรีลังกา ทำให้ประเทศศรีลังกาสามารถที่จะเป็นฐานการลงทุนให้กับผู้ประกอบการของไทยที่ต้องการ ไปลงทุนทำการผลิตสินค้าและบริการในประเทศศรีลังกาเพื่อส่งออกไปยังตลาดเอเชียใต้ได้ FTA ไทย-ศรีลังกา ได้สร้างแต้มต่อให้กับผู้ประกอบการไทย โดยอนุญาตให้นักลงทุนของไทย ไปลงทุนในสาขาการผลิตที่สามารถถือหุ้นได้สูงสุดถึงร้อยละ ๑๐๐ เป็นจำนวนถึง ๓๕ สาขา ด้วยกัน อาทิ อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร การผลิตสิ่งทอ การผลิตยานยนต์ชิ้นส่วน การผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และการผลิตเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์และ ทันตกรรม ซึ่งล้วนแต่เป็นสาขาที่ประเทศไทยมีศักยภาพ ดังนั้น จึงเป็นโอกาสอันดี และเป็น เวลาที่เหมาะสมที่ประเทศไทยและประเทศศรีลังกาได้มีความตกลงการค้าเสรีระหว่างกัน โดยประเทศไทยนับเป็นประเทศที่ ๒ ของอาเซียนต่อสิงคโปร์ที่ได้จัดทำ FTA กับศรีลังกา นอกนั้นยังมีอาเซียนอื่น ๆ ที่กำลังอยู่ระหว่างการจะเริ่มเจรจา เช่น ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศมาเลเซีย และประเทศเวียดนาม ดังนั้นประเทศไทยจึงควรที่จะเร่งใช้ประโยชน์จาก FTA ไทย-ศรีลังกา เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับห่วงโซ่อุปทานของไทยในภูมิภาคเอเชียใต้
สำหรับในประเด็นทางด้านกฎหมาย ที่ว่าความตกลงฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ แล้วต้องนำมาให้เราต้องแก้ไขกฎหมายหรือไม่ จากที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ท่านได้กล่าวยืนยันแล้วว่า FTA ฉบับนี้เป็นการเปิดเสรี ในระดับเดียวกับที่ประเทศไทยเปิดให้กับประเทศคู่ภาคีความตกลง FTA อื่น ๆ ก่อนหน้าแล้ว จึงมิได้มีผลทำให้เราต้องมีการแก้ไขกฎหมายใหม่เพื่อรองรับความตกลงฉบับนี้ เพียงแต่จะมี การดำเนินการในระดับของกรม อาทิ กรมศุลกากรและกรมการค้าต่างประเทศ เป็นต้น ในการที่จะออกประกาศที่จะให้มีการลดภาษีและออกใบอนุญาตและแหล่งกำเนิดสินค้า เป็นต้น
ในการนี้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ควรที่จะมีการเตรียมการดำเนินการ ออกประกาศต่าง ๆ โดยเร็วเพื่อให้สอดคล้องกับพันธกรณี และสามารถที่จะใช้สิทธิประโยชน์ จาก FTA ไทย-ศรีลังกา ได้อย่างทันท่วงทีที่ความตกลงมีผลบังคับใช้ ในโอกาสนี้ดิฉันขอ นำเรียนข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และการอุตสาหกรรม วุฒิสภา ต่อรัฐบาล เกี่ยวกับแนวทางในการผลักดันการใช้ประโยชน์จากความตกลง FTA ไทย-ศรีลังกา และการเจรจาความตกลงการค้าเสรีของไทยทั้งในปัจจุบันและในอนาคต
ประเด็นแรกข้อตกลง FTA ไทย-ศรีลังกา จะทำให้สินค้าของไทยได้รับ แต้มต่อในการแข่งขันเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งที่ไม่มี FTA กับศรีลังกา ดังนั้นกระทรวง พาณิชย์จึงควรพิจารณาเผยแพร่ข้อมูลและประโยชน์ที่จะได้รับให้กับกลุ่มผู้ประกอบการ ในวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการรายเล็ก รายย่อย ให้ทราบถึงโอกาสและสามารถ ใช้ประโยชน์จากความตกลงได้อย่างเต็มที่ ทั้งจะเป็นการช่วยให้ผู้ประกอบการรายใหม่ ๆ สามารถที่จะเข้าสู่ตลาดการค้าระหว่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับการเจรจา FTA กับประเทศคู่ค้าสำคัญ ๆ ของไทย เช่น สหภาพยุโรป และกลุ่ม AFTA ซึ่งรัฐบาลได้ให้ ความสำคัญเป็นลำดับต้น ดังนั้นการที่จะทำ FTA กับ EU และ AFTA จะเป็นประโยชน์กับ ทั้ง ๒ ฝ่าย ในการที่จะขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุน และจะช่วยเพิ่มความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศไทย รวมถึงการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ดังนั้นรัฐบาล จึงควรเร่งรัดการเจรจา FTA ทั้ง ๒ ฉบับ ให้สรุปผลโดยเร็วตามแผน เข้าใจว่าจะสามารถ สรุปผลการเจรจากับ AFTA ได้ภายในปีนี้ และกับสหภาพยุโรปภายในปีหน้า ท่านประธาน ที่เคารพคะ การเจรจาความตกลงการค้าเสรีกับทั้ง ๒ กลุ่มประเทศดังกล่าว เป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นตลาดที่สำคัญของประเทศไทยและเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งแน่นอน กฎระเบียบและมาตรฐานสินค้าและบริการของทั้ง ๒ กลุ่มประเทศ ย่อมอยู่ในระดับที่สากล และสูงกว่ามาตรฐานสากลในบางกรณี ดังนั้นเมื่อพิจารณาถึงสถานการณ์ในปัจจุบัน และเป้าหมายระยะเวลาในการที่จะเจรจาแล้ว รัฐบาลควรที่จะมีนโยบายมอบให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องพิจารณาทบทวนกฎหมาย กฎระเบียบ และเร่งรัดการยกระดับมาตรฐานต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์กับประเทศให้เป็นสากลและ สอดคล้องสอดรับกับเศรษฐกิจในยุคใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้สรุปผลการเจรจาได้ก่อน ก็จะช่วยให้การเจรจาเป็นประโยชน์และมีผลสำเร็จโดยเร็วได้ นอกจากนี้รัฐบาลควรเร่ง พิจารณาการเจรจาความตกลงการค้าเสรีกับกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพสูงและเป็นคู่ค้าคู่แข่ง ที่สำคัญของไทย เช่น การเข้าร่วมในข้อตกลงความครอบคลุมและความก้าวหน้าเพื่อหุ้นส่วน ทางการค้าภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก หรือที่เรียกชื่อย่อ ๆ ว่า CPTPP และการเปิดการเจรจา FTA กับกลุ่มความร่วมมืออ่าวอาหรับ หรือ GCC เพื่อสร้างความทัดเทียมในด้านแต้มต่อ ให้กับผู้ประกอบการไทยในการแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ในเวทีโลก ทั้งยังเป็นการส่งสัญญาณ ในเชิงบวกให้เพิ่มน้ำหนักในการเจรจากับประเทศคู่ค้า FTA ในปัจจุบันให้เร่งสรุปผล การเจรจาด้วย สำหรับ FTA ที่มีผลบังคับใช้แล้วก็อาจจะพิจารณาทบทวนยกมาตรฐาน ยกระดับ FTA ให้สูงขึ้นได้ กล่าวโดยสรุปแล้วเพื่อสร้างแต้มต่อและช่วยสนับสนุน ให้ผู้ประกอบการของประเทศไทยได้มีโอกาสในการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน มากยิ่งขึ้น คณะกรรมาธิการการพาณิชย์และการอุตสาหกรรม วุฒิสภา จึงเห็นควรให้ การสนับสนุนความตกลงการค้าเสรีระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐสังคม ประชาธิปไตยศรีลังกาฉบับนี้ ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณภัณฑิล น่วมเจิม ครับ
เรียนท่านประธานครับ ผม ภัณฑิล น่วมเจิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขตคลองเตย เขตวัฒนา ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ก็ขอร่วมอภิปรายในวาระนี้นะครับ ข้อดีเราพูดกันไปเยอะ แน่นอนท่านก็ต้องโฆษณาถึงข้อดีของข้อตกลงทางการค้านี้ กระผมขอให้ข้อสังเกตในเชิง ข้อกังวลความเสี่ยงว่าสำหรับตลาดในประเทศนี้ จริง ๆ วิเคราะห์รายงานมาท่านจะต้องระบุ ในรายละเอียดเอกสารว่าประเภทสินค้าที่เป็น Top10 หรือ Top15 ที่ได้รับการยกเว้นอากร ทันที ทยอยลด หรือไม่ผูกพันการลดหรือยกเว้นอากรมีรายการอะไรบ้าง แล้วมูลค่าเท่าไร แน่นอนครับ ท่านมีอยู่ในเล่มนี้ แต่รายละเอียดอย่างที่บอกครับ กี่ร้อยหน้า ควรจะสรุป มาเลยรายการไหน เพราะหน้าที่ของเราวันนี้มีหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ ใช่ไหมครับ ไม่ให้เราเสียเปรียบ อ่านสักครู่เดียวต้องรู้เลยครับว่าสินค้าอะไรที่ลดทันที แล้วอาจจะกระทบต่อตลาดในประเทศ แต่อันนี้มันไม่มีครับ มันก็พูดโดยรวมทั้งหมดว่ามี สินค้าอะไรบ้างที่เป็นสินค้านำเข้าส่งออกหลัก แล้วก็มีรายการว่าอะไรยกเว้นอากรทันที ทยอยลด ซึ่งความจริงมันต้องวิเคราะห์ให้เรียบร้อยแล้ว เราจะได้เห็นทันทีเลยว่าสินค้า ประเภทไหนมันจะส่งผลกระทบต่อตลาดในประเทศของเรา
ประเด็นที่ ๒ ดุลการค้าระหว่างไทยกับศรีลังกาลดลงอย่างต่อเนื่องนะครับ จาก ๑๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท ในปี ๒๕๕๙ เหลือ ๕,๗๐๐ กว่าล้านบาท ในปี ๒๕๖๖ แปลว่า หายไปร้อยละ ๕๘ นะครับ จากที่เราเคยได้ดุลการค้าจากเขาเยอะ ๆ ผ่านมา ๗ ปี ดุลการค้า เราน้อยลงที่เราได้จากเขานะครับ ก็หวังว่า FTA ฉบับนี้จะช่วยกระตุ้น ทำให้เราไม่ได้ เสียเปรียบเขาเยอะจนเกินไป แน่นอนในเชิงการลงทุนผมก็อภิปรายเห็นด้วยนะครับ เพราะว่าบริษัทใหญ่ ๆ ที่ไปลงทุนในศรีลังกาก็คงได้ประโยชน์จากงานนี้ แต่ข้อควรระวัง สำหรับนักลงทุนหรือสำหรับผู้ส่งออกนำเข้านี้ คือสถานะทางเศรษฐกิจของประเทศศรีลังกา เงินเฟ้อค่อนข้างสูงไม่สามารถชำระหนี้ที่ประเทศจีนเขาได้รับสัมปทานมาสร้างท่าเรือ มันเป็น ความเสี่ยงนะครับ ผมก็ไม่แน่ใจว่าท่านได้ Forecast หรือ Simulate หรือเปล่า ท่านก็เขียน ไว้ประมาณ ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์ ๐.๐๒ เปอร์เซ็นต์ ที่จะกระตุ้น GDP ได้ แต่ท่านต้องแยกครับ หมวดสินค้า หมวดบริการ และหมวดการลงทุนมันแบ่งอย่างไร เพื่อเราจะได้มาช่วยกันดู ตรวจดูว่าจริง ๆ แล้วมันได้คุ้มเสียหรือเปล่า ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณปรเมษฐ์ จินา ครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ผม ปรเมษฐ์ จินา พรรครวมไทยสร้างชาติ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เขต ๕ ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะครับ วันนี้ก็ขอร่วมอภิปรายเห็นด้วยในเรื่องของการที่จะทำ ความตกลงความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับศรีลังกา แต่คงจะไม่ลงไปใน Detail เนื่องจากว่าอยากจะให้ดูประเด็นหลัก ๆ ยกตัวอย่าง ผมเคยติดตามมาหลายอนุสนธิสัญญา ระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ FTA เอง หรือว่าในเรื่องของการทำข้อตกลงอื่น ๆ พบว่าส่วนมากเราจะเอาสิ่งที่เราได้เปรียบ ทีนี้เขาก็จะเอาสิ่งที่เขาได้เปรียบ ทีนี้ ๕ ปีก็แล้ว ๑๐ ปีก็แล้วไม่ได้ลงนามเลยนะครับ อย่างเช่นในส่วนของไทยกับศรีลังกาก็เช่นกันครับ เราเคยประชุมครั้งแรก เมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๖๑ ในสมัยรัฐบาลท่านพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา แล้วหลังจากนั้นก็จะมีการประชุมมาอย่างต่อเนื่อง แล้วในรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยการนำของท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน แล้วท่านภูมิธรรม เวชยชัย ก็เห็นในเรื่อง ของความต่อเนื่อง แล้วก็มีการประชุมอย่างใกล้ชิดตลอดมาจนถึง ครั้งที่ ๙ แล้วจากการที่ ท่านนายกรัฐมนตรีแล้วก็ทีมงานได้ไปเยือนประเทศศรีลังกา เมื่อวันที่ ๓ วันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ก็มีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น ผมก็อยากจะได้เห็นในส่วนของการลงนามในความ ตกลงนี้เร็ว ๆ เนื่องจากว่ามันรอไม่ได้ในเรื่องของการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านนะครับ ซึ่งผม ว่ามันเป็นโอกาสดีที่จะทำให้ประเทศไทยเราได้ขยายฐานตลาดในส่วนของประเทศศรีลังกา แล้วก็ในส่วนของภูมิภาคเอเชียใต้นะครับ ที่สำคัญส่วนหนึ่งก็อยากจะฝากไปทางกระทรวง พาณิชย์ว่ามันเป็นเรื่องของระหว่างประเทศแล้วก็เกี่ยวข้องกับสินค้า เกี่ยวข้องกับบริการ แน่นอนนะครับ ว่ามันไม่ใช่เฉพาะในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ เพราะฉะนั้นท่านก็อย่าลืม ในส่วนของกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม นำมาให้เขาได้มีส่วนร่วม แล้วก็ได้ร่วมกันพิจารณา สิ่งสำคัญนะครับ สื่อแบบชาวบ้าน ก็หมายถึงว่าเอาตัวไหนที่เรามีเกิน ศรีลังกาขาด ก็เดินหน้านะครับ ตัวไหนที่ศรีลังกาเขา มีเยอะ เราไม่มี ก็เดินหน้า แล้วก็อยากจะฝากไปในส่วนของการที่จะมองไปข้างหน้า ยกตัวอย่าง ณ วันนี้ ในเรื่องของการที่จะทำในเรื่องของโครงการแลนด์บริดจ์ ก็พบว่าท่าเรือ โคลัมโบเขาจะเป็นท่าเรือที่ใหญ่ แล้วก็มีเรือเข้าไปใช้บริการเยอะ เราก็ไปจับมือหลวม ๆ ไว้ ก่อน เพื่อที่จะเดินหน้าแล้วก็เชื่อมต่อกับแลนด์บริดจ์ไทยนะครับ แล้วก็อยากจะฝากไป ในเรื่องของการที่จะทำต่อยอดเหมือนกับว่าเป็นนักธุรกิจในประเทศเดียวกัน แล้วก็ ทำงานร่วมกัน มองว่าเมื่อสิ่งใดขาดสิ่งใดเหลือ อันนั้นก็ผ่านไปแล้ว ทีนี้มาดูว่าสิ่งใดที่มันเกิน ทั้งคู่ ยกตัวอย่างว่าศรีลังกาก็มีเกิน ประเทศไทยก็มีเกิน ยกตัวอย่างว่ามีเรื่องของ น้ำมันปาล์ม เรื่องของมะพร้าว เรื่องของอาหารทะเล แล้วก็ในเรื่องของผลิตภัณฑ์จากชา อันนี้เราก็มาจับ มือร่วมกันได้ไหม ๒ ประเทศ มารวมตัวแล้วก็สร้างตลาดไปขายให้กับประเทศอื่น อันนี้ก็จะ เป็นการดีที่จะทำให้ราคาสินค้าที่เราเกิน เขาก็เกิน แล้วก็จับมือกันสามารถสร้างพลังในการ ต่อรอง แล้วอีกส่วนหนึ่งก็คือของเขาก็ไม่มี ของเราก็ไม่มี ยกตัวอย่างว่าเป็นปุ๋ยเคมี เป็นน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ หรือในเรื่องของข้าวบาเลย์ต่าง ๆ แบบนี้ เรามาร่วมมือกัน แล้วก็รวบรวม กันซื้อ แล้วก็มาแบ่งกัน อันนี้ก็จะได้ราคาที่จะสามารถต่อรองได้ ถ้าซื้อของในปริมาณที่เยอะ มันก็สามารถต่อรองในราคาที่ต่ำได้ มองแล้วก็จะให้มองข้ามไปตรงนั้นด้วย มันก็จะเป็นการดี ซึ่งที่ติดตามในคู่มือเราก็พบว่ามีสินค้าหลายตัว ตอนนี้ที่เราได้ดุลการค้ากับศรีลังกา ไม่ว่าจะ เป็นน้ำตาล ในเรื่องของผลิตภัณฑ์แร่ ในเรื่องของอาหาร เครื่องแต่งกาย อุปกรณ์ไฟฟ้า แล้วก็ เครื่องจักร อันนี้เราก็ต้องมีการเพิ่มยอดในเรื่องของการส่งออกให้มากขึ้น แล้วในส่วนของ ประเทศศรีลังกา ผมมองว่ามันอาจจะไม่ใช่คู่แข่ง พยายามที่จะทำแบบมิตรภาพ ทำแบบคน เชื้อชาติเดียวกัน คนครอบครัวเดียวกัน แล้วก็มาทำความตกลงในเรื่องของการค้าเสรี แล้วมัน ก็สามารถที่จะเดินหน้าได้นะครับ ก็ฝากทางผู้เกี่ยวข้องได้ร่วมกันพิจารณา แล้วก็อย่าลืมดึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมทำงานด้วย เพราะเราถือว่าเป็นครอบครัว ของประเทศไทยนะครับ แล้วก็ในเรื่องของการที่จะยกเว้นอากร ตัวไหนยกเว้นได้เลย ตัวไหน ที่จะต้องยกเว้นภายใน ๑๕ ปี ๕ ปีลดครั้ง ๕ ปีลดครั้ง แล้วก็ตัวไหนที่เป็นลิขสิทธิ์ทางปัญญา ไม่สามารถที่จะยกเว้นได้ อันนี้ก็คงจะเป็นรายละเอียดที่คณะทำงานแล้วก็กระทรวง ที่เกี่ยวข้องได้พิจารณา ผมก็ขอสนับสนุนแล้วก็เห็นด้วย ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ วุฒิสมาชิกครับ คุณสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมขอแสดง ความยินดีกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ที่ได้ลงนามในเขตการค้าเสรีระหว่าง ไทย-ศรีลังกา เป็นฉบับแรกของรัฐบาลนี้ แม้ว่าการดำเนินการในเรื่องเขตการค้าเสรี ไทย-ศรีลังกา จะได้ดำเนินการมาระยะหนึ่งแล้วก็ตาม แต่การที่ได้ลงนามเป็นรูปธรรมและได้ นำเสนอต่อรัฐสภาแห่งนี้ถือว่าเป็นก้าวย่างที่สำคัญของการเปิดตลาดสินค้าบริการและ การลงทุนของประเทศไทย ท่านประธานที่เคารพ จากข้อมูลของสถาบันวิจัยนโยบาย เศรษฐกิจการคลัง พบว่าศรีลังกาเป็นประเทศที่มีศักยภาพตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์การค้า สำคัญของโลก โดยตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอินเดีย ใจกลางมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งถือเป็นจุด กึ่งกลางของเส้นทางการเดินเรือระหว่างตะวันออกและตะวันตก มีท่าเรือโคลัมโบ ซึ่งเป็น ช่องทางที่ไทยสามารถกระจายสินค้าไปยังภูมิภาคอื่น ๆ ของโลก ได้แก่ ภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกลาง แอฟริกาและยุโรป ในช่วง ๕ ปีที่ผ่านมาการค้าระหว่างไทยกับศรีลังกา มีมูลค่าเฉลี่ย ๑๓,๒๒๒ ล้านบาท โดยไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้ามาโดยตลอด มีมูลค่าเฉลี่ย ๗,๔๙๒ ล้านบาท ประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากความตกลง FTA ไทย-ศรีลังกา ดังนี้
ประการแรก โอกาสของสินค้าไทย สินค้าไทยมีโอกาสเข้าสู่ตลาดศรีลังกา ได้มากขึ้น ทั้งสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรม นอกจากนี้ไทยจะมีทางเลือกเพิ่มเติมจาก การที่ไทยเปิดตลาดสินค้าให้มีการนำเข้ากลุ่มวัตถุดิบจากประเทศศรีลังกาเพื่อนำมาแปรรูป และส่งออกต่อไป
ประการที่ ๒ โอกาสบริการของไทย นักลงทุนไทยจะได้สิทธิประโยชน์ถือหุ้น ได้ถึงร้อยละ ๑๐๐ ภายใต้ข้อบังคับเดิมของ WTO นั้น สามารถมีสิทธิประโยชน์ได้เพียง ร้อยละ ๔๐ โดยสาขาไทยที่ไทยมีศักยภาพในการแข่งขันในตลาดศรีลังกา ด้านการท่องเที่ยว เชิงสุขภาพ คลังสินค้า การเงิน ประกันภัย และคมนาคม
ประการที่ ๓ โอกาสในการลงทุน ไทยจะได้รับประโยชน์จากการมีมาตรการ ด้านการลงทุนที่ไม่เลือกปฏิบัติ โดยเฉพาะการลงทุนจัดตั้งธุรกิจในสาขาการผลิตสาขาย่อย ต่าง ๆ จำนวน ๓๕ สาขา โดยศรีลังกาอนุญาตให้นักลงทุนไทยเข้าไปลงทุนในสาขาการผลิต โดยถือหุ้นได้สูงสุดร้อยละ ๑๐๐ เช่น การแปรรูปอาหาร การผลิตสิ่งทอ การผลิตยานยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์ การผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และการผลิตเครื่องมือและอุปกรณ์ ทางการแพทย์ นับว่าเป็นก้าวย่างสำคัญของประเทศไทยในการเปิดตลาดไปสู่ภูมิภาคนี้ ซึ่งเชื่อมโยงไปหลายภูมิภาค เป็นประตูสำคัญในการที่จะเชื่อมโยงไปยังภูมิภาคอื่น ๆ นอกเหนือไปจากนี้ผมอยากกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพว่า FTA ที่กำลัง ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ รวมถึงที่ดำเนินการต่อเนื่องกันมานั้น ที่ควรจะดำเนินการเจรจา ให้เสร็จโดยเร็ว ก็คือ FTA ของ AFTA ซึ่งประกอบด้วย ประเทศนอร์เวย์ ประเทศ สวิตเซอร์แลนด์ ประเทศไอซ์แลนด์ ประเทศลิกเตนสไตน์ ใกล้จะเสร็จสิ้นแล้ว ก็ฝากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ผ่านท่านประธานรัฐสภา เพื่อจะเร่งดำเนินการ ในเรื่องนี้ต่อไป ซึ่งจะเป็นก้าวแรกในการที่จะคืบหน้าไปสู่ FTA กับสหภาพยุโรปต่อไป ในอนาคต อีก FTA หนึ่งที่ดำเนินการมาได้ระดับหนึ่ง และคาดว่าจะสำเร็จได้เร็ว ๆ นี้ ก็คือ FTA กับสาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งมีรัฐนครที่สำคัญ ก็คืออาบูดาบี ซึ่งเป็นเมืองหลวง และดูไบ ถ้าหากว่าได้ดำเนินการได้สำเร็จ ก็เท่ากับทะลุทะลวงเข้าไปสู่อีกภูมิภาคหนึ่ง ในทางด้านการค้าของไทยที่จะเปิดโอกาสให้การค้า สินค้าบริการและการลงทุนคืบหน้าไปยัง อีกภูมิภาคหนึ่ง ส่วน FTA ที่เริ่มเจรจาไปแล้วที่ควรจะผลักดันต่อไป ก็คือเรื่องสหภาพยุโรป ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลานาน แต่ได้ดำเนินการมาพอสมควร แล้วก็ได้ผลักดันเป็นอย่างดีแล้ว ซึ่งถ้าได้ดำเนินการได้สำเร็จ ก็จะเป็นการเปิดพื้นที่ทางการค้าในยุโรปที่สำคัญรองไปจาก AFTA ที่ได้กล่าวมาเมื่อสักครู่แล้ว ส่วนสหราชอาณาจักร ซึ่งแต่เดิมอยู่ภายใต้กรอบของ สหภาพยุโรปนั้น บัดนี้เมื่อได้แยกตัวออกมาจากสหภาพยุโรปแล้ว ก็คงจะเร่งเจรจากับสหราช อาณาจักรโดยตรง แต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะเป็นเรื่องที่สหราชอาณาจักรจะคำนึงว่าขณะนี้สหราช อาณาจักรได้เข้าไปอยู่ในความตกลง ความครอบคลุม และความก้าวหน้าเพื่อหุ้นส่วน ทางการค้าภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก หรือที่เรียกว่า CPTPP แล้ว และขณะนี้ไทยเองก็กำลังก้ำกึ่ง อยู่ว่าจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลง CPTPP นี้หรือไม่ เพราะว่ายังมีเสียงสนับสนุน และคัดค้านก้ำกึ่งกันอยู่ เพราะฉะนั้นถ้าหากสหราชอาณาจักรได้เข้าไปเป็นภาคี ความจริง สหราชอาณาจักรได้ลงนามไปแล้ว แต่ยังไม่ได้ลงนามเป็นภาคี หากสหราชอาณาจักร ได้ลงนามเป็นภาคี และไทยพิจารณาแล้วเข้าเป็นภาคีด้วย ก็ถือเสมือนหนึ่งว่าไทยกับสหราช อาณาจักรก็มีส่วนในการเปิดเสรีทางด้านการค้าผ่านทางกลุ่ม CPTPP อย่างไรก็ตาม ก็ควรจะ เจรจา FTA ระหว่างไทยกับสหราชอาณาจักรโดยตรงไปด้วยในขณะเดียวกัน ท่านประธาน ที่เคารพ สำหรับความตกลง FTA ระหว่างไทย-ศรีลังกานั้นถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ฉบับแรกที่ได้นำเสนอในวันนี้ ความตกลง FTA นั้น เป็นกุญแจที่สำคัญในการเปิดประตูการค้า การบริการ และการลงทุนซึ่งควรจะทำโดย ต่อเนื่องต่อไป กระผมจึงเห็นสมควรให้ความเห็นชอบ FTA ไทย-ศรีลังกา ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณเอกราช อุดมอำนวย ครับ
เรียนท่านประธาน นะครับ ผม เอกราช อุดมอำนวย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิก รัฐสภานะครับ ก็ขอบพระคุณท่านประธานที่เปิดโอกาสให้ได้อภิปรายในข้อตกลงการค้าเสรี ระหว่างราชอาณาจักรไทย และสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา ซึ่งเป็นไปตาม รัฐธรรมนูญ ในการให้รัฐสภาเห็นชอบ มาตรา ๑๗๘ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตไปยัง ผู้ชี้แจงทางรัฐบาล อาจจะตั้งข้อสังเกตสั้น ๆ ในเรื่องของบทสุดท้าย คือบทที่ ๑๔ เรื่องของ การทบทวนข้อตกลงทุก ๕ ปี ซึ่งไม่แน่ใจว่าในส่วนนี้ก็จะเป็นการบังคับใช้ครั้งแรก การทบทวนระยะเวลาอาจจะสั้นไปหรือเปล่า แล้วก็กว่านักลงทุนที่จะไปลงทุนในประเทศ ในการเตรียมความพร้อม กว่าจะได้ดำเนินการลงทุนจริงอย่างนี้ครับ มันก็อาจจะทำให้มี การทบทวนตรงนี้ ที่อาจจะมีปัญหา ก็เป็นข้อสังเกตไป ท่านประธานครับ ที่ผมอยากจะตั้ง ข้อสังเกตก็คือว่ารายละเอียดของสินค้าและบริการที่ทำมานี้ แน่นอนว่าเป็นด้านบวก แต่เรา ไม่เห็นเลยว่ามีธุรกิจอะไรบ้างที่อาจจะได้รับผลกระทบ รายงานที่ทำมาที่บอกว่าอาจจะเป็น ข้อสังเกต ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมน้ำตาล ผลิตภัณฑ์แร่ อาหารอะไรต่าง ๆ พวกนี้ แน่นอน ว่าก็เป็นการเตรียมพร้อมที่รัฐบาลจะต้องดูแล แต่สิ่งหนึ่งผมไม่แน่ใจว่าที่รัฐบาลไปทำข้อตกลงมาแล้วนี้ไปเอื้อกลุ่มธุรกิจบางประเภท หรือเปล่า อย่างธุรกิจกลุ่มซีเมนต์ อย่างธุรกิจของบางธุรกิจที่ต้องการการลงทุนเพื่อลดภาษี อย่างไรก็ดีครับ เข้าใจว่ารัฐบาลก็คงไม่อยากที่จะไปเจาะจงเฉพาะธุรกิจกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ก็ต้องดูภาพรวม Segment ดังนั้นก็อยากจะให้รัฐบาลมีการควบคุมตัวสินค้าในการตรวจตรา ในเรื่องของการนำเข้าและส่งออกที่มีความเป็นธรรมกับธุรกิจต่าง ๆ อย่างเท่าเทียม นี่คือ ข้อควรระวังที่อยากจะฝากไปถึงรัฐบาล นอกจากนี้ครับท่านประธาน ก็คือเรื่องของในเมื่อ เราเปิดการค้ากับประเทศศรีลังกาแล้ว ก็เป็นเรื่องสั้น ๆ ที่อยากจะท้วงติงครับท่านประธาน ก็คือธุรกิจที่เราจะไปขยาย ไม่ว่าจะเป็นอาหารแปรรูป เครื่องดื่ม สิ่งทอ หรือเครื่องนุ่งห่ม ในประเทศตอนนี้ยังไม่แข็งแรงเลย ยังไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเลย มันกลายเป็นว่า ตอนนี้ไม่รู้ว่า Direction ของรัฐบาลเป็นอย่างไรกันแน่ เพราะฉะนั้นฝากท่านประธาน ว่าเรา เปิดการค้านี้ เราอย่าลืมสนับสนุนกลุ่มทุนในประเทศที่เป็นรายเล็กรายย่อย SME ต่าง ๆ ด้วย และความพร้อมอุตสาหกรรมใหญ่ ๆ ที่ติด Top SET50 อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ดันออกไปให้ เขาลงทุนเยอะ ๆ อันนี้ผมเห็นด้วย แต่ในขณะเดียวกันก็อย่าลืมเสริมความแข็งแกร่งของ SME อย่าเอาเฉพาะทุนใหญ่อย่างเดียว นอกจากนี้ครับท่านประธาน สิ่งที่ผมอยากจะฝาก ก็คือในเมื่อเราเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกันแล้ว ฝากรัฐบาลนิดหนึ่งครับ ช้างไทย ที่อยู่ที่ศรีลังกา ยังเหลืออีก ๒ เชือก ที่ส่งเป็นทูตสันถวไมตรี ก็อยากให้ดูแลให้ดีด้วยนะครับ ท่านประธาน ขอบพระคุณครับ สวัสดีครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณอดิศร เพียงเกษ ครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายอดิศร เพียงเกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ประเทศศรีลังกากับประเทศไทยมีพื้นฐานทางพระพุทธศาสนา ที่ใกล้ชิดกันมาก ในคราวที่พระพุทธศาสนาที่ประเทศไทยหรือประเทศสยาม อยู่ในภาวะ ที่ตกต่ำ ทางศรีลังกาก็เข้ามาช่วย เป็นลังกาวงศ์ ในขณะเดียวกันทางศรีลังกาอยู่ในภาวะ ที่ตกต่ำเช่นเดียวกันกับประเทศไทยดังที่ผมกราบเรียน ทางไทย ทางสยามก็ไปปรับปรุง ช่วยเหลือกัน เรียกว่าสยามวงศ์ จนปัจจุบันนี้ความสัมพันธ์ทางพุทธศาสนิกชน ไปมาหาสู่ บางคนก็ไปบวชที่ศรีลังกา บางคนก็ไปเยี่ยมไปกราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ศรีลังกา พื้นฐาน เหล่านี้เป็นพื้นฐานที่ดีที่ส่งผลต่อเรื่องการค้าการขาย ซึ่งรัฐบาลชุดนี้ผมขออนุญาตชื่นชม ท่านนายกรัฐมนตรีและท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านภูมิธรรม เวชยชัย ได้ไปทำข้อตกลง ครั้งแรก ถือว่าประเทศศรีลังกานี้เป็นประเทศที่เราจะต้องให้ความสนใจ เพราะพื้นฐานดังที่ ผมกราบเรียน พระพุทธศาสนาต้องเชื่อมโยงกันไปสู่กิจการอื่น ประเทศไทยได้ดุลการค้า ไม่กี่ประเทศหรอกครับที่เราได้ดุล ประเทศจีนเราเสีย ประเทศสหรัฐอเมริกาเราเสีย ยุโรปเรา เสียดุลการค้า แต่ว่าประเทศไทยได้ดุลการค้า ๑๘๔.๒ ล้านเหรียญสหรัฐต่อประเทศศรีลังกา ถ้าเปรียบเทียบความเจริญ เราเจริญกว่าเขามากนะครับ ด้านเกษตรกรรมเราสามารถที่จะไปนำ เขาที่ศรีลังกาได้ เรื่องแร่ เพื่อนผมคนหนึ่ง ขออนุญาตเอ่ยชื่อ ผมมีความรู้บ้างจากคุณไพบูลย์ พิมพ์พิสิฐถาวร ได้ไปทำอุตสาหกรรมพลอยอยู่ที่ประเทศศรีลังกา ร่ำรวยบ้าง ไม่ร่ำรวยบ้าง แต่เขาได้ทำกิจการนี้เอกชนมาประมาณ ๔๐-๕๐ ปีแล้ว การไปทำเสรีการค้าครั้งนี้จึงถือว่ามี ประโยชน์ แต่ว่าในเอกสารของรัฐสภาที่ทำในวันนี้มีอยู่ที่ หน้า ๓/๑๑ ว่าด้วยอุปสรรคทาง การค้า มีอยู่ ๔ ข้อ
ข้อที่ ๑ ศรีลังกาเป็นตลาดขนาดเล็ก ข้อมูลด้านการค้าการลงทุนยังมี ไม่เพียงพอ ทำให้นักธุรกิจ ๒ ฝ่ายยังขาดข้อมูลที่จะเอื้อประโยชน์ในการขยายการค้าระหว่างกัน
ข้อที่ ๒ ศรีลังกามีโครงสร้างสินค้าส่งออกหลายชนิดคล้ายคลึงกับไทย ทำให้ ผู้ส่งออกไทยไม่ค่อยให้ความสนใจตลาดศรีลังกาเท่าที่ควร โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ชา ผู้ปลูก ชาไทยอาจได้รับผลกระทบหากไทยให้สิทธิพิเศษทางภาษีสำหรับสินค้าชาแก่ศรีลังกา ผมไปที่ ห้างสรรพสินค้าครับ ผมไปซื้อชาจาก Pride of Ceylon มาทาน แต่ในขณะเดียวกันประเทศ ไทยเราก็ผลิตชาเหมือนกัน ข้ออุปสรรคนี้น่าสนใจท่านจะแก้ไขอย่างไร
ข้อที่ ๓ ประเทศศรีลังกามีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและโครงสร้าง ภายในประเทศบ่อยครั้ง ซึ่งส่งผลต่อการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจ ทำให้ยากต่อ การประสานงานและวางแผนการเจรจาความตกลงการค้าเสรี ตลอดจนเป็นอุปสรรคต่อ การวางแผนการค้าและลงทุนในประเทศศรีลังกา
ข้อที่ ๔ กระทรวงการคลังประเทศศรีลังกาออกกฎระเบียบควบคุมการนำเข้า ส่งออก กำหนดรายการสินค้าควบคุมในการนำเข้า ส่งออก รวมทั้งห้ามมิให้เอกชนในประเทศ ศรีลังกาส่งเงินไปต่างประเทศ และการเปิด Letter Of Credit ใหม่ ซึ่งสินค้ารถยนต์หรือ ยานยนต์อื่น ๆ เป็นสินค้าที่ถูกจัดใน Schedule อุปสรรคที่ผมกราบเรียนนี้ ในการไปทำ การค้าเสรีของท่านได้แก้ไขสิ่งเหล่านี้หรือเปล่า ผมอยากให้เราช่วยเขานะครับ ๒๒ ล้านคน ก็ไม่มาก ประชากรของประเทศศรีลังกา แต่ในขณะเดียวกันไทยเราควรจะได้อะไรมากมาย เพราะว่าสินค้ามันคล้ายกัน เราอาศัยประทศศรีลังกาเพื่อจะไปที่อื่น เพื่อจะไปแอฟริกา เพื่อจะไปประเทศใกล้เคียงแถว ๆ นั้นหรือเปล่า อย่างไร ผมให้ความสนใจครับ จึงให้กำลังใจ รัฐบาลชุดนี้โดยเฉพาะท่านภูมิธรรม เวชยชัย ได้ไปดูแลการพาณิชย์ก็ถือว่าสอบผ่านครับ สอบผ่าน เพราะว่าในชีวิตเราอยู่ในป่าเขาลำเนาไพรเสียส่วนมาก แล้วมาทำการค้าอย่างนี้ ก็ถือว่าให้คะแนน A+ ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไป ขอเชิญ คุณชลิต แก้วจินดา ครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม นายชลิต แก้วจินดา สมาชิก วุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก็ต้องขอขอบคุณทางคณะรัฐบาลแล้วก็ทุกภาคส่วนที่ได้ พิจารณาเรื่องของ FTA ไทย-ศรีลังกา อย่างรอบคอบและนำเสนอในสิ่งที่เป็นประโยชน์มาก ผมก็มีข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับข้อตกลงนี้ ประมาณ ๑๐ ประเด็นนะครับ
ประเด็นแรก ก็คือว่าการที่ไทย-ศรีลังกากระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ด้วยการลงนามความตกลงการค้าเสรี FTA ความเคลื่อนไหวร่วมกันครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญ สำหรับทั้ง ๒ ประเทศ ประเด็นที่ ๑ อยากจะรู้ว่าประเทศศรีลังกาจะได้ประโยชน์อะไรจาก ข้อตกลงนี้ ก็จะมีคำตอบอยู่บางประเด็นที่คาดว่าจะเป็นประโยชน์ ก็คือโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฝ่ายของประเทศศรีลังกาเองนั้น เนื่องจากประเทศศรีลังกาเองน่าจะมีเป้าหมายที่ใช้ FTA ฉบับนี้เพื่อนำทางฟื้นตัวจากวิกฤตการณ์ทางการเงินที่รุนแรง ประเทศศรีลังกาจึงใช้ข้อตกลง การค้านี้เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจและบรรเทาความท้าทายที่เกิดจากเศรษฐกิจ ที่หดตัว โดยมีสาเหตุหลักมาจากวิกฤติอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่รุนแรง ซึ่งทำ ให้สถานการณ์ทางการเงินที่ซับซ้อนอยู่แล้วแย่ลงไปอีก การลงนามข้อตกลงการค้าเสรีกับ ประเทศไทยสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางเชิงรุกของประเทศศรีลังกาในการรักษาโอกาสทาง เศรษฐกิจผ่านทางความร่วมมือทางการค้าที่เพิ่มขึ้น ข้อตกลงดังกล่าวคาดว่าจะมีบทบาท สำคัญในการฟื้นฟู กิจกรรมทางเศรษฐกิจ เพิ่มโอกาสทางการค้า และการมีส่วนช่วยให้ เศรษฐกิจประเทศศรีลังกาฟื้นตัว
ประเด็นที่ ๒ ที่เป็นคำถามก็คือว่าเป็นโอกาสไหมในทางการปรับโครงสร้าง ทางเศรษฐกิจของศรีลังกา-ไทย อย่างไรก็ตามความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นเกี่ยวกับการลดภาษี กีดกันทางการค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคส่วนที่มีความสำคัญ ซึ่งโครงสร้างในระบบ เศรษฐกิจของศรีลังกาและไทย มีความแตกต่างเชิงมูลค่าและปริมาณ จึงย่อมนำมาสู่ ทั้งโอกาสและความท้าทายในบริบทของข้อตกลงการค้าทวิภาคี ซึ่งเราอาจจะใช้ประโยชน์ ในข้อนี้ หรือประเทศศรีลังกาก็อาจจะใช้ประโยชน์ในข้อนี้เช่นเดียวกัน
ประเด็นที่ ๓ ที่เป็นคำถามก็คือว่าการสงวนประโยชน์ของทั้ง ๒ ประเทศ ศรีลังกา-ไทย นั้นควรจะมีด้วยกันทั้ง ๒ ประเทศ ถึงจะเกิดความยุติธรรมทางการค้า ผลจาก การเจรจาข้อตกลงนี้ก็ยังพบว่าทั้ง ๒ ประเทศ ยังคงสงวนผลประโยชน์ของตนด้วยโครงการ เก็บภาษีศุลกากรค่อนข้างสูงในรายการสินค้าที่ตนเองมีข้อได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ ซึ่งเป็น เรื่องปกติของการเจรจา FTA อยู่แล้ว โดยในฝ่ายประเทศศรีลังกายังคงอัตราภาษีที่สูง สำหรับผลิตภัณฑ์ จำนวน ๑๕๔ รายการ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาคการผลิต เช่น เครื่องแต่งกาย ผลิตภัณฑ์ชา ผลิตภัณฑ์ยาง พลาสติก ชิ้นส่วนรถยนต์ ยานพาหนะ รวมไปถึงอุปกรณ์ไฟฟ้า แสดงให้เห็นถึงลำดับความสำคัญเชิงกลยุทธ์ของประเทศศรีลังกาต่อสินค้าเหล่านี้ ซึ่งเป็น สินค้าที่ไทยมีความสามารถในการแข่งขันสูงอยู่ด้วย
ประเด็นที่ ๔ มีคำถามว่าสาระสำคัญของ FTA นี้มีอะไรเป็นที่น่าสนใจบ้าง เราก็จะมาดูในเรื่องของเนื้อหา FTA ที่ได้ตกลงกันว่าประเทศศรีลังกาจะลดหรือยกเลิกภาษี สำหรับ ๖๗.๖ เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์ผ่านทางภายใต้ข้อตกลงนี้ โดยประเทศศรีลังกา จะลด หรือยกเลิกภาษีทันทีสำหรับ ๓๓.๔ เปอร์เซ็นต์ นับเป็นผลิตภัณฑ์ จำนวน ๒,๗๒๒ รายการ และอีกผลิตภัณฑ์ จำนวน ๒,๗๙๖ รายการ ภายใน ๑๕ ปี โดยจะขอรักษาผลิตภัณฑ์ จำนวน ๑,๒๒๔ รายการ ไว้ในรายการที่ไม่มีข้อผูกมัด ซึ่งนับเป็นปริมาณ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ โดยสรุปแล้วจะมีสินค้าราว ๑๕ เปอร์เซ็นต์ที่ยังคงมีการเก็บภาษี
ประเด็นที่ ๕ มีคำถามว่า FTA ไทย-ศรีลังกา ช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจได้หรือไม่ ก็มีข้อสังเกตว่าการดำเนินการตามข้อตกลงเขตการค้าเสรีศรีลังกา-ไทย ซึ่งเปิดตลาด ขนาดใหญ่สำหรับทั้ง ๒ ชาติ คาดว่าจะช่วยกระตุ้นการลงทุนจากประเทศที่สามเข้ามา โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อศรีลังกา ในการเข้าถึงตลาดที่ขยายตัวและสภาพแวดล้อมทางการค้า ที่ดีขึ้น มีแนวโน้มที่จะสร้างโอกาสมากขึ้นสำหรับนักลงทุนต่างชาติ ในการมีส่วนร่วม ในเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตของประเทศศรีลังกาเข้าร่วมห่วงโซ่คุณค่าระดับโลก และกฎพิเศษ ที่ใช้บังคับกับการนำเข้าสินค้าจากประเทศที่สาม
ประเด็นที่ ๖ คำถาม FTA ไทย-ศรีลังกา ช่วยขยายระบบตลาดอย่างยั่งยืน ได้หรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ โดยประเทศศรีลังกาและประเทศไทยจะสามารถเข้าถึงตลาดใน ตลาดของกันและกันได้ตามเงื่อนไขที่ตกลงร่วมกันเกี่ยวกับกฎแห่งการกำเนิดสินค้า ซึ่งได้รับ การเจรจา โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้เสียและปัจจัยอื่น ๆ มาตรการนี้คาดว่า จะช่วยสนับสนุนห่วงโซ่คุณค่าระดับโลก ในขณะเดียวกันก็จะจัดการกับการไหลเข้า ของสินค้าเข้าสู่ศรีลังกาจากประเทศที่สาม ที่มีการแปรรูปไม่เพียงพอ เช่นนี้เป็นการสร้าง การค้าที่นำไปสู่ความยั่งยืน
ประเด็นที่ ๗ ก็คือว่า ประเทศศรีลังกามีความมุ่งหวังกับ FTA นี้อย่างไร ก็จะเห็นได้ว่า ก็จะเห็นได้ว่ามันเป็นข้อสอดคล้องตามที่รัฐบาลประเทศศรีลังกาได้ประกาศ ออกทางสื่อมวลชนของตนเองและการแถลงข่าวถึง FTA นี้ว่า มีศักยภาพอย่างมากในการ พัฒนาการท่องเที่ยว การค้า และความร่วมมือทางเศรษฐกิจด้านอื่น ๆ ระหว่างประเทศ ศรีลังกาและประเทศไทย
ประเด็นที่ ๘ คำถามว่าผลกระทบเชิงบวกของ FTA นี้กับประเทศศรีลังกา มีอะไรบ้าง FTA นี้ย่อมจะเป็นประตูไปสู่ตลาดในอาเซียนให้กับประเทศศรีลังกาและเป็น ประตูไปสู่ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค ที่เรียกสั้น ๆ ว่า RCEP ซึ่งมีผล บังคับใช้ในต้นปีพุทธศักราช ๒๕๖๕ ที่ผ่านมา
ประเด็นที่ ๙ คำถามข้อที่ ๙ ก็คือว่าไทยควรดำเนินการต่อเนื่องอย่างไร เพื่อประโยชน์ในอนาคต ก็มีข้อสังเกตว่าฝ่ายประเทศไทยก็ควรที่จะใช้ศรีลังกาเป็นประตู บานที่ ๒ ต่อจาก FTA ไทย-อินเดีย ไปสู่ตลาดขององค์กรความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียได้ ซึ่งได้มีการจัดทำ FTA อยู่แล้ว
ประเด็นที่ ๑๐ คำถามประเทศศรีลังกา-ไทยมีความคาดหวัง ขออภัยครับ ท่านประธานขออีกข้อเดียวครับ คำถามข้อที่ ๑๐ ศรีลังกา-ไทย มีความคาดหวังสิ่งใด เพิ่มเติมอีกบ้าง จะเห็นได้ว่าข้อตกลงการค้าเสรีศรีลังกา-ไทย คาดว่าจะอำนวยความสะดวก ในการแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับการค้าการครอบคลุมภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งส่งเสริมการค้า การลงทุนรวมถึงการพัฒนาการส่งออก เรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงภาคการขนส่ง และท่าเรือ เกษตรกรรมและธุรกิจการเกษตร การประมง อัญมณี เครื่องประดับ ธุรกิจ การท่องเที่ยว ธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ความร่วมมือ ทางการเงิน อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ เทคโนโลยีสารสนเทศ และการศึกษาฝึกอบรม ด้านเทคนิคและอาชีวศึกษา ความมุ่งมั่นของไทยในเรื่องการค้าเสรี FTA ที่จะมีขึ้นในโอกาส ต่อไป
ในท้ายที่สุดนี้เมื่อประเทศไทยกำลังพัฒนาความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่าง ประเทศอย่างแข็งขันด้วยข้อตกลงการค้าเสรี FTA อีก ๓ ฉบับ ที่กำลังดำเนินการอยู่ ได้แก่ เกาหลีใต้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป ประเทศไทยจึงยังคงมี การขยายความร่วมมือ FTA ที่ครอบคลุม โดยมีประเทศเศรษฐกิจหลัก ๆ ทั่วเอเชีย โอเชียเนีย และตะวันออกกลาง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการส่งเสริมความร่วมมือ ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศและการขยายโอกาสทางการค้าของประเทศไทยในอนาคต
จากข้อสังเกต ๑๐ ประเด็นดังกล่าวนี้ ก็จะเห็นได้ว่าเป็นข้อควรระวัง แล้วก็ นำมาสู่การพัฒนาเรื่องข้อตกลงต่าง ๆ ซึ่งผมขอสนับสนุนเรื่องข้อตกลง FTA ไทย-ศรีลังกา กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไป ขอเชิญ คุณสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล
เรียนท่าน ประธานสภาที่เคารพ ผม สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สมาชิกผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายความตกลงการค้าเสรี ระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา เรียนท่าน ประธานครับ ข้อตกลงการค้าเสรี หรือ FTA มีประโยชน์กับประเทศแน่นอน เพราะช่วย ส่งเสริมการค้าสินค้า การค้าบริการ ตลอดจนการลงทุนระหว่างประเทศนะครับ อย่างไร ก็ตามการเจรจา FTA ทุกฉบับมีต้นทุน ไม่ว่าจะเป็นเวลา ทรัพยากรของพี่น้องข้าราชการ โดยเฉพาะกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ พี่น้องข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ พี่น้อง ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ นั่นหมายความว่าในการเจรจา FTA แต่ละฉบับมันมี ต้นทุนค่าเสียโอกาสอยู่ครับ ว่าเราควรจะเลือกเจรจากับประเทศแต่ก่อน เลือกเจรจา กับประเทศไทยทีหลัง แน่นอนทุกประเทศการเจรจา FTA เพิ่มขึ้น ช่วยขยายโอกาส ของประเทศ ผมยกตัวอย่าง การเจรจากับศรีลังกา ศรีลังกา ณ ข้อมูลปี ๒๕๖๖ เป็นคู่ค้า ของไทย อันดับที่ ๖๒ มีมูลค่าการค้ารวมที่ประมาณ ๔๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ คิดเป็นเพียงร้อยละ ๐.๐๗ ของมูลค่าการค้าระหว่างประเทศของไทยทั้งหมด ที่น่าสนใจคือ จึงมีคำถามว่าข้อตกลงการค้าระหว่างไทยและศรีลังกาฉบับนี้จะช่วยสร้างประโยชน์ให้กับ ประเทศได้มากน้อยแค่ไหน คุ้มค่ากับงบประมาณหรือทรัพยากรที่ประเทศต้องใช้ในการ เจรจาหรือเปล่า ท่านประธานครับ ผมมีตัวอย่างมาให้ดู ประเทศไทยเคยเจรจาการค้าเสรีมาแล้วในฉบับที่ ประสบความสำเร็จด้วย ก็คือไทยกับเปรู เราเจรจาโดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ หรือมากกว่า ๑๐ ปีแล้ว ที่น่าสนใจคือผ่านมา ๑๐ ปีนะครับ เรายิ่งค้าขายกับเปรูน้อยลง ยิ่งส่งออกได้น้อยลง ย้อนไปปี ๒๕๕๕ หรือประมาณ ๑๒ ปีที่แล้ว มูลค่าการค้ารวมอยู่ที่ ประมาณ ๗๖๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ มาปีที่แล้วเหลือประมาณ ๔๘๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ อันดับคู่ค้าจากเดิมอยู่ที่ ๕๒ ตกลงมาอยู่ที่ ๖๐ ส่งออกเคยส่งออกได้ ๓๗๖ ล้านดอลลาร์ สหรัฐ วันนี้เหลือไม่ถึง ๓๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐครับ นั่นหมายความว่าการค้าเสรีหรือ ข้อตกลงการค้าเสรี FTA แต่ละฉบับดีแน่นอน มีโอกาสแน่นอน แต่ไม่ใช่ว่าทุกฉบับจะคุ้มค่า หรือตอบโจทย์เรื่องภาษีประชาชนที่ลงไป ถ้าไปดู FTA ไทย-เปรู โดยเฉพาะยิ่งน่าสนใจ ในแง่ การใช้สิทธิประโยชน์หรือที่เรามักจะใช้เป็นภาษาอังกฤษว่า FTA Utilization จากปี ๒๕๖๕ เรามีการใช้สิทธิประโยชน์ FTA ไทย-เปรู ที่ประมาณ ๑๐.๙ เปอร์เซ็นต์ มาปีที่แล้วปี ๒๕๖๖ การใช้สิทธิประโยชน์ไม่เพิ่มขึ้นเลยครับ อยู่ที่ประมาณ ๑๑.๗ เปอร์เซ็นต์ จากตัวเลข การค้ารวมและการใช้สิทธิประโยชน์ที่เอามาแสดงให้ท่านประธาน ตลอดจนเพื่อนสมาชิก ในที่ประชุมแห่งนี้จะเห็นว่า FTA บางฉบับนี้สร้างประโยชน์ได้ค่อนข้างต่ำ ไม่คุ้มกับกำลังแรง กำลังทรัพยากรของพี่น้องข้าราชการที่ต้องบินไปบินมา ต้องเจรจากับคู่ค้าหลายรอบ ดังนั้น สิ่งที่อยากจะฝากสำหรับรัฐบาลหรือสื่อสารไปยังการเจรจาการค้า FTA ผมคิดว่ามีอย่างน้อย ๓ เรื่องที่อยากจะฝากไว้ครับ ในการประชุมกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร เราเคยเชิญพี่น้องกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศมาหารือว่าปกติแล้ว ประเทศหนึ่ง ๆ ควรมีการทำแผนว่าจะเจรจา FTA ประเทศใดบ้าง เพื่อให้เห็นภาพว่าปีนี้ ปีหน้าจะมีประเทศไหน สิ่งหนึ่งที่อาจจะได้คำตอบที่ไม่ชัดคือแผนยุทธศาสตร์ของประเทศ นี่ละครับ ว่าเราจะวางประเทศในการเจรจากับคู่ค้าใดบ้าง วันนี้เราอาจจะจิ้มว่าเราอยาก เจรจากับประเทศนี้ แล้วไปศึกษาว่ามันคุ้มค่าหรือเปล่า แน่นอนผลการศึกษาออกมาคุ้มค่า แน่นอน จะมีสินค้าหลายอย่างที่ได้ศักยภาพในการส่งออก จะเพิ่มการส่งออกได้มากขึ้น แต่เราไม่ได้เปรียบเทียบค่าเสียโอกาสกับประเทศอื่น ๆ อันนี้จึงอยากสื่อสารผ่านไปยังรัฐบาล ที่เร่งเจรจา FTA ซึ่งเป็นเรื่องดีมาก ๆ แต่อาจจะจำเป็นต้องศึกษาในภาพรวมว่าอะไรควรเป็น ก่อนหรือหลัง ประเทศไหนสำคัญมากหรือน้อย ซึ่งจะเกิดประโยชน์แล้วก็คุ้มค่ากับการลงทุน ลงแรง
ประการที่ ๒ ผมคิดว่าการมีจุดยืนในการเจรจาการค้าระหว่างประเทศก็เป็น เรื่องสำคัญ ยิ่งรัฐบาลปัจจุบันกำลังมุ่งสู่การเจรจาการค้า FTA ไทย-สหภาพยุโรป หลายเรื่อง ที่กรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ติดตามแล้วได้รับเรื่องร้องเรียนจาก พี่น้องภาคประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเข้าถึงยาหรือสิทธิบัตรยา ซึ่งแน่นอนจะได้รับ ผลกระทบจาก FTA ไทย-สหภาพยุโรป หรือประเด็นข้อตกลงเรื่องพันธุ์พืช UPOV
อีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งสำคัญมาก ๆ ซึ่งเป็นเงื่อนไขในการเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป และรัฐบาลจะต้องกำหนดจุดยืนที่ชัดตั้งแต่วันนี้ ก็คือข้อตกลง เรื่อง การเปิดตลาดการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ที่เมื่อก่อนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของไทยยังสามารถ ให้แต้มต่อกับผู้ประกอบการในประเทศ ยังสามารถให้แต้มต่อกับผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดเล็ก หรือบัญชีนวัตกรรมต่าง ๆ สิ่งนี้กำลังจะหายไปในการเจรจา FTA ฉบับ ไทย-สหภาพยุโรป รัฐบาลก็จำเป็นต้องกำหนดจุดยืนตั้งแต่วันนี้ ที่สำคัญอยากจะแชร์ ให้รัฐบาลเห็น ก็คือในหลาย ๆ ประเทศ เขามีแนวทางการกำกับในการเจรจาที่ดี เช่น ก่อนเจรจาเขาบอกเลยว่าเขามีการเปิดหารือหรือการรับฟังสาธารณะ เช่น ประเทศ สหราชอาณาจักรหรืออังกฤษก่อนเริ่มเจรจาการค้า รัฐบาลโดย Department Of Business And Trade จะเปิด Public Consultation เพื่อให้ทุกภาคส่วนที่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีความ เสี่ยงได้รับผลกระทบสามารถสื่อสารถึงรัฐบาล ถึงข้อกังวลต่าง ๆ ได้
ประเด็นสุดท้ายครับ เรื่อง FTA เราไปเจรจามาแล้ว ลงแรงมาแล้ว เราต้องใช้ประโยชน์ให้เต็มที่ เราจำเป็นต้องกลับไปทบทวน FTA ฉบับเก่า ๆ ที่เราใช้อยู่ ว่าวันนี้ภาคเอกชนเขาเข้าถึงการใช้ประโยชน์ได้เพียงพอมากหรือยัง มีอะไรที่รัฐบาลสามารถ ลดข้อจำกัดหรืออุปสรรคที่ทำให้เอกชน โดยเฉพาะรายเล็กรายย่อยที่ไม่เคยส่งออกให้หันมา ส่งออกได้ภายใต้ FTA นี้ วันนี้ FTA Utilization ที่รัฐบาลนำมาคำนวณ ส่วนใหญ่เกิดจาก ผู้ประกอบการหรือผู้ส่งออกรายเดิม ๆ ที่ใช้ประโยชน์อยู่แล้ว ทำอย่างไรจึงจะขยายประโยชน์ ของ FTA ไปสู่ผู้ประกอบการที่ไม่เคยส่งออก ส่วนใหญ่เป็นขนาดกลางและขนาดเล็ก ได้เพิ่มขึ้น ดังนั้นสุดท้ายนี้ผมในฐานะสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ อยากจะสื่อสารไปยังรัฐบาลว่า การเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ท่านจำเป็นต้องกำหนดยุทธศาสตร์ ต้องวางแผนว่าจะ กำหนดจุดยืนของประเทศนี้อย่างไร เพื่อช่วยให้การเจรจาการค้าเสรีประเทศนี้ได้ประโยชน์ สูงสุด แน่นอนครับ มาถึงจังหวะนี้แล้วพวกเราเห็นด้วยกับข้อตกลงการค้าฉบับนี้ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดศรีสะเกษ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เป็นที่ยอมรับกันในแวดวงวิชาการและในหลักเศรษฐศาสตร์นะครับ ว่าการทำ FTA หรือการทำข้อตกลงทางการค้าเสรีนั้นเป็นสิ่งที่ควรจะทำในทางเศรษฐศาสตร์ ทั้งนี้เนื่องจากด้วยหลักของเศรษฐศาสตร์นั้นเราทราบกันดีว่าประเทศใดที่มีความชำนาญ ในเรื่องใดก็ควรจะผลิตเฉพาะสินค้าประเภทนั้น แล้วก็นำเข้าสินค้าที่ประเทศอื่นมีความ ชำนาญในการผลิตมากกว่า แต่นี่เป็นหลักทางวิชาการครับท่านประธาน ในทางปฏิบัตินั้น มีข้อจำกัดทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรม ทำให้การทำข้อตกลง ทางการค้าเสรีไม่สามารถที่จะทำได้แบบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ จึงต้องมีการทำ FTA อย่างที่เรา พบกันอยู่ปัจจุบันนี้ คือมีการลดภาษีเป็น ๐ ในบางส่วน แล้วก็บางส่วนก็สงวนไว้นะครับ ซึ่งก็เป็นลักษณะปกติครับ นอกจากนี้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๗๘ ก็ได้ ระบุว่าการทำหนังสือสัญญาที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจ สังคม การเมือง หรือการค้า การลงทุนนั้นจะต้องให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบ และรัฐจะต้องมีมาตรการที่จะเยียวยา ความเสียหายที่อาจจะเกิดกับผู้ได้รับผลกระทบด้วย ซึ่งก็เป็นการแก้ไขปัญหาที่เราเผชิญอยู่ ในเรื่องของ FTA ครับท่านประธาน การที่จะพิจารณาว่าการทำ FTA ระหว่างไทยกับศรีลังกา นั้นมีความเหมาะสมหรือไม่ ผมอยากจะขออนุญาตยกตัวอย่างประเทศที่ประสบความสำเร็จ ในการทำ FTA สัก ๒ ประเทศครับ ประเทศแรก คือประเทศสิงคโปร์ ประเทศสิงคโปร์นั้น มีการทำ FTA กับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ๖๔ ประเทศ แล้วมีการค้าขายกับประเทศต่าง ๆ เหล่านี้ถึง ๙๕ เปอร์เซ็นต์ของการค้าทั้งหมด ประเทศที่สิงคโปร์มีการทำ FTA แต่ไทยไม่ได้ทำ FTA ด้วย ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ได้แก่ สหภาพยุโรป ประเทศอังกฤษ แล้วก็แคนาดา ยกตัวอย่างนะครับ และประเทศสิงคโปร์หลังจากที่ทำ FTA ท่านก็คงทราบว่าปัจจุบันถึงจะ ไม่ใช่ส่วนหนึ่งทั้งหมด แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญ ประเทศสิงคโปร์ก็กลายเป็นประเทศที่มี GDP ต่อหัวสูงเป็นอันดับ ๗ ของโลก ซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่พัฒนาไปไกลมาก ซึ่งผมเห็นว่า เรื่องของ FTA นี้เป็นส่วนสำคัญ ทำให้สิงคโปร์ได้เป็นศูนย์กลางทางการเงินของโลกด้วย ประเทศอีกประเทศหนึ่งที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงก็คือประเทศเวียดนาม มีการทำ FTA กับ ๕๔ ประเทศทั่วโลก มีประเทศที่ประเทศไทยยังไม่ได้ทำ FTA ก็ได้แก่ สหราช อาณาจักร สหภาพยุโรป ๒๗ ประเทศ ประเทศแคนาดา เป็นต้น ซึ่งการที่ประเทศเวียดนาม มีการทำ FTA กับประเทศต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้ประเทศเวียดนามมีแต้มต่อทางเศรษฐกิจ ค่อนข้างสูง ถ้าท่านประธานจำได้ ๒๐ ปีที่แล้วประเทศเวียดนามล้าหลังประเทศไทย เป็นอย่างมาก แต่ปัจจุบันนี้ประเทศไทยส่งออกน้อยกว่าประเทศเวียดนาม ประเทศไทย มีการค้าระหว่างประเทศน้อยกว่าประเทศเวียดนาม ซึ่งถ้าจะอธิบายผมก็ขออนุญาตอธิบาย สั้น ๆ ครับ ยกตัวอย่างประเทศเวียดนามมีการทำ FTA กับประเทศสหภาพยุโรป ๒๗ ประเทศ เวลาที่ประเทศไทยซึ่งขายสินค้าทำนองเดียวกันกับประเทศเวียดนาม พยายาม ที่จะแข่งขันชิงตลาดกับประเทศเวียดนามในตลาดของ EU ก็จะเป็นไปได้ด้วยความ ยากลำบาก เนื่องจาก EU เก็บภาษีจากเวียดนามถูกกว่าประเทศไทย และมีเงื่อนไข มีอุปสรรคในการค้าน้อยกว่า มีอุปสรรคในเรื่องของการลงทุนน้อยกว่า ดังนั้นเวียดนาม จึงได้เปรียบประเทศไทยเป็นอย่างมากในตลาดของ EU แล้วผลกระทบไม่ได้มีเฉพาะประเทศ EU เท่านั้นครับ เวลาที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งก็ทำ FTA กับไทย แล้วก็ทำ FTA กับเวียดนามด้วย เวลาจะพิจารณาว่าจะลงทุนประเทศไหน ระหว่างไทย กับเวียดนาม ก็พิจารณาไม่ยากครับ ว่าเวียดมีแต้มต่อมากกว่า เพราะว่าถ้าลงทุนในเวียดนาม สามารถที่จะได้ตลาดสหภาพยุโรป ๒๗ ประเทศด้วย เราจึงพบว่ามีประเทศต่าง ๆ หรือ ผู้ประกอบการจำนวนมากย้ายฐานการผลิตไปประเทศเวียดนาม แม้แต่ประเทศสหรัฐอเมริกา เองก็ตามที ถ้าหากว่าต้องเลือกระหว่างประเทศเวียดนามกับประเทศไทย ตอนนี้แต้มต่อของเรา ก็น้อยกว่าประเทศเวียดนามเป็นอันมากนะครับท่านประธาน ดังนั้นการทำ FTA ระหว่างไทย กับศรีลังกา จึงเป็นการช่วยเพิ่มแต้มต่อให้กับประเทศไทยในการแข่งขันในตลาดโลกครับ ท่านประธาน ซึ่งประเทศศรีลังกาถ้าจะพิจารณาโดยภาพรวมสินค้าต่าง ๆ ที่ศรีลังกามีกับ สินค้าที่เราทำอยู่ค่อนข้างที่จะเสริมกัน ไม่ได้แข่งขันกันโดยตรง จะมีบางตัวที่มีการแข่งขันกัน บ้าง ก็อย่างเช่น เสื้อผ้าสำเร็จรูปนะครับท่านประธาน ซึ่งประเทศไทยปัจจุบันก็มีการนำเข้า จากศรีลังกาด้วย แล้วผลกระทบของการทำ FTA ก็อาจจะมีผลเรื่องนี้ แต่ว่าเรื่องนี้ก็คงจะไม่ มากเท่าไรครับ เพราะว่าเราก็ต้องแข่งขันกับสินค้านำเข้าในเรื่องเสื้อผ้าสำเร็จรูปกับประเทศ อื่น ๆ อยู่แล้ว จึงมีผลไม่มากครับท่านประธาน จึงอาจจะกล่าวได้ว่าการทำ FTA กับศรีลังกา นั้นทำให้ประเทศไทยดีขึ้นนะครับ คือเราจะส่งออกสินค้าได้มากขึ้น เราจะมีการนำสินค้าจาก ศรีลังกามากขึ้น ทำให้ผู้บริโภคไทยได้รับประโยชน์มากขึ้น เนื่องจากมีดูเรื่องสินค้ามากขึ้น แล้วก็จะได้ราคาที่ดีขึ้น ในขณะเดียวกันผู้ประกอบการภายในที่อาจจะได้รับผลกระทบก็คง จะไม่มากนัก ตามที่ผมได้กล่าวไปแล้วนะครับ ท้ายนี้ขอเวลาสั้น ๆ ไม่ยาวครับ ก็ขออนุญาต เป็นข้อสรุปและข้อเสนอแนะครับ
ประเด็นที่ ๑ ก็คือเราควรจะทำ FTA กับประเทศศรีลังกาครับ
ประเด็นที่ ๒ การทำ FTA กับศรีลังกานั้นถือว่าเป็นการช่วยเหลือ มิตรประเทศที่สำคัญไทยคือศรีลังกา ปัจจุบันนี้ศรีลังกาเราทราบกันดีว่ามีปัญหาทาง เศรษฐกิจ ต้องรับความช่วยเหลือจาก IMF ซึ่งเป็นปัญหาเศรษฐกิจใกล้เคียงกับต้มยำกุ้งของ ไทยในอดีต ซึ่งตอนนี้ก็จะเป็นประเด็นที่ทำให้มีข้อเสนอแนะข้อที่ ๓ ครับ
ประเด็นที่ ๓ ตอนนี้ทางศรีลังกาก็คงจะต้องมีความจำเป็นจะต้องขาย รัฐวิสาหกิจ หรือผู้ประกอบการศรีลังกาก็อาจจะต้องขายสินทรัพย์จำนวนหนึ่ง ก็จะเป็น โอกาสที่ผู้ประกอบการไทย ถ้าหากจะไปร่วมมือกับทางผู้ประกอบการของประเทศศรีลังกา ในการทำธุรกิจต่าง ๆ เหล่านี้ก็เป็นการเปิดโอกาสอีกอย่างหนึ่งครับ
ประเด็นที่ ๔ ก็ขออนุญาตเสนอแนะไปว่าเราควรจะเร่งทำ FTA กับสหภาพ ยุโรป เนื่องจากว่าสหภาพยุโรปนั้นมีการค้ากับประเทศไทยสูงถึง ๔๒ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมากกว่าประเทศศรีลังกามาก ศรีลังกานี้เรามีการค้ากับศรีลังกาเพียงประมาณ ๔๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้นนะครับ ถ้าทำกับสหภาพยุโรปเราจะได้ประโยชน์เยอะกว่าครับ
ประเด็นสุดท้าย ก็อยากจะฝากท่านพิจารณาครับ ว่าถ้าหากจะพิจารณาเพิ่ม ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งปัจจุบันจะเป็นอยู่ในรูปของ TIFA หรือ ข้อตกลงในเรื่องของการค้าและการลงทุน ถ้าหากว่าสามารถเพิ่มความสัมพันธ์เป็นรูปของ FTA ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกาก็จะได้ประโยชน์เยอะครับ เพราะว่ามูลค่าการค้าระหว่าง ไทยกับสหรัฐนั้นสูงถึง ๗๙ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และเราได้ดุลจากสหรัฐอเมริกาจำนวนมาก ก็ขออนุญาตเป็นข้อสรุปและข้อเสนอแนะ ขอบพระคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณครับ เดี๋ยวเหลือ ฝ่ายค้านท่านสุดท้ายนะครับ แล้วหลังจากนั้นก็ไปรัฐบาลก็เหลืออีก ๒ ท่าน ก็จะใช้เวลา ๙ นาทีเท่านั้น รัฐบาลเตรียมชี้แจงได้นะครับ ฝ่ายค้านท่านสุดท้าย เชิญคุณจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอใช้เวลาสั้น ๆ นะครับ เพื่อสนับสนุน FTA ไทย-ศรีลังกา ฉบับนี้ ในฐานะผู้ที่เคยมีส่วนสำคัญในการผลักดันร่วมกับเพื่อนข้าราชการ จากกระทรวงพาณิชย์และทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องขณะดำรงตำแหน่งเป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ขออนุญาตกราบเรียนว่าความจริง FTA ฉบับนี้ เริ่มเจรจาครั้งแรกตั้งแต่ วันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๖๑ เมื่อสัก ๕ ปีกว่า ๆ ที่ผ่านมา แต่ก็ ชะงักงันไป ที่สำคัญเกิดจากสถานการณ์ภายในของประเทศศรีลังกา รวมทั้งอาจจะเกี่ยวพัน กับสถานการณ์โควิดในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาด้วย จนกระทั่งทำให้ทุกอย่างต้องชะลอไป แล้วก็มาเริ่มต้นได้อีกครั้งหนึ่งในช่วงปีที่แล้ว คือปี ๒๕๖๖ ได้มีการเร่งรัดการเจรจาจนกระทั่ง นำมาสู่การลงนามได้ เมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ปีนี้ ตอนที่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาพอดี ซึ่งผล ของการจัดทำ FTA ฉบับนี้จะทำให้ประเทศไทยของเรามี FTA เพิ่มขึ้นจาก ๑๔ ฉบับ เป็น ๑๕ ฉบับ และทำให้จำนวนประเทศที่เราทำ FTA ด้วยเพิ่มจาก ๑๘ ประเทศ เป็น ๑๙ ประเทศ ซึ่งจะมีผลดีในการช่วยเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับศรีลังกา แม้เมื่อ เทียบสัดส่วนที่เราทำการค้ากับโลกแล้วจะไม่มากนัก แต่ว่ามันก็ช่วยเพิ่ม ผมเชื่อว่าอย่างนั้น รวมทั้งทำให้ตัวเลขการค้าของประเทศของเราเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งผมมีประเด็นที่จำเป็นต้อง ลุกขึ้นพูดนิดเดียวครับ อยากจะฝากรัฐบาลให้ช่วยเร่งรัด FTA อย่างน้อยอีก ๓ ฉบับ ซึ่งผม ก็เชื่อว่าอยู่ในแผนของกระทรวงพาณิชย์อยู่แล้ว แล้วก็ผมขออนุญาตพูดไว้เพื่อที่จะให้เห็นว่า อย่างน้อยผมคนหนึ่งที่จะช่วยสนับสนุนต่อไป
ฉบับที่ ๑ ก็คือ FTA ไทย-สหภาพยุโรป ที่พวกเราพูดกันหลายท่านในช่วง ที่ผ่านมาสหภาพยุโรปมี ๒๗ ประเทศครับ ถ้าเราประสบความสำเร็จในการลงนาม FTA ไทย-สหภาพยุโรป จะทำให้ตัวเลขจำนวนประเทศเพิ่มทันที จาก ๑๙ บวก ๒๗ กลายเป็น เท่าไร ท่านประธานนับดูแล้ว และสำหรับการเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป ความจริง ได้เริ่มต้นมาหลายปีแล้ว แต่สุดท้ายชะงักงันไปหลายปี จนกระทั่งล่าสุดผมนำคณะไปเจรจา กับรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีการค้าของสหภาพยุโรปด้วยตัวเองที่บรัสเซลส์ แล้วก็ ทำให้เราสามารถนับ ๑ การเปิดการเจรจากันได้อีกครั้งหนึ่งครับ เมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม ปีที่แล้ว ปี ๒๕๖๖ ขณะที่ผมยังเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก็ขอฝากรัฐบาลได้ตามเรื่องนี้ต่อ ซึ่งก็เชื่อว่ากำลังดำเนินการอยู่
ฉบับที่ ๒ ก็คือ FTA ไทย-AFTA ซึ่งประกอบด้วย ๔ ประเทศด้วยกัน คือ ไอร์แลนด์ นอร์เวย์ สวิตเซอร์แลนด์ แล้วก็ลิกเตนสไตน์ ซึ่งผมก็ได้นำคณะเดินทางไปที่ ไอร์แลนด์ แล้วก็ได้ไปร่วมกันประกาศกับรัฐมนตรีจาก ๔ ประเทศด้วยกัน ว่าเราจะเริ่มต้น การเจรจา FTA อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๖๕ เรื่องนี้ถ้าประสบ ความสำเร็จจะทำให้เรามีโอกาสในการที่จะมี FTA กับประเทศยุโรปเป็นฉบับแรก ถ้าไทย-EU ยังไม่เสร็จ
ฉบับสุดท้ายที่ขออนุญาตฝากไว้ ก็คือไทยกับ UAE หรือสหรัฐอาหรับ เอมิเรตส์ ซึ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นประตูการค้าไปสู่ ตะวันออกกลาง ถ้าเราทำ FTA กับ UAE ได้ สินค้าเราก็จะไหลผ่าน UAE ไปสู่ประเทศ ตะวันออกกลางได้ รวมทั้งประเทศในกลุ่มอ่าวอาหรับด้วย อันนี้ก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ซึ่งผมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของ UAE ได้เริ่มกันประกาศการเจรจา อย่างเป็นทางการแล้วที่จังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม ปีที่แล้ว ปี ๒๕๖๖ ที่ผ่านมา ผมก็หวังว่ารัฐบาลจะดำเนินการเรื่องนี้โดยเร็วต่อไป เพื่อประโยชน์ของการค้าของประเทศ และประเทศคู่ค้า FTA ของเราต่อไป และจะมีผลสำคัญในการที่จะทำให้เราไม่ถูกทิ้งห่าง จากเวียดนามมากนัก ถ้าประสบความสำเร็จทั้ง ๓ ฉบับนี้เพิ่มเติม เพราะแทนที่เราจะมี FTA ๑๕ ฉบับ ๑๙ ประเทศ จะทำให้เราเพิ่มเป็น ๑๘ ฉบับ และเพิ่มจาก ๑๙ ประเทศ ถ้าผมนับตัวเลขเร็ว ๆ ไม่ผิดก็คือจะเพิ่มเป็น ๕๑ ประเทศต่อไป ขอบคุณมากครับ ผมสนับสนุน FTA ฉบับนี้ครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไป ขอเชิญ คุณทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย ครับ ใช้เวลา ๔ นาที เชิญครับ
กราบเรียน ประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรจังหวัดนครสวรรค์ เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา การลงนามตกลง การค้าเสรีระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกานั้น ถือว่าเป็นการลงนามความตกลงการค้าเสรี ฉบับที่ ๑๕ ของประเทศไทย และเป็นความตกลง การค้าเสรีฉบับแรกที่ได้ลงนามในรัฐบาลชุดปัจจุบันนี้ โดยมี ท่านเศรษฐา ทวีสิน เป็น นายกรัฐมนตรี แสดงถึงความมุ่งมั่นของทั้ง ๒ ประเทศ ที่ยกระดับความสัมพันธ์อันดียิ่ง ปัจจุบันประเทศศรีลังกาถือว่าเป็นประเทศที่กำลังพัฒนา มีศักยภาพและมีปัจจัยที่เอื้อต่อ การค้าการลงทุน มีภูมิภาคโดดเด่นและมีความเป็นไปได้ในการเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ เป็นประตูสู่ภูมิภาคเอเชียใต้ มีประชากร ๑,๒๐๐ ล้านคน อีกทั้งยังเป็นฐานกระจายสินค้าไป ยังภูมิภาคตะวันออกกลาง แอฟริกาและยุโรป ประเทศศรีลังกายังมีนโยบายเปิดการลงทุน จากต่างประเทศเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ เน้นการดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศ ดังนั้นจึงเป็น โอกาสสำหรับประเทศไทยที่จะสามารถใช้ประโยชน์จากการทำข้อตกลงการค้าเสรีระหว่าง ประเทศไทยกับศรีลังกา ทั้งนี้ก็จะทำให้ปริมาณการส่งออกของประเทศไทยเพิ่มขึ้น และทำ ให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจภาคการผลิตของไทยที่ได้ประโยชน์เพราะประเทศศรีลังกา ลดภาษีนำเข้า ทำให้สินค้าส่งออกของไทย ส่งออกได้เพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีผลผลิตราคาและทุน การค้าสูงขึ้น
โดยสรุป การจัดทำข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างราชอาณาจักรไทยและ สาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกาในครั้งนี้ควรได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อให้ผู้ประกอบการใช้จุดเด่นของประเทศศรีลังกา ให้เป็นประโยชน์ อาทิ การลงทุนตั้ง โรงงานผลิตเกษตรแปรรูป เนื่องจากประเทศศรีลังกามีค่าแรงขั้นต่ำ แรงงานต่ำ และใช้เป็น ศูนย์การกระจายสินค้าไปทั่วภูมิภาคเอเชียใต้ อื่น ๆ ได้แก่ ประเทศอินเดีย ประเทศ ปากีสถาน ประเทศบังคลาเทศ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนได้มาก รวมไปถึงปริมาณผลิตเสื้อผ้าที่ใช้ ใยจากธรรมชาติ หรือวัตถุดิบการเกษตรในศรีลังกา หรือนำจากประเทศไทยไปผลิตเสื้อผ้า รักษ์โลก หรือเสื้อผ้ายั่งยืนที่เป็นแนวใหม่ของโลก เพื่อส่งออกไปจำหน่ายในเอเชียใต้ ยุโรป สหรัฐอเมริกา รวมถึงทั่วโลก ในโอกาสที่ศรีลังกายังได้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร หรือ GSP จากหลายประเทศที่พัฒนาแล้ว นอกจากนี้ประเทศไทยมีจุดเด่นด้านบริการท่องเที่ยวและ โรงแรม ที่ประเทศศรีลังกามีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย ดังนั้นนักลงทุนในภาคท่องเที่ยวและ โรงแรมทั้งเดิม และใหม่ของประเทศไทย สามารถใช้ประโยชน์ในการขยายการลงทุนได้ ท่านประธานครับ ผมมีข้อคิดเห็น ผลกระทบที่ผ่านมาทุกข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศ เช่น FTA ไทยกับออสเตรเลีย หรือกลุ่ม AEC ผู้ที่ได้ผลประโยชน์คือกลุ่มที่มีโอกาสทางธุรกิจ แต่ผลกระทบกลับตกอยู่กับชาวไร่ชาวนาที่ด้อยโอกาส เพราะธัญพืช วัตถุดิบจำนวนมาก เข้ามาทุ่มแย่งตลาดผลผลิตที่ได้จากชาวไร่ชาวนา จนกระทบกับราคาผลผลิตภายในประเทศ และสภาพคล่องทางการค้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ในประเทศ โดยเฉพาะข้าวโพด มันสำปะหลัง รำข้าว ปลายข้าว ที่มีผลกระทบจากการที่เราศึกษาไม่รอบคอบที่ผ่านมา ทำให้เป็นภาระ รัฐบาลถึงทุกวันนี้สุดท้ายผมขอชื่นชมรัฐบาลที่มีความตั้งใจ โดยท่านภูมิธรรม เวชยชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ทำข้อตกลงการค้าจนประสบความสำเร็จครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานสภาครับ
ท่านสุดท้ายครับ ขอเชิญ คุณพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมเห็นด้วยกับ FTA ระหว่างไทยกับศรีลังกานะครับ แต่ผมจะมีข้อสังเกตที่สำคัญที่สุด ท่านประธานครับ ในอาเซียนนี้ประเทศที่ทำ FTA กับทั่วโลกมากที่สุดก็คือประเทศเวียดนาม วันนี้ประเทศไทย เราพ้นจากเผด็จการมาพอสมควรแล้ว ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลชุดนี้จะดำเนินการทำข้อตกลง การค้าเสรีกับหลาย ๆ ประเทศให้เทียบเท่ากับประเทศเวียดนามหรือแซงหน้าประเทศ เวียดนาม ก็จะเป็นผลดีกับการค้าของประเทศไทย ท่านประธานครับ ในเล่มนี้ ๘๗ ตอน นะครับท่านรัฐมนตรี เดี๋ยวท่านต้องตอบผมนะครับ ๘๗ ตอนนี้ ผมดูแล้วการค้าอันดับ ๑ ของประเทศไทย การนำเข้าส่งออกที่สำคัญที่สุดกับประเทศศรีลังกาก็คืออัญมณี ท่านรัฐมนตรีครับ อัญมณี ปี ๒๕๖๕ เราส่งออก ๖๒๙ ล้านบาท ปี ๒๕๖๖ ส่งออก ๑,๑๘๘ ล้านบาท การนำเข้าครับ ปี ๒๕๖๕ ๑,๙๑๘ ล้านบาท ปี ๒๕๖๖ นำเข้า ๓,๒๑๙ ล้านบาท นี่คือการค้าอันดับ ๑ ระหว่างไทยกับศรีลังกา มูลค่าการนำเข้าส่งออก ปี ๒๕๖๕ มูลค่า ๒,๕๔๗ ล้านบาท ปี ๒๕๖๖ ๔,๔๐๗ ล้านบาท นี่คือการค้าอันดับ ๑ นะครับ เสร็จแล้ว วัตถุดิบเรื่องอัญมณีที่ประเทศไทยติดอันดับโลกอยู่ทุกวันนี้ เราติด ๑ ใน ๓ ของโลกนะครับ เรื่องเพชรพลอย อัญมณีที่นำเข้าส่งออกอยู่ทุกวันนี้ ประเทศไทยมีฝีมือดีครับ ประเทศ ศรีลังกาคือแหล่งวัตถุดิบที่สำคัญที่สุด ในการผลิตแปรรูปอัญมณีส่งออกทั่วโลก แต่การค้า อันดับ ๑ ทำไมไม่มีในนี้ครับ เจ้าหน้าที่ช่วยตอบ ๘๗ ตอน ไม่มีอัญมณีอยู่ในการค้าเสรี ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องสำคัญที่สุด เดี๋ยวตอบผมนะครับ ท่านประธานครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ เมื่อวันจันทร์กับวันอังคารนี้ประเทศเกาหลี ทูตเกาหลีก็มา มาที่รัฐสภา ก็บอกว่าช่วยเร่ง รัฐบาลหน่อย เรื่อง FTA เกาหลีใต้กับประเทศไทยนะครับ แล้วก็วันอังคารเยอรมันก็มาที่ รัฐสภาอีก เป็นตัวแทนของสหภาพยุโรป มาบอกว่าขอให้รัฐบาลช่วยเร่ง FTA ระหว่างไทยกับ สหภาพยุโรป โดยประเทศเยอรมันเป็นหัวหอกที่จะทำ FTA กับประเทศไทยนะครับ อย่างไร ก็ฝากท่านรัฐมนตรีว่าเรื่องอัญมณีนี้สำคัญที่สุด เป็นแหล่งวัตถุดิบที่จะทำให้ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางอัญมณีของโลกได้ ขอบคุณครับ
ขอบคุณคุณพิเชษฐ์มากครับ อยู่ข้างบนนาน ๆ ไม่ได้พูด ลงไปข้างล่างได้พูดบ้างก็ดีครับ ต่อไปรัฐบาลจะได้ตอบ ผมขอเชิญ ท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอกเข้ามา หลังจากรัฐบาลตอบแล้วอาจจะมีการโหวตเพื่อให้ความ เห็นชอบข้อตกลงนี้นะครับ ขอเชิญด้วยนะครับ ท่านสมาชิกที่อยู่ที่นี่ แล้วก็อาจจะอยู่ที่ ห้องอาหาร ถ้าใครผ่านไปบอกด้วยนะครับว่า เดี๋ยวรัฐบาลตอบแล้วก็จะมีการลงมตินะครับ เชิญครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ ทุกท่านนะครับ ต้องกราบขอบพระคุณสมาชิกรัฐสภาทุกท่านที่ให้ความสนใจและสนับสนุน เรื่อง FTA เพราะเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยเราจริง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในภาวะที่เศรษฐกิจของโลกมีผลกระเทือน และภาวะเศรษฐกิจเราก็อยู่ในภาวะวิกฤติ เช่นเดียวกัน การทำ FTA กับที่ต่าง ๆ จะช่วยเปิดทางให้เราสามารถที่จะมีเงื่อนไขที่เป็น ประโยชน์ต่อการค้าขายทั้งหมดได้ ผมฟังท่านสมาชิกรัฐสภาทุกท่านพูด จริง ๆ ก็ยังไม่เห็น มีใครไม่สนับสนุน อันนี้เป็นเรื่องที่ต้องขอบคุณและน่ายินดียิ่งนะครับ เพราะว่าสิ่งที่มีส่วนค้าน ก็ไม่ถึงกับค้านนะครับ ถือว่าเป็นการตั้งข้อสังเกตว่ามีเรื่องที่อยาก สอบถามหรือมีเรื่องที่อยากจะเพิ่มเติม ซึ่งรัฐบาลก็รับไว้ด้วยความจริงใจ แล้วก็จะไป ดำเนินการต่าง ๆ ที่ยังเป็นประเด็นที่ไม่ Clear เดี๋ยวเราจะตอบให้ท่านได้รับฟังเพื่อให้ท่าน สบายใจว่ารัฐบาลได้ดำเนินการเรื่องนี้อย่างเห็นประโยชน์สูงสุด แล้วก็ได้ดำเนินการอย่าง รอบคอบเพื่อที่จะให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชน แล้วหลายเรื่องที่ท่านได้พูด ได้ถามมา ก็เป็นเรื่องที่เราได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว อาจจะมีปัญหาบ้าง ที่เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติท่านหนึ่งบอกว่าเราส่งเอกสารเร็วเกินไป ๒ ชั่วโมงเอง อ่านไม่ทัน เป็นภาษาอังกฤษหมด กราบเรียนอย่างนี้ครับ ว่าจริง ๆ ข้อตกลง FTA นี้ เราลงนามวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ แล้วเราได้มีการเผยแพร่ความตกลง FTA อันนี้ เมื่อวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ เพราะฉะนั้นตั้งแต่วันที่ ๔ กุมภาพันธ์มา เอกสารชุดนี้ได้มีการเผยแพร่ ต่อสาธารณะทั้งหมดแล้ว แล้วก็เกี่ยวกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ผู้มีส่วนได้เสียเราก็ได้มีการหารือ สอบถามได้ สำหรับรัฐสภา เราได้ทำเป็นเล่มส่งให้สภาตั้งแต่เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๕ มีนาคม จำนวน ๗๕๐ เล่ม ตั้งแต่วันที่ ๒๕ มาจนถึงวันนี้ซึ่งมีการอภิปราย ถือว่าส่งล่วงหน้ามาแล้ว ๔-๕ วัน อยากจะกราบเรียนว่าข้อห่วงใยท่านเป็นข้อห่วงใยของเราเหมือนกัน เราเอง เราอยากให้การเสนอทุกอย่างให้สมาชิกรัฐสภาได้มีโอกาสได้ศึกษา ไม่ได้มีปัญหาที่ต้องการ จะหลบเลี่ยงอะไรอย่างไร เพราะเราถือว่าเราเสนอสิ่งที่ดีให้กับประเทศชาติ แล้วก็อยากให้ สภาได้รับรู้ แล้วก็อยากฟังข้อคิดเห็นของรัฐสภา ซึ่งถ้าอันไหนมีปัญหาที่ต้องแก้ไขเราจะได้ นำไปแก้ไขปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ ให้ดียิ่งขึ้น นี่เป็นประเด็นแรก
ประเด็นที่ ๒ ที่บอกว่าวิธีการตั้งหัวข้อการเจรจาไทย-ศรีลังกา ทำไมตั้งแบบนี้ ตั้งแบบอื่นได้บ้างไหม หรือว่าทำไมไม่ตั้งออกนอกกรอบบ้าง ผมคิดว่าจริง ๆ รัฐบาลปัจจุบัน เป็นรัฐบาลที่กล้าคิดนอกกรอบอยู่แล้วครับ อะไรที่คิดนอกกรอบแล้วเป็นประโยชน์ได้ เรากล้าคิดอยู่แล้ว แต่ว่าเรื่องนี้ เรื่องของไทย-ศรีลังกา ในการเจรจาจัดทำกรอบการเจรจา ความตกลง FTA ระหว่างกัน มันได้สรุปไปแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ โดยคณะรัฐมนตรีเห็นชอบ เมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๑ กรอบอันนี้มันถูกวางมาและมีมติออกมารองรับในการ ดำเนินงาน เพราะฉะนั้นตั้งแต่ผมเข้ามาทีนี่และได้คุยกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในกระทรวง พาณิชย์ เราได้ใช้กรอบการเจรจาที่ ครม. ได้อนุมัติเมื่อปี ๒๕๖๑ หรือ TOR ดังกล่าว ในการตั้งหัวข้อการเจรจา ซึ่งเป็นหัวข้อตามปกติทั่วไปใน FTA เพราะฉะนั้นใน FTA ส่วนใหญ่ก็จะมีหัวข้อประมาณนี้ สาระสำคัญไม่ใช่อยู่ที่การตั้งหัวข้อ สาระสำคัญอยู่ที่การทำ ให้หัวข้อนั้นมีประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ให้เป็นประโยชน์กับประเทศชาติให้ได้มากที่สุด ซึ่งอันนี้ เราตระหนักแล้วเราได้ดำเนินการอย่างดี เพราะฉะนั้นหัวข้อตามปกติทั่วไปที่ตั้งอยู่ใน FTA ทุกฉบับที่ผ่านมาก็ดำเนินการตามนี้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญของหัวข้อมันอยู่ที่ ๒ ฝ่าย เห็นพ้องต้องกัน เวลาเราคุยในสิ่งที่เป็นประโยชน์ ๒ ฝ่าย กว่าจะสร้างประโยชน์ร่วมได้ มันต้องหาช่องทางเจรจา เอาช่องทางที่ทั้ง ๒ ฝ่ายได้ประโยชน์ แล้วเราไม่ได้ละเลยสิ่งที่ท่าน กังวล ก็เป็นสิ่งที่เราทำอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว
ส่วนที่ว่าทำไมเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างไม่อยู่ภายใต้กรอบ FTA ฉบับนี้ อยากกราบเรียนอย่างนี้ครับ เนื่องจากทั้งไทยและศรีลังกายังไม่เคยมี FTA ที่มีการเปิดตลาด การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ซึ่งหากทั้ง ๒ ฝ่าย เห็นว่าในอนาคตถ้าต้องการความร่วมมือในเรื่อง นี้ ความตกลงก็สามารถเปิดโอกาสให้มีการทบทวนได้เพื่อหารือเรื่องเปิดตลาดจัดซื้อจัดจ้าง เราวางไว้ ๕ ปี ถามว่าเร็วเกินไปไหม นี่คือเหตุผลนะครับ ๕ ปี ก็กำลังดี พอเหมาะพอควร ที่ทุกประเทศต่างก็เห็นว่าเวลานี้เป็นเวลาที่ทบทวน แล้วการทบทวนนั้น ๕ ปีข้างหน้า อะไรมันเปลี่ยนแปลง ที่เราวางไว้ในกรอบขนาดนี้ก็เพราะคิดว่าโลกปัจจุบันนี้ โลกมัน เปลี่ยนแปลงเร็วมาก กติกาการค้าการขายทั้งหมดมันเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ภาวะเศรษฐกิจ สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของโลกเปลี่ยนแปลงเร็วมาก เพราะฉะนั้นเราวางไว้ ๕ ปี ก็เพื่อให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกที่มันเกิดอยู่ ในปัจจุบัน เดี๋ยวนี้การเปลี่ยนแปลงกติกาการค้าการขาย หรือการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ ต่าง ๆ มันไม่ได้ช้าเหมือนในอดีตนะครับ มันเร็วมาก คืนหนึ่ง วันหนึ่ง ๒ วัน ก็มีการ เปลี่ยนแปลงได้แล้ว เพราะฉะนั้น ๕ ปี ก็เป็นเรื่องที่เราวางไว้นะครับ เป็นกติกาที่ทุกฝ่าย ก็เห็นชอบ แต่ถ้าหากว่ามันมีอะไรที่เร็วกว่านี้หรือไกลมากกว่านี้ ผมว่าทั้ง ๒ ฝ่าย สามารถ ที่จะตกลงคุยกันได้ เพราะตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจร่วมกัน ก็กราบเรียนนะครับ
ส่วนประเด็นเรื่องการขาดดุลการค้า ที่ผ่านมาไทยได้ดุลการค้าต่อศรีลังกา แล้วก็ดุลการค้าลดลงอย่างต่อเนื่อง อย่างที่ท่านสมาชิกมีความกังวลใจ ขอกราบเรียนว่า สถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจในประเทศศรีลังกามีปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เนื่องจากความไม่สงบแล้ว ก็ยังมีเรื่องของ โควิด-๑๙ ซึ่งทำให้ศรีลังกาประสบปัญหาทาง เศรษฐกิจมากในช่วงปัจจุบันหลายปีที่ผ่านมานี้ เพราะฉะนั้นทำให้การค้าต่าง ๆ ลดลงนะครับ ศรีลังกาจึงขาดดุลการค้ากับไทย ดุลการค้ากับไทยก็ลดลงด้วย อย่างไรก็ดีถ้าดูสถิติการค้า ปีที่แล้ว ปี ๒๕๖๖ มูลค่าการค้าระหว่างกัน เมื่อเทียบปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น ๑๖ เปอร์เซ็นต์ ก็ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีนะครับ ถือว่าเรื่องนี้ก็ทำให้เชื่อมั่นได้ว่าเมื่อมี FTA ต่อกัน ก็จะให้ การค้าระหว่างกันและกันเพิ่มมากขึ้น อันนี้ก็เป็นข้อที่ท่านสบายใจได้มากขึ้นนะครับ ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ ว่าผลกระทบที่อาจเกิดจากการเปิดตลาดการค้าของไทย ทางเรา ได้ระมัดระวังและพิจารณามาโดยตลอด การเปิดตลาดการค้าสินค้าของไทยอาจมีการนำเข้า สินค้าจากศรีลังกาเพิ่มขึ้น อันนี้เราตระหนักรู้นะครับ อย่างเช่น ชาศรีลังกามีศักยภาพในการ ส่งออกสินค้าใบชาดำนะครับ ปัจจุบันไทยกำหนดปริมาณโควตาที่ผูกพันไว้กับ WTO ในสินค้าชา ครอบคลุมทั้งชาเขียวและชาดำ รวมเป็นปริมาณปีละ ๖๒๕ ตัน อัตราภาษีใน โควตา ๓๐ เปอร์เซ็นต์ นอกโควตา ๙๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นก็ไม่น่ากังวลอะไร เรื่องมะพร้าวฝอย ไทยกำหนดปริมาณโควตาที่ผูกพันไว้กับ WTO ในสินค้ามะพร้าว ครอบคลุมทั้งมะพร้าวและมะพร้าวฝอย รวมปริมาณปีละ ๒,๔๒๗ ตัน มีการจัดสรรโควตาให้ มะพร้าว ปีละ ๒,๓๑๗ ตัน และมะพร้าวฝอย ๑๑๐ ตัน อัตราภาษีในโควตา ๒๐ เปอร์เซ็นต์ นอกโควตา ๕๔ เปอร์เซ็นต์ ท่านจะเห็นได้ว่ามันก็เป็นการจัดสรรในข้อตกลง WTO ที่เรามีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นอย่างไรก็ตามมันก็เป็นการจัดสรรที่ไม่ได้เพิ่มในโควตา ที่เราตกลงไว้ตั้งแต่ต้น อย่างไรก็ดีก็อยากจะกราบเรียนท่านครับ ว่าเรายังคงสงวนสิทธิ การยกเว้นอากรให้สินค้าดังกล่าวของศรีลังกา เฉพาะการนำเข้าที่อยู่ภายในปริมาณโควตา ภายใต้ WTO เท่านั้น เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่จะไม่กระทบกระเทือนใด ๆ กับสิ่งที่ท่านได้พูดไว้ นะครับ
อีกประเด็นหนึ่ง เรื่องการเปิดตลาดการค้าบริการและผลกระทบ ผมอยาก กราบเรียนอย่างนี้ว่า การเปิดตลาดการค้าบริการของไทยอยู่บนพื้นฐานของกฎหมายปัจจุบัน ไม่ต้องแก้ไขกฎหมายภายใน เพื่อปฏิบัติตามพันธกรณี และอยู่บนพื้นฐานของข้อผูกพัน การเปิดตลาดภายใต้ความตกลง RCEP ซึ่งมีจำนวนสาขาที่นำมาผูกพันน้อยกว่า RCEP และAFTA ไทยเปิดตลาดให้ศรีลังกาเข้ามาถือหุ้นข้างมากในกิจการสาขาบริการคอมพิวเตอร์ บริการวิจัยและพัฒนา บริการเช่า เช่าซื้อ บริการอุดมศึกษา เฉพาะวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี บริการโทรคมนาคมแบบที่ไม่มีโครงข่ายเป็นของตนเอง บริการด้าน สิ่งแวดล้อมและบริการซ่อมบำรุงเรือ ขนาดไม่ต่ำกว่า ๑๐๐,๐๐๐ DWT โดยอนุญาตให้ ต่างชาติถือหุ้นในกิจการได้ถึงร้อยละ ๗๐ ซึ่งเป็นสาขาบริการที่มีผู้ให้บริการจำนวนน้อย และขาดแคลน เป็นสาขาที่ส่งผลให้เกิดการสนับสนุนการลดต้นทุนในห่วงโซ่อุปทาน และการผลิตภายในประเทศ ข้อผูกพันของศรีลังกา ผูกพันในสาขาบริการต่าง ๆ บริการ ธุรกิจ บริการโทรคมนาคม บริการก่อสร้าง บริการจัดจำหน่าย หรือบริการด้านการเงิน รวมประกันภัย ซึ่งในนี้ทั้งหมดผมก็ได้กล่าวรายงานสรุปตั้งแต่เบื้องต้นแล้ว คิดว่าส่วนต่าง ๆ เหล่านี้ก็คงเป็นคำตอบให้ท่านได้เข้าใจในส่วนเสริมที่ท่านได้มีข้อคิดเห็น และข้อระมัดระวังอยู่ ซึ่งเราก็จะเก็บข้อระมัดระวังนั้นไปพยายามจะดูแล้วก็พิจารณา ให้ครบถ้วนทั้งหมดที่มันจะเกิดขึ้นในอนาคต โอกาสทางการลงทุนของไทยในศรีลังกา ผมคิดว่ามันได้ประโยชน์ทั้ง ๒ ประเทศ อาหารแปรรูป บรรจุภัณฑ์ ยา อุปกรณ์ทาง การแพทย์ เครื่องแต่งกาย สิ่งทอและเครื่องประดับ ชิ้นส่วนยานยนต์ สิ่งเหล่านี้ในสาขา การลงทุนในศรีลังกาที่นักลงทุนไทยอาจสนใจ ได้แก่ สาขาการเกษตรและการแปรรูปอาหาร อันนี้เราจะสามารถทำได้มาก สาขาการโรงแรมและสาขาการแพทย์ ซึ่งเป็นสาขา ที่ผู้ประกอบการไทยมีความเชี่ยวชาญ นอกจากนี้กิจกรรมทางธุรกิจในโครงการ Colombo Port City ที่น่าจะสอดคล้องกับศักยภาพของนักลงทุนไทย ผมคิดว่าศรีลังกามีผลผลิต ด้านประมงและการเกษตรจำนวนมาก นักธุรกิจไทยสามารถเข้าไปลงทุนด้านอุตสาหกรรม ประมงและอุตสาหกรรมต่อเนื่องได้อย่างดี โดยอาจรับซื้อสินค้าประมงจากผู้ประกอบการ เพราะว่าในศรีลังกาเองเขายังไม่มีเทคโนโลยีหรือไม่เชี่ยวชาญในการที่จะเก็บรักษาวัตถุดิบ สินค้าเกษตรต่าง ๆ ผลผลิตจำนวนมากของศรีลังกาได้ถูกปล่อยให้ผลผลิตเน่าเสีย ถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นถ้าหากผู้ประกอบการไทยเข้าไปจัดการในเรื่องเหล่านี้ เราจะ สามารถมีผลผลิตและสามารถแปรรูปเป็นมูลค่าเพิ่มที่สำคัญให้กับไทยได้อย่างเต็มที่ อย่างที่ กราบเรียนไปแล้วนะครับว่า ๕ ปี ก็ไม่มีปัญหาอะไร สามารถตกลงพูดคุยกันได้ในสภาวะ ที่ประเทศไทยต้องติดตามให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงในโลก ส่วนใหญ่ก็ได้ตอบไปแล้วนะครับ
เรื่องที่เมื่อสักครู่ท่านจุรินทร์พูดถึงเรื่อง FTA ที่เราควรทำ แล้วก็ FTA ที่ทำ ต่อเนื่องมา อันนี้ก็ปฏิเสธไม่ได้ครับว่า FTA ทำมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ เป็นการเริ่มต้น แต่ว่ามันก็ หยุดชะงักไปในช่วงที่เศรษฐกิจกับโรคระบาดมันดำเนินการ รัฐบาลนี้เข้ามาก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ นะครับ ก็หยิบเอาเรื่องที่คิดว่าควรจะเป็นประโยชน์ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นผลงานที่ผ่านมา จากตรงไหนก็ตาม เอามาปรับปรุง เอามาดูแล แล้วก็มาเจรจาเพื่อให้เกิดข้อสรุปที่ดีที่สุด FTA ตัวนี้ก็เช่นกัน อีกส่วนหนึ่งที่ได้พูดถึงขอให้เราเร่งจัดทำ FTA ไทย-ยุโรป ก็ดี ไทย-AFTA ก็ดี หรือของ UAE ก็ดี ต้องกราบเรียนว่าเราเห็นความสำคัญของเรื่องเหล่านี้อยู่แล้วเช่นกัน ไม่ได้มีปัญหาอะไร อย่างไรไทย-ยุโรป จริง ๆ ที่บอกว่าเขามาเร่งเราแล้วก็บอกว่าให้มาเร่ง รัฐบาล ให้ทำ FTA ด้วย แต่ผมกราบเรียนท่านว่าเราคุยกับตัวแทนของประเทศต่าง ๆ ของเขา ทุกครั้งเราก็บอกว่าให้เขาช่วยเร่ง ช่วยสนับสนุนการเจรจา FTA กับเราเหมือนกัน เพราะฉะนั้นความรู้สึกตรงนี้เราตรงกันครับ เราก็พยายามที่จะจัดการเรื่องต่าง ๆ นี้ให้ดีที่สุด เวลานี้เราก็ทยอย ไม่ว่าท่านนายกรัฐมนตรีก็ดี ผมก็ดี เราก็พยายามที่จะดำเนินการในเรื่องนี้ อย่างเร่งด่วน อย่างไทยกับสหภาพยุโรป ปีนี้เราก็ทำไปเข้าใจว่า ๒ ครั้ง หรือ ๓ ครั้งแล้ว แล้วก็จะพยายามทำต่อไป แต่ต้องกราบเรียนครับ ว่าเรื่องของไทยกับสหภาพยุโรปนี้ เนื่องจากสหภาพยุโรปมีประเทศจำนวนมากในการเจรจา เพราะฉะนั้นการคุยกันในเรื่องที่ให้ มันตรงเป้าหมายทุกส่วนนี้มันก็ต้องใช้เวลานะครับ แต่ว่าเราไม่ได้นิ่งนอนใจและไม่ย่อท้อ เราพยายามที่ Clear พยายามที่จะคุย พยายามที่จะทำให้เกิดความเข้าใจตรงกันให้มากที่สุด นะครับ ผมได้เจอกับทางผู้นำของประเทศต่าง ๆ เหล่านี้ทุกครั้ง เราก็จะพูดถึงเรื่องนี้ แล้วเรา พูดว่าเรายอมรับกฎกติกาโลกอยู่แล้ว แต่กฎกติกาโลกนั้นต้องสอดรับและให้โอกาสประเทศ เล็ก ๆ อย่างประเทศไทยหรือประเทศอื่น ๆ ได้มีการปรับตัวด้วย เพราะฉะนั้นการจัดทำ FTA นอกจากกฎต่าง ๆ ระเบียบต่าง ๆ แล้ว ยังต้องคำนึงถึงความเป็นจริงของแต่ละประเทศ ที่จะเข้ามาทำให้มันเหมาะสมแล้วก็สามารถที่จะทำให้ทั้ง ๒ ฝ่าย อยู่ร่วมกันได้อย่างปกติ ประชาชน ๒ ประเทศ อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ส่วนเรื่อง UAE ผมเพิ่งบินไป UAE แล้วก็ได้พบกับรัฐมนตรีการค้าของ UAE ในช่วงที่มีการประชุมรัฐมนตรีการค้าที่ UAE เราก็ ได้คุยกันในทิศทางที่เป็นประโยชน์มาก เราพยายามที่จะทำให้เรื่องนี้เป็นผลสำเร็จได้อีกเรื่องหนึ่ง ผมคาดว่าอีกไม่นานน่าจะสำเร็จ เพราะเราติดขัดกันอยู่แค่บางประเด็น ซึ่งผมก็ได้พยายามที่จะหารือกับฝ่ายไทยทั้งหมด ที่เกี่ยวข้อง เพื่อจะหาข้อสรุปต่าง ๆ ส่วนอันไหนที่ยังเป็นปัญหา ทิศทางของผมก็คือพยายาม ที่จะขอเว้นไปก่อน แล้วก็เอาส่วนที่ทำได้มาทำได้ก่อน ผมเชื่อว่า UAE เราน่าจะสรุปได้น่าจะ ปลายปีนี้นะครับ ส่วนเรื่องของ AFTA ก็เป็นเรื่องที่เรายังคุยกันอยู่ต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นเรื่อง ที่ให้เราเร่งดำเนินการติดตามทำงาน หรืออะไรต่าง ๆ ท่านไม่ต้องกังวลนะครับ เรากำลังเร่ง ทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิด FTA ฉบับใหม่ ๆ ไม่ใช่แค่อยู่ที่ฉบับแรก จะมี ๒ ๓ ๔ ๕ ต่อเนื่องไปอย่างตลอดนะครับ ก็เกือบหมดแล้วนะครับ
เรื่องแนวทางการกำหนดคู่ค้าเจรจา FTA ที่ผ่านมา โดยไทยเรายึดหลัก ผลประโยชน์ของชาติที่สอดคล้องกับนโยบายเศรษฐกิจ และนโยบายการต่างประเทศ ในภาพรวม อันนี้ก็เรียนยืนยัน โดยอาจจะพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ ในการกำหนดประเทศ คู่เจรจาควบคู่กันไปด้วยนะครับ อย่างประเด็นแรก ประเทศหรือกลุ่มประเทศที่เป็นคู่ค้า ดั้งเดิมที่มีสัดส่วนการค้ากับไทยที่สูงนะครับ อันที่ ๒ ประเทศหรือกลุ่มประเทศตลาดใหม่ที่มี ศักยภาพที่มีสัดส่วนการค้าที่ทยอยสูงขึ้นนะครับ อันที่ ๓ ประเทศหรือกลุ่มประเทศที่เป็น แหล่งวัตถุดิบ เป็นปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพและราคาต่ำ ซึ่งจะช่วยสร้างความแข็งแกร่ง ให้ระบบห่วงโซ่อุปทานของไทย อันที่ ๔ ประเทศหรือกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพด้านการค้า การลงทุน อาจเป็นประตูเชื่อมโยงการค้าการลงทุนไปสู่ประเทศใกล้เคียง อันที่ ๕ ประเทศ หรือกลุ่มประเทศที่มีความสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจเป็นกลไกสร้างความแน่นแฟ้น ระหว่างไทยกับคู่เจรจา ในกรณีที่อาจจะมีการค้าขายระหว่างกันน้อย อาจจะมีมิติอื่น ๆ เข้ามาด้วยนะครับ ก็กราบเรียนนะครับ อย่างประเทศศรีลังกา ตรงกับที่หลายท่านพูดครับ ว่า ประเทศเขาเป็นประเทศที่มีความสำคัญทางด้านภูมิรัฐศาสตร์นะครับ เขาเป็นจุดเชื่อม ระหว่าง ๒ ทะเลใหญ่ แล้วก็เป็นจุดที่สามารถเชื่อมอินโดกับตะวันออกกลางได้นะครับ เพราะฉะนั้นการที่เราไปค้าขายกับศรีลังกา แม้จะเป็นมูลค่าที่ไม่มากนักหรือจำนวน ไม่มากนัก เพราะประเทศเขาประชากรน้อย แต่ว่าสิ่งที่เราทำและเราคิดไกลไปกว่านั้นก็คือ เราหวังว่าศรีลังกาจะเป็นฐานที่เราสามารถจะเปิดประตูเข้าไปสู่เอเชียใต้ และเอเชีย ตะวันออกกลางได้มากขึ้น UAE ก็เหมือนกันครับ สิ่งที่เราคิดถึงเราคิดว่า UAE มีความ ต้องการสินค้าทางการเกษตรเรามาก แล้วก็คิดว่าถ้าเราเข้าไปที่ UAE ได้ โอกาสในการที่จะ เปิดตลาดเข้าไปสู่ตะวันออกกลาง แล้วก็ไปสู่แอฟริกาได้ เพราะฉะนั้นเรามองทั้งระบบ รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ได้กำหนดให้พวกเราทำงาน ประสานงาน เป็นชุดเดียวกัน มีการสร้างทีมไทยแลนด์ขึ้นมา ผมเองผมอยู่กระทรวงพาณิชย์ซึ่งต้องรับ นโยบาย ผมก็สร้างทีมพาณิชย์ขึ้นมา และเราก็หวังว่าเราจะเปิดตลาด โดยได้กำหนด ๑๐ กลุ่มประเทศเป้าหมาย ในการที่เราจะบุกเบิก เพราะฉะนั้นตอนนี้เรากำลังดำเนินการ อย่างนี้อยู่อย่างเต็มที่นะครับ ส่วนการหารือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างต่อเนื่อง ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการเจรจา โดยเราขอยืนยันนะครับ ว่าเราได้ดำเนินการเป็นระยะ ๆ ตามที่ ผมได้นำเรียนต่อที่ประชุมรัฐสภาไปเมื่อก่อนหน้านี้ หลังจากนี้ทางกระทรวงพาณิชย์ ก็ได้มีการวางแผนไว้เรียบร้อยแล้วว่าจะจัดลงพื้นที่เพื่อเผยแพร่ให้ข้อมูล และผู้ประกอบการ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เพื่อให้ได้ใช้ประโยชน์ตามข้อตกลงนี้อย่างเต็มที่ ผมอยาก กราบเรียนท่านนะครับ ว่านโยบายที่รัฐบาลนี้ใส่ใจ และที่ผมกำหนดให้เป็นนโยบาย ที่กระทรวงพาณิชย์ คือ ๑. เราให้ความสำคัญกับคนตัวเล็กครับ คนตัวเล็กคือประชาชน ที่ยากจน ลำบาก เราพยายามจะมองทุกอย่างโดยการเซ็น FTA กับที่ต่าง ๆ ประโยชน์ ทั้งหมดเราสนใจคนตัวเล็ก เราให้ความสำคัญตรงนี้อย่างแน่นอน คนตัวเล็กไม่ได้หมายถึง บุคคลอย่างเดียวนะครับ แม้กระทั่งองค์กร หรือกลุ่ม SME นี้ก็ถือว่าเป็นคนตัวเล็กที่เราให้ ความใส่ใจ และเราก็เชื่อได้ว่า SME จะต้องได้รับการดูแลมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เราถือเป็นนโยบายนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงที่มีเรื่องกิจกรรมที่เกี่ยวกับ SME เราถือเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะว่า SME เป็นฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจในหลายประเทศ พิสูจน์ทราบ ให้เห็นสิ่งนี้ เพราะฉะนั้นการเติบโตของ SME มันทำให้ฐานเศรษฐกิจทั้งประเทศเติบโต เพราะฉะนั้นวันนี้เราให้ความสำคัญกับ SME อย่างมาก ทุกอย่างที่เราทำพยายามวนเข้าไปสู่ เรื่องการสนับสนุนให้ SME มีความเข้มแข็งและแข็งแรง อะไรที่เป็นข้ออุปสรรคของ SME ขณะนี้เราดูอย่างเต็มที่ แล้วเราพยายามแก้ไขอย่างเต็มที่นะครับ
ก็อยากจะเรียนเพิ่มเติมที่บอกว่าเราจะลงพื้นที่อย่างเต็มที่ ในปี ๒๕๖๗ เราจะมีโครงการเพิ่มศักยภาพของเกษตรกรไทยในยุคการค้าเสรีร่วมกับสภาเกษตรกร แห่งชาติ ประมาณ ๓ ครั้ง ที่ได้ตกลงวางกันไว้คือประมาณเดือนมกราคม เดือนสิงหาคม เดือนพฤศจิกายนที่จังหวัดพะเยา เดือนมกราคมที่จังหวัดเชียงราย เดือนสิงหาคม และที่ จังหวัดจันทบุรีเดือนพฤศจิกายน ก็ถือเป็นจังหวัดนำร่องที่เราจะลองเข้าไปทำและเพื่อ สนับสนุน อีกส่วนหนึ่งก็คือโครงการพัฒนาความความพร้อมทางการค้าของสหกรณ์ไทย สู่การค้าเสรี ในเดือนกุมภาพันธ์ มีนาคม ธันวาคม เราก็จะลงไปที่จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดขอนแก่น และจังหวัดพัทลุง ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ ว่าวันนี้เราให้ความสำคัญกับ คนหนุ่มคนสาวซึ่งมีบทบาทสำคัญที่จะมองถึงอนาคตข้างหน้า มองถึงชีวิตทางเศรษฐกิจของ พี่น้องประชาชนในจังหวัดของเขา เวลานี้เราลงไปเราก็พยายามจะให้กลุ่มคนเหล่านี้ได้ ประโยชน์สูงสุด แล้วก็เป็นตัวแทนในการที่จะเชื่อมโยงไปสู่การให้ความรู้กับพี่น้องประชาชน เกษตรกร เพื่อให้เขาเติบโตขึ้นมาอย่างแข็งแรง วันนี้เราทำงานร่วมกับสภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย แล้วก็หน่วยราชการในต่างจังหวัดต่าง ๆ เวลานี้เรา พยายามที่จะให้มีการประชุมประสานงานกันอย่างเต็มที่ เดิมก็มีอยู่ ไม่ใช่ว่าไม่มี แต่ปัจจุบันนี้ โลกที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้เกิดการตื่นตัวตรงนี้มากขึ้น โรคโควิด-๑๙ ทำให้คนกลับพื้นที่ กลับจังหวัด แล้วก็รู้สึกว่าการอยู่ในจังหวัดของตัวเองนั้นมีคุณค่ามาก เพราะฉะนั้นการที่ทำ ให้เขามีบทบาทในการที่จะประสานความร่วมมือต่าง ๆ ในการที่จะทำเศรษฐกิจขึ้นมา เรายัง คิดที่จะสร้าง Smart Farmer เพื่อจะประสานงานกับทั้งลูกหลานของคนมีสตางค์และมีความรู้ ในจังหวัดมาช่วยกันคิด เพราะคนหนุ่มคนสาวเขากล้าที่จะคิดในสิ่งที่งดงามและดี ๆ เพราะฉะนั้น ตรงนี้ก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่เราพยายามจะหาทางออก แล้วก็พยายามจะดำเนินการอย่างเต็มที่
เมื่อสักครู่ที่พูดไปยังมีเรื่องที่เราจะสร้างเครือข่ายเชื่อมโยง ๔ จังหวัดภาคใต้ สู่ตลาดการค้าเสรีอาเซียน ตอนนี้มีแผนที่จะจัด ๒ ครั้ง เดือนมีนาคมและเดือนกรกฎาคมที่ จังหวัดสงขลา และจังหวัดยะลา มีนาคมก็ใกล้แล้ว ก็อาจจะต้องจัดให้เร็วขึ้น ส่วนสินค้าอัญ มณีและเครื่องประดับที่ท่านสมาชิกได้พูดถึง อัญมณีและเครื่องประดับเป็นสินค้าที่ศรีลังกา เปิดตลาดให้กับไทยภายใต้ FTA ฉบับนี้ โดยเป็นสินค้าที่มีการลดภาษีเป็น ๐ เปอร์เซ็นต์ ทันทีที่ข้อตกลงนี้มีผลใช้บังคับ ก็ต้องกราบเรียนว่าเราใส่ใจ ไม่ใช่ไม่ใส่ใจ เรารู้ว่าอัญมณีเป็น สินค้าส่งออกอันดับต้น ๆ ของไทยแล้วก็เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก เวลานี้เราไม่มีวัตถุดิบ ไม่มีเพชรพลอย เราต้องใช้จากการนำเข้าจากต่างประเทศ แต่สิ่งที่เราทำอยู่ก็คือเราเป็นเลิศ ในเรื่องของคนเจียระไน ในเรื่องของเทคนิคในการทำอัญมณีให้มีความเหมาะสมและถูกต้อง แล้วก็สวยงาม เพราะฉะนั้นตรงนี้เราให้ความสำคัญ ไม่ได้ละเลยครับ อยากกราบเรียน ท่านสมาชิกนะครับ
สุดท้าย เรื่องมาตรการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบเพื่อใช้รองรับการเปิด การค้าเสรี เรารู้ว่าในโลกทุนนิยมเวลาเราเปิดการค้าเสรีขึ้นมา เราเป็นประเทศเล็ก ประเทศกลาง เราก็จะสู้กับประเทศใหญ่ได้ยาก แต่เราก็พยายามที่จะพูดคุยกันตลอด เพราะว่าผมยึดหลัก จุดสมดุล เพราะว่าผมคิดว่าประเทศใหญ่หรือประเทศเล็กก็ตามมันไม่มีใครอยู่ได้ด้วย ตัวคนเดียว ประเทศใหญ่จะอยู่ได้ประเทศเล็กก็ต้องเติบโตได้ มันถึงจะสามารถสมดุลได้แล้ว และผมเชื่อว่าการสร้างประโยชน์ร่วมเป็นจุดสำคัญที่ทำให้ทุกคนคุยกันได้ และทำให้โลกเดิน ไปได้อย่างสันติ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราเจรจา FTA เรายึดหลักสร้างความสมดุล เอาใจใส่คน ตัวน้อยตัวเล็กให้ได้ประโยชน์จากการทำ FTA นั้นอย่างเต็มที่ ส่วนเรื่องผลกระทบกระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างเสนอกองทุนช่วยเหลือเพื่อการปรับตัว ของภาคการผลิตและภาคบริการที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า อันนี้ก็เลย เห็นว่าเป็นที่สนใจรัฐสภา ก็ต้องขอบคุณมาก ผมจะถือโอกาสนี้ขอรับการเสนอสภาแห่งนี้ ในการสนับสนุนการออกพระราชบัญญัติกองทุน FTA ที่กระทรวงพาณิชย์กำลังจะเสนอด้วย แล้วก็จะตรงกับเจตนารมณ์ของท่านว่าเราคิดถึงผู้ที่จะได้รับผลกระทบแล้วก็หาทาง ที่จะช่วยแก้ไข ส่วนปัจจุบันนี้รัฐบาลมีกองทุนที่ดูแลผู้ได้รับผลกระทบอยู่ที่กระทรวงเกษตร และสหกรณ์อย่างเดียว ก็คือรัฐบาลมีกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคการเกษตร เพื่อเพิ่ม ขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศภายใต้ความรับผิดชอบกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ ก็อยากจะกราบเรียนว่าเราใช้เวลากันพอสมควร แล้วก็ดีใจที่สมาชิกทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล และทางวุฒิสภาให้ความสำคัญกับการจัดทำเรื่องนี้ ผมก็กราบเรียนท่านอย่างนี้ ว่าเรายินดีที่จะรับฟังข้อเสนอและข้อสังเกตของท่านทั้งหมด นำไปปรับปรุงเพื่อให้ได้ ประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับประเทศอย่างเต็มที่ แล้วทั้งหมดที่ท่านกังวลใจหรือห่วงใย ที่อยากให้มีการแก้ไขปรับปรุง และทำให้ FTA เร่งมากขึ้น มากฉบับขึ้น ผมกราบเรียนว่า อยู่ในแผนการของกระทรวงพาณิชย์แล้วและกำลังจะเริ่มดำเนินการ ผมเชื่อว่า ปี ๒๕๖๗ ท่านจะได้รับฟังข่าวดีในการทำ FTA ที่มีความคืบหน้าหรือประสบความสำเร็จ แล้วก็ อีกหลายฉบับ ต้องกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติด้วยครับ และกราบ ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณท่านรอง นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์นะครับ ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุม ว่าจะให้ความเห็นชอบความตกลงการค้าเสรีระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐสังคม นิยมประชาธิปไตยศรีลังกา หรือไม่ ก่อนจะลงมติผมขอตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ
(นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุม ทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
ขอเชิญท่านสมาชิกที่อยู่ ข้างนอกเข้ามาเพื่อจะลงมติจะให้ความเห็นชอบกับข้อตกลงนี้หรือไม่ครับ ท่านที่เข้ามา ในห้องประชุมแล้วกรุณาเสียบบัตรและแสดงตนนะครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ท่านสมาชิกที่เข้ามาได้กรุณา เสียบบัตรแล้วก็แสดงตนนะครับ สมาชิกท่านใดที่เข้ามาแล้วยังไม่ได้แสดงตนครับ กำลังเข้ามาอีกหลายท่านครับ
ท่านประธานครับ
เชิญครับ
ท่านประธานครับ ณัฐวุฒิ บัวประทุม ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ระหว่างรอเพื่อนสมาชิก อยากจะรบกวนท่านประธานเน้นย้ำให้ท่านสมาชิกได้ตรวจสอบการแสดงตนด้วยครับ เพราะต้องเรียนเพื่อนสมาชิกว่าสัปดาห์ที่ผ่านมาในการลงมติช่องอิเล็กทรอนิกส์ค่อนข้าง มีปัญหา ฉะนั้นอยากจะให้แต่ละท่านได้ตรวจสอบอีกครั้งหนึ่งว่าไฟติดหรือไม่ติดประการใด จะได้ไม่มีความผิดพลาดในการลงมติครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากครับ สมาชิก กรุณาให้ชัดเจนนะครับ ท่านได้กดบัตรแล้วก็มีสัญญาณไฟขึ้นมาว่าได้แสดงตนแล้วนะครับ เดี๋ยวรอสักครู่นะครับ เพราะว่ากำลังเดินมาครับ
ท่านประธาน ๒๑๐ แสดงตนครับ
๒๑๐ แสดงตนครับ เจ้าหน้าที่จดไว้ด้วยนะครับ ท่านใดที่มีปัญหาแล้วก็ไม่สามารถแสดงตนได้ กรุณาบอกด้วย นะครับ ทุกท่านกดบัตรแสดงตนแล้วนะครับ ผมขอปิดการแสดงตนนะครับ เจ้าหน้าที่ แสดงผลด้วยนะครับ ผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมด ๕๗๘ บวก ๑ เป็น ๕๗๙ นะครับ
ต่อไปผมจะถามว่า ผู้ใดเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ ท่านสมาชิกครับ เมื่อท่าน ได้กดบัตรแสดงตนแล้ว ต่อไปจะเป็นการลงมติครับ ท่านผู้ใดเห็นชอบกับข้อตกลงนี้ กรุณา กดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดไม่เห็นชอบ กรุณากดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นว่าควรงด ออกเสียง กรุณากดปุ่ม งดออกเสียง เชิญลงมติได้นะครับ
กราบเรียนท่าน ประธานครับผม ประมวล พงศ์ถาวราเดช ครับ ๒๑๐ สส. เห็นด้วยครับ
เห็นด้วยนะครับ จดไว้ด้วย นะครับ ท่านสมาชิกท่านใดยังไม่ได้ลงมติบ้างครับ ถ้าลงมติพร้อมกันแล้วนะครับ เจ้าหน้าที่ แสดงผลด้วยนะครับ จำนวนผู้ลงมติ ๕๘๒ ท่านนะครับ เห็นด้วย ๕๘๐ ท่าน งดออกเสียง ๒ ท่าน
ขออนุญาตครับ
เชิญครับ
ผม พลตำรวจตรี ปรัชญ์ชัย ใจชาญสุขกิจ สมาชิกวุฒิสภาครับ หมายเลข ๑๐๗ เห็นชอบครับ
เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานครับ ผม ภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ เห็นชอบครับ กดแล้วไฟไม่ขึ้นครับ
ไม่เป็นอะไร ท่านออก เสียงก็ได้ว่าท่านหมายเลขเท่าไร แล้วก็ท่านจะเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ เชิญครับ บอกชื่อ แล้วก็บอกหมายเลขด้วยครับ เชิญครับ คนแรก ถ้าคิดว่าเจ้าหน้าที่ยังไม่ชัดเจน บอกซ้ำอีก ครั้งก็ได้ครับ ต่อไปเลยครับ เพราะว่าแสดงผลแล้วเดี๋ยวก็บันทึกไว้นะครับ
ท่านประธานครับ ภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ สส. หมายเลข ๒๘๐ เห็นด้วยครับ
๒๘๐ เห็นด้วยนะครับ อันนี้เราบันทึกไว้ก่อน เพราะว่าคะแนนเรียบร้อยแล้ว เดี๋ยวเจ้าหน้าที่แสดงผลอีกทีครับ ขณะนี้มีผู้มาลงคะแนน ๕๘๒ ท่าน เห็นด้วย ๕๘๐ ท่าน งดออกเสียง ๒ ท่าน ส่วนที่มา ลงคะแนนภายหลังนี้ก็ถือว่าจดบันทึกไว้ก็แล้วกัน ไม่มีปัญหานะครับ ข้อตกลงนี้ที่ประชุมนี้ เห็นชอบให้รัฐบาลไปดำเนินการได้ต่อไปครับ ขอบพระคุณครับท่านสมาชิกทุกท่าน ขอบคุณ ท่านรองนายกรัฐมนตรี แล้วก็คณะรัฐมนตรีด้วยนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องด่วน
- เรื่องด่วนที่ ๔ เรื่อง ขอเสนอญัตติตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พุทธศักราช ๒๕๖๓ ข้อ ๓๑ ให้รัฐสภามีมติขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหา เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ (๒) ซึ่งรองศาสตราจารย์ ชูศักดิ์ ศิรินิล เป็นผู้เสนอนะครับ เชิญท่านอาจารย์ชูศักดิ์ นำเสนอได้ แต่ว่าก่อนที่อาจารย์ ชูศักดิ์จะนำเสนอ ก็อยากจะเรียนว่าวิปทั้ง ๓ ฝ่าย ได้ตกลงแล้วว่าจะให้เวลาอภิปราย ฝ่ายค้าน ๒ ชั่วโมง รัฐบาล ๒ ชั่วโมง แล้วก็วุฒิสภา ๒ ชั่วโมงครับ
ท่านประธานครับ
เชิญครับ
ท่านประธาน ขออนุญาตครับ ผม เอกราช อุดมอำนวย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ตรงนี้ไม่ได้ยินเสียงเลยครับ ท่านประธาน รบกวนให้ฝ่ายโสตเพิ่มเสียงหน่อยได้ไหมครับ ไม่ได้ยินจริง ๆ เลยครับ
ไม่ได้ยินเสียงที่ประธานพูด ใช่ไหมครับ
เบามาก เลยครับท่านประธาน
ครับ ๆ ขอเริ่มใหม่ อีกครั้งหนึ่งครับ ต่อไปเราจะพิจารณาเรื่องด่วนที่ ๔
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องด่วน
- เรื่องด่วนที่ ๔ เรื่อง ขอเสนอญัตติตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พุทธศักราช ๒๕๖๓ ข้อ ๓๑ ให้รัฐสภามีมติขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหา เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ (๒) ซึ่งรองศาสตราจารย์ ชูศักดิ์ ศิรินิล เป็นผู้เสนอ
ผมขอแจ้งเพิ่มเติมเล็กน้อยว่าวิป ๓ ฝ่าย ได้ตกลงว่าเราจะใช้เวลาในการ พิจารณาเรื่องนี้ ๖ ชั่วโมง โดยจะให้ ฝ่ายค้าน ๒ ชั่วโมง รัฐบาล ๒ ชั่วโมง สมาชิกวุฒิสภา ๒ ชั่วโมง ขอให้ผู้ที่จะอภิปรายได้แจ้งจำนวนเทียบรายให้กับวิปแต่ละฝ่ายเพื่อควบคุมเวลา กันเองครับ เชิญท่านรองศาสตราจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ชูศักดิ์ ศิรินิล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย กระผมขออนุญาตท่านประธานและที่ประชุมแห่งนี้ ขอเสนอญัตติเพื่อให้รัฐสภามีมติขอให้ ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ (๒)
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมขอเสนอรายละเอียดดังต่อไปนี้ครับ กราบเรียนว่ากระผมและคณะ จำนวน ๑๒๓ ท่าน ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๕๖ (๑) และ (๒) เสนอญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยจัดทำเป็นร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ... โดยมีหลักการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๕๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราอาณาจักรไทย และเพิ่มเติมหมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ สำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร ได้มีหนังสือถึงกระผมว่า ท่านประธานรัฐสภาได้พิจารณาแล้วเห็นว่าร่าง รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีหลักการในการเพิ่มเติม หมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ย่อมเป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ จึงมิใช่ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้ตามในคำวินิจฉัย ที่ ๔/๒๕๖๔ ลงวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๖๔ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๑๑ วรรคสี่ คำวินิจฉัยของศาลโดยมีผลผูกพันรัฐสภา ประกอบกับประธานรัฐสภาจะบรรจุ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเข้าระเบียบวาระการประชุมได้ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๖๓ ข้อ ๑๑๙ จะต้องเป็นร่างแก้ไขเพิ่มเติมเป็นรายมาตรา เมื่อร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้มิใช่ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้นประธานรัฐสภาจึงไม่สามารถบรรจุร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวเข้าสู่ระเบียบ วาระการประชุมรัฐสภาได้ ท่านประธานที่เคารพครับ การที่ประธานรัฐสภาไม่บรรจุ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งกระผมกับคณะได้เสนอญัตติเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม รัฐสภา เพื่อดำเนินการต่อไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ (๒) (๘) นั้น เท่ากับประธานรัฐสภาสภาเห็นว่ารัฐสภาไม่มีหน้าที่และอำนาจ พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าว แต่กระผมเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับดังกล่าวข้างต้นเป็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ (๒) และการเสนอญัตติของกระผมและคณะ เป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ แล้ว จึงชอบที่ประธานรัฐสภาจะบรรจุร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าว เข้าระเบียบวาระการประชุมรัฐสภา และรัฐสภามีหน้าที่และอำนาจพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม โดยกระผมจะขออธิบายเหตุผลเพิ่มเติมดังต่อไปนี้ครับท่านประธานที่เคารพ
ข้อ ๑ ตามคำวินิจฉัย ที่ ๔/๒๕๖๔ ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้วินิจฉัย ณ ที่ใด เลยว่าร่างและดูที่มีหลักการในการเพิ่มเติม หมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มิใช่ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่กระผมและคณะเสนอ เป็นร่างแก้ไขเพิ่มเติมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ (๒) ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๖๓ ข้อ ๑๑๙ และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ เป็นร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมเป็นรายมาตรา ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมนี้ หากรัฐสภาพิจารณาเสร็จสิ้น ตามหลักเกณฑ์วิธีการ ตามมาตรา ๒๕๖ (๒)-(๘) ไม่ว่าจะมีการแก้ไขในมาตราใดหรือไม่ ก็ตาม เมื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย และประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ก็ยังมีผลใช้บังคับอยู่ เพียงแต่มี การแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๒๕๖ และเพิ่มบทบัญญัติ หมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่เข้าไปเท่านั้น มิใช่เป็นการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นใช้แทนรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ แต่อย่างใด
ข้อ ๒ การบรรจุร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมของกระผมกับคณะ เข้าระเบียบวาระการประชุมรัฐสภา เป็นหน้าที่และอำนาจของประธานรัฐสภาตามฐธรรมนูญ มาตรา ๘๐ และข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๖๓ ข้อ ๑๑๙ และการที่รัฐสภา พิจารณาและลงมติร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวเป็นหน้าที่และอำนาจของรัฐสภา ที่ต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๖ (๑๕) และมาตรา ๒๕๖ (๒)-(๘) และข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๖๓ ข้อ ๑๑๓ ถึงข้อ ๑๓๕ และไม่ขัดต่อคำวินิจฉัย ที่ ๔/๒๕๖๔ แต่แต่อย่างใด โดยศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจ ของรัฐสภาในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญและการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไว้ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วยวิธีการร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ในหมวด ๑๕/๑ ย่อมมีผลเป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ อันเป็นการแก้ไขหลักการสำคัญที่ผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญดั้งเดิมต้องการ ปกป้องคุ้มครองไว้ หากรัฐสภาต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องจัดให้ประชาชนผู้ทรง อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญออกเสียงประชามติเสียก่อนว่าสมควรจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือไม่ ถ้าผลของการออกเสียงประชามติเห็นชอบด้วยจึงดำเนินการจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ต่อไป เมื่อเสร็จแล้วต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติว่าเห็นชอบหรือไม่ กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นการให้ประชาชนพิจารณาเนื้อหาของ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แล้วจึงนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อม ถวายเพื่อพระมหากษัตริย์ ทรงลงพระปรมาภิไธย
ข้อ ๒ เมื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้วจึงนำประกาศใช้เป็น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยต่อไป อันเป็นกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญตามครรลอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงวินิจฉัยว่า รัฐสภามีหน้าที่และอำนาจจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ โดยต้องให้ประชาชน ผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ลงประชามติเสียก่อนว่าประชาชนประสงค์จะให้มี รัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และเมื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้วต้องให้ประชาชน ลงประชามติเห็นชอบหรือไม่กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกครั้งหนึ่ง
ข้อ ๓ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ารัฐสภามีหน้าที่และอำนาจจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันให้มีบทบัญญัติที่ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสียก่อน เนื่องจากไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับใดที่จะบัญญัติถึงวิธีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไว้ ในรัฐธรรมนูญฉบับที่ตนเองร่างขึ้น การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็ต้องเสนอ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมทำนองเดียวกับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่กระผมและคณะ ได้นำเสนอ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม แม้จะมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ ก็ยังคงถือเป็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ตามมาตรา ๒๕๖ (๒) ดังนั้นการที่ ประธานรัฐสภาเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมของกระผมและคณะ มิใช่ร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม จึงไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
ข้อ ๔ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญระบุถึงการทำประชามติเพียง ๒ ครั้ง สำหรับการประชามติครั้งแรกรัฐธรรมนูญระบุเพียงว่า หากรัฐสภาต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ ต้องจัดให้ประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญออกเสียงประชามติเสียก่อน ว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุว่าต้องออกเสียงประชามติ ก่อนบรรจุร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่มีบทบัญญัติให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เข้าระเบียบวาระการประชุมรัฐสภา หรือก่อนรัฐสภาพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม แต่อย่างใด
ท่านประธานที่เคารพครับ การอ้างคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ ปฏิเสธไม่บรรจุร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่กระผมและคณะได้นำเสนอเข้าสู่ ระเบียบวาระการประชุมรัฐสภา เท่ากับอ้างว่าบรรจุร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าว เข้าระเบียบวาระการประชุมไม่ได้ และรัฐสภาพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมนั้นไม่ได้ หากยังไม่มีการออกเสียงประชามติว่าประชาชนประสงค์จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทั้ง ๆ ที่ ศาลรัฐธรรมนูญมิได้วินิจฉัยเช่นนั้นเลย และหากถือตามความเห็นของประธานรัฐสภา จะเป็น ผลให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องทำประชามติถึง ๓ ครั้ง กล่าวคือ ครั้งที่ ๑ ก่อนบรรจุร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเข้าระเบียบวาระของรัฐสภา ครั้งที่ ๒ เมื่อรัฐสภา ลงมติเห็นชอบร่างแก้ไขเพิ่มเติมในวาระที่ ๓ แล้ว ซึ่งเป็นการทำประชามติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ (๘) และครั้งที่ ๓ เมื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว
ประการถัดไปครับท่านประธานที่เคารพ ร่างแก้ไขเพิ่มเติมของกระผม และคณะ นอกจากจะเพิ่ม หมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว ยังแก้ไข เพิ่มเติมมาตรา ๒๕๖ ที่อยู่ในหมวด ๑๕ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งเมื่อรัฐสภาลงมติ เห็นชอบในการพิจารณาวาระที่ ๓ แล้ว ต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติ และผล ประชามติเห็นชอบกับร่างแก้ไขเพิ่มเติมก่อนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ (๘) จึงจะนำขึ้น ทูลเกล้าทูลกระหม่อม เพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยได้ การจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่จะเริ่มต้นเมื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยในร่างรัฐธรรมนูญแก้ไข เพิ่มเติม และประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ (๗) ประกอบ มาตรา ๘๑ และมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมแล้ว ซึ่งตามมาตรา ๕ แห่งร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมของกระผมและคณะ ให้ตราพระราชกฤษฎีกากำหนดให้มีการรับสมัครเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญภายใน ๓๐ วันนับตั้งแต่วันที่รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมใช้บังคับ ดังนั้นประชาชนผู้ออกเสียง ประชามติ ซึ่งได้เห็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม จะทราบโดยชัดเจนว่าการออกเสียง เห็นชอบด้วยกับรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เท่ากับเห็นชอบให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ด้วย นอกจากนี้ในร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมของกระผมและคณะ มาตรา ๔ ส่วนแก้ไข เพิ่มเติมมาตรา ๒๕๖ (๑๑)-(๑๓) บัญญัติไว้โดยชัดเจนว่า เมื่อมีการจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่เสร็จแล้ว ต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะรัฐมนตรี หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ต้องเผยแพร่เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ ให้ประชาชนรับทราบเป็นการทั่วไปผ่านสื่อมวลชน เวทีแสดงความคิดเห็น และสื่อ อิเล็กทรอนิกส์ทุกประเภท โดยผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับร่างนี้ได้แสดงความคิดเห็น โดยเสรีภายใต้กรอบของกฎหมาย หากคะแนนเสียงออกเสียงประชามติเห็นชอบด้วยกับร่าง รัฐธรรมนูญ จึงจะนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลง พระปรมาภิไธยได้ หากคะแนนเสียงออกเสียงประชามติไม่เห็นชอบ ร่างรัฐธรรมนูญนั้น ก็ตกไป ดังนั้นกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ที่กระผมและคณะ จึงมีการทำประชามติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ โดยครบถ้วนแล้ว ตามข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
การทำประชามติแต่ละครั้งใช้งบประมาณกว่า ๓,๐๐๐ ล้านบาท การทำ ประชามติก่อนบรรจุร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเข้าระเบียบวาระการประชุมรัฐสภา เป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งมาจากภาษีอากรที่เก็บจากประชาชน โดยไม่มี ประโยชน์และไม่มีเหตุผลดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ตามมาตรา ๒๕๖ (๑) ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ อาจเสนอโดย คณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรร่วมกับสมาชิกวุฒิสภาหรือ ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ในการพิจารณาของรัฐสภาอาจไม่รับหลักการในการพิจารณา วาระที่ ๑ ซึ่งทำให้ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมตกไป แม้รับหลักการในวาระที่ ๑ แล้ว รัฐสภาก็อาจแก้ไขเนื้อหาจนแตกต่างไปจากร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่เสนอมาอย่างมาก และรัฐสภาอาจมีมติไม่เห็นชอบในวาระที่ ๓ ซึ่งก็ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมนั้น ตกไปเช่นกัน การจะทราบว่ารัฐสภาต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงอยู่ที่การออกเสียง ลงคะแนนของสมาชิกรัฐสภาในการพิจารณาวาระที่ ๓ ให้ได้ตามจำนวนที่บัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ (๗) ก่อนหน้านั้นยังไม่อาจทราบว่ารัฐสภาต้องการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ การจัดทำประชามติก่อนรัฐสภาบรรจุระเบียบวาระ และก่อน การพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม จึงไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิง
ข้อ ๒ การทำประชามติก่อนบรรจุร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเข้าระเบียบ วาระการประชุมรัฐสภา กับการทำประชามติหลังรัฐสภาลงมติเห็นชอบในการพิจารณา วาระที่ ๓ แล้ว เหมือนกันตรงที่เป็นการถามประชาชนว่าต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือไม่ แตกต่างกันในการทำประชามติก่อนบรรจุร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเข้าระเบียบ วาระการประชุมรัฐสภา ประชาชนไม่ทราบเลยว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น มีกระบวนการอย่างไร องค์กรใดมาจัดทำ ที่มาของบุคคลในองค์กรนั้นเป็นอย่างไร ในขณะที่ การทำประชามติหลังรัฐสภาลงมติเห็นชอบในการพิจารณาวาระที่ ๓ แล้ว ประชาชน ได้รับทราบข้อมูล กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยละเอียด การทำประชามติ ก่อนบรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมรัฐสภาโดยไม่มีข้อมูลให้ประชาชนทราบเกี่ยวกับ กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงไม่มีเหตุผลและไม่มีประโยชน์ประการใด
ข้อ ๓ ผลของการทำประชามติก่อนบรรจุร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เข้าระเบียบวาระการประชุมรัฐสภาไม่ผูกพันรัฐสภา แม้ผลประชามติเห็นชอบอย่างท่วมท้น ให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สมาชิกรัฐสภาจะลงมติไม่เห็นชอบก็ได้ ต่างจากผลการทำ ประชามติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ (๘) ซึ่งทำให้รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเข้าระเบียบ วาระการประชุมรัฐสภา จึงมีแต่สิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดิน และไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ ใด ๆ เมื่อร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๕๖ เพิ่มบทบัญญัติตามหมวด ๑๕/๑ การจัดทำระบบใหม่ ที่กระผมและคณะเสนอ เป็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ (๒) ข้อบังคับการประชุม รัฐสภา พ.ศ. ๒๕๖๓ ข้อ ๑๑๙ ไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ ตามที่ กระผมได้กราบเรียนท่านประธานไปแล้วนั้น ทั้งไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๕ ซึ่งห้าม แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ การที่ประธานรัฐสภา ไม่บรรจุญัตติร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวเข้าสู่วาระการประชุมรัฐสภา ทำให้รัฐสภา ไม่สามารถใช้หน้าที่และอำนาจพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวได้ กรณีจึงเป็น ปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาที่เกิดขึ้นแล้ว และยังไม่ได้มีคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้
กระผมในฐานะสมาชิกรัฐสภาจึงขอเสนอญัตตินี้ตามข้อบังคับการประชุม รัฐสภา พ.ศ. ๒๕๖๓ ข้อ ๓๑ ขอให้รัฐสภาได้กรุณามีมติว่ากรณีมีปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และ อำนาจของรัฐสภาตามมาตรา ๒๑๐ (๒) ของรัฐธรรมนูญ และขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา วินิจฉัยว่ารัฐสภาจะบรรจุวาระและพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่มีบทบัญญัติให้ จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยยังไม่มีผลการออกเสียงประชามติว่าประชาชนประสงค์จะให้ มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้หรือไม่ และหากว่ารัฐสภาสามารถบรรจุร่างรัฐธรรมนูญแก้ไข เพิ่มเติมที่มีบทบัญญัติให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้แล้ว การจัดให้ประชาชนผู้ทรงอำนาจ สถาปนารัฐธรรมนูญออกเสียงประชามติเสียก่อนว่าสมควรให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ จะสามารถกระทำในขั้นตอนที่รัฐสภาลงมติให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ในวาระที่ ๓ แล้ว โดยสอบถามไปพร้อมกับกรณีตามมาตรา ๒๕๖ (๘) ได้หรือไม่ เพื่อให้สอดคล้องกับ คำวินิจฉัย ที่ ๔/๒๕๖๔ หากไม่ได้จะต้องสอบถามในขั้นตอนใด ทั้งนี้ตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๑๐ (๒) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธี พิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗ (๒) มาตรา ๔๑ วรรคสอง (๔) และ มาตรา ๔๔ จึงกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาเพื่อโปรดพิจารณาครับ กราบขอบพระคุณ อย่างยิ่งครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นการอภิปรายของท่านสมาชิกนะครับ ชุดแรกที่ลงชื่อไว้ กำหนด ๓ ท่าน ดังนี้ ฝ่ายค้าน ท่านพริษฐ์ วัชรสินธุ ๒๐ นาที ฝ่ายรัฐบาล ท่านเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ๑๕ นาที ฝ่ายวุฒิสภา พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม ๘ นาที เชิญท่านพริษฐ์ วัชรสินธุ ครับ
เรียนประธานสภา ที่เคารพ กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้จะขออนุญาตมาอภิปรายญัตติที่เสนอโดย เพื่อนสมาชิก อาจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล ที่ขอให้รัฐสภานั้น มีมติขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา วินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ (๒) ท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าท่านประธานทราบดีว่าผมและพรรคก้าวไกลเรานั้นสนับสนุน ให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของประชาชนโดยเร็วที่สุด วันนี้ครับท่านประธาน ผมเลยยอมรับว่าผมรู้สึกหนักใจครับ หนักใจที่ภายใต้ความพยายามของหลายฝ่าย ที่พยายาม จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวนั้น รัฐสภาแห่งนี้กลับกลายเป็นต้องมาอยู่ในสถานการณ์ที่มาร่วม พิจารณาญัตติให้ส่งเรื่องเกี่ยวกับกระบวนการดังกล่าวไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ เหตุผลหนึ่งครับ ท่านประธาน ที่ทำให้ผมรู้สึกหนักใจ ก็เพราะทุกครั้งที่รัฐสภาส่งเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สิ่งที่เรากำลังทำ คือการยื่นดาบให้กับคณะตุลาการ ๙ คน ที่ถูกแต่งตั้งโดยกลุ่มคนที่ส่วนใหญ่ก็อาจจะไม่ได้ อยากเห็นการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และให้กลุ่มคนดังกล่าวมีอำนาจในการมาฟันธง ชี้ขาดว่ารัฐสภาแห่งนี้ทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ ซึ่งที่ผ่านมาครับ ก็มักจะเป็นเหมือนกับ กล่องสุ่มที่ไม่เป็นคุณต่อกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มากนัก แต่เหตุผลที่ทำให้ผม รู้สึกหนักใจมากขึ้นเป็นพิเศษในวันนี้ครับท่านประธาน ก็เพราะหากเราเดินตามหลักการ ประชาธิปไตย และบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด ผมไม่คิดว่ารัฐสภาแห่งนี้จะต้อง มาใช้เวลาหรือใช้กำลังในวันนี้เพื่อมาพิจารณาญัตตินี้ตั้งแต่ต้น ที่ผมพูดแบบนี้ครับ ท่านประธาน เพราะผมต้องเรียนกับท่านประธานด้วยความเคารพ ว่าต้นตอและสาเหตุ ที่ทำให้เราต้องมาพิจารณาญัตติดังกล่าวในวันนี้ก็เพราะท่านประธานรัฐสภาตัดสินใจไม่บรรจุ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยที่ยื่นเข้าไปเมื่อเดือนมกราคม แล้วก็ร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญของพรรคก้าวไกลที่ยื่นเข้าไปเมื่อต้นเดือนมีนาคม โดยอ้างว่าร่างดังกล่าวนั้น ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ ผมต้องขอยืนยันกับท่านประธานวุฒิสภา ที่ปัจจุบันปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธานรัฐสภา เหมือนกับที่ผมยืนยันกับท่านประธานรัฐสภา ในการประชุมวิป ๔ ฝ่าย ย้อนไปเมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคมที่ผ่านมา ผมเห็นว่าการตัดสินใจของ ท่านประธานรัฐสภานั้นไม่ถูกต้อง เนื่องจากผมไม่เห็นว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๒ ร่างนั้น ซึ่งก็มีหลักการที่สอดคล้องกันจะขัดกับรัฐธรรมนูญหรือคำวินิจฉัยศาลธรรมนูญแต่อย่างใด ถ้าท่านประธานอยากจะเข้าใจเพิ่มเติมว่าทำไมผมถึงคิดเช่นนี้ ผมก็ขออนุญาตเปรียบเทียบให้ เห็นชัดระหว่างเนื้อหาสาระของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๒ ร่างนี้ และเนื้อหาสาระของ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ ที่ท่านประธานรัฐสภาอ้างว่า ร่าง ๒ ร่าง ดังกล่าวนั้น ไปขัด ขออนุญาตไปเริ่มต้นที่เนื้อหาของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ถูกเสนอโดยพรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ร่าง ๒ ร่างนั้น มีเนื้อหาสาระที่คล้ายกัน คือเป็นการ เสนอแก้ไข มาตรา ๒๕๖ และการเพิ่มเติม หมวด ๑๕/๑ ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะมีผลในการ นำไปสู่การมีสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในเชิงกระบวนการ หากร่าง ๒ ร่างดังกล่าวนั้น ถูกบรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุม ถูกพิจารณาโดยรัฐสภา และได้รับความเห็นชอบผ่าน ๓ วาระของรัฐสภา มาตรา ๒๕๖ (๘) ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็ได้กำหนดไว้ชัดเจนครับว่า ในเมื่อร่างแก้ไขเรื่องดังกล่าวนั้น เป็นการแก้ไขเกี่ยวกับกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นั่นหมายความว่าหากร่างดังกล่าว ผ่านความเห็นชอบ ๓ วาระ ของรัฐสภาไป ก็จำเป็นที่จะต้องมีการจัดทำประชามติ ผมขอ อนุญาตเรียกประชามติครั้งนั้นว่าประชามติ ข โดยหากประชามติ ข ผ่านความเห็นชอบของ ประชาชนก็จะมี สสร. ที่เข้ามาทำหน้าที่ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเมื่อ สสร. จัดทำรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วครับท่านประธาน ร่างแก้ไขธรรมนูญของพรรค เพื่อไทยและพรรคก้าวไกล ทั้ง ๒ ร่างนั้น ก็ได้พูดไว้ชัดเจนครับ ว่าก็จะต้องมีการถาม ประชาชนอีกครั้งหนึ่งผ่านการทำประชามติว่าประชาชนนั้นเห็นด้วยหรือไม่กับร่าง รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ สสร. นั้นได้จัดทำขึ้นมา ผมขอเรียกประชามติครั้งสุดท้ายนี้ว่า ประชามติ ค. ควาย
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ดังนั้นครับท่านประธาน ตามที่ปรากฏในภาพ ในสไลด์ กระบวนการทั้งหมดนี้จึงเป็นเสมือน Roadmap ในการ เดินหน้าสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่มีการทำประชามติทั้งหมด ๒ ครั้ง ก็คือประชามติ ข และ ประชามติ ค คำถามตามมาครับ ก็คือว่ากระบวนการทั้งหมดนี้มันขัดกับคำวินิจฉัยศาล รัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ หรือไม่ ถ้าอยากจะหาคำตอบก็ต้องไปดูคำวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวโดยละเอียด ใจความสำคัญของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ ที่มีความยาวทั้งหมด ๑๑ หน้านั้น อยู่ในวรรคสุดท้ายที่เขียนไว้แบบนี้ เขียนไว้ ว่า รัฐสภานั้นมีหน้าที่และอำนาจจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ โดยต้องให้ประชาชนผู้มี อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ลงประชามติเสียก่อนว่า ประชาชนประสงค์จะให้มีรัฐบาล ชุดใหม่หรือไม่ และเมื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญบับใหม่เสร็จแล้ว ก็ต้องให้ประชาชน ลงประชามติเห็นชอบหรือไม่กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกครั้งหนึ่ง หากจะสรุปสั้น ๆ เป็นภาษาที่เข้าใจง่ายครับท่านประธาน คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้พูดถึงความ จำเป็นในการทำประชามติ ๒ ครั้งนะครับ ๑ ครั้ง ก่อนที่จะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แล้วก็ ๑ ครั้ง หลังจากที่มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ดังนั้นผมเรียนตามตรงว่า ผมไม่เห็นว่าเนื้อหาของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่พรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลเสนอไปนั้นจะ ขัดกับคำวินิจฉัยนี้ได้อย่างไร ในเมื่อหากเราเดินตามเนื้อหาในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๒ ฉบับดังกล่าว เราก็จะต้องมีการทำประชามติ ๒ ครั้ง ก็คือ ๑ ครั้ง ก่อนจะมีการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็คือประชามติ ข แล้วก็ ๑ ครั้ง หลังที่มีการจัดรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นั่นคือประชามติ ค นั่นเอง แต่ผมก็พยายามครับ พยายามจะทำความเข้าใจ ท่านประธาน ว่าเหตุใดทำไมท่านประธานถึงไม่บรรจุร่างดังกล่าวเข้าสู่ระเบียบวาระ การประชุม ผมก็ได้รับข้อมูลแล้วก็ได้รับทราบมาว่าเหตุผลที่ท่านประธานรัฐสภาไม่บรรจุร่าง ดังกล่าว เพราะท่านตีความคำว่า เสียก่อน ต่างจากผม ในขณะที่ผมตีความคำว่า เสียก่อน ให้หมายถึงการทำประชามติเสียก่อนจะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ท่านประธาน ไปตีความว่าคำว่า เสียก่อน นั้นหมายถึงการทำประชามติเสียก่อนจะมีการเสนอร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับใด ๆ ที่เกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เข้าสู่รัฐสภา ดังนั้นผมก็ พยายามจะทำความเข้าใจว่าในมุมมองของท่านประธาน ท่านก็คงตัดสินใจไม่บรรจุร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญทั้ง ๒ ร่าง จนกว่าจะมีการทำประชามติเพิ่มขึ้นมาอีก ๑ ครั้ง ก่อนที่จะมีการเสนอ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญใด ๆ เข้าสู่รัฐสภา ผมก็ขอเรียกประชามติครั้งนั้นว่าประชามติ ก ซึ่งหากตีความแบบท่านนั่นหมายความว่า Roadmap ในการเดินหน้าสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นั้นก็จะต้องมีการทำประชามติทั้งหมด ๓ ครั้ง คือ ก ข แล้วก็ ค คำถามสำคัญ ที่ตามมาท่านประธาน คือแล้วเราจะหาข้อสรุปกันอย่างไรว่าเจตนาของตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญนั้น ตีความคำว่า เสียก่อน เหมือนกับผม หรือตีความคำว่า เสียก่อน เหมือนกับท่านประธานรัฐสภา แม้ผมก็ต้องยืนยันความคิดผมว่าไม่มีข้อความตรงไหน ของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่บอกเลยว่าเราจำเป็นต้องเพิ่มประชามติ ก เข้ามา แต่ผมก็ ยอมรับว่าภาษาและข้อความที่อยู่ในคำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมนูญนั้นก็อาจจะทำให้ เกิดความคลุมเครือได้ แต่ท่านประธานครับ ปัญหานี้เราแก้ไขไม่ยากเลย เพราะหากเรา ไม่แน่ใจว่าข้อความในคำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมนูญนั้นหมายความว่าอย่างไร มีเจตนา อย่างไร สิ่งที่เราทำได้ก็คือไปดูคำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญรายบุคคล ทั้ง ๙ คน เพื่อเข้าใจความหมายที่แท้จริงและเจตนาของตุลาการแต่ละคนให้มันชัดเจน มากขึ้น แต่ผมก็ตกใจว่าทางออกที่ผมพูดเมื่อสักครู่ กระบวนการค้นหาความจริง ค้นหาข้อมูล ที่ผม พูดเมื่อสักครู่เป็นกระบวนการที่ผมเข้าใจว่าท่านประธานรัฐสภานั้นยังไม่ได้ทำเลยครับ เนื่องจากตัวแทนของคณะกรรมการที่ท่านประธานตั้งขึ้นมาที่มีชื่อแต่ว่า คณะกรรมการ ประสานงานและเสนอความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัยของประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร และที่มีมติเสียงข้างมากแนะนำท่านประธานไม่บรรจุ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกล ก็ยอมรับกับผมเองในการประชุม วิป ๔ ฝ่าย เมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม ว่าคณะกรรมการดังกล่าวนั้นได้ตัดสินใจจากการศึกษา แค่เฉพาะคำวินิจฉัยกลาง โดยไม่ได้ศึกษาคำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการ ๙ คน แต่อย่างใด ดังนั้นเพื่อให้ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกได้เห็นข้อมูลอย่างครบถ้วน ผมก็ขออนุญาต ใช้เวลาสภาแห่งนี้ในการนำเสนอคำวินิจฉัยรายบุคคลของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๙ คน ด้วยความหวังที่จริง ๆ นะครับ ว่าเมื่อท่านประธานเห็นแล้ว ท่านประธานจะเห็นว่า ร่างแก้รัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลนั้นไม่ได้ขัดต่อคำวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญ และท่านประธานจะทบทวนการตัดสินใจของท่านและตัดสินใจบรรจุ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๒ ร่างดังกล่าว เข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมรัฐสภา
ขอเริ่มต้นที่ตุลาการท่านที่ ๑ ครับ ขออนุญาตที่เอ่ยนามคือ ท่านวรวิทย์ กังศศิเทียม ท่านวรวิทย์วินิจฉัยไว้ชัดเจนครับ หากเราไปดูใน ๒ วรรคสุดท้าย ว่าแม้จะต้อง มีการจัดทำประชามติครั้งหนึ่งก่อน แต่คำว่า ก่อน ในที่นี้หมายถึงก่อนที่จะมีการจัดตั้งสภา ร่างรัฐธรรมนูญ หรือหมายถึงก่อนจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งก็ชัดเจนครับ ก็คือประชามติ ข ที่ก็จะทำให้บรรลุเงื่อนไขดังกล่าว ดังนั้นครับ จากการตีความความเห็นของ ตุลาการท่านที่ ๑ ท่านวรวิทย์ ผมเห็นว่าท่านประธานนั้นสามารถบรรจุร่างได้โดยไม่ จำเป็นต้องทำประชามติก่อนแต่อย่างใด
ท่านที่ ๒ ครับ ท่านทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ท่านทวีเกียรติก็วินิจฉัยไว้ชัดเจนเช่นกันว่าแม้จะต้องมีการถามประชาชนว่าเห็นชอบให้มีการ จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาหรือไม่ แต่ท่านวินิจฉัยไว้แบบนี้นะครับ ว่าคำถาม ดังกล่าวนั้นสามารถถามในช่วงเวลาเดียวกันกับประชามติ ข ที่จะต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว ตามมาตรา ๒๕๖ (๘) ได้ โดยอาจจะแบ่งออกเป็น ๒ คำถาม ข้อที่ ๑ คือถามภาพกว้าง ว่าเห็นด้วยหรือไม่ให้มีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และข้อที่ ๒ ถามเจาะจงลงไป ว่าเห็นด้วยหรือไม่กับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับ สสร. ที่ผ่าน ความเห็นชอบ ๓ วาระ ของรัฐสภามา และประโยคสุดท้ายครับ ชัดเจนยิ่งไปกว่านั้นอีกครับ คำวินิจฉัยของท่านทวีเกียรติก็เขียนเลยว่า บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนั้นมิได้มีเจตนารมณ์ ให้จัดให้มีการออกเสียงประชามติก่อนจะเสนอญัตติหรือร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแต่ประการใด ดังนั้นหากยึดคำวินิจฉัยของท่านทวีเกียรติ ผมก็เห็นว่าท่านประธานนั้นสามารถบรรจุร่างได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีการทำประชามติ ก เสียก่อน
ท่านที่ ๓ ครับ ท่านตุลาการ ท่านนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ขออภัยที่เอ่ยนาม คำวินิจฉัยของท่านนครินทร์ก็ไม่มีส่วนไหนที่พูดถึงประชามติ ก เช่นกันครับ โดยถ้าเราไปดูในวรรครองสุดท้ายก็เขียนไว้ชัดเจนว่า หากรัฐสภาประสงค์จะแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมมนูญให้มีสภาร่างธรรมนูญเพื่อจัดให้มีรัฐธรรมนูญบับใหม่ ต้องมีการขออาณัติ จากประชาชน โดยการจัดทำร่างแก้ไขเพิ่มเติม นั่นก็คือแก้ไขเพิ่มเติม หมวด ๑๕/๑ ที่เรา กำลังพูดถึง ณ วันนี้ เพื่อให้ประชาชนลงประชามติ ซึ่งก็คือประชามติ ข ที่เราพูดถึงนั่นเอง หรือถ้าเราไปดูวรรคสุดท้ายก็เขียนไว้ชัดเจนเช่นกัน ว่าประชามติที่เรากำลังหมายถึงว่า จะต้องจัดทำก่อนนั้นคือประชามติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ (๘) ซึ่งก็คือประชามติ ข นั่นเอง ดังนั้นหากจะยึดตามคำวินิจฉัยของท่านนครินทร์ ท่านประธานก็สามารถบรรจุร่าง นี้ได้โดยไม่จำเป็นต้องจัดทำประชามติ ก เสียก่อน
ท่านตุลาการที่ ๔ ครับ ท่านอุดม สิทธิวิรัชธรรม คำวินิจฉัยของท่านอุดมก็ไม่ มีส่วนไหนเช่นกันที่พูดถึงความจำเป็นในการทำประชามติ ก โดยเป็นเพียงการบอก ว่าร่างแก้ไขธรรมนูญที่เพิ่มหมวดเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมานั้นจะต้องมี บทบัญญัติที่นำไปสู่การออกเสียงประชามติว่าเห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือไม่ก่อนจะมีการดำเนินการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และต้องมีบทบัญญัติเกี่ยวกับ การออกเสียงประชามติเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เมื่อจัดทำเสร็จแล้วอีกรอบ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นบทบัญญัติที่อยู่ในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของของพรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกลครับ ที่เสนอว่าอย่างไรก็ต้องมีการจัดทำประชามติ ข และ ค อยู่แล้ว ดังนั้นหากจะยึดตามความเห็นของท่านตุลาการ ท่านอุดม ผมก็เห็นว่าประธาน ก็สามารถบรรจุร่างแก้ไขดังกล่าวได้โดยไม่จำเป็นต้องทำประชามติ ก เสียก่อน เกือบจะครึ่ง ทางแล้วนะครับ
ไปสู่ตุลาการท่านที่ ๕ ครับ ท่านปัญญา อุชาชน ต้องยอมรับว่าแม้คำวินิจฉัย ของท่านปัญญาจะเขียนไว้ว่าการถามประชาชนด้วยคำถามที่ว่าควรจะมีการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่นั้น ท่านเขียนไว้ว่าจะต้องกลไกตามมาตรา ๑๖๖ ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งหมายถึงการที่ ครม. นั้นขอให้มีการออกเสียงประชามติ ซึ่งแน่นอนครับ ว่าเป็นคนละกลไกกันกับประชามติจะต้องเกิดขึ้นตามมาตรา ๒๕๖ (๘) โดยธรรมชาติอยู่แล้ว หากร่างแก้ไขของพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา แต่ถึงจะ พูดถึง ๒ กลไกที่แตกต่างกัน แต่คำวินิจฉัยของท่านปัญญาก็ไม่มีตรงไหนนะครับ ที่เขียนว่า คำถามประชามติที่ ครม. ควรถามผ่านกลไก มาตรา ๑๖๖ นั้น กับคำถามประชามติที่จะต้อง เกิดขึ้นอยู่แล้ว ตามมาตรา ๒๕๖ (๘) ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในวันเดียวกัน หรือถาม พร้อมกันได้ในประชามติของใครทีเดียว ดังนั้นหากเรายึดตามคำวินิจฉัยของท่านปัญญา ผมก็เห็นว่าท่านประธานก็สามารถบรรจุ ร่างได้โดยไม่ต้องจัดทำประชามติ ก เสียก่อน
ไปสู่อีก ๒ ท่าน คือท่านตุลาการท่านที่ ๖ ท่านวิรุฬห์ แสงเทียน และตุลาการ ท่านที่ ๗ ท่านนภดล เทพพิทักษ์ สำหรับคำวินิจฉัยของ ๒ ท่านนี้ ผมขออนุญาตไม่ใช้เวลา ลงรายละเอียดมากนัก เหตุผลก็เพราะว่าผมเห็นว่าข้อความที่ทั้ง ๒ ท่านนั้น ใช้ในคำวินิจฉัย ส่วนตนนั้นเป็นข้อความที่มีความคล้ายมากกับข้อความในคำวินิจฉัยกลาง ซึ่งก็อาจจะทำให้ เราไม่ได้รู้ว่าทั้ง ๒ ท่านนั้น มองเรื่องนี้อย่างไรไปมากกว่าที่เราเห็นอยู่แล้วในคำวินิจฉัยกลาง ดังนั้นสำหรับความเห็นของ ๒ ท่านนี้ จะบรรจุได้หรือไม่นั้นก็คงต้องขึ้นอยู่กับมุมมองที่เรา มีอยู่เกี่ยวกับคำวินิจฉัยกลาง
ไปสู่ตุลาการท่านที่ ๘ คือท่านบรรจงศักดิ์ วงปราชญ์ ผมต้องยอมรับครับ ว่าท่านบรรจงศักดิ์นั้นน่าจะเป็นตุลาการท่านเดียวในทั้งหมด ๙ คน ที่วินิจฉัยไว้ชัดเจนว่า จำเป็นต้องทำประชามติ ก ขึ้นมาก่อนที่จะมีการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญใด ๆ เกี่ยวกับ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในรัฐสภาแห่งนี้ เนื่องจากมีการเขียนไว้ชัดเจนครับว่าหาก รัฐสภาประสงค์ให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยการจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้อง เริ่มต้นโดยการขอฉันทามติจากประชาชน โดยการจัดให้มีการลงประชามติในเรื่องดังกล่าว เสียก่อน แล้วก็มีอีกประโยคหนึ่งที่บอกไว้ว่า หากประชาชนได้มีฉันทามติให้ดำเนินการได้แล้ว รัฐสภาจึงจะมีอำนาจดำเนินการต่อไปได้ ดังนั้นอันนี้ผมยอมรับว่าชัดครับ ว่าถ้ายึดตาม คำวินิจฉัยหรือความเห็นส่วนตัวของท่านบรรจงศักดิ์ ท่านประธานก็อาจจะยังบรรจุร่าง ดังกล่าวมิได้ จนกระทั่งมีการจัดทำประชามติ ก เสียก่อน
ตุลาการท่านสุดท้ายครับ คือท่านจิรนิติ หะวานนท์ ความจริงต้องบอกว่าเรา ไม่ต้องใช้เวลามาวิเคราะห์คำวินิจฉัยของท่านจิรนิติมากหรอกครับ ว่าท่านมองว่าประชามติ ก นั้นจำเป็นหรือไม่ เพราะพอไปอ่านคำวินิจฉัยของท่านแล้ว ผมเห็นว่าท่านวินิจฉัยไว้ครับ ว่าไม่ว่าเราจะทำประชามติ ๑ ครั้ง ๒ ครั้ง ๓ ครั้ง ๑๐ ครั้ง หรือ ๑๐๐ ครั้ง ท่านเป็นตุลาการ คนเดียวเลยครับ ที่ตีความว่าเราไม่มีอำนาจในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ใด ๆ ได้เลย ทั้งหมดนี้คือความเห็นส่วนตนครับ ข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะอยู่ใน Website ของศาล รัฐธรรมนูญ พอเราไปศึกษาคำวินิจฉัยส่วนตน ความเห็นส่วนตนของตุลาการทุกท่านเช่นนี้แล้ว เราจะเห็นชัดเลยนะครับว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแต่ละท่านนั้น มีความเห็นอย่างไร ต่อคำถามที่ว่าประธานรัฐสภานั้น สามารถบรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยและ พรรคก้าวไกลในวันนี้ได้หรือไม่ ซึ่งหากจะยึดตามความเข้าใจของผม รวมถึงข้อมูลและเหตุผล ที่ผมได้แสดงกับท่านประธานเมื่อสักครู่เราก็จะเห็นผลแบบนี้ครับ มีตุลาการ ๕ ท่าน ที่วินิจฉัยว่าท่านประธานนั้นบรรจุร่างดังกล่าวได้ มี ๒ ท่าน ที่วินิจฉัยในลักษณะที่คล้ายกับคำ วินิจฉัยกลาง ที่เราอาจจะยังมีมุมมองที่แตกต่างกันอยู่ มี ๑ ท่าน ที่พูดชัดเจนว่าท่านประธาน นั้นบรรจุไม่ได้จนกว่าจะมีการทำประชามติ ก ก่อน แล้วก็มี ๑ ท่าน ที่วินิจฉัยว่าเราไม่ สามารถจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ใด ๆ ได้เลยซึ่งพอความเห็นแบ่งเป็นแบบนี้ ๕ ท่าน ๒ ท่าน ๑ ท่าน ๑ ท่าน เราก็พอจะอนุมานได้ครับว่าคำวินิจฉัยกลาง ๔/๒๕๖๔ นั้น ซึ่งก็ เปรียบเสมือนการสรุปรวบยอดความเห็นของตุลาการทั้ง ๙ ท่านนั้น ก็กำลังบอกกับเราครับ ว่าท่านประธานรัฐสภานั้นสามารถบรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวได้ ซึ่งผมก็เชื่อครับ ว่า หากท้ายที่สุดแล้ววันนี้รัฐสภาแห่งนี้มีมติส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยจริง ๆ ผมก็เชื่อ ว่าตุลาการทุกท่านที่เคยวินิจฉัยมาแล้ว เมื่อปี ๒๕๖๔ และยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ ณ เวลานี้ก็จะ วินิจฉัยกลับมาเหมือนเดิม
ดังนั้นครับท่านประธาน ด้วยความเคารพ หากจะกล่าวโดยสรุป ผมเห็นว่า การตัดสินใจของท่านประธานรัฐสภา ในการไม่บรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกลในวันนี้ เป็นการตัดสินใจที่สวนทางครับ สวนทางกับคำวินิจฉัยของ ตุลาการเสียงข้างมากของศาลรัฐธรรมนูญ ผมเลยต้องขออนุญาตทิ้งท้ายครับ โดยการสื่อสาร โดยตรงหรือว่าอย่างน้อยผ่านท่านประธานวุฒิสภาไปถึงท่านประธานรัฐสภาอย่าง ตรงไปตรงมา เพราะผมเชื่อว่าท่านทราบดีว่าในการปกครองระบอบประชาธิปไตยนั้น การที่ ท่านจะตัดสินใจใช้อำนาจของท่านมาปฏิเสธและไม่บรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของเพื่อน สมาชิกที่เข้ามาจากการเลือกตั้งของประชาชนเหมือนกับท่าน และที่ลงนามเสนอร่วมกัน เป็นหลัก ๑๐๐ คนนั้น เป็นเรื่องที่ใหญ่มากครับ และในเมื่อมันเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก ผมเชื่อว่าท่านก็ทราบดี เพราะท่านก็จำเป็นจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ท่านก็จำเป็น ที่จะต้องมีความมั่นใจเป็นอย่างมากก่อนจะตัดสินใจไม่บรรจุร่างดังกล่าว และเมื่อตัดสินใจ แล้วท่านจำเป็นต้องมาพิสูจน์และอธิบายให้กระจ่างต่อเพื่อน ๆ สมาชิกและสังคมภายนอก แต่สิ่งที่เราเห็นวันนี้คืออะไรครับท่านประธาน สิ่งที่เราเห็นวันนี้คือการตัดสินใจของ ท่านประธานรัฐสภาในการไม่บรรจุร่างธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกล โดยอ้างเรื่อง คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ ที่ไม่เพียงแต่เป็นการตัดสินใจที่สวน ทางกับคำวินิจฉัยของตุลาการเสียงข้างมาก แต่ยังเป็นการตัดสินใจที่เกิดขึ้นจากการที่ คณะกรรมการของท่านเองก็ยอมรับกับผมเองว่าไม่ได้ศึกษาข้อมูลคำวินิจฉัยส่วนตนของ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญรายบุคคลก่อนที่จะเสนอแนะความเห็นให้ท่านประธานกระทำ การตัดสินใจดังกล่าว ดังนั้นผมเข้าใจดีว่าถึงแม้วันนี้ท่านจะตัดสินใจทบทวนและตัดสินใจ บรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลเข้าสู่ระเบียบวาระ การประชุม สมาชิกรัฐสภาบางคนในที่นี้ก็อาจจะเห็นแย้งก็อาจจะเห็นแย้งและอาจจะเสนอ ญัตติให้รัฐสภานั้นยื่นเรื่องดังกล่าวไปที่ศาลรัฐธรรมนูญอยู่ดี เป็นกลไกที่ถึงแม้ผมจะ ไม่เห็นด้วย แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นกลไกที่ปัจจุบันถูกรับรองโดยรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ แต่ไม่ว่า อะไรจะเกิดขึ้นในอนาคตการคาดการณ์ปรากฏการณ์แบบนั้นก็ไม่ควรจะเป็นเหตุผลที่ทำให้ ประมุขของสภาเรานั้นไม่ทำหน้าที่อย่างถูกต้องและสอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย ดังนั้นท่านประธาน แทนที่เราจะต้องใช้เวลาอีกไม่รู้กี่ชั่วโมงในวันนี้ไปกับการพิจารณาญัตติ ที่เรากำลังอภิปรายอยู่ แทนที่เราจะต้องใช้เวลาอีกไม่รู้กี่สัปดาห์หรือกี่เดือนไปกับการรอให้ ศาลรัฐธรรมนูญมาวินิจฉัยสิ่งที่ผมเห็นว่ามีความชัดเจนอยู่แล้ว ผมหวังเป็นอย่างยิ่งครับ ท่านประธาน ว่าหลังจากที่ท่านเห็นข้อมูลที่ผมได้อภิปรายในวันนี้ท่านจะทบทวนการ ตัดสินใจของท่านและตัดสินใจบรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยและพรรค ก้าวไกลเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมรัฐสภา เพื่อให้เราเดินหน้าผลักดันรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ของประชาชนได้โดยเร็วที่สุดและด้วยกระบวนการที่มีความชอบธรรม ทางประชาธิปไตย ขอบคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณครับท่านพริษฐ์ ต่อไปเชิญ ท่านเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นครับ เนื่องจากการประชุมร่วมกัน เที่ยวนี้อาจจะเป็นการทำหน้าที่ร่วมกันครั้งสุดท้ายระหว่างเพื่อนสมาชิกที่เป็น สส. กับเพื่อน วุฒิสมาชิก ผมเองต้องขอกราบขอบคุณเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาทุกท่านที่ได้ทุ่มเททำงาน เพื่อประเทศชาติบ้านเมืองมาจนถึงวันนี้ สำหรับญัตติที่เสนอโดยเพื่อนสมาชิก ท่านอาจารย์ ชูศักดิ์ ศิรินิล กรณีขอมติที่ประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อที่จะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า ตกลงแล้วในกระบวนการของการแก้รัฐธรรมนูญเกือบทั้งฉบับจะต้องมีการทำประชามติก่อน หรือไม่ พวกเราทุกคนเห็นด้วยครับ แล้วก็จะได้สิ้นสงสัยว่าตกลงในกระบวนการนี้ จะต้อง ทำอย่างไร ซึ่งไม่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะตีความออกมาว่าอย่างไร จะต้องทำประชามติก่อน หรือไม่จำเป็นต้องทำประชามติก่อน แต่ไปทำประชามติทีหลังภายหลัง พวกผมก็ไม่ติดใจครับ น้อมรับคำตัดสิน คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญทุกประการ แต่สาเหตุที่ผมต้องขึ้นมา อภิปรายในวันนี้ เพราะหัวใจสำคัญของเรื่องนี้ไม่ใช่เพียงว่าจะต้องทำประชามติหรือไม่ อย่างไร แต่เป็นเรื่องของการแก้รัฐธรรมนูญและวิธีการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งถ้าว่าไปแล้วสำหรับ พวกเรา สมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อน สส. ทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนี้ ถ้าให้เลือกได้เราเห็น ความสำคัญของการเดินหน้าแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชน รวมถึงการแก้กฎหมาย กฎระเบียบ กติกา มากกว่าการแก้รัฐธรรมนูญด้วยซ้ำ เพราะเราเชื่อว่ามันยังมีกฎระเบียบ กติกาหลายตัวที่เป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตของพี่น้องประชาชน และถ้าสามารถแก้จริงจัง รื้อระบบได้เชื่อว่าจะคลายความทุกข์ให้พี่น้องประชาชนได้ สร้างความสุขให้กับพี่น้อง ประชาชนได้ แต่เข้าใจครับ เนื่องจากว่าวาระการแก้รัฐธรรมนูญนี้มันก็เป็นเรื่องสำคัญที่มี เพื่อนสมาชิกในที่นี้หลายท่านได้ไปให้คำมั่นสัญญาไว้ในช่วงที่มีการหาเสียงเลือกตั้ง เราก็ ไม่ติดใจครับ แต่ต้องขออนุญาตเตือนสติพวกเราก่อนว่าหากท่านเดินหน้าที่จะแก้รัฐธรรมนูญ เกือบทั้งฉบับนี้ นอกจากจะเป็นการใช้เวลามากแล้ว มีความเสี่ยงแล้ว ยังสิ้นเปลือง งบประมาณจำนวนมากครับ กกต. ได้มีการศึกษาและสรุปแล้วว่าทุกครั้งที่มีการทำประชามติ จะต้องใช้เงินงบประมาณ ประมาณ ๓,๒๕๐ ล้านบาท ถ้าทำ ๑ ครั้ง ก็ ๓,๒๕๐ ล้านบาท ๒ ครั้งก็คูณเข้าไป คูณ ๒ ถ้า ๓ ครั้ง ปาเข้าไปเกือบ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ไม่นับเวลาที่จะต้องสูญเสีย ไม่นับโอกาส ที่จะต้องสูญเสียไปด้วย ซึ่งถ้าเที่ยวนี้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญตัดออกไปครั้งหนึ่ง ก็ถือว่าเป็นการ Save งบประมาณ ๓,๒๕๐ ล้านบาท อาจจะเป็นข่าวดีก็ว่าได้ แต่อย่างที่ผมได้แจ้ง ท่านประธานไปแล้วครับ ว่าถ้าเราถอยกลับมาทบทวนใหม่ว่าการแก้รัฐธรรมนูญ ไม่จำเป็นต้องมีการยกร่างใหม่ทั้งฉบับ เพราะในร่างที่เรามีอยู่ ใช้อยู่ในวันนี้มันก็มีสิ่งดี ๆ ที่เราควรจะรักษาไว้ และถ้ามีปัญหาจะต้องแก้ไขตรงไหน ก็สามารถดำเนินการแก้ไขได้ทันที โดยที่ไม่ต้องเดินหน้าไปทำประชามติ เสียเวลา เสียงบประมาณครับ ผมก็พยายามทำ ความเข้าใจ เข้าใจว่า มีเพื่อนสมาชิกหลายท่านที่ติดใจ ยังติดใจ ยังกังวลอยู่กับบ่วงวาทกรรม เรื่องเผด็จการประชาธิปไตย และติดใจว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่เราใช้อยู่ปัจจุบันนี้มันเป็น ผลพลอยผลพวงของการทำรัฐประหารหรือไม่ ผมจึงขออนุญาตครับท่านประธาน ได้ย้อน ความไปเล่าข้อเท็จจริงนิดหนึ่งครับ ว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้อยู่นี้ พ.ศ. ๒๕๖๐ เกิดขึ้น ได้อย่างไร ถ้าเราทวนความย้อนกลับไปในช่วงที่มีการบริหารราชการโดย คสช. ซึ่งเป็นช่วงที่ รัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ. ๒๕๖๐ เกิดขึ้น มันมีหนังอยู่ ๒ ตอนครับท่านประธาน จำได้ ไหมครับ ตอนแรกของกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นจากกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ หนังตอนแรก ร่างรัฐธรรมนูญทำด้วยกรรมาธิการ ประกอบด้วยสมาชิกที่มาจากสภาปฏิรูป แห่งชาติ มาจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ มาจาก ครม. มาจาก คสช. ๔ ส่วน รวมกันบวกกัน เป็น ๓๖ ท่าน ซึ่งในข้อเท็จจริงผมไม่ปฏิเสธครับ หากท่านจะบอกว่า ใน ๔ ส่วนนี้ ทุกส่วน มาจากการแต่งตั้งโดย คสช. เข้าใจครับ ใช่ครับ ไม่ปฏิเสธครับ แต่จำได้ไหมครับ ว่าหนัง เรื่องนี้มันถูกพับไปแล้ว เพราะร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ร่างโดยกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญชุดนี้ ถูกคว่ำ โหวตคว่ำด้วยสภาปฏิรูปแห่งชาติ หนังเรื่องแรกตอนแรกนี้ถูกพับเก็บกลับไป เรียบร้อยแล้วครับ แต่ตัวร่างรัฐธรรมนูญที่ในที่สุดมาเป็นร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ ที่เรา ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ จำได้ไหมครับ เกิดขึ้นจากกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่ถูกตั้งขึ้นใหม่ เป็นบุคคลที่มีประสบการณ์ มีความรู้ มีความสามารถ และเป็นอิสระจากการเมือง จาก คสช. เลยก็ว่าได้ และในที่สุดมันไม่ได้ไปโหวตกันเองโดยองค์คณะ หรือด้วยสภาที่ถูกแต่งตั้ง โดย คสช. แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้รับการเห็นชอบจากการทำประชามติ โดยพี่น้อง ประชาชนคนไทยทั่วประเทศครับ และได้รับเสียงโหวตเห็นชอบกว่า ๑๕ ล้านเสียง มากกว่า ๕๘ เปอร์เซ็นต์ครับ มากกว่าครึ่งหนึ่ง และเป็นเสียงส่วนมาก ซึ่งเรื่องนี้จริง ๆ แล้ว มาตรฐานสากล ถ้าเราจำกันได้ แม้กระทั่งมีการทำประชามติที่สหราชอาณาจักร ว่าสหราช อาณาจักรจะออกจากกลุ่มสหภาพยุโรปหรือไม่ หรือที่เราเรียกกันสั้น ๆ ว่า เป็น BREXIT ขนาดตอนนั้นเสียงส่วนใหญ่เพียงแค่ ๕๒:๔๘ เปอร์เซ็นต์ แต่ก็เป็นสิ่งที่ผูกมัดให้ประชาชน ของสหราชอาณาจักรประเทศอังกฤษต้องรับการยอมรับ และในที่สุดประเทศชาติ รัฐบาล ก็ต้องเดินหน้าตามผลของการทำประชามติ ซึ่งนี่จึงเหตุผลที่ผมเท้าความจริง เพราะ ข้อเท็จจริงรัฐธรรมนูญฉบับที่เราใช้กันอยู่ ที่หลายคนยังจมอยู่กับวาทกรรมเผด็จการ ประชาธิปไตย และยังเข้าใจผิด ๆ อยู่ว่ามันเป็นผลพวงของการทำรัฐประหาร มันไม่ใช่ความจริงครับ มันเป็น รัฐธรรมนูญที่ถูกร่างขึ้นด้วยกลุ่มบุคคลที่เป็นอิสระจาก คสช. และในที่สุดผ่านการทำ ประชามติมากกว่าเสียงครึ่งหนึ่งและเป็นเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ เห็นชอบรับรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้มา แม้กระทั่งคำถามที่ถูกตั้งขึ้นมาและให้เพื่อน สว. ที่นั่งอยู่ในห้องนี้มีความอึดอัดใจ เพราะต้องมีอำนาจไปเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย ก็เป็นผลของการทำประชามติ ไม่ใช่ผลพวงของการ ทำรัฐประหารครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นหากเราคิดจะเดินหน้าประเทศ ไม่จมอยู่กับบ่วง วาทกรรมของเผด็จการประชาธิปไตย อยากจะเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญก็สามารถแก้เป็น รายมาตราทำได้ทันทีครับ ทำโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่นั่งอยู่ในห้องนี้ที่มาจาก การเลือกตั้ง เพราะหลังจากบังคับใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ. ๒๕๖๐ ผ่านการเลือกตั้ง ปี ๒๕๖๒ และปีที่แล้ว ปี ๒๕๖๖ ๒ รอบแล้วครับ ก็แก้ด้วยกลุ่มบุคคล คือ สส. เพื่อนสมาชิก ที่มาจากการเลือกตั้ง ภายใต้ของระบบการปกครองที่อยู่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย และ สำหรับวุฒิสมาชิก อีกไม่นานก็กำลังจะมีการเลือกตั้งเช่นเดียวกันครับ เพราะฉะนั้นหากจะ เดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญก็ต้องทบทวนความจำกันก่อน เตือนสติกันก่อนว่าถ้าจะทำเกือบทั้ง ฉบับ นอกจากสูญสิ้นหลักประกันของดีที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้ว มีความเสี่ยงแล้ว เสียงบประมาณแล้ว เสียโอกาสแล้ว เสียเวลาแล้ว เรามี Option เรามีทางเลือกที่สามารถ เดินหน้าไปได้ด้วยกระบวนการที่ทุกคนอยากให้เป็น คือประชาธิปไตย แต่ผมก็ไม่ติดใจครับ หากเพื่อนสมาชิกคิดว่าจะต้องเดินหน้า แล้วก็จะต้องไปแก้ไข ผมใช้คำว่า เกือบทั้งฉบับ เลยเป็นที่มาของการยื่นญัตติในวันนี้ขอศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความว่าก่อนจะกระทำดังกล่าว นั้นจะต้องมีการทำประชามติหรือไม่ พวกเราทุกคนยินดีโหวตให้ครับในวันนี้ ยื่นให้ ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ให้มีความชัดเจน แต่หากจะเดินหน้าทำแบบนี้ ผมเองในฐานะ เพื่อนสมาชิกของพรรครวมไทยสร้างชาติที่เคยได้แสดงจุดยืนชัดเจนและได้นำเสียงของ พวกเราทุกคน ๓๖ สส. ไปเป็นหลักประกันไว้ ประกาศชัดเจนก่อนที่จะมีการตั้งรัฐบาล ว่าเราขอว่าหากจะมีการแก้รัฐธรรมนูญนั้นไม่ได้ติดใจกับวิธีการครับ จะไปตั้งคณะไหน จะเรียก สสร. ไม่เรียก สสร. ไม่เป็นอะไรครับ แต่ขอหลักประกัน ยืนตามจุดยืนเดิม เป็นหลักประกันที่พวกเราไปแลก เอาเสียง ๓๖ เสียง ไปแลกมา นั่นคือ ๑. ไม่แตะหมวด ๑ บททั่วไปที่เกี่ยวกับระบบการปกครองของประเทศไทย หมวด ๒ หมวดพระมหากษัตริย์ และจะต้องไม่กระทบกับกระบวนการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ เป็นหลักประกันที่ในห้องเจรจาแสดงจุดยืนอย่างเปิดเผย แถลงทั้งหัวหน้าพรรค ท่านพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค และผมในฐานะเลขาธิการพรรคได้แสดงจุดยืนไว้และเป็น Commitment ร่วมกันกับรัฐบาล เพราะฉะนั้นผมขอท่านประธานครับ เรายินดีโหวดให้ ฝากท่านประธาน ผ่านไปยังผู้ที่จะได้ไปดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป ในช่วงที่มีการตั้งคำถามเพื่อเป็น หลักประกัน หากท่านยังจะเดินหน้าแก้เกือบทั้งฉบับ ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ต้องมีการ ทำประชามติขึ้นมา ก็ขอให้ระบุเป็นหลักประกันให้พวกเราไว้วางใจได้เลยครับ ใส่ลงไปเลยใน คำถามว่าการแก้รัฐธรรมนูญโดยไม่มีการแก้ไขในหมวด ๑ หมวด ๒ กับส่วนที่เกี่ยวข้องกับ การป้องกันปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ ถ้าทำแบบนี้พวกผมไว้วางใจครับ และในวันนี้ยินดีทุกเสียง สนับสนุนมีมติให้รัฐสภายื่นญัตตินี้ ยื่นความเห็นไปถึงสนับสนุน ให้ตีความเพื่อที่จะดำเนินการในคราวต่อไปครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ท่านเอกณัฐครับ ต่อไปเป็นท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัย ขอรอสักนิดนะครับ ผมจะอ่าน รายชื่ออีก ๑ ชุดครับ ต่อไปก็จะกลับมาฝ่ายค้าน ท่านธีรัจชัย พันธุมาศ ๑๕ นาทีนะครับ ท่านจิราพร สินธุไพร พรรคเพื่อไทย ฝ่ายรัฐบาล ๗ นาที ท่านดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม ๘ นาทีนะครับ เชิญ พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม เชิญครับ ๘ นาทีครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ เฉลิมชัย เครืองาม สมาชิกวุฒิสภา ท่านประธานครับ สว. ได้โควตาเวลา ๒ ชั่วโมง แล้วก็ มีผู้อภิปรายน้อย เจ้าหน้าที่แจ้งว่าขอให้เริ่มต้นที่ ๘ นาที ก็คงจะเกินเวลา ขอความกรุณา ท่านประธาน ท่านประธานครับ วันนี้เป็นอีกวาระหนึ่งที่รัฐสภาต้องกลับมาพิจารณา ในเรื่องที่มีความสำคัญ แล้วก็เป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของประชาชน ถามว่าทำไม ผมถึงเป็นผู้อภิปรายเป็นคนแรก จริง ๆ ก็ไม่ได้มีประเด็นที่จะลงในรายละเอียดของญัตติ ของท่านอาจารย์ชูศักดิ์ ขออภัยที่เอ่ยนาม รวมทั้งร่างแก้ไขสนับสนุน มาตรา ๒๕๖ มากเท่าไร แต่ผมมีประเด็นสำคัญก่อนที่เราจะไปไกลกว่านี้ ลึกกว่านี้ จนกระทั่งอาจจะ มีปัญหาเรื่องข้อกฎหมาย ที่ขออนุญาตท่านประธานและผู้เสนอญัตติช่วยกรุณาพิจารณา ร่วมกัน แล้วก็ขอคำตอบขอคำอธิบาย เพราะประเด็นที่ผมอยากเรียนถามนำเสนอ เป็นข้อสังเกต รวมทั้งคำถามนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง ท่านประธานครับ วันนี้เป็นการ ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ทั้งนี้ก็เป็นไปตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐ ของรัฐสภา ถ้าทุกท่าน จะกรุณาเปิดข้อบังคับ ข้อ ๑๐ ข้อบังคับ ข้อ ๑๐ มีดังนี้ครับ การประชุมรัฐสภาให้เป็นไป ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๕๖ ของรัฐธรรมนูญ ถ้าอย่างนั้นก็มาเปิดดูรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๖ มาตรา ๑๕๖ เขียนไว้ดังนี้ ในกรณีต่อไปนี้ให้รัฐสภาประชุมร่วมกัน มี (๑) (๒) (๓) ไล่ไป (๑๕) (๑๖) คำถามของผมเริ่มเลยว่า วันนี้ที่เรากำลังประชุมร่วมรัฐสภาอยู่นั้น เป็นการพิจารณาญัตติของผู้เสนอ ไม่เกี่ยวกับพรรค ผมเอาว่าไม่ใช้ชื่อพรรค ใช้ว่าคณะของ ท่านอาจารย์ชูศักดิ์ก็แล้วกัน ขออภัยที่เอ่ยนาม ผมจะใช้ชื่อนี้อีกบ่อย ท่านอาจารย์ชูศักดิ์ ช่วยกรุณาให้อภัยด้วยนะครับ ผมเคารพท่าน คำถามของผมก็คือว่าเรากำลังใช้รัฐธรรมนูญใน บทบัญญัติที่ว่าด้วยการประชุมร่วมของรัฐสภา ในมาตรา ๑๕๖ วงเล็บใดของการประชุมใน ครั้งนี้ (๑) ให้ความเห็นชอบเกี่ยวกับผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (๒) ปฏิญาณตนก็ว่าไป (๓) (๔) (๕) (๖) (๗) (๘) มีเรื่องของการเปิดปิดประชุมรัฐสภา เรื่องการตราข้อบังคับรัฐสภา แถลงนโยบาย มาตรา ๑๖๒ การประกาศสงคราม การแก้ไข พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ (๑๕) การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๕๖ (๑๖) กรณีอื่นตามที่บัญญัติไว้ใน รัฐธรรมนูญ ผมถามว่าวันนี้เป็นการพิจารณาในวงเล็บใด ใช่ (๑๕) หรือไม่ ต้องเรียนว่าไม่ใช่ วันนี้ไม่ใช่ (๑๕) คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญแน่นอน เพราะอะไรครับ เพราะร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญของท่านอาจารย์ชูศักดิ์และพรรคก้าวไกลที่นำเสนอต่อประธานรัฐสภาถูกยับยั้ง ท่านประธานรัฐสภาและสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะสำนักงานเลขาธิการ ของรัฐสภานี้ไม่บรรจุวาระนี้เข้าสู่การประชุมร่วมกันของรัฐสภา ผมขีดเส้นใต้ว่า การประชุม ร่วมกันของรัฐสภา ซึ่งกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐธรรมนูญนั้นตีกรอบเอาไว้ชัดเจนครับ อยู่ดี ๆ เรื่องโน่นนี่นั่นจะเอามาเข้าประชุมร่วมกันของรัฐสภาไม่ได้ อยู่ใน (๑๖) ประเด็น ๑๖ เรื่อง ๑๖ วงเล็บของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๖ เท่านั้น วันนี้ไม่ใช่การประชุมร่วมกันของ รัฐสภาเพื่อพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เป็นการพิจารณาญัตติของท่านอาจารย์ชูศักดิ์ ซึ่งเป็นเรื่องสืบเนื่องจากการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่การขอแก้ไขรัฐธรรมนูญนะครับ วันนี้ ต้องเข้าใจตรงกัน เพราะฉะนั้นผมก็ไม่ลงในรายละเอียดของคำพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ ก็จะมีคน ถามว่าวันนี้มันไม่ใช่การประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ มันก็ไม่ใช่ การประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่เป็นไปตามมาตรา ๑๕๖ แล้วก็ถูกบังคับด้วยข้อบังคับ ข้อ ๑๐ ว่าการประชุมร่วมกันของรัฐสภานั้นต้องพิจารณาตามมาตรา ๑๕๖ อันนี้เข้าใจ ตรงกันนะครับ ถ้าท่านใดแย้งก็ช่วยกรุณาแย้งได้เลยภายหลัง คำถามมีว่าแล้วเมื่อปี ๒๕๖๔ เคยมีญัตติทำนองอย่างนี้ของท่านไพบูลย์ สส. สมัยนั้น กับท่านสมชาย แสวงการ สว. ปัจจุบันร่วมกับคณะผู้เสนอ เคยเสนอญัตติทำนองนี้คล้าย ๆ กันเข้ามา แล้วทำไม วันนั้นไม่มีปัญหา ทำไมวันนี้ สว. เฉลิมชัย เครืองามจะบอกว่ามันอาจจะมีปัญหาไม่ชอบด้วย รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๖ ผมก็จะบอกว่าเพราะวันนั้นอย่าลืมนะครับ ผมก็อยู่ในเหตุการณ์ หลายท่านในที่นี้ก็อยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมด เรามีญัตติการแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ามาในรัฐสภา เรียบร้อยแล้ว เข้ามาเมื่อไรครับ เข้ามาตั้งแต่กันยายน ๒๕๖๓ พิจารณายืดเยื้อกันข้ามวัน ข้ามคืน หลายเดือนต่อเนื่องกันมา เดือนกันยายน เดือนตุลาคม เดือนพฤศจิกายน เดือน ธันวาคม เดือนมกราคม เดือนกุมภาพันธ์มีวาระ ๑ ยังไม่ผ่านวาระที่ ๑ เถียงกันมากมาย ผลสุดท้ายมีการตั้งกรรมาธิการขึ้นมาบอกว่าให้ไปพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ก่อนขั้นลง มติรับหลักการ พอเอาเรื่องของรายงานการศึกษากรรมาธิการเข้ามาก็ว่ากันไปวาระที่ ๑ มีการลงมติ ในที่สุด ๖ ร่าง เหลือแค่ ๒ ร่าง ก็ผ่านมาเข้าสู่การพิจารณาวาระที่ ๒ ว่ากันอีก เป็นเดือน จนกระทั่งวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ มีญัตติใหม่เข้ามาครับ ที่ผมว่านี้ ท่านไพบูลย์ นิติตะวัน ขออภัยที่เอ่ยนามท่านไม่ได้เสียหายอะไร กับท่านสมชาย แสวงการ ให้รัฐสภาลง มติรับรองญัตตินี้ตามมาตรา ๒๑๐ ของรัฐธรรมนูญ (๒) ให้มาพิจารณาเรื่องอำนาจหน้าที่ของ รัฐสภาว่ามีอำนาจหน้าที่ในการแก้ไขมาตรา ๒๕๖ ให้มีมาตรา ๒๕๖/๑ ให้มีหมวด ๑๕/๑ เพื่อตั้ง สสร. มาร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับหรือไม่ มันเกิดความขัดแย้งกันมากมายวุ่นวาย เพราะฉะนั้นจึงเป็นคำถามขณะนั้นว่ารัฐสภามีอำนาจหน้าที่ของตัวเองอย่างไรที่จะพิจารณา เรื่องนี้ เรื่องนี้ก็ลงมติกันว่าให้รับรองญัตตินั้นส่งคำถาม ส่งเรื่องปัญหานั้นไปให้ศาล รัฐธรรมนูญท่านวินิจฉัย ท่านจึงมีคำวินิจฉัยต่อมาเป็นคำวินิจฉัย ที่ ๔/๒๕๖๔ ดังที่เราทราบ กันหมดทุกท่าน แล้วก็เป็นปัญหาว่าไก่เกิดก่อนไข่ หรือไข่เกิดก่อนไก่ ผมเรียกญัตตินี้ว่า ญัตติไก่กับไข่ใครเกิดก่อน แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ มีปัญหาพัลวันอีรุงตุงนังยุ่งวุ่นวายไปหมด ต้องขอเวลาเกินครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นคำถามของผมก็กลับไปที่บอกว่า วันนี้เรา พิจารณามีรัฐธรรมนูญมาตราใดรองรับ ท่านก็ยังบอกว่าไม่ใช่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถ้าอย่างนั้น เป็นอะไรครับ คำตอบของท่านรวมทั้งฝ่ายเลขาที่บรรจุเข้ามานี้อาจจะบอกว่าเป็นมาตรา ๑๕๖ (๑๖) มาดูมาตรา ๑๕๖ (๑๖) ครับ กรณีอื่นตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ผมจะขยาย ความว่ากรณีอื่นตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ที่ชัด ๆ มีอะไรบ้าง คือมาตรา ๑๕๕ ว่าด้วย การอภิปรายทั่วไป คือรัฐสภาอภิปรายทั่วไปปัญหาวิกฤติ เรื่องของน้ำท่วม แผ่นดินถล่มทลาย โควิด-๑๙ วิกฤติเศรษฐกิจอะไรให้รัฐบาลพิจารณาร่วมกัน รวมทั้งมาตรา ๒๗๐ ในการ พิจารณากฎหมายปฏิรูปให้เอามารัฐสภา กรณีอื่นผมยังหาไม่เจอท่านประธาน มาตรา ๒๑๐ (๒) นี้เป็นเพียงบอกถึงอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญให้ท่านสามารถพิจารณาเรื่อง อะไรบ้าง ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ใน (๒) บอกว่าให้พิจารณาเรื่องปัญหาอำนาจหน้าที่ขององค์กรตาม รัฐธรรมนูญ เช่น รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา คณะรัฐมนตรี และองค์กรอิสระ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่ เรื่องใหม่ มีตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ หรือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เพียงแต่ไม่ได้เขียนแบบนี้ เรื่องนี้มันจึงมีกฎหมายพิเศษเฉพาะขึ้นมารองรับ คือ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธี พิจารณาศาลรัฐธรรมนูญ ผมไปอ่านดูหลายรอบ ถามผู้รู้ ถามผู้ร่าง ถามผู้ที่เกี่ยวข้อง ท่านประธานครับ ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้เป็นไปตามมาตรา ๔๔ ของ พ.ร.บ. ประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาศาลรัฐธรรมนูญ เขียนไว้ดังนี้ท่านประธาน
มาตรา ๔๔ การยื่นขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยคดีตามมาตรา ๗ (๒) ต้องเป็น ปัญหาซึ่งเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจที่เกิดขึ้นแล้ว ขีดเส้นใต้คำว่า ที่เกิดขึ้นแล้ว โดยในกรณีที่ ปัญหานั้นเกิดขึ้นกับหน่วยงานใด ให้หน่วยงานนั้นเป็นผู้มีสิทธิยื่นหนังสือต่อศาล ขอให้ศาล พิจารณาวินิจฉัย ในกรณีที่เป็นปัญหาโต้แย้งระหว่างหน่วยงาน ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีสิทธิ ยื่นหนังสือต่อศาลเพื่อขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัย มันก็จะมาตรงคำถามของผมกลับมาว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้เป็นข้อขัดแย้งของใครกับใคร เป็นข้อขัดแย้งของประธานรัฐสภา และสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กับคณะของท่านอาจารย์ชูศักดิ์ ขออภัย ที่เอ่ยนามอีกครั้งหนึ่ง คือในฐานะผู้ร่าง ผู้เสนอร่าง ประธานรัฐสภา สำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร และคณะผู้เสนอร่างความเห็นไม่ตรงกัน สาเหตุ เหตุผลมากมาย เอกสาร เป็น ๑๐ หน้า ผมไม่ไปเท้าความย้อนหลัง มีผู้อภิปรายมาแล้ว มันเป็นความขัดแย้งของระดับ คณะผู้เสนอร่างกับประธานรัฐสภา ถามว่าเป็นปัญหาของรัฐสภาหรือเปล่า ปัญหามันมา ที่รัฐสภาแล้วหรือยัง ผมตอบครับว่ายัง เพราะอะไรครับ เพราะร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญยังไม่ได้ เข้ามาบรรจุในรัฐสภา ปัญหาจึงไม่เหมือนกับเมื่อครั้งปี ๒๕๖๔ ซึ่งขณะนั้นปัญหาเกิดขึ้นแล้ว กับรัฐสภา เพราะรัฐสภาหยุดก็ไม่ได้ ไปต่อไม่ได้ ออกซ้ายออกขวาก็ไม่ได้ ปัญหามันอีรุงตุงนัง เพราะไม่รู้จะเดินหน้าอย่างไร ปัญหามันตกกับรัฐสภาแล้ว เพราะร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๔ เข้ามาในรัฐสภาแล้ว เราจึงหาทางออกด้วยการเห็นด้วยกับญัตตินั้น เมื่อปี ๒๕๖๔ ให้ส่งเรื่องนี้ที่เป็นปัญหาไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ศาลจึงรับ ผมอ่านคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญทุกหน้า หลายรอบ ความเห็นก็คือว่าศาลก็เห็นว่าเป็นปัญหาของรัฐสภา เพราะร่างมันเข้ามาแล้ว แล้วก็ต้องมีการพิจารณาว่าการใช้คำว่าผู้ทรงอำนาจสถาปนา รัฐธรรมนูญนั้น ศาลบอกว่าเป็นของประชาชนเจ้าของประเทศ เจ้าของเสียง เพราะฉะนั้น ศาลจึงมีคำวินิจฉัยดังที่เรารู้กัน ๔/๒๕๖๔ แล้วคราวนี้ล่ะครับ ญัตตินี้เป็นญัตติที่เกิด ความขัดแย้งระหว่างผู้เสนอร่างกับประธานรัฐสภา ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญยังไม่ได้เข้ามา ที่รัฐสภา ผมฟันธงครับ ปัญหายังไม่เกิดกับรัฐสภา ถ้าเราผ่านเรื่องนี้ไปผมบอกได้ว่าอนาคต จะมีปัญหากับรัฐสภาแน่ ๆ เมื่อไรที่มีคณะผู้เสนอร่างกฎหมาย ไม่ว่าร่างอะไรก็แล้วแต่ ชื่ออะไรก็แล้วแต่ เสนอประธานรัฐสภา แล้วประธานรัฐสภาไม่บรรจุ ไม่ใช่เฉพาะประธาน รัฐสภาครับ ประธานสภาผู้แทนราษฎรด้วย แล้วประธานนั้น ๆ ไม่บรรจุร่างเข้ามา ท่านก็จะ อ้างว่าเกิดความขัดแย้งกับสภาผู้แทนราษฎรหรือเกิดความขัดแย้งกับรัฐสภาแล้ว อย่ากระนั้นเลย เอาเข้ามาให้รัฐสภาพิจารณา มันก็จะย้อนกลับไปที่มาตรา ๑๕๖ ว่าท่านใช้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๖ วงเล็บใดในการบรรจุเรื่องนี้เข้ามา ผมไม่ได้ขัดแย้งกับท่านอาจารย์ ชูศักดิ์ เคารพท่าน แล้วผมก็เห็นด้วยว่าเรื่องนี้ต้องให้ชัดเจน ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะทำ ทั้งฉบับหรือเกือบทั้งฉบับนั้นท่านต้องทำประชามติกี่ครั้ง งบประมาณ ๓,๐๐๐ ล้านบาทต่อครั้ง ๔,๐๐๐ ล้านบาทต่อครั้งเป็นหมื่นล้านบาทต่อ ๓ ครั้งนี้ มันมากมายมหาศาล และเหตุผลของท่านผมก็เห็นด้วย ทำประชามติแล้วนี้ต่อไปเอาเข้ามารัฐสภา แล้วรัฐสภาตีตก วาระที่ ๑ หรือวาระที่ ๓ และ ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ ล้านบาท ที่เสียไปแล้วนี่ เสียมันไปทำไม ภาษี ประชาชน ทำประชามติก่อน ขณะเดียวกันครับ พูดกันเยอะ แต่ท่านไม่พูดถึงมาตราหนึ่งของ รัฐธรรมนูญที่มีความสำคัญ คือมาตรา ๑๖๖ พูดถึงเรื่องการทำประชามติ ใครเป็นคนทำ ประชามติ ออกพระราชกฤษฎีกาทำประชามติ คือรัฐบาล มาตรา ๑๖๖ เขียนดังนี้ ในกรณีที่ มีเหตุอันสมควร คณะรัฐมนตรีจะขอให้มีการออกเสียงประชามติในเรื่องใดอันมิใช่เรื่องที่ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญเขียนไว้หลายหน้าหลายบรรทัดเลยบอกว่า การ ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับนั้นรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนเอาไว้ ไม่ได้บัญญัติเอาไว้ แล้วอยู่ดี ๆ ใครจะไปบอกให้รัฐบาลออกพระราชกฤษฎีกา แล้วมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ให้มี สสร. นี้ผมถามว่ามันจะขัดมาตรา ๑๖๖ ไหม เรื่องนี้พูดกันเยอะ ในหลายวงในหลายเวทีก็พูดกัน ปัญหามันก็ตกมาอีกย้อนกลับมา ไข่เกิด ก่อนไก่ หรือไก่เกิดก่อนไข่ อีกนั่นละครับ ถามว่าเรื่องนี้ทางออกเป็นอย่างไร ผมมีทางออกให้ อีกนิดเดียวท่านประธานจะจบแล้วครับ ง่ายนิดเดียวครับ ไปดูที่ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาศาลรัฐธรรมนูญ ท่านประธานขออีกนิดเดียวเถอะนะครับ พ.ร.บ. ฉบับที่ ผมว่านี้ท่านก็เปิดทางเอาไว้แล้วครับ ให้หน่วยงานที่เป็นคู่ขัดแย้ง เรื่องนี้มันขัดแย้งระหว่าง ประธานรัฐสภากับสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กับคณะผู้เสนอร่าง ไม่ต้องเอาเรื่อง นี้เข้ามาให้รัฐสภาลงมติทำความเห็นไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ หน่วยงานที่ขัดแย้งกัน เพราะ มาตรา ๔๔ ท่านเขียนไว้แล้วครับ ในกรณีที่ปัญหานั้นเกิดขึ้นกับหน่วยงานใด ให้หน่วยงาน นั้นเป็นผู้มีสิทธิยื่นหนังสือต่อศาล ขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัย คู่กรณีคือคณะของท่าน อาจารย์ชูศักดิ์ อีกฝ่ายหนึ่งคือใครครับ คือประธานรัฐสภากับสำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร ทำไมไม่ให้ประธานรัฐสภากับสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้ทำเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ต้องเอาเรื่องนี้มาขอมติรัฐสภา ท่านก็จะได้คำตอบ ลองดูสิครับ ลองไปช่องแนวทางนี้ อีกช่องหนึ่งครับ เป็นอย่างที่อาจารย์ชูศักดิ์ ขออภัยอีกครั้ง ที่เอ่ยนาม ประธานรัฐสภาก็บรรจุญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ามาในรัฐสภาสิครับ บรรจุเข้า มาแล้วเราก็อภิปรายกัน แล้วเราก็บอกว่าเกิดปัญหาแล้ว ย้อนกลับไปเหมือน ปี ๒๕๖๔ แล้วนั่นละครับ ญัตตินี้จึงส่งไปที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ ถ้าอย่างนี้ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ มาตราใด แล้วทำไม่ขัดผิดแบบธรรมเนียมที่เราเคยทำเมื่อปี ๒๕๖๔ ปัญหาเท่านี้ก็จะยุติ แล้วเราก็จะได้คำตอบว่าเราจะทำประชามติกี่ครั้ง ครั้งที่ ๑ ทำเมื่อไร ครั้งที่ ๒ ทำเมื่อไร แล้วฝากผู้เสนอคำถามไป ท่านช่วยถามเพิ่มเติมไหมครับว่า การทำประชามตินั้นท่านช่วยใส่ ไว้ในคำถามประชามตินะครับว่าจะทำอย่างไรจึงจะไม่ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๖ ที่บอกว่า การทำประชามตินั้นต้องไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เพราะถ้าท่านไม่ถามคำถามนี้ปัญหา ตามมาอีกมากมาย ทำประชามติอย่างไรก็ขัดรัฐธรรมนูญครับ เพราะรัฐธรรมนูญบอกว่าไม่ให้ ทำประชามติในเรื่องที่ขัดรัฐธรรมนูญ ก็ท่านกำลังจะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ทั้งฉบับ มันก็ขัดรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นถามศาลไปด้วย ขอบคุณท่านประธานครับ
ชุดต่อไป นะครับ ท่านธีรัจชัย พันธุมาศ ท่านจิราพร สินธุไพร แล้วก็ท่านดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม นะครับ เชิญท่านธีรัจชัยครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม ชูศักดิ์ ศิรินิล ขออนุญาตขัดจังหวะ เพราะว่าท่านนายแพทย์เฉลิมชัย ก็พาดพิงมาหลายครั้ง
เชิญท่าน อาจารย์ชูศักดิ์ก่อนครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผมชูศักดิ์ ศิรินิล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้เสนอญัตติ ประเด็นของท่านเฉลิมชัย เครืองาม ก็ขอประทานโทษที่ต้องเอ่ยนาม จริง ๆ ท่านก็เป็นผู้มี ความรู้ความสามารถ โดยเฉพาะความรู้ทางกฎหมาย เราก็เคยโต้แย้งโต้เถียงกันหลายครั้ง หลายหน ตั้งแต่เรื่องของการพิจารณากฎหมายรัฐธรรมนูญบ้าง กฎหมายประชามติบ้าง สิ่งที่ ท่านกรุณานำเรียนที่ประชุมและตั้งเป็นข้อสังเกตว่าการที่เราพิจารณาญัตติกันในวันนี้ต้อง ด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ หรือขัดต่อข้อบังคับข้อใดหรือไม่ มีกฎหมายอะไรให้อำนาจเราไหม พิจารณาประชุมรัฐสภากัน อาจจะเป็นการประชุมที่ผิดกฎหมาย ก็จริงอย่างที่ท่านว่าครับ ผมได้เปิดดูรัฐธรรมนูญชัดเจน มาตรา ๑๕๖ การประชุมร่วมกันของรัฐสภามีอะไรบ้าง ก่อนที่ จะเสนอญัตติผมได้พิจารณาดูมาตรานี้อย่างชัดเจนแล้ว ก็เป็นไปตามที่กล่าว มาตรานี้ผมมี ประสบการณ์โดยตรง ในสมัยที่ทำกฎหมายประชามติด้วยกันกับท่านเฉลิมชัยนี่ละ ผมเป็นคนเสนอแปรญัตติว่าขอให้รัฐสภามีมติส่งรัฐบาลให้ทำประชามติได้ ครั้นมาดู มาตรา ๑๕๖ เข้าไปจริง ๆ ก็ปรากฏว่ามันไม่มีบทบัญญัติให้รัฐสภามีมติ พอรัฐสภามีมติได้ ต้องมีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาถึงจะมีมติได้ ก็กลายเป็นว่าหลังจากกฎหมายประชามติ ผ่านแล้วต้องไปออกข้อบังคับ ออกข้อบังคับอย่างไรครับท่านประธาน ขอให้สภา ผู้แทนราษฎรมีมติครั้งหนึ่ง พอมีมติเสร็จแล้วก็ส่งไปวุฒิสภาให้มีมติด้วยเป็นอีกครั้งหนึ่ง เพื่อที่จะถือว่าเป็นมติของรัฐสภา ผมทราบดีครับ มาตรา ๑๕๖ เขียนอย่างไร และมีกรณี ใดบ้างที่จะต้องประชุมร่วม แต่ที่สำคัญที่สุดตอนเสนอญัตตินี้ผมก็ศึกษาดูแล้วว่ามันจะมี ประเด็นช่องว่างอะไรหรือไม่ แล้วท้ายที่สุดก็จริงอย่างว่า ท่านนายแพทย์เฉลิมชัยก็กรุณา ติงมา ผมก็เคยตั้งวงคุยเรื่องนี้กันว่าท้ายที่สุดมันจะถูกโต้แย้งอย่างนี้ไหม ท่านประธาน ที่เคารพครับ ที่ผมเสนอนี้ไม่ได้เสนอญัตติให้รัฐสภามีการประชุมร่วมเพื่อพิจารณาญัตติแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ในวันนี้ไม่ใช่พิจารณาการแก้ไขญัตติเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เนื่องจาก อะไรครับ เนื่องจากประธานรัฐสภาไม่บรรจุ แต่ที่สำคัญที่สุดคือในวันนี้กระผมและคณะเสนอ ต้องการให้รัฐสภามีมติส่งศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ (๒) มาตรา ๒๑๐ (๒) ท่านประธานที่เคารพครับ เขาเขียนว่า ญัตติขอให้รัฐสภา มีมติว่ากรณีมีปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาตามมาตรา ๒๑๐ (๒) ของรัฐธรรมนูญ ถ้าสมาชิกรัฐสภาเป็นผู้เสนอต้องมีจำนวนสมาชิกรัฐสภารับรองไม่น้อยกว่า ๔๐ คน ความหมายของมาตรา ๒๑๐ (๒) มีความหมายว่า ถ้าคุณต้องการจะให้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอำนาจหน้าที่ของคุณ ต้องให้หน่วยงานนั้น ก็คือรัฐสภามีมติ เมื่อกระผมไปดูข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ ๓๑ ดังที่อ้าง ผมอ่านให้ท่านประธานฟัง ข้อ ๓๑ เขียนว่า ญัตติขอให้รัฐสภามีมติว่ากรณีมีปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภา ตามมาตรา ๒๑๐ (๒) ของรัฐธรรมนูญ ถ้าสมาชิกรัฐสภาเป็นผู้เสนอต้องมีจำนวนสมาชิก รัฐสภารับรองไม่น้อยกว่า ๔๐ คน ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้กระผมเสนอญัตติ ตามข้อบังคับ ข้อ ๓๑ เป็นข้อบังคับการประชุมรัฐสภา เพื่อขอให้รัฐสภามีมติ การที่ข้อบังคับ เขียนว่าให้รัฐสภามีมติ มันก็จะต้องมีการประชุมรัฐสภา แต่การประชุมรัฐสภานี้เกิดขึ้นได้ อย่างไร ก็เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ (๒) ที่กระผมต้องการจะให้รัฐสภาส่งเรื่อง ไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเราเดินมาตามนี้ ผมอ่านดูแล้วตั้งแต่ ข้อ ๓๑ ของข้อบังคับการประชุม เรื่องรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ (๒) แม้กระทั่งมาตรา ๑๕๖ ตามที่ท่านอ้าง ผมคิดว่าเรามีอำนาจหน้าที่ในการที่จะวินิจฉัย วินิจฉัย อย่างไรครับ ที่จะลงมติว่าขอให้รัฐสภาส่งเรื่องไป แต่ไม่ใช่การวินิจฉัยร่างแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมตามมาตรา ๑๕๖ แต่อย่างใด ก็กราบเรียนมาด้วยความเคารพ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ผมเข้าใจดีเกี่ยวกับเรื่องที่เราพิจารณาญัตติในวันนี้นะครับ ซึ่งเป็นเรื่องที่ขอให้ รัฐสภามีมติขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ (๒) ดังนั้นมันไม่มีทางเป็นอย่างอื่นนะครับ ต้องพิจารณาตามนี้ ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่
ท่านประธาน ขออนุญาตครับ
เดี๋ยวก่อน ครับท่าน เมื่อสักครู่ผมให้ท่านพูดไปแล้วเรื่องหนึ่ง ก็คือว่าท่านพลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม เหมือนกับว่าอธิบายเรื่องอื่น ๆ ว่ามันยังมีช่องทางนะ มีอย่างโน้นอย่างนี้ แต่มัน ไม่มีทางที่จะมาลงมติในที่นี้ได้นะครับ ถ้าจะพูดไปก็เหมือนกับว่ามาโต้เถียงกันในเรื่องที่ไม่ใช่ เรื่องนี้นะครับ
ท่านประธานครับ
ความเห็น ของท่านอาจจะถูกว่าควรจะทำอย่างนี้ดีกว่านะครับ ผมไม่ได้ทะเลาะกับใครนะครับ
ท่านประธานครับ ขออนุญาต ผมลุกขึ้นยืนแล้วก็ยกมือคือการประท้วง ท่านต้องอนุญาตให้ผมอธิบาย
ครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ สิ่งที่ ผมอภิปรายนั้น ผมได้เกริ่นนำไว้แล้วว่าต้องเป็นไปตามข้อบังคับการประชุม ทีนี้ข้อบังคับ การประชุม ข้อ ๑๐ ท่านช่วยกรุณาอ่าน ข้อ ๑๐ เขียนไว้ชัดเจนครับ การประชุมรัฐสภา ต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๖ ขีดเส้นใต้ การประชุมรัฐสภาต้องเป็นไปตามมาตรา ๑๕๖ ไม่ใช่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ (๒) เมื่อต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๖ ก็ดูมาตรา ๑๕๖ สิครับ มาตรา ๑๕๖ มีเรื่องอื่นนอกเหนือจาก ๑๖ เรื่องนี้หรือไม่ ไม่มีครับ เพราะฉะนั้นท่านประธานต้องวินิจฉัยตามที่ผมนำเรียนถามเป็นการประท้วงว่าท่าน ต้องวินิจฉัยว่าวันนี้เรากำลังประชุมร่วมกันของรัฐสภา เป็นไปตามข้อบังคับการประชุม ข้อ ๑๐ ใช่หรือไม่ ซึ่งข้อ ๑๐ บอกว่าต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๖ คำถามว่า มาตรา ๑๕๖ วงเล็บใด บันทึกเอาไว้เป็นหลักฐานครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ ช่วยกรุณาวินิจฉัย
คือผม วินิจฉัยไม่ได้ ผมวินิจฉัยได้แต่เพียงว่าเมื่อเสนอญัตตินี้ไปแล้วศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอย่างไร ผมไม่สามารถที่จะพูดชี้นำตอนนี้ก็ไม่ได้ หรือจะบอกว่าท่านพูดผิด ผมก็ว่าไม่ได้ ท่านเชื่อมั่น อย่างนั้น ท่านก็ลงมติไปว่าไม่เห็นด้วยตามที่ท่านชูศักดิ์เสนออย่างนี้ ก็เป็นวิธีการของ กระบวนการนิติบัญญัติของเรานะครับ
ท่านประธานครับ
เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทอง ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานครับ ผมไม่ได้มีประเด็นประท้วง หรือเห็นแย้งกับท่านที่กำลังพูดถึง ทั้ง ๒ ท่านแต่ประการใด แต่ผมอยากหารือท่านประธานในแง่ของการจัดการเวลาครับ ท่านประธานครับ เวลาที่เราเริ่มญัตติแล้ว เมื่อผู้อภิปรายท่านแรกได้อภิปรายจบแล้ว ก็จะเป็นการอภิปรายสลับกันระหว่างฝ่ายที่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ และ ในท้ายที่สุดนั้นเจ้าของญัตติหรือผู้ที่อภิปรายเปิดก็จะมีสิทธิที่จะอภิปรายตอบคำถาม เพื่อนสมาชิกที่อาจจะสงสัยหรือสรุปอีกครั้งหนึ่งตามข้อบังคับ ข้อ ๕๑ ครับ ฉะนั้นด้วยความ เคารพนะครับ ท่านอาจารย์ชูศักดิ์ เป็นอาจารย์ของผมด้วย ผมไม่อยากให้มีการตอบกันไป ตอบกันมา เพราะว่าจะกินเวลาแต่ละฝ่ายนะครับ แล้วก็จะกระทบต่อการบริหารจัดการเวลา ภาพรวม อยากให้ท่านประธานได้กรุณากระชับว่าอยากให้เป็นการอภิปรายสลับกันไปตาม วาระ แล้วในท้ายที่สุดท่านอาจารย์ชูศักดิ์ก็มีเวลาที่จะอภิปรายสรุป อาจจะเกินเวลาไปบ้าง อันนั้นรับได้ครับ และเป็นความจำเป็นที่ท่านจะต้องตอบสภาให้ครบถ้วน แต่ว่าไม่อยากให้ เกิดบรรยากาศในการที่จะโต้ตอบกันไปในตอนนี้ ซึ่งไม่เป็นไปตามข้อบังคับ ก็ขออนุญาต หารือและก็ปรึกษาท่านประธานด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
คือผมก็เพิ่ง ชุดแรกนะครับ เพิ่งกำหนดไปชุดแรก แล้วก็ชุดที่ ๒ ตามที่ท่านต้องการทุกอย่าง พอถึงชุดที่ ๓ ท่านว่างไว้ ท่านบอกจะปล่อยไปครับ ดังนั้นผมก็จะปฏิบัติไปตามนี้ ซึ่งเป็นความต้องการ ของแต่ละฝ่าย ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายสมาชิกวุฒิสภานะครับ ผมจะควบคุมเวลาตามที่เขา ต้องการอย่างเคร่งครัดนะครับ อย่าเสียเวลาเลยนะครับ ผมไม่ได้มีอะไรพิเศษหรือพิสดาร นะครับ
ท่านประธานครับ
ท่านคง ไม่เกี่ยวกระมังครับ
เกี่ยวครับ ท่านประธาน
เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผม ว่าที่ร้อยตรี วงศ์สยาม เพ็งพานิชภักดี สมาชิกวุฒิสภา ท่านอาจารย์เฉลิมชัย ท่านหารือ กับท่านประธานว่าการประชุมร่วมกันของรัฐสภาในวันนี้มีความชอบหรือไม่ ท่านอาจารย์ เฉลิมชัยยังไม่ได้อภิปรายลงในเนื้อหาเลยครับ
อภิปราย ไปแล้วครับ แล้วท่านยังไม่มีสิทธิครับ
ท่านหารือ ท่านประธานว่ามันใช่ตามมาตรา ๒๕๖ หรือไม่ ตามข้อบังคับหรือไม่ ให้ท่านประธานวินิจฉัย วันนี้ถ้าท่าน สส. มีปัญหากับประธานสภาของท่านในการไม่บรรจุญัตติ ท่านก็มีเสียงในสภา เพราะว่าเป็นทั้งพรรคเพื่อไทย ขออนุญาต เป็นทั้งพรรคก้าวไกล มีเจตนาเดียวกันที่จะร่วมกัน แก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นวันนี้สมาชิกวุฒิสภาหลายท่านมีความกังวลใจว่าเราไปร่วม โหวตด้วยในฐานะอะไร ท่านประธานต้องวินิจฉัยนะครับ ขอบพระคุณครับ
ครับ การโหวตถ้าไม่เห็นชอบด้วย No Vote หมด ถ้าโหวตไม่ให้ นี่คือนิติบัญญัตินะครับ ดังนั้นอย่า ยกประเด็นนี้ขึ้นมาเลยครับ ไม่เกี่ยวอะไรเลย ไม่ได้มีการว่าอะไรกันทั้งสิ้น แล้วก็ญัตตินี้ ผมได้อธิบายไปเมื่อสักครู่นี้แล้วนะครับ เอาตามบัญชีไว้ดีกว่า เสียเวลาไปโดยใช่เหตุนะครับ ท่านธีรัจชัยครับ ถึงเวลาแล้วครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขตหนองจอก มีนบุรี ลาดกระบัง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ เกี่ยวกับญัตติของท่านอาจารย์ ชูศักดิ์ ศิรินิล ขออนุญาตเอ่ยนาม ที่ต้องการที่จะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญได้โปรดวินิจฉัยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอโดยพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลนั้นจะสามารถที่จะเสนอ ได้หรือไม่ ขอเรียนด้วยความเคารพอย่างนี้ ในกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญของเรานับแต่ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เป็นต้นมา ปัญหาคือมีอยู่ ๒ ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งคือฝ่ายที่ได้ประโยชน์จาก รัฐธรรมนูญ นั่นคือเป็นฝ่ายที่เชื่อมโยงกับการรัฐประหาร มีมากมายหลายท่าน จะไม่เอ่ย เอาเป็นฝ่ายแล้วกัน จะพยายามให้เหตุผลที่จะให้แก้ยากและให้ไม่ได้แก้ อีกฝ่ายหนึ่งที่เป็น ฝ่ายที่มาจากการเลือกตั้งจากประชาชน ก็มักที่จะยืนยันว่าเจตจำนงของประชาชนที่จะแก้ไข ให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนนั้นอยากจะให้แก้รัฐธรรมนูญ แต่ถูกขัดขวางและตกตลอด ที่ผ่านมาในส่วนของศาลรัฐธรรมนูญได้มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงการที่มาวางกลไกก้าวล้ำ ก้าวล่วงในส่วนของอำนาจนิติบัญญัติหรือไม่ ที่มากำหนดวิธีการ อำนาจวิธีการต่าง ๆ ในการ ร่างว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง ยกตัวอย่างนะครับ ในคำวินิจฉัย ที่ ๔/๒๕๔๖ ในช่วงท้ายก็บอก ไว้ว่า รัฐสภามีหน้าที่และอำนาจจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ได้ โดยต้องให้ประชาชนผู้มี อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ลงประชามติเสียก่อนว่าประชาชนประสงค์จะให้มีรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่หรือไม่ และเมื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้วต้องให้ประชาชน ลงประชามติเห็นชอบหรือไม่กับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกครั้งหนึ่ง เรียนอย่างนี้นะครับ นี่คือ คำวินิจฉัยของศาลในช่วงท้ายของคำวินิจฉัย ที่ ๔/๒๕๔๖ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ บัญญัติ ไว้ชัดเจนว่า รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ ต้องปฏิบัติหน้าที่ ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยเกินกว่ากฎหมายไม่ได้ เรามาดูในส่วนที่เมื่อสักครู่ที่ท่านสมาชิกวุฒิสภาบางท่านได้กรุณาอภิปราย อ้างมาตรา ๒๑๐ มาตรา ๒๑๐ เขาบอกว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ (๑) พิจารณาวินิจฉัย ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายหรือร่างกฎหมาย (๒) พิจารณาวินิจฉัยปัญหา เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา และคณะรัฐมนตรี หรือ องค์กรอิสระ (๓) หน้าที่และอำนาจอื่นตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ นั่นหมายความว่าการที่ ศาลจะวินิจฉัยมีอำนาจ คือจะไม่เกินนี้เท่านั้นคือต้องปฏิบัติเป็นไปตามกฎหมาย เรื่องแรก สำคัญมาก ก็คือ
(๑) พิจารณาความชอบโดยรัฐธรรมนูญของกฎหมายหรือร่างกฎหมาย ตัววัตถุของตัวนี้ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยคือต้องมีร่างรัฐธรรมนูญก่อน ถึงจะวินิจฉัยว่า โดยชอบหรือไม่ เพราะถ้าไม่มีวัตถุของกฎหมาย ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาร่างก่อนไม่ได้
(๒) พิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ซึ่งเมื่อสักครู่ท่านวุฒิสภาก็บอกไว้แล้วว่ามันเป็นเรื่องความ ขัดแย้งขัดข้องขององค์กรแต่ละหน่วยงาน ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจก้าวล่วงมาวางกติกา ก้าวล่วงในส่วนของอำนาจนิติบัญญัติซึ่งฝ่ายบริหาร Montesquieu บอกไว้เลยครับ การแบ่งแยกอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ นิติบัญญัติ คือออกกฎหมายบริหารบังคับใช้ กฎหมาย ตุลาการ วินิจฉัยกฎหมายทั้ง ๓ อำนาจ เหมือนบ้าน ๓ หลัง ที่อยู่ด้วยกัน ติด ๆ กัน แต่จะข้ามรั้วไปฝั่งอีกบ้านหนึ่งให้ทำอย่างไร ไม่ได้ แต่ในส่วนข้อกฎหมาย รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ เขาให้พูดถึงเรื่องอำนาจหน้าที่เท่านั้น คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่บอกไว้ ว่า รัฐสภามีอำนาจหน้าที่ทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ อันนี้ถือว่าใช่ครับ เป็นวินิจฉัยถูกต้องว่า อำนาจหน้าที่ใหม่ได้ คือวินิจฉัยถึงอำนาจหน้าที่ แต่ส่วนที่เกินมาครับ เป็นข้อกำหนดที่ก้าว ล่วงถึงอำนาจนิติบัญญัติ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจในการวินิจฉัยตรงนี้ ก็คือ โดยให้ ประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ลงมติเสียก่อนว่าประชาชนจะประสงค์ให้มี รัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และเมื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว ต้องให้ประชาชน ลงประชามติเห็นชอบหรือไม่กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกครั้งหนึ่ง นี่คือเป็นการก้าวล่วง อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่มีกฎหมายให้อำนาจทำไว้ แต่ก็เขียนมาแล้วนะครับ เป็นการ ขยายอำนาจเข้ามาอีกบ้านหนึ่ง คือบ้านของฝ่ายนิติบัญญัติบอกว่าห้องน้ำจะต้องไม่อยู่ หลังบ้าน จะต้องอยู่หน้าบ้าน หรืออะไรต้องไปให้เขาจัดการ นี่คือก้าวล่วง ผมเรียนอย่างนี้ว่า ถ้าเป็นอย่างนี้ นั่นหมายถึงว่าอำนาจนิติบัญญัติจะอ่อนด้อยและถูกด้อยค่าจากศาล รัฐธรรมนูญ และการขยายขึ้นมา ถ้าเป็นอย่างนี้ โดยที่รัฐสภาแห่งนี้เอาญัตตินี้ ไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ และรัฐธรรมนูญที่มาเป็นอย่างไรครับ ศาลรัฐธรรมนูญครับ มาจากการสรรหา มี ๔ คน ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครอง ประธานสภา ผู้แทนราษฎร แล้วก็ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร บวกกับองค์กรอิสระอีก ๖ องค์กร องค์อิสระมาอย่างไรครับ มาจากการเลือกตั้งของสมาชิกวุฒิสภา แล้วก็การสรรหา แบบเดียวกัน และวุฒิสภามาจากไหนครับ แต่งตั้งจาก คสช. ๖ องค์กรอิสระ กับ ๔ องค์กร ตามกฎหมาย ถามว่าองค์กรเหล่านี้จะมีอย่างไรครับ ก็เป็นที่มาเชื่อมโยงกับการรัฐประหาร ในส่วนนี้เท่านั้นเอง ผมบอกตอนต้นแล้วว่ามี ๒ ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งไม่ประสงค์ที่จะให้มีการแก้ อีกฝ่ายหนึ่งต้องการทำเจตจำนงที่จะเป็นการแก้ เพื่อให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน ถ้าเป็นอย่างนั้นถึงแม้จะส่งไป ไม่มีทางหรอกครับ เพราะการกำหนดเงื่อนไขตรงนี้ ที่กำหนด มาว่าต้องทำอะไรบ้าง ต้องให้ประชาชนทำก่อน เป็นการก้าวล่วงแล้วครับ ไม่มีผูกพัน ผูกพัน ไม่ได้ เพราะไม่ได้ทำตามกฎหมาย ๒. ในการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ เขากำหนดประเด็นอย่างไรครับ เขาให้ถาม กฎหมายบอกให้ถามถึงอำนาจหน้าที่ ก็ตอบ ไปแล้ว ใช่ แต่การกำหนดประเด็นพิพาทเขากำหนดเป็นแบบนี้ครับ กรณีที่ขัดแย้งต่อ รัฐธรรมนูญหรือไม่ก็ตาม สมควรมีมาตรการปรับปรุงกฎหมายหรือไม่อย่างไร มากำหนด ประเด็นที่เกินกับอำนาจตามกฎหมาย มากำหนดคือมาตรการคือมาก้าวล่วงนิติบัญญัติ นะครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องของฝ่ายนิติบัญญัติที่จะตกลงกันเอง ตกลงกันเองแล้วทำกันเองว่าเรา ควรจะมียื่นอย่างไร รับอย่างไร ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีสิทธิกำหนด ตัวนี้เป็นคำตอบอันหนึ่งว่า ในการพิจารณาวันนี้จะส่งไปหรือไม่อย่างไร ถ้าส่งไป นั่นหมายความว่า ส่งไปก็คือว่า ก็คือไป ให้อำนาจ ยื่นดาบ หรือหมายถึงว่ายื่นคอไปให้เขาตัดสิน ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าธงคือจะทำให้แก้ ยาก หรือไม่ได้แก้ ไม่มีทางอยู่แล้วครับ ส่งไปไม่มีทาง ทางที่ดีที่สุดสภาของเรา ซึ่งตอนนี้รัฐสภาอาจจะไม่เต็มร้อยที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน อาจจะมี ๒๕๐ อยากจะมาในส่วนตรงนี้ เราก็สู้ไปแบบนี้เพื่อคืนอำนาจของประชาชนให้ได้ เรายื่นยันไปเอง แต่สำคัญคือเราต้องกล้าหาญในส่วนสภาผู้แทนราษฎรครับ ประธานรัฐสภา ก็คือ ประธานสภาผู้แทนราษฎร จะถอดใจความไม่กล้าหาญและหวาดกลัวต่ออำนาจที่ไม่ได้ทำ ตามกฎหมาย ไม่ได้ จะต้องกล้าหาญกว่านี้ครับ ที่ผ่านมาการเสนอร่างของฝ่ายพรรคเพื่อไทย ขออนุญาตเอ่ยนะครับ ที่อาจารย์ชูศักดิ์ของพรรคก้าวไกลส่งไป และเหตุผลที่มีหนังสือ ของเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรคือฝ่ายกฎหมาย แล้วก็เชื่อตามนั้น บอกว่าเป็นการแก้ ในหมวด ๑๕/๑ เป็นการแก้ทั้งฉบับ และจะต้องแก้ไข คือจะต้องมีการทำประชามติก่อน คือขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญ จะต้องส่งศาลจนมาถึงญัตติในวันนี้ กรณีแบบนี้นั่นคือประธาน รัฐสภานั้นไปเชื่อต่อฝ่ายข้าราชการประจำครับ สำนักเลขาธิการรัฐมนตรีเป็นฝ่ายกฎหมาย อะไรแล้วก็ตั้งแต่ เขาเป็นฝ่ายนิติกรรมมีอำนาจไหนรองรับมาเป็นอำนาจของประชาชน ที่จะต้องให้มากำหนดห้าม ไม่ห้าม หรือมาชี้ขาดว่าอะไรต้องไปต่อ นี่คือกระบวนการ ๒ ชั้น ที่ปิดกั้นอำนาจของตัวเอง ชั้นที่ ๑ คือประธานสภาไม่กล้า แล้วไปเชื่อสำนักเลขาธิการ ซึ่งมี ใครบ้าง อย่าให้เปิดชื่อนะครับ ๑ ๒ ๓ ใครครับ มีอำนาจอะไร มาวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้น แล้วก็บอกว่าไม่ให้แก้ไข แล้วบอกว่าการแก้มาตรา ๒๕๖ อย่างนี้นะครับ ที่กระบวนการแก้ไข รัฐธรรมนูญเป็นการแก้ไขทั้งฉบับ เอาอะไรมาวินิจฉัย ใช้อำนาจอะไรครับ แล้วประธานสภา ทำไมต้องเชื่อด้วยล่ะครับ ความสง่างามของประธานรัฐสภาไปไหน กลัวอะไรนักหนาครับ ผมขอคำตอบด้วยนะครับ จากท่านประธานรัฐสภาว่ารายชื่อใครครับ แล้วมีอำนาจอะไรที่จะ มากำหนดชี้ขาดอย่างนี้ไป ความจริงแล้วท่านประธานสภาเป็นตัวของตัวเองและมั่นใจใน อำนาจนิติบัญญัติ ซึ่งมีความชอบธรรมทางประชาธิปไตยสูงอยู่แล้ว สามารถยื่นญัตติ ยื่นร่างรัฐธรรมนูญเข้าไปได้เลย และพิจารณาไปเลย ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจ ข้อ ๑ ตามมาตรา ๒๑๐ คือพิจารณาตัวร่างกฎหมายว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญ การพิจารณาก็คือ ก่อนประกาศใช้ กับหลังประกาศใช้เท่านั้น ส่วนจะทำประชามติหรือไม่ อย่างไร มันอยู่ที่สภา เป็นผู้กำหนดเอง ไม่ต้องมาก้าวล่วง ไม่ต้องมาก้าวล่วงนะครับ ท่านไม่มีอำนาจในการก้าวล่วง มาวินิจฉัยเกิน ขณะนี้เกินอำนาจตัวเองแล้วมาก้าวล่วง เหมือนไปบอกว่าต้องไปรื้อบ้าน ส่วนโน้นส่วนนี้ บ้านชาวบ้านเขา ท่านประธานที่เคารพครับ อำนาจมันมักจะทำให้คนเสียคน แต่ถ้าอำนาจที่เด็ดขาดอยู่กับมือของใครมักจะทำให้คนนั้นเสียคนอย่างเด็ดขาด อำนาจ ๒ อำนาจ ถ้าตุลาการมีอำนาจในการออกกฎเกณฑ์ ออกกฎหมายได้ด้วย นั่นคือจะทำให้คนที่ ใช้อำนาจนั้นเสียคนอย่างเด็ดขาด ตอนนี้ศาลรัฐธรรมนูญกำลังก้าวล่วงมากำหนดกฎเกณฑ์ ด้วยให้ว่าต้องทำประชามติกี่ครั้ง โดยที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มีการทำประชามติแค่ครั้งเดียว นะครับ แต่กรรมาธิการแก้ทำไมต้องทำ ๒ ครั้ง ผมไม่เข้าใจ คุณเอาอำนาจจากไหนมา กำหนดว่าต้องให้ ๒ ครั้งล่ะครับ และการแก้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ การฟังประชามติ เป็นประชามติทั่วโลกเขาบอกว่ามีปัญหา คนมาคัดค้านก็ถูกจับกุมนะครับ หรือแม้กระทั่ง คำถามพ่วงที่ออกมาก็คลุมเครือ ให้คนเข้าใจผิด และมีการหลอกล่อบอกว่าให้รับไปก่อน แล้วแก้ทีหลัง มันจะทำไม่ให้แก้เลย พอเขาหลงเชื่อให้ผ่านไปก่อน เพราะอีกคนอยากเลือกตั้ง อยากได้อำนาจมาเป็นของประชาชนเลือกตัวแทนของเขา เขาก็ทำขึ้นมา แต่มาถึงนี้มาตั้งต้อง ทำประชามติ ๒ ครั้ง และตอนนี้บางฝ่ายว่าจะให้ทำ ๓ ครั้ง ๓ ครั้ง มีร่างตรงไหนให้บอกครับ ไปถึงบอกว่าจะให้ทำหรือไม่ ๓ ครั้ง ๆ ละ ๓,๒๐๐ ก็ ๙,๐๐๐ คือเอาตัวเลขทางเศรษฐกิจมา บีบว่าอย่าให้ทำ นี่คือตัวขัดขวางนะครับ ทำให้มันยากและทำไม่ได้ แล้วถ้าทำไม่ได้พอ รัฐธรรมนูญออกมาไม่ทำตามนี้ก็บอกว่าไม่ชอบอีก แต่ผมถามว่าศาลรัฐธรรมนูญคุณมา จากไหนล่ะครับ มาจากกลไกที่เชื่อมโยงนะ เชื่อมโยงได้นะครับกับสมาชิกวุฒิสภาที่เลือกมา หรือบางทีจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติเลือกเข้ามา และกลไกในการที่จะคัดสรรขึ้นมา ซึ่งมัน ยึดโยงต่ออำนาจรัฐประหาร ทำรายละเอียดด้วยความเป็นธรรมจริง ๆ ด้วยความเคารพ จริง ๆ ในเชิงของรัฐผมไม่ได้ว่าเรื่องตัวบุคคลนะครับ แต่ผมเชื่อเรื่องกลไกของอำนาจ มันไม่ได้ ดังนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราจะต้องทบทวนอำนาจของเราเอง ไม่จำเป็นต้องส่งเรื่องไปให้ ศาลรัฐธรรมนูญครับ เพียงแต่ว่าเราต้องมาจัดการของเราในส่วนสภาผู้แทนราษฎร ในส่วน รัฐสภาว่าเราจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร แล้วให้ประธานสภากล้าหาญกว่านี้ ใช้คำว่า ประธานสภากล้าหาญกว่านี้ ในการยืนยันอำนาจของเราเอง และเราสามารถที่จะเดิน ไปด้วยกันในการที่จะแหวกวงล้อมของการที่ปิดกั้นไม่ให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อตัดองค์กร ที่เอาเปรียบ เยอะแยะที่วางไว้ กลไกเต็มไปหมด ขัดขวางการพัฒนาประชาธิปไตย และเอาเปรียบในเชิงอำนาจ ไม่มาแข่งขันอย่างเป็นธรรม และต้องการมีอำนาจโดยไม่ผ่าน ประชาชนเราต้องการอย่างนี้ เอาสักทีหนึ่ง เรียนฝากท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและฝาก ท่านสมาชิกวุฒิสภา อยากให้ท่านฝากผลงานไว้สักครั้งหนึ่ง ถ้าเป็นไปได้ถ้ามีโอกาสร่วม ในการแก้ไขการเลือกตั้งกรรมการอย่างนี้ก็ช่วยกันแก้เถอะถ้าท่านยังอยู่นะครับ แล้วก็ผ่านไป คืนอำนาจให้ประชาชนจริง ๆ เถอะครับ อย่าขวางเลย และการยกบอกว่ามีการทำประชามติ อะไรมันอายเขา อย่ายกอีกเลยครับ อายเขา ยกกี่ครั้งก็คือมันน่าอายนะครับ มันไม่ได้ ชอบธรรมสักนิดหนึ่ง ขอฝากให้พวกเรานั้น และเรียนย้ำท่านประธานรัฐสภา ขอให้ท่าน กล้าหาญเพื่อที่จะผ่านร่างรัฐธรรมนูญนี้ไปด้วยกันครับ
ต่อไปเชิญ ท่านจิราพร สินธุไพร พรรคเพื่อไทย ๗ นาทีนะครับ
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน จิราพร สินธุไพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด เขต ๕ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ นับแต่การหาเสียงเลือกตั้ง ปี ๒๕๖๒ พรรคเพื่อไทย เป็นพรรคที่ถือธงนำในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ฉบับนี้มาโดยตลอด ในปี ๒๕๖๓ พรรคเพื่อไทย นำโดยท่านสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยในขณะนั้น ได้ยื่นร่าง แก้ไขรัฐธรรมนูญถึง ๕ ฉบับ แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าสุดท้ายไปไม่ถึงฝั่งฝัน ต่อมาปี ๒๕๖๔ พรรคเพื่อไทยได้ยื่นขอแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกครั้ง จำนวนราว ๔ ฉบับ และเช่นเคยค่ะ ที่ประชุม รัฐสภามีมติไม่ให้ไปต่อ มีเพียงร่างแก้ไขระบบการเลือกตั้งบัตร ๒ ใบที่ผ่านการพิจารณา และได้ใช้ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ปี ๒๕๖๕ พรรคเพื่อไทยได้หัวหน้าพรรคคนใหม่ ท่านนายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว แต่เราก็ยังยืนหยัดในการผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ให้เป็นประชาธิปไตยเช่นเดิม ในขณะนั้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทยได้เข้าชื่อกัน เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่สามารถฝ่าด่านหินไปได้ ท่านประธานที่เคารพ ความพยายามของพรรคเพื่อไทย ดิฉันคิดว่าไม่ต่ำกว่า ๑๔ ครั้ง ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผนวกกับเสียงของประชาชนที่เรียกร้องให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น จนถึง วันนี้ยังไม่สามารถทำได้สำเร็จ เป็นเครื่องยืนยันว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ไม่ใช่เรื่อง ง่าย ต้องอาศัยความร่วมมือ ร่วมแรงร่วมใจจากทุกฝ่ายในการผลักดัน อย่างไรก็ดีหลังการ เลือกตั้งปี ๒๕๖๖ เมื่อพรรคเพื่อไทยสามารถรวบรวมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้ และมีโอกาสเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เรายังไม่ละความพยายามในการสานต่ออุดมการณ์ และจุดยืนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ดังที่ท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ได้แถลง นโยบายต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๖๖ ซึ่งในหน้า ๖ มีรายละเอียดของนโยบาย เร่งด่วน สุดท้ายระบุว่าการแก้ปัญหาความแตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ เพื่อให้คนไทยได้มีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น โดยยึด รูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและไม่แก้ไข ในหมวดพระมหากษัตริย์ และด้วยความร่วมมือของพรรคร่วมรัฐบาลและอีก หลายฝ่าย รัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางในการทำประชามติ เพื่อแก้ไขปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ซึ่งวันนี้ได้สรุปผลเรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ดีจากประสบการณ์ในการยื่นแก้ไข รัฐธรรมนูญในอดีตที่ผ่านมาทำให้พรรคเพื่อไทยต้องดำเนินการด้วยความละเอียดรอบคอบ ดังนั้นพรรคเพื่อไทย นำโดยท่านอาจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล กับคณะ ได้เสนอร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๖๗ มุ่งหวังที่จะเป็นอีก ๑ แรง และอีก ๑ หนทางในการช่วยเปิดเส้นทางที่จะนำไปสู่การแก้ไข รัฐธรรมนูญให้สำเร็จ อย่างไรก็ดีเมื่อประธานรัฐสภามีคำวินิจฉัยไม่บรรจุวาระร่างขอแก้ไข รัฐธรรมนูญที่พรรคเพื่อไทยได้ยื่นไป ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามแนวทางเดิมของท่านประธาน รัฐสภาคนก่อนได้วินิจฉัยว่า ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวไม่เป็นไปตามคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ ซึ่งดิฉันต้องเรียนว่าการที่ประธานรัฐสภาไม่บรรจุญัตติ แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้ทำให้ความพยายามในการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย สูญเปล่า พรรคเพื่อไทยเราทราบดีถึงความยากลำบากและเห็นถึงอุปสรรคของการแก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับนี้มาตั้งแต่ต้น เราจึงพยายามใช้ทุกโอกาสที่มี เพื่อกรุยทางทำให้นำไปสู่ การแก้ไขรัฐธรรมนูญสำเร็จได้จริงตามที่ได้หาเสียงไว้ ดังนั้นวันนี้พรรคเพื่อไทย นำโดย อาจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล ได้เสนอญัตติเรื่องขอให้รัฐสภามีมติขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา วินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ (๒) มุ่งหวัง เพื่อนำคำวินิจฉัยของประธานรัฐสภาไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความ ซึ่งการดำเนินการนี้ จะทำให้ศาลธรรมนูญต้องวินิจฉัยว่าการที่สมาชิกรัฐสภาได้เสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม โดยมีบทบัญญัติว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยที่ยังไม่ได้ถามประชามติ จากประชาชนว่าประชาชนเห็นด้วยกับการจัดทำร่างฉบับใหม่นั้น รัฐสภาจะสามารถบรรจุ วาระและพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมนั้นได้หรือไม่ หรือต้องทำประชามติก่อนที่จะ มีการเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ท่านประธานที่เคารพคะ ถ้าเราดูสิ่งที่ศาล รัฐธรรมนูญต้องวินิจฉัยท่านจะเห็นว่าญัตติในวันนี้มีความสำคัญ และเป็นโอกาสที่เราจะทำให้ เกิดความชัดเจนเกี่ยวกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ ซึ่งเป็นประเด็นที่ ถกเถียงกันมาตลอดถึงความไม่ชัดเจนของการตีความ ว่าสรุปแล้วการจัดทำประชามติต้องทำ กี่ครั้งกันแน่ ๒ ครั้ง หรือ ๓ ครั้ง แม้พรรคเพื่อไทยจะมีมุมมองเดียวกันกับพรรคฝ่ายค้าน หลายท่านว่าการทำประชามติต้องทำเพียงแค่ ๒ ครั้ง แต่ก็ยังเป็นมุมมองและการตีความที่ยัง ไม่ได้ข้อยุติ ซึ่งในส่วนนี้เราต้องการความรอบคอบและรัดกุม เพราะการทำประชามติ แต่ละครั้งเหมือนที่ท่านสมาชิกหลายท่านอภิปราย ต้องใช้งบประมาณไม่ต่ำกว่าราว ๓,๐๐๐-๕,๐๐๐ ล้านบาท การอภิปรายไปก่อนหน้านี้เราก็จะเห็นว่าถ้าคำวินิจฉัยของศาล รัฐธรรมนูญบอกว่าเราต้องทำแค่ ๒ ครั้ง เราก็จะสามารถประหยัดงบประมาณได้ หลายพันล้านบาท หรือหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าต้องทำ ๓ ครั้ง หรือกี่ครั้งก็ตาม ก็จะเป็นแนวทางปฏิบัติที่ทำให้เรามั่นใจได้ว่า ถ้าเราเดินตามทางนี้การแก้ไขรัฐธรรมนูญน่าจะ ปลอดภัย และนำไปสู่การแก้ไขให้สำเร็จได้จริง ท่านประธานที่เคารพคะ หากศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยที่จะนำไปสู่การได้ข้อสรุปเรื่องการทำประชามติในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็เท่ากับว่าเราจะได้กุญแจสำคัญที่จะช่วยปลดล็อกให้ทั้งรัฐบาลและรัฐสภาสามารถเดินหน้า ฝ่าด่านกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญต่อไปได้ ดิฉันจึงสนับสนุนญัตติของท่านอาจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล และหวังว่าท่านสมาชิกรัฐสภาที่ประกอบไปด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน และสมาชิกวุฒิสภา จะได้ลงมติสนับสนุนญัตตินี้ เพื่อเปิดทาง นำไปสู่การสถาปนารัฐธรรมนูญฉบับประชาชนต่อไป ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณ ท่านจิราพรครับ ต่อไปเชิญท่านดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม เชิญครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ผม ดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอ อภิปรายเรื่องนี้เพื่อประกอบการตัดสินใจจะลงมติในญัตติที่เสนอมานะครับ ผมขอเท้าความ วิธีคิดเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่เป็นพื้นฐานและ เป็นหลักในการตัดสินใจว่าจะลงมติในญัตตินี้อย่างไร และก็ขออธิบายความเห็นต่อญัตตินี้ ด้วยนะครับ ผมเป็นบุคคลที่แสดงความเห็นต่อสาธารณะว่าผมไม่เห็นด้วยที่จะให้แก้ไข รัฐธรรมนูญ (ทั้งฉบับ) ผมคิดว่าวันนี้ก็เช่นเดียวกันผมฟังมาหลายฝ่าย ฝ่ายรัฐบาล สว. ฝ่ายค้านบางท่านพรรคใหญ่ด้วย เราเห็นด้วยครับว่ารัฐธรรมนูญแก้ไขได้ รัฐธรรมนูญถ้ามีความจำเป็นกับประเทศมันก็แก้ไขได้ ให้สอดคล้องเป็นประโยชน์กับประเทศชาติของเรา แต่ขณะนี้มันแบ่งเป็น ๒ ฝ่ายครับ ก็คือ ฝ่ายที่เห็นด้วยให้แก้รายมาตรา มีปัญหาอะไรก็มาแก้ไขตามกฎเกณฑ์กลไกรัฐธรรมนูญ ที่อยู่ในรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว แก้ไขในรัฐสภา กับอีกส่วนหนึ่งที่อยากจะแก้ทั้งฉบับเลย ฉบับเก่า ยกเลิกไป แล้วก็ร่างใหม่ทั้งฉบับ มีตัวแทนเข้ามา ตรงนี้ผมได้ทักท้วง เสนอแนะรัฐบาล ในคราวอภิปรายทั่วไปตามมาตรา ๑๕๓ ของสมาชิกวุฒิสภาอย่างชัดเจน บอกว่าอย่าแก้เลย ครับทั้งฉบับ ตอนนี้โจทย์ประชาธิปไตย ประเทศไทย สภาวะแวดล้อมทางการเมืองมันเปลี่ยน ไปแล้ว ประเด็นที่ท่านตั้งต้นบอกว่า ในคำแถลงนโยบาย วันที่ ๑๑ กันยายน บอกว่าต้อง แก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะมีความเห็นที่ไม่สอดคล้อง มีความไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญ อันนี้ผมจับ ใจความแล้วก็พูดเป็นภาษาง่าย ๆ และอีกข้อหนึ่งก็คือว่าต้องทำให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น โดยต้องทำประชามติให้ประชาชนมีส่วนร่วมออกแบบกฎกติกาที่เป็นประชาธิปไตย ๒ ข้อนี้ เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องทัศนคติ วิธีคิดที่ผิดที่ผมทักท้วง เรื่องแรกก็คือบอกว่า เป็นรัฐธรรมนูญ ที่ไม่ได้รับการยอมรับ ตรงนี้ผมต้องขอบคุณท่าน สส. เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ อธิบายได้ดีมาก มัน ไม่ใช่ผลพวงเผด็จการอะไรหรอกครับ แล้วเราใช้ข้ออ้างอันนั้น ต้นไม้พิษ องค์กรที่เกิดมาเป็น พิษหมดเลย ไม่ใช่ครับ จริง ๆ แล้วมีองค์กรกลางที่มีหน้าที่เป็นอิสระ มีความรู้ความสามารถ ยกร่างให้ แล้วก็ไปผ่านประชามติครับ ประเด็นสถานการณ์ปัจจุบันมันเปลี่ยนไปแล้ว ประเด็นที่ท่านบอกว่าไม่เป็นประชาธิปไตย ผมบอกว่าท่านลองบอกมาสิครับว่ามีกี่ข้อ ในสมัย ที่แล้วมีการตั้งท่านพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เป็นประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาเรื่องแก้ไข รัฐธรรมนูญ ประชุมกันเป็นปีครับ สส. ทั้งสภาเลยครับ ผมดูรายงานแล้วเยอะแยะมากมาย แต่ทุกประเด็นไม่มีข้อยุติครับ มีแต่ข้อสังเกต อะไรที่สุกงอมเราเสนอได้อยู่แล้ว ซึ่งก็มีการ แก้ไขรัฐธรรมนูญจริง ๆ ที่เป็นรูปธรรม ก็คือเรื่องของการแก้บัตรเลือกตั้ง ๑ ใบ ให้เป็น ๒ ใบ ให้มี สส. ๔๐๐ ประจำเขต ให้มี สส. ๑๐๐ ที่เป็นตัวแทนผู้เชี่ยวชาญเรื่องนโยบายผู้บริหาร พรรคให้มาบริหารประเทศ เป็น ๕๐๐ คน ถูกไหมครับ ประเด็นอื่นผมไม่เห็นมี ถ้ามีทำไม ไม่เสนอเป็นรายมาตรา ประเด็นที่บอกว่าไม่เป็นประชาธิปไตย ที่ไปหาเสียงกันแล้วก็บอก ประชาชน ที่สำคัญเรื่องใหญ่ก็คือว่า สว. ชุดนี้เป็นผลพวงเผด็จการ มี สว. ชุดนี้ทำให้ไม่เป็น ประชาธิปไตย ณ เวลานี้มันเปลี่ยนไปแล้วนะครับ วันที่ ๑๐ พฤษภาคมนี้ก็ครบวาระแล้ว ที่ครบวาระนี้อาจจะอยู่ต่อจนกว่า สว. ใหม่จะมา แต่บทเฉพาะกาลได้ถูกยกเลิกไปแล้ว บทเฉพาะกาลได้ถูกยกเลิกไปแล้วนี้ สาระสำคัญที่บอกว่า ไม่เป็นประชาธิปไตย สว. มีส่วนไป กำกับทิศทางเรื่องยุทธศาสตร์ชาติและไปกำหนดคำถามพ่วงให้มาเลือกคนที่จะมาขับเคลื่อน ยุทธศาสตร์ ก็คือให้เลือกนายกรัฐมนตรี ตรงนี้มันหมดไปแล้วครับ ถ้าหมดไปแล้วถามว่า ประเด็นอะไรที่ยังไม่เป็นประชาธิปไตย ก็ในเมื่อ สส. ทุกท่านก็ยอมรับกติกา โฆษณาหาเสียง ทุกช่องทาง Online ต่าง ๆ นโยบาย แล้วท่านก็ภาคภูมิใจมากที่เป็นตัวแทนประชาชนตาม รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมก็คิดว่าอันนี้คือประเด็นที่ว่ามันไม่น่าจะต้องแก้ไขใหญ่นะ มาสู่ประเด็น เรื่องของการแก้ไขที่ผมยืนยันและเห็นด้วยกับการแก้ไขทั้งฉบับ ก็คือว่าเรื่องของประเด็นที่เรา จะแก้ทั้งฉบับนั้นมันเสียหายกับประเทศมากกว่า เพราะว่าการที่เราจะต้องไปทำประชามติ หลายครั้งก็ตาม ตามร่างใดก็ตามมันเสียงบประมาณมหาศาล ก็คือเยอะ ๓,๐๐๐ ล้านบาท ทุกครั้งที่ทำ นอกจากนั้นการทำประชามติในขณะที่เราไม่ได้ฉายภาพอย่างชัดเจนให้ ประชาชนเห็นนี้ ต่างคนต่างรณรงค์ให้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย มันจะต้องไปทำประชามติให้เห็นความไม่ดีของรัฐธรรมนูญเก่า ที่จำเป็นต้องรื้อทั้งฉบับ ฝ่ายที่ ยังรักรัฐธรรมนูญเก่าก็จะต่อต้านเหมือนกัน เราก็ต้องอธิบายรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มันมีความ ดีอย่างไร มากกว่าอย่างไร แล้วก็เรื่องที่ประชาชนกังวลใน ๒ เรื่อง เรื่องสถาบันหลักของชาติ เรื่องของการคอร์รัปชันที่มีอยู่นี้มันจะหายไปอย่างไร นี่ต้องอธิบาย ประชาชนจะเกิดความ ขัดแย้งในหลายครั้งที่จะต้องทำประชามติ อย่างเรื่องกระทบสถาบันนี้บอกว่า เราจะแก้ไข รัฐธรรมนูญเขียนใหม่ทั้งฉบับ ไม่แตะหมวด ๑ หมวด ๒ ครับ แต่อีก ๓๙ มาตราที่ว่าด้วย พระราชอำนาจการจัดวางความสัมพันธ์อะไรต่าง ๆ นี้เราก็แก้ได้ครับ เพราะท่านบอกว่า ไม่แตะหมวด ๑ หมวด ๒ เท่านั้นเอง ถูกไหมครับ ประเด็นที่สำคัญก็คือว่า นอกจากสร้าง ความขัดแย้ง นอกจากเรื่องของความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มันก็มีปัญหาว่าแต่ละครั้งถามไป เพื่ออะไร เพื่อปรึกษาหารือ หรือว่าเพื่อทำตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ผมย้อนมาอย่างนี้เลย นะครับ ผมเป็นฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยว่าควรที่จะเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ผมเห็นด้วยกับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ว่าให้แก้ไขรายมาตรา เหตุผลที่ว่ามาแล้วในเรื่องของรัฐธรรมนูญ ไม่เป็นประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญมาจากเผด็จการ ผมได้อธิบายแล้วนะครับ และอีกส่วนหนึ่ง ก็คือว่า บริบททางการเมืองเปลี่ยนไปแล้ว ขณะนี้ สว. ชุดที่ผมอยู่ ที่ท่านอาจจะรังเกียจก็จะ ได้พ้นวาระไป แล้วก็จะมี สว. ชุดใหม่ ปี ๒๕๖๗ นี้ที่เป็นตัวแทนกลุ่มอาชีพเข้ามา คำถามก็ คือว่า สส. ตั้ง ๕๐๐ คน แล้วก็ สว. ที่จะมาใหม่อีก ๒๐๐ คน ที่เป็นตัวแทนประชาชนกลุ่ม อาชีพนี้มีความเป็นตัวแทนไม่เพียงพอหรือครับที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประโยชน์กับ พี่น้องประชาชน ไม่พอหรือครับ ท่านจะต้องไปเลือกคน ๒๐๐ คน ซึ่งให้มาเป็น สสร. ซึ่งก็ไม่ รู้เหมือนกันว่ามีความแตกต่างดีกว่า สส. กับ สว. ที่จะมีในอนาคตอย่างไร
สุดท้ายครับ ประเด็นนี้ผมจึงไม่เห็นด้วยที่จะต้องให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญ เพราะ เหตุว่าเรื่องนี้มีความชัดเจนแล้วครับ เมื่อมีร่างเข้ามาสู่รัฐสภาให้พิจารณา เราเห็นแล้วครับว่า มันเกินอำนาจที่กำหนดไว้ มาตรา ๒๕๕ บอกว่า แก้ไขไม่ได้เลย ถ้าไปเปลี่ยนแปลง การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข บอกรื้อบ้านไม่ได้ รื้อเสาบ้านไม่ได้ แต่ถ้าจะปรับปรุงบ้านบางห้อง ปรับปรุงหลังคา ปรับปรุงห้องน้ำ ทำได้ครับ ก็คือตามมาตรา ๒๕๖ เขาบอกวิธีการไว้หมดแล้ว อะไรที่แก้ได้เลยในสภา อะไรที่ไปกระทบ องค์อำนาจอธิปไตย คนที่ใช้อำนาจ ขอบเขตอำนาจก็ค่อยไปทำประชามติเป็นครั้ง ๆ ไป ตอนนั้นมันมีเนื้อหาอยู่ในสภา เพราะฉะนั้นตรงนี้ท่าน สส. ไพบูลย์ นิติตะวัน สว. สมชาย แสวงการ และคณะ ก็เลยหารือไป แต่ ณ เวลานี้ วันนี้ ที่เราพิจารณากัน มันไม่มีเนื้อหาสาระ ของรัฐธรรมนูญให้เราพิจารณา แล้วก็ยังไม่เกิดความขัดแย้งใด ๆ ท่านพลอากาศตรี นายแพทย์เฉลิมชัย เครืองาม ถึงได้ยกประเด็นขึ้นมาครับ ว่าวันนี้เราอาจจะทำผิดรัฐธรรมนูญ เสียเองหรือเปล่า เรื่องนี้มันไม่ได้เข้าเงื่อนไขนะครับ เรื่องที่จะสามารถบรรจุวาระให้เรา ประชุมหารือกัน แล้วก็ส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญได้ ตรงนี้ผมก็เห็นด้วยกับท่านเฉลิมชัย เครืองาม เพราะว่าตรงนี้ การที่ท่านประธานได้วินิจฉัยตีความแล้ว ก็ในเมื่อมีคำวินิจฉัยศาล รัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ บอกแล้วว่า ถ้ามีเนื้อหาแล้วก็ขัดแย้งกัน เขาก็ตัดสินแล้วว่าจะไป ทำอย่างนั้น แก้ไขรายมาตรา ให้ไปทำใหม่ทั้งฉบับ มันขัดรัฐธรรมนูญ ถ้าจะทำจริง ๆ ถ้าจะ แหวกจริง ๆ ก็ต้องไปถามเจ้าของอำนาจของประเทศเรา ก็คือประชาชนทั้งประเทศก่อนให้ มาทำได้ แปลว่าสิ่งที่ท่านพริษฐ์อธิบายดีมาก ก. ไก่ ข. ไข่ ค. ควาย ก็คือว่ามันจะต้องทำ ประชามติ ก. ไก่ ก่อน ก็คือว่าก่อนมาเข้าพิจารณาของสภา เพราะสภาไม่มีอำนาจ ในเมื่อ ท่านตีความอย่างนี้นะครับ ร่างของท่านชูศักดิ์ ศิรินิล ที่เกี่ยวโยงกับเรื่องในวันนี้ ญัตติในวันนี้ ที่ยังไม่ได้ลงเนื้อหา ท่านประธานเลยบอกว่า มันขัดรัฐธรรมนูญ มันขัดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ท่านก็ ไม่บรรจุวาระครับ ซึ่งผมก็เห็นด้วย ผมชื่นชมท่าน ท่านกล้าหาญที่จะยืนตรง อะไรที่ไม่ถูก ไม่ชอบก็บอกว่าอย่างนั้น ก็ไม่ให้เอาเข้า ถามว่าถ้าอย่างนี้ฝ่ายที่อยากจะแก้ ทั้งฉบับทำอย่างไร ชนตึกแล้ว ไปไม่เป็นแล้ว ก็เลยตั้งญัตติขึ้นมาเพื่อให้เกิดความเห็นแย้งว่า การทำหน้าที่ประธานไม่ชอบ เพราะฉะนั้นการทำหน้าที่ประธานไม่ชอบ ขัดแย้งกับสมาชิก ที่เห็นว่าจำเป็น ประธานทำผิด ต้องเอาเรื่องนี้เป็นปัญหาความขัดแย้งการทำหน้าที่ส่งให้ศาล รัฐธรรมนูญครับ สิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยก็คือว่าก็ต้องเรียกร่างของท่านชูศักดิ์ไปดู ประกอบด้วย ผลก็คืออะไรครับ ผลก็คือท่านก็จะใช้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่จะชี้ เหมือนเดิมตาม ที่ ๔/๒๕๖๔ ก็บอกว่าก็มันเป็นการแก้ไขเกินอำนาจของรัฐสภา เพราะฉะนั้น เอาร่างของท่านชูศักดิ์ไปถามประชามติในขั้นตอน ก ก่อนเข้าสภาก่อน นี่อย่างไรครับ ท่านก็ จะได้เอาเรื่องนี้ไปบอกรัฐบาล แล้วก็ไปทำประชามติทั้งประเทศ ซึ่งผมได้ท้วงไว้แล้ว วิธีการ อย่างนี้เสียหายครับ คนแตกแยกกัน ขาดความสามัคคีกัน ถกเถียงกันในเรื่องที่ได้ข้อมูลไม่ ครบถ้วน เสียเงินงบประมาณ สุดท้ายพอไปมี สสร. สสร. จะมาอย่างไร เสียงบประมาณใน การเลือกอีก สสร. ทำงานอย่างไร เงินเดือนเท่าไร มีผู้ช่วย ผู้ชำนาญการ ผู้เชี่ยวชาญ ประจำตัวหรือไม่ ท่านจะไปหาข้อมูลอย่างไร ท่านจะไปทำประชาพิจารณ์แต่ละเรื่องอีก หรือไม่ ท่านทำวิจัยได้หรือไม่ ท่านต้องไปพบประชาชนเมื่อไร เงื่อนไขเวลาอย่างไร แต่ละ เรื่องแต่ละประเด็นมีปัญหาในทางความขัดแย้งและการใช้งบประมาณทั้งสิ้น
สุดท้ายนี้ครับ ก็อภิปรายเพื่อให้เหตุผลว่าผมไม่เห็นด้วย ๒ เรื่อง ๑. ก็คือ ไม่เห็นด้วยกับการพิจารณาและบรรจุวาระนี้เข้าสู่การประชุมร่วมกันของรัฐสภา และ ๒. ผมไม่เห็นด้วยกับการที่จะมีรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ เพราะฉะนั้นผมก็ไม่เห็นด้วยที่จะให้ ส่งศาลรัฐธรรมนูญครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ท่านดิเรกฤทธิ์ ต่อไปเป็นชุดใหม่นะครับ ท่านชุติพงศ์ พิภพภิญโญ พรรคก้าวไกล ๑๕ นาที แล้วก็เป็นท่านธีระชัย แสนแก้ว พรรคเพื่อไทย ๗ นาที แล้วก็ ว่าที่ร้อยตรี วงศ์สยาม เพ็งพานิชภักดี ๘ นาที รักษาเวลานะครับ ถ้าท่านใดจะเกินกว่า ๒ ชั่วโมง ก็จะยุติตรงนั้น ขอบคุณครับ เชิญเลยครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธาน เรียนท่านประธานรัฐสภาครับ ผม ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร พรรคก้าวไกล จังหวัดระยอง อำเภอบ้านค่าย อำเภอปลวกแดง อำเภอวังจันทร์ เขตเลือกตั้งที่ ๔ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ผมขอร่วมอภิปรายญัตติ เรื่อง ขอให้รัฐสภามี มติขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ (๒) ท่านประธานครับ ผมมีความหนักใจเป็นอย่างยิ่งต่อความล่าช้า ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ที่ประชาชนตั้งตารอ แต่ตอนนี้เรากำลังเจอเงื่อนไขอื่น ๆ ที่มา ทำให้เนิ่นช้าไปอีก และอาจจะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ล่าช้าไปกว่าเดิม จากที่ล่าช้า อยู่แล้ว ความล่าช้าหนึ่งที่เราเจอ คือความไม่กล้าตัดสินใจของทางท่านประธานสภาที่ควร ยืนยันบทบาทหน้าที่ของท่านในฐานะประมุขฝ่ายนิติบัญญัติว่าสภามีหน้าที่บรรจุกฎหมาย ตรากฎหมาย แก้ไขกฎหมาย หรือยกเลิกกฎหมาย สิ่งเหล่านี้เป็นหน้าที่โดยชอบตาม รัฐธรรมนูญและเป็นหน้าที่ของพวกเรา กฎหมายทุกฉบับล้วนถูกร่างโดยมนุษย์ การที่ กฎหมายแต่ละฉบับจะสามารถตราขึ้นแก้ไข หรือยกเลิกล้วนสามารถทำได้เพราะเราเป็น สมาชิกรัฐสภา นี่หน้าที่ของเรา ผมย้ำอีกครั้ง แต่ผมเข้าใจว่าเราต้องเคารพคำตัดสินของศาล รัฐธรรมนูญครับ แต่เราก็ต้องเคารพหน้าที่ของเราเองเช่นกัน ในหลายกรณีการปล่อยให้มี การตีความวินิจฉัยขยายขอบเขตอำนาจตัวเองของศาลรัฐธรรมนูญ เคยส่งผลกระทบต่อ การปฏิบัติหน้าที่ของพวกเรามาแล้ว เรื่องหนักใจที่มีกระบวนการเหล่านี้แทรกขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะถ้าเกิดเรื่องของการส่งเรื่องไปให้ศาลตีความนั้นมาจากสภาเราเอง ยิ่งทำให้น่า กังวลมากขึ้นไปอีก ดังนั้นในญัตตินี้ผมก็ขอแสดงความกังวลโดยการที่เราไม่ควรจะสร้าง บรรทัดฐานให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความวินิจฉัยอำนาจหน้าที่ของเรา ทั้งที่มันเป็นหน้าที่ของเรา เอง เราไม่ควรต้องขออนุญาตศาลรัฐธรรมนูญทำหน้าที่ของเราที่ถูกประชาชนเลือกมา นี่เป็น หน้าที่ตามกฎหมาย มิฉะนั้นจะทำให้เกิดปัญหากับการปฏิบัติหน้าที่ของเราในอนาคต ดังเช่นที่เคยเกิดมาแล้ว ในกรณีอื่น ๆ ในอดีต ผมขอยกตัวอย่างคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญบางส่วนที่มีผลผูกพัน มาถึงพวกเราในการอภิปรายครั้งนี้ ผมขอสไลด์ด้วยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ตัวอย่างแรกคือ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๒๗/๒๕๖๓ กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า พ.ร.บ. คำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๔ มาตรา ๕ มาตรา ๘ และมาตรา ๑๓ มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๙ เรื่องนี้ แม้จะเป็นเรื่องที่ส่งมาจากผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่ที่มาของคำร้องนี้เริ่มต้นมาจาก ๑ ในสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ที่ได้ส่งเรื่องไปยังผู้ตรวจการแผ่นดินและผู้ตรวจการ แผ่นดินก็ส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ผลของการวินิจฉัยนั้นคือวินิจฉัยว่ามีปัญหาจริง ๆ ผลที่ตามมาก็เลยกระทบต่อเนื่องมาถึงการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมาธิการ หลังจากนั้นมาจนถึง ตอนนี้ เวลาที่ทางกรรมาธิการพยายามขอความร่วมมือให้หน่วยงานรัฐมาให้ข้อมูลหลายครั้ง เราไม่ได้รับความร่วมมือ ผมแน่ใจว่าเรามีสมาชิกหลายท่านประสบปัญหานี้เวลาปฏิบัติหน้าที่ ในคณะกรรมาธิการ พอการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมาธิการเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้อง ประชาชนทำหน้าที่ได้ไม่เต็มที่ ไม่ได้รับความร่วมมือ ปัญหาของพี่น้องประชาชนก็ได้รับ ผลกระทบตามไปด้วย เขาหวังพึ่งสภาของเราครับ และนี่คือผลพวงหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการที่ เรายื่นดาบไปให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของพวกเราเอง
เรื่องถัดมาเพิ่งเกิดขึ้นครับ เป็นคำวินิจฉัย ฉบับที่ ๓/๒๕๖๗ วันที่ ๓๑ มกราคม เมื่อคำวินิจฉัยฉบับเต็มของศาลรัฐธรรมนูญได้เผยแพร่ต่อสาธารณะ คำวินิจฉัย ดังกล่าวสร้างความคลุมเครือต่อขอบเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ โดยการตีความ ตามศาลรัฐธรรมนูญเองดูเหมือนจะตีความกินแดนเข้ามาสู่การปฏิบัติหน้าที่ของพวกเรา ฝ่ายนิติบัญญัติไปเรียบร้อยแล้ว คำวินิจฉัยดังกล่าวมีแนวโน้มจะสร้างผลผูกพันสืบเนื่อง จนอาจเกิดเงื่อนไขใหม่ในการปฏิบัติหน้าที่ของเราสมาชิกสภาทุกท่าน โดยเฉพาะหัวใจสำคัญ คืองานที่เราทำเป็นปกติ ก็คือการยื่นเสนอแก้ไขหรือยกเลิกกฎหมายบางมาตรา คำวินิจฉัย ดังกล่าวตีความเกี่ยวโยงไปถึงกฎหมายที่มีความเกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งรัฐบางประการ ทำให้เราอาจจะต้องเกิดเงื่อนไขในการขอคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเสียก่อนที่จะมีการเสนอ ร่างกฎหมายหรือไม่ ซึ่งอาจจะกระทบกับการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเราได้ เพราะโดยปกติ ลำดับขั้นของการเสนอกฎหมาย หากจะมีการเสนอในสภาไปจนถึงออกมาบังคับใช้กฎหมาย ได้นั้น ตามปกติมีตั้งแต่วิธีการเสนอโดยสภา เสนอโดยคณะรัฐมนตรี หรือเสนอมาจาก ภาคประชาชน จากนั้นขั้นแรกก็จะเป็นหน้าที่ของทางประธานในการบรรจุระเบียบวาระ เมื่อเข้าสู่การบรรจุระเบียบวาระก็ยังมีขั้นตอนอื่น ๆ ตามมา ก็คือถ้าเป็นร่างการเงินก็ต้องรอ จากท่านนายกรัฐมนตรี หลังจากนั้นก็บรรจุเข้าสู่การรับฟังความคิดเห็น กว่าจะเข้าสู่ วาระที่ ๑ ที่เราจะได้ถกเถียงกันในสภา พอเข้าวาระที่ ๑ เราก็ต้องหาข้อสรุปกันในการ ประชุมให้ได้ว่าจะรับหลักการกันในสภาหรือไม่ ถ้าไม่รับก็ตก แต่ถ้ารับก็ต้องไปแก้ไขกันต่อ ในขั้นตอนของคณะกรรมาธิการ ก่อนจะมาหาขอสรุปกันในวาระที่ ๒ ก่อนจะลงมติรับ หลักการในวาระที่ ๓ ผ่านขั้นตอนนี้ไปยังไม่จบนะครับ ยังต้องผ่านขั้นตอนของวุฒิสภาอีก ครั้งแล้วถ้าถึงตอนนั้นเมื่อไม่ชอบด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญจริง ๆ เป็นหน้าที่ของศาล รัฐธรรมนูญ มีเส้นทางขั้นตอนตามปกติดังนี้ แต่ในคำวินิจฉัย ที่ ๓/๒๕๖๗ ศาลรัฐธรรมนูญได้ ตีความขอบเขตอำนาจเข้ามาที่ขั้นตอนแรก คือการเสนอร่างกฎหมายก็อาจจะมีความผิดได้ แล้ว ซึ่งนี่กระทบกับกระบวนการนิติบัญญัติอย่างชัดเจน เพราะในการวินิจฉัยแบบนี้เท่ากับ ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะยื่นมือเข้ามาแทรกแซงกระบวนการตรากฎหมาย พิจารณากฎหมายไป กระทั่งยื่นกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นของสภา ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายของ ครม. หรือของใครก็ตาม เอาตอนไหนก็ได้ตามอำเภอใจใช่หรือไม่ มันเกิดกระบวนการแทรกขึ้นมาซ้ำร้ายกว่านั้นในคำ พิพากษายังมีการนิยามคำใหม่ ๆ ลงไปในคำวินิจฉัย เช่น การเสนอกฎหมาย ต้องเป็นไปตาม กระบวนการนิติบัญญัติโดยชอบ โดยชอบนี้มันชอบอย่างไรครับใครต้องตีความเรื่องนี้ครับ หรือใครต้องชอบครับ หรืออย่างการตีความว่าการเสนอกฎหมายนั้นเพราะว่าพรรคการเมืองนั้น เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มอะไรบางอย่าง ประทานโทษนะครับ ศาลรัฐธรรมนูญท่านมองว่าพรรค การเมืองไม่ควรเป็นส่วนหนึ่งของสังคมหรือครับ ท่านอยากให้เราลอยตัวไม่ยุ่งเกี่ยวกับกลุ่ม ใดกลุ่มหนึ่งในทางสังคมอย่างนั้นหรือครับ เราเป็นพรรคการเมือง เราเป็นนักการเมือง เรามาจากการเลือกตั้ง เรามาจากประชาชน และประชาชนก็เลือกมาหลายพรรคหลายคน มันสะท้อนความแตกต่างหลากหลาย นี่เป็น เรื่องปกติในทางการเมืองนะครับ ทั้งนี้หากเราสมมุติว่าหลังจากนี้การยื่นกฎหมายในทำนอง เดียวกัน ถ้ามาจากภาคประชาชน คำถามคือสภาเราจะทำอย่างไรครับ อันนี้นิติบัญญัติ โดยชอบโดยประชาชนหรือไม่ครับ แล้วเขารณรงค์กันได้ไหมครับ แล้วอันนี้รณรงค์จะเป็น โดยชอบไหมครับ แล้วถ้าเกิดเข้ามาในสภา ท่านประธานจะกล้าบรรจุไหมครับ หรือ ศาลรัฐธรรมนูญจะตีความอย่างไรครับ เรื่องเหล่านี้เป็นปัญหาที่น่าหนักใจกับการที่เราปล่อย ให้ศาลรัฐธรรมนูญมาตีความขอบเขตอำนาจตัวเอง กินแดนเข้ามาในขอบเขตอำนาจ ของพวกเราในสภาแห่งนี้ และครั้งนี้กับการที่เรากำลังอภิปราย ตีความการที่เราจะแก้ไข รัฐธรรมนูญ เปิดทางให้มีการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เราควรได้รับการทำหน้าที่นี้ในสภา ตามอำนาจหน้าที่ของเราเอง แต่ท่านประธานกลับไม่บรรจุวาระเข้าสู่สภา ทำให้เกิดญัตตินี้ ที่ต้องมาถกเถียงกันว่าจะส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ อำนาจหน้าที่ของเราอีกแล้ว ยื่นดาบให้ศาลรัฐธรรมนูญอีกแล้วครับ ทั้งที่เราควรจะตัดสินใจกันเองได้ในสภาแห่งนี้ ซึ่งแน่นอนว่าการส่งไปหรือไม่ส่งไป ผมไม่แน่ใจว่าแบบไหนแย่กว่ากัน จะโดนส่งไปแล้ว ตีความขยายขอบเขตอำนาจของตัวเอง ของศาลรัฐธรรมนูญเอง สำทับกลับเข้ามาซ้ำอีกครั้ง หรือไม่ หรือถ้าส่งไปแล้วถ้าเกิดศาลรัฐธรรมนูญไม่รับ เพราะบอกว่าเคยมีการวินิจฉัยกรณี ใกล้เคียงกันแบบนี้ไปแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นครับ สุดท้ายเราต้องมาตัดสินใจกันตรงนี้อยู่ดีครับ ในสภาแห่งนี้อยู่ดี ว่าการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้จะอยู่ที่ประชามติกี่ครั้ง ครั้งแรกทำตอนไหน คำถามอย่างไร มันก็เริ่มตรงนี้อยู่ดีครับ แค่ท่านประธานบรรจุเข้ามาผมเชื่อมั่น ว่าถ้าเรา ยึดมั่นในหลักการ ปฏิบัติหน้าที่ของเราอย่างเต็มความสามารถตามกฎหมาย การแก้ไข รัฐธรรมนูญก็จะไม่เนิ่นช้าออกมาให้ประชาชนต้องเฝ้ารออยู่แบบนี้ เราสนับสนุนการเปิดทาง สสร. ที่มาจากประชาชนร่วมกันทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยให้ประชาชนยึดโยงกับสังคม ไม่ควรให้ล่าช้าไปกว่านี้ครับ ทั้งนี้ผมเข้าใจดีนะครับ ว่าคำตัดสินหรือคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญมีผลผูกพันทุกองค์กร ผมเคารพครับ แต่ด้วยความเคารพจริง ๆ อย่างไร ก็ตามทั้งประธานสภาและเราเองก็ต้องยืนยันอำนาจหน้าที่ของเราให้ได้ ว่าสภาของเรา มีอำนาจหน้าที่เป็นของตัวเองตามกฎหมาย เราผ่านการเลือกตั้งมา เราไม่ต้องยื่นดาบนี้ไปให้ ศาลรัฐธรรมนูญตีความ แล้วก็ขยายขอบเขตอำนาจตัวเองเข้ามาก้าวก่ายขอบเขตอำนาจ ของฝ่ายนิติบัญญัติผ่านการวินิจฉัยหรือตัดสินบางอย่าง และในท้ายที่สุดผมมีความเห็นว่า ท่านประธานควรจะต้องบรรจุเรื่องนี้ตามอำนาจหน้าที่ของท่าน เพราะท่านคือประมุข ฝ่ายนิติบัญญัติที่เหล่าสมาชิกทุกท่านที่นี่มอบความไว้วางใจให้กับท่านเป็นตัวแทนของเรา ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นท่านธีระชัย แสนแก้ว นะครับ ๗ นาที เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายธีระชัย แสนแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมขอมีส่วนร่วมในการ อภิปรายญัตติ ขอเสนอญัตติตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๖๓ ข้อ ๓๑ ให้รัฐสภา มีมติขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ (๒) ท่านประธานครับ รัฐบาลชุดนี้ได้มีการกำหนดนโยบาย ว่า จะต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องมีขึ้นให้พี่น้องประชาชนอย่างแน่นอน จะให้ รัฐธรรมนูญเป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น ตั้งแต่วันแรกที่มีการตั้งกรรมการ และ ครม. ก็ได้มา มีมติอย่างนั้น ท่านประธานครับ เราปฏิเสธไม่ได้เลยครับ ว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้นั้น หรือฉบับปี ๒๕๖๐ นั้น เป็นผลพวงมาจากรัฐประหาร เป็นผลพวงจากผู้ยึดอำนาจจากรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ครับท่านประธาน ต้องเอาความจริงมาพูดครับ เพราะฉะนั้น ท่านประธานที่เคารพ เรา ณ วันนี้ เราต้องก้าวข้ามและกำลังจะข้ามผ่านช่วงเวลาอันแย่ นั้นแล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ จากการที่กระผมกล่าวมาเบื้องต้น รัฐธรรมนูญคือสัญญา ประชาคม รัฐธรรมนูญจะต้องมาจากความต้องการของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ และจากทุกฝ่ายที่เห็นพ้องร่วมกัน ทั้งรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ ที่เราเห็นว่ามีปัญหาอยู่ ในขณะนี้ ทำให้พวกเรามีความจำเป็นต้องจัดรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นครับท่านประธาน อย่างไรก็ตามครับท่านประธาน จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ ทำให้เรา มีความระมัดระวังในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้มากยิ่งขึ้นครับท่านประธาน เพื่อให้เกิดความรอบคอบขึ้น รัฐบาลมีการจัดตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางเพื่อหา แนวทางการประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยรัฐบาลได้เชิญทุกฝ่ายรวม ทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐธรรมนูญ นักศึกษา กลุ่มนกหวีด สมาคมต่าง ๆ เพื่อให้ครอบคลุมทุกภาคส่วนครับท่านประธาน เพื่อที่จะได้มีการพูดคุยกันให้เกิด ความร่วมมือกันหารือแนวทางในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อให้แก้ไขในสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะเราเคยมีประสบการณ์มาแล้ว และเคยผิดพลาดมาแล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ ญัตติของท่านอาจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล จะช่วยให้พวกเราคลี่คลายความสงสัย จะช่วยให้เรา กระจ่างความไม่แน่นอน และความไม่แน่ชัดของจำนวนครั้งในการจัดทำประชามติครับ ท่านประธาน เช่น ถ้าจะให้ทำประชามติ ๒ ครั้ง ถูกต้องหรือไม่ คือครั้งแรกเพียงสอบถาม พี่น้องประชาชนว่า พี่น้องประชาชนต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ แล้วจัดทำ ประชามติอีกครั้ง ซึ่งเป็นครั้งที่ ๒ ภายหลังจากมีการยกร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จ ก็ทำ ประชามติอีก สอบถามพี่น้องประชาชน ท่านต้องการรัฐธรรมนูญฉบับที่ร่างเสร็จแล้วหรือไม่ ถ้าหากท่านยืนยันว่าทำประชามติ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญยืนยันว่าทำประชามติ ๒ ครั้ง ก็คือจบ หากท่านตอบได้ว่าประชามติมีแค่ ๒ ครั้ง คือสิ่งที่ถูกต้อง ก็ควรจะเดินหน้าต่อไปทันที ญัตตินี้ จะทำให้พวกเราได้คำตอบว่าจำนวนครั้งในการจัดทำประชามติ ไม่ว่าจะ ๒ ครั้ง หรือจะ ๓ ครั้ง หรือจะต้องมีถึง ๔ ครั้งครับท่านประธาน จึงเป็นเหตุที่มันมีญัตติวันนี้ เพราะเรา ก็ทราบใช่หรือไม่ว่าการที่จัดทำประชามติแต่ละครั้งต้องใช้งบประมาณจากภาษีอากร ของพี่น้องประชาชนอย่างมากมาย ครั้งละ ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท ดังที่เพื่อนสมาชิกได้กล่าว ไปเบื้องต้นแล้ว ๓ ครั้งก็ ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทครับ ซึ่งสุดท้ายปลายทาง ศาลรัฐธรรมนูญ บอกว่าทำประชามติเพื่อให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทำสัก ๒ ครั้งนะครับ พวกเราก็จะได้ เดินหน้าต่อไป ถ้าศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าทำประชามติ ๒ ครั้ง ไม่เพียงพอ เราก็กลับมา คิดใหม่ครับ เราจะทำอย่างไรกันต่อ หรือเราสามารถนำคำถามประชามตินี้ไปถามพี่น้อง ประชาชน รวมกับการเลือกตั้ง อบจ. ก็ได้ครับ ซึ่งจะมีต้นปี ๒๕๖๘ ครับ กำลังจะมีการ เลือกตั้งใหม่ต้นปีหน้านี้ เพราะจะได้ประหยัดงบประมาณอย่างไรครับ เลือกตั้งนายกแล้วก็ เอาอันนี้พ่วงไปด้วยก็ได้นี่ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ทั้งหมดที่กระผมกล่าวมานี้คือ ที่สำคัญที่เราจะต้องเห็นด้วยกับญัตติของอาจารย์ชูศักดิ์ครับ ท่านประธานที่เคารพ รัฐธรรมนูญที่ดีจะต้องเป็นสิ่งที่แสดงถึงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของประเทศ เป็นเครื่องหมายที่แสดงให้เห็นว่าประเทศมีการปกครองในแบบนิติรัฐ คือปกครอง ด้วยกฎหมายและกฎหมายที่ออกมานั้นบังคับใช้กับพี่น้องประชาชนอย่างเป็นธรรม เสมอภาค และเป็นไปด้วยหลักนิติธรรมครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ญัตติที่ท่าน รองศาสตราจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล ได้เสนอมาในวันนี้นั้น เพื่อให้เราพิจารณา แล้วมีมติ ให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่อำนาจของรัฐสภา ก็คือพวกเรา นี่ล่ะครับ ว่ามีกระบวนการขั้นตอนอย่างไรที่เราสามารถยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ขึ้นได้ ต้องขอขอบคุณท่านประธานครับ ที่กรุณานำญัตตินี้เข้ามาพิจารณาในวันนี้ ท่านประธาน ที่เคารพครับ เหตุที่เราต้องกำหนดให้พี่น้องประชาชนออกเสียงประชามติสอบถามก่อนว่า พี่น้องประชาชนทั้งประเทศมีความต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่นั้น เพราะว่า รัฐธรรมนูญเป็นสัญญาประชาคม ซึ่งเป็นความตกลงกันระหว่างพี่น้องประชาชนที่เขายินยอม สละสิทธิเสรีภาพ หรือแม้กระทั่งอำนาจอธิปไตยให้พวกเรามานั่งอยู่ตรงนี้ แล้วกำหนดให้เป็น กฎหมายเพื่อสร้างให้พี่น้องประชาชนทุกคน ทุกเพศทุกวัย สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข ไม่วุ่นวายแบบเดี๋ยวนี้ คือถ้าจะพูดก็จะยาวต่อครับ มันก็จะพูดเรื่องเก่าละครับ เผด็จการ กากเดนเผด็จการอยู่นั่นแหละ เพื่อให้พวกเราทุกพรรคทุกฝ่ายหันหน้าร่วมมือกันจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนให้ถูกต้องอย่างแท้จริง เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง และเป็น รัฐธรรมนูญที่แก้ไขปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชนอย่างยั่งยืนครับท่านประธาน ผมยัง เชื่อมั่นว่าสภาแห่งนี้ยังเป็นสภาอันศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่พึ่งของพี่น้องประชาชนได้ครับ ขอสนับสนุนญัตตินี้ และขอให้เพื่อนสมาชิก ทั้งวุฒิสภาและพรรคฝ่ายค้านและสมาชิก ทุกท่านในสภาแห่งนี้ร่วมกันลงมติในการที่จะนำเสนอ พวกท่านก็ไม่รับอยู่แล้ว เราก็ต้อง เสนอศาลรัฐธรรมนูญจะว่ามาอย่างไรก็ตามนั้น เพราะเขาใหญ่นี่ครับ ศาลรัฐธรรมนูญ ขอบพระคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณครับ ต่อไป ว่าที่ร้อยตรี วงศ์สยาม เพ็งพานิชภักดี เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม ว่าที่ร้อยตรี วงศ์สยาม เพ็งพานิชภักดี ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา กราบเรียนท่านประธานไปยังพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ตาม มาตรา ๔ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาตรา ๑๑๔ ทั้ง สส. และ สว. เป็นผู้แทนปวงชน ชาวไทย วันนี้เรากำลังจะมาพิจารณาญัตติที่ขอให้รัฐธรรมนูญวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่ และอำนาจของรัฐสภา วันนี้เริ่มต้นทางสมาชิกวุฒิสภา ท่านนายแพทย์เฉลิมชัย เครืองาม ท่านได้ชี้แจงแล้ว ผมจะไม่พูดอีก ในข้อ ๑๐ การประชุมรัฐสภาต้องเป็นไปตามมาตรา ๑๕๖ ไม่ใช่มาตรา ๓๑ เพราะเรายังไม่เคยพิจารณาเรื่องนี้กันมาก่อนในฐานะรัฐสภา แต่ผมจะขอ อภิปรายในฐานะที่เราเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย อธิปไตยเป็นของผู้แทนปวงชนชาวไทย อธิปไตยเป็นของพี่น้องประชาชน แล้วทั้ง สส. และ สว. มาตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เพราะฉะนั้นได้เคยมีคำวินิจฉัยใกล้เคียงกันแล้วว่ารัฐธรรมนูญสามารถแก้ไขได้ แต่ต้องไปลง ประชามติจากพี่น้องประชาชนเสียก่อน แล้วเราเองในรัฐสภาแห่งนี้ เราก็แก้ไขรัฐธรรมนูญ มาแล้ว การได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จาก ๓๕๐ เขต เป็น ๔๐๐ เขต จากบัญชี รายชื่อ ๑๕๐ เหลือ ๑๐๐ วันนี้แสดงให้เห็นว่าพี่น้องประชาชนมอบอำนาจเป็นตัวแทนของ พี่น้องประชาชนนั้นมาอยู่ในสภาแห่งนี้แล้ว คือทั้ง สส. และ สว. เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ท่านประธานครับ ผมอยากจะบอกว่าวันนี้เรากำลังจะมีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา เพราะ สมาชิกวุฒิสภาชุดผมนี้นะครับ มาตามบทเฉพาะกาล ๒๕๐ คน การเลือกตั้งครั้งหน้า หลังจากวันที่ ๑๑ พฤษภาคม จะหมดวาระ แล้วจะมีการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญครั้งแรก ของการเลือกตั้งวุฒิสภา ๒๐๐ คน จาก ๒๐ กลุ่มอาชีพ วันนี้เรามองเห็นแล้วว่าการบริหาร ราชการแผ่นดินที่กำลังจะเกิดขึ้นในหลังจากหมดวาระสมาชิกวุฒิสภาแล้ว การได้มา ซึ่ง สว.นั้น เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยหรือไม่ ตามมาตรา ๑๑๔ ผู้แทนปวงชนชาวไทย สส. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้มาจากพี่น้องประชาชนเป็นคนเลือกทั้งประเทศ แต่การเลือกตั้ง สมาชิกวุฒิสภา จาก ๒๐ กลุ่มอาชีพ มาจากการสมัครด้วยตนเองที่อำเภอ แล้วมาเลือก กันเองในระดับอำเภอ ในระดับจังหวัด ในระดับประเทศ เลือกไขว้กันไปไขว้กันมา ซับซ้อน พี่น้องประชาชนคนส่วนใหญ่ไม่ได้เลือกครับ มีการคาดการณ์จาก กกต. ว่าจะมีคนสมัคร ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ คน พี่น้องประชาชนคนมีสิทธิเลือกตั้ง ๕๐ กว่าล้านคน วันนี้ผู้ปกครองประเทศ ผู้บริหารประเทศ รัฐบาล ได้มอบให้ท่านรองนายกรัฐมนตรีภูมิธรรม ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ไม่เสียหาย เป็นประธานเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ วันนี้เรากำลังมาพูดถึงว่าเราจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ อย่างไร เราสามารถแก้ไขได้ครับ ในรัฐสภาแห่งนี้ ทั้ง สส. และ สว. ได้เคยแก้ไขการได้มาซึ่ง สส. หรือว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว วันนี้ผมอยากเรียกร้องให้ท่านรองนายกรัฐมนตรี ประธานการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้รีบมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราก่อนที่จะได้มา ซึ่งสมาชิกวุฒิสภา เพราะคำว่าผู้แทนปวงชนเป็นของประชาชน ผู้แทนปวงชน ประชาชน เป็นคนเลือก แต่เรามองเห็นข้างหน้าแล้วว่าการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภามาจากประชาชน หรือไม่ วันนี้ กกต. ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ให้มีการจัดการการเลือกตั้งให้สุจริตและเที่ยงธรรม ที่ผ่านมามีการเลือกตั้ง สส. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปล่อยผีกันมาแล้ว ยังไม่มีการวินิจฉัย วันนี้ กกต. มีหน้าที่ในการเลือกตั้ง ท่านมองเห็นปัญหา ฝากท่านประธานไปยังผู้บริหาร ไปยัง กกต. ว่าให้รีบดำเนินการทำการ มีวิธีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภานั้นให้สุจริตและเที่ยงธรรม วันนี้เราได้เห็นหลายกลุ่ม หลายองค์กร หลายพรรคการเมือง แสดงตนออกมาแล้วว่าจะไปฮั้ว กันทางการเมือง มีการจัดกลุ่มฮั้วกันแล้วครับท่านประธาน ว่ากลุ่มนั้นกลุ่มนี้ กลุ่มชื่อนั้นชื่อนี้ เพื่อที่จะไปสมัคร แล้วก็ไปเลือกกันเอง คนอยากจะเป็นต้องไปไหว้วานเพื่อนพี่น้องให้มา ลงสมัครเพื่อที่จะไปเลือกตนเองในระดับประเทศ วันนี้เรามองเห็นปัญหาข้างหน้าแล้วครับ วันนี้เราต้องแก้ไขตรงนี้ก่อน รัฐธรรมนูญแก้ไขได้ ในรัฐสภาแห่งนี้ วันนี้ สส. และ สว. เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย สมาชิกวุฒิสภาต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ผมอ่านรัฐธรรมนูญ ดีแล้วครับว่าการเป็นสมาชิกวุฒิสภาเป็นได้ครั้งเดียว แล้วครั้งหน้านี้ก็จะมีการเลือกตั้ง เรามองเห็นปัญหาข้างหน้าแล้วว่าเราสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ วันนี้อยากจะกราบเรียน ท่านประธานว่าท่านประธานได้วินิจฉัยแล้วตามที่ท่านอาจารย์นายแพทย์เฉลิมชัย เครืองาม ผมก็เป็นคนทักท้วงท่านประธานว่าให้ท่านประธานนั้นได้วินิจฉัย ว่าสมาชิกวุฒิสภายังไม่เคย ไปร่วมในการประชุมรัฐสภาเกี่ยวกับญัตติเลย แล้วมาให้สมาชิกวุฒิสภาได้ลงมติไปให้ ศาลรัฐธรรมนูญ ในขณะที่รัฐสภาแห่งนี้เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย อำนาจอธิปไตยสูงสุด เป็นของประชาชน ท่านประธานครับ ผมไม่สามารถที่จะร่วมโหวตได้ครับ ขออนุญาต งดออกเสียง ขอบคุณครับ
ผมขอยืนยัน ว่าไม่ได้วินิจฉัยอะไร ท่านจะเชื่อไม่เชื่อก็แล้วแต่นะครับ ต่อไปเป็นชุดใหม่นะครับ ท่านจุลพงศ์ อยู่เกษ พรรคก้าวไกล ๑๕ นาที ท่านชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ ๑๐ นาที นายแพทย์ เจตน์ ศิรธรานนท์ ๘ นาที เชิญตามลำดับครับ ท่านจุลพงศ์ อยู่เกษ ครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน เรียนท่านประธานรัฐสภาและสมาชิกรัฐสภาที่เคารพทุกท่าน ผม จุลพงศ์ อยู่เกษ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา การอภิปราย ของผมจะไม่ขอแสดงความคิดเห็นในเนื้อหาของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ แต่จะขออภิปรายในส่วนที่เกี่ยวกับการทำประชามติสักเล็กน้อยเท่านั้น คำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวที่มีการอ้างอิงโดยเพื่อนสมาชิกในการอภิปรายแล้ว ถ้าเราอ่านคำวินิจฉัยนี้อย่างละเอียดแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญท่านไม่ได้วินิจฉัยไว้อย่างชัดเจนว่า จะต้องทำประชามติเมื่อใด ๒ ครั้ง หรือ ๓ ครั้ง ดังที่เพื่อนสมาชิกจากพรรคก้าวไกล ได้อภิปรายไปแล้ว เพียงแต่บอกว่าต้องทำเสียก่อนมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หากจะตีความว่า การทำประชามติตั้งแต่ก่อนจะหาคนมาร่างรัฐธรรมนูญ โดยตั้งคำถามในการทำประชามติ เพียงว่าต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ปัญหาคือประชาชนจะรู้ได้อย่างไรครับ ว่าใคร จะมาเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะมีที่มาจากไหน จะออกมาหน้าตาอย่างไร ก่อนจะ ตัดสินใจว่าต้องการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ประเด็นของการเกิดญัตติที่กำลังพิจารณา ขณะนี้นะครับท่านประธาน คือการที่ท่านเจ้าของญัตติขอให้รัฐสภามีมติขอให้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณีตามมาตรา ๒๑๐ (๒) ของรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดให้เป็นหน้าที่ และอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจ ของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา คณะรัฐมนตรี และองค์กรอิสระ หากศาลรัฐธรรมนูญ เห็นว่ารัฐสภาสามารถทำได้ คือให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ คือร่างรัฐธรรมนูญแล้วถึงไปทำ ประชามติ ก็จะได้เดินหน้าต่อ ปัญหาจะเหมือนแก้ได้นะครับ ก็แค่ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ เท่านี้ก็หมดเรื่อง แต่อาจจะไม่ส่งปัญหาว่าเราจะหาทางแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไร เพื่อไม่ให้ เกิดการแช่แข็งแบบนี้ หาทางออกให้ได้ครับ ซึ่งในความเห็นส่วนตัวของผมเองก็ยอมรับว่า มันมาถึงทางตัน แต่หากมาคิดดี ๆ อีกครั้งนะครับ หากเราทำเช่นนั้น เท่ากับเรายอมรับ อำนาจขององค์กรหนึ่งตามรัฐธรรมนูญที่มีชื่อว่า ศาลรัฐธรรมนูญ ให้มาชี้ขาดว่าอะไร คือหน้าที่ และอำนาจของรัฐสภาที่เป็น ๑ ใน ๓ อำนาจของอำนาจอธิปไตย ดังที่เพื่อน สมาชิกจากพรรคก้าวไกลได้อภิปรายไปแล้ว และที่น่ากังวลมากไปกว่านั้นคือคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญก่อให้เกิดคำวินิจฉัยผูกพันไปในอนาคต ในกรณีเกิดปัญหาข้อเท็จจริง อื่น ๆ ที่คล้ายกันในอนาคต อาจจะเป็นการยืนดาบให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความข้ามมาจำกัด อำนาจของรัฐสภา หรือเป็นการขยายอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญก็เป็นไปได้ โดยอาศัยหลัก ที่ว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร ผมจะไม่ขอยกตัวอย่างของการที่ ศาลรัฐธรรมนูญก้าวล่วงมาในอำนาจนิติบัญญัติ เพราะว่าเพื่อนสมาชิกจากพรรคก้าวไกล อภิปรายไปแล้ว แต่ผมจะขอยกตัวอย่างเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยข้ามไปถึงการใช้อำนาจ ตุลาการครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ในการพิจารณาคดีของศาล ระหว่างกระบวนการ พิจารณาที่ศาลยังไม่มีคำตัดสิน หรือคำวินิจฉัยชี้ขาด ศาลจะมีการออกคำสั่งมาเป็นระยะ ระหว่างการดำเนินคดี หากศาลออกคำสั่งแล้วต่อมาคู่ความ คือโจทก์หรือจำเลย อุทธรณ์ หรือฎีกาคำสั่ง คำสั่งที่ออกโดยศาลสูงสุดย่อมเป็นถึงที่สุดแล้ว ในศาลปกครองเป็นศาลที่มีแค่ ๒ ชั้น คือศาลปกครองกลาง และศาลปกครองสูงสุด ซึ่งเทียบกับศาลฎีกาในศาลยุติธรรม ศาลรัฐธรรมนูญ เคยมีคำวินิจฉัย เมื่อ พ.ศ. ๒๕๖๔ โดยวินิจฉัยให้คำสั่งของศาลปกครอง สูงสุด ที่ ๑๘/๒๕๔๕ ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งมีผลทำให้คำพิพากษาของศาล ปกครองสูงสุด ในคดีหมายเลขแดง ที่ ๒๑๑-๒๒๓/๒๕๖๒ ซึ่งมีคำพิพากษา โดยอ้างอิงถึง คำสั่งศาลปกครองสูงสุด เมื่อปี ๒๕๔๘ ดังกล่าว ใช้บังคับไม่ได้ครับ และทำให้คำพิพากษา ของศาลปกครองสูงสุดสิ้นผล ไม่ผูกพันคู่ความในคดี คดีนี้เป็นคดีมหากาพย์ข้อพิพาทที่ต่อสู้ กันมานับสิบ ๆ ปี ตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ นั้นคือคดี Hopewell ครับ ซึ่งลากกันมายาวนานมาก สาเหตุที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัย เมื่อปี ๒๕๖๔ โดยวินิจฉัยให้คำสั่งศาลปกครองสูงสุด ดังกล่าว ขัดกับรัฐธรรมนูญ เพราะมีข้อความที่แพ้คดีในศาลปกครองสูงสุดไปร้องเพื่อให้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า คำสั่งของศาลปกครองสูงสุด ที่มีมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ ละเมิดสิทธิ และเสรีภาพของตนตามมาตรา ๒๑๓ ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ผมขออนุญาตท่านประธานอ่านรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ บัญญัติว่า บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิ และเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้ มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อมีคำวินิจฉัยว่า การกระทำนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพครับ ต้นเรื่องที่ร้องว่าคำสั่ง ศาลปกครองสูงสุด ในปี ๒๕๔๕ ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของตน คือกระทรวงคมนาคม และการรถไฟแห่งประเทศไทย คำถามของผมคือหน่วยงานของรัฐจะถูกละเมิดสิทธิ และเสรีภาพได้อย่างไรครับ แต่ศาลรัฐธรรมนูญท่านวินิจฉัยว่าหน่วยงานของรัฐ ๒ หน่วยงาน ดังกล่าว ถูกละเมิดสิทธิและเสรีภาพ ตามมาตรา ๒๑๓ ของรัฐธรรมนูญ ด้วยความเคารพครับ ผมเห็นว่าเป็นการตีความบทบัญญัติเพื่อคุ้มครองหน่วยงานรัฐ ซึ่งไม่น่าจะตรงเจตนารมณ์ ของมาตรา ๒๑๓ ของรัฐธรรมนูญ ผมจึงมีความเห็นว่าเป็นการตีความขยายอำนาจ ของศาลรัฐธรรมนูญไปยังอำนาจตุลาการ โดยอาศัยหลักที่ว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ผูกพันทุกองค์กรรวมทั้งศาล ศาลรัฐธรรมนูญที่ตัดสินให้คำสั่งศาลปกครองสูงสุด ขัดรัฐธรรมนูญ อันมีผลให้คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่วินิจฉัยโดยอาศัยคำสั่งดังกล่าว สิ้นผลไปเช่นนี้ ก่อให้เกิดความกังวลอย่างมากในวงการตุลาการครับ ใครจะไปรู้ว่าวันไหน คู่ความจะไปฟ้องศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ถอดถอนคำสั่งของศาลฎีกา โดยอ้างว่าคำสั่ง ของศาลฎีกาละเมิดสิทธิและเสรีภาพของตนตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ตัวอย่างที่ผม ซึ่งยกมานี้จึงสร้างความกังวลถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดการตีความขยายขอบเขตอำนาจ ของศาลรัฐธรรมนูญมายังอำนาจและหน้าที่ของรัฐสภา หากรัฐสภามีมติในวันนี้เพื่อขอให้ ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภา ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมไม่สามารถอภิปรายสรุปได้ว่ามีความเห็นเช่นใด และผมขออนุญาตฟังการ อภิปรายของเพื่อนสมาชิกรัฐสภาท่านอื่น ๆ อีก ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับท่านจุลพงศ์ ต่อไปท่านชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ เชิญครับ ๑๐ นาที
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ วันนี้ผมขอมีส่วนร่วมสนับสนุนญัตติด่วน ของท่านอาจารย์ชูศักดิ์ ให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยครับ และผมมีความจำเป็นที่ต้อง ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญที่เราต้องการได้รับการตีความจากศาลรัฐธรรมนูญอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญหลังจากนี้เป็นต้นไป เกิดความราบรื่นและเป็นที่สบายใจของทุกฝ่าย รัฐธรรมนูญ ฉบับปีพุทธศักราช ๒๕๖๐ เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอดครับท่านประธาน ว่ามีปัญหาในหลายประการ ผมคงไม่ลงไปในรายละเอียดของปัญหาของรัฐธรรมนูญ แต่ ๑ ในประเด็นที่จำเป็นจะต้องพูดคุยกันคือ รัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ ฉบับนี้ไม่ได้มีการระบุไว้ ว่าการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่สามารถดำเนินการได้อย่างไร ทำให้ที่ผ่านมาเราเลย จำเป็นต้องมีการยื่นแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้มีมาตราที่ว่าด้วยการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ ผ่านการมี สสร. ครับท่านประธาน ผมจำเป็นต้องย้อนกลับไปในอดีตสักเล็กน้อย เพื่อให้เห็นความจำเป็นของการยื่นญัตติวันนี้ ตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ ในสมัยรัฐบาลที่แล้ว พรรคเพื่อไทยได้มีการยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ เพื่อให้มีการจัดตั้ง สสร. เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยยกเว้นการแก้ไขในหมวด ๑ และหมวด ๒ เช่นเดียวกัน กับที่เคยยื่นในรอบที่ผ่าน ๆ มา และร่างได้ผ่านการประชุมรัฐสภาในวาระ ๑ ที่เป็นการ ประชุมร่วมระหว่าง สส. และ สว. ไปแล้ว หลังจากนั้นมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ขึ้นมาพิจารณารายมาตรา และได้มีการส่งกลับเข้ามาที่รัฐสภา แต่ในวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ สมาชิกรัฐสภาในขณะนั้น จำนวนหนึ่งได้มีการยื่นญัตติ ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยถึงอำนาจและหน้าที่ เพราะมีความกังวลว่าการศึกษา หรือการอภิปรายกันในสภา จนไปถึงการลงมติในสภาอาจจะขัดกับรัฐธรรมนูญ ณ ขณะนั้น สมาชิกรัฐสภาได้ยื่นคำถาม ถามศาลรัฐธรรมนูญว่า รัฐสภามีอำนาจในการจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่หรือไม่ คำถามนี้เป็นคำถามที่เรียบง่าย แล้วก็กว้างขวาง สามารถตอบอย่างไรก็ได้ คำตอบของศาลรัฐธรรมนูญในขณะนั้น ให้คำตอบว่ารัฐสภามีหน้าที่และอำนาจในการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ โดยต้องให้ประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ลงประชามติ เสียก่อนว่าประชาชนประสงค์จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และเมื่อจัดทำร่าง รัฐธรรมนูญใหม่เสร็จแล้วต้องให้ประชาชนลงประชามติเห็นชอบอีกครั้งหนึ่ง คำตอบนี้ ของศาลรัฐธรรมนูญ เหมือนจะมีความชัดเจนครับท่านประธาน ว่าการทำประชามติควรจะมี เพียง ๒ ครั้ง คือก่อนที่จะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และหลังได้มีการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่เรียบร้อยแล้ว แต่คำตอบนี้เป็นเหตุให้เกิดการคว่ำการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ ในขณะนั้น ในวาระที่ ๓ เนื่องด้วยมีความไม่สบายใจจากสมาชิกรัฐสภาจำนวน ไม่น้อย ที่ตีความว่าคำวินิจฉัยนี้เป็นการบอกว่าเราจำเป็นจะต้องมีการทำประชามติก่อนที่ จะมีการยื่นร่างแก้ไขมาตรา ๒๕๖ เข้าสภา นั่นหมายความว่าสมาชิกรัฐสภาจำนวนหนึ่งกังวล ในอำนาจในการลงมติของตัวเอง ด้วยคำวินิจฉัยที่เปิดช่องให้ตีความได้แตกต่างกันแบบนี้ ทำให้เสียงในสังคมบางส่วนตีความว่าตลอดกระบวนการจัดให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีความ จำเป็นต้องทำประชามติถึง ๓ ครั้ง ซึ่งในมุมของพรรคเพื่อไทยเองเรายืนยันมาตลอด ถึงแม้ว่า จะมีศาลรัฐธรรมนูญออกคำวินิจฉัยมาในลักษณะนี้ จุดยืนเรายังคงเดิมเราตีความว่าการทำ ประชามติควรจะทำเพียงแค่ ๒ ครั้ง กล่าวคือครั้งแรกก่อนเริ่มกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ และครั้งที่ ๒ คือภายหลังมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว โดยกระบวนการที่เรา ทำกันอยู่ในขณะนั้น หรือที่จะทำต่อไปนี้คือการพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีมาตรา ที่ว่าด้วยการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ยังไม่ได้เป็นการเริ่มต้นจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องทำประชามติก่อน ซึ่งหากเรายืนยันในหลักการและได้รับการยืนยัน แบบนี้ว่าการทำประชามติตลอดทั้งกระบวนการ ควรจะเป็นแค่ ๒ ครั้ง ไม่ใช่ ๓ ครั้ง เราจะ สามารถลดระยะเวลาในการดำเนินการได้ และจะสามารถลดการใช้จ่ายงบประมาณรัฐได้ถึง ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ ล้านบาทครับท่านประธาน และยังลดโอกาสในการเกิดปัญหาจากการ ไม่ผ่านประชามติครั้งได้อีกครั้งหนึ่ง อันเนื่องมาจากที่ประชาชนเบื่อหน่ายกับกระบวนการ ที่เยิ่นเย้อหรือมากจนเกินความจำเป็นครับท่านประธาน ด้วยเหตุนี้พรรคเพื่อไทยจึงยืนยัน ในหลักการและได้เสนอร่างแก้ไขมาตรา ๒๕๖ ของรัฐธรรมนูญเข้าสู่สภาอีกครั้งในเดือน มิถุนายน ปี ๒๕๖๔ แต่น่าเสียดายครับ ท่านประธานสภาในขณะนั้น เมื่อสมัยรัฐบาลที่แล้ว ไม่ได้บรรจุเข้าสู่การพิจารณา เพราะให้เหตุผลว่าอาจจะขัดกับรัฐธรรมนูญ แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะไม่สำเร็จในสมัยประชุมที่แล้ว ในสมัยรัฐบาลที่แล้ว ในสมัยรัฐบาลนี้พรรคเพื่อไทย ยังยืนยันหลักการเหมือนเดิม และได้ยื่นร่างในลักษณะเดิมเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา อีกครั้งหนึ่ง เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา แต่ก็ต้องยอมรับว่าเราเสียใจที่ท่านประธานสภาไม่ได้ บรรจุวาระเข้ามาพิจารณา แต่เราก็เข้าใจและรับทราบถึงข้อจำกัดต่าง ๆ ที่อาจจะตีความได้ จากภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่ง ดังเช่นการอภิปรายในวันนี้ครับท่านประธาน ผมว่าเราก็ได้ฟัง การอภิปรายมามาก แล้วเราก็เห็นความคิดเห็นที่แตกต่างกันชัดเจนของสมาชิกรัฐสภา ทั้งจากฝั่งสมาชิก สส. ฝ่ายรัฐบาล สส. ฝ่ายค้าน หรือสมาชิกวุฒิสภา ถึงความเห็นต่อคำ วินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคราวนั้น ด้วยเหตุนี้พรรคเพื่อไทยจึงมีความจำเป็นครับ ที่จะต้องยื่นให้รัฐสภามีมติส่งศาลรัฐธรรมนูญให้ความชัดเจนเกี่ยวกับประเด็นนี้ โดยคำถาม ที่ท่านอาจารย์ชูศักดิ์ได้ร่างขึ้น ผมเห็นว่ามีความชัดเจน และจะช่วยให้เกิดความแน่นอน ของกระบวนการในการเดินต่ออย่างครบถ้วนครับ คำถามของท่านอาจารย์ชูศักดิ์ คือรัฐสภาจะบรรจุวาระและพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่มีบทบัญญัติให้จัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยยังไม่มีการออกเสียงประชามติว่าประชาชนประสงค์จะให้มี รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้หรือไม่ คำถามนี้จะให้เราได้คำตอบที่ชัดเจนครับ ว่าเราจะต้องทำ ประชามติ ๒ ครั้ง หรือ ๓ ครั้ง ผมมั่นใจว่าหากรัฐสภาของเราเห็นพ้องต้องกันในเรื่องนี้ และส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยภายใต้คำถามนี้เราจะได้คำตอบที่ชัดเจนครับ แล้วเรา จะสามารถเดินหน้ากระบวนการนี้ได้อย่างสบายใจในทุกฝ่าย และจะไม่มีปัญหาการตีความ ที่แตกต่างอย่างที่เราเป็นกันอยู่ในทุกวันนี้ และหากท่านใดสมาชิกท่านใดในวันนี้ที่อ้างว่า อยากให้ มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่มีเจตนาไม่สนับสนุนการดำเนินการยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ในวันนี้ ผมก็ต้องฝากคำถามผ่านท่านประธานไปว่าสมาชิกท่านนั้นจะยืนยันได้อย่างไร ว่าถ้าหากเราบรรจุวาระเข้ามาอภิปรายในตอนนี้ จะไม่มีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตีความ ในอนาคต เราจะยืนยันได้อย่างไรว่าความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ณ ทุกวันนี้จะไม่นำมาซึ่ง การเตะถ่วงหรือการล้มกระบวนการในอนาคต วิธีการที่พรรคเพื่อไทยดำเนินการอยู่คือ วิธีการที่จะสร้างความชัดเจน โปร่งใส และกระบวนการที่รัดกุม ถูกต้อง วิธีการนี้จะทำให้เรา ทราบถึงแนวทางที่เราจะสามารถมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงแค่การพูดใน หลักการเท่านั้น ท้ายที่สุดครับท่านประธาน ผมสนับสนุนการเสนอญัตติในวันนี้ แล้วก็ขอ วิงวอนเพื่อนสมาชิกทุก ๆ ท่านช่วยร่วมเห็นชอบการส่งศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้ ขอให้ทุกท่าน ไม่ว่าจะมีจุดยืนทางการเมืองอย่างไร ไม่ว่าจะมีความคิดเห็นต่อการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อย่างไร ขอให้เปิดใจว่าความเห็นที่แตกต่างตอนนี้มีอยู่จริง ขอให้ท่านทุกคนเปิดทางผ่านการ ลงมติเห็นชอบให้เราได้ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความให้ชัดเจน ผมเชื่อว่าเมื่อได้รับคำตอบ จากศาลรัฐธรรมนูญเราจะสามารถเดินกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อได้ ทำให้เกิด ความสำเร็จแล้วได้มีรัฐธรรมนูญฉบับของพี่น้องประชาชนได้จริง ขอบคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณ ท่านชนินทร์ครับ ต่อไปเป็น นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ๘ นาทีนะครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ท่านอาจารย์ชูศักดิ์ได้อภิปรายในห้องนี้ท่านก็บอกว่า ญัตตินี้กับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่เกี่ยวกัน ญัตตินี้เป็นเพียงเสนอญัตติเข้ามาเพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญให้ชี้ว่าการทำประชามติ นี้จะมีกี่ครั้ง ๒ ครั้ง หรือ ๓ ครั้ง ดังที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายนะครับ แล้วก็แถมยังตอบว่า หากไม่ได้จะต้องสอบถามในขั้นตอนใด ท่านประธานครับ ดังเป็นที่รู้กันว่าศาลรัฐธรรมนูญนี้ ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นกฤษฎีการับปรึกษาข้อปัญหากฎหมายใด ๆ โดยเฉพาะถ้าหากว่า ยังไม่เกิดขึ้น ผมย้อนอดีตนิดหนึ่งว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ หรือรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยนี้มีการทำประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ ๗ สิงหาคมปี ๒๕๕๙ ก็เห็นชอบ ๑๖.๘ ล้านคน ไม่เห็นชอบ ๑๐.๕๙๘ ล้านคน อันนี้ไม่ต้องพูด ผมถึงจะพูดแต่เพียงว่าผ่านการทำประชามติ ทีนี้การทำประชามติมันมี ความหมายว่า ประชาชนเป็นผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ทีนี้การที่จะมีการเสนอให้ แก้ไขมาตราใดมาตราหนึ่งเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ทั้งฉบับ โดยการตั้ง สสร. ขึ้น ไม่ใช่ของใหม่ มันเกิดขึ้นมาก่อนยุค สสร. มันเกิดขึ้นมาในอดีต ผมเองก็อยู่ในสภาแห่งนี้ มายาวนาน จนได้ฝากเรื่องนี้มาต่อเนื่อง แล้วก็อภิปรายในลักษณะคล้าย ๆ วันนี้ เพื่อนสมาชิกก็อภิปรายแบบนี้ ก็อภิปรายกันมาตลอด มันก็มีฝ่ายที่หนุน ฝ่ายที่ค้าน แต่ว่า เมื่อเรารับรัฐธรรมนูญเข้ามาแล้ว ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเรียบร้อยแล้ว ประเด็น ก็คือว่ารัฐธรรมนูญให้กำเนิดองค์กรนิติบัญญัติ องค์กรบริหาร องค์กรตุลาการขึ้นมา องค์กร เหล่านี้โดยเฉพาะรัฐสภามันเกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญ สมาชิกที่นั่งอยู่ที่นี้ โดยเฉพาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เกิดมาจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทีนี้ในประเด็นเรื่องของการแก้ไข รัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญนี้แก้ไขได้นะครับ เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎเกณฑ์ในทางกฎหมาย รูปแบบหนึ่ง จึงอาจล้าสมัย ไม่เหมาะสมกับสภาพการณ์ทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ตลอดจนความต้องการของประชาชนที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาตามยุคสมัยได้ เฉกเช่นเดียวกับกฎหมายทั่วไป แต่เนื่องจากรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด กฎเกณฑ์ในการ แก้ไขรัฐธรรมนูญจึงอาจจะแตกต่างจากกฎหมายธรรมดา รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับนี้มันก็มีทั้งที่แก้ไม่ได้ ตามมาตรา ๒๕๕ แล้วก็แก้ได้ยาก โดยการพ่วงการทำประชามติ เข้ามา ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการตีความว่าจะต้องทำประชามติเพิ่มขึ้นเป็นครั้งที่ ๓ นั่นล่ะ ตามที่สมาชิกหลายท่านได้อภิปรายในที่นี้ แล้วก็นอกจากแก้ยากที่ต้องทำประชามติ ก็จะเป็น แก้ตามปกติ ซึ่งก็ต้องอาศัยเสียง สว. ๑ ใน ๓ เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นมันก็จะมีฝ่ายที่ เห็นว่าทำไมสภาจึงไม่แก้เป็นประเด็น เพื่อให้สภารู้ว่าจะแก้ประเด็นไหน ท่านจะยุบเลิก องค์กรอิสระหรือใครก็ตามท่านก็เสนอเข้ามาครับ ท่านจะไปแตะมาตรา หมวด ๑ หมวด ๒ ก็เสนอเข้ามา มันจะได้รู้ประเด็นในการแก้ไข แต่ถ้าหากว่าตีเช็คเปล่า เสนอร่าง เสนอ สสร. ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ยกร่างขึ้นมาใหม่ ไม่รู้รายละเอียดหรอกครับ เราก็ไม่รู้ว่าท่าน ต้องการอะไร เจตนาคืออะไร แล้วมันก็ไม่มีโครงสร้างไม่มีโครงร่าง แต่อย่างไรก็ดีผมก็ยัง เห็นว่าทางท่านอาจารย์ชูศักดิ์และคณะ ขออภัยที่เอ่ยนาม ไม่เสียหาย ท่านก็บอกแล้วว่า ยอมรับการทำประชามติ เพียงเห็นว่า ๒ ครั้ง หรือ ๓ ครั้ง อันนั้นคือประเด็น ท่านประธาน ครับ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญไม่รับตีความทางกฎหมายผมก็ไม่รู้ว่าในเรื่องนี้จะจบอย่างไร มันคาดการณ์ไม่ถูกหรอกครับ แต่ว่าสามารถส่งไปได้ แต่ว่าโดยหลักการเท่าที่ผ่านมาในเรื่อง ของการส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความผมคิดว่ายังไม่เคยมี แล้วก็คิดว่ายากที่จะทำความสำเร็จ ท่านประธานครับ ในส่วนของรายละเอียดของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนี้มันจะเป็นสิ่งที่ จะตามมาด้วยรายละเอียด แล้วก็เหตุผลของร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่จะมีการแก้ไขโดยที่ว่าจะรู้ ว่าท่านจะแก้ไขอะไร อย่างไร ทีนี้เมื่อไม่มีรายละเอียดผมคิดว่ามันเปรียบเสมือน การสร้างบ้าน ถ้าหากว่าเราจะสร้างบ้านก็จะต้องทำประชามติ ในที่นี้คล้ายกับถามประชาชน ในครั้งที่ ๑ แล้วเมื่อเราจะสร้าง จะวางแผนสร้างอย่างไร มีกี่ชั้น ห้องมีห้องอะไรบ้าง ก็ต้องถามประชาชน ครั้งที่ ๒ แล้วครั้งที่ ๓ เมื่อสร้างเสร็จแล้วก็ถามประชาชนว่าจะเอาหรือไม่เอา มันเปรียบ อุปมาอุปไมยเพื่อให้พี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ทางบ้านเข้าใจนะครับ มันเป็นไปตามกรอบของ รัฐธรรมนูญ แต่ผมในฐานะที่เป็นสมาชิกวุฒิสภา ผมมิบังอาจที่จะสรุปตีความฟันธงว่าจะต้อง ทำประชามติ ๓ ครั้ง เพราะเรื่องนี้มันก็อยู่ที่องค์กรผู้มีอำนาจ คือศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้นที่จะ ตีความได้ ถ้าหากว่าท่านยอมรับเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นวันนี้ผมก็คิดว่ามันก็ต้องเป็นมติของสภา ซึ่งก็คิดว่าก็ให้ความหวังกับผู้ที่ส่งร่างเข้ามานะครับ ว่าท่านสามารถผ่านมติวันนี้ไปได้ แล้วก็ จะทำให้เรื่องนี้ถูกส่งขึ้นไปที่ศาลรัฐธรรมนูญตามเจตนารมณ์ได้ แต่ว่าไม่ทราบท่านจะรับ ตีความหรือเปล่า แต่ว่าถ้าท่านตีความก็คงจะต้องจบออกมาว่าออกมาเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้ผมก็คงสรุปได้ในประเด็นนี้ แต่ก็อยากจะให้เพื่อนสมาชิกกลับไป อ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ เมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม ที่เป็นญัตติด่วนเรื่อง ขอเสนอญัตติตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ๒๕๖๓ ข้อ ๓๑ ตามที่สมาชิกทั้งหมด ได้อภิปรายมาแล้ว ผมคงสรุปได้ประเด็นเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ ครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ไชยามพวาน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธาน เรื่องรัฐธรรมนูญผมก็ต้องพูดแน่นอนครับ เพราะว่าเป็นคนขับเคลื่อนมาโดยตลอด ในส่วนนี้ ผมว่าประชาชนหลายคนกำลังจับตาดูอยู่และอาจจะยังไม่เข้าใจว่าเรากำลังพูดเรื่องอะไร วันนี้ผมจะมาย่อยให้ฟังอย่างง่าย ๆ ครับท่านประธาน ว่าเรากำลังพูดเรื่องอะไร แล้วกำลัง เชื่อมไปถึงกับอะไรอยู่ วันนี้เรากำลังพูดถึงหัวข้อญัตติรัฐสภาที่มีมติให้ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ (๒) ท่านประธาน พี่น้องประชาชนฟังก็คงงง มาตรา ๒๑๐ (๒) คืออะไรปูอัด เดี๋ยวผมมาย่อย ให้ฟังก่อนครับ ท่านประธานครับ มาตรา ๒๑๐ (๒) เราว่ากันด้วยอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ มีหน้าที่อะไรบ้าง ดูไปพร้อมกับผมครับ (๒) มันเขียนว่า พิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับ หน้าที่และอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา คณะรัฐมนตรี และองค์กรอิสระ คือฟังอย่างนี้เรากำลังพูดถึงอำนาจหน้าที่อยู่ครับ ว่าศาลรัฐธรรมนูญทำอะไรได้บ้าง แล้วมัน กำลังเชื่อมต่อไปที่ท่านประธานรัฐสภาที่กังวลอยู่ครับ ว่าเราต้องส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญ ตีความนะ ก็เพราะในหมวดนี้ท่านประธาน หมวด ๒๕๖ (๘) นี้ละ ที่ทำท่านประธานมึนงงอยู่ ทุกวันแล้วพยายามจะส่งไปตีความศาลรัฐธรรมนูญ คือมันเขียนอย่างนี้ครับ พี่น้องประชาชน จะได้ฟังด้วย (๘) เขียนว่า ในกรณีร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เป็นการแก้ไขเพิ่มเติม หมวด ๑ หมวดทั่วไป หมวด ๒ พระมหากษัตริย์ หรือหมวด ๑๕ การแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญ หรือเรื่องที่เกี่ยวข้องหน้าที่หรืออำนาจของศาล หรือองค์กรอิสระ ก่อนดำเนินการตามให้จัดมีการออกเสียงประชามติตามกฎหมายด้วยการออกเสียงประชามติ ถ้าผลออกเสียงประชามติเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม จึงดำเนินการได้ อันนี้ล่ะครับ พี่น้องประชาชนถ้าฟังอยู่ อันนี้ล่ะคือตัวใจความสำคัญว่าสุดท้ายต้องทำ ๓ ครั้ง ๒ ครั้ง คืออย่างไรดี ท่านประธานรัฐสภาก็คงงง แล้วก็ตีความอาจจะยังไม่ได้ครอบคลุมดีนัก ก็เลยกลายเป็นว่า ปี ๒๕๖๔ เรามีคำพิพากษาขึ้นมาครับท่านประธาน ท่านประธานครับ ผมยังคงยืนยันว่าคำวินิจฉัยที่ ๔ ปี ๒๕๖๔ นี้ เขียนชัดเจนเหมือนที่ท่านพริษฐ์ วัชรสินธุ บอกครับว่า ตุลาการ ๕ ท่านนั้น ยืนยันแล้วว่าทำประชามติเพียงแค่ ๒ ครั้งเท่านั้น ผมอ่าน ช้า ๆ ให้พี่น้องประชาชนฟังอีก ๑ ครั้งครับ คือ รัฐสภาสามารถจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่ต้องให้ประชาชนลงประชามติก่อนว่าต้องการให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ เพราะ ประชาชนเป็นผู้ทรงสถาปนารัฐธรรมนูญ อันนี้คือประชามติ ครั้งที่ ๑ และเมื่อจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว ก็ต้องให้ประชาชนลงประชามติอีกครั้งว่าเห็นชอบกับ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้หรือไม่ อันนี้ล่ะ คือประชามติ ครั้งที่ ๒ ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผมยืนยันชัดเจนว่า ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วว่าทำประชามติเพียงแค่ ๒ ครั้ง ท่านไม่ต้องกังวลครับ การแก้ไข ตรงนี้ง่ายมาก คือการเอาญัตติการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทย เอามาเข้าในการประชุม ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ท่านเป็นประธานสภา เป็นประธาน ประมุขแห่งนิติรัฐ วันนี้เราต้องยืนยันในหลักการให้ชัดเจนครับ ว่านิติบัญญัติก็คือการแก้ไข กฎหมาย ผมถามท่านประธานแบบนี้เลยนะ คือถ้าผมเป็นนิติบัญญัติ ถ้าผมไม่แก้ไขกฎหมาย ท่านประธานจะให้ผมไปทำอะไรครับ คือจะให้ผมไปผัดซีอิ๊วหรือครับ ก็คงทำไม่ได้ ท่านประธาน เราต้องยืนยันให้ชัดเจนว่านิติบัญญัตินี้คือการแก้ไขกฎหมายได้ แล้วท่าน ประธานทราบไหมครับ ถ้าส่งศาลรัฐธรรมนูญไปอีกก็เกิดความขัดแย้งขึ้นมาอีก วันนี้ปฏิเสธ ไม่ได้ว่าวันนี้ศาลรัฐธรรมนูญคือคู่ขัดแย้ง พอศาลรัฐธรรมนูญตีความ เราก็ไม่รู้อีกว่าจะออกหัว ให้ใคร จะออกก้อยให้ใคร สุดท้ายก็เป็นปัญหาอีกว่าจะเข้าใครออกใคร เราก็ไม่ทราบเลยว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะตีความออกมาเป็นแบบไหน เหมือนกับวันนี้ละครับ เราเสนอแก้ไข กฎหมาย อยู่ดี ๆ ก็มาบอกว่าล้มล้างการปกครองแล้วก็จะยุบพรรค จะเอาแบบนี้จริง ๆ หรือครับ ประเทศนี้ เพราะฉะนั้นผมยืนยันชัดเจนว่า นิติบัญญัติสามารถแก้ไขกฎหมายได้ ทุกตัว เพราะว่านิติบัญญัติ กฎหมายนั้นมนุษย์เป็นคนเขียนขึ้นมา ไม่ใช่พระเจ้า ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณอดิศร เพียงเกษ ขอ ๑๐ นาทีนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม อดิศร เพียงเกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเป็นผู้แทนราษฎรมานานพอสมควรครับ เริ่มต้นตั้งแต่ปี ๒๕๓๑ ผมไม่เคยคิดว่า ณ วันนี้เราจะมาสงสัยหน้าที่ของเรา ไปให้คนอื่นเขาบอกว่าผมมีหน้าที่อะไร ผมอยากเชิญชวนทาง สว. สส. ลองมาคิดสิว่าเราอาสามาเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย เรามี อำนาจอะไรบ้าง ผมเข้าใจว่าปี ๒๕๓๑ ที่ผมเป็น ผมไปหาเสียงว่าผมจะมาเป็นผู้แทนราษฎร เพื่อมาเสนอกฎหมาย มายกเลิกกฎหมาย แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย กฎหมายใดที่ล้าสมัย ยกเลิก กฎหมายใดที่ขัดขวางต่อการพัฒนาประเทศ ก็ปรับปรุงแก้ไข ผมเชื่อมั่นจริง ๆ ว่า สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจเช่นนั้นจริง ๆ นอกจากนั้นผู้แทนราษฎรยังมีสิทธิตั้งกระทู้ถาม กระทู้ถามทั่วไป กระทู้ถามแห้ง ถามเรื่องฝนตก ไปตอบตอนฝนแล้ง ถามเรื่องฝนแล้ง แล้วมา ตอบตอนน้ำท่วม ยื่นญัตติทั่วไป ยื่นญัตติไม่ไว้วางใจ ทั้งลงคะแนนและไม่ลงคะแนน จาก ๒๕๓๑-๒๕๖๗ ผมยังเชื่อมั่นว่า สส. เรายังมีอำนาจอยู่ ท่านประธานครับ ผมพยายาม เปิดดูว่าอำนาจและหน้าที่สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา มันอยู่ที่มาตราไหน ไม่มี สักมาตราครับ ที่ได้ระบุชัดเจนว่า สส. ผู้แทนราษฎรมีหน้าที่ดังต่อไปนี้ ไม่มี เป็นแต่เพียงว่า ท่านทำอะไรได้บ้าง เรากำลังพูดถึงรัฐธรรมนูญครับ ต้องยอมรับว่ารัฐธรรมนูญฉบับเดียว ในประเทศไทยและประเทศสยามแก้ไม่ได้ อยู่ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยครับ อยู่บนพาน รัฐธรรมนูญ มีคน ๆ หนึ่ง ตอนหลังรู้ว่าเสียจริตขึ้นไปยกเลิก ดึงแผ่นทองเหลืองทองแดงออก กว่าจะเอาลงมาได้ใช้เวลาเป็นชั่วโมง อันนั้นแก้ไม่ได้ รัฐธรรมนูญทุกฉบับแก้ได้ครับ แล้วแต่ ยุคแล้วแต่ละสมัย ก็แก้กันมา แต่มันแก้ยากกว่ากฎหมายธรรมดาตามที่ผมเรียนมาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กฎหมาย ทั่วไปใช้เสียงเท่านี้ แต่กฎหมายรัฐธรรมนูญมันแก้ยากอย่างโน้นอย่างนี้ ยิ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ยิ่งแก้ยากครับ เขาเขียนไว้ไม่ให้มีการแก้ไข จะแตะอะไรผิดหมด เรียงมาตราทั้งฉบับ จะตั้ง สสร. หรือเปล่าต้องไปประชามติ อันนั้นคือทำลายอำนาจหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร ที่ผมพูดไว้ ที่ผมเข้าใจว่าผมมีหน้าที่ วุฒิสภาผมเข้าใจว่าท่านเป็นสภากลั่นกรองกฎหมายจาก สภาร่าง กระผมส่ง พ.ร.บ. กางเกงขายาวไป ท่านต้องมีพิจารณาว่ากางเกงขายาวที่ผมส่งไป ซิปมันดีไหม กระดุมดีไหม มีคราวหนึ่งครับ ที่สภาอู่ทองใน ยกตัวอย่างผมส่ง พ.ร.บ. กางเกง ขายาวไป ท่านส่งกลับมาเป็นกางเกงขาสั้น ท่านวุฒิสภาทำไม่ได้ ผมจึงสงสัยว่าวันนี้แน่นอน ท่านเข้าใจเหมือนผมพูด แต่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มันเป็นอุปสรรคต่างหากที่เราจะต้องแก้ไข ให้ได้ ถึงไปใช้บริการองค์กรอื่น ท่านประธานครับ เราเรียนรัฐธรรมนูญมา อำนาจนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ แยกกันและถ่วงดุลกันครับ ไม่ใช่คร่อมเลน มีบางครั้งจะยื่นญัตติได้หรือ เปล่า รอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยก่อน มันอะไร นั่นเขาอยู่ฝ่ายตุลาการ เรามันอยู่ฝ่ายนิติ บัญญัติ เราคิดของเราเองได้ จะทำอะไร กลัวองค์กรอื่นว่า ทำได้หรือเปล่า แล้วจะมีรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาไปทำพระแสงอะไร ในเมื่อร่างกฎหมายเสนอกฎหมายไม่ได้ ขอถอนคำว่า พระแสง นะครับ เริ่มจะมีอารมณ์ ท่านประธานครับ ผมเห็นใจ และผมเห็น ด้วยกับอาจารย์ชูศักดิ์ จำเป็นต้องยื่นญัตตินี้เข้ามา เพราะว่าขวากหนามต่าง ๆ ท่านประธาน ก่อนขึ้นนั่งบัลลังก์เที่ยวนี้ท่านโดนไปหลายดอกแล้วครับ บอกว่าท่านไม่ได้ใช้อำนาจเด็ดขาด เขาเสนอกฎหมายที่นี่ ท่านทำไมไม่บรรจุ นี่ท่านก็โดน ท่านก็หาโอกาสชี้แจงเสีย ผมจึงเชื่อมั่น ว่าถ้าเราไม่ยกย่องอำนาจของเราเอง ปล่อยให้อำนาจอื่นซึ่งเป็นปลาคนละน้ำ มาวินิจฉัย อำนาจของเรา เราจะอ่อนข้อเกินไปไหมครับ แล้วผู้แทนปวงชนชาวไทยจะอยู่อย่างไรถ้า อำนาจเหล่านี้ไม่มี ผมอยากให้สภามีโอกาสแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมไม่กล่าวว่า ที่มาเป็นอย่างไร รู้กันทั้งทั่ว ถ้าไม่แก้กฎหมายรัฐธรรมนูญมันเดินต่อไปไม่ได้ มันมีอุปสรรค หลายอย่างในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ทำให้ประชาธิปไตยมันเดินไปได้ยาก จึงขอโดยสารสั้น ๆ ครับ เรามาสงสัยอำนาจของเราเองว่าผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือรัฐสภามีอำนาจอะไร ทั้งหมด ๕๐๐ บวก ๒๕๐ ไม่มีปัญญาตีความอำนาจของตนเอง เลยไปอาศัยบริการ ๙ คน ๗๕๐ มีเยอะแต่ไม่ได้เลือก ต้องไปพึ่งใบบุญของ ๙ คน มันก็เป็นอุทาหรณ์สอนใจ นะครับว่าประเทศเรา ปี ๒๕๖๗ เดินทางมาสู่จุดนี้ ย้อนหลังไปปี ๒๕๑๘ รัฐธรรมนูญ ก้าวหน้ากว่านี้ครับ ย้อนไป ๒๕๔๐ ตอนที่ท่านเป็นประธานรัฐสภาครั้งแรก ที่ถวาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อันนั้นก้าวหน้ากว่านี้ ยิ่งรัฐธรรมนูญหรือยิ่ง พ.ศ. มากเท่าไร ความล้าหลังทางประชาธิปไตยด้อยค่าไปกว่า ต้องตั้งสติให้ดีครับ อย่าถือว่าเป็นฝ่ายค้าน ฝ่ายวุฒิสภาหรือฝ่ายใดทั้งสิ้น เราต้องเห็นร่วมกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องแก้ไข ปล่อยไว้ อย่างนี้ไม่ได้หรอกครับ ลูกหลานเหลนโหลนจะมาถอนหงอกเรา ว่าสมัยลุง สมัยปู่ทำไมไม่แก้ ปล่อยให้มีการปกครองโดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้อย่างไร แต่วิธีแก้ไขช่องมันริบหรี่ครับ เหมือนเข้าอุโมงค์ มันเข้ายากเหลือเกิน ผมจึงสนับสนุน ท่านอาจารย์ชูศักดิ์และคณะ เผื่อไม่ให้มีปัญหาใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะว่าถ้าคน ๙ คน เขาไม่ เห็นด้วยแล้วเดินต่อไปไม่ได้ จึงขออนุญาตเป็นกำลังใจกับท่านประธานนะครับ ที่ท่าน ไม่บรรจุนี้เขาล่อท่านไปหลายดอกแล้ว ก็เรื่องของท่านที่จะแก้ตัวหรืออธิบายความต่อ ที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ ผมขออนุญาตอภิปราย อาจจะไม่ตรงประเด็นมาก แต่เป็นความรู้สึก ของผู้แทนราษฎรทั้งชีวิตว่าผมยังมีอำนาจในการเสนอกฎหมาย ไม่ว่ากฎหมายใด ๆ ทั้งสิ้น ในสภา รัฐสภาแห่งนี้ได้ วุฒิสภาก็มีหน้าที่กลั่นกรองกฎหมายจากสภาร่างได้ทุกฉบับ เหมือนกัน ด้วยความเคารพครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ ท่านวุฒิสมาชิกวันชัย สอนศิริ ๘ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม วันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมจะไม่พูดถึง เทคนิคหรือตัวบทกฎหมายในญัตติเพื่อให้เกิดความสับสนเกินไป ขอเข้าประเด็นโดยหลักการ ตามปกติก่อน เราต้องยอมรับกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้มาเป็นเวลาถึง ๖-๗ ปี และได้ตั้ง กรรมาธิการศึกษาข้อดีข้อด้อย จุดอ่อนจุดแข็งของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่มีหลายท่านได้พูด มาแล้ว แล้วก็มีข้อเสนอว่าจะต้องแก้ตรงนั้นแก้ตรงนี้ในมาตรานั้นมาตรานี้ นั่นแปลว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เมื่อใช้มาระยะหนึ่งแล้ว คณะกรรมาธิการหรือผู้ที่ทำการศึกษา และผู้ที่ เกี่ยวข้องเห็นว่าควรมีการแก้ไข ส่วนจะแก้ไขด้วยประการใด จะทั้งฉบับหรือไม่ทั้งฉบับ เป็นที่ ยอมรับกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีประเด็นที่ควรแก้ไข โดยส่วนตัวของผมในฐานะที่มีส่วน ในการใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้มาตั้งแต่ก่อนแล้วก็จนกระทั่งประกาศใช้ จนกระทั่งขณะนี้ ก็เห็น ชัดเจนว่ามีประเด็นที่ควรจะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่เห็นชัด ๆ นั้นก็คือ ๑. ที่มาขององค์กร อิสระ ทั้งคุณสมบัติของคณะกรรมการในองค์กรอิสระคณะต่าง ๆ ท่านประธานครับ ภาคประชาชนแทบจะไม่มีส่วนเข้าไปอยู่ในองค์กรอิสระนี้เลย ยากมาก แล้วก็เป็นเรื่องที่ผม เห็นว่าควรแก้ไขอย่างยิ่งในฐานะที่เป็นสมาชิกวุฒิสภา โหวตคนในองค์กรอิสระมาถึง ๕ ปี เห็นจุดบกพร่อง จุดที่ควรแก้ไข และเรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่ฝากไว้ยังสมาชิก รัฐสภาที่จะต้องพิจารณาแก้ไขต่อไป
ประการที่ ๒ มีหลายท่านได้อภิปรายแล้ว รวมทั้งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ ในสื่อมวลชนมาก การได้มาซึ่ง สว. ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคมนี้ นั่นก็เห็นว่า เป็นเรื่องที่ควรจะต้องมีการแก้ไขที่มาของ สว. เสียใหม่ ส่วนในครั้งนี้จะลองดูแล้วเป็นอย่างไร นั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่เมื่อยังมิได้มีการใช้ หลายคน รวมทั้งเราเห็นจุดอ่อนจุดแข็ง จุดดี จุดด้อยของกระบวนการที่จะได้มา ซึ่งในส่วนตัวผมและได้ทำการศึกษาเรื่องนี้ก็เห็นว่า ควรจะต้องแก้ไขในเรื่องนี้ ถามว่าสำคัญไหมครับ สำคัญครับท่านประธาน ก็ถือว่าเป็น องค์กรหนึ่งที่เป็นการถ่วงดุลการคานอำนาจซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้นก็ฝากไว้ด้วยว่าเรื่องนี้ ก็ควรที่จะต้องแก้ไข
ประการที่ ๓ เรื่อง การปฏิรูปประเทศ ซึ่งยังอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีอยู่ เขียนไว้ แต่เวลาปฏิบัติจริง ๆ ที่จะให้มันเป็นมรรคเป็นผล เป็นเรื่องเป็นราว เป็นประเด็น ที่สามารถที่จะปฏิรูปได้จริง ๆ ให้ สว. มีหน้าที่ติดตาม เร่งรัด เสนอแนะ แต่คนที่จะทำการ ปฏิรูปคือรัฐบาล ปรากฏว่าเขียนไว้อย่างนั้นมันเป็นตัวหนังสือเท่านั้นเอง แต่การปฏิรูป ที่มันจะเป็นเรื่องเป็นราว สามารถที่จะเป็นมรรคเป็นผลและสัมฤทธิ์ได้ ไม่ได้มีเลยครับ อันนี้ ก็ควรจะต้องแก้ไข ผมยกตัวอย่าง ๓ เรื่อง ที่ สว. ๕ ปี ได้เห็นเป็นประจักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ ส่วนปลีกย่อยอื่น ๆ เรื่องการกระจายอำนาจ เรื่องหลาย ๆ เรื่องที่มีคนศึกษามา แปลว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ถึงคราวที่จะต้องมีการปรับปรุงแก้ไข ส่วนจะแก้ไขอย่างไร เมื่อไร ก็เป็นหน้าที่ของฝ่ายสมาชิกรัฐสภาที่จะต้องดำเนินกันต่อไป สว. ในชุดที่ผมกำลังอภิปราย อยู่นี้คงไม่ทันต่อการแก้ไขของท่าน สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นก็คือการทำประชามติ เท่าที่ญัตตินี้ เสนอมา ชี้ให้เห็นได้ว่าจากคำวินิจฉัยของรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวนี้ อาจจะต้องทำประชามติ ถึง ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ ก่อนแก้ ครั้งที่ ๒ แปลว่าตามมาตรา ๒๕๖ (๘) และครั้งสุดท้ายก็คือ ร่างรัฐธรรมนูญมาเสร็จแล้วให้ประชาชนดู เห็นด้วยไหม เอาด้วยไหม แปลว่าทั้งต้นน้ำ กลางน้ำแล้วก็ปลายน้ำ ๓ ครั้ง ท่านประธานครับ มันอะไรกันนักหนาจะแก้รัฐธรรมนูญทีหนึ่ง ต้องทำประชามติถึง ๓ ครั้ง เท่าที่ดูนะครับท่านประธาน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ๑ ครั้ง รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ร่างเสร็จแล้วก็ให้ประชาชนลงประชามติ ๑ ครั้ง ถอยไปก่อนหน้านี้ สมัยรัฐบาลท่านบรรหาร ศิลปอาชา นั่นก็ให้สภาเป็นคนตัดสินกัน ลงมติโหวตกัน ว่าร่าง มาแล้วจะเอาหรือไม่ เพราะเขาถือว่าสมาชิกรัฐสภานั้นคือผู้แทนปวงชนชาวไทย นี่เท่ากับว่า ปวงชนชาวไทยซ้อนปวงชนชาวไทย และที่สำคัญนั้นท่านประธานที่เคารพครับ มีผู้อภิปราย ไปแล้ว ประชามติครั้งหนึ่งใช้เงิน ๓,๐๐๐ ล้านบาท ก่อนที่จะแก้ไข เอาไปแล้ว ๓,๐๐๐ ล้านบาท ตรงกลางครับ มาตรา ๒๕๖ (๘) เอาไปอีก ๓,๐๐๐ ล้านบาท ร่างเสร็จท่านประธานครับ แล้วไปให้ประชาชนดูว่าจะเอาหรือไม่เอา ครั้งที่ ๓ อีก ๓,๐๐๐ ล้านบาท รวมแล้วเกือบ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ นี่ยังไม่ได้คิดเรื่องการเลือก สสร. อีกนะครับ ท่านประธาน ถ้าเราเลือก สสร. อีกนั้นก็ใช้เงินอีก ๓,๐๐๐ ล้านบาทนั่นละครับ และ สสร. จะต้องทำงานอีกประมาณ ๑ ปี ถึง ๒ ปี ใช้เงินเกือบ ๆ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธาน ครับ ไป ๆ มา ๆ จะแก้รัฐธรรมนูญทั้งทีนี้ต้องใช้เงินถึงประมาณเกือบ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท มันอะไรกันนักหนา นี่เรื่องเงินนะครับ ในขณะที่ภาวะเศรษฐกิจของประเทศอยู่ในขณะนี้ เอาละ ผมจึงบอกว่าแค่ ๒ ครั้ง ในการทำประชามตินั้นก็มากเกินพอแล้ว ก็คือแปลว่า ผมเห็นด้วยกับญัตติดังกล่าว ว่ามาตรา ๒๕๖ (๘) เมื่อมีการผ่านสภาแล้วว่าจะมีการทำรัฐธรรมนูญ แล้วใช้การตั้ง สสร. ถามไปเสียในคราว เดียวกัน ในมาตรา ๒๕๖ (๘) เพราะมันเป็นเพียงปฐมบทของการเริ่มต้นในการที่จะแก้ไข รัฐธรรมนูญเท่านั้น มันยังไม่ได้แก้ไขใหม่ เป็นเพียงปฐมบทเท่านั้นเอง ก็เป็นไปตามมาตรา ๒๕๖ (๘) แล้วก็ถามไปเสียในคราวเดียวกัน แต่ท่านประธานเองก็ดี รวมทั้งเพื่อนสมาชิก หลายท่านหลายพรรคก็ดี กริ่งเกรงไปว่าถ้าเราจะตัดสินใจแบบนี้ เกรงว่าทำไปแล้วจะมี ปัญหาขัดต่อรัฐธรรมนูญ แล้วก็จะเสียของไปเปล่า เพราะฉะนั้นเมื่อมันมีปัญหาข้อขัดแย้ง คือท่านประธานไม่บรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระ และท่านสมาชิกก็ว่าเป็นอำนาจหน้าที่ เกิดความ ขัดแย้ง เพราะฉะนั้นองค์กรที่จะมาวินิจฉัยต่อประเด็นนี้ก็คือศาลรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้น การที่ศาลรัฐธรรมนูญรับประเด็นเหล่านี้ไปวินิจฉัยนั้น ผมเห็นว่ามันจึงเป็นสิ่งที่ชอบแล้ว คืออย่างไรครับท่านประธานครับ ต่างฝ่ายต่างก็มีข้อสงสัยแม้แต่ตัวประธานเองก็ไม่ยอมบรรจุ เพราะเกรงว่าจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ สมาชิกจะขอแก้ไขรัฐธรรมนูญก็แก้ไม่ได้ ดังนั้นเพื่อหา ข้อยุติและให้เรื่องนี้เดินไปได้ ก็ส่งไปศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนศาลรัฐธรรมนูญจะรับวินิจฉัย หรือจะวินิจฉัยว่าประการใด หรือจะวินิจฉัยว่า ๒ ครั้ง ควรทำตอนนั้นตอนนี้ หรือควรจะทำ ๓ ครั้ง หรือจะไม่วินิจฉัยเลย ผมว่าก็เป็นสิ่งที่สมาชิกรัฐสภาดำเนินการญัตตินี้ชอบแล้ว ผมจึง เห็นด้วยว่าเมื่อมีปัญหาสงสัยและมีข้อขัดแย้ง และเป็นประเด็นอันสำคัญอันเกี่ยวกับ รัฐธรรมนูญ ชอบที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยต่อประเด็นนี้ ผมจึงเห็นด้วยต่อญัตตินี้ครับ ท่านประธาน
ขอบคุณท่านวันชัยครับ ที่ดอกเตอร์อดิศรช่วยชี้แจงว่าผมโดนไปหลายดอก ผมเอาคำอภิปรายของท่านอาจารย์วันชัย เป็นคำที่ผมจะชี้แจงกับคุณอดิศรก็แล้วกันครับ ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณชัยธวัช ตุลาธน ใช้เวลา ๒๐ นาทีนะครับ เชิญครับ
เรียนประธานรัฐสภา ที่เคารพ ผม ชัยธวัช ตุลาธน สมาชิกรัฐสภา จากพรรคก้าวไกลครับ อันที่จริงแล้ว การอภิปรายในญัตตินี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรเลยกับว่าเราจะชอบหรือไม่ชอบกับรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ เราจะเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ แล้วก็ไม่เกี่ยว อะไรเลยเราจะเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ นั้น เป็นฉบับที่สืบทอดอำนาจจากเผด็จการ หรือเป็นฉบับที่เป็นประชาธิปไตย แต่ประเด็นสาระสำคัญของญัตติในวันนี้คือปัญหา ที่ตัวเราเองไม่เข้าใจตัวเราเองว่าเรามีอำนาจในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญหรือไม่ ในฐานะ ที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ท่านประธานครับ ญัตตินี้มันเกิดขึ้นก็สืบเนื่องจากการที่มีสมาชิกรัฐสภา ได้เข้าชื่อกันเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อให้มีการเพิ่มหมวด ๑๕/๑ ว่าด้วยการ จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยบัญญัติให้มีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาเป็นผู้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งปัจจุบันนี้มีการยื่นไปแล้ว ๒ ร่าง ก็คือร่างแรกที่ยื่นไปก่อน ก็คือร่างของพรรคเพื่อไทย นำโดยท่านชูศักดิ์ ศิรินิล และคณะ ร่างที่ ๒ ก็ยื่นตามไปด้วยสมาชิกรัฐสภาจากพรรคก้าวไกล แต่ปรากฏว่าเมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ทางเลขาธิการรัฐสภาก็ได้ทำหนังสือแจ้งไปยัง ท่านอาจารย์ชูศักดิ์และคณะ แจ้งให้ทราบว่าท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ได้พิจารณา ไม่บรรจุร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมของท่านอาจารย์ชูศักดิ์และคณะเข้าสู่การพิจารณา ของรัฐสภา ด้วยเหตุผลว่าร่างแก้ไขเพิ่มเติมของท่านอาจารย์ชูศักดิ์และคณะนั้น มิใช่ร่าง รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมรายมาตรา แต่เป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๐ ตามคำ วินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ นี่ผมอ่านตามคำในหนังสือเลยนะครับ ที่ผมเห็นสำเนา ดังนั้นเมื่อท่านประธานเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมของท่านชูศักดิ์และคณะ มิใช่ร่าง รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมรายมาตรา ประธานรัฐสภาจึงไม่สามารถบรรจุร่างแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญดังกล่าวเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมรัฐสภา ตามข้อบังคับที่ ๑๑๙ ได้ เมื่อเกิด เหตุการณ์แบบนี้ขึ้น ท่านชูศักดิ์ ศิรินิล และคณะ จึงเสนอญัตติที่เรากำลังพิจารณากันอยู่ ในวันนี้ ผมขออนุญาตทวนที่มาที่ไปนะครับ จะได้เข้าใจว่าประเด็นมันอยู่ตรงไหน ท่านประธานครับ พวกผมเองเข้าใจความตั้งใจดีของผู้เสนอญัตติ และยืนยันว่าเรา ไม่ปรารถนาจะขัดขวางญัตตินี้แต่อย่างใด อย่างไรก็ตามพวกผมสมาชิกรัฐสภาจากพรรค ก้าวไกล มีความจำเป็นที่จะต้องขอสงวนความเห็นไว้ต่อที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ใน ๒ ประเด็น สำคัญ
ประเด็นแรก พวกเราเห็นว่าการที่ท่านประธานไม่บรรจุร่างรัฐธรรมนูญแก้ไข เพิ่มเติมของท่านชูศักดิ์และคณะ เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภานั้น เป็นการใช้ดุลยพินิจ ที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมรัฐสภา รวมทั้งไม่เป็นไปตามคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญอย่างที่ท่านอ้างด้วย
ประเด็นที่ ๒ ในกรณีปัญหาที่เกิดขึ้นนี้พวกเราในฐานะสมาชิกรัฐสภา ไม่มีความจำเป็นใด ๆ เลยนะครับ ให้ต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพวกเรา มีอำนาจที่จะพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่บัญญัติให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ได้หรือไม่ พูดง่าย ๆ นะครับ รัฐสภาไม่จำเป็นต้องไปถามหรือขออนุญาตตุลาการ ๗ คน ในสิ่งที่พวกเรามีอำนาจชัดเจนอยู่แล้วในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งการยื่น ให้ศาลวินิจฉัยโดยไม่จำเป็นนั้นยังมีปัญหาอย่างอื่นด้วยครับ เพราะมันสุ่มเสี่ยงที่จะเป็นการ ไปเปิดช่อง หรือสนับสนุนให้ศาลรัฐธรรมนูญขยายอำนาจของตนเองจนเสียสมดุลทางอำนาจ ในระบบรัฐสภาระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับศาลรัฐธรรมนูญมากขึ้นเรื่อย ๆ อีกด้วย ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ทำไมพวกผมจึงเห็นว่าการใช้ดุลยพินิจของท่านประธานใน การไม่บรรจุร่างแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวนั้นเข้าสู่สภาไม่ถูกต้อง พวกผมเห็นด้วยทุกประการกับ ข้อโต้แย้งของผู้เสนอญัตติที่ยืนยันว่าการเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เพื่อเพิ่มเติม หมวดการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นยังไม่ใช่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะการ จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมนี้ได้ผ่านการ เห็นชอบของรัฐสภาในวาระที่ ๓ และผ่านการทำประชามติของประชาชนตามที่รัฐธรรมนูญ กำหนดไว้อยู่แล้ว ตามมาตรา ๒๕๖ (๘) แล้วเท่านั้นนะครับ นอกจากนี้ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไข เพิ่มเติมของท่านชูศักดิ์และคณะ ก็ไม่มีบทบัญญัติใด ๆ เลยที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่ง รัฐธรรมนูญก็ได้ห้ามไว้ว่าห้ามแก้ไขรัฐธรรมนูญเฉพาะที่เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ เท่านั้นนะครับ ที่ห้ามเอาไว้ ดังนั้นการเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมของท่านชูศักดิ์และ คณะ ซึ่งก็ต้องพูดเผื่อต่อแนวโน้มของพรรคก้าวไกลด้วย จึงเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ รายมาตราที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและเป็นไปตามข้อบังคับของการประชุมรัฐสภาแล้วทุก ประการ ส่วนที่ท่านยังเห็นด้วยว่าร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมของท่านชูศักดิ์และคณะนั้น มิใช่ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมรายมาตรา แต่เป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ตามคำ วินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ ดังนั้นจึงบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมของรัฐสภา ไม่ได้นั้น อันนี้ไปกันใหญ่เลยนะครับ เรื่องนี้ไปกันใหญ่ เพราะถ้าท่านประธานไปอ่านคำ วินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ โดยละเอียดแล้ว ผมยืนยันว่าไม่มีข้อความตรงไหนเลย ครับ ที่วินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมให้มีหมวดการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มิใช่ ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรายมาตรา จึงไม่สามารถบรรจุให้รัฐสภาพิจารณาได้ตามรัฐธรรมนูญและ ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ศาลรัฐธรรมนูญเพียงแต่เห็นว่านะครับ ผมจะพูดเฉพาะเห็นว่า ก่อน ยังไม่ใช้คำวินิจฉัยนะครับ เป็นเพียงความเห็นประกอบคำวินิจฉัยเท่านั้น ศาล รัฐธรรมนูญเห็นว่าวิธีการร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมให้มีหมวด ๑๕/๑ ย่อมมีผลเป็นการ ยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ หากรัฐสภาต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ ต้องจัดให้ประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ออกเสียงประชามติก่อนที่ จะเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเข้าสู่สภา แล้วถ้าไปอ่านให้ละเอียดมากขึ้นในคำวินิจฉัย ส่วนบุคคลของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ตามที่ท่านพริษฐ์ สมาชิกรัฐสภาจากพรรคก้าวไกล ได้อธิบายโดยละเอียดแล้วก็จะพบว่า ตุลาการเสียงส่วนใหญ่เห็นว่าควรทำประชามติ ๒ ครั้งเท่านั้น คือครั้งแรก หลังจากที่ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมผ่านรัฐสภาวาระที่ ๓ แล้ว และครั้งต่อมาก็คือหลังจากที่มีสภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่เสร็จแล้ว บอกไว้แค่นี้ ยิ่งไปกว่านั้นหากท่านประธานอ่านคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ท่านอ้างให้ดีจะ เห็นว่าคำวินิจฉัย ที่ ๔/๒๕๖๔ นั้นเกิดขึ้นจากคำร้องของคุณไพบูลย์ นิติตะวัน และคณะ ซึ่งคุณไพบูลย์ นิติตะวัน และคณะ เห็นว่า ฟังดี ๆ นะครับ การที่สมาชิกรัฐสภาในขณะนั้น เสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมให้มีหมวดการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถือเป็นการ จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่รัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ นั้นไม่ได้มีบทบัญญัติใดให้อำนาจรัฐสภา ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ ต่างจากรัฐธรรมนูญบางฉบับ เช่น ฉบับชั่วคราวหลัง การรัฐประหาร ที่มีบทบัญญัติในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไว้ชัดเจน ดังนั้น เมื่อรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ไม่ได้มีบทบัญญัติในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เอาไว้ รัฐสภาจึงมี อำนาจทำได้เฉพาะการแก้ไขเพิ่มเติมรายมาตราเท่านั้น ย้ำนะครับ ไม่ใช่คำวินิจฉัยศาล รัฐธรรมนูญนะครับ เป็นคำร้อง เป็นความเห็นของผู้ร้องให้ศาลวินิจฉัย แล้วคุณไพบูลย์ และคณะก็เห็นต่อว่า รัฐสภาจึงไม่มีอำนาจเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมให้มีการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับได้ ยิ่งไปกว่านั้นคุณไพบูลย์และคณะ ยังเห็นว่าการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ดังนั้นแม้กระทั่งการทำ ประชามติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๖ เรื่อง การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้ไปทำ ประชามติตามรัฐธรรมนูญเปิดช่องไว้ แล้วไปถามว่าเห็นด้วยไหมจะทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ คุณไพบูลย์และคณะก็เห็นว่าทำไม่ได้ด้วย ขัดรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่คำวินิจฉัยนะครับ ความเห็น ผู้ร้อง ท่านประธานครับ ถ้าเราเชื่อตามตรรกะของคุณไพบูลย์และคณะ นั่นหมายความว่า หลังจากนี้พวกเราประชาชนชาวไทยจะต้องอยู่กับรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ไปนิรันดร เราจะไม่ สามารถใช้กลไกตามระบบรัฐสภาใด ๆ เลยที่จะนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ นอกจากมีทางเดียวคือรอให้มีคณะรัฐประหารชุดใหม่เข้ามาล้มล้างการปกครอง ฉีกรัฐธรรมนูญ ฉบับถาวรอันนี้ทิ้งเสียอีกครั้งหนึ่ง แล้วด้วยตรรกะพิสดารแบบนี้คุณไพบูลย์และคณะจึงขอให้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า นี่เป็นประเด็นที่ขอให้วินิจฉัยนะครับ ท่านประธานฟังดี ๆ ขอให้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ารัฐสภาไม่มีหน้าที่และอำนาจในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นี่คือประเด็นที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยนะครับ ซึ่งหมายความว่าถ้าศาลวินิจฉัยตามที่ คุณไพบูลย์และคณะร้องไปนี้ การพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมขณะนั้นในสภา ซึ่งอยู่ในวาระที่ ๒ อยู่ กำลังรอเข้าวาระที่ ๓ จะดำเนินการต่อไม่ได้ ในทางกลับกันหาก ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ารัฐสภามีหน้าที่และอำนาจในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ ในคำร้องของคุณไพบูลย์เองก็บอกว่าก็ให้รัฐสภาดำเนินการลงมติร่างรัฐธรรมนูญแก้ไข เพิ่มเติมในวาระที่ ๓ ต่อไป ประเด็นสำคัญอยู่ตรงนี้นะครับ สุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้วินิจฉัยอย่างที่คุณไพบูลย์ และคณะมีความเห็นเลยนะครับ แล้วก็ไม่ได้วินิจฉัยตรงไหนเลยด้วย ว่าให้จัดทำประชามติ ก่อนที่รัฐสภาจะพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมในขณะนั้น ไม่ได้บอกด้วยให้ไปทำ ประชามติก่อน แต่ศาลวินิจฉัยว่าอย่างไรครับ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ว่า ฟังดี ๆ นะครับ ท่าน วินิจฉัยว่า รัฐสภามีหน้าที่และอำนาจจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ โดยต้องให้ ประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ลงประชามติเสียก่อนว่าประชาชนประสงค์จะให้ มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และเมื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว ต้องให้ ประชาชนลงประชามติเห็นชอบหรือไม่กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกครั้ง นี่ผมลอกมาเลย นะครับ คำวินิจฉัยมีแค่นี้จริง ๆ ไม่ได้เกี่ยวอะไรเลยกับประเด็นที่ท่านประธานอ้างว่า ไม่สามารถบรรจุร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมของท่านชูศักดิ์และคณะได้ ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่เคยวินิจฉัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีหมวดการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถือเป็นการ ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ และดังนั้นจึงไม่ถือเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ รายมาตราที่รัฐธรรมนูญอนุญาตให้ทำได้นะครับ ดังนั้นความเห็น ดุลยพินิจของท่านประธาน มันมีปัญหานะครับ มันไม่ตรง ไม่ได้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ท่านอ้าง แล้วยิ่งถ้าไปอ่านคำวินิจฉัยส่วนบุคคลของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็ยิ่งชัดเจนว่าร่าง รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมให้มีหมวดการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น สามารถทำได้ ไม่จำเป็นต้องทำประชามติก่อนบรรจุเข้าสู่สภาด้วย เพราะเสียงส่วนใหญ่บอกว่าควรทำ ๒ ครั้ง หลังผ่านวาระที่ ๓ แล้วหลังจากที่สภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทำรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ให้ประชาชนให้ประชาชนเจ้าของอำนาจ ผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเห็นชอบ แค่นั้นเองครับ ท่านประธานครับ สุดท้ายเมื่อเกิดปัญหาว่าประธานรัฐสภาใช้ดุลยพินิจ ไม่บรรจุร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม แล้วทำไมพวกผมถึงเห็นว่ารัฐสภาไม่จำเป็นต้องส่งเรื่อง ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เหตุผลเพราะว่าเมื่อพิจารณาตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับ การประชุมรัฐสภาประกอบกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ได้อภิปรายไปทั้งหมดแล้วนั้น นะครับ มันชัดเจนอยู่แล้วว่ารัฐสภามีอำนาจจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ และการพิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมให้มีหมวดการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทำได้โดย ไม่จำเป็นต้องทำประชามติก่อน เข้าสู่การพิจารณาวาระที่ ๑ วาระที่ ๒ ทว่าเมื่อท่านประธาน มีดุลยพินิจไปอีกอย่างหนึ่ง พวกผมเห็นว่ารัฐสภายังสามารถหาข้อยุติเรื่องนี้ได้ ด้วยกลไก ของรัฐสภาเอง เช่นพวกเราสามารถเสนอญัตติให้สมาชิกรัฐสภาปรึกษาหารือก็ได้ แสดงความ คิดเห็นก็ได้ หรือลงมติเรื่องนี้ก็ได้ ว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับดุลยพินิจของประธานสภา แล้วสุดท้ายผมเชื่อว่าเมื่อเสียงส่วนใหญ่ของสมาชิกรัฐสภาเห็นอย่างไร ท่านประธานสภาก็คง จะดำเนินการไปตามนั้นละครับ เราตีความรัฐธรรมนูญ ตีความอำนาจของตัวเองได้ โดยไม่ต้องไปขออนุญาตใคร ประเด็นสำคัญนอกจากนี้คือเมื่อไม่มีเหตุจำเป็นต้องไปถาม หรือขออนุญาตศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องที่เรามีอำนาจอยู่แล้ว พวกผมในฐานะสมาชิกรัฐสภาก็ไม่สนับสนุนให้เรายื่นคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญอีก เพราะในอดีตที่ผ่านมาการยื่นคำร้องให้ศาลวินิจฉัย หลายครั้งกลายไปเป็นการเปิดช่อง หรือสนับสนุนให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยขยายอำนาจของตนเอง หรือบางครั้งก็ตีความ รัฐธรรมนูญเกินบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญด้วย ตัวอย่างบางตัวอย่าง เพื่อนสมาชิกก็ได้ อภิปรายไปบ้างแล้ว ผมขออนุญาตไม่พูดซ้ำนะครับ ท่านประธานครับ ปัจจุบันเราปฏิบัติ ต่อศาลรัฐธรรมนูญในลักษณะที่กำลังทำให้ศาลรัฐธรรมนูญกลายเป็นผู้ผูกขาดตีความ รัฐธรรมนูญแต่เพียงผู้เดียวไปแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญกำลังกลายเป็นรัฐธรรมนูญเสียเอง วินิจฉัย อย่างไรก็ได้ โดยบางครั้งไปถามนักนิติศาสตร์ ยังอธิบายคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญว่ามันตรง ตามหลักกฎหมายหรือตรงตามรัฐธรรมนูญมิได้เลยนะครับ แต่อาศัยอำนาจที่อ้างว่า และท่านประธานก็อ้างด้วยนะครับ ว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร บีบให้ สถาบันทางการเมืองอื่นสยบยอมทั้งสิ้น ยอมจำนนกันหมด หากพวกเรายังมีส่วนร่วมในการ สร้างบรรทัดฐานทางการเมืองแบบนี้ต่อไป ในอนาคตระบอบการเมืองของเราที่ควรจะอยู่ ใต้รัฐธรรมนูญควรจะปกครองด้วยรัฐธรรมนูญ จะกลายเป็นระบอบการเมืองที่ปกครองด้วย คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นระบอบอะไรก็ไม่รู้ การกระทำโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญ โดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่สำคัญเท่ากับการกระทำตามที่ศาลรัฐธรรมนูญชอบ นี่เป็นประเด็น ใหญ่นะครับ ท่านประธานครับ ด้วยเหตุและผลที่ผมกล่าวมาทั้งหมด พวกผมสมาชิกรัฐสภา จากพรรคก้าวไกล จึงขอสงวนความเห็นไว้ในที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ด้วยการงดออกเสียง ในญัตตินี้ ไม่ใช่เพราะต้องการการขัดขวางการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นะครับ และไม่ใช่ เพราะต้องการขัดขวางญัตติของท่านชูศักดิ์และคณะ เพราะผมเชื่อเหลือเกินครับ ว่าในวันนี้ เสียงส่วนใหญ่ของรัฐสภาซึ่งมาจาก สส. ฝั่งรัฐบาลมากพออยู่แล้วที่จะทำให้ญัตติฉบับนี้ ผ่านไปได้โดยไม่มีปัญหา แต่พวกผมขออนุญาตงดออกเสียง ไม่ขวาง แต่ของดออกเสียง เพื่อส่งเสียงเตือนให้รัฐสภาแห่งนี้ช่วยกันทบทวนและแก้ไขระบบการเมืองของพวกเรา ในอนาคต เพื่อให้ระบอบประชาธิปไตยของเรามีดุลยภาพระหว่างสถาบันการเมืองต่าง ๆ โดยมีอำนาจของประชาชนเป็นอำนาจสูงสุด ขอบคุณครับ
ขอบคุณท่านผู้นำฝ่ายค้าน ก็ มีพาดพิงมาถึงประธานหลายครั้ง ไม่เป็นอะไรครับ ด้วยความขอบคุณ เป็นความเห็น ที่บริสุทธิ์ แต่ผมขอใช้สิทธิพาดพิงในตอนสุดท้ายนะครับ จะได้ชี้แจงที่มาที่ไปเรื่องนี้นะครับ ด้วยความเคารพสมาชิกจริง ๆ เราอาจจะมีความเห็นแตกต่างกันบ้าง แต่เพื่อบรรลุเป้าหมาย และประโยชน์ของประชาชน ก็แล้วแต่สมาชิกพิจารณา แต่ผมก็จะใช้สิทธิพาดพิงเล็กน้อยใน ตอนสุดท้ายก็แล้วกันครับ ตอนนี้ก็ขอเชิญ คุณนพดล ปัทมะ ขอใช้เวลา ๑๒ นาทีครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นพดล ปัทมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธาน ที่เคารพครับ วันนี้รัฐสภาได้อภิปรายญัตติขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหา เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ (๒) ท่านประธานครับ ความเป็นมาของเรื่องนี้ เนื่องจากพรรคเพื่อไทยที่มีท่านรองศาสตราจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล และสมาชิกพรรคเพื่อไทย ได้เสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม โดยแก้ไข มาตรา ๒๕๖ และเพิ่มเติมหมวด ๑๕/๑ ซึ่งเป็นหมวดว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งได้ยื่น ต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ ๑๖ เดือนมกราคม ปี ๒๕๖๗ แต่ท่านประธานตัดสินใจที่จะไม่บรรจุ ระเบียบวาระร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ โดยอ้างเหตุผลว่าอาจจะขัดกับคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ ท่านประธานครับ โดยความเคารพรักท่านประธาน ตัวกระผมเองไม่เห็นด้วยในคำวินิจฉัยของท่านประธาน เพราะญัตติดังกล่าวเป็นการแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ ดังนั้นประธานจะต้องบรรจุ ร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้รัฐสภาได้พิจารณาต่อไป แต่เอาละครับ ในเมื่อท่านประธานตัดสินใจ ไม่บรรจุระเบียบวาระ ผมก็เลยอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าสาระของคำวินิจฉัย ที่ ๔/๒๕๖๔ ที่ท่านประธานอ้างเป็นเหตุผลในการที่ไม่บรรจุระเบียบวาระนั้น มันมีแก่นของ คำวินิจฉัยว่าอย่างไร ผมขออนุญาตอ่านท่านประธานครับ คำสาระของคำวินิจฉัยก็คือ หากรัฐสภาต้องการจัดทำเรื่องฉบับใหม่ ต้องจัดให้ประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนา รัฐธรรมนูญออกเสียงประชามติเสียก่อนว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ถ้าผลการ ออกเสียงประชามติเห็นชอบด้วย จึงดำเนินการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไป เมื่อเสร็จแล้วต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติว่าเห็นชอบหรือไม่กับร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่อีกครั้งหนึ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ ความจริงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ค่อนข้างชัดเจน แต่อาชีพนักกฎหมายนี้ก็คือการตีความ มันมีการตีความของนักกฎหมายอยู่ ๒ ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งมีความเห็นว่าควรจะต้องทำประชามติ ๓ ครั้ง อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่าควรจะทำ ประชามติเพียง ๒ ครั้ง ท่านประธานครับ ฝ่ายที่เห็นว่าควรจะต้องทำประชามติถึง ๓ ครั้ง มีความเห็นว่าครั้งแรกจะต้องทำประชามติก่อนที่จะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ครั้งที่ ๒ เมื่อบรรจุระเบียบวาระไปแก้ไขมาตรา ๒๕๖ และเพิ่มเติมหมวด ๑๕/๑ ในการตั้ง สสร. แล้วจึงมาทำประชามติเป็นครั้งที่ ๒ หลังจากนั้น เมื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จึงไปทำประชามติครั้งที่ ๓ แต่อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่าการทำ ประชามตินั้นควรทำเพียง ๒ ครั้ง ก็คือฝ่ายพรรคเพื่อไทย รองศาสตราจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล และสมาชิกพรรคเพื่อไทย เห็นว่าควรจะทำประชามติเพียง ๒ ครั้ง การทำประชามติ เพียง ๒ ครั้ง เราเห็นอย่างไรครับ ครั้งแรกก็คือให้ท่านประธานบรรจุระเบียบวาระไปแก้ไข มาตรา ๒๕๖ และไปแก้ไขหมวด ๑๕/๑ ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แล้วก็ไปทำ ประชามติครั้งเดียวกันในวันเดียวกัน โดยตั้งคำถามพี่น้องประชาชน ๒ คำถาม คำถามแรก ก็คือถามว่าพี่น้องประชาชนต้องการให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และในคำถาม ที่ ๒ ก็คือเห็นด้วยกับการแก้ไขมาตรา ๒๕๖ และหมวด ๑๕/๑ หรือไม่ ซึ่งสามารถทำได้ ในวันเดียวกัน หลังจากนั้นท่านประธานที่เคารพครับ หลังจากที่มีการไปจัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดย สสร. ก็คือมีร่างใหม่เสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงไปถามพี่น้อง ประชาชนอีกครั้งหนึ่งว่าพี่น้องประชาชนเห็นด้วยกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือร่าง รัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ซึ่งก็ถือว่าเป็นการทำประชามติเพียง ๒ ครั้ง ท่านประธาน ที่เคารพครับ การทำประชามตินั้น ผมเข้าใจว่าจะต้องใช้เงินครั้งหนึ่งประมาณ ๓,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าทำประชามติ ๓ ครั้ง ก็ใช้เงินประมาณ ๙,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าทำ ๒ ครั้ง ก็ใช้เงิน ประมาณ ๖,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นการประหยัดเงินการทำประชามติ ๒ ครั้ง มันมีเหตุผลสนับสนุน ๒ ประการครับ
ประการแรก ก็คือสอดคล้องไม่ขัดแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ ประเด็นที่ ๒ เป็นการประหยัดงบประมาณได้ถึงประมาณ ๓,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สามารถนำเงินไปพัฒนาได้อีกหลายเรื่อง ท่านประธานที่เคารพครับ ญัตติที่พรรคเพื่อไทยยื่นให้ท่านพิจารณา ให้สมาชิกรัฐสภาพิจารณาในวันนี้ กระผมอยากจะ กราบเรียนท่านประธานว่าเป็นการดำเนินการอย่างต่อเนื่องของพรรคเพื่อไทยที่จะผลักดัน การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เพราะผลงานหรือประวัติของพรรค เพื่อไทยนั้นได้ผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างต่อเนื่อง อย่างที่สมาชิกรัฐสภา คุณจิราภรณ์ ได้อภิปรายไปเมื่อเช้านี้ ท่านประธานที่เคารพครับ หลายปี หลายโอกาสที่ผ่านมานี้ ถ้าถามว่า พรรคใดที่เคยยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะให้มี สสร. จัดทำรัฐธรรมนูญทั้งฉบับถึง ๓ ครั้ง นี้ คำตอบก็คือพรรคเพื่อไทย ถ้าถามว่าพรรคใดที่ยื่นแก้ไขมาตรา ๒๗๒ เพื่อที่จะให้อำนาจ มาอยู่ในมือสภาผู้แทนราษฎรในการเห็นชอบตัวบุคคลที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่อยู่ใน อำนาจของวุฒิสภา หรือที่ประชุมร่วมของรัฐสภา คำตอบก็คือพรรคเพื่อไทย ถ้าถามว่า พรรคใดครับ ที่พรรคก่อนหน้านั้นถูกยุบถึง ๒ ครั้ง คือพรรคไทยรักไทยและพรรคพลัง ประชาชน จนกระทั่งมาถึงพรรคเพื่อไทย คำตอบก็คือพรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพ กระผมอยากจะกราบเรียนว่าวันนี้เราไม่ได้มาชี้นิ้วว่ารัฐธรรมนูญไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างไร เราไม่ได้มาชี้นิ้วว่าใครผิดใครถูก แต่วันนี้ในฐานะที่เป็นสมาชิกรัฐสภา ผมกราบเรียน ท่านประธานว่าผมอยากจะเชื้อเชิญให้สมาชิกรัฐสภา ไม่ว่าเป็น สส. หรือ สว. ได้มาร่วมชี้ทาง ไปข้างหน้าครับ ว่าเราจะผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไร วันนี้ผมไม่แยก สส. หรือ ไม่แยก สว. ทุกคนล้วนเป็นสมาชิกรัฐสภา ผมอยากจะเชื้อเชิญให้สมาชิกผู้ทรงเกียรติได้มา ร่วมสนับสนุนญัตติที่รองศาสตราจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล และสมาชิกพรรคเพื่อไทยได้ยื่นในวันนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ญัตตินี้ไม่ได้เป็นการยื่นดาบให้ศาลรัฐธรรมนูญ ญัตตินี้ไม่ได้ ไปเปิดทางให้ศาลรัฐธรรมนูญมากินแดนฝ่ายนิติบัญญัติ ญัตตินี้ไม่ได้เป็นการสยบยอมให้ศาล รัฐธรรมนูญมามีอำนาจเหนือฝ่ายนิติบัญญัติ แต่ญัตตินี้เป็นการสร้างความชัดเจนครับ สร้างความชัดเจนให้กับกระบวนการที่เราจะเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อทำให้มี รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เข้มแข็ง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมคิดว่าเราใช้เวลาในการผลักดัน การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นี้มาหลายปี ปีนี้ปี ๒๕๖๗ ๗ ปีแล้วที่เราพยายามจะแก้ไข รัฐธรรมนูญ ถ้ารออีกสัก ๒-๓ เดือน เพื่อที่จะมีความชัดเจนจากศาลรัฐธรรมนูญ ผมรอ ได้ครับ ความชัดเจนดังกล่าวนั้นจะทำให้เราเดินหน้าอย่างมั่นคง ถ้าศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยว่าสามารถทำประชามติได้ ๒ ครั้ง ก็คือท่านประธานสามารถบรรจุระเบียบวาระ แล้วก็ผลักดันการแก้ไขมาตรา ๒๕๖ และเพิ่มเติมหมวด ๑๕/๑ ในการจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ ผมคิดว่าเราก็เดินหน้าครับ เดินหน้าแล้วก็ไปร่างรัฐธรรมนูญ มี สสร. และเมื่อมี รัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วก็ไปทำประชามติครั้งหนึ่ง ครั้งแรกหลังจากที่แก้ไขมาตรา ๒๕๖ และมีหมวด ๑๕/๑ ก็ ๒ ครั้ง ผมคิดว่า ผมจำคำพูดของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา คนหนึ่ง มันมีคนอยู่ ๒ กลุ่มครับ กลุ่มหนึ่งคือสามารถอภิปรายให้เห็นปัญหาได้อย่างเป็น ระบบและน่าสนใจ แต่อีกกลุ่มหนึ่งคือคนที่พยายามแสวงหาการแก้ไขปัญหาในทุกปัญหาที่มี แล้วก็สามารถจะแก้ปัญหานั้นได้ ผมคิดว่าพรรคเพื่อไทยเป็นกลุ่มหลังครับ เป็นคนที่รู้ว่ามีปัญหา แล้วก็แสวงหาโอกาสในการ แก้ไขปัญหา เพราะถ้าท่านประธานไม่บรรจุระเบียบวาระเราก็ไม่สามารถเดินหน้าแก้ไข รัฐธรรมนูญได้ครับ อันนี้คือความเป็นจริงโดยพฤตินัยที่เราไม่ต้องพิสูจน์อะไรอย่างมากมาย ท่านประธานที่เคารพครับ ความยั่งยืนทางการเมืองจำเป็นต้องมี ๒ เสาหลัก คือหลักนิติธรรม และหลักประชาธิปไตย ผมคิดว่าหน้าที่ของคนไทยและโดยเฉพาะสมาชิกรัฐสภามีหน้าที่ ในการที่จะสร้างหลักประชาธิปไตย หลักนิติธรรม ให้มั่นคงยั่งยืนในประเทศไทย เราต้อง ยึดมั่นหลักนิติธรรม ไม่ใช่สำหรับทุกคนในบางเวลา หรือสำหรับบางคนตลอดเวลา แต่เรา ต้องทำหลักนิติธรรมสำหรับทุกคนในทุกเวลา ท่านประธานที่เคารพ สำหรับการสร้างหลัก ประชาธิปไตยนั้นวันนี้พรรคเพื่อไทยมีคำตอบครับ เราต้องเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยมี สสร. ยกร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เราทำตามคำมั่นสัญญาในการหาเสียง เรามีประวัติ ดำเนินการในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง บ้านเมืองที่เป็นประชาธิปไตยเท่านั้นที่เราจะมีเสถียรภาพ ความมั่นคงและมีความเป็นเอกภาพ แล้วสามารถไปแข่งขันในต่างประเทศได้ ท่านประธาน ที่เคารพครับ วันนี้มาเปิดไฟเขียวสนับสนุนญัตติของรองศาสตราจารย์ชูศักดิ์ และ สส. พรรคเพื่อไทย ขอเชื้อเชิญท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติให้การสนับสนุนเพื่อปูทางไปสู่ การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ และสร้างประชาธิปไตยให้เข้มแข็งครับ ผมขอสนับสนุน ญัตติที่เสนอในวันนี้ครับท่านประธานที่เคารพ
ขอบพระคุณครับ ต่อไป ขอเชิญฝ่ายวุฒิสมาชิก ซึ่งเหลืออีก ๒ ท่าน สุดท้ายนะครับ ขอเชิญท่านสมชาย แสวงการ ๘ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ขออนุญาตเรียนท่านประธานถึงเวลาที่สมาชิกวุฒิสภา ได้รับในการอภิปรายร่วมกันของรัฐสภา ครั้งนี้คือ ๒ ชั่วโมงนะครับ ตรวจสอบแล้ว ฝั่งวุฒิสมาชิกเหลือ ๕๕ นาที ๕๙ วินาที เพราะฉะนั้นจะขออนุญาตท่านประธานว่าในฝั่ง วุฒิสมาชิกเหลือผมและท่านศานิตย์ ก็จะใช้เวลาตามสมควรเพื่อให้สภาได้เข้าใจ แต่ไม่ใช่ ๘ นาทีครับ ขออนุญาตท่านประธานครับ
อนุญาตครับ เพราะเวลาของ วุฒิสมาชิกยังไม่หมด เชิญครับ
ขอบพระคุณครับท่านประธาน
ประการที่ ๑ ผมนั่งฟังเพื่อนสมาชิกรัฐสภาทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล และ สมาชิกวุฒิสภาอภิปรายแล้ว มีบางประเด็นที่จำเป็นต้องใช้เวลาของสภาอธิบายไปยังพี่น้อง ประชาชน โดยเฉพาะเรื่องที่มีการสร้างความไม่เข้าใจหรือบางกรณีบิดเบือน ผมเป็นผู้ยื่น ญัตติดังกล่าวส่งไปศาลรัฐธรรมนูญและที่ประชุมแห่งนี้ให้ความเห็นชอบส่งศาลรัฐธรรมนูญ และศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยดังกล่าว เพราะฉะนั้นผมมีความจำเป็นต้องชี้แจงเพื่อให้ พี่น้องประชาชนเข้าใจมิให้ถูกบิดเบือนข้อมูลบางประการ ประการแรกครับ ขออนุญาต เห็นพ้องและเห็นด้วยกับท่านประธานอย่างยิ่งเลยในหนังสือฉบับนี้ที่ท่านประธานได้ให้ เลขาธิการรัฐสภาลงความเห็นไม่บรรจุระเบียบวาระร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของท่านอาจารย์ ชูศักดิ์ ศิรินิล และคณะ ลงวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ เป็นการลงความเห็นที่ถูกต้อง ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ชัดเจนมาก เพราะเดือนหน้าต่อไปถ้าท่านประธานบรรจุ แล้วสภาพิจารณาก็จะเกิดการขัดรัฐธรรมนูญ ตามหนังสือที่ท่านเลขาธิการรัฐสภาส่งถึง อาจารย์ชูศักดิ์นั้นชัดเจนนะครับ ว่าตามหนังสือที่ท่านและคณะได้เสนอร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๒๕๖ และเพิ่มเติมหมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต่อประธานรัฐสภาเพื่อพิจารณานั้น ประธานรัฐสภาได้พิจารณาแล้วเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ยึดหลักการในการเพิ่มเติม หมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ย่อมเป็นการ เลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ จึงไม่ใช่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพิ่มเติมตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้ ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ ลงวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๖๔ อันนี้ชัดเจนนะครับ เดี๋ยวผมจะได้อธิบายต่อไป เพราะร่างของ อาจารย์ชูศักดิ์ ที่ท่านไม่ได้อยู่ในญัตตินี้นะครับ คือร่างที่อยู่ในมือผมนี่ครับ เป็นร่างเดียวกัน หรือคล้ายกันมากกับ ๓ ร่าง ที่เคยเสนอโดยท่านสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ขออภัยที่เอ่ยนาม แล้วก็ ส่งไป ทำให้ผมกับคุณไพบูลย์ นิติตะวัน และสมาชิก ต้องส่งไปศาลรัฐธรรมนูญถามถึงอำนาจ ในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะในร่างดังกล่าว ในร่างรัฐธรรมนูญที่ท่านประธาน ไม่บรรจุวาระ สมาชิกอาจจะไม่ได้เห็นหรือประชาชนอาจจะไม่ได้เห็นนั้น เขียนไว้ชัดเจนครับ ว่า หมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มาตรา ๒๕๖/๑ ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามหมวดนี้ ประกอบด้วยสมาชิกจำนวน ๒๐๐ คน ซึ่งมาจาก การเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนในแต่ละจังหวัด แล้วก็มี มาตรา ๒๕๖/๒ มาตรา ๒๕๖/๓ มาตรา ๒๕๖/๔ ต่าง ๆ ผมขอไม่ลงรายละเอียด เพราะรัฐธรรมนูญแก้ไขฉบับนี้ชัดเจนว่า เพิ่มเติมหมวด ๑๕/๑ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยวินิจฉัยแล้วว่าต้องไปทำประชามติเสียก่อน ในเอกสารที่ทั้ง ๒ ฝ่าย พยายามที่จะกล่าวอ้างถึงศาลรัฐธรรมนูญในคำวินิจฉัยที่ตีความ แตกต่างกันนั้น ผมขอย้อนให้ท่านประธานพิจารณาดูให้ชัดเจนนะครับ ว่าประการที่ ๑ รัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ นั้น มาจากการลงประชามติของประชาชน องค์อำนาจในการสถาปนา รัฐธรรมนูญมิใช่สภาแห่งนี้ครับ องค์อำนาจในการสถาปนารัฐธรรมนูญมาจากประชาชน ที่ลงประชามติให้มีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ แต่อย่างไรก็ตามเพื่อให้เกิดความเข้าใจชัดเจน ตรงกันและไม่ต้องบิดเบือนอีก รัฐธรรมนูญฉบับนี้แก้ไขได้ครับ สภาแห่งนี้แหละครับ แก้ไข ไปแล้ว ๑ ครั้ง คือแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วยบัตรเลือกตั้งจากบัตรใบเดียวเป็นบัตร ๒ ใบ ท่านไม่ได้ไปถามประชามติเสียด้วยซ้ำไป ท่านไม่ได้ไปถามองค์อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ เสียด้วยซ้ำไป ท่านใช้อำนาจของรัฐสภาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ หลายร้อยมาตราเป็นอำนาจของรัฐสภาที่จะแก้ไขได้เอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิเสรีภาพ เรื่องใด ๆ ก็ตามที่รัฐธรรมนูญไม่ได้ห้ามหรือมีบทบังคับว่าต้องไปถามประชามติ ท่านแก้ไขได้ เพราะฉะนั้นอย่าไปบิดเบือน อย่าไปบอกประชาชนว่ารัฐธรรมนูญนี้แก้ไขไม่ได้ ร่างใหม่ไม่ได้ ต้องฉีกโดยคณะรัฐประหารเท่านั้น เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างยิ่งครับ นั่นคือ บทบัญญัติที่รัฐสภามีหน้าที่ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา แต่ท่านไม่แก้ไข ท่านปล่อย ร่างรัฐธรรมนูญที่ท่านไม่เห็นด้วย ไม่เอาเข้าสภา แล้วก็ไปพยายามที่จะเพิ่มหมวด ๑๕/๑ ว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมให้มี สสร. มาใช้อำนาจแทน ผมไม่พูดนะครับว่าจะอ้าง ว่าเป็นประชาธิปไตยอย่างไร แต่ความจริงมันคือ Nominee ของพรรคการเมืองหรือไม่ ทำไมท่านไม่แก้เสียเองละครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ห้ามไว้อีก ๒ ประเด็น เท่านั้นเอง คือมาตรา ๒๕๕ บอกแต่เพียงว่า อันนี้เป็นบทเด็ดขาดนะครับ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ อันเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐจะกระทำมิได้ ที่เหลือไม่ได้ห้ามเลยครับ ทั้งหมดรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ห้ามการแก้ไขเลยนะครับ ๒๗๙ มาตรา ห้ามไว้มาตราเดียว ท่านแก้ไขได้อยู่แล้วครับ เพียงแต่ถ้าแก้ไขแล้วไปร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือไปแก้ไขที่ ขออนุญาตอธิบายไปยัง พี่น้องประชาชนให้เกิดความเข้าใจนะครับ ผมเมื่อสักครู่นี้มีผู้บิดเบือนเรื่องนี้ในสภา มาตรา ๒๕๖ บอกว่า ภายใต้บังคับมาตรา ๒๕๕ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้กระทำ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการดังต่อไปนี้ ไม่ได้ห้ามนะครับ บอกได้หมดครับ ญัตติแก้ไขเสนอจาก ครม. จาก สส. ไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๕ หรือจาก สส. สว. รวมกันไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๕ หรือจาก ประชาชนผู้มีสิทธิ ไม่น้อยกว่า ๕๐,๐๐๐ คน การออกเสียง การพิจารณาในวาระที่ ๑ วาระที่ ๒ วาระที่ ๓ ว่าไปครับ รัฐธรรมนูญเขียนแต่เพียงว่า เมื่อใน (๘) กรณีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพิ่มเติมเป็นการแก้ไขเพิ่มเติม หมวด ๑ บททั่วไป หมวด ๒ พระมหากษัตริย์ หรือหมวด ๑๕ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หรือเรื่องอื่นที่เกี่ยวกับคุณสมบัติ ลักษณะ ต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ หรือเกี่ยวกับหน้าที่อำนาจของศาล หรือองค์กรอิสระ หรือเรื่องที่ทำให้ศาลหรือองค์กรอิสระไม่อาจปฏิบัติหน้าที่หรืออำนาจได้ ก่อนดำเนินการ ให้จัดมีการออกเสียงประชามติ รัฐธรรมนูญเขียนไว้แค่นี้ครับ ไม่ได้ห้าม ท่านทำนะครับ เพียงแต่ท่านไปแก้หมวด ๑๕ แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ผมยกแล้วว่าให้ไปมี สสร. แล้วท่านประธาน โดยท่านเลขาธิการรัฐสภาไม่บรรจุวาระ เพราะขัดคำวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญ เอกสารทั้งหมดท่านไม่ต้องไปหาที่ไหนเลย อยู่ในรายงานฉบับนี้ล่ะครับ ชื่อว่ารายงานของคณะกรรมาธิการสามัญพิจารณาญัตติขอให้สภามีมติส่งเรื่องที่มีเหตุสมควร จะให้มีการออกเสียงประชามติให้คณะรัฐมนตรีดำเนินการ ของวุฒิสภา ผมเป็นประธาน คณะกรรมาธิการสามัญพิจารณาเองครับ ที่ประชุมวุฒิสภาผ่านความเห็นชอบตามนี้ แล้วรายงานฉบับนี้ผมก็ได้ส่งให้คณะกรรมการที่ศึกษาจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาล ที่ตั้งขึ้นไปแล้ว ไม่ทราบถ้าท่านยังไม่ได้รับ มีเอกสารนะครับ เรียกจากวุฒิสภาได้ มีความ ละเอียดทุกอย่างทุกประการครบถ้วน ซึ่งถ้าท่านไปศึกษาให้ดีจะมีเอกสารตั้งแต่การแก้ไข รัฐธรรมนูญ ซึ่งมีรายละเอียดอยู่ใน QR Code แล้วไปดูได้ทั้งหมด ข้อเสนอของ คณะกรรมาธิการแก้ไข ชุดท่านพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เป็นประธาน อันนี้ท่านก็ไปตรวจดูได้ มีอีกชุดหนึ่ง คือท่านวิรัช รัตนเศรษฐ เป็นประธาน อันนั้นของรัฐสภา ซึ่งผมก็อยู่ร่วมด้วย เป็นรองประธาน และยังมีบันทึกการประชุมของคณะกรรมาธิการทั้ง ๑๑ ครั้ง เพราะฉะนั้น ท่านตรวจได้หมดครับ รวมถึงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ผมจะขออนุญาตเรียนว่าถ้าอ่าน กฎหมายอย่างเข้าใจแล้วไม่บิดเบือน ตรงไปตรงมา ในคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่อยู่ใน เอกสารฉบับนี้ชัดเจนมาก ไม่ต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญไปให้ตีความหรือแปลความหรอกครับ คำวินิจฉัย ที่ ๔/๒๕๖๔ ขออนุญาตท่านประธานอ่านนะครับ บางห้วงบางตอนที่เกี่ยวข้อง เพราะมีผู้บิดเบือนบางประเด็นทำให้เกิดความเข้าใจไขว้เขว ประธานได้ส่งคำร้องขอให้ ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ วรรคหนึ่ง กรณีมีปัญหา เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาในการเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมของสมาชิกรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ (๑) ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้องสรุปได้ ดังนี้
ในคราวประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ ๓ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) วันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ที่ประชุมพิจารณาญัตติด่วนดังกล่าว ซึ่งนายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และนายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภาซึ่งก็คือผมนั่นล่ะครับเป็นคนยื่นเอง เป็นผู้เสนอญัตติ เพราะอะไรครับ เพราะมีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม ลงวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๖๓ พร้อมบันทึกหลักการ และเหตุผลที่นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ และคณะเป็นผู้เสนอ ซึ่งตรงกับร่างนี้ รายละเอียด คล้ายกัน ตรงกันกับร่างของท่านอาจารย์ชูศักดิ์ และร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมพร้อม บันทึกเหตุผลที่นายวิรัช รัตนเศรษฐ และคณะ และร่างแก้ไขเพิ่มเติมอีกฉบับหนึ่ง รวมทั้งหมด ๓ ฉบับ มีหลักการและเหตุผลที่ให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีเนื้อหา สาระในร่างรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมหมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และมาตรา ๒๕๖/๑ ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งไม่มีบทบัญญัติ ใดในรัฐธรรมนูญให้อำนาจรัฐสภาในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ ตามหลักกฎหมาย มหาชนว่าไม่มีกฎหมาย ไม่มีอำนาจ ความหมายหากไม่มีบทบัญญัติใดให้อำนาจไว้จะกระทำ มิได้ รัฐสภาจึงไม่มีอำนาจจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีอำนาจเฉพาะที่บัญญัติไว้ใน รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ คืออำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเท่านั้น ดังนั้นการกระทำใด ๆ เพื่อจัดให้ทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงเป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เป็นอันใช้ บังคับมิได้ กระผมและนายไพบูลย์ นิติตะวัน รวมถึงสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ อาจจะเป็นรุ่นที่แล้ว ก็เลยส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย และศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยครับ โดยมีหลายท่านที่เกี่ยวข้อง ที่ประชุมร่วมส่งไปแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญรับไว้ เชิญพยาน ผู้เกี่ยวข้องให้ข้อมูล คือนายมีชัย ฤชุพันธุ์ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ นายอุดม รัฐอมฤต ทำเป็นความเห็นเป็นหนังสือยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งพยานผู้เชี่ยวชาญ ทั้ง ๔ ทำความเห็นเป็นหนังสือยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญแล้ว นอกจากนั้น อดีตเลขาธิการของ พรรคท่านเอง ตอนนี้เป็นท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง DE นายประเสริฐ จันทรรวงทอง และคณะ ซึ่งก็หมายถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคเพื่อไทย ยื่นคำร้องขอส่งบันทึก ถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นส่งต่อศาลรัฐธรรมนูญสั่งรับไว้ประกอบการพิจารณา เพราะฉะนั้นสภาแห่งนี้พิจารณาญัตตินี้ไปเรียบร้อยแล้วครับท่านประธาน และศาล รัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเป็นที่สิ้นสุดแล้ว เหตุไฉนจึงมีความสงสัยในคำวินิจฉัย ท่านกำลังจะ บอกว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรียบร้อยแล้ว แล้วท่านก็ส่งร่างรัฐธรรมนูญแบบเดิมเข้ามาอีก จะให้ท่านประธานบรรจุ ผมเห็นด้วยกับท่านประธานว่าไม่บรรจุถูกแล้วครับ เพราะคำ วินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญชัดเจน ซึ่งเดี๋ยวผมจะอธิบายต่อไป ส่วนเรื่องที่จะมาเถียงกันว่าจะ ประชามติ ๒ ครั้ง หรือ ๓ ครั้งนั้น อยู่ในรายงานฉบับนี้ชัดเจนครับท่านประธาน รายงานฉบับ นี้ผมได้ศึกษาและตรวจสอบจากการแก้ไข และเชิญทุกหน่วยมาหมดนะครับ ก็ขออนุญาตเล่า ง่าย ๆ ว่าถ้าสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยสภาเอง แบบเดียวกับที่แก้บัตรใบเดียว เป็นบัตร ๒ ใบ ท่านไม่ต้องเสียเงินแม้แต่สลึงเดียวครับ ท่านใช้ สส. สว. ในสภาแห่งนี้แก้ได้ เป็น ๑๐๐ มาตรา จะแก้เพื่อสิทธิเสรีภาพ ประชาชนที่เพิ่มขึ้น จะแก้เพื่อดูแลปัญหาต่าง ๆ ของประเทศ นี้ที่ไม่ได้ห้ามไว้ในมาตรา ๒๕๕ และไม่มีเงื่อนไขมาตรา ๒๕๖ บังคับไว้ ทำได้ทุกประการครับ แต่ไฉนท่านไม่ทำ อันนั้นก็เป็นเรื่องของสภานะครับ แต่ว่าผมกำลังบอกว่าการใช้งบประมาณ แต่ละครั้ง ถ้าต้องไปทำ สสร. และทำประชามติ เอกสารนี้ระบุนะครับ ว่า การที่ทำประชามติ จะต้องใช้ ๙๕,๐๐๐ หน่วย เท่ากับการเลือกตั้ง ที่ลดลงมีเพียงจำนวนเจ้าหน้าที่สำหรับ การเลือกตั้ง หน่วยละ ๙ คน เหลือสำหรับการทำประชามติหน่วยละ ๕ คน ซึ่งหมายความว่า ต้องจัดจำนวนคน ๘๕๕,๐๐๐ คนทั้งประเทศ ใน ๙๕,๐๐๐ หน่วย ลดลงไปเหลือแค่ ๔๗๕,๐๐๐ คนต่อครั้ง ใช้งบประมาณจาก ๕,๐๐๐ ล้านบาท เหลือครั้งละ ๓,๕๐๐ ล้านบาท นี่คือรายงานฉบับนี้ ถ้ากรรมการชุดที่ตั้งขึ้นเอาไปศึกษา ไม่ต้องมาเสียเวลาสภา ไม่ต้องมา เสียเวลาส่งญัตติไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เพื่อแปรคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญอีกหรอกครับ ผมคิดว่าเป็นเรื่อง เป็นภาระของศาลรัฐธรรมนูญ สภาแห่งนี้วินิจฉัยได้เองอยู่แล้ว สภาแห่งนี้ ทำหน้าที่นิติบัญญัติ สภาแห่งนี้มีนักกฎหมายเยอะแยะ ถ้าอ่านกฎหมายไม่รู้ อ่านไม่เข้าใจ ผมคิดว่าอย่ามีสภาเสียดีกว่าครับ เพราะคำวินิจฉัยชัดเจนมากครับท่านประธาน ผมจะบอก ว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าอะไรนะครับ ซ้ำอีกครั้งเพื่อให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจตรงกัน ในเอกสารคำวินิจฉัยชัดเจนว่า หลักการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ กำหนดข้อห้าม ตามมาตรา ๒๕๕ อันนี้บอกไปแล้วนะครับ เรื่องแก้รัฐไทยเป็นหนึ่งเดียว ห้ามทำโดยเด็ดขาด ส่วนหลักเกณฑ์และวิธีการในการแก้ไขเพิ่มเติม ต้องเป็นไปตามมาตรา ๒๕๖ (๑) ถึง (๙) และการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสามารถกระทำได้โดยที่ประชุมของรัฐสภา ตามมาตรา ๑๕๖ (๑๕) โดยกำหนดให้รัฐสภาร่วมประชุมกันแก้ไขเพิ่มเติมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ ซึ่งต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่รัฐธรรมนูญกำหนดโดยเคร่งครัดว่า กรณีใดที่รัฐธรรมนูญ บัญญัติไม่ให้สามารถแก้ไขเพิ่มเติมได้โดยเด็ดขาด เช่น มาตรา ๒๕๕ หรือกรณีใดที่ รัฐธรรมนูญบัญญัติให้สามารถแก้ไขเพิ่มเติมได้ ก็ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญกำหนด โดยจัดให้มีการออกเสียงประชามติ ตามมาตรา ๒๕๖ (๘) การที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยื่นญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. .... ทั้ง ๒ ฉบับ ต่อที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ตามมาตรา ๒๕๖ ซึ่งมีหลักการและเหตุผล ให้มี การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมีเนื้อหาสาระในร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ให้มีหมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และมาตรา ๒๕๖/๑ ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญทำหน้าที่ จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามหมวดนี้ จึงเป็นการแก้ไขหลักการสำคัญที่ผู้มีอำนาจ สถาปนารัฐธรรมนูญดั้งเดิมต้องการปกป้องคุ้มครองไว้ หากรัฐสภาจะจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ ก็ต้องจัดให้ประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญออกเสียงประชามติเสียก่อน ว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ถ้าผลการออกเสียงประชามติเห็นชอบด้วย จึงดำเนินการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไป เมื่อเสร็จแล้วก็ต้องจัดให้มีการออกเสียง ประชามติ เห็นชอบหรือไม่กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกครั้งหนึ่ง เป็นการให้ประชาชน พิจารณาเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญลฉบับใหม่ แล้วจึงนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อลงพระปรมาภิไธย และประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญต่อไป อันเป็นการจัดทำรัฐธรรมนูญตามครรลอง ประชาธิปไตย ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ด้วยเหตุดังกล่าว ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยว่า ๑. รัฐสภามีหน้าที่และอำนาจจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ โดยต้องให้ประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ลงประชามติเสียก่อนว่าประชาชน ประสงค์จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ๒. เมื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว ต้องให้ประชาชนลงประชามติเห็นชอบหรือไม่กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกครั้งหนึ่ง สรุปนะครับ ท่านไม่ต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญแปลความหรอกครับ ผมแปลให้ท่านเลยครับ ในฐานะผู้ยื่น สภาแห่งนี้เป็นนักกฎหมายทั้งนั้นละครับ อย่าไปศรีธนญชัย ส่งญัตตินี้ไป ศาลรัฐธรรมนูญให้เกิดความลำบากเลยครับ ลงประชามติ ๒ ครั้ง ง่ายนิดเดียวครับ คำวินิจฉัยนี้ชัดเจนนะครับ แต่จะมีกรณีที่ทำประชามติ ๓ ครั้ง มีทั้ง ๒ ครั้ง และ ๓ ครั้ง ถ้าท่านจะทำประชามติ ๒ ครั้ง ท่านดำเนินการจัดทำรัฐธรรมนูญ ก็คือก่อนจะไปทำนี่ท่านไป ถามประชามติเลยว่าจะให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ถ้าประชาชนให้จัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ท่านก็ไปร่าง ร่างเสร็จแล้วก็ไปถามประชามติ เบ็ดเสร็จคือ ๒ ครั้งครับ แต่ที่พิกลพิการคืออะไรครับ ท่านทำไมต้องทำ ๓ ครั้ง ก็ท่านไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ เพิ่มเติมหมวดใหม่ ๑๕/๑ นี้อย่างไร รัฐสภาทำไมไม่กล้าแก้ไขหรือร่าง รัฐธรรมนูญเองละครับ ทำไมต้องไปให้สภาร่างรัฐธรรมนูญที่เป็น Nominee หรืออ้าง หรือ จะบอกว่ามาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั่วประเทศ มาร่างแทนละครับ ท่านกลัวต้อง แก้ไข หรือร่างรัฐธรรมนูญแล้วประชาชนรู้หรือครับ ว่าประชาชนอาจจะไม่เห็นด้วยกับการ แก้ไขหรือร่างรัฐธรรมนูญบางประเภทที่ไปเพิ่มอำนาจ หรือไปทำให้การป้องกันการทุจริต ใช้ไม่ได้ ผมกราบเรียนว่าทำไม ๓ ครั้งครับ ถ้าท่านประธานอ่านคำวินิจฉัยอย่างที่ผมอ่าน และแปลความ สมาชิกแปลความตรงกัน ก็ใช้ ๒ ครั้ง ถ้าท่านอยากทำ ๓ ครั้ง ท่านทำ ดังนี้ครับ ๑. คือถามประชาชนเสียก่อนว่าจะยกร่างกฎหมายฉบับใหม่หรือไม่ ๑ ครั้ง หมดไป ๓,๕๐๐ ล้านบาท ๒. แก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามที่อาจารย์ ชูศักดิ์และคณะเสนอ ต้องทำประชามติอีก ๑ ครั้ง อีก ๓,๕๐๐ ล้านบาท ถ้าท่านให้มีการ เลือก สสร. ทั่วประเทศแบบเดียวกับการเลือกตั้ง อันนี้เป็นส่วนเพิ่มที่ ๓ นะครับ จัดให้มีการ เลือกตั้งแบบเดียวกับ สส. ทั้งประเทศ ใช้ ๙๕,๐๐๐ หน่วย คนเลือกตั้ง ๙ คน ใช้งบประมาณ อีก ๕,๐๐๐ ล้านบาท เอาละอันนั้นผมจะไม่พูดถึงว่ามันเปลืองงบประมาณอย่างไร เมื่อสภา ร่างรัฐธรรมนูญที่ท่านต้องจ่ายเงินเดือน จ่ายผู้ช่วยหรือไม่ ขณะที่มี สส. สว. ทำหน้าที่ได้ ในสภา กลับไม่ทำหน้าที่ แล้วไปมอบให้ สสร. ที่อ้างว่ามาจากการเลือกตั้งทำหน้าที่แทน ต้องทำประชามติ ๒ ครั้ง ร่างเสร็จแล้วอาจจะใช้เวลา ๑ ปี ๒ ปี ใช้งบประมาณในการร่าง กี่ร้อยล้านบาทไม่ทราบ แล้วโครงก็ไม่ได้เปลี่ยนจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๖๐ อาจจะเป็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๗๐ ก็ได้ แต่สิ่งที่เพื่อป้องกันการโกง สิ่งที่ป้องกันการลุแก่อำนาจของฝ่ายต่าง ๆ อาจจะหายไป ท่านอาจจะอยากยุบศาลรัฐธรรมนูญ อาจจะอยากยุบกรรมการการเลือกตั้ง อาจจะอยากยุบ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติก็ได้ ใครจะไปทราบ แต่อาศัยมือที่อ้างว่าเป็น สสร. มาทำหน้าที่แทน ท่านก็ต้องเอาร่างรัฐธรรมนูญนั้นไปให้ ประชาชนลงประชามติอีกครั้งหนึ่ง ครั้งที่ ๓ อีก ๓๕๐๐ ล้านบาท เบ็ดเสร็จรัฐธรรมนูญ ที่บอกแก้ไขไม่ได้นั้นไม่เป็นความจริง รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ย้ำนะครับ แก้ไขได้ มี ๓ หลัก ๑. แก้ไม่ได้ตามมาตรา ๒๕๕ เปลี่ยนการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ เป็นประมุข มิได้ แบ่งราชอาณาจักรไทยเป็นหนึ่งเดียว แบ่งแยกมิได้ แก้ไม่ได้ ๒. แก้ได้ โดยสภา โดยสมาชิกรัฐสภา และแก้ไขมาแล้ว แบบบัตรใบเดียวที่ได้ประโยชน์ของ สส. ท่าน ก็แก้ แต่ถ้าอะไรเป็นประโยชน์ประชาชน ท่านไม่แก้ เป็น ๑๐๐ มาตราสามารถแก้ได้ โดยรัฐสภาแห่งนี้ ๓. ถ้าท่านแก้ไขผลกระทบ หมวด ๑ หมวด ๒ และ หมวด ๑๕ กระทบ โครงสร้างอำนาจของศาลและองค์กรอิสระ กระทบเรื่องคุณสมบัติ อันนั้นต้องทำประชามติ โดยสรุปหลักเกณฑ์รัฐธรรมนูญไม่ได้เป็นรัฐธรรมนูญที่ยากเกินกว่าที่จะปฏิบัติเลยครับ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ผมใช้เวลาสภาเพื่ออธิบายไปยังพี่น้องประชาชนให้เข้าใจว่า สภาแห่งนี้เสียเวลาสภา เสียเวลาเปิดแอร์ เสียเวลาที่เราต้องมาประชุมรัฐสภา เพื่อมา พิจารณาในสิ่งที่ท่านประธานรัฐสภาได้วินิจฉัยแล้วว่าไม่สามารถที่จะบรรจุระเบียบวาระได้ แล้วไม่มีความจำเป็นต้องส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญรับไว้วินิจฉัยอีกหรอกครับ เพราะท่านกำลัง จะบอกว่าเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้ว รัฐสภาไม่เข้าใจ ช่วยแปรความหน่อย ผมว่าอายเขานะครับ อายพี่น้องประชาชนนะ อุตส่าห์เลือกหรืออุตส่าห์ให้ท่านทั้ง สส. และ สว. เป็นตัวแทนเข้ามาทำหน้าที่ในสภานิติบัญญัติ กลับไม่สามารถเข้าใจสิ่งที่ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ ซึ่งคำวินิจฉัยผมกราบเรียนท่านประธานแล้วไม่มีอะไรยากเลยครับ อ่านง่าย ๆ วินิจฉัยแบบที่ผมบอกนี้นะครับ ผมไม่ใช่ศาลรัฐธรรมนูญ แต่อ่านแล้วเข้าใจ ๒ ครั้ง ถ้าท่านจะทำ ทำประชามติเสียก่อน แล้วร่าง จะเรียกว่าคณะกรรมการยกร่าง หรือ สส. สว. จะร่างเองก็ได้ครับ ร่างเสร็จท่านก็ไปทำประชามติ ก็เสีย ๒ ครั้ง ถ้าท่าน อยากจะมี สสร. ท่านก็ต้องทำ ๓ ครั้ง เพราะท่านไปแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ เพิ่มเติม หมวดให้มี สสร. อันนั้นมันบังคับไว้อยู่แล้ว ก็เลยเป็น ๓ ครั้ง แล้วถ้าต้องเลือก สสร. ก็ต้อง เสียเงินอีก โดยสรุปครับท่านประธาน ผมจึงมีความไม่เห็นด้วยต่อญัตติดังกล่าว ว่าไม่มี ความจำเป็นต้องส่งไปให้ศาลรัฐธรรมวินิจฉัยอีก เพราะวินิจฉัยแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญ จะวินิจฉัยแปลความหมายของศาลรัฐธรรมนูญได้อย่างไร แต่ผมเข้าใจครับ ว่าเบื้องลึก เบื้องหลังคืออะไร ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอย่างหนึ่งอย่างใด มันจะเป็นการนำร่าง รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข ที่เพิ่มเติม สสร. เข้าสภาโดยไม่ต้องทำประชามติใช่หรือไม่ หรือจะ ซ่อนอะไรไว้อีก ไม่ว่าจะเป็นการถ่วงเวลาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา หรือไม่ว่า จะเป็นการถ่วงเวลาในการทำประชามติรัฐธรรมนูญ กราบเรียนท่านประธานว่า ให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจถึงกลเกมการเมืองที่วันนี้เสียเวลาสภามาประชุมเพราะเรื่องนี้ จึงลงความเห็นไว้เลยครับว่าไม่เห็นด้วยต่อการที่ให้มีญัตติดังกล่าวส่งไปศาลรัฐธรรมนูญ และผมเชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญท่านก็ไม่อาจวินิจฉัยเป็นอย่างอื่นขัดกับคำวินิจฉัยเดิม ที่ ๔/๒๕๖๔ ที่วินิจฉัยไว้แล้วครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน
ขอบพระคุณคุณสมชาย มากครับ ต่อไปวุฒิสมาชิกท่านสุดท้าย ขอเชิญ พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร ครับ
เรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ผม พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมนั่งฟังญัตติ ตั้งแต่เช้ายันเย็น ท่านประธานนั่งหันหน้ามาหาผมก็จะเห็นผมนั่งอยู่ตลอด ผมเห็นใจ ท่านประธานจริง ๆ เลยครับ ผมไม่แน่ใจว่าญัตติวันนี้เป็นญัตติไม่ไว้วางใจท่านประธานรัฐสภา ท่านวันนอร์ที่เคารพของผม รวมทั้งญัตติไม่ไว้วางใจศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ในส่วนของ ท่านประธานวันมูหะมัดนอร์เอง ผมเชื่อว่าเดี๋ยวท่านคงใช้ความรู้ความสามารถ รวมทั้งใช้ ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย อธิบายความในฐานะที่ท่านถูกพาดพิง แต่ในส่วนของศาล รัฐธรรมนูญ ท่านคงไม่มีสิทธิที่จะมาอภิปรายขยายความ ว่าท่านเองมีหน้าที่และบทบาท หน้าที่อย่างไร จริง ๆ ถ้าท่านประธานไปดูว่าในอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๒๐๐ จำนวนศาลรัฐธรรมนูญที่แต่งตั้งมาจากผู้พิพากษาฎีกา ไม่ต่ำกว่าหัวหน้าคณะ ถ้าเป็น ตุลาการศาลปกครองก็สูงสุด ผู้ทรงคุณวุฒิสาขาต่าง ๆ รวม ๕ อนุมาตรา คนเหล่านี้เป็นผู้มี ความรู้ความสามารถทั้งนั้นเลยครับ ผ่านการกลั่นกรองมาอย่างดี ท่านก็มาทำหน้าที่ของท่าน เหมือนท่านประธานก็ทำหน้าที่ของท่าน ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ปี ๒๕๖๓ ข้อ ๕ ถ้าท่านประธานผิดเพี้ยนสักนิดหนึ่ง ท่านก็จะต้องถูกประท้วงอยู่ตลอดเวลา ผมอยากให้ พี่น้องประชาชนได้เข้าใจว่าศาลรัฐธรรมนูญมันเหมือนกรรมการ จะให้ผู้เล่นตัดสินกันเอง คงจะไม่ได้ท่านประธาน เหมือนกีฬาฟุตบอลก็ดี หรือกีฬาอื่นก็ดี ถ้าไม่มีกรรมการยุ่งน่าดู เพราะฉะนั้นเราต้องทำใจเป็นกลางครับ ต้องเปิดโอกาสให้ท่านทำหน้าที่ของท่านอย่างดียิ่ง ถ้าท่านทำไม่ดีท่านก็ต้องถูกดำเนินการตามกฎหมายเช่นกัน อันนี้ผมขออนุญาตท่านประธาน ในเบื้องต้นชี้แจงทำความเข้าใจให้เพื่อน ๆ สมาชิก รวมทั้งพี่น้องประชาชน ผมไม่ได้มีญาติ พี่น้องเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเลยครับ แต่จำเป็นที่จะต้องพูดแทน เพื่อให้ทุกคนได้เข้าใจ ไม่อย่างนั้นท่านจะตกเป็นจำเลยของสังคมโดยตลอด ท่านก็ดูแล้วกันอีกนิดเดียวครับ บางที ถ้าตัดสินถูกใจท่าน ท่านก็บอกว่าศาลรัฐธรรมนูญเป็นธรรม ถ้าตัดสินไม่ถูกใจ ศาลฐธรรมนูญ ลำเอียง หรือศาลยุติธรรมลำเอียง ท่านประธานลำเอียง มันก็เป็นอย่างนี้ มนุษย์ไม่ใช่อุจจาระ เหม็นนะครับ เคี่ยวเข็ญเทวดา ก็เป็นประมาณนี้
ประเด็นที่ผมจะอภิปรายในวันนี้ท่านประธานครับ มี ๒ ประเด็น ขอใช้เวลา เท่าที่จะมีอยู่อย่างจำกัด ไม่ให้ถึงตามที่เวลาวุฒิสภาจะเหลือ ประเด็นแรก ว่าทำไมถึงต้อง อยากแก้รัฐธรรมนูญกันจัง ท่านประธานอยู่ในสภามากี่ปีแล้วครับ ท่านรู้ไหม รัฐธรรมนูญ ของไทยมีกี่ฉบับ ทำไมต้องมีมากฉบับ ไม่เหมือนประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกสากล สหรัฐอเมริกา อังกฤษ หรือประเทศอื่น ๆ บางทีแทบจะไม่ต้องมีรัฐธรรมนูญเลยเขาก็แก้กันน้อยมาก เพราะเราไปเอาแบบอย่างจากเขามาจนเกินไปหรือไม่ ท่านประธานเคยได้ยินไหมครับ ประชาธิปไตยบ้านเราเปรียบเสมือนไปเอาต้นไม้ที่ปลูกแล้วงอกงาม ในสภาพภูมิประเทศ และภูมิอากาศหิมะตก เอามาปลูกในประเทศไทยนี่ มันจะงอกงามดีหรือเปล่าท่านประธาน ถึงมีคำว่า ธุรกิจการเมือง นโยบายขายฝัน ครอบงำประชาชน ทำร้ายประชาธิปไตย ทำลาย ประเทศไทยหรือเปล่า ถ้าจะให้แก้รัฐธรรมนูญแก้ให้การเลือกตั้งมันสุจริตเที่ยงธรรม ไม่มี ธุรกิจการเมือง ไม่มีนโยบายขายฝัน ทำได้ไหมครับ ถ้าทำได้แล้วแก้เลย ผมถึงบอกว่าทำไม ท่านรังเกียจรังงอนรัฐธรรมนูญฉบับนี้เหลือเกิน ที่จริงในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ท่านครับ ถ้าจะ พูดถึงสาระสำคัญมันมีตั้ง ๙ ข้อ ผมจะเอาข้อสำคัญ ๆ ก็แล้วกัน ที่เขากลัวกันจังเลย ท่านประธาน เอาข้อ ๖ ก็แล้วกัน การวางกลไกป้องกันตรวจสอบและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบที่เข้มงวดเด็ดขาด เพื่อมิให้ผู้บริหารปราศจากคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล เข้ามามีอำนาจปกครอง บ้านเมือง หรือใช้อำนาจตามอำเภอใจ นี่ครับท่านประธาน ถึงต้องยกเลิกหรือเปล่าไม่แน่ใจ นะครับ ถ้ามีเหตุผลอื่นก็ว่ากันไป แต่ที่ผมหวั่นเกรงมากจริง ๆ ท่านประธานครับ ในร่างที่ ท่านเสนอเมื่อตอนเสนอท่านประธาน เมื่อต้นเดือนมกราคม ที่เสนอท่านประธาน วันที่ ๑๖ มกราคม มันมีทั้งหมดหลายมาตรา ๕ มาตรา แต่มีย่อยเยอะแยะเลยครับ ท่านประธานรู้ไหม ในหมวด ๑๔/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มาตรา ๒๕๖/๑ ให้มี สภาร่างรัฐธรรมนูญ ชื่อย่อ ๆ ก็คือ สสร. ท่านประธานครับ ตีเช็คเปล่าหรือเปล่าครับ สภาร่างรัฐธรรมนูญไม่รู้จะร่างอะไร ประเด็นไหน นี่อย่างไรครับ ผมหวั่นอย่างเดียวครับ หมวด ๑ ก็คงมีอยู่แวว ๆ เหมือนกัน ทางใต้ครับ แต่หมวด ๒ นี่ท่านครับ มาตรา ๒๕๕ เขาห้ามแก้นะครับ การปกครองรูปแบบการปกครองที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือรูปแบบการปกครองของรัฐ แต่มาตรา ๒๕๖ (๘) มันแก้อย่างอื่นได้ ผมจะไม่พูด รายละเอียดนะครับ แต่ท่านเชื่อไหมหลายท่านบอกว่าไม่แตะในเรื่องของหมวด พระมหากษัตริย์ ซึ่งอยู่ในหมวด ๒ แต่ที่จริงแล้วท่านประธานรู้ไหม ในหมวด ๑ ในหมวด ๑๕ ในหมวด ๘ มีตั้ง ๑๑ มาตรา ที่เกี่ยวข้องกับพระราชอำนาจ หมวด ๑๐ หมวด ๑๒ มีอีกเยอะแยะ ผมไม่แน่ใจ จะแก้หรือเปล่าเรื่องพระราชอำนาจ หรือที่สำคัญ มาตรา ๑๔๔ โดยสรุปพี่น้องประชาชนจะได้ฟังง่าย ๆ พวกผู้แทนราษฎรแปรญัตติ เอางบไปลงพัฒนา บ้านเมือง เราอุตส่าห์แก้แล้วนะครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แต่ท่านจะเอากลับมาหรือเปล่า ไม่แน่ใจ สสร. อาจจะมีหรือเปล่า หรือในมาตรา ๑๘๕ ท่านประธาน แทรกแซงก้าวก่าย การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ที่มันวุ่นทุกวันนี้ท่านประธานลองไปตรวจสอบดูทำไม ข้าราชการถึงวุ่นวายกันมากเลย ผมไม่พูดถึงองค์กรของผมนะครับ องค์กรอื่นก็เช่นกัน อันนี้ คือการตีเช็คเปล่าหรือเปล่า ผมถึงบอกแล้วอย่างไรครับ พี่น้องประชาชนครับ ผมขอฟ้อง พี่น้องประชาชนผ่านท่านประธาน รัฐธรรมนูญดี ๆ ที่มีอยู่ ๒๗๙ มาตรา แต่ท่าน กระหือกระหาย ขออนุญาตถอนคำพูด กระหือกระหาย ท่านพยายามที่จะแก้ให้ได้ครับ ที่จริง ๆ แก้ก็แก้ได้นะครับท่านประธาน ไม่เกี่ยวเลย มาตรา ๒๕๖ (๘) ท่านแก้ไปเลย หรือ นอกจากนั้นท่านก็แก้ได้ แก้ง่าย ๆ ครับ แก้รายมาตรา แก้ไปเถอะ แต่ท่านอย่าไปแตะในส่วน เหล่านี้ แล้วอยู่ ๆ ท่านก็มาเสนอร่างอย่างนี้ ผมเห็นใจท่านประธานจริง ๆ นะครับ ผมเป็น ท่านประธานผมก็ไม่ให้ครับ ต้องชื่นชมความเด็ดขาดของท่านประธาน ท่านไม่ได้กลัวกังวล ใครเลย ผมเห็นท่านทำหน้าที่ประธานทีไร ผมชื่นใจครับ เพื่อนสมาชิกทำผิดข้อบังคับ ท่านบอกท่านเตือนครับ เตือนไม่ได้ท่านบอกท่านให้ออกไปเลย นี่คือความเด็ดขาดของ ท่านประธาน แล้วสิ่งที่ท่านทำตรงนี้นะครับ ชาวบ้านเขาฝากมาด้วย ฝากขอบคุณ ท่านประธานด้วย ส่วนใหญ่เลยนะครับ อันนี้ที่ผมไปสัมผัสมา อาจจะมีบางส่วนที่บอกว่า ท่านประธานไม่ได้ โน่นนี่นั่น อันนี้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง นี่คือประเด็นแรกครับ ที่ว่าทำไมอยาก แก้กันจังเลยนะ ก็มันมีของดีอยู่อย่างนี้แล้วทำไมนักการเมืองท่านกลัวจังเลย ถ้าตรงไหนไม่ดี ท่านบอกเลยครับ แก้เรียงรายมาตราไปเลย จะได้ไม่ต้องมีญัตติมาวุ่นวายหรือมาเสียเวลา อย่างที่ท่านสมชายได้พูดถึงไปเมื่อสักครู่นี้ เอาเวลาสภาไปทำเรื่องอื่นดีกว่าไหม
ประเด็นที่ ๒ อยากจะพูดเพื่อให้เพื่อนสมาชิกหรือพี่น้องประชาชนได้รับชม และรับทราบ ญัตติที่เสนอมานั้นชอบหรือเปล่าครับ สองคนยลตามช่อง คนหนึ่งมองเห็น โคลนตม อีกคนมองเห็นดวงดาวอันแพรวพราว แต่ผมเชื่อว่าส่วนใหญ่ถ้าไม่พิจารณาโดย เข้าข้างตัวเอง ผมว่าท่านตัดสินถูกแล้ว มันไม่ชอบครับ ไม่ชอบด้วยข้อบังคับ ไม่ชอบด้วย รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๖ มี ๑๖ มาตรา ใช่ไหมครับ ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ผมจะไม่ พูดถึงเพราะมันจะเป็นการซ้ำกับเพื่อนสมาชิก แต่ผมเห็นด้วยละครับ ผมขออนุญาตก็แล้วกัน เพื่อนสมาชิกพูดหลายครั้งหลายหนในเรื่องเหล่านี้ ผมเห็นด้วยกับท่านประธานที่มีหนังสือ ไปถึง จากสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร มีถึงผู้ยื่นญัตติ ผมขออนุญาตท่านประธานอ่าน นะครับ เพราะจะได้เป็นถ้อยคำที่ผมถอดออกมา ไม่แน่ใจ ผมพยายามถามหาหนังสือนี้ เหมือนกันว่าหนังสือที่ไปถึงรูปแบบเต็ม ๆ มันเป็นอย่างไร จะได้ขึ้นให้พี่น้องประชาชนได้เห็น แต่ไม่เห็นก็เอาถอดข้อความก็แล้วกัน ท่านบอกไว้อย่างนี้ครับ ประธานรัฐสภา คือท่าน วันนอร์ ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีหลักการในการเพิ่มเติม หมวด ๑๕/๑ ที่ผมเรียนไปแล้วอย่างไรครับ เป็นการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ย่อมเป็นการยกเลิก รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ จึงมิใช่ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยตามคำวินิจฉัยที่ ๔ ปี ๒๕๖๔ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยนั้น มาตรา ๒๑๑ วรรคสี่ หรือวรรคท้าย คำวินิจฉัยของศาล รัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระและ หน่วยงานของรัฐ เพื่อนสมาชิกหลายคนพยายาม จะไม่ใช้คำว่าตะแบง พยายามที่จะเอา คำวินิจฉัยเหล่านี้ บอกว่าศาลพูดอย่างนี้ ศาลไม่ได้บอกว่าอย่างโน้นอย่างนี้อย่างนั้น ผมว่า ถ้าท่านท่านประธานเชื่อ แล้วท่านประธานส่งไปอีกทีให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย นอกจาก เป็นการซ้ำซ้อนแล้วมันยังสามารถวัดถึงภูมิปัญญาครับ สมาชิกรัฐสภาของเรามีความรู้ ความเข้าใจในตัวบทกฎหมายหรือตีความตามกฎหมาย เข้าข้างตนเองมากเกินไปหรือเปล่า ท่านประธานลองดูนะครับ ถ้ามติวันนี้ส่วนใหญ่พวกมากลากไปหรือไม่ ผมไม่อยากให้ทุกคน ท่านประธานครับ ทำผิดกฎหมาย ท่านประธานก็เป็นคนที่ ๑ ที่ไม่ยอมทำผิดกฎหมาย เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเราเอาสิ่งที่มันผิดให้มันเป็นถูก สิ่งที่ถูกให้มันเป็นผิด ผมเชื่อว่า ในอนาคตนี้ประเทศชาติเราคงวนอยู่อย่างนี้ ผมก็ฝากท่านประธานไปด้วยก็แล้วกันว่า ผมปรารถนาดี แล้วผมยืนยันว่าผมไม่ได้เล่นการเมือง แต่ผมรักประเทศชาติ รักประชาชน รักชาติ รักศาสนา และรักพระมหากษัตริย์ ไม่เคยมีใครมาทำให้ผมเปลี่ยนแปลงได้ แล้วทุกอย่างที่ผมอภิปรายในวันนี้ บันทึกไว้ในสภาแห่งนี้ ผมรับผิดชอบครับ ผมยืนยัน ในสิ่งเหล่านี้ ก็ฝากท่านประธานไว้เป็นเรื่องที่อยากจะให้เพื่อน ๆ ได้ยินได้ฟังนะครับ แล้วก็ จะได้ช่วยกัน ผมนี้ที่จริงแล้วอยากเห็นประเทศไทยจะทำอย่างไรภายใต้พระมหากษัตริย์ ทรงเป็นองค์พระประมุข ทำให้ไม่มีธุรกิจการเมืองให้ได้ ท่านประธานช่วยคิดหน่อยก็แล้วกัน นะครับ ผมเองพยายามทุกวิถีทางแล้ว ก็อยากจะให้พวกเราได้ตระหนักถึงจุดนี้ การแก้ปัญหา หน้าสุดท้ายท่านประธานครับ ผมฝากเพื่อนสมาชิกทุกคนนะครับ คนเราอยู่ไม่นานหรอกครับ ในโลกนี้ เกิดมาทั้งทีถ้าไม่ทำดีเพื่อตอบแทนคุณแผ่นดินเราก็จะได้ชื่อว่า ไม่อยากจะพูดว่า เสียชาติเกิดครับ เพราะฉะนั้นถ้าจะแก้ปัญหาให้ได้ท่านประธานต้องกล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง อย่าเอาพวกมากลากไป แล้วสิ่งที่ต้องการผมฝากไว้นะครับ ถ้าแก้ปัญหาโดยเอาประโยชน์ ส่วนตัว ประโยชน์ของพรรคพวก มันไม่มีทางแก้ปัญหาได้อย่างแน่นอนครับ ขอบคุณท่าน ประธานอย่างสูงครับ
ขอบพระคุณครับ ก่อนที่ จะให้เจ้าของของญัตติ คือท่านอาจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล ได้กล่าวสรุปอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะลงมติ นั้น เนื่องจากวันนี้เราประชุมทั้งวันก็มีหลายครั้ง ด้วยความเคารพท่านสมาชิกรัฐสภาก็ได้ พาดพิงถึงการปฏิบัติหน้าที่ของประธานรัฐสภา ซึ่งผมถือว่าเป็นเรื่องปกติครับ ด้วยความ เคารพจริง ๆ แต่ผมก็จำเป็นต้องชี้แจงกับท่านสมาชิกรัฐสภา ไม่ใช่ประเด็นความเห็น ที่ไม่ตรงกันนะครับ เพราะเป็นเรื่องธรรมดา แต่ผมอยากจะชี้แจงในประเด็นว่าการปฏิบัติ หน้าที่ของประธานสภานั้นปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างไร เพื่อให้ท่านสมาชิกได้เข้าใจถึงการปฏิบัติ หน้าที่ครับ ไม่จำเป็นต้องเห็นตรงกับประธานรัฐสภาและประธานสภาเสมอไป แต่ผมก็ปฏิบัติ หน้าที่ตามข้อบังคับ คือเรื่องที่ท่านสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายถึงว่าทำไมประธานรัฐสภา ประธานสภาผู้แทนราษฎร จึงไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญที่อาจารย์ชูศักดิ์ได้เสนอมายัง ประธานรัฐสภานั้นเป็นเพราะอะไร ผมอยากจะชี้แจงว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่อาจารย์ชูศักดิ์ กับคณะเป็นผู้เสนอประธานรัฐสภา เมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๖๗ ซึ่งเป็นการแก้ไขทำนอง เดียวกันกับร่างที่ท่านสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ กับคณะ เสนอมาเมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๖๔ ซึ่งในการเสนอของท่านสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ด้วยความเคารพท่านนะครับ เมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๖๔ นั้นท่านอดีตประธานชวน หลีกภัย ด้วยความเคารพนะครับ ได้วินิจฉัยว่า ไม่สามารถบรรจุกฎหมายของท่านสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ได้ตามมติความเห็นของ คณะกรรมการประสานงาน และเสนอความเห็นต่อประธานสภาในเรื่องวินิจฉัยการบรรจุ กฎหมาย เมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๖๔ ท่านประธานชวนจึงให้สำนักงานได้แจ้งผลไปยัง ท่านสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ เมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๖๔ เมื่อท่านรองศาสตราจารย์ ชูศักดิ์ ศิรินิล เสนอมาวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๖๗ ผมก็ให้ฝ่ายประสานงานกฎหมายของสภา ได้วินิจฉัยในเบื้องต้น ซึ่งคณะกรรมการวินิจฉัยนี้ก็มีความเห็น ๒ ฝ่าย เหมือนที่เราได้ พิจารณาในวันนี้ เสียงส่วนน้อยเห็นว่าควรจะบรรจุได้ และเสียงข้างมาก ผมจะไม่บอกว่า ข้างมากเท่าไรนะครับ ข้างมากเห็นว่าไม่ควรบรรจุ เพราะเป็นกฎหมายทำนองเดียวกัน ที่ท่านสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ซึ่งประธานสภาในสมัยที่แล้วก็ไม่บรรจุมาแล้ว แต่เพื่อความ รอบคอบผมก็บอกว่าถึงแม้ว่าจะเป็นกฎหมายทำนองเดียวกัน แต่เหตุการณ์ได้เปลี่ยนแปลง ไปบ้างแล้ว ผมก็บอกว่าให้พิจารณาอีกสักครั้งหนึ่ง เอาความเห็นใหม่เลย ไม่เอาความเห็น เก่าแล้ว ให้เอาใหม่ คณะกรรมการก็ได้ประชุมใหม่อีกครั้งหนึ่ง ก็มีความเห็นเสียงข้างมากอีก เป็นไปตามที่ท่านศานิตย์ได้พูดไว้ว่า ถ้าบรรจุแล้วมันจะขัดแย้งกับคำวินิจฉัยของศาล รัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ ถึงแม้เราจะไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่คำ วินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นผูกพันทุกองค์กร ทั้งรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และองค์กรอิสระ จะตีความอย่างไรก็แล้วแต่ แต่ก็ผูกพันไว้ เมื่อคณะกรรมการเสียงข้างมากเห็นตรงกับการ วินิจฉัย เมื่อปี ๒๕๖๔ ซึ่งประธานชวนก็ได้ให้ความเห็นตามเสียงข้างมากนั้น เมื่อผมได้ พิจารณาและให้ประชุมใหม่อีกครั้งหนึ่งก็เห็นตรงอย่างเดิม ผมในฐานะประธานสภาก็มาใคร่ครวญ ตรวจแล้วนะครับ ก็ไม่สามารถที่จะให้บรรจุได้ เช่นเดียวกัน ผมจึงให้เลขาธิการส่งหนังสือไปยังอาจารย์ชูศักดิ์ แต่เมื่อเราอยู่ในสภาเดียวกัน ผมก็ได้เชิญท่านอาจารย์ชูศักดิ์มาพบเพื่อชี้แจงมติของคณะกรรมการและความเห็นของผม ให้กับอาจารย์ชูศักดิ์อีกครั้งหนึ่งเพื่อจะได้หารือร่วมกันว่าผมได้มีมติอย่างนี้ครับ ท่านอาจารย์ ชูศักดิ์ก็บอกว่าไม่เป็นอะไร เมื่อประธานสภาไม่บรรจุตามความเห็นของฝ่ายกฎหมาย ประสานงานแล้วท่านบอกว่าท่านก็จะหาทางทำอย่างอื่นแทน จึงเป็นที่มาของญัตติที่ ท่านอาจารย์ชูศักดิ์เสนอในวันนี้เพื่อให้สภาพิจารณาว่าจะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัย ไม่ได้วิจัยว่าสภาจะมีอำนาจหรือไม่มีอำนาจในการตรากฎหมาย แต่เพื่อให้ความชัดเจนต่อ คำวินิจฉัยของศาล เมื่อวันที่ ๔ เมื่อกฎหมาย ที่ ๔/๒๕๖๔ ซึ่งออกมาแล้วก็มีความเห็นไม่ ตรงกันซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา แม้แต่ฝ่ายกฎหมายของรัฐบาลที่กำลังจะแก้ก็มีความเห็น ไม่ตรงกันในเรื่องของการจะดำเนินต่อไปข้างหน้า จะร่างกฎหมายเข้ามาครั้งหน้า แล้วก็จะใช้ ประชามติซึ่งมันเป็นเรื่องของประชาชน ทั้งเรื่องของเงินงบประมาณประชามติ ทั้งเรื่อง ความสำเร็จของรัฐธรรมนูญที่ต้องการแก้ไข ทั้งหมดเป็นเรื่องของประชาชน เพราะฉะนั้นด้วย ความเคารพต่อท่านสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน ผมก็ได้ทำหน้าที่ของผมไปตามที่รัฐธรรมนูญ กำหนดและข้อบังคับแล้ว ต่อไปก็เป็นหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา ซึ่งท่านจะต้องวินิจฉัยต่อไป ว่าจะเห็นตามที่ท่านอาจารย์ชูศักดิ์เสนอไปเพื่อวิจัยเรื่องนี้ก็ไม่มีอะไรครับ เป็นเรื่องความ ชัดเจนที่จะเดินไปข้างหน้า เพื่อจะไปแล้วไม่ล้ม ไปแล้วไปเสียของ ไปแล้วก็ไม่เสียงบประมาณ และเวลาของประชาชนโดยไม่จำเป็น เท่านั้นง่าย ๆ ต่อไปก็ก่อนที่จะลงมติครับ ท่านสมาชิก อยู่ข้างนอกหลังจากที่ท่านอาจารย์ชูศักดิ์ได้กล่าวสรุปอีกครั้งหนึ่ง เห็นอาจารย์ชูศักดิ์ได้ขอ มอบหมายให้ท่านจาตุรนต์ ฉายแสง เป็นผู้สรุปนะครับ เวลาของรัฐบาลยังเหลืออีก ๓๑ นาที ก็ขอความกรุณาท่านจาตุรนต์ก็สรุปอย่าเกินจากเวลาของฝ่ายรัฐบาลก็แล้วกันนะครับ ขอบพระคุณครับ ขอเชิญท่านจาตุรนต์ ฉายแสง ได้กล่าวสรุปได้ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม จาตุรนต์ ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมได้รับมอบหมายจากท่านอาจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล ซึ่งเป็นเจ้าของญัตติ ให้มา อภิปรายสรุปญัตติ เรื่อง ขอเสนอญัตติตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๖๓ ข้อ ๓๑ ให้รัฐสภามีมติขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจ ของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ (๒) รองศาสตราจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล เป็นผู้เสนอ ท่านประธานครับ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณท่านประธานรัฐสภาที่ได้ชี้แจงความเป็นมา และเหตุผล ที่ท่านไม่บรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่อาจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล กับคณะ เป็นผู้เสนอ แต่ความจริงท่านก็ได้แสดงความเห็นในทางว่าถ้ารัฐสภาแห่งนี้เสนอไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ให้ตีความ ให้วินิจฉัย ประเด็นที่ตามญัตติของอาจารย์ชูศักดิ์ในวันนี้ ก็จะเป็นประโยชน์ ต่อการเดินไปข้างหน้า ฉะนั้นผมตีความการชี้แจงของท่านประธาน วันนี้ผมจะขอเริ่มอภิปรายสรุปด้วยข้อความ ของท่านสมาชิกวุฒิสภาท่านสุดท้ายที่อภิปราย ท่านบอกว่า สองคนยนตามช่อง คนหนึ่ง มองเห็นโคลนตม แล้วก็บอกว่า อีกคนตาแหลมคม มองเห็นดาวอยู่พราวพราย ความจริง เต็ม ๆ มันต้องบอกว่า สองคนยนตามช่อง คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม อีกคนหนึ่งตาแหลมคม มองเห็นดาวอยู่พราวพราย แต่ว่าในวันนี้มีสมาชิกแสดงความคิดเห็นต่างกันอยู่ในหลายเรื่อง หลายประเด็น ไม่ใช่เรื่องคนฝ่ายหนึ่งเห็นดาวอยู่พราวพราย อีกฝ่ายหนึ่งเห็นโคลนตม แต่ว่า เข้าใจว่าที่เห็นต่างกันนั้นก็คงจะเห็นดาวด้วยกันทั้งนั้นครับ แต่เป็นดาวคนละดวง เห็นต่าง กันได้ เห็นต่างกัน ท่านสมาชิกได้อภิปรายเรื่องทำไมต้องแก้รัฐธรรมนูญ ไม่เห็นจำเป็นต้องแก้ รัฐธรรมนูญ ก็มีสมาชิกบางท่านก็อธิบายว่ารัฐธรรมนูญนี้มีปัญหาต่อบ้านเมืองอย่างไร มีปัญหาต่อประชาชนอย่างไร มีที่มาที่ไม่ถูกต้องอย่างไร ผ่านการลงประชามติมา ท่านก็ ยืนยันว่าผ่านมาแล้วทำไมยังจะแก้อีก ท่านที่บอกว่า ต้องแก้เพราะว่าการลงประชามติ ที่ผ่านมาเป็นการลงประชามติที่มีลักษณะไม่สุจริต ไม่เที่ยงธรรม ไม่เป็นเสรี ก็แสดงความเห็น ต่างกัน แสดงความเห็นต่างกันในเรื่องจะแก้รัฐธรรมนูญโดยรายมาตราหรือแก้ทั้งฉบับ แก้โดยรัฐสภานี้ หรือโดย สสร. นี่ก็เป็นความเห็นต่างกัน แต่ว่าเรื่องที่เห็นต่างกันเหล่านี้ที่ผม กล่าวไปไม่ใช่ประเด็นที่เราพิจารณาในวันนี้ครับ วันนี้ไม่ใช่ประเด็นที่จะพิจารณาว่าจะแก้ รัฐธรรมนูญหรือไม่ จะแก้รัฐธรรมนูญอย่างไร ด้วยวิธีอะไร แต่เป็นการมาพิจารณาว่า มีคนเสนอ มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมายังสภา ประธานสภา ไม่บรรจุ ดังที่ท่านประธานรัฐสภาได้ชี้แจงแล้วนั้น มันทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มันหยุดชะงัก เมื่อไม่บรรจุมันก็เดินต่อไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นต้องมาพิจารณากัน ว่าจะทำอย่างไรให้ญัตติแบบนี้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีผู้เสนออย่างนี้ได้มีการเข้าสู่ การพิจารณาของรัฐสภา รัฐสภาอาจไม่เห็นด้วยก็ตกไป รัฐสภาเห็นด้วยตามเงื่อนไข ที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ กำหนด ก็สามารถจะเดินหน้าต่อไปได้ ดังนั้นการพิจารณา ในวันนี้ ญัตตินี้จึงไม่ใช่เรื่องเสียเวลาเปล่าครับ ไม่ใช่เรื่องเสียเวลาเปล่า ตรงกันข้ามถ้าไม่มี การพิจารณากันในวันนี้เท่ากับเราจะแช่แข็ง เราจะหยุดการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือการเขียน รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดย สสร. ไม่ให้เกิดขึ้นได้อีกเลย ทั้ง ๆ ที่ไม่มีใครห้าม ศาลรัฐธรรมนูญ ก็ไม่ห้าม แต่มันจะถูกห้ามเนื่องจากเราไม่พิจารณาญัตติในวันนี้ ท่านประธานก็ไม่บรรจุญัตติ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่การประชุมของรัฐสภา นั่นละครับ จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นต้อง พิจารณาวันนี้ และการพิจารณาในวันนี้มีประโยชน์และมีความหมายอย่างยิ่งต่อการที่เราจะ ทำอย่างไรให้รัฐธรรมนูญของประเทศนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย เป็นรัฐธรรมนูญ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง ท่านประธานครับ เหตุที่ต้องมีการพิจารณากัน ในวันนี้ที่ต้องเสนอญัตติในครั้งนี้ คือมีท่านอาจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล เสนอ ความจริง พรรคการเมืองที่เสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญในทำนองเดียวกัน เนื้อหาคล้ายกัน มี ๒ พรรค คือพรรคก้าวไกลกับพรรคเพื่อไทย พรรคเพื่อไทยนั้นเสนอก่อน เมื่อพรรคเพื่อไทยเสนอแก้ไข เพิ่มเติม มาตรา ๒๕๖ ของรัฐธรรมนูญ เพิ่มเติมหมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อให้เป็นจุดเริ่มต้นของการจัดทำ รัฐธรรมนูญ โดยมี สสร. ต่อมาวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร มีหนังสือแจ้งว่า ประธานสภาพิจารณาแล้วเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีหลักการในการเพิ่มเติม หมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ย่อมเป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ จึงมิใช่ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ตามที่ ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้ ตามในคำวินิจฉัย ที่ ๔/๒๕๖๔ ตรงนี้ละครับ ท่านประธาน รัฐสภา เมื่อสักครู่อธิบายความเป็นมาว่า ประธานรัฐสภาในชุดก่อนได้เคยวินิจฉัยไว้ว่าไม่อาจ บรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เนื้อหาทำนองเดียวกัน ท่านก็ให้คณะกรรมการไปดู ท่านประธาน คนปัจจุบันให้คณะกรรมการไปดู โดยบอกว่าให้เริ่มต้นใหม่เลยก็ได้ ก็ออกมาทำนองเดียว กันอีก ท่านจึงทำตามนั้น ปัญหาก็คืออย่างนี้ครับ พวกเราสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิก รัฐสภาที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทย เห็นว่ามันมีปัญหาการตีความ การเข้าใจ ความเข้าใจต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งวันนี้ก็มีการอภิปรายโดยสมาชิก หลายท่านไปคนละทิศคนละทางกัน เข้าใจคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่างกัน ท่านประธานครับ ประเด็นที่สำคัญ ความจริงมันอยู่ที่ข้อความเพียงสั้น ๆ ที่บอกว่า หากรัฐสภาต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องจัดให้ประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนา รัฐธรรมนูญออกเสียงประชามติเสียก่อน ขีดเส้นใต้ คำว่า เสียก่อน ว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่หรือไม่ ถ้าผลการออกเสียงประชามติเห็นชอบด้วย จึงดำเนินการจัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไป เมื่อเสร็จแล้วต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติว่าเห็นชอบ หรือไม่กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกครั้ง ตรงนี้ละครับ ที่บางท่านบอกว่าก็วินิจฉัยชัดเจน แล้วว่าต้องทำประชามติ เพราะฉะนั้นจะเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ามาที่สภานี้ก็ต้องไปทำ ประชามติเสียก่อน ตรงนี้คือมีปัญหาว่า เสียก่อนนี้ แปลว่าอะไร คำวินิจฉัยของศาล รัฐธรรมนูญที่สำคัญบอกว่า หากรัฐสภาต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญ ปัญหาในขณะนี้คือ รัฐสภานี้ต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วหรือยัง เพราะมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ของ ๒ พรรคการเมือง เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่รัฐสภานี้ยังไม่ได้พิจารณา ยังไม่ได้ เห็นชอบ จะบอกว่ารัฐสภาต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องจัดให้ประชาชน ทำประชามติ มันไม่เข้าข้อนี้ ไปทำประชามติไม่ได้ เพราะว่ารัฐสภายังไม่ได้แสดงความจำนง ไม่ได้แสดงความต้องการที่จะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ดังนั้นเมื่อเป็นอย่างนี้ ที่คณะกรรมการวินิจฉัยมา ท่านประธานตัดสินไปมันไม่สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่สอดคล้อง ที่สำคัญที่พูดกันมาหลายท่านได้อภิปรายไปในวันนี้ ก็คือเรื่อง ว่าจะทำประชามติกี่ครั้งและเมื่อไร จะต้องทำประชามติหรือไม่ในกรณีทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ เห็นตรงกันอยู่แล้วครับ ว่าต้องทำแน่ ศาลรัฐธรรมนูญได้พูดไว้ อย่างน้อยก็ต้องมี ๒ ครั้ง แต่ว่าบางท่านเห็นว่าต้องทำเพิ่มอีกครั้งหนึ่ง คือในครั้งแรก ก่อนที่จะบรรจุร่าง ก่อนที่ รัฐสภาจะพิจารณา ผมได้อภิปรายไปแล้วว่า อันนี้มีปัญหาว่าทำก่อนไม่ได้ เพราะว่ารัฐสภา ยังไม่ได้แสดงความต้องการ แต่ปัญหามากกว่านั้นก็คือว่าถ้ามีการลงประชามติก่อนบรรจุ จะมีผลอย่างไร จะมีผลผูกพันรัฐสภาหรือไม่ รัฐธรรมนูญไม่มีเขียนไว้ครับ รัฐธรรมนูญไม่มีเขียนไว้ว่าให้มีการทำประชามติก่อน การพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อไปทำประชามติมา สมมุติว่าประชาชนเห็นชอบ ก็มีการบรรจุ เมื่อมีการบรรจุก็มาพิจารณากันที่นี่ละครับ พิจารณากันที่นี่แล้ว ถ้าหากสมาชิก วุฒิสภาเกิดไม่ลงมติสนับสนุน เกิน ๘๔ คน หรือสมาชิกพรรคฝ่ายค้านไม่สนับสนุน คือสนับสนุนไม่ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของสมาชิกพรรคฝ่ายค้าน ร่างรัฐธรรมนูญนั้นก็ตกไป การทำประชามติแม้ว่าประชาชนเห็นชอบ แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ตกไปครับ เพราะฉะนั้น การลงประชามติก่อนการบรรจุ หรือก่อนที่รัฐสภาจะลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบจึงไม่เป็น ประโยชน์ ไม่จำเป็น เป็นการสูญเปล่า และอันนี้ก็คือเหตุผลที่ว่าการทำประชามติควรทำ เพียง ๒ ครั้งเท่านั้น ๒ ครั้ง ก็คือการทำประชามติในขั้นตอนที่มีการเสนอร่างเข้ามาสภาแล้ว มีการพิจารณาแล้ว พิจารณาไปจนครบ ๓ วาระ และรัฐสภามีมติตามเงื่อนไขที่กำหนด ตามเงื่อนไขที่กำหนดหมายความว่า สว. ต้องกี่คน ฝ่ายค้านต้องกี่คน และเสียงทั้งหมด เกินกึ่งหนึ่ง ตรงนั้นละครับ ก็จะสอดคล้องกับการที่กำหนดไว้ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในรายมาตราจะต้องทำประชามติด้วยในเงื่อนไขต่าง ๆ ก็คือการทำประชามติมันเกิดขึ้น หลังจากที่มีการลงมติในวาระที่ ๓ แล้ว และขณะนี้การที่เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของ อาจารย์ชูศักดิ์กับคณะ เป็นการแก้ไขมาตรา ๒๕๖ ไม่ใช่แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เป็นการ แก้ไขรายมาตรา มาตราเดียวครับ คือมาตรา ๒๕๖ ดังนั้นจึงต้องดำเนินการไปตามปกติ ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา แต่พอลงมติในวาระที่ ๓ ถ้าเห็นชอบก็จะเกิดปัญหาขึ้น ทันทีว่าเมื่อเห็นชอบตามนั้นจะทำให้เกิด สสร. และเกิดการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตรงนี้ ละครับ ถ้าอ่านจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ก็คือถึงตอนนั้นก็ต้องไปทำประชามติ เมื่อทำประชามติเห็นชอบก็มี สสร. และมีการร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อร่างรัฐธรรมนูญมาแล้ว อาจจะเข้ามาที่รัฐสภาอีกรอบหนึ่ง เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ เห็นชอบก็ต้องส่งไปทำ ประชามติเพื่อให้ประชาชนเห็นชอบต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อันนี้ก็เป็น ๒ ครั้ง ทีนี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคเพื่อไทยเห็นอย่างนี้ หลาย ๆ ท่านก็เห็นอย่างนี้ แต่ปรากฏว่าขณะนี้คือสมาชิกบางท่านก็ไม่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วยว่าลงประชามติ ๒ ครั้ง เห็นว่าต้องลงประชามติก่อนการบรรจุ แล้วก็เกิดไปสอดคล้องกับท่านประธานที่เห็นว่า ไม่อาจบรรจุได้ มันจึงเป็นประเด็นขึ้นว่าแล้วจะทำอย่างไรกันต่อไป ท่านสมาชิกจากพรรค ขออนุญาตพูดถึงท่านหัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้ให้ความเห็นอย่างแหลมคมหนักแน่นว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบนี้ไม่ใช่การยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ท่านให้ความเห็น อีกหลายอย่างว่าประธานสภาควรจะบรรจุร่างได้ แต่พอถึงเวลาที่บอกว่ารัฐสภาจะส่งญัตติ ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยหรือไม่ ท่านกับสมาชิกรัฐสภาอีกบางท่านก็เห็นว่าไม่ควรต้องส่ง เพราะส่งแล้วจะเป็นการเพิ่มเติมอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ เพิ่มอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ เพิ่มบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้ไม่ใช่การจะไปเพิ่มบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญครับ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไปแล้วจากการยื่นตีความในสมัยของสภาผู้แทนราษฎรชุดก่อน ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไปแล้วว่าถ้าจะทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องทำประชามติ ตรงนี้จึงไม่มี ข้อโต้แย้งครับ แต่ว่ามีปัญหาว่า คำว่า เสียก่อน ที่เขียนนั้นก็เห็นกันชัดอยู่ว่าบางท่านเห็นว่า คำว่า เสียก่อน หมายถึงเสียก่อน ทำประชามติเสียก่อนที่จะมีการเริ่มพิจารณา ก็คือก่อนการ บรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระ แต่หลายท่านเห็นว่า เสียก่อน นั้นหมายความว่า เสียก่อนที่จะนำขึ้น ทูลเกล้าฯ คือเห็นชอบผ่านวาระที่ ๓ แล้วค่อยไปทำประชามติเสียก่อน ต่างอยู่ตรงนี้ และความจริงการให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ก็เพียงวินิจฉัยเพื่อให้เกิดความชัดเจน ว่าคำว่า เสียก่อน หมายความว่าอะไร เพราะเห็นไม่ตรงกัน การทำอย่างนี้ไม่ใช่เรื่องเสียเปล่า ไม่ใช่ เรื่องที่เสียเวลา เพราะอะไร เพราะว่าถ้าไม่ทำสิครับ ถ้าไม่ส่งไปศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย จะมี ปัญหาอย่างไร มีปัญหาก็คือว่าเท่ากับว่าการที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรวมเข้าชื่อกัน มีผู้รับรองถูกต้อง เสนอต่อรัฐสภาให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามเนื้อหาของร่างนั้นก็คือเพื่อให้มี สสร. และมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมีข้อสงวนบางหมวดบางมาตราก็ตามนั้น ไม่สามารถกระทำได้อีกเลย ทั้ง ๆ ที่ศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้ห้าม รัฐธรรมนูญไม่ได้ห้าม อันนี้ มันเท่ากับเป็นการจำกัดบทบาทการใช้อำนาจหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา โดยเฉพาะสมาชิก รัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และเท่ากับเป็นการจำกัดหน้าที่และอำนาจ ของรัฐสภาโดยรวม ทั้ง ๆ ที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ว่า หน้าที่และอำนาจในการแก้ไข รัฐธรรมนูญเป็นของรัฐสภา ในคำวินิจฉัยล่าสุดของศาลรัฐธรรมนูญก็ได้เขียนไว้อย่างนั้น ยอมรับว่าอำนาจหน้าที่ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นของรัฐสภา เพียงแต่ว่ากำหนดว่าถ้าแก้ไข ทั้งฉบับต้องไปทำประชามติเสียก่อน แต่ถ้าเราไม่ส่งไปให้วินิจฉัย และท่านประธานก็ยังคง ปฏิบัติตามแนวเดียวกันกับท่านประธานรัฐสภาคนก่อน ตามแนวที่คณะกรรมการเสนอมา ก็เท่ากับว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างที่มีการเสนอนี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นได้อีกเลย ซึ่งเป็นเรื่อง ไม่ถูกต้องครับ เป็นเรื่องที่ทำให้เสียโอกาสที่สมาชิกรัฐสภาซึ่งมาจากการเลือกตั้ง ของประชาชน และต้องการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่ได้ไปพูดจากับประชาชนไว้ ไม่สามารถทำตามนั้นได้ ดังนั้นท่านประธานครับ การส่งศาลรัฐธรรมนูญไม่ใช่เป็นการไปเพิ่ม บทบาทให้ศาลรัฐธรรมนูญ และจริง ๆ แล้ววันนี้ท่านสมาชิกบางท่านได้พูดไปว่าต้องการ ให้เกิดความมั่นใจบ้าง ต้องการให้เกิดความสบายใจ ต้องการให้เกิดความแน่นอนบ้าง ความจริงมันไม่ใช่เรื่องความสบายใจ ไม่ใช่เรื่องความมั่นใจ มันเป็นเรื่องของความจำเป็นครับ ถ้าไม่ส่งไปตีความเท่ากับท่านยุติ ท่านจำกัดบทบาทสมาชิกรัฐสภา จำกัดหน้าที่และอำนาจ ของรัฐสภา เพราะฉะนั้นมันจึงเข้าข่ายที่เป็นเรื่องที่พึงที่จะส่งไปศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ท่านประธานที่เคารพครับ ผมก็ขอสรุปว่า ที่ท่านอาจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล กับคณะ สส. พรรคเพื่อไทย เสนอญัตติ เป็นเรื่องที่มีความจำเป็นต้องเสนอ เนื่องจากเราเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ แล้วประธานรัฐสภาไม่บรรจุเข้าสู่ ระเบียบวาระ ทำให้เราเห็นว่ามีปัญหาหน้าที่อำนาจทั้งของสมาชิกรัฐสภาและรัฐสภา โดยรวม เราจึงได้เสนอญัตติในวันนี้ จากการอภิปรายกันมาในวันนี้มีความเห็นที่แตกต่างกัน หลายอย่าง ตรงกันก็หลายเรื่อง แต่ที่ทั้งที่ตรงกันและที่ต่างกันนั่นละครับ เป็นเหตุผลสำคัญ ว่าจำเป็นจริง ๆ ที่จะต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เพราะฉะนั้นผมในฐานะผู้สรุป จึงขอ เรียกร้องต่อสมาชิกรัฐสภา หากท่านไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามแบบนี้ ก็สามารถไปโต้แย้งคัดค้าน ระงับยับยั้งได้ในชั้นพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แต่ท่านน่าจะ ไม่ต้องการที่จะจำกัดอำนาจหน้าที่ของรัฐสภา ท่านที่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมถึงท่านที่เสนอญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่กลับเห็นว่าการเสนอให้ตีความจะกลายเป็น การเพิ่มอำนาจบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญ ก็ขอให้คิดด้วยครับ ว่าจริง ๆ แล้วนอกจาก ไม่เป็นการเพิ่มบทบาทอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว การไม่ศาลรัฐธรรมนูญต่างหาก จะเป็นการจำกัดหน้าที่และอำนาจของท่านทั้งหลายที่เสนอร่างรัฐธรรมนูญนี้ และต่อไป ท่านก็จะไม่มีโอกาสในการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญได้อย่างที่ต้องการได้อีกเลย ดังนั้นผมจึงขอ เรียกร้องให้สมาชิกรัฐสภาทุกท่านสนับสนุนญัตตินี้ด้วยการเห็นชอบให้รัฐสภาส่งญัตตินี้ไปยัง ศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไป ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ท่านจาตุรนต์ ฉายแสง อภิปรายสรุปแล้ว
ท่านประธานครับ อยู่ไกล ครับ
เชิญครับ ขอประทานโทษครับ ท่านชวนครับ
เนื่องจากว่าท่านประธาน ได้เอ่ยถึงมติเมื่อสมัยที่แล้วนะครับ เพื่อให้พวกเราได้รับทราบโดยครบถ้วนกระบวนการ ก็เลยขออนุญาตท่านประธานที่จะอธิบายประกอบ เพื่อให้สิ่งที่ท่านประธานได้กล่าวถึงนั้น ชัดเจนขึ้น ข้อความในการใช้วินิจฉัยครั้งที่แล้ว เนื่องจากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๒๕๖ และเพิ่มหมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ กับคณะ เป็นผู้เสนอ เป็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมให้มีหมวด ๑๕/๑ ย่อมมีผลเป็นการยกเลิก รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ และเป็นการจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ จึงมิใช่ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมรายมาตราตามที่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ ได้วินิจฉัยไว้ ซึ่งคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญมีผลผูกพันรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๑๑ วรรคสี่ ประธานรัฐสภาจะบรรจุ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเข้าระเบียบวาระการประชุม ตามข้อ ๑๑๙ แห่งข้อบังคับ การประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๖๓ ได้ จะต้องเป็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมตามคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยว่าต้องเป็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเป็นรายมาตรา เมื่อร่าง รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวไม่ใช่ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมรายมาตราตามคำวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญ ประธานรัฐสภาจึงไม่สามารถบรรจุร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๖๕ และเพิ่มหมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ กับคณะ เป็นผู้เสนอ เข้าระเบียบวาระการประชุมของที่ประชุม ร่วมกันของรัฐสภาพิจารณาได้ จากความเห็นดังกล่าวข้างต้น ในฐานะประธานรัฐสภาจึงต้อง ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๑๑ วรรคสี่ ที่บัญญัติว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาดมีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ และการจะบรรจุร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม จะต้องเป็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมรายมาตราตามข้อบังคับรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๖๓ ข้อ ๑๙๙ เมื่อร่างรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..) พุทธศักราช.... แก้ไขเพิ่มเติม ๒๕๕๖ และเพิ่ม หมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ กับคณะ เป็นผู้เสนอ ไม่ถือว่าเป็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมรายมาตรา ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ ประธานรัฐสภาจึงไม่สามารถบรรจุร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวเข้า ระเบียบวาระการประชุมของที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อพิจารณาได้ กราบเรียนท่าน ประธานด้วยความเคารพครับ ผม นายชวน หลีกภัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ เห็นว่าจะเป็นประโยชน์ถ้าหากว่าเราได้ให้ข้อความที่กระจ่างชัดในการ วินิจฉัยในครั้งนั้น เพื่อให้สมาชิกและประชาชนที่ได้รับฟังได้เข้าใจข้อความที่สมบูรณ์ทั้งหมด ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณ ท่านชวน หลีกภัย นะครับ สิ่งที่ท่านพูดไว้ก็จะบันทึกไว้ในเรื่องนี้นะครับ
เนื่องจากญัตติเรื่องนี้ผู้เสนอได้เสนอมาเพื่อขอให้รัฐสภามีมติให้ส่ง ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภา ตามมาตรา ๒๑๐ (๒) ก่อนลงมติผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิ แสดงตนและเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มแสดงตนนะครับ ผมขอเชิญสมาชิกเข้ามา ในที่ประชุมครับ
ท่านประธานครับ ขออนุญาตครับ
เชิญครับ
ท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา เนื่องจากวันนี้มีการอภิปรายของเพื่อนสมาชิกรัฐสภาที่กว้างขวาง และหลาย ๆ ท่านก็มีความคิดเห็นแตกต่างกันไป ทั้งเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย หรือบางท่าน ก็บอกว่าจะงดออกเสียง จึงเป็นประเด็นที่มีเพื่อนสมาชิกสงสัยว่าหากการลงมติ การงด ออกเสียง เป็นหัวข้อที่มีการลงคะแนนให้มากที่สุด ผลของญัตตินี้จะเป็นเช่นไรครับ มีเพื่อน สมาชิกหลายท่านสงสัยครับ ขอความชัดเจน ให้ท่านประธานชี้แจงหน่อยครับ
ชัดเจนคือ ลงมติเห็นชอบก็เป็นเสียงข้างมาก ก็ถือว่าเป็นผู้ชนะ ถ้าไม่ได้เสียงข้างมากก็ไม่ได้ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผม พริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ขออนุญาตต่อเนื่องจากคำถามของเพื่อนสมาชิก ท่านศรัณย์ครับ ผมเข้าใจว่าคำถาม ที่ท่านศรัณย์นั้นเป็นคำถามว่า เกิดสมมุติผลการลงมติออกมาว่าคะแนนคนที่งดออกเสียง สูงที่สุด ตามมาด้วยคะแนนคนที่เห็นชอบ แล้วก็ตามมาด้วยคะแนนคนที่ไม่เห็นชอบ เรียงตามลำดับดังกล่าว จะถือว่ามติของที่ประชุมเห็นชอบหรือไม่
มติ ที่เห็นชอบ ถ้าคะแนนไม่ถึง คือถ้าหายไปเฉย ๆ ก็ถือว่าเห็นชอบ แต่ถ้าลงคะแนนงดออกเสียง ในจำนวนที่มากกว่าเสียงข้างมาก ก็ต้องเป็นไปตามเสียงผู้ที่งดออกเสียงนะครับ
ขออนุญาตครับ ท่านประธาน ศรัณย์ ทิมสุวรรณ ถ้าเป็นกรณีอย่างที่ท่านพริษฐ์ยกตัวอย่าง แล้วมติของสภานี้ จะเป็นเช่นไรครับ ถ้างดออกเสียงลงคะแนน
คือผม พูดผิดไปนิดหนึ่งนะครับ การที่จะเป็นฝ่ายชนะ ฟังจากเสียงข้างมากนะครับ คือผู้ใดเห็นชอบ ถ้ามีเสียงข้างมากกว่าผู้ที่ไม่เห็นชอบ ก็ถือว่าผู้ที่มีคะแนนเสียงเห็นชอบเป็นเสียงข้างมาก นะครับ ส่วนงดออกเสียงนั้นไม่นับนะครับ ขอโทษครับ
ท่านประธานครับ ขออนุญาตครับ คือต้องขออนุญาตยืนยันให้มันชัดเจนจริง ๆ ครับท่านประธาน เพราะว่า คำวินิจฉัยท่านประธานล่าสุดกับก่อนหน้านั้นมันไม่ตรงกัน ผมยกตัวอย่างเพื่อยืนยันให้ชัดเจน อีกรอบหนึ่งนะครับ สมมุติมีคนลงมติทั้งหมด ๗๕๐ คน มีคนงดออกเสียง ๓๐๐ คน มีคน ลงคะแนนเห็นชอบ ๒๕๐ คน แล้วก็มีคนลงคะแนนไม่เห็นชอบ ๒๐๐ คน คือ ๓๐๐ งดออกเสียง ๒๕๐ เห็นชอบ แล้วก็ ๒๐๐ ไม่เห็นชอบ มติที่ประชุมคือเห็นชอบใช่หรือไม่ครับ
ใช่ครับ เห็นชอบมากกว่าไม่เห็นชอบครับ
ขอบคุณมากครับ ท่านประธาน
ยกมือ เชิญครับ ถ้าจำนวนเสียงเห็นชอบมากกว่า ก็ถือว่ามติเป็นไปตามนั้นนะครับ เสียงข้างมาก มีสงสัยอะไรอีกไหมครับ เมื่อสักครู่ขอประทานโทษ พูดผิดนะครับ เชิญท่านวัลลภครับ
ท่านประธานครับ วัลลภ ครับ
ท่านวัลลภ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ วัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิกรัฐสภา ผมว่าท่านประธานวินิจฉัยถูกแล้วครับ ถ้าเสียงข้างมากลงมติ เห็นชอบ เอาตามนั้นละครับ งดออกเสียงก็ถือว่าไม่มีเสียงอยู่แล้วนะครับ อันนั้นมันชัดเจน ตามที่ท่านพริษฐ์ถามถูกแล้ว ก็คือถ้าเสียงข้างมากเห็นชอบ ก็คือจบ คือเห็นชอบครับ ขอบพระคุณครับ
เข้าใจ ตรงกันแล้วนะครับ ขอประทานโทษทีเมื่อสักครู่พูดผิดนะครับ มีท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิ เสียบบัตร ก็กดปุ่ม แสดงตนไหมครับ กรุณาเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนนะครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
เป็นขั้นตอน การตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ ผมขอปิดการแสดงตนครับ ขอทราบผลครับ
ท่านประธานครับ ผม วงศ์สยามครับ ท่านประธานยังไม่ได้กดออดเลยครับ
กดออด ตั้งแต่ต้นแล้วครับ ลงคะแนนหรือยังครับ เช็กองค์ประชุมเท่านั้นครับตอนนี้ ประกาศผล ก็มี ๕๐๗ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ
ต่อไปจะเป็นการถามมติจากที่ประชุมนะครับ ว่าจะเห็นชอบให้ส่ง ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่อำนาจของรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ (๒) หรือไม่นะครับ สมาชิกท่านใดเห็นชอบ กดปุ่ม เห็นด้วย สมาชิกท่านใด ไม่เห็นชอบ กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านได้งดออกเสียง โปรดกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญท่านใช้สิทธิ ลงคะแนนได้ครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
มีท่านใด ยังไม่ได้ใช้สิทธิลงคะแนนไหมครับ แสดงตนครับ มีหรือเปล่าครับ ใช้สิทธิลงคะแนนกัน ครบถ้วนแล้วนะครับ ผมขอปิดการลงคะแนน ขอทราบผลครับ จำนวนผู้ลงมติ ๕๐๖ ท่าน เห็นด้วย ๒๓๓ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๐๓ ท่าน งดออกเสียง ๑๗๐ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี เป็นอันว่าที่ประชุมเห็นด้วยนะครับ ที่ประชุมเห็นชอบด้วยกับมติให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาตามมาตรา ๒๑๐ (๒) ครับ
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี
วันนี้หมดระเบียบวาระการประชุมแล้ว ขอขอบคุณทุกท่านที่มาประชุม ขอปิดการประชุมครับ