จิราพร สนับสนุน FTA ไทย-ศรีลังกา หลังรัฐบาลเร่งเจรจารวดเร็ว

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๙ มีนาคม ๒๕๖๗

จิราพร สินธุไพร หารือความตกลงการค้าเสรีไทย-ศรีลังกาที่เพิ่งลงนาม ชื่นชมรัฐบาลที่เร่งผลักดันจนสำเร็จ พร้อมเสนอให้ติดตามมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีและเตรียมยกระดับความตกลงในอนาคต

นางสาวจิราพร สินธุไพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน จิราพร สินธุไพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด เขต ๕ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพคะ ปัจจุบันไทยมีความตกลงเสรีทางการค้า หรือ FTA ที่มีผลใช้บังคับแล้ว จำนวน ๑๔ ฉบับ ซึ่งส่วนใหญ่เป็น FTA ที่สามารถสรุป การเจรจา และลงนามในช่วงรัฐบาลพรรคไทยรักไทย และรัฐบาลพรรคเพื่อไทย สำหรับ FTA ไทย-ศรีลังกา ก็เช่นเดียวกัน เป็น FTA ที่ริเริ่มมาหลายปีแล้ว แต่ยังไม่สามารถสรุปการเจรจา ได้ด้วยข้อจำกัดหลายประการตามที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงกับสภาเมื่อสักครู่นี้ จนกระทั่งรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ที่เริ่มเข้ามาบริหารประเทศ เมื่อเดือนกันยายน ๒๕๖๖ มีนโยบายการทูตเศรษฐกิจเชิงรุก และมุ่งมั่นที่จะทำให้ประเทศ ไทยกลับมามีบทบาทในเวทีโลก และทำให้ประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลก รัฐบาลจึงตั้งเป้าให้เร่งรัดการเจรจา FTA ฉบับต่าง ๆ เพื่อขยายการค้าการลงทุนของไทย ซึ่ง FTA ไทย-ศรีลังกา เป็นหนึ่งในนโยบาย Quick Win ของรัฐบาลที่เร่งการเจรจาบน พื้นฐานของผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ ท่านประธานที่เคารพคะ ปรากฏว่าผ่านมาเพียงแค่ ๓ เดือนเศษ ในเดือนธันวาคม ๒๕๖๖ ไทยและศรีลังกา ก็สามารถสรุปการเจรจา FTA ระหว่างกันได้และในวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ ณ กรุงโคลัมโบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พาณิชย์ของไทย ท่านภูมิธรรม เวชยชัย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้า พาณิชย์ และ ความมั่นคงอาหารของประเทศศรีลังกา ได้ลงนามความตกลงการค้าไทย-ศรีลังกา ทำให้ FTA ไทย-ศรีลังกา กำลังจะกลายเป็นความตกลงเสรีทางการค้า (ฉบับที่ ๑๕) ของไทย ที่มีผลบังคับใช้ และจะเป็น FTA ฉบับแรกภายใต้รัฐบาลโดยการนำของนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ท่านประธานที่เคารพคะ แม้ว่าศรีลังกาจะไม่ใช่คู่ค้าอันดับต้น ๆ ของไทย แต่สำหรับยุทธศาสตร์การเจรจาการค้าภาพรวมนั้นเราต้องไม่มองแค่ประเทศคู่ค้าหลัก แต่เราต้องดูว่าตลาดนั้นมีสิ่งที่ประเทศไทยต้องการหรือไม่ ซึ่งประเทศศรีลังกาเป็นประเทศ ที่พึ่งพาการนำเข้าสูง และปัจจุบันไทยได้ดุลการค้ากับประเทศศรีลังกาอยู่ ดังนั้นเมื่อ ความตกลง FTA ฉบับนี้มีผลใช้บังคับก็จะช่วยดันมูลค่าการส่งออกของไทยไปยังศรีลังกา ให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นได้ ที่สำคัญฝ่ายศรีลังกาได้เปิดตลาดให้กับไทยในระดับที่สูงที่สุดเมื่อเทียบ กับประเทศอื่นที่ศรีลังกา มี FTA ด้วย ในขณะที่ไทยเปิดตลาดให้กับศรีลังกาในระดับ ที่น้อยกว่าคู่เจรจาอื่นที่ผ่านมา ท่านประธานที่เคารพคะ รัฐบาลต้องรักษาตลาดเก่า ในขณะเดียวกันก็ต้องหาตลาดใหม่ ซึ่งในประเทศกลุ่มอาเซียนมีเพียงแค่สิงคโปร์และ ประเทศไทยเท่านั้นที่มี FTA กับประเทศศรีลังกา ซึ่งการที่สิงคโปร์ได้เลือกทำ FTA กับศรีลังกา คืออีก ๑ คำอธิบายว่าศรีลังกาคือตลาดใหม่และเป็นตลาดแห่งอนาคต ที่แม้แต่ สิงคโปร์ก็อยากเข้าไปจับจ้องพื้นที่ทางการค้านั้น ท่านประธานที่เคารพคะ ศรีลังกา เป็นประเทศที่มีอัตราภาษีสูง แต่ภายใต้การเจรจา FTA ฉบับนี้ได้เสนอเปิดตลาดยกเว้นภาษี ให้กับสินค้าไทยที่มีศักยภาพหลายรายการ โดยเฉพาะสินค้าไทยที่เป็นผู้ส่งออกอันดับ ต้น ๆ ของโลก เช่น รถยนต์และชิ้นส่วน ถุงมือยาง เคมีภัณฑ์ อาหารกระป๋อง รวมถึงเรา จะได้รับประโยชน์ในระยะยาวจากการที่ศรีลังกาได้ผูกพันการเปิดตลาดสินค้าเกษตร และสินค้าอุตสาหกรรมจำนวนมาก ซึ่งเป็นโอกาสให้กับทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบการไทย ได้ผลิตสินค้าดังกล่าวและส่งออกไปยังศรีลังกาภายใต้ข้อตกลงนี้ในอนาคต นอกจากนี้ FTA ไทย-ศรีลังกา เป็น FTA แรกที่ศรีลังกาได้เปิดเสรีด้านการลงทุนให้กับประเทศคู่ค้า ซึ่งไทย จะได้รับประโยชน์จากการมีมาตรการด้านการลงทุนที่ไม่เลือกปฏิบัติ คาดการณ์ได้ และสอดคล้องกับแนวปฏิบัติของกฎเกณฑ์การค้าการลงทุนในอนาคต ในระดับสากล และการเปิดเสรีการลงทุนจะขยายโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้ไปลงทุนในศรีลังกา ในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ แต่อย่างไรก็ดีเท่าที่ดิฉันได้ศึกษา FTA ไทย-ศรีลังกา โดยคร่าว ๆ อาจจะยังไม่ Comprehensive หรือมีเนื้อหาที่ครอบคลุมเท่ากับความตกลงอย่างความตกลง RCEP ที่มีราว ๒๕ ข้อบทโดยประมาณ แล้วก็มี Annex อีกมากมาย ซึ่งทราบว่า FTA ฉบับนี้ จะมีการทบทวนอีกครั้งเมื่อครบ ๕ ปี ดังนั้นดิฉันเชื่อว่า FTA ไทย-ศรีลังกา ฉบับนี้จะต้อง มีการ Upgrade หรือยกระดับเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต โดยเฉพาะวันนี้ที่ไทยและศรีลังกามี การเจรจา FTA ระหว่างกัน เราได้ประโยชน์ในเรื่องของการลดภาษี ดังนั้นจึงไม่มี Trade Barrier หรืออุปสรรคทางการค้าระหว่างกัน แต่ดิฉันก็เชื่อว่าอาจจะยังมีมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี บางส่วนที่อาจจะกลายเป็นอุปสรรคทางการค้าของไทยในอนาคต ดังนั้นดิฉันจึงขอให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ติดตามว่าสินค้าชนิดใดของไทยที่สุ่มเสี่ยง อาจจะถูกมาตรการที่ไม่ใช่ ภาษีกีดกันในอนาคต และทำรายการ ทำ List เอาไว้ เพื่อว่าเมื่อครบ ๕ ปี ทั้ง ๒ ประเทศ จะได้มีการมาทบทวน Upgrade หรือยกระดับ FTA ให้ครอบคลุมมากขึ้น ซึ่งเป็นหลักทั่วไป ของการเจรจา FTA ทุกฉบับที่จะมีการยกระดับตามช่วงเวลาที่ได้ตกลงกันไว้ เช่นเดียวกันกับ ที่ขณะนี้เรากำลังมีการเจรจายกระดับ FTA ระหว่างอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ แล้วก็ FTA อาเซียน-จีน ท่านประธานที่เคารพคะ FTA ไทย-ศรีลังกา ถือเป็นความสำเร็จฉบับแรก ของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน และหวังว่าอีก ๑๒ ฉบับ ที่อยู่ ระหว่างการเจรจาเราจะสามารถสรุปการเจรจาตามเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ได้ รวมถึงดิฉัน หวังว่ารัฐบาลจะสามารถเริ่มดำเนินการให้มีการเจรจา FTA อีก ๒ ฉบับ ที่อยู่ในแผน ก็คือ FTA ไทย-เกาหลีใต้ แล้วก็ FTA ไทย-ภูฏาน ซึ่งในท้ายที่สุดก็จะนำไปสู่การขยายโอกาส ทางการค้า แล้วก็ดึงดูดการลงทุน สร้างงานสร้างโอกาสให้กับพี่น้องประชาชนคนไทย ทั่วประเทศ ขอบคุณค่ะ